ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล

ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล

27 ก.พ. 2568 16:03 น.

ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล

ทำงานอยู่ดีๆ ก็งานเข้า สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว ธัญญ่า อาร์สยาม ที่ล่าสุดไลฟ์ขายของคุยกับแฟนๆ แต่กลับมีผู้ชาย 2 คนแต่งตัวคล้ายตำรวจนอกเครื่องแบบมาที่โกดังเพื่อขายบัตรเข้าชมการแข่งขันชกมวยไทยการกุศล แต่สุดท้ายมารู้ทีหลังจากแฟนๆ ว่าเป็นมิจฉาชีพ คนโดนหลอกเยอะแล้ว

ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล

โดยในเฟซบุ๊ก ธัญญ่า อาร์สยาม ได้โพสต์คลิปกล้องวงจรปิดนาทีที่มิจฉาชีพเข้ามา รวมถึงภาพบัตรการกุศล ภาพรถยนต์ของมิจฉาชีพ พร้อมทั้งเขียนข้อความเล่าไว้ดังนี้

“มิจ มาทุกรูปแบบ ล่าสุด บุกถึงที่ ถึงตัว 

– เมื่อวาน ช่วงบ่ายๆ นั่งไลฟ์สดอยู่โกดัง มี ผช สองคน ใส่ชุดตำรวจนอกเครื่องแบบ แต่เสื้อสกรีนตรามูลนิธิตำรวจไทย นานาชาติ

-เดินมาถามหาเจ้าของกิจการ นี่ก็คิดว่าตำรวจในพื้นที่มาตรวจสอบอะไร? 

-เดินไปก็ตามคลิป ฉันก็คุยดีหัวเราะอัธยาศัยดีสุดๆ เขาบอกว่า “มาขอให้ช่วยซื้อบัตรมวยการกุศล ที่ทางตำรวจจัดขึ้น เพื่อเอาเงินไปช่วยเด็กกำพร้า เป็นมูลนิธิ” 

-ใจบุญไง ถามว่าต้องช่วยกี่ใบคะ นางบอกกี่ใบก็ได้ครับ แต่ถ้า 5 ใบ จะได้ขึ้นโลโก้ข้างเวทีมวย 5555 ลืมบอก บัตรละ 2000 นะ 

– ก็เลยใจหนึ่งใจสอง ช่วยใบเดียวก็พอละ

– แล้วคุณมิจก็ถามว่า “หน้าเหมือนธัญญ่าเลย” ใช่ค่ะ ขอถ่ายรูปอย่างมีความสุข 5555555

-มารู้ทีหลัง ตอนออกมา พี่ๆ เอฟซีในไลฟ์บอกว่า มิจจ๊ะ คนโดนเยอะแล้ว 2,000 บาท การกุศล ดิฉันก็โทรหาทีมงานช่อง 8 ว่ามีมวยนี้ถ่ายทอดสดไหมคะ โอเครู้เรื่อง โดนหลอกอีกตามสเต็ป

งงว่า มันล้ำไปแบบนี้แล้วเหรอ คือมิจไม่กลัวอะไรเลยเหรอ กล้องวงจร ทะเบียนรถอะไรคือเห็นหมดเลยนะ แล้วในข่าวที่คนไปแจ้งก็เห็นข้อมูลหมด คำถามคือ จับได้ไหม? 

ตามได้ไหม? แล้วต้องไปเกิดกับคนอื่นๆ อีกกี่เคส เอ๊ะ! หรือว่า ขี้เกียจแจ้งความ เพราะไม่มีไรเกิดขึ้น จริงๆ นะ เห้อ มาโพสต์เตือนภัย อย่าใจบุญแบบไม่มีสติ ดิฉันเอง”

ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล
ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล
ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล
ธัญญ่า อาร์สยาม ไลฟ์ขายของ แต่โดนมิจฉาชีพบุกโกดังหลอกขายบัตรมวยการกุศล

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

27 ก.พ. 2568 11:18 น.

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

นก สินจัย นักแสดงตัวแม่ในตำนาน วันนี้เปิดใจครั้งแรก หลังถูกเซอร์ไพรส์วันเกิดอายุครบ 60 ปี ที่ยิ่งใหญ่อลังการ แขกร่วมงานเป็นร้อยคน เคลียร์ข่าวลือเตรียมเกษียณย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด? ผ่านทางรายการ “คุยแซ่บ show” ช่อง One31 ที่มี หนิง ปณิตา, ดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

ล่าสุดจัดงานครบรอบวันเกิดไป ไม่น่าเชื่อเลยอายุ 60 แล้ว?

นก : “เป็นงานเซอร์ไพรส์ โห ตื่นเต้นมากเลยค่ะ ทุกปีไม่เคยจัดงานใหญ่เลย ปกติอยู่แต่ในกองถ่าย มีเค้กปกติเล็กๆ สนุกสนาน อยู่บ้านก็ไปทานข้าวกันเฉยๆ ไม่เคยจัดงานเลย ก็บิ๊กเซอร์ไพรส์มากๆ อาจเป็นเพราะลูกเห็นว่าอายุเลข 6 แล้ว ก็เอาซะหน่อย (หัวเราะ)”

60 ภาษาคนจีนคือแซยิด ครั้งแรกคิดว่าจะถูกเซอร์ไพรส์ใหญ่โตขนาดนี้มั้ย?

นก : “ตอนแรกคิดเหมือนกันว่า 60 แล้วเราจะทำอะไรดีมั้ย ทานข้าวหรืออะไร แต่ไม่ได้คิดว่าต้องจัดงาน เพราะจริงๆ เป็นคนเพื่อนน้อย ไม่กล้าปาร์ตี้ กลัวไม่มีคนมา (หัวเราะ) ก็คิดว่าอาจกินข้าวหรือทำบุญ เพราะที่บ้านหลายคนเกิดเดือน ม.ค. หมดเลย พี่นกชาย ลูกชายลูกสาวเกิด ม.ค. หมดเลย เราก็ไปทำบุญกัน คิดแค่นั้น ไม่คิดว่าลูกชายจะจัดงานใหญ่โต คนมาเป็นร้อย”

งานวันเกิดหรือบิ๊กอีเวนต์ รวมตัวท็อปอยู่ในงานทั้งหมด?

นก : “จริง มากันได้ยังไง เป็นการเซอร์ไพรส์ของน้องกัน ลูกชาย ทราบตอนหลังว่าเขาเตรียมงานตั้งแต่ปีที่แล้ว โทรหาพี่บอยเองโทรหาทุกคนที่คิดว่าเกี่ยวข้อง จะสามารถดำเนินการงานนี้ให้เกิดขึ้นได้ แม้แต่แขกทุกคน นี่ไม่ใช่แค่เขารู้จักกับแม่นะ เขาต้องเอ็นดูกันมากนะ เขาถึงเฮ้ย ล็อกคิวให้กันได้เป็น 6-7 เดือน ซึ่งปกติเราล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เรายังไม่แน่ใจเลย”

หลังงานวันเกิดได้เจอคุณกันมั้ย?

นก : “ก็เจอกันปกติ เขาก็ยังนั่งเขิน ไม่กล้าพูด แต่ก็จะโทรถามบ้างว่ากันทำยังไง ก็มีหลายอันที่ถาม ถามลูกสาวด้วย เขาจะเป็นตัวกลางคอยประสานงานว่าพี่กันเขาเตรียมอะไร แม่จะรู้หรือไม่รู้ แม่จะไปไหน เพราะปกติความไม่ได้จัดงานวันเกิดอยู่แล้ว พี่นกชอบหนีเที่ยว ชอบขับรถไปต่างจังหวัด เขาก็กลัวว่าถ้าเกิดแม่ขับรถไปต่างจังหวัดจะทำยังไง (หัวเราะ) เขาจะคอยให้น้องบอมถามว่าแม่วันนี้ไปไหนยังไง ให้พี่ๆ ที่เรารู้จักนับถือที่เราเรียกว่าคุณป้าไปช่วยล็อกแม่ไว้ให้หน่อย บอกว่าสินจัย เธอต้องมากินข้าวกับฉันนะในวันเกิด อะไรแบบนี้ เราก็โอเค งั้นก็อยู่ แล้วก็เกิดงานนี้ขึ้นมา”

ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าน้องกันดูอยู่ อยากบอกอะไร?

นก : “ก็ขอบคุณจริงๆ วันนั้นเสร็จงานก็ไลน์บอกกันว่าขอบคุณทุกๆ คน ทั้งน้องกัน พี่นกชาย และลูกๆ ทั้งสองคน 

วันนี้น้องกันมาเซอร์ไพรส์ในรายการ?

นก : จะหลอกกันไปถึงไหน (หัวเราะ) ไหนยังไงซิ เล่ามาว่าเตรียมงานยังไง

กัน : เตรียมเป็นปี ตั้งแต่ปีที่แล้ว เข้ามาคุยกับลุงบอย ขอคำปรึกษาว่าอยากจัดงานวันเกิดให้แม่ 60 ปีแล้วจะจัดรูปแบบไหนดี ตอนแรกคิดว่าจะทำเป็นเอ็กซิบิชั่น จัดเป็นรูปแบบนิทรรศการ แต่คุยกันว่าอาจมีเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจสูงหน่อย ก็เลยเป็นงานที่มีแต่เพื่อนๆ คนรู้จักสนิทกันเล็กๆ ดีกว่า 

นก : เปิดประตูเข้ามาแล้วก็มีรูปอยู่เป็นแผง

กัน : ก็ต้องอยู่ยาวไง อาจอยู่เป็นอาทิตย์ 

รวมตัวท็อปของเมืองไทย ทำให้บรรทัดฐานในการจัดงานวันเกิดลำบากเลยนะ รับจัดอีเวนต์มั้ย?

กัน : ก็คิดเหมือนกันว่าหลังจากนี้รับดีมั้ย (หัวเราะ)

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

โทรขอคิวทุกคนด้วยตัวเองหรือเปล่า?

กัน : ใช่ พอเราคุยเรื่องคอนเซ็ปต์ เราก็ลิสต์เลยว่าจะมีใครบ้าง เริ่มจากผู้กำกับ นักแสดง ผู้จัด ช่างแต่งหน้า แยกแต่ละวงการว่ามีใครบ้าง

นก : ฉะนั้นใครที่ไม่ได้เชิญอย่าโกรธแม่นะ โทษไอ้นี่นะ (หัวเราะ) 

ทำไมต้องจัดใหญ่โต?

กัน : ปกติวันเกิดของที่บ้านเราจะกินข้าวกันอย่างเดียว ไปกินกลางวัน กินเย็น เรารู้สึกว่าปีนี้ครบรอบ 60 และไม่เคยจัดงานใหญ่ๆ ให้เลย มันเป็นโอกาสพิเศษ 60 ปี ก็เลยเป็นโอกาสจัดให้

ขอคิวคุณบอย ปรึกษาว่าจะทำยังไง คุณบอยให้คำปรึกษายังไง?

กัน : ใจจริงกันก็มีไอเดีย อยากรวมผลงานตั้งแต่เริ่มเข้าวงการเลย ตั้งแต่หนัง ละคร รวมไปถึงแฟชั่น คุณบอยก็ให้ไอเดียว่าเราควรมี sequence เป็นยังไง เขาก็ส่งทีมจากรัชดาลัยมาช่วย

นก : จริงๆ ใส่วอร์กันเลย คนนี้คอยรับของ คนนี้คอยจัดคิวจากจุดหนึ่งมาจุดสอง ต้องดูเบื้องหลัง พี่บอยซ้อมจนคิดว่านี่ฉันต้องเล่นรัชดาลัยเหรอ ซ้อมแล้วซ้อมอีก มีซ้อมด้วย 

พอพี่นกเข้าไปถึงงาน?

นก : เห็นท่านกมั้ย นกหูดับตั้งแต่เขาเปิดประตูโรงแรมมาก ตอนแรกเอ๊ะอะไรกันยึกยักๆ เขาบอกเป็นร้านอาหารฝรั่งที่เขาจองไว้ให้ เราขึ้นลิฟท์มาร้านอะไร ไม่เห็นเป็นร้านเลย มีบันได แล้วก็มีคนอยู่หน้างาน ใส่สูทยืนอยู่ 3 คน นี่ห้องอาหารอะไรวะ ไพรเวตเหรอ หรือยังไง มีบันไดขึ้น เราก็อื้อหือ ห้องอาหารอะไรจะหรูหราขนาดนี้ พอเปิดประตูเข้าไป ก็จะเห็นเป็นวอลล์เปเปอร์ทั้งแผงเลย เราก็เฮ้ย ทำอะไรเนี่ย มันอะไร งง คิดว่าต้องมีเซอร์ไพรส์ เชื่อมั้ยว่านกไม่ได้ยินว่าคนสีไอโอลินเขาเล่นเพลงอะไร งง รู้ว่ามีคนสีไวโอลิน แต่มัวแต่มองรูป แล้วก็นี่มันอะไร หูดับไปเลย ไม่รู้วว่าเขาเล่นไวโอลินเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์

เอาคุณแม่ไปงานใหญ่ๆ การแต่งหน้าทำผม กันทำอะไรหลังบ้านมั้ย?

กัน : กันให้แก๊งคุณป้าหลอกล่อว่าเราจะไปกินข้าววันเกิด ขอแต่งตัวสวยๆ หน่อย เอากล้องไปถ่าย ให้ธีมว่าเป็นสีทอง 

นก : ตอนแรกเอาแล้ว ต้องแต่งหน้าทำผม มีธีม จะทำอะไร เริ่มเอ๊ะแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเป็นงานใหญ่ คิดว่าป้าๆ ต้องมีเซอร์ไพรส์แหละ คงมีช่างภาพมาถ่าย หรือมีใคร แค่นั้นเอง เราไม่ได้คิดว่าจะใหญ่ขนาดนั้น อยากใส่ก็ใส่ซะหน่อย 60 แล้ว แต่งตัวสวยๆ คิดแค่นั้นเอง พี่นกชายเป็นคนออกเงินเองทั้งหมด เข้าไปเขายังตกใจ ไม่คิดว่ากันจะทำใหญ่ขนาดนี้ (หัวเราะ) พี่นกชายตกใจยิ่งกว่านกอีก (หัวเราะ)  พอเบิกถึงได้รู้ว่าอ๋อ มันใหญ่อย่างนี้นี่เอง (หัวเราะ)

โทรหาแต่ละท่านยังไงเพราะมันเยอะมาก?

กัน : ขอเบอร์จากพี่ๆ ที่เป็นผู้ช่วยของแต่ละทีม อย่างแฟชั่นก็พี่อาร์ต อารยา ที่ช่วยดูแลพวกแฟชั่น ช่างแต่งหน้า ดีไซเนอร์เขาเป็นคนจัดการหมดเลย ส่วนผู้ใหญ่ ผู้จัด กันก็จะโทรเอง มีบัตรเชิญด้วยนะ ส่งบัตรเชิญให้ก่อน

แต่ไม่หลุดมาถึงพี่นกเลย?

นก : ไม่มี ไม่รู้เลย 

เขารู้ทั้งวงการ?

กัน : ใช่ แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่แม่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก 

เขาดีเทลถึงขั้นสีชุดแขก สีชุดพี่นก เขาคิดเองหมดเลยนะ?

กัน  : ได้อินไซด์มาว่าชอบสีม่วง เป็นสีโปรด แขกในงานก็เลยเป็นสีม่วงกับสีขาวไป

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

เตรียมทุกอย่าง แม้กระทั่งเครื่องดื่มในงาน?

กัน : เป็นค็อกเทล แต่มี 3 รสชาติ แต่ละรสชาติก็มีอินสไปร์มาจากคาแรกเตอร์ที่เขาเคยเล่น มีมธุสอนจากเรื่องล่า สีแดงๆ เลือดๆ มารยาริษยา จะมีพริกเผ็ดๆ มีแม่พลอย สี่แผ่นดิน ก็จะเป็นรสชาติไทยๆ 

นก : แต่เมาหมดเลยนะคะ (หัวเราะ) เจอสามคาแรกเตอร์เข้าไป แขกเมาน็อกไปเลย (หัวเราะ)

ตอนเพื่อนๆ ชวนกินข้าว บอกว่าต้องแต่งตัวแบบนี้ สถานที่ที่เขาบอก กับสถานที่ที่มาคนละสถานที่กัน ไม่เอ๊ะใจเหรอ?

นก : ไม่ๆ โรงแรมสถานที่ที่เดียวกัน แต่เขาบอกเป็นร้านอาหารฝรั่งหรูหน่อย เพิ่งเปิดใหม่ 

กัน : หลอกว่าเป็นร้านเวอร์ๆ 

นก : มารู้ว่าสแตนด์บายเสื้อผ้าหน้าผมไว้ด้วย เผื่อแม่ไม่แต่ง สแตนด์บายที่งานเลย เผื่อแม่มาถึงแล้วให้เข้าห้องแต่งตัวเลย (หัวเราะ) 

พี่นกไปถึงเร็วหรือช้า?

กัน : กันนัดแขก 6 โมงเพื่อเซอร์ไพรส์แม่ทุ่มนึง บางคนมาช้ามาเร็ว ดื่มกินข้าวก็ 6 โมง แต่พอเราเช็กกล้องวงจรปิดที่บ้าน 17.45 น. คือออกจากบ้านแล้ว (หัวเราะ) กะว่า 6 โมงนิดๆ ค่อยออก ถึงทุ่มนึงพอดี 

นก : เป็นคนที่ต้องมาก่อนเวลา เป็นคนตรงเวลา 

กัน : แพนิคเลย ตอนนั้นแขกยังไม่ถึงเลย 17.45 น. 

นก : พี่กันส่งคนขับรถมารับ สตาร์ทรถออกเขาก็ขับรถช้ามาก ไม่เห็นต้องช้าขนาดนี้ วันนั้นรถไม่ติดด้วยเขาขับช้าอยู่เลนซ้ายตลอด เราก็ถามว่าพี่นก พี่หน่อยขับช้าไปมั้ยเนี่ย เขาก็นิ่งๆ หยิบโทรศัพท์ทำเป็นดูอะไรก็ไม่รู้ ถามว่าพี่นกถ้าเราไปเร็วเราทำไง อ๋อ เดี๋ยวเรานั่งรอที่ล็อบบี้ก็ได้ นั่งดื่มอะไรอยู่ข้างล่างก่อน ทำเป็นใจเย็นๆ แต่จริงๆ ส่งบอกลูกว่าออกมาแล้ว รถไม่ติด ลงทางด่วนแล้ว (หัวเราะ)

ถึงโรงแรมเร็วกว่าแขกครึ่งชั่วโมง แล้วทำยังไงให้พี่นก รอจนแขกครบ?

กัน : โชคดีที่แขกถึงเกือบ 6 โมงครึ่งเกือบครบพอดี 

นก : ทุกคนไปก่อนหมดเลย ขอบคุณจริงๆ เลยค่ะ

กัน : ตอนซ้อมตื่นเต้นมาก มีคิดว่าปล่อยคิวผิดเข้ามาแล้ว แต่จริงๆ เป็นพนักงานโรงแรม (หัวเราะ) 

พอกันทราบว่าพี่นกออกมาแล้ว ตอนนั้นทุกคนก็แตกตื่น พี่บอย ถกลเกียรติ บอกว่ายังไง?

กัน : รวมทุกคนมาแล้วบอกว่าเดี๋ยว sequence จะเป็นแบบนี้นะ 

นก : พี่เกลือกับพี่กบเป็นพิธีกรให้ พี่บอยก็ซ้อมพี่เกลือสุดฤทธิ์เลย (หัวเราะ)

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

แต่สิ่งที่พี่นกเซอร์ไพรส์มากที่สุดในวันงาน คือการที่น้องกันร้องเพลง?

นก : นอกจากงานที่เกิดขึ้นแล้ว แขกที่มาทุกคนแล้ว สิ่งที่สามคือได้เจออาแจ๊ส สยาม ซึ่งเป็นคนกำกับพี่นกเรื่องแรก พี่นกชายไปติดต่อมาให้ เป็นผู้ใหญ่ที่เราอยู่ในวงการ 45 ปี ได้เจอผู้กำกับคนแรกในชีวิตของเรา แล้วได้เจอพี่สมเดชอีกคน ที่เป็นคนชักนำนกไปอยู่บริษัทพูลทรัพย์ และได้เล่นนวลฉวี เขามาในงาน

โอ้โห ตอนนั้นร้องไห้เลย เข้าไปกอดแกแล้วร้องไห้ ไม่คิดว่าจะได้เจอ แกอุตส่าห์มา แล้วสุดท้ายเลยพอตัดเค้กเสร็จ พี่กันร้องเพลงให้ ไม่ใช่นกคนเดียว ทั้งงานเฮ้ย ทำไมน้องกันร้องเพลงเพราะขนาดนี้ ทุกคนตื่นเต้น ปกติไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้เลย พี่บอยยังเฮ้ย ทำไมไม่บอกผมว่าคุณร้องเพลงได้ขนาดนี้ (หัวเราะ)

กัน : ไปซ้อมที่รัชดาลัยมาครับ (ร้องโชว์ในรายการ) 

คนที่บอกว่าร้องเพลงไม่ได้ แล้วไปซุ่มเรียน ร้องมาดีมาก รู้สึกยังไง?

นก : เขาไปหาครูแหม่ม ไปวอร์ม ไปทบทวนมากกว่า เขาร้องได้อยู่ แต่ไม่เคยร้องให้ฟัง อยากเห็นหรือเปล่าไม่รู้ แต่ไม่เคยรู้ว่าเขามีความสามารถตรงนี้ เขาไม่เคยทำอะไรให้เราเห็นเลยว่าเฮ้ย เขาร้องเพลงได้ดี หรือเขามีความสามารถตรงไหน ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ส่งเรียนอินเตอร์ให้พูดภาษาอังกฤษให้แม่ฟังหน่อย มันก็ไม่พูดให้แม่ได้ยินเลย เขาเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว พอวันที่เขาร้องเพลงได้ ก็รู้สึกผิดว่าเฮ้ย ฉันไม่รู้อะไรตั้งเยอะเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) 

ตอนนี้มีหลานชื่อน้องเรย์ สปอยล์หนักมากขนาดไหน?

นก : จริงๆ ต้องนกชาย ปู่สปอยล์มากกว่า พี่นกชายสปอยล์ทุกๆ เรื่องค่ะ หลานชอบกินอะไรก็จะซื้อไว้ให้ ชอบกินของหวานก็จะแอบใส่ตู้ไว้ให้ เช้าขึ้นมาจะมีคอร์นเฟลก แอบโรยช็อกโกแลต กลบๆ ใส่นมเดี๋ยวย่าเห็น สุดท้ายก็รู้แหละ (หัวเราะ) เราก็มีโวยวายว่าตามใจแบบนี้เขาก็จะติดไง เขาก็จะมีเหตุผลว่านิดนึง ไม่งั้นเด็กก็ไม่กิน 

กัน : เราช่วยกันเลี้ยงหลายคน แต่ละคนจะมีเทคนิคต่างกัน อย่างกันจะให้กินเฮลตี้หน่อย เรากินเฮลตี้ก็อยากให้เขาได้รับสารอาหาร เด็กกำลังโต แต่จะเป็นพ่อ พอรู้ว่าพ่อมาเขาจะไม่กินแล้ว เขาจะวิ่งไปหาปู่ ไปกินมาม่า ไอติม ทุกอย่าง 

เป็นคุณลุงแล้ว?

นก : หลานจะบอกว่าลุงกันมาอีกแล้วเหรอ ลุงกันชอบให้เรย์กินอะไรไม่รู้ แล้วไม่ถามเรย์เลยว่าเรย์อยากกินหรือเปล่า (หัวเราะ) เขาพูดแบบนี้เลย ทุกคนก็จะขำมาก เอาแล้ว 

นก สินจัย เปิดใจถูกเซอร์ไพรส์จัดงานแซยิดวันเกิด สามีจ่ายเงินเองยังอึ้ง (คลิป)

หลานเริ่มติดเล่นเกม มีมาตรการเข้มงวดยังไง?

กัน : เขากลับมาจากโรงเรียน ส่วนใหญ่ถ้ากันอยู่ กันจะไม่ให้เล่นคอมฯ ไม่ให้เล่นเกม ให้ทำอย่างอื่น ออกไปเล่นกับเพื่อนบ้าง ศุกร์-อาทิตย์ เล่นได้ 

นก : แต่ถ้าปู่ย่าอยู่ เขากลับมาก็ไม่มีอะไรทำ เป็นเด็กคนเดียวในบ้าน เขาไม่มีเพื่อน ก็คุยกันว่าอนุญาตให้เล่นวันละ 1 ชม.นะ ถ้าเป็นวันธรรมดาก็ให้อิสระในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์อยู่แล้ว เขาก็ยอม ความที่โตขึ้นด้วยนะ เขาก็รู้แล้วว่ามันเล่นมาตลอด มีช่วงหนึ่งเขาเบื่อ บอกว่าวันนี้ไม่เล่นก็มี เริ่มปรับตัวได้ เพราะความที่เขาโตขึ้นด้วย

ดื้อมั้ย?

นก : จริงๆ ก็คุยได้ แต่เขาเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่สุดท้ายก็คุยได้ว่าทำไมเราต้องดุ หรือทำไมเรย์ต้องดื้อ ก็จะคุยกัน 

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

จําคุก 9 เดือน อดีตผู้จัดการ “จั๊กจั่น” เจอหมิ่น-กล่าวหา สามีดาราโลก 2 ใบ

จําคุก 9 เดือน อดีตผู้จัดการ "จั๊กจั่น" เจอหมิ่น-กล่าวหา สามีดาราโลก 2 ใบ

27 ก.พ. 2568 08:24 น.

จําคุก 9 เดือน อดีตผู้จัดการ “จั๊กจั่น” เจอหมิ่น-กล่าวหา สามีดาราโลก 2 ใบ

“จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ” เฮ ชนะคดีฟ้อง “อาบี” อดีตผู้จัดการส่วนตัว หมิ่นประมาท กรณีกล่าวหาสามีดาราสาวมีโลก 2 ใบ หลังจำเลยขอแก้คำให้การคาศาลเป็นรับสารภาพ ศาลตัดสินทันทีลงโทษ 3 กระทง รวมจำคุก 18 เดือน รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 9 เดือนไม่รอลงอาญา เพราะไม่เคยบรรเทาผลร้ายให้เหยื่อ “ทนายนิด้า” เผยเตรียมฟ้องแพ่งต่อเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท

“จั๊กจั่น” ชนะคดีฟ้อง “อาบี” อดีตผู้จัดการส่วนตัว เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรับการเปิดเผยจาก น.ส.ศรันยา หวังสุขเจริญ หรือทนายนิด้า ทนายความส่วนตัวของจั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข ดาราสาวชื่อดังว่า เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ศาลแขวงธนบุรีนัดสืบพยานโจทก์คดี จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปกชนน์ ดิษยบุตร หรืออาบี อดีตผู้จัดการส่วนตัวของจั๊กจั่น เป็นจำเลยความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีกล่าวหาว่า นายวัฒนา เจริญศักดิ์วัฒนา หรือเค-วัฒนา สามีของจั๊กจั่น มีโลก 2 ใบ ทั้งที่ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ

ทนายนิด้ากล่าวต่อว่า วันนี้ฝ่ายอาบีอดีตผู้จัดการเดินทางมาศาลพร้อมขอให้การรับสารภาพในชั้นศาล ศาลจึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย มีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดทั้งหมด 3 กระทง และลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 9 เดือนไม่รอลงอาญา ศาลให้เหตุผลว่า นับตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยบรรเทาหรือเยียวยาความเสียหาย ไม่เคยเยียวยาบรรเทาผลร้ายหรือแก้ไขข่าวให้กับโจทก์เลยว่าสิ่งที่จำเลยกล่าวหานั้น ไม่เป็นความจริง

“หลังฟังคำพิพากษาทางจั๊กจั่นพอใจผลคำพิพากษาที่เอาผิดกับจำเลยได้ เพราะตัวคุณจั๊กจั่นต้องการให้จำเลยได้รับโทษทางอาญามากกว่าการเรียกร้องเงินทอง แต่มองว่าคดีนี้ต้องยื่นฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามมา เพราะเป็นสิทธิ์ของฝ่ายโจทก์ จะยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในคดีของคุณจั๊กจั่นจำนวน 5 ล้านบาท และในส่วนคดีของคุณเค-วัฒนา สามีคุณจั๊กจั่น ที่ยื่นฟ้องอาบีคดีดังกล่าวศาลแขวงดอนเมือง พิพากษาจำคุกอาบี 9 เดือนไม่รอลงอาญาเช่นกัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างจำเลยขออนุญาตศาลฎีกา จะยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายอีก 5 ล้านบาทเช่นกัน แยกฟ้องแพ่งเป็น 2 สำนวนเช่นเดียวกับคดีอาญา แต่ยื่นฟ้องเมื่อไหร่ต้องขอพูดคุยกับตัวความอีกครั้ง” ทนายนิด้ากล่าว

ด้านจั๊กจั่น-อคัมย์สิริ โพสต์ภาพพร้อมข้อความลงในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ขอบคุณทีมทนายนิด้าทุกท่านนะคะ ซะที…การเดินทางที่ยาวนานจบแล้ว คดีใส่ความ #โลกสองใบ ระหว่างจั๊กจั่น อคัมย์สิริ-โจทก์ กับ ผจก.ส่วนตัวคนเก่า-จำเลย วันนี้ศาลแขวงธนบุรีมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ฐานใส่ความโจทก์ จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กรรม ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 3 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมโทษจำคุก 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกระทงละกึ่งนึง เหลือโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 9 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ตราชั่งแห่งกฎหมายยุติธรรมเสมอ #จั๊กจั่น#จั๊กจั่นอคัมย์สิริ”

แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน

แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน

26 ก.พ. 2568 21:27 น.

แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน

จากคดีของ แตงโม นิดา ที่กำลังถูกรื้อขึ้นมากลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งหลังผ่านไป 3 ปีแล้ว โดยหลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมกับงัดหลักฐานต่างๆ ออกมา ทำให้คนต่างจับตาดูว่า สุดท้ายแล้วคดีจะจบลงเช่นไร 

ล่าสุด แซน วิศาพัช ได้ออกมาโพสต์คลิปผ่านอินสตาแกรมคู่กับ กระติก อิจศรินทร์ พร้อมกับพูดในคลิปว่า “แวะมาทักทายให้หายคิดถึงค่า ยังอยู่นะคะ” และเขียนแคปชั่นว่า “เนื่องจากช่วงนี้มีเฟกนิวส์เยอะเลยลงให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้ไปไหนนะคะ”

หลายคนที่เห็นคลิปดังกล่าวได้เข้ามาคอมเมนต์กันจำนวนมาก 

แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน
แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน
แซน-กระติก อัดคลิปทักทายชาวเน็ต สยบเฟกนิวส์ลั่นไม่ได้หายไปไหน

อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์

อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์

26 ก.พ. 2568 20:47 น.

อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์

จากกรณีที่ อิงฟ้า วราหะ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022 ได้ถูกค่ายเพลงซึ่งเป็นอดีตต้นสังกัดเดิม ออกมาขอยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาว่าจ้างนักร้องมาประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เป็นเงินกว่า 1,200 ล้านบาท

ล่าสุด ทนายสาคร ศิริชัย ทนายความของ อิงฟ้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความเผยว่า อิงฟ้า ได้ชนะคดีสัญญาไม่เป็นธรรม หลังต่อสู้กันมาหลายปี โดยศาลแพ่งได้มีคำพิพากษายกฟ้องของโจทก์ และอิงฟ้าชนะคดี ไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท ด้านโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์

อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์

“อิงฟ้าชนะคดีประวัติศาสตร์ “สัญญาไม่เป็นธรรม” ทวงถามความเป็นธรรมให้ อิงฟ้า วราหะ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022 จากกรณีถูกต้นสังกัดเดิมฟ้องเรียกค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาว่าจ้างนักร้องมาประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เป็นจำนวนเงินถึง 1,245,500,000 บาท (หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบห้าล้านห้าแสนบาทถ้วน) (ค่าเสียหายขณะฟ้อง 49,500,000 บาท ค่าเสียหายอนาคต 1,196,000,000 บาท) โดยมีการฟ้องตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก

ผมและทีมงานได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความแก้ต่างคดีนี้ให้ อิงฟ้า วราหะ ได้ต่อสู้คดีในหลายประเด็น โดยเฉพาะเป็นประเด็นสำคัญคือ “สัญญาไม่เป็นธรรม” ซึ่งมีการต่อสู้คดีสืบพยานโจทก์ และสืบพยานจำเลยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 – เดือนกันยายน 2567 โดยมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยหลายปาก

คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ของโจทก์ โดย อิงฟ้า วราหะ ชนะคดี ไม่ต้องชำระเงินตามคำฟ้องจำนวน 1,200 ล้านบาทเศษ (ไม่จ่ายสักบาท) โดยคำพิพากษามีสาระสำคัญ คือ

1. สัญญาว่าจ้างนักร้อง ข้อ 5. มีระบุห้ามมิให้อิงฟ้ารับงานอื่น นอกจากงานเป็นนักร้อง เป็นการจำกัดสิทธิของอิงฟ้า
2. สัญญาว่าจ้างนักร้องข้อ 11. มีการระบุการสิ้นสุดสัญญา 12 ปี แต่เมื่อครบสัญญาแล้ว หากไม่มีการต่อสัญญาให้สัญญาว่าจ้างมีผลต่ออีก 10 ปี สัญญาจึงมีลักษณะจำกัดสิทธิ และเสรีภาพในการเลือกประกอบวิชาชีพของอิงฟ้าอย่างน้อย 22 ปี จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
3. การที่อิงฟ้าให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า อยู่กับต้นสังกัดเดิมอยู่อย่างลำบาก ไม่มีงานทำ ต้องกินมาม่า สัญญาว่าจ้างนักร้องมีลักษณะเป็นสัญญาทาส ประเด็นนี้ศาลพิจารณาว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมเป็นการป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียของตนโดยชอบธรรม

พิพากษายกฟ้อง

ล่าสุดคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 บริษัทต้นสังกัดเดิมได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งอิงฟ้าได้รับหมายแล้ว อยู่ในระหว่างที่ทีมทนายความต้องแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ต้องติดตามกันต่อไป

สาเหตุที่ไม่มีการแจ้งผลคำพิพากษาก่อนหน้านี้ เนื่องจากติดเงื่อนไขบางประการ และรอให้คู่กรณีมีการอุทธรณ์ให้เรียบร้อยก่อน จึงเรียนมาเพื่อทราบ”

อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์
อิงฟ้า ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท หลังอดีตต้นสังกัดฟ้อง 1,200 ล้าน อีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

26 ก.พ. 2568 18:13 น.

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

เรียกว่าสาดความหวานต่อเนื่อง สำหรับพระเอกหนุ่ม เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข และ โฟม เบ็ญจมาส กิตติพิทักษ์กุล ภรรยา แม้คุณภรรยาจะชอบช็อตฟีลคุณสามี แต่ก็มีโมเมนต์น่ารักๆ ให้ได้เห็นเช่นกัน

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

ล่าสุด เจมส์-โฟม ขอตามกระแสฮิตในโลกออนไลน์ เล่มเกมทายใจด้วยการหลับตาและชูนิ้วเพื่อทายใจว่าจะตรงกันกี่ครั้ง พร้อมทั้งเขียนแคปชั่น “ใจตรงกันแค่ไหน #foamisโฟม @Jirayu_jj” ซึ่งในคลิปนี้ทั้งคู่ต่างใจตรงกัน ชูนิ้วตรงกันทุกรอบ แต่ก็ไม่วายเจอคนเข้ามาแซะว่าทั้งคู่น่าจะเตี๊ยมกันไว้ก่อนแล้ว ทำให้ดูตรงกันหมดทุกครั้ง

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า
เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า
เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า
เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

แต่งานนี้ โฟม ก็ออกมาเคลียร์ชัดเจน คอมเมนต์ใต้คลิปเพิ่มเติมไว้ว่า “ทุกคน อันนี้รอบ 2 ค่า ไม่ได้นัดกัน ไม่ได้ซ้อม มันแค่บังเอิญแค่นั้นเอง ครั้งแรกตรงแค่ 2 เลขค่า แต่เจมลืมตาก่อน เลยถ่ายใหม่อีกทีแล้วมันบังเอิญตรงหมด” ก่อนจะคอมเมนต์ย้ำชัดว่า “ไม่มีจิตสัมพันธ์ค่า แค่บังเอิญ”

เจมส์จิ-โฟม หลับตาเล่นเกมทายใจ ตอบตรงกันเป๊ะ แต่กลับเจอคนแซะเตี๊ยมกันหรือเปล่า

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

https://www.tiktok.com/embed/v2/7475349834044689672?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fentertain%2Fnews%2F2844133

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

26 ก.พ. 2568 17:04 น.

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

ต้องบอกเลยว่า คนกำลังมีความรักมักจะแฮปปี้ หน้าตาดูเด็กลง และสดใสขึ้นมาก เหมือนกับชีวิตรักของ พอลล่า เทเลอร์ ในตอนนี้ ที่ถูกจับตาอย่างมาก หลังมีข่าวออกมาว่ากำลังปลูกต้นรักครั้งใหม่กับ เต้ บรม พิจารณ์จิตร นักธุรกิจหนุ่มทายาทเซ็นทรัล และมีภาพของทั้งคู่ไปไหนด้วยกันออกมาเรื่อยๆ

ล่าสุด พอลล่า มานั่งในรายการ แฉ ที่มี มดดำ คชาภา, น็อต วรฤทธิ์ และ บุ๊คโกะ ธนัชพันธ์ เป็นพิธีกร ซึ่งเทปนี้ พอลล่า มาในชุดเดรสเกาะอกสีแดง หน้าตาดูสดใสสุดๆ โดยในรายการได้มีการถามถึงความรักครั้งใหม่ของ พอลล่า กับ เต้ บรม ที่หลายคนบอกว่าเหมือนพรหมลิขิต จากที่เคยเป็นแฟนกันตอนเด็กๆ 10-20 ปีที่แล้ว แล้ววันหนึ่งต่างคนต่างโสด เลยทำให้ถูกจับตามองในความสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทำเอา พอลล่า เขินหนักมาก โดยพอลล่ายอมรับว่า

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

– เคยคบหาดูใจกับเต้ บรม กันตอนเด็กๆ ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 17 ปี

– เมื่อถามว่าวันนี้ตื่นเต้นใช่ไหม พอลล่าบอกว่า ตื่นเต้นนิดหน่อย

– แต่หลังจากที่เลิกกันไป ก็เป็นเพื่อนกันมาตลอด ติดต่อกันบ่อยครั้ง อย่างเวลากลับเมืองไทยก็นัดกินข้าวกันบ่อยๆ

– เมื่อถามว่า หลังจากที่พอลล่ากลับมาอยู่เมืองไทย แล้วมาเจอกันได้ยังไง พอลล่าบอกว่า เจอกันโดยบังเอิญที่เซ็นทรัล เพราะเราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เจอกันตามงาน

– มดดำถามว่า จนวันหนึ่งเขาก็โสด เราก็โสด อะไรที่ทำให้เรากลับมาคุยกัน พอลล่าส่ายหัวพร้อมกับบอกว่า ไม่รู้ค่ะ เขิน ไม่มีอะไรค่ะ ตามภาพ ก็กลับมาคุยกัน

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

– เมื่อถามถึงรูปที่นำมาเปิดในโซเชียล ใช้เวลานานไหมกว่าจะกล้าตัดสินใจเปิด พอลล่าเผยว่า ก็หลายปีแล้ว ได้มีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะเราเป็นเพื่อนกันมานานแล้วด้วย

– มดดำถามว่า จะมีการแต่งงานเกิดขึ้นอีกครั้งไหม พอลล่าถึงกับร้องอุ๊ยออกมา ด้านน็อตบอกว่า ก็ต้องแล้วแต่ผู้ชาย

– มดดำถามว่า เด็กๆ แฮปปี้ไหม เห็นแม่มีความสุข พอลล่าบอกว่า เห็นแม่มีความสุข ทุกคนก็มีความสุข

– พอลล่า ยังได้พูดขอบคุณทุกคนที่เชียร์ให้กับความรักครั้งใหม่ของเธอด้วย

พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข
พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข
พอลล่า เผยที่มากลับมารัก เต้ บรม อีกครั้ง ลูกๆ แฮปปี้เห็นแม่มีความสุข

จับ 3 โกหก ‘จีน’ สิทธิมนุษยชนแบบใด ประกาศอย่าง ทำอย่าง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2844574

เสรีภาพพลเมืองแบบจีนๆ ภายใต้ ‘ระบบโซเชียลเครดิต’

  • รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รับรองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของพลเมือง เช่น เสรีภาพในการพูด การพิมพ์ การชุมนุม การสมาคม 
  • ระบบโซเชียลเครดิต ที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ ‘รางวัล’ และ ‘ลงโทษ’ ต่อประชาชนและธุรกิจต่างๆ ในประเทศ ที่มีพฤติกรรมดีความน่าเชื่อถือ ‘ดี’ และ ‘ไม่ดี’ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก เลือกปฏิบัติ และละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน 

ในประเทศจีน มีสิ่งที่เรียกกันว่า ‘โซเชียลเครดิต’ (Social Crdit) ซึ่งเป็นระบบที่จีนพัฒนาขึ้นเพื่อจัดระเบียบสังคมผ่านการให้ ‘รางวัล’ และ ‘ลงโทษ’ ต่อประชาชนและธุรกิจต่างๆ ในประเทศ ที่มี ‘พฤติกรรมดี’ และ ‘ไม่ดี’ ในมาตรวัดของรัฐบาลจีนเอง โดยระบบนี้ ออกแบบมาเพื่อวัดค่าความน่าเชื่อถือของพลเมืองแต่ละคน ผ่านการจัดเก็บข้อมูลประชาชนและประเมินผล ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลกำกับเรื่องนี้มีชื่อว่า คณะกรรมการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งชาติ(NDRC) และธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (The People’s Bank of China)

พูดง่ายๆ ว่า รัฐบาลสร้างระบบที่รวบรวมข้อมูลทางการเงิน สังคม และกฎหมายของประชาชนและธุรกิจในประเทศ และรวมให้เป็นคะแนนตัวเลขเดียว เรียกว่า ‘คะแนนความน่าเชื่อถือ’ จากนั้นคะแนนดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อกำหนดผลที่ตามมาในโลกแห่งความเป็นจริง กล่าวคือ หากมีคะแนนความน่าเชื่อถือมาก ก็จะได้รางวัลหรือสิทธิพิเศษในรูปแบบต่างๆ เช่น เข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้รับโอกาสในการศึกษาหรือการทำงานที่ดีขึ้น ได้รับสิทธิการเข้ารับรักษาพยาบาลและสวัสดิการต่างๆ ดีขึ้น 

ซึ่งในทางตรงกันข้าม หากประชาชนคนใดได้คะแนนความน่าเชื่อถือน้อย หรือโดนหักคะแนนจนหมด ก็จะถูกลงโทษในระดับต่างๆ ตั้งแต่การจำกัดการเข้าถึงสิทธิและบริการสาธารณะต่างๆ ไปจนถึงจำกัดการเดินทาง เช่น ห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินหรือรถไฟความเร็วสูง จำกัดการออกนอกประเทศ ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อหรือบัตรเครดิต ถูกจำกัดารเข้าถึงโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย จำกัดการเข้าถึงการรักษาพยาบาล อาจถูกปฏิเสธการจ้างงานหรือเลื่อนตำแหน่ง ถูกประจานผ่านสื่อต่างๆ ถูกจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย และถูกขึ้นบัญชีดำ (blacklist)

รัฐบาลจีนก็ประกาศใช้แผนสร้างระบบโซเชียลเครดิต ตั้งแต่ปี 2014-2020 ซึ่งระบุถึงมาตรการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน แบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ เครดิตทางการเมือง เครดิตทางการค้า เครดิตทางสังคม และเครดิตทางกฎหมาย 

ระบบโซเชียลเครดิตของจีน ถูกมองว่าขัดแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลจีนประกาศไว้ในหลายประการ เช่น ระบบโซเชียลเครดิตรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เช่น กล้องวงจรปิดและระบบจดจำใบหน้า ทำให้รัฐบาลสามารถติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมของประชาชนได้ตลอดเวลา โดยที่ประชาชนอาจไม่ทราบหรือไม่ยินยอม ซึ่งขัดแย้งกับ ‘หลักการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว’ 

ถัดมาคือการลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นที่พอใจ การเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร และการควบคุมอินเทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างจำกัด ซึ่งเป็นการจำกัด ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ รวมถึงอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีคะแนนเครดิตต่ำ ทำให้พวกเขาถูกจำกัดโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะ การศึกษา การทำงาน และการเดินทาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมและไม่โปร่งใส และอาจกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดแย้งกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ … ที่รัฐบาลจีนนั่นแหละประกาศรับรองสิทธิมนุษยชนไว้เอง 

แฉจีน ละเมิดและทารุณ ‘อุยกูร์’ ร้ายแรง

  • จีนลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศไว้หลายฉบับ อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ, อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ฯลฯ
  • องค์การสหประชาชาติออกรายงานและเปิดเผยหลักฐานว่า รัฐบาลจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์ในซินเจียงอย่างรุนแรง เช่น การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การบังคับใช้แรงงาน การละเมิดสิทธิทางเพศ และการจำกัดเสรีภาพทางศาสนาและวัฒนธรรม 

การละเมิดสิทธิมนุษยชน ‘อย่างร้ายแรง’ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยรัฐบาลจีน ถูกเผยแพร่ในเอกสารขององค์การสหประชาชาติในปี 2022 และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลก เนื่องจากหลักฐานและข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ สวนทางกับการโฆษณาของจีนที่บอกว่า รัฐบาลได้สร้าง ‘ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพ’ ที่เน้นการให้การศึกษาและฝึกอาชีพแก่ชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการก่อการร้ายเท่านั้น โดยยืนยันว่าค่ายเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการก่อการร้าย และ ‘ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในซินเจียง’

เท้าความสักนิด ‘ซินเจียง’ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน และเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดโดยซินเจียง คือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) เช่นเดียวกับทิเบต 

ภูมิภาคนี้คือแหล่งผลิตฝ้ายซึ่งคิดสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของโลก แถมยังอุดมไปด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งในทางภูมิรัฐศาสตร์ ซินเจียงยังใกล้ชิดกับเอเชียกลงและยุโรป ทั้งหมดนี้อาจทำให้รัฐบาลจีนเห็นถึงความสำคัญของซินเจียงทั้งในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจและความสำคัญทางการเมืองโลก 

โดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 20 ชาวอุยกูร์ประกาศเอกราชของภูมิภาคซินเจียงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ มีการจัดตั้ง ‘สาธารณรัฐเติร์กสถานตะวันออก’ ขึ้นสองครั้ง แต่ที่สุดแล้วก็ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใหม่ของจีนควบคุมภูมิภาคนี้ได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้งในเวลาต่อมา 

ความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์และรัฐบาลจีนเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยเหตุการณ์สำคัญคือ การจลาจลในเมืองอุรุมชีเมื่อปี 2552 ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจากการปะทะเกือบ 200 คน โดยจีนกล่าวหาว่าชาวอุยกูร์ที่ต้องการตั้งประเทศของตัวเองเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งหลังเหตุการณ์นี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการมากมาย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ด่านตรวจ และเพิ่มกองกำลังรักษาความปลอดภัยในซินเจียง จำกัดการเดินทางและการติดต่อสื่อสารของชาวอุยกูร์ จำกัดการปฏิบัติศาสนาอิสลาม การทำลายมัสยิด และการควบคุมการแต่งกาย เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอุยกูร์ ส่งเสริมให้ชาวฮั่นย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในซินเจียง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ รวมถึงการตั้ง ‘ค่ายปรับทัศนคติ’ กว่า 380 แห่งในซินเจียง หรือที่รัฐบาลจีนโปรโมตว่าเป็น ‘ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพ’

การจลาจลในเมืองอุรุมชีเมื่อปี 2552

การจลาจลในเมืองอุรุมชีเมื่อปี 2552

สิงหาคม ปี 2565 องค์การสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (OHCHR assessment of human rights concerns in the Xinjiang Uyghur Autonomous Region, China) โดยรายงานระบุว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่นๆ ในซินเจียง เช่น การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน การบังคับใช้แรงงาน การละเมิดสิทธิทางเพศ และการจำกัดเสรีภาพทางศาสนาและวัฒนธรรม

โดยรายงานระบุว่า ‘ค่ายปรับทัศนคติ’ ที่รัฐบาลจีนอ้างว่าเป็น ‘ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพ’ นั้น แท้จริงแล้วเป็นสถานที่ควบคุมตัวชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ โดยพลการ โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า ชาวอุยกูร์ในค่ายถูกบังคับให้ทำหมันและคุมกำเนิด ล่วงละเมิดทางเพศและทรมานอย่างโหดร้าย บังคับใช้แรงงาน ทำลายมัสยิดและสถานที่ทางศาสนารวมถึงควบคุมการปฏิบัติพิธีกรรมตามหลักอิสลาม ซึ่งข้อกล่าวหาหลายประการในรายงารนี้ อาจเข้าข่ายการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

แน่นอนว่ารัฐบาลจีนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และโต้แย้งรายงานฉบับนี้ว่า รายงานดังกล่าวมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือนความเป็นจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบต่อชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในซินเจียงแต่อย่างใด รวมถึงข้อกล่าวหาที่ว่า จีนกำลังพยายามลดจำนวนประชากรชาวอุยกูร์ด้วยการทำหมันขนานใหญ่ว่าไม่มีมูลความจริง โดยข้อกล่าวหาการบังคับใช้แรงงานต่างๆ นั้นถูกแต่งขึ้นมาทั้งหมด

จีนยังกล่าวอีกว่า สมาชิกกลุ่มติดอาวุธอุยกูร์กำลังปฏิบัติการรุนแรงเพื่อตั้งรัฐเอกราชทั้งการวางระเบิด การก่อวินาศกรรม และก่อความไม่สงบ ทว่าการออกมาโต้แย้งของจีนก็ถูกมองว่าไม่มีน้ำหนักหากเทียบกับหลักฐานที่ถูกนำมาเปิดเผย และมองว่า จีนต่างหากล่ะที่พูดเกินเลยความจริงในเรื่องภัยคุกคาม เพื่อที่จะใช้เป็นเหตุผลในการปราบปรามชาวอุยกูร์

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง แต่จีนก็ได้ขยายบทบาทของตนเองในด้านสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ นอกจากการยื่นรายงาน การร่างเครื่องมือ และการมีส่วนร่วมในการเจรจาด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ปัจจุบันจีนยังเป็นภาคีในข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ เช่น 

  1. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (ICERD)
  2. การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW)
  3. อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT)
  4. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (ICESCR)
  5. อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายตัวไปโดยถูกบังคับ (CED)
  6. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)

อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่ได้ให้สัตยาบันในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอนุสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เมื่อจีนออกกฎหมายแทรกแซงฮ่องกง 

  • จีนได้ลงนามกับอังกฤษในปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ (Sino-British Joint Declaration) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2527 เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเกี่ยวกับอนาคตของฮ่องกงหลังจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าพื้นที่ ‘ดินแดนใหม่’ (New Territories) ในปี 2540
  • สาระสำคัญคือ จีนจะจัดตั้ง “เขตบริหารพิเศษฮ่องกง” โดยให้มีระดับการปกครองตนเองสูง ฮ่องกงจะรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมไว้เป็นเวลา 50 ปี หลังจากการส่งมอบ และจีนจะรับประกันสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ของชาวฮ่องกง เช่น เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการนับถือศาสนา ภายใต้หลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’
  • 23 ปีหลังฮ่องกงกลับสู่จีน รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบ่อนทำลายหลักการหนึ่งประเทศ สองระบบ จำกัดเสรีภาพการแสดงออก และทำลายหลักนิติธรรมและความเป็นอิสระของระบบยุติธรรมในฮ่องกง ซึ่งขัดกับสัญญาที่ลงนามไว้กับอังกฤษ และละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ฮ่องกงได้ลงนามในกติการะหว่างประเทศ

หลังอังกฤษส่งมอบ ‘ฮ่องกง’ คืนสู่อ้อมกอดของจีนในเดือนกรกฎาคม ปี 2540 และลงนามในสัญญา โดยมีสาระสำคัญว่า จีนจะยอมให้ฮ่องกงอยู่ในฐานะ ‘เขตปกครองตนเอง’ เป็นเวลา 50 ปี ภายใต้หลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ โดยจีนจะรับผิดชอบด้านกิจการต่างประเทศ การทหารและความมั่นคง ส่วนการบริหารประเทศ ยังคงเป็นอิสระแก่ชาวฮ่องกงเหมือนเดิม 

ฮ่องกงเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองท่าทางการค้าระหว่างประเทศ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้รับขนานนามว่าเป็น 1 ใน 4 เสือแห่งเอเชีย ตีคู่มากับไต้หวัน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ 

ในปี 2562 เกิดเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ในฮ่องกง สาเหตุจากความไม่พอใจของประชาชนต่อร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รัฐบาลฮ่องกงเสนอ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกมองว่า อาจเป็นช่องทางที่จะจัดการกับนักมนุษยชนหรือผู้ที่คิดเห็นต่างทางการเมืองกับจีน ซึ่งจะถูกจับตัวส่งไปดำเนินคดีที่จีนแผ่นดินใหญ่ โดยร่างกฎหมายนี้นอกจากจะบังคับใช้กับชาวฮ่องกงแล้ว ยังบังคับใช้กับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮ่องกง ผู้ที่ดินทางผ่านหรือเข้ามาท่องเที่ยว รวมถึงการเข้ามาทำธุรกิจในฮ่องกงด้วย

เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ในฮ่องกง ปี 2562 

เหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ในฮ่องกง ปี 2562 

นอกจากนี้ ในร่างกฎหมายยังกำหนดให้ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ‘ซึ่งถูกเลือกโดยรัฐบาลจีน’ เป็นผู้ดูแลการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ต่างจากปัจจุบันที่สภานิติบัญญัติฮ่องกงเป็นผู้มีอำนาจในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งแม้ทางการฮ่องกงได้แถลงการณ์ว่าร่างแรกของกฎหมายฯ ได้มีการปรับแก้แล้ว เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและให้คำมั่นว่าจะมีการไต่สวนอย่างเป็นธรรม และจะไม่มีการส่งตัวผู้ต้องหาในคดีการเมืองให้กับจีนอย่างแน่นอน และเพิ่มเงื่อนไขในการส่งตัวผู้ต้องหาเฉพาะที่มีโทษจำคุกเกิน 7 ปี จากเดิมที่เคยเสนอไว้ 3 ปี และครอบคลุมคดีอาชญากรรมที่ร้ายแรงเท่านั้น 

ต่อมา แม้ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงจะออกประกาศว่าได้หยุดพิจารณาร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้าม แดนแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังยกระดับไปถึงการปิดสนามบิน อันเนื่องมาจากความรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้น โดยในปัจจุบันฮ่องกงเป็นตลาดทุนอันดับ 3 ของโลก มีมูลค่าตลาดรวมกันทั้งหมด 170 ล้านล้านบาท หรือใหญ่กว่าตลาดหลักทรัพย์ไทย 10 เท่า แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ดูดี ราคาอสังหาริมทรัพย์ นโยบายที่ดินและสวัสดิการบ้านของรัฐบาลฮ่องกง กลับเอื้อต่อนักธุรกิจ ทำให้ราคาที่พักสูงเกินกว่าที่คนฮ่องกงทั้งระดับล่างและระดับกลางจะซื้อได้ ทำให้คนฮ่องกงทั่วไป ทั้งเยาวชน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เริ่มทำงานในวัยหนุ่มสาวรู้สึกว่าตัวเขาเองใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากในบ้านเกิดเมืองนอน โดยผู้ชุมนุมได้ออกมาเสนอข้อเรียกร้องได้แก่ 

  1. ยกเลิกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  2. ให้มีการสอบสวนตำรวจที่ใช้ความรุนแรงในการปราบผู้ชุมนุม
  3. ไม่เอาผิดผู้ชุมนุมที่ถูกจับ
  4. หยุดเรียกผู้ชุมนุมว่าผู้ก่อจลาจล
  5. เริ่มมีกระบวนการปฏิรูปการเมือง

เหตุการชุมนุมในครั้งนี้ นำไปสู่ข้อกล่าวหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลจีนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการควบคุมการชุมนุม เช่น การใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และสเปรย์พริกไทยอย่างไม่เหมาะสม การจับกุมผู้ประท้วงโดยพลการและไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม การใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของประชาชน ตลอดจนการ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง 

ทว่าสิ่งที่ถกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนที่บังคับใช้ในฮ่องกงในปี พ.ศ. 2563 โดยรัฐบาลจีนอ้างว่ากฎหมายนี้มีเพื่อรักษาหลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ และความเจริญรุ่งเรืองของฮ่องกง ทว่าในความจริงแล้ว หลายฝ่ายมองว่า กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมสถานการณ์ในฮ่องกงหลังจากการประท้วงครั้งใหญ่นั่นเอง 

กฎหมายนี้มีเป้าหมายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติจีน โดยครอบคลุมการแบ่งแยกดินแดน การล้มล้างอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ โดยกำหนดความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ และให้อำนาจแก่รัฐบาลจีนในการบังคับใช้กฎหมายในฮ่องกง อีกทั้งยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ‘สำนักงานพิทักษ์ความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง’ เพื่อทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคงแห่งชาติไปดำเนินคดีในจีนแผ่นดินใหญ่ได้ในบางกรณี

ยกตัวอย่างเช่น กรณี ‘ลีออน ทง ยิง-กิต’ วัย 24 ปี ถูกกล่าวหาว่าขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ขณะถือธงที่มีข้อความว่า “ปลดปล่อยฮ่องกงให้เป็นอิสระ การปฏิวัติของช่วงชีวิตเรา” เข้าชนกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อปีที่แล้ว ปฏิเสธไม่ยอมรับผิดต่อทุกข้อหาที่อัยการสั่งฟ้อง 

ทง อิงกิต มาถึงศาลด้วยรถตู้ตำรวจในฮ่องกง เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2020
โดยในคดีของลีออน ถูกดำเนินการภายใต้กฎหมายความมั่นคงใหม่นี้ โดยมีการเลือกคณะผู้พิพากษาที่มีสมาชิก 3 รายขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการดูแลคดี โดยไม่ต้องมีคณะลูกขุนอีกต่อไป และหลังจากการไต่สวนเป็นระยะเวลา 15 วัน คณะผู้พิพากษาได้กลับขึ้นบัลลังก์พร้อมคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง

หรืออีกกรณีคือ การจับกุม จิมมี ไล เจ้าของสื่อแอปเปิลเดลี (Apple Daily) เขาถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของฮ่องกง โดยสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ จากนั้นเขาก็ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ก่อกบฏ เข้าร่วมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อกล่าวหาเหล่านี้หลายกระทง 

คดีของไล ถูกประณามจากผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงหลายประการ ทั้ง ‘การจำกัดเสรีภาพสื่อ’ เนื่องจาก ‘แอปเปิลเดลี’ เป็นสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างตรงไปตรงมา การจับกุม จิมมี ไล และการปิดตัวของแอปเปิลเดลี แสดงให้เห็นถึงการปราบปรามเสรีภาพสื่อในฮ่องกง อีกทั้งการจับกุมไล เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีข้อกำหนดที่คลุมเครือและสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง สะท้อนการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก 

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมและความเป็นอิสระของระบบยุติธรรม โดยเฉพาะคดีของ ‘ไลน์’ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐบาลจีนอย่างชัดเจน 

ต้องอย่าลืมว่า รัฐบาลจีนได้ลงนามหลักการ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ไว้ในวันที่รับมอบฮ่องกงคืนจากอังกฤษ ซึ่งการรับหลักการดังกล่าว เปรียบเสมือนการสัญญาว่า ฮ่องกงจะยังปกครองตนเอง โดยรักษาระบบกฎหมาย เศรษฐกิจ และสังคมของตนไว้ได้ 

ทว่าการที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ ‘กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ’ ในฮ่องกง แทนที่เงื่อนไขในข้อตกลงที่ทำกับอังกฤษไว้เมื่อ 23 ปีก่อนหน้า โดยกฎหมายใหม่นี้ห้ามการแบ่งแยกดินแดน การบ่อนทำลาย การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งรายละเอียดของกฎหมายดังกล่าวสามารถถูกตีความไปได้หลายทาง

คริสโตเฟอร์ อารีฟ บัลคัน จากองค์การสหประชาชาติ ชี้ว่า ในฐานะที่ฮ่องกงเป็นผู้ลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ฮ่องกงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชากรดังที่ระบุไว้ในเอกสารนี้ และแม้จีนจะไม่ได้ลงนามในกติการะหว่างประเทศที่ว่า แต่ บัลคัน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในกติกานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รัฐบาลฮ่องกงจึงต้องควรยึดมั่นในหลักการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิ์ต่างๆ ภายใต้ข้อตกลงที่ทำไว้กับอังกฤษ

อ้างอิง: 

อยู่ในโอวาทด้วยระบบแต้มของจีน – ThaiPublica

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเพื่อน ‘คนจีน’ โดนหักคะแนนโซเชียลเครดิต? – The101.world

Social Credit สะสมความดีในโซเชียล เพื่อเครดิตทางการเงิน

View the ratification status by country or by treaty

สหประชาชาติเผย จีนอาจก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในซินเจียง

China just announced a new social credit law. Here’s what it means.

อุยกูร์ : ทำความรู้จักชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

จีนประณามรายงานของสหประชาชาติ ที่กล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง

ฮ่องกงใช้อำนาจกม.ความมั่นคงฉบับใหม่ลงโทษผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน

‘ยูเอ็น’ เรียกร้องจีนยกเลิกกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง-ชี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพ

จีนระบุ ชาวจีนในวันนี้มี “สิทธิพลเมือง-สิทธิทางการเมือง” มากกว่าแต่ก่อน

กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ : ฮ่องกงจับกุมผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยกว่า 50 คน

สี จิ้นผิง ประกาศรักษาการปกครองฮ่องกงแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

GBA กับการผนวกเศรษฐกิจจีนเข้ากับฮ่องกง: ความสำเร็จและความล้มเหลว

ประท้วงฮ่องกง : ครบรอบ 23 ปี อังกฤษส่งคืนเกาะฮ่องกงให้จีน ชาวฮ่องกงเริ่มถูกจับกุมด้วยกฎหมายความมั่นคงของจีน

China’s adherence to international human rights treaties: An empirical assessment

ตร.เผยสภาพศพภรรยา ยีน แฮ็คแมน เหมือนมัมมี่ เร่งสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต

ตร.เผยสภาพศพภรรยา ยีน แฮ็คแมน เหมือนมัมมี่ เร่งสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต

28 ก.พ. 2568 11:34 น.

ตร.เผยสภาพศพภรรยา ยีน แฮ็คแมน เหมือนมัมมี่ เร่งสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต

ตำรวจสหรัฐฯ เร่งไขปริศนาการเสียชีวิตของ ยีน แฮ็คแมนนักแสดงรุ่นใหญ่เจ้าของรางวัลออสการ์วัย 95 ปีกับเบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาวัย 64 ปีและสุนัข หลังพบสภาพศพภรรยามีอวัยวะบางส่วนคล้ายมัมมี่

หลังการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของยีน แฮ็คแมนนักแสดงรุ่นใหญ่เจ้าของรางวัลออสการ์วัย 95 ปีกับเบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาวัย 64 ปีของเขา และสุนัขอีก 1 ตัว ซึ่งถูกพบเป็นศพอยู่ภายในบ้านในเขตซานตา เฟ รัฐนิวเม็กซิโก โดยศพของแฮ็คแมนถูกพบที่ทางเดิน ขณะที่ศพภรรยาถูกพบในห้องน้ำ และสุนัขของพวกเขาตายอยู่อีกจุดหนึ่ง ล่าสุดมีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าทั้งสองคนน่าจะเสียชีวิตมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากใบหน้าของอาราคาวะมีลักษณะบวมอืด แต่มือและเท้าของเธอมีลักษณะบิดงอ และแห้งแข็งจนคล้ายมัมมี่ โดยไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ ตามรายกาย พบเพียงขวดยาที่เปิดอยู่ โดยมีเม็ดยากระจายเกลื่อนเคาท์เตอร์ ซึ่งตำรวจสหรัฐฯ กำลังเร่งสืบสวนข้อเท็จจริง

ด้านนักวิทยาศาสตร์ต่างให้ข้อมูลว่า ลักษณะเหมือนมัมมี่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากอวัยวะส่วนนั้นๆไม่มีเลือดไหลเวียน โดยมักจะพบตามนิ้วเท้าของคนตายมากที่สุดเพราะเป็นส่วนที่อยู่ไกลจากหัวใจทำให้เนื้อเยื่อตาย นอกจากนี้ภาวะมัมมี่ยังเกิดขึ้นได้เนื่องจากสภาพแวดล้อม เช่นในสภาพอากาศหนาว ลมแรง และแห้ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงหลังความตายในระยะสุดท้ายซึ่งเกิดขึ้นอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากการเสียชีวิต

ทั้งนี้ นายแฮ็คแมนอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน แสดงภาพยนตร์มามากกว่า 100 เรื่อง และเคยคว้ารางวัลออสการ์ 2 ครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง “มือปราบเพชรตัดเพชร” ปี 2514 กับเรื่อง “ไถ่บาปด้วยบุญปืน” ปี 2536.

ที่มา : Yahoo

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยีน แฮ็คแมน

อินโดฯลงไม้เฆี่ยนหลังคู่รักเกย์กลางลานศาลากลางจังหวัด ฐานผิดแอบมีเพศสัมพันธ์ละเมิดกฎหมายอิสลาม

อินโดฯลงไม้เฆี่ยนหลังคู่รักเกย์กลางลานศาลากลางจังหวัด ฐานผิดแอบมีเพศสัมพันธ์ละเมิดกฎหมายอิสลาม

28 ก.พ. 2568 11:33 น.

อินโดฯลงไม้เฆี่ยนหลังคู่รักเกย์กลางลานศาลากลางจังหวัด ฐานผิดแอบมีเพศสัมพันธ์ละเมิดกฎหมายอิสลาม

อินโดฯเฆี่ยนหลังชายหนุ่ม 2 คนที่ถูกศาลชารีอะห์ตัดสินว่ามีความผิดฐานมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายอิสลาม โดยเป็นการลงโทษกลางแจ้งต่อหน้าสาธารณชน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ศาลชารีอะห์ ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ลงโทษด้วยการใช้ไม้เฆี่ยนหลังชายหนุ่ม 2 คน อายุ 18 ปี และ 24 ปี ที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายอิสลาม ฐานมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน โดยมีประชาชนหลายสิบคนเข้าชมการลงโทษที่จัดขึ้นภายในลานศาลาว่าการบุสตันนุสซาลาติน เมืองบันดาอาเจะห์ 

โดยผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้พักดื่มน้ำหลังทำการเฆี่ยนไป 20 ครั้ง และได้รับการปฐมพยาบาลแผลที่เกิดขึ้น จากนั้นหนึ่งในผู้ต้องหาต้องถูกพยุงออกจากสถานที่ลงโทษ เนื่องจากอ่อนแรงเกินกว่าจะเดินได้หลังจากถูกเฆี่ยนครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีบุคคลอีก 2 คนถูกลงโทษในคดีอื่น ด้วยการเฆี่ยน 34 และ 8 ครั้ง เนื่องจากกระทำผิดฐานเล่นการพนัน

สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซีย รายงานว่า โดยทั้งสองคนถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว หลังชาวบ้านสงสัยว่าพวกเขามีพฤติกรรมเป็นเกย์ และได้แอบเข้าไปในห้องพักที่พวกเขาเช่าอยู่ด้วยกันและพบว่าทั้งสองคนกำลังเปลือยกายและกอดกัน ชาวบ้านจึงรีบแจ้งนำตัวส่งตำรวจชารีอะห์

จากนั้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ศาลชารีอะห์ตัดสินให้ชายทั้งสองรับโทษเฆี่ยนหลัง จำนวน 85 และ 80 ครั้งตามลำดับ แต่พวกเขาได้รับการลดโทษให้เหลือ 82 และ 77 ครั้ง 

ทั้งนี้ อาเจะห์ เป็นจังหวัดเดียวของอินโดนีเซียที่บังคับใช้กฎหมายอิสลาม และนี่เป็นครั้งที่ 4 ที่จังหวัดอาเจะห์บังคับใช้โทษเฆี่ยน สำหรับผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ นับตั้งแต่กฎหมายชารีอะห์เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2549 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้แก่จังหวัดนี้ เพื่อยุติความขัดแย้งแบ่งแยกดินแดนที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยการกระทำผิดด้านศีลธรรม อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน และการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส อาจได้รับโทษเฆี่ยนสูงสุด 100 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้าที่เสนอให้มีการลงโทษประหารชีวิตด้วยการปาก้อนหินสำหรับผู้กระทำผิดฐานคบชู้ ถูกยกเลิกไปหลังจากเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลกลาง.