VIDA ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความสำเร็จ ด้วยงาน Wonder Valentine Exclusive Event สุดประทับใจ

VIDA ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความสำเร็จ ด้วยงาน Wonder Valentine Exclusive Event สุดประทับใจ

VIDA ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความสำเร็จ ด้วยงาน Wonder Valentine Exclusive Event สุดประทับใจ

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.59 น.

บริษัท แมทเซ็นเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารเสริมเพื่อความงามและสุขภาพชั้นนำของประเทศไทย แบรนด์ วีด้า จัดงาน “Wonder Valentine Exclusive Event” เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ณ Gaysorn Urban Resort สุดหรูใจกลางเมือง โดยมีผู้โชคดีจำนวน 30 ท่านที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน พร้อมทั้งกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อแสดงความขอบคุณและสร้างความทรงจำสุดพิเศษให้กับแฟนๆ ที่อยู่เคียงข้าง    แบรนด์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ภายในงาน ลูกค้าผู้โชคดีได้สัมผัสกับความใกล้ชิดและอบอุ่นจากสองนักแสดงชื่อดัง ‘หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง’ และ ‘ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์’ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างพิถีพิถัน เช่น การถ่ายภาพ Polaroid 2:1 พร้อมลายเซ็นจากหลิงและออมที่ช่วยสร้างความทรงจำแสนพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุกสนานที่เปิดโอกาสให้ผู้โชคดี 10 ท่านได้เล่นเกมร่วมกับหลิงและออมอย่างใกล้ชิด สร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้กับผู้ร่วมงาน

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือ การถ่ายวิดีโอ Slow-motion 2:1 ซึ่งผู้โชคดี 5 ท่านได้รับโอกาสพิเศษในการเก็บภาพความประทับใจที่ไม่เหมือนใคร ปิดท้ายค่ำคืนด้วยดินเนอร์สุดพิเศษที่จัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน พร้อมทั้งของที่ระลึกจากแบรนด์ วีด้า เพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและสนับสนุนแบรนด์มาโดยตลอด

งานนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์ วีด้า นับเป็นโอกาสที่สำคัญและความตั้งใจในการมอบความประทับใจในครั้งนี้เพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้า โดย คุณจีรณินทร์ เอื้ออารีมิตร  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ บริษัท แมทเซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้เป็นการแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อแฟนๆ และลูกค้าผู้สนับสนุน แบรนด์วีด้า โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราออกแบบทุกกิจกรรมในงานให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงความใกล้ชิดกับแบรนด์ รวมถึงประสบการณ์ที่น่าประทับใจซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็น แบรนด์วีด้า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความทรงจำดีๆ จากวันนี้จะช่วยสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์และลูกค้าต่อไป”

วงศพัทธ์ เอื้ออารีมิตร  กรรมการบริหารของ บริษัท แมทเซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวถึงทิศทางของแบรนด์และตลาดอาหารเสริมเพื่อสุขภาพว่า “ตลาดอาหารเสริมในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นสุขภาพและความงาม แบรนด์วีด้า ยังคงยึดมั่นในพันธกิจของเราที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบจากต่างประเทศและพัฒนาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การจัดงานในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการเป็นผู้นำในตลาด และเราพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป”

-(016)

เตรียมก้าวสู่ปีที่ 5 ‘หนุ่ม กรรชัย’ ร่วมแสดงความยินดี 88TH เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

เตรียมก้าวสู่ปีที่ 5 ‘หนุ่ม กรรชัย’ ร่วมแสดงความยินดี  88TH เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

เตรียมก้าวสู่ปีที่ 5 ‘หนุ่ม กรรชัย’ ร่วมแสดงความยินดี 88TH เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.56 น.

บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH โดย นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท  ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะชื่อดัง “LYO” ที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 4 ปี เตรียมก้าวสู่ปีที่ 5  โดยที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจาก 2 พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ระหว่าง “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ และ รายการโหนกระแส และ Plan B Media ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจด้านสื่อโฆษณา Out of Home จนวันนี้ทำให้ “LYO” เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะที่อยู่ในใจผู้บริโภค

ล่าสุด บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ “LYO” รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันอย่าง “Hone” และ “ver.88” ซึ่งอยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งเพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ mai ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ งานนี้ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของ     แบรนด์ LYO และ Hone พร้อมด้วย พาขวัญ วงศ์พลทวี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและพันธมิตรธุรกิจ (CMPO) ของ Plan B Media ร่วมมอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ นพรัตน์ มาลัยวงค์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท

โดย “หนุ่ม กรรชัย” เผยถึงเรื่องนี้ “วันนี้ แบรนด์ LYO ได้ความร่วมมือจาก 2 พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจคือ ผม และ Plan B Media ถึงวันนี้กว่า 4 ปีแล้ว กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ โดยแบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ จนทำให้เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง วันนี้ บริษัท 88(ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งเพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย”

PhotoWish เปิดตัวบริการใหม่ ‘เขียนคำอวยพรด้วยรูป’ สร้างความทรงจำในวันแต่งงานที่ไม่เหมือนใคร ด้วยรอยยิ้มจากทุกคำอวยพร

PhotoWish เปิดตัวบริการใหม่ 'เขียนคำอวยพรด้วยรูป' สร้างความทรงจำในวันแต่งงานที่ไม่เหมือนใคร ด้วยรอยยิ้มจากทุกคำอวยพร

PhotoWish เปิดตัวบริการใหม่ ‘เขียนคำอวยพรด้วยรูป’ สร้างความทรงจำในวันแต่งงานที่ไม่เหมือนใคร ด้วยรอยยิ้มจากทุกคำอวยพร

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.52 น.

PhotoWish เปิดตัวบริการใหม่สำหรับวันแต่งงาน “เขียนคำอวยพรด้วยรูป” สร้างความทรงจำในวันแต่งงานที่ไม่เหมือนใคร ด้วยรอยยิ้มจากทุกคำอวยพร

PhotoWish สตาร์ทอัพ-แพลตฟอร์มอวยพรออนไลน์ เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุดสำหรับงานแต่งงาน “เขียนคำอวยพรด้วยรูป” ที่เปลี่ยนคำอวยพรธรรมดาให้เต็มไปด้วยความหมายและรอยยิ้ม โดยการผสาน “ภาพถ่าย” และ “คำอวยพร” ในรูปแบบ Photobook สุดพิเศษ ซึ่งช่วยบันทึกความทรงจำจากแขกผู้ร่วมงานไว้อย่างงดงาม ให้บ่าวสาวได้กลับมาเปิดดูเมื่อไรก็เต็มไปด้วยความสุข

จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ได้แรงบันดาลใจจากงานแต่งงานของคุณไร้ซ์ (วริทธิ์ ตันติวีรสุต) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง PhotoWish ที่ได้พบปัญหากับการเขียนสมุดอวยพรในงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อ่านลายมือไม่ออก บางข้อความก็ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียน หรือข้อความที่ถูกเขียนอย่างเร่งรีบจนดูไม่เรียบร้อย จึงนำสิ่งเหล่านี้มาออกแบบโซลูชันใหม่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด นำไปสู่การเพิ่มคุณค่ากับทุกคำอวยพรในงานแต่งงาน และสร้างความอบอุ่นให้กับคู่บ่าวสาวรายต่อๆ ไป

Photowish มีวิธีการใช้งานที่ง่ายมากเพียงวาง QR Code ไว้ที่จุดต้อนรับหน้างาน เพื่อให้แขกสแกนเขียนคำอวยพร และอัพโหลดรูปของตัวเอง เพียงเท่านี้คำอวยพรก็จะแสดงออกมาในรูปภาพที่สวยงาม และบ่าวสาวก็สามารถรอรับหนังสืออวยพร Photobook ที่สวยงาม ภายในเล่มโฟโต้บุ๊กจะประกอบด้วยรูปบรรยากาศในวันงาน และ รูปคำอวยพรจากแขกทุกท่าน จัดส่งถึงมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ภายใน 3-5 วันหลังงาน [ตัวอย่างหนังสืออวยพร https://www.youtube.com/watch?v=Flg8tr-02Lg ]

นอกจากนี้ PhotoWish ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยสะดวกในงานแต่งของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น บริการ Realtime Slide ที่สามารถฉายข้อความคำอวยพรพร้อมรูปถ่าย ขึ้นจอภายในห้องจัดเลี้ยงได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความซาบซึ้งและอบอุ่นในทุกช่วงเวลา และบริการ PromptPay Gift ที่เป็นระบบช่วยจัดการนับสลิปโอนเงิน รวมถึงสรุปรายงานยอดสลิปโอนให้หลังจบงาน  สะดวกทั้งบ่าวสาวและแขกที่มาร่วมงาน 

PhotoWish เชื่อว่าความทรงจำในวันสำคัญอย่างวันแต่งงานควรได้รับการเก็บรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อให้แขกทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่สวยงามและยั่งยืนตลอดไป สนใจบริการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ PhotoWish ได้ที่ เว็บไซต์ http://www.photowish.com Facebook Page: http://www.facebook.com/photowish.th  และ Line Official: @photowish

-(016)

มูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 สร้างโอกาสให้เยาวชนไทย เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

มูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 สร้างโอกาสให้เยาวชนไทย เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

มูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 สร้างโอกาสให้เยาวชนไทย เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.28 น.

เพราะการศึกษา เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนมีคุณค่า มีความพร้อม มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ จึงได้มอบโอกาสให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ในโอกาสนี้  ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ บุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ และครอบครัว มอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งเป็นทุนสนับสนุนให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในความดูแลของมูลนิธิตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาตรี โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ทุนการศึกษาสำหรับผู้เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ,ทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนผู้มีศักยภาพโดดเด่นและทักษะเฉพาะทาง  และ ทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนผู้มีศักยภาพโดดเด่นทางสายอาชีพ อันสะท้อนความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ที่ต้องการช่วยเหลือและมอบโอกาสคืนสู่สังคมรวมถึงการพัฒนาศักยภาพและทักษะที่ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคตแก่เยาวชนไทย ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ปกครอง และคณาจารย์ร่วมแสดงความยินดี ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวให้โอวาทและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาว่า “มูลนิธิฯ มุ่งมั่นส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เยาวชนไทย มอบทุนการศึกษาที่สะท้อนถึงคุณค่าของ “ความกตัญญู” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของคนดี ซึ่งคำว่า “กตัญญู” ไม่ได้จำกัดเพียงการแสดงความขอบคุณต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ แต่ยังหมายถึงการมีความเมตตาและใส่ใจต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข นำไปสู่ความรักแท้และความเมตตา ช่วยปลูกฝังจิตใจที่พร้อมตอบแทนคุณและสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วยการคิดเชิงบวกและความเพียรพยายาม เยาวชนจะสามารถเผชิญและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ด้วยการปฏิบัติตาม “มรรค 8” ซึ่งประกอบด้วยการเห็นชอบ คิดชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การดำเนินชีวิตชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ โดยเน้นการครองสติหลีกเลี่ยงความโลภ โกรธ หลง และความกลัว สำหรับมูลนิธิฯ การศึกษาที่ดีไม่ใช่แค่การสร้างคนเก่ง แต่คือการสร้างคนดีที่สามารถนำความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมไปใช้ในการพัฒนาตนเองและตอบแทนสังคมอย่างสร้างสรรค์ การล้มเหลวคือบทเรียนสำคัญ เราส่งเสริมให้เยาวชนมีความเพียรในการเรียนรู้และเติบโตจากทุกประสบการณ์ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เชื่อมั่นว่าเยาวชนที่ได้รับทุนจะนำคุณธรรมและความกตัญญูมาประยุกต์ใช้ในชีวิต สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคม พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นต่อไป”

บุษดี เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ กล่าวเสริมว่า “อาชีพหรือกิจกรรมใดๆ ที่น้องๆ ต้องการจะทำหรือกำลังทำอยู่นั้น ขอให้พึงคำนึงอยู่เสมอว่า จะต้องเป็นการกระทำที่ส่งต่อความดี ความช่วยเหลือ และความกตัญญู ที่ทุกคนสามมารถทำได้ในรูปแบบแตกต่างกันออกไป  เริ่มตั้งแต่คำนึงถึงคนภายในครอบครัว  ขยายผลส่งต่อไปถึงสังคม  ประ เทศและมนุษยชาติ”

ด้าน กรวัฒน์ เจียรวนนท์ กล่าวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนำสิ่งที่เราชื่นชอบมาพัฒนาและอาจสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เริ่มต้นจากการเล่นเกม แล้วนำความชอบนั้น  มาสร้างสรรค์เกมของตัวเองสู่ตลาดโลก ความมุ่งมั่นในสิ่งที่ถนัด เรียนรู้ให้ลึกซึ้ง และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

กมลนันท์ เจียรวนนท์ โสภณพนิช กล่าวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการค้นหาตัวเองและอาชีพในอนาคต โดยอยากให้น้องๆ คิดถึงคุณค่าหลัก (Core Value) และเป้าหมายของชีวิตที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร หากสิ่งนั้นสามารถตอบโจทย์เป้าหมายของเราได้ เช่น การทำเพื่อครอบครัว เพื่อประเทศชาติ เราจะมีแรงและกำลังใจในการทำงานด้วยใจรัก (Passion) ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

แซนเดอร์ เจียรวนนท์ กล่าวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ โดยเริ่มจากความสนใจ และความรักในสิ่งที่เรียน การค้นคว้าวิจัยและลงมือทำของเราในวันนี้อาจจะสามารถสร้างประโยชน์ให้สังคม และสามารถเปลี่ยนโลกให้ดียิ่งขึ้นได้ในอนาคต

เด็กหญิงภคนิจ อุปจักร์ ผู้ได้รับทุนการศึกษาทางด้านผู้มีศักยภาพโดดเด่นและทักษะเฉพาะทาง ตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันศึกษาชั้น ป. 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา กล่าวว่า “พอได้รับทุนแล้วแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ได้มาก ได้รับโอกาสใหม่ๆ เยอะขึ้นกว่าเดิม หนูจะใช้ทุนนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และเรียนชั้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็กลับมาพัฒนาประเทศต่อไปค่ะ”

ฐิติวุฒิ นิลคง ผู้ได้รับทุนการศึกษาทางด้านผู้มีศักยภาพโดดเด่นสายอาชีพ ตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันศึกษาระดับชั้น ปวช. ปี 2 วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณที่ช่วยให้ผมมีอนาคต สามารถเรียนต่อได้ ทุนการศึกษาช่วยเปิดประตูสู่โลกกว้างและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผมครับ”

นภัทร แซ่หยาง ผู้ได้รับทุนการศึกษาทางด้านผู้มีศักยภาพโดดเด่นหรือมีทักษะเฉพาะทาง ตั้งแต่ปี 2564 ปัจจุบันศึกษาชั้นปีที่ 3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จ.นนทบุรี กล่าวว่า “ทุนการศึกษานี้มีความสำคัญมาก ถ้าไม่มีทุนการศึกษานี้คงไม่มีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัย ขอบคุณในความเมตตาและเป็นแรงบันดาลใจให้ได้เรียนสูงๆ ทำให้ได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ มองเห็นอนาคตและเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นค่ะ”

ทั้งนี้ มูลนิธิศุภชัย–บุษดี เจียรวนนท์ ยังเดินหน้าสานต่อเจตนารมย์สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทย โดยในปี 2568 วางแผนงานครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ – จัดหาโปรแกรมฝึกอบรมและกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความสนใจและความถนัดของนักเรียน อาทิ ค่ายพัฒนาภาวะผู้นำ ค่ายหุ่นยนต์ รวมถึงเวทีการแข่งขันที่ส่งเสริมความสามารถเฉพาะด้าน เพื่อให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ การพัฒนาทักษะอาชีพ – ประสานผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษาในการค้นหาศักยภาพและความถนัดของนักเรียน ประสานหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกงานในสายงานที่สนใจ พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริง การเปิดโลกทัศน์และแรงบันดาลใจ – สนับสนุนการทัศนศึกษาในสถานที่ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ อาทิ ทรู ดิจิทัล พาร์ค สถานีข่าว TNN 16 และการศึกษาการใช้หุ่นยนต์ในภาคการผลิตการเกษตรของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อความสำเร็จด้านมาตรฐานสากล รับมอบ ISO 9001 ISO 14001 และ ISO 45001

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อความสำเร็จด้านมาตรฐานสากล รับมอบ ISO 9001 ISO 14001 และ ISO 45001

ยัสปาล กรุ๊ป สานต่อความสำเร็จด้านมาตรฐานสากล รับมอบ ISO 9001 ISO 14001 และ ISO 45001

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.22 น.

ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) โดย วิสิทธิ์ สิงห์สัจจเทศ ประธานคณะกรรมการบริหาร, จรัญ สิงห์สัจจเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ วิเศษ สิงห์สัจจเทศ  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมสานต่อความสำเร็จด้านมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง รับมอบใบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานสากล International Organization for Standardization หรือ ISO ซึ่งเป็นมาตรฐานการวัดคุณภาพองค์กรในด้านต่างๆ จากบริษัท โซโคเทค เซอร์ติฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โดย ยัสปาล กรุ๊ป ได้รับมอบการต่ออายุมาตรฐานสากล 3 มาตรฐาน ได้แก่ ISO 9001 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ, ISO 14001 มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001 มาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 

ทั้งนี้ ในการรับรองดังกล่าวนับว่าเป็นบรรลุพันธกิจและแผนกลยุทธ์ของส่วนบริหารงานโลจิสติกส์และฝ่ายผลิต ของยัสปาล กรุ๊ป ในการขยายการรับรองมาตรฐานสากล ISO ให้ครอบคลุมถึงฝ่ายผลิตเพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับนานาชาติที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

040

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดวิสัยทัศน์ปี 2568 ต่อยอดพันธกิจแห่ง “การให้” สู่ “การให้ที่ยั่งยืน”

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดวิสัยทัศน์ปี 2568 ต่อยอดพันธกิจแห่ง “การให้” สู่ “การให้ที่ยั่งยืน”

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดวิสัยทัศน์ปี 2568 ต่อยอดพันธกิจแห่ง “การให้” สู่ “การให้ที่ยั่งยืน”

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.43 น.

เปิดมุมมองการบริหารของหัวเรือใหญ่แห่ง มูลนิธิรามาธิบดีในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับการดำเนินงานเพื่อสานต่อพันธกิจแห่ง ‘การให้’ ที่ทำให้องค์กรมีแผนการปฏิบัติงานที่ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในทุกยุคสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เสมอ มุ่งสู่การให้ที่สร้างความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมก้าวสู่การเป็นแนวหน้าในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้มีความก้าวหน้าทางด้านศักยภาพของการรักษาพยาบาลอย่างยั่งยืน

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า “มูลนิธิรามาธิบดีฯ ยึดมั่นในพันธกิจเพื่อสนับ สนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในทุกมิติมาโดยตลอด โดยให้ความสำคัญกับการมองหาโอกาสในการสื่อสารเพื่อเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและเส้นทางที่กลุ่มเป้าหมายสามารถพบเจอได้ ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนาแคมเปญสร้างสรรค์ที่เข้าถึงกลุ่มคนทุกเจเนอเรชั่นอยู่เสมอ พร้อมสร้างระบบที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยในปี พ.ศ. 2568 นี้ มูลนิธิฯ ตั้งใจเพิ่มแนวทางการบริจาคที่สร้างสรรค์เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็น ‘ผู้ให้’ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของการบริจาคที่มักจะมาพร้อมกับความตั้งใจในการทำบุญเท่านั้น มูลนิธิฯ จึงผสาน ‘การให้’ ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนด้วยการเชื่อมโยงกิจกรรมที่สร้างความสุข ความสนุนสนาน และโอกาสในการทำบุญเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ความร่วมมือกับบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถสนุกไปกับละครเวทีและมีส่วนร่วมในการเป็น ‘ผู้ให้’ ในเวลาเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนแคมเปญที่สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ พร้อมส่งต่อเนื้อหาที่สร้างการรับรู้ถึงความจำเป็นในการเปิดรับบริจาคทุนทรัพย์ไปสู่ประชาชนหลากหลายช่วงวัย พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลลัพธ์แห่งการบริจาคที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เชื่อว่า ‘การให้’ นั้นทำให้เกิดความสุข และ ‘การให้’ สุขภาพที่ดีแก่ผู้คนจะส่งเสริมให้เกิด ‘ความสุขที่ยั่งยืนแก่ทุกคน’”

สำหรับโครงการที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ให้ความสำคัญในปีนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพในการรักษาพยาบาลผ่านเทคโนโลยีและทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญ พร้อมส่งเสริมการบูรณาการทางการแพทย์สำหรับการวิจัยโรคซับซ้อน สู่การเป็นต้นแบบการรักษาในอนาคต เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลสุขภาพประชาชน โครงการนี้คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประชาชนในปี 2573

โครงการศูนย์การแพทย์รามาธิบดีศรีอยุธยา ศูนย์การแพทย์ที่ก่อตั้งบนพื้นที่ย่านพญาไท โดยมีที่มาจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่เล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างเงินทุนหมุนเวียนกลับมาสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างยั่งยืน โดยเน้นการให้บริการทางการแพทย์ที่ดูแลร่างกายและจิตใจในเชิงป้องกันเพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงวัย ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2568

โครงการผู้ป่วยยากไร้ มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินบริจาคมาสนับสนุนผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาพยาบาลให้ได้เข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ผู้บริจาคให้การช่วยเหลือมากที่สุดอย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึง ‘ผลลัพธ์จากการให้’ ที่จับต้องได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริจาคและสะท้อนความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการจัดสรรทุนทรัพย์จากการบริจาคของประชาชนเพื่อสร้างสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง เช่น การสนับสนุนงบประมาณการบริหารจัดการ การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ การซ่อมแซมและบำรุงระบบในอาคารสถานที่ของโรงพยาบาลรามาธิบดี  รวมถึงสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยเฉพาะอาคารกายวิภาคทางคลินิก (Clinical Anatomy Building) ผ่านการจัดซื้อเครื่องมือการเรียนการสอนที่เป็นสากล เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้กายวิภาคผ่านเทคโนโลยีสามมิติที่ล้ำสมัย เอื้อต่อการเรียนรู้และทบทวนบทเรียน ควบคู่ไปกับการศึกษาจากร่างอาจารย์ใหญ่ เพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถและความเชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบสาธารณสุขไทย

นอกจากนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ พัฒนาช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางสนับสนุนของที่ระลึกและมอบความสุขที่เกิดจาก ‘การให้’ เน้นสร้างเนื้อหาที่เข้ากับยุคสมัย ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ได้รู้จักกับมูลนิธิฯ แม้จะยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับโรงพยาบาล สำหรับภาพรวมในการสร้างสรรค์สินค้าของที่ระลึกการกุศลในปี 2567 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะความร่วมมือกับ ‘CryBaby’ ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในตลาดสากล และในปี 2568 นี้ มูลนิธิฯ จะสานต่อความตั้งใจในการสนับสนุนวงการงานอาร์ตของไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายโอกาสไปสู่กลุ่มนักออกแบบหน้าใหม่เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับแสดงศักยภาพไปสู่สายตาคนไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ความท้าทายจากการติดต่อลิขสิทธิ์ต่างประเทศที่มีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่หลากหลายช่วงวัย เช่น Hello Kitty, Sesame Street, Peanuts และ Peter Rabbit โดยคอลเล็กชั่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ คือ เจ้าชายน้อย (The Little Prince)

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จะยังคงมุ่งมั่นสานต่อบทบาทของ ‘สะพานแห่งการให้’ โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขในประเทศไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ด้วยการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอยู่เสมอ พร้อมสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการถ่ายทอด ‘ผลลัพธ์จากการให้’ อย่างต่อเนื่องไปสู่กลุ่มผู้บริจาคในทุกเจเนอเรชั่น เพื่อให้กลุ่มผู้บริจาคมีความรู้สึกร่วมของการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย สู่การสร้างสังคมแห่ง ‘การให้’ ที่สามารถสร้างและส่งต่อสาธารณประโยชน์ต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด

040

มวล.เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวสายมู ‘Infinity Rich รวยไม่รู้จบ@สิชล’

มวล.เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวสายมู ‘Infinity Rich รวยไม่รู้จบ@สิชล’

มวล.เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวสายมู ‘Infinity Rich รวยไม่รู้จบ@สิชล’

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.42 น.

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ “Infinity Rich รวยไม่รู้จบ” เชื่อมโยง 8 จุดท่องเที่ยวสำคัญของอ.สิชล จ.นครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง ใช้วัดเจดีย์เป็นศูนย์กลางพื้นที่ทางวัฒนธรรม ชวนนักท่องเที่ยวสายมู สัมผัสประสบการณ์เสริมสิริมงคล กระตุ้นการท่องเที่ยวให้คึกคัก พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน บพท.ร่วมหนุน

รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ วัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่น และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดตัวพื้นที่ทางวัฒนธรรมสันทรายโบราณ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และเส้นทางการท่องเที่ยว “Sichon Spiritual Trip: Heal Heart, Heal Life and Heal Luck @ สิชล Infinity Rich รวยไม่รู้จบ” ภายใต้โครงการวิจัย “การจัดการทุนทางวัฒนธรรมฐานความเชื่อโดยรอบสันทรายโบราณ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอสิชล นครศรีธรรมราช (ศรีชล) โดยมี บพท.เป็นผู้ให้การสนับสนุน ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าร่วมคึกคัก

รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าวว่า ทีมนักวิจัยของม.วลัยลักษณ์มองว่าเป้าหมายของผู้คนที่มายังวัดเจดีย์ เพื่อสักการะขอพรและต้องการสมหวัง ดังนั้นการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่จะเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่อำเภอสิชล จึงมีการเชื่อมโยงกับความเชื่อและความศรัทธาในพื้นที่รวมถึงอำเภอใกล้เคียง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว Infinity Rich รวยไม่รู้จบ โดยนักวิจัยได้ร่วมกันพัฒนาแบรนด์ “ศรีชล” เป็นตัวแทนของการเชื่อมโยงสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรืองความมุ่งมงคลความสมหวังความเจริญก้าวหน้าของพื้นที่สันทรายโบราณอำเภอสิชล

โดยเส้นทางท่องเที่ยว Infinity Rich รวยไม่รู้จบ มีจุดท่องเที่ยว จำนวน 8 แห่ง เริ่มตั้งแต่วัดยางใหญ่เพื่อสักการะขอพรตาพรานบุญ บอกเล่าปัญหาอุปสรรคให้กับท้าวเวสสุวรรณหน้ายักษ์ ก่อนขอพรท้าวเวสสุวรรณหน้าเทพ เชื่อมโยงต่อไปไปยังวัดศิลาชลเขตขอพรต่อพ่อท่านโบองค์ใหญ่ และเชื่อมสู่เทวาลัยพระพิฆเนศเขาคา ที่มีความเชื่อว่าเมื่อกระซิบข้างหูแล้วขอพรจะสมหวัง เมื่อสมหวังแล้วให้แก้บนด้วยนม ขนม

หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่วัดเจดีย์เพื่อสักการะขอพรต่อไอ้ไข่ ก่อนเดินทางไปขอพรจากศาลเจ้าพ่อม่วงทองที่มีเซียมซีที่แม่นดังตาเห็น ก่อนเดินทางไปขอพรต่อศาลเจ้าปึงเถ่ากงไซสี่หรือ ศาลเจ้าตาปะขาว ปากน้ำสิชล ศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และปิดท้ายด้วยวัดสุชนเพื่อสักการะขอพรจากท้าวเวสสุวรรณ (พ่อรวย) ซึ่งระหว่างทางมีร้านอาหารการกินและสินค้าให้เลือกซื้อจำนวนมาก

รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า งานวิจัยดังกล่าวได้เชื่อมโยงโดยใช้วัดเจดีย์เป็นศูนย์กลางและทำเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว รวยไม่รู้จบ เป็นกลไกนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในชุมชนแทรกเข้าไป หวังให้ผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อหาสินค้า เมื่อเดินทางมายังอ.สิชลแล้ว ได้มาเรียนรู้จากสิ่งที่มีอยู่จากชุมชนควบคู่กันไปด้วย ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ชุมชนชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และทำอย่างไรเมื่อมาเที่ยวอ.สิชลแล้วได้ไปต่อในพื้นที่อื่นๆของสิชลและใกล้เคียงด้วย

“เรายังพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากสิ่งของที่ผู้คนมาแก้บนไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาไก่ที่แตกหักแล้ว รวมไปถึงเศษประทัดที่จุด หางประทัด เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดขยะ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนทางคาร์บอน นำมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการทำก้อนอิฐ “อิฐต่อ ก่อบุญ” กระเป๋าหรือพวงกุญแจจากหางประทัด การร้อยลูกปัดโนรา ผ้าบาติกสีธรรมชาติ รวม Art Toy น้องร่ำรวย ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธาของไอ้ไข่วัดเจดีย์ที่ผู้ใช้สามารถรับพลังความสำเร็จความร่ำรวยจากสิ่งของเหล่านี้ได้” รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ กล่าว

-(016)

เติมความรักให้ผลิบานในเทศกาลวาเลนไทน์ กับ Krispy Kreme Hearts IN bloom Doughnuts

เติมความรักให้ผลิบานในเทศกาลวาเลนไทน์ กับ Krispy Kreme Hearts IN bloom Doughnuts

เติมความรักให้ผลิบานในเทศกาลวาเลนไทน์ กับ Krispy Kreme Hearts IN bloom Doughnuts

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.36 น.

คริสปี้ ครีม (Krispy Kreme) โดนัทสูตรลิขสิทธิ์อันดับ 1 ที่ครองใจคนทั่วโลก ส่งโดนัทฮาร์ทเชป 4 รสชาติร่วมเติมเต็มความรักให้ผลิบานในช่วงวาเลนไทน์กับคอลเล็กชัน Krispy Kreme Hearts IN bloom  เริ่มด้วย “เลิฟ ยู โดนัท”(Love You Bunches Doughnut) โดนัทเคลือบเรดช็อกโกแลต สอดไส้ช็อกโกครีมนุ่มละมุน และตกแต่งด้านบนเป็นช่อดอกไม้มอบแทนของขวัญ, “เดซี่ โดนัท” (You Make My Daisy Doughnut ) โดนัทสีชมพูหวาน สอดไส้ไวท์ครีม พร้อมดอกเดซี่ขาว แทนรักบริสุทธิ์, “ซันไชน์ โดนัท” (You Are My Sunshine Doughnut) โดนัทเคลือบดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น พร้อมไส้คาราเมลครีมหอมหวาน และดอกทานตะวันแทนความรักที่มั่นคง,“บลูมมิ่ง ฮาร์ท โดนัท” (Blooming Heart Doughnut) โดนัทสีม่วงพาสเทล สอดไส้คุกกี้ครีมแสนอร่อย พร้อมโรยสปริงเคิลหลากสีสันให้ความรักสดใส มาส่งมอบ Krispy Kreme Hearts IN bloom แทนความรู้สึกให้คนสำคัญในเทศกาลวาเลนไทน์ ในราคาชิ้นละ 35 บาท หรือจะเลือกซื้อแบบเซ็ตที่มาพร้อมกล่องลายพิเศษเฉพาะเทศกาลวาเลนไทน์ ทั้ง แบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (วาเลนไทน์โดนัท 3 ชิ้น)หรือแบบเซ็ต ในราคา 315 บาท (ออริจินอล เกลซ 6 ชิ้น, แอสซอร์ทเตท 2 ชิ้น และ วาเลนไทน์ โดนัท 4 ชิ้น)

คริสปี้ ครีม เสิร์ฟเมนูบอกรัก กับ Krispy Kreme Sweet Sips for Sweethearts ชวนคุณดื่มด่ำกับเมนูเครื่องดื่มใหม่ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ Sweet Sips for Sweethearts PERFECT TOGETHER ที่รังสรรค์มาเพื่อคนพิเศษ ทั้ง “วาเลนไทน์ ช็อกโก้ อินดัลเจนซ์” (Valentine’s Choco Indulgence) ช็อกโกแลตเฟรปเป้เข้มข้นผสานกลิ่นชีสเค้ก ท็อปด้วยวิปครีมนุ่มๆ ราดซอสช็อกโกแลต และแครกเกอร์ครัมเบิล หรือจะเป็น “สตรอว์เบอร์รี เลิฟ ครัมเบิล” (Strawberry Love Crumble) สตรอว์เบอร์รีมิลก์เฟรปเป้หอมกลิ่นคุกกี้ รสชาติหวานละมุน ตกแต่งด้วยวิปครีม และแครกเกอร์ครัมเบิลกรุบกรอบ

ฉลองเทศกาลแห่งความรักให้โรแมนติกด้วย Sweet Sips for Sweethearts PERFECT TOGETHER พร้อมรับสิทธิ์สุดพิเศษ!! เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Sweet Sips for Sweethearts PERFECT TOGETHER เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว ในราคาแก้วละ 125 บาท รับโดนัท คริสปี้ ครีม ออริจินอล เกลซ 2 ชิ้น ทันที! ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทุกสาขาใกล้บ้านคุณ ติดตามความเคลื่อนไหวของคริสปี้ ครีม โดนัทสุดโปรดของคุณได้ที่ www.krispykreme.co.th หรือ www.facebook.com/krispykremethailandfanpage หรือ #Krispykremethailand

040

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้-ถอดบทเรียน ตอกย้ำจุดยืนจริยธรรม-จรรยาบรรณ คงคุณภาพวารสารไทยในเวทีโลก

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้-ถอดบทเรียน ตอกย้ำจุดยืนจริยธรรม-จรรยาบรรณ คงคุณภาพวารสารไทยในเวทีโลก

เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้-ถอดบทเรียน ตอกย้ำจุดยืนจริยธรรม-จรรยาบรรณ คงคุณภาพวารสารไทยในเวทีโลก

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.24 น.

TCI จัดยิ่งใหญ่ ประชุมวิชาการเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยครั้งที่ 15 แลกเปลี่ยนความรู้-ถอดบทเรียน ตอกย้ำจุดยืนจริยธรรม-จรรยาบรรณ คงคุณภาพวารสารไทยในเวทีโลก

ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre) หรือศูนย์ TCI  โดยการสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกันจัดการประชุมใหญ่ประจำปีหัวข้อ “การประชุมวิชาการเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยครั้งที่ 15” โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และวิทยากรจากต่างประเทศได้รับเกียรติจาก Prof. Richard Whatmore จาก University of St Andrews, United Kingdom ซึ่งเป็น Scopus CSAB Subject Chair ตลอดจนมีวิทยากรจากศูนย์ TCI พันธมิตรต่าง ๆ ได้แก่ บรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารไทยที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI และฐาน Scopus ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัย เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ให้เกียรติ เปิดการประชุมและ บรรยายพิเศษเรื่อง “นโยบายการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทศวรรษหน้า” โดยกล่าวว่า การเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยการตีพิมพ์ในวารสารเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมุ่งยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หลังการจัดตั้งศูนย์ TCI  จะเห็นได้ชัดเจนว่า วารสารไทยมีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ และด้านจริยธรรมจรรยาบรรณ นอกจากนี้ การพัฒนาและบำรุงรักษาฐานข้อมูล TCI เพื่อการจัดเก็บและเผยแพร่ผลงานวิจัยของประเทศไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องนั้น โดยมี เนคเทค สวทช. ที่เข้ามาช่วยดูแลระบบและนำเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้งนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยงานของบรรณาธิการวารสารไทยหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของวารสารไทยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักวิจัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานทางด้านการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย ถือเป็นความสำเร็จของศูนย์ TCI ของ สกสว. และของประเทศไทย”

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. ในฐานะองค์กรกลางที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทย ซึ่งเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาตั้งแต่แรกเริ่ม ด้วยเหตุนี้ สกสว. จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้ง ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Center: TCI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล TCI สำหรับจัดเก็บและสืบค้นองค์ความรู้จากบทความวารสารไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนางานวิจัยของประเทศ

นอกจากนี้ สกสว. ยังให้การสนับสนุนศูนย์ TCI ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยบรรณาธิการวารสาร เช่น ระบบ ThaiJO, ThaiES และ ThaiRAP รวมถึงดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพวารสารไทย ทั้งในด้านการบริหารจัดการและด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณ เพื่อให้วารสารไทยและบรรณาธิการมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ที่ผ่านมาศูนย์ TCI ได้ผลักดันให้วารสารไทยหลายฉบับก้าวสู่เวทีนานาชาติ และในอนาคต สกสว. จะยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารไทยให้ทัดเทียมระดับสากลต่อไป

ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. โดย เนคเทค ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวง อว. เข้ามาสนับสนุนโดยพัฒนาระบบ ThaiRAP สามารถวิเคราะห์สมรรถนะการวิจัยของประเทศไทยได้ทั้งในระดับประเทศ ระดับหน่วยงาน/มหาวิทยาลัย และระดับบุคคล โดยมีดัชนีชี้วัด (Metric) ที่หลากหลาย เช่น จำนวนผลงานตีพิมพ์ในแต่ละปี จำนวนผู้แต่ง สาขาวิชาที่มีการตีพิมพ์ คำสำคัญที่แสดงเนื้อหาบทความ จำนวนการอ้างอิงโดยรวม จำนวนการอ้างอิงต่อบทความ และความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงาน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าระบบ ThaiRAP จะทำหน้าที่มาวิเคราะห์ชิ้นงานตีพิมพ์ของประเทศ เหมือนกับระบบ SciVal ในระดับสากล และทำให้ไทยเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีระบบช่วยการวิเคราะห์สมรรถนะการวิจัยระดับชาติ เทียบเคียงนานาชาติ ซี่งเป็นข้อดีคือทำให้ระบบนิเวศวิจัยของไทยดีขึ้น เพราะการมีระบบดังกล่าว จะเป็นฐานข้อมูลหลักที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้ทุนเห็นฐานข้อมูลเดียวกันและสามารถให้การสนับสนุนให้นักวิจัยไทยมุ่งเป้ามาทำงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของประชาชนและความต้องการของสังคมมากยิ่งขึ้น

ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย กล่าวว่า การประชุมวิชาการเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการไทยครั้งที่ 15” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ นโยบายการสนับสนุนศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทยในการพัฒนาคุณภาพวารสาร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคุณภาพของวารสารไทยจากการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI นำเสนอผลลัพธ์และจุดยืนของวารสารไทยในเวทีโลก จริยธรรมและจรรยาบรรณของวารสารไทย ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะในการยกระดับคุณภาพวารสารไทยที่บรรจุอยู่ในฐานข้อมูล Scopus ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับคุณภาพวารสารไทย รวมทั้งการเปิดตัวเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์สมรรถนะการวิจัยของประเทศไทย

ทั้งนี้ TCI ได้นำเสนอและพัฒนาระบบที่ชื่อว่าระบบวิเคราะห์สมรรถนะการวิจัยของประเทศไทย” Thailand Research Analysis and Performance: ThaiRAP เพื่อเป็นช่องทางและเครื่องมือสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อผู้กำหนดนโยบายการวิจัยของประเทศ เช่น แหล่งทุน หรือ ผู้บริหารหน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย หน่วยงานทุนวิจัย รวมถึงตัวนักวิจัย สามารถใช้ระบบ ThaiRAP ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลงานวิจัย ความเชี่ยวชาญของนักวิจัยและหน่วยงานวิจัย สถานการณ์และภาพรวมของการวิจัย เพื่อการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของหน่วยงานหรือของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทยต่อไป

-(016)

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก้าวสู่อันดับที่ 4 กลุ่มโรงพยาบาลรัฐ จากการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก้าวสู่อันดับที่ 4 กลุ่มโรงพยาบาลรัฐ จากการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก้าวสู่อันดับที่ 4 กลุ่มโรงพยาบาลรัฐ จากการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.58 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ต้นแบบสุดยอดองค์กรแห่งปีในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐจากการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company โครงการสำรวจวิจัยที่นิตยสาร BrandAge จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 เพื่อศึกษาและสร้างฐานข้อมูลในด้านต่าง ๆ ขององค์กรในแต่ละอุตสาหกรรม ได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับองค์กร (Corporate Perception) ความมีชื่อเสียงขององค์กร (Corporate Reputation) ความสามารถขององค์กร (Corporate Performance) อิทธิพลขององค์กร (Corporate Influence) ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image) ที่สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับผู้บริโภค โดยส่วนของการศึกษาและวิจัยจะเป็นการศึกษาทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายต่อ 24 กลุ่มธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของคนเมืองต่อปัจจัยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทหรือองค์กร ซึ่งมีปัจจัยหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผลในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) 2. ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance 3. ภาพลักษณ์ (Corporate Image) 4. การบริหารการจัดการ (Management) 5. ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) 6. การบริการ (Excellence Service) โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มีคะแนนเฉลี่ยรวม 7.13 จัดอยู่อันดับที่ 4 ของกลุ่มโรงพยาบาลรัฐ และมีคะแนนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) สูงที่สุดอยู่ที่ 7.36 รองลงมาคือด้านภาพลักษณ์องค์กรอยู่ที่ 7.29 และการบริหารการจัดการ 7.20 ตามลำดับ (ที่มา: https://www.brandage.com/article/41067 )

ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งหวังตั้งพระทัยให้ประชาชน “มีสุขภาพที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน” ทรงสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2559 เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและการวิจัยที่จะสร้างบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ การสาธารณสุขที่มีความสำคัญและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และให้บริการสุขภาพตามมาตรฐานสากลแก่ประชาชนอย่างไม่หวังผลกำไร ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต” โดยในปี พ.ศ. 2568 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ประกอบด้วย 7 ส่วนงาน ได้แก่สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน คณะวิทยาศาสตร์ โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มุ่งพัฒนายกระดับระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้บริการประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค โดยมีโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นส่วนงานหลักในการให้บริการทางการแพทย์ในระดับตติยภูมิ พร้อมทั้งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่ให้บริการวิชาการ ทำการวิจัย ฝึกอบรม ตลอดจนสนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัยร่วมกับส่วนงานอื่น ๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เปิดให้บริการทางแพทย์ทั้งหมด 4 อาคาร ประกอบด้วย อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 100 เตียง , อาคารศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ , อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง และอาคารศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งยกระดับการให้บริการสุขภาพ ครอบคลุมการป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพ การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟูสภาพและการรักษาแบบประคับประคองสู่ระดับสากล พร้อมทั้งมุ่งเน้นการบริหารจัดการองค์กรให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผู้รับบริการในทุกมิติเพื่อเป็นที่พึ่งทางสุขภาพของประชาชนคนไทยตามพระปณิธาน ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านบริการสุขภาพและบริการทางการแพทย์ของส่วนงานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ทาง https://www.facebook.com/chulabhornhospital และ LINE Official Account โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ @chulabhornhospital