ส่องฟ้าดูดาวกับ ‘ดาราศาสตร์อิสลามฉบับชาวบ้าน’ ที่เมืองเก่าสงขลา

ส่องฟ้าดูดาวกับ 'ดาราศาสตร์อิสลามฉบับชาวบ้าน' ที่เมืองเก่าสงขลา

ส่องฟ้าดูดาวกับ ‘ดาราศาสตร์อิสลามฉบับชาวบ้าน’ ที่เมืองเก่าสงขลา

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.47 น.

 “ดาราศาสตร์อิสลามฉบับชาวบ้าน” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในย่านเมืองเก่าสงขลา โดยหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา และกลุ่มเครือข่ายสถาปนิกสร้างสรรค์ทักษิณ ผ่านการสนับสนุนโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ณ ตลาดบ้านบน มัสยิดอุสาสนอิสลาม อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผสานศาสตร์และศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ค้นหาความหมายของดาราศาสตร์ที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิต

ธีรยุทธ์ ลอยลิบ หัวหน้าหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา “ในทุกๆ วัน วิถีชีวิตของชาวมุสลิมไม่อาจแยกออกจากดาราศาสตร์ได้ เพราะอัลฟาลัก คือรากฐานของศาสนาอิสลามที่บรรพบุรุษใช้กำหนดการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อสร้างระเบียบในวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งการกำหนดเวลาละหมาด การกำหนดทิศกิบลัต ไปจนถึงการกำหนดวันสำคัญทางศาสนา ทุกศาสนาล้วนเชื่อมโยงกับดาราศาสตร์ ซึ่งเราเรียกว่า ดาราศาสตร์พหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามที่ใช้ท้องฟ้าเป็นเครื่องนำทาง ด้วยบริบทของพื้นที่สงขลาซึ่งมีประชากรมุสลิมกว่าร้อยละ 80 หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา จึงมุ่งให้ความรู้แก่เยาวชน ครู ไปจนถึงผู้นำศาสนาที่มีความสามารถในการตัดสินใจ โดยหลายคนยังไม่ทราบว่าดาราศาสตร์มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของพวกเรามากเพียงใด เราจึงอยากสร้างความตระหนักรู้ผ่านกิจกรรมดาราศาสตร์อิสลามฉบับชาวบ้านให้เข้าถึงง่ายและไม่ใช่เรื่องวิชาการเกินไป ก่อนหน้านี้เราให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งกิจกรรมล่าสุดถือเป็นการลงพื้นที่จริงครั้งแรก โดยเริ่มต้นจากสงขลาซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่ และมีแผนจะต่อยอดไปจังหวัดอื่นๆ เช่น ปัตตานี และยะลาในเดือนต่อไป”ตลอดกิจกรรม เยาวชนและชุมชนต่างฟังเรื่องราวดาราศาสตร์อย่างเพลิดเพลินด้วยเนื้อหาที่ถ่ายทอดใน “ฉบับชาวบ้าน” ที่เข้าใจง่ายและใกล้ตัว บรรยากาศกิจกรรมยิ่งครึกครื้นขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก โดยไม่เพียงแต่เปิดมุมมองใหม่ให้การเรียนรู้ดาราศาสตร์อิสลามควบคู่กับดาราศาสตร์สมัยใหม่ผ่านกล้องโทรทรรศน์เท่านั้น แต่ยังเติมเต็มความสนุกด้วยกิจกรรมโซนงานฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพวงกุญแจ และระบายสีปูน พลาสเตอร์จักรราศี ที่สร้างประสบการณ์น่าจดจำพร้อมความรู้ให้ผู้ร่วมงานกว่า 300 คน ไปพร้อมกัน

ธีรยุทธ์ ลอยลิบ หัวหน้าหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา

ดร.จเร สุวรรณชาต ประธานกลุ่มเครือข่ายสถาปนิกสร้างสรรค์ทักษิณ กล่าวถึงบทบาทของดาราศาสตร์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ว่า “สงขลาเป็นเมืองที่มีรากลึกของพหุวัฒนธรรม และเชื่อมโยงกับดวงดาวมาตั้งแต่สมัยก่อน โดยดาราศาสตร์อิสลามถือเป็นส่วนหนึ่งที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตของคนพื้นที่ หากสังเกตเราจะเห็นว่าสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามมีดวงดาวเป็นองค์ประกอบ เราจึงเห็นโอกาสที่จะนำองค์ความรู้ดาราศาสตร์สื่อสารผ่านกิจกรรมนี้ร่วมกับทางหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา และเชฟรอนในย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ของโครงการ ‘ศูนย์การเรียนรู้ย่านเมืองเก่า คิด บวก ดี’ ที่เราพัฒนาผ่านการทำงานร่วมกับเชฟรอนกว่า 8 ปี โดยตลาดบ้านบนเดิมทีเป็นชุมชนมุสลิมและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอยู่แล้ว การเติมดวงดาวเข้าไปในเรื่องราวของย่านทำให้พื้นที่แห่งนี้มีเสน่ห์มากขึ้นในเชิงวัฒนธรรม และเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว”

ดร.จเร สุวรรณชาต ประธานกลุ่มเครือข่ายสถาปนิกสร้างสรรค์ทักษิณ 

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “สิ่งที่เชฟรอนให้ความสำคัญไม่แพ้กับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานคือสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม โดยสงขลาถือเป็นพื้นที่สำคัญที่เราสนับสนุนมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาผ่านหลากหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าสงขลา หรือการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ ผ่านการสนับสนุนหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์มุสลิมแห่งแรกของไทย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ สำหรับกิจกรรมดาราศาสตร์ในครั้งนี้ เชฟรอนได้เชื่อมโยงสองพันธมิตรหลัก เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมกับองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ ทั้งในมิติของศาสตร์ดั้งเดิมที่เกี่ยวโยงกับศาสนาและศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน พร้อมเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้บ้านหลังที่สองของเชฟรอนเติบโตไปพร้อมกัน”

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

แววตาของผู้คนที่แหงนมองท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่ตั้งเรียงรายกลางย่านเมืองเก่าสงขลา สะท้อนความใคร่รู้ปนตื่นเต้นที่ได้เห็นดวงดาวด้วยตาตนเองท่ามกลางฉากหลังของตลาดบ้านบนและมัสยิดอุสาสนอิสลาม พร้อมดวงจันทร์บอลลูนขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ความงดงามที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่เพียงสร้างความประทับใจแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านมา แต่ยังจุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับดาราศาสตร์อิสลาม หรือ “อัลฟาลัก” วิชาวิทยาศาสตร์มรดกของสังคมมุสลิมที่ศึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งและการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้า ซึ่งหลอมรวมวิถีชีวิต ความเชื่อ และศาสนาของชาวมุสลิมไว้อย่างลึกซึ้ง

039

ทรู ส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หนุนการศึกษาพัฒนาอาชีพคนพิการยุคดิจิทัล

ทรู ส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หนุนการศึกษาพัฒนาอาชีพคนพิการยุคดิจิทัล

ทรู ส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หนุนการศึกษาพัฒนาอาชีพคนพิการยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.38 น.

เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้คนพิการได้ฝึกอาชีพและเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมในโลกยุคดิจิทัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงได้มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน 10 เครื่อง  ให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้และการฝึกอาชีพคนพิการของวิทยาลัยฯ ซึ่งได้จัดการเรียนการสอนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้แก่คนพิการในระดับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล หลักสูตรการศึกษาชั้นพื้นฐาน และหลักสูตรระยะสั้น (คอมพิวเตอร์สำนักงาน)

ในการนี้ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย อรรถ อรุณรัตนพงษ์  หัวหน้าสายงานบริหารจัดการระดับภูมิภาค (ตะวันออกเฉียงเหนือ 1) เป็นผู้มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โดยมี ชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นตัวแทนรับมอบ

นับเป็นความร่วมมือในการขยายโอกาสทางการศึกษา สร้างอาชีพให้คนพิการได้สามารถเลี้ยงครอบครัวและอยู่ในสังคมได้อย่างภูมิใจ ซึ่งการสนับสนุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กครั้งนี้ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ที่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาและต้องการให้โอกาสคนในสังคม รวมถึงกลุ่มคนเปราะบางเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน 

039

เอ็ม บี เค เปิดศักราชตรุษจีน มะเส็งมหาเฮง “รุ่งโรจน์ทั่วหล้า ปัญญานำชัย”

เอ็ม บี เค เปิดศักราชตรุษจีน มะเส็งมหาเฮง  “รุ่งโรจน์ทั่วหล้า ปัญญานำชัย”

เอ็ม บี เค เปิดศักราชตรุษจีน มะเส็งมหาเฮง “รุ่งโรจน์ทั่วหล้า ปัญญานำชัย”

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.35 น.

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์พาราไดซ์ พาร์คเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ฉลองเทศกาลตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ CHINESE NEW YEAR 2025 ทรัพย์มั่งคั่ง ปัญญาหลักแหลม มะเส็งมหาเฮง รับโชคมั่งมี รับทรัพย์มั่งคั่ง ลุ้นทองคำแท่งและของรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อมตื่นตาศิลปวัฒนธรรมจีนอันสวยงามและหาชมได้ยาก การแสดงงิ้วเทพเจ้าอวยพร หนึ่งในการแสดงที่หาชมยากและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลตรุษจีน การแสดงกายกรรมจีนโบราณ เวิร์กชอปเขียนตัวอักษรจีนคำมงคล

คณะผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค และศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ นำโดย พุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บมจ. เอ็ม บี เค, ธิรดา โชตินรธนินท์ ปธ.จนท.บริหาร Shu Daxia Thailand,บริพันธ์ ชัยภูมิ กก.ผจก.เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด, ณัฐพล นิลดอนหวาย และ พรวศิน เรืองนุกูล ร่วมฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่

สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมจีนสุดยิ่งใหญ่ อิ่มเอมกับบรรยากาศแห่งความสุขและรับพลังแห่งความมั่งคั่งกันตลอดทั้งปีที่ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค นำโดย ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จัดงานฉลองสุดยิ่งใหญ่ เปิดตัวด้วยโชว์สุดอลังการ ชุด “รุ่งโรจน์ทั่วหล้า ปัญญานำชัย” พร้อมการแสดงแสงสีเสียงให้ผู้ร่วมชมงานได้สัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง ตื่นตาตื่นใจการแสดงเชิดสิงโตมงคลจาก Shu Daxia ร้านหม่าล่าหม้อไฟหัวมังกร แบรนด์ที่ดีที่สุดจากประเทศจีน โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค และศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ นำโดย พุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย ธิรดา โชตินรธนินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shu Daxia Thailand บริพันธ์ ชัยภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด พร้อมด้วยคู่จิ้นสุดฮอต “เล้ง-แสตมป์” ณัฐพล นิลดอนหวาย และ พรวศิน เรืองนุกูล นักแสดงนำซีรีส์วาย “ลอยแก้ว” ร่วมฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ ณ ลาน Sky Walk ชั้น 2 ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

พุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, พาราไดซ์ พาร์ค และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ร่วมต้อนรับเทศกาลตรุษจีน CHINESE NEW YEAR 2025 ทรัพย์มั่งคั่ง ปัญญาหลักแหลม มะเส็งมหาเฮง รวบรวมความมงคลให้ทุกท่านได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข ความรื่นเริง ความมั่งคั่งและความเป็นสิริมงคล ฉลองเทศกาลตรุษจีนปีมะเส็ง ต้อนรับปีใหม่จีนกับมหกรรมความบันเทิงสุดยิ่งใหญ่  พร้อมด้วย โปรโมชั่นสุดพิเศษเปิดรับความเฮง รับโชคมั่งมี รับทรัพย์มั่งคั่ง เมื่อช้อปหรืออิ่มในศูนย์ฯ ลุ้นรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท” 

เปิดรับความเฮงกับ Chinese New Year 2025 ทรัพย์มั่งคั่ง ปัญญาหลักแหลม มะเส็งมหาเฮง เมื่อช้อปหรืออิ่มในศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ลุ้นรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้ รับโชคมั่งมี สะสมยอดช้อปหรืออิ่มภายในศูนย์ฯ ผ่าน MBK PLUS ครบทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้นโชค ดังนี้ รางวัลที่ 1 เป็นทองคำแท่งหนัก 1 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลที่ 2 เป็นบัตรกำนัลศูนย์ฯ มูลค่า 2,000 บาท จำนวน 5 รางวัล รับทรัพย์มั่งคั่ง สะสมใบเสร็จจากการช้อปหรืออิ่มในศูนย์ฯ ครบตามเงื่อนไขที่กำหนด และกดรับสิทธิ์ผ่าน MBK PLUS รับฟรีของสมนาคุณ บัตรกำนัลศูนย์ฯ รวมสูงสุด 1,800 บาท โดยรับฟรีบัตรกำนัลศูนย์ฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อสะสมใบเสร็จครบ 5,000 บาทขึ้นไป และ รับฟรีบัตรกำนัลศูนย์ฯ มูลค่า 600 บาท เมื่อสะสมใบเสร็จครบ 25,000 บาทขึ้นไป พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13 % ได้แก่ บัตรเครดิต ttb บัตรเครดิตธนาคารออมสิน GSB และบัตรเครดิต KTC

040

นิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ Unveiling KOYORI

นิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ Unveiling KOYORI

นิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ Unveiling KOYORI

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.25 น.

CHANINTR CRAFT (ชนินทร์ คราฟท์) มัลติแบรนด์โชว์รูมที่รวมเฟอร์นิเจอร์งานฝีมือจากหลากภูมิภาคทั่วโลกชวนดื่มด่ำไปกับ นิทรรศการ Unveiling KOYORI งานจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์จาก ‘KOYORI (โคโยริ)’ ดีไซน์แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น จากความร่วมมือ ของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำทั่วประเทศญี่ปุ่น และ ดีไซเนอร์ระดับโลก อาทิ GamFratesi, Ronan & Erwan Bouroullec และ Michael Anastassiades 

นิทรรศการ Unveiling KOYORI นำเสนอผ่านหลักปรัชญาความงามที่ใช้งานได้จริงแบบญี่ปุ่น ความงามที่มาพร้อมด้วยฟังก์ชัน จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ที่ล้วนเรียบง่ายเป็นเครื่องเรือนในชีวิตประจำวัน พบกับผลงานชิ้นเด่นจาก KOYORI อาทิ Kawara Armchair, Miau Armchair, Kigo Table และ Musubi Armchair ผสมผสานกับงานแสดงศิลปะในรูปแบบการจัดสวนหินแบบเซน (Zen garden) ที่ส่งให้ผลงานแต่ละชิ้นโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศความสงบและเรียบง่าย

สัมผัสความงามจากงานฝีมือและสุนทรียศาสตร์แบบ KOYORI เฟอร์นิเจอร์แบบตะวันตกที่เจือกลิ่นอายตะวันออก ในนิทรรศการ Unveiling KOYORI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ ชั้น 3 CHANINTR CRAFT ถ.สุขุมวิท 55 ระหว่างซอยทองหล่อ 18 -20 โทร. 02 059 7750 และชมรายละเอียดเพิ่มเติม ทางเว็บไซต์ https://chanintr.com

SACIT จับมือ ไปรษณีย์ไทย ผลักดันหัตถกรรมไทยเติบโตบนตลาดออนไลน์

SACIT จับมือ ไปรษณีย์ไทย ผลักดันหัตถกรรมไทยเติบโตบนตลาดออนไลน์

SACIT จับมือ ไปรษณีย์ไทย ผลักดันหัตถกรรมไทยเติบโตบนตลาดออนไลน์

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.17 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT สร้างการรับรู้งานหัตถกรรมไทย พร้อมขยายช่องทางการเข้าถึงและการจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยในตลาดออนไลน์ จับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนกลุ่มสินค้าหัตถกรรมไทยจาก SACIT นำเสนอสินค้าผ่านแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์จาก Thailandpostmart.com มุ่งหวังกลุ่มผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้าถึงหัตถกรรมฝีมือคนไทยมากขึ้น

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มีภารกิจสำคัญหลากหลายด้านในการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือการยกระดับการตลาดงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ขยายช่องทางการจำหน่ายหัตถกรรมไทยบนตลาดออนไลน์ และเปิดพื้นที่จัดแสดงสินค้าแบบหมุนเวียน (POP Up Store) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ SACIT ได้จับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดออนไลน์เบ็ดเสร็จแบบ “เลือก สั่ง จ่าย ส่ง” อย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมเชื่อมโยงช่องทางการเข้าถึงสินค้างานหัตถกรรมไทย พร้อมการจัดส่งถึงมือลูกค้าแบบมีมาตรฐานของ www.Thailandpostmart.com ซึ่งถือได้ว่าการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมไทยในกลุ่มลูกค้าสากล จะเชื่อมโยงทุกความสัมพันธ์สู่ทุกความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืนของคนไทย

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

“นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กลุ่มผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย มีโอกาสได้นำเสนอเรื่องเล่าของงานฝีมือผ่านสินค้า เป็นทางเลือกแก่ลูกค้าที่สนใจงานหัตถกรรมไทย ที่เป็นช่องทาง อี-มาร์เก็ตเพลสของไทย ที่อำนวยความสะดวกได้มีมาตรฐานและครบวงจร เป็นช่องทางกระจายสินค้าที่หลากหลาย ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคจากผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกรมีฐานลูกค้าในวงกว้าง
เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตได้จำหน่ายสินค้า ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างมีคุณภาพ

SACIT เสริมภาพลักษณ์ที่ดีของงานหัตถกรรมไทย โดยเผยแพร่ Banner SACIT Shop บน www.Thailandpostmart.com เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงงานศิลปหัตถกรรมไทยง่ายขึ้น และจะต่อยอดความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ จะดำเนินการเชื่อมโยงการให้บริการสั่งซื้อ การคำนวณค่าขนส่งสินค้า และจัดส่งงานศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยระบบ API (Application Programming Interface) หลังบ้าน มุ่งเผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยออกสู่ตลาดสากล หวังรายได้กลับสู่กลุ่มผู้ผลิตงานหัตถกรรมไทย ได้ร่วมเติบโตในเส้นทางของวงการหัตถศิลป์ไทยไปด้วยกัน” ผู้อำนวยการ SACIT กล่าวในที่สุด

038

‘ดิว-จิรวรรตน์’ เปิดตัว Onitsuka Tiger ‘DENIVITA’ ครั้งแรกกับคอลเล็กชั่นผ้าเดนิมอย่างเป็นทางการในไทย

‘ดิว-จิรวรรตน์’ เปิดตัว Onitsuka Tiger ‘DENIVITA’  ครั้งแรกกับคอลเล็กชั่นผ้าเดนิมอย่างเป็นทางการในไทย

‘ดิว-จิรวรรตน์’ เปิดตัว Onitsuka Tiger ‘DENIVITA’ ครั้งแรกกับคอลเล็กชั่นผ้าเดนิมอย่างเป็นทางการในไทย

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.00 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) จัดงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น “DENIVITA” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าเดนิมอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมี ดิว-จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์ และเซเลบริตี้ ร่วมงานคับคั่ง

เสื้อผ้าซีรีส์ “DENIVITA” มีชื่อที่ผสมผสานระหว่างคำว่า “DENIM” และคำว่า “VITA” ในภาษาอิตาลี ซึ่งหมายถึง “ชีวิต” โดยเสื้อผ้าซีรีส์นี้สะท้อนถึงความปรารถนาของแบรนด์ที่ต้องการให้ผู้คนมีชีวิตที่สดใสและเต็มไปด้วยสีสัน พร้อมด้วยเดนิมคุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น  โดดเด่นด้วยสีสันและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ

สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในฤดูกาล SS25 นี้ได้นำเสนอสไตล์ที่เหนือกาลเวลาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบของความเป็นร็อคและความงามแบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว มีการมุ่งเน้นไปที่คุณภาพและความประณีต โดยใช้ผ้าเดนิมที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ผ่านกระบวนการย้อมสีพิเศษที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger และเพิ่มความโดดเด่นให้กับเดนิมมีเอกลักษณ์และแตกต่าง

เสื้อผ้าซีรีส์นี้ประกอบด้วยไอเท็มเดนิมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกางเกงทรงตรง ทรงขากว้าง กระโปรง และ  แจ็คเก็ต ที่สำคัญยังมีเดนิมในโทนสีเหลืองซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยเกิดจากการฟอกสีเนื้อผ้าให้มีพื้นฐานเป็นสีน้ำเงินครามอย่างพิถีพิถันแล้วจึงย้อมทับด้วยสีเหลือง ซึ่งกระบวนการพิเศษนี้จะช่วยสร้างสีสันที่โดดเด่น และเผยให้เห็นความสดใสของสีเหลือง ในขณะเดียวกันยังคงความลึกซึ้งของสีน้ำเงินครามไว้ได้อย่างลงตัว

นอกเหนือจากไอเท็มเดนิมแล้ว ยังนำเสนอเสื้อผ้าหลากหลายประเภทที่สะท้อนถึงความเรียบง่ายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ เสื้อสเวตเชิ้ตและเสื้อยืด ซึ่งผ่านการพิมพ์ลายทีละชิ้นอย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น ผ่านกระบวนการพิมพ์สองชั้นที่ช่วยเพิ่มความหนาและมิติให้กับหมึก สร้างเอฟเฟกต์สามมิติในดีไซน์ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีไอเท็มแบบ 2-in-1 ที่ผสมผสานระหว่างผ้าซีทรูและผ้าถักริบ รวมถึงเสื้อถักเนื้อสัมผัสนุ่มสบาย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมไอเท็มเดนิม พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกของสไตล์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ลุคสบายๆ ไปจนถึงลุคที่หรูหรา

เสื้อผ้าซีรีส์ “DENIVITA” พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วที่ร้าน Onitsuka Tiger Global Flagship Store Siam Square One และช่องทางออนไลน์

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพเมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2024

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพเมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2024

‘มาดามแป้ง-นวลพรรณ’ นำทัพเมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2024

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.49 น.

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขึ้นรับโล่รางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2024 ในฐานะที่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุด ในหมวดธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต มูลค่าแบรนด์ 40,699 ล้านบาท  โดยภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (จัดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 15 ปี) เปิดเผยรายชื่อจากงานวิจัยฯ บริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดในแต่ละหมวดธุรกิจ จากงานวิจัย เรื่อง การประเมินค่าแบรนด์องค์กรในประเทศไทยและใน ASEAN ประจำปี 2567 โดยมี ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.(กิตติคุณ) ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ และ ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ร่วมงาน

งานวิจัยประเมินค่าแบรนด์องค์กร ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจอย่างยิ่งเพราะผู้บริหารและผู้ลงทุนสามารถทราบมูลค่าแบรนด์องค์กรเป็นตัวเลขทางการเงิน และผู้บริหารสามารถพัฒนาแบรนด์องค์กรต่อไปเพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว สำหรับปี 2567 เป็นปีที่ 15 ของการทำวิจัยประเมินค่าแบรนด์องค์กร แม้ว่าในปีในปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีได้มีการเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบในวงกว้างก็ตาม

คณะผู้วิจัยได้ทำการประเมินมูลค่าแบรนด์องค์กรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของไทยและของประเทศใน ASEAN 6 ประเทศ โดยนำตัวเลขจากงบการเงินของบริษัทที่ผ่านเกณฑ์มาคำนวณมูลค่า โดยสูตร CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการบูรณาการแนวคิดสามด้าน คือ การตลาด การเงิน และการบัญชี และใช้ค่าเฉลี่ย 3 ปีของตัวเลขทางการเงินของบริษัทนั้นในแต่ละหมวดธุรกิจ ทำให้ได้ผลลัพธ์มูลค่าแบรนด์องค์กรเป็นตัวเลขทางการเงิน

ทั้งนี้งาน ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2024  จัดขึ้น ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

041

เมซง วาเลนติโน เปิดตัวคอลเลคชั่น โอต์กูตูร์ สปริง/ซัมเมอร์ 2025

เมซง วาเลนติโน เปิดตัวคอลเลคชั่น โอต์กูตูร์ สปริง/ซัมเมอร์ 2025

เมซง วาเลนติโน เปิดตัวคอลเลคชั่น โอต์กูตูร์ สปริง/ซัมเมอร์ 2025

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.38 น.

เมซง วาเลนติโน (Maison Valentino) เปิดตัวคอลเลคชั่นโอต์กูตูร์ ในงานแฟชั่นโชว์ Valentino Vertigineux Haute Couture Spring/Summer 2025 ที่เพิ่งปิดฉากลงในช่วงสัปดาห์ปารีส กูตูร์ ที่กรุงปารีส

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้เป็นการเปิดตัวคอลเลกชั่นโอต์กูตูร์ครั้งแรกของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของเมซง โดยนำเสนอความผ่านงานออกแบบที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายความโรแมนติกและความคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง วาเลนติโน  ด้วยเทคนิคจากช่างฝีมือที่มีมานานกว่า 60 ปี  ไม่ว่าจะเป็น ดีเทล Raffle สีแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ถ่ายทอดความโรแมนติกแล้ว  ยังรวมถึงการใช้ผ้าทูลและลายพิมพ์ดอกไม้จากยุคแรกเริ่มของแบรนด์ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับโชว์

เจฟ ซาเตอร์ (Jeff Satur)

อิมยุนอา (Im Yoon Ah)

คอลแมน โดมิงโก (Colman Domingo)

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ เหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกที่เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์  ซึ่งรวมถึง เจฟ ซาเตอร์ ศิลปินมากความสามารถจากประเทศไทย และ อิมยุนอา (Im Yoon Ah) นักแสดงชื่อดังจากประเทศเกาหลี ซึ่งปรากฏตัวในฐานะ Brand Ambassador พร้อมด้วย คอลแมน โดมิงโก (Colman Domingo),  เอลซา ฮอสค์ (Elsa Hosk), 5.การ์ลา บรูนี (Carla Bruni) นักประพันธ์เพลง นักร้อง นางแบบชาวอิตาลี และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส, ชาร์ลอตต์ ลอว์เรนซ์  เป็นต้น

039

เอลซา ฮอสค์ (Elsa Hosk)

เอลซา ฮอสค์ (Elsa Hosk)

การ์ลา บรูนี (Carla Bruni)

การ์ลา บรูนี (Carla Bruni)

ชาร์ลอตต์ ลอว์เรน (Charlotte Lawren)

ชาร์ลอตต์ ลอว์เรน (Charlotte Lawren)

Van Cleef & Arpels ชวนสำรวจเกาะในฝันไปกับเหล่าโจรสลัดและกลาสี

Van Cleef & Arpels ชวนสำรวจเกาะในฝันไปกับเหล่าโจรสลัดและกลาสี

Van Cleef & Arpels ชวนสำรวจเกาะในฝันไปกับเหล่าโจรสลัดและกลาสี

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.28 น.

สำรวจเกาะในฝันไปกับเหล่าโจรสลัดและกลาสีของ Van Cleef & Arpels ในองก์ที่ 2 “Exploring the Island”

ดื่มด่ำความงดงามของเปลือกหอยล้ำค่าดุจรัตนชาติและมวลพฤกษาที่เปล่งประกายราวขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล สะท้อนถึงมุมมองที่มีต่อชีวิตได้อย่างแยบคาย อย่างเช่น เข็มกลัดเปลือกหอยซ่อนหนามเตย หรือ Coquillage Mystérieux ตัวเรือนทองคำสีขาวประกอบทองคำสีเหลือง และทองคำสีขาวรองรับเทคนิคซ่อนหนามเตยฝังทับทิมเจียระไนยกหน้าตัดร่วมกับงานประดับมรกต, ทับทิม, ไข่มุกเลี้ยงเม็ดขาว, เพชรสีชมพู และเพชรน้ำ

เข็มกลัดเต่าทะเลสีคราม หรือ Tortue de Cocos bleue ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งเกาะกลางเวิ้งทะเลสีคราม ด้วยงานหัตถศิลป์อันวิจิตร กระดองเต่าถูกประดับด้วยไพลินสีน้ำเงินครามเจียระไนทรงวงรีเรียงตัวราวกับลวดลายโมเสก เปล่งประกายเมื่อกระทบแสง ขณะที่ครีบขาทั้งสี่ได้รับการออกแบบอย่างสมจริง ด้วยเทคนิคฝังเพชรเจียระไน ทั้งเพชรกลมและเหลี่ยมบาแก็ตต์ที่เพิ่มรายละเอียดให้กับลายกระบนพังผืด ส่วนหัวเต่าฝังด้วยเพชรและประดับลูกตามรกตเจียระไนหน้าตัดนูน ถ่ายทอดเสน่ห์ของท้องทะเลได้อย่างสมบูรณ์แบบ

039

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

Life & Health : แนวโน้มการใช้งาน GenAI ในทางธุรกิจ

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Generative AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ รูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลายแบบอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาช่วย เช่น ใช้สร้างข้อความ รูปภาพ เพลง วีดีโอ ฯลฯโดยทางธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานหลากหลาย เช่น การสร้างภาพ การประมวลผล การสร้างเสียงดนตรี เป็นต้น ทั้งนี้ Gen AI ได้เริ่มมีการนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การตลาดการพัฒนาซอฟต์แวร์ การสร้างคอนเทนต์ และอื่นๆ โดยมีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง

ข้อมูลจาก วิไลพร ทวีลาภพันทอง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และหัวหน้าสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence : AI) ไม่ใช่แค่กระแส แต่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ โดยการทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญขององค์กรนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะกลยุทธ์ AI จะทำให้บริษัทต่างๆ สามารถก้าวหน้าไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและทำให้คู่แข่งตามทันได้ยาก

ในปีนี้ GenAI จะถูกพัฒนาและนำมาใช้งานเพื่อบรรลุกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างจริงจังและแพร่หลายมากขึ้น หลังจากในปีที่ผ่านมา GenAI ได้รับการตอบรับที่ดีมากในตลาดไทย โดยองค์กรหลายแห่งมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในหลากหลายมิติไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์การตลาดแบบเฉพาะบุคคล การยกระดับการให้บริการลูกค้า การพัฒนาเกมและความบันเทิงให้มีความน่าสนใจ รวมไปจนถึงการใช้งานด้านการศึกษาและการฝึกอบรม

สำหรับภาคธุรกิจ AI ยังเป็นเทคโนโลยีที่ PwC และลูกค้าของเราในหลายอุตสาหกรรมได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเขียนโค้ด การสนับสนุนลูกค้าด้วยแชทบอท AI ที่มีการปฏิสัมพันธ์ใกล้เคียงกับมนุษย์และการจัดการคำถามที่ซับซ้อน รวมไปถึงการยกระดับทักษะและการฝึกอบรมพนักงานผ่านแพลตฟอร์ม AI ให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Center หรือ AIGC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่ได้เผยผลสำรวจ
ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับบริการดิจิทัลประจำปี 2567 (AI ReadinessMeasurement 2024) ระบุว่า สัดส่วนขององค์กรไทยที่ประยุกต์ใช้งาน AI แล้วเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.8% จากปี 2566 อยู่ที่ 15.2% และยังมีองค์กรที่จะเตรียมใช้งาน AI ในอนาคตสูงถึง 73.3%

เมื่อเดือนธันวาคม 2567 บทความ “2025 AI Business Predictions” ของ PwC ได้ระบุถึงการช่วยลูกค้าเปลี่ยนแปลงธุรกิจด้วย AI ว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะเปลี่ยนจากการไล่ตามกรณีการใช้ AI ไปสู่การใช้ AI เพื่อเติมเต็มกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยกระบวนการทำงานพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสอนและจัดการ AI ในขณะที่พวกเขาจะสามารถทำงานในรูปแบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกือบครึ่ง(49%) ของผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ตอบแบบสำรวจรายงาน Pulse Survey ของ PwC ประจำเดือนตุลาคม 2567 กล่าวว่า ได้ผนวก AI เข้ากับกลยุทธ์ ธุรกิจหลักของบริษัทของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ และหนึ่งในสาม กล่าวว่า AI ได้รับการผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการอย่างเต็มรูปแบบ

คาดการณ์แนวโน้มการใช้งาน AI ในปี 2568

นอกจากนี้ วิไลพร ทวีลาภพันทอง ยังได้คาดการณ์ทิศทางการพัฒนาของ AI ในปีนี้ดังต่อไปนี้

1.การปรับแต่งเฉพาะบุคคลขั้นสูง :GenAI จะเสนอการปรับแต่งที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยระบบมีความสามารถในการสร้างเนื้อหาและประสบการณ์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลโดยอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจบูรณาการ AI เข้ากับเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริง (augmented reality : AR) และเทคโนโลยีความจริงเสมือน (virtual reality: VR) เพื่อเสริมประสบการณ์เฉพาะบุคคล

2.การร่วมมือกับมนุษย์ที่มากขึ้น : เครื่องมือ GenAI จะสามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ในการสร้างสรรค์ เสนอแนะ และการทำซ้ำความคิดแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลากหลายโดเมน

3.กำหนดกรอบจริยธรรมและระเบียบข้อบังคับ : การใช้ GenAI อย่างแพร่หลายจะนำไปสู่แนวปฏิบัติและระเบียบข้อบังคับด้านจริยธรรมที่เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเน้นถึงความเป็นส่วนตัว
ความปลอดภัย และการลดอคติ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

4.ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม : การพัฒนาเทคโนโลยี GenAI อาจเน้นที่ความยั่งยืน โดยใช้ AI เพื่อสร้างโซลูชั่นสำหรับปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

5.การรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่นจะถูกยกระดับ : GenAI สามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่น เช่น การสร้างโปรโตคอลความปลอดภัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือการจำลองภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดีขึ้น

6.AI ในศิลปะสร้างสรรค์ : ศิลปินและผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอาจใช้ GenAI มากขึ้นเพื่อขยายขอบเขตของงานศิลปะ ซึ่งจะนำไปสู่ศิลปะประเภทใหม่ๆ ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์กับเนื้อหาที่สร้างโดยเครื่องจักร (machine-generated content)

ธุรกิจต้องเน้นย้ำถึง “Responsible AI”

ภาคธุรกิจยังคงต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน AI เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งที่ผ่านมาPwC ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและนำแนวทางปฏิบัติด้าน AI อย่างมีความรับผิดชอบ(responsible AI) ไปประยุกต์ใช้กับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยควรยึดหลักสี่ประการดังต่อไปนี้

1.การออกแบบและการใช้งานตามจริยธรรม : AI ควรได้รับการออกแบบและใช้งานในลักษณะที่เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งรวมถึงการให้ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ในระบบ AI

2.การลดอคติ : องค์กรต่างๆ ควรนำกลยุทธ์มาใช้เพื่อระบุและลดอคติในโมเดล AI ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชุดข้อมูลที่หลากหลายการตรวจสอบเป็นประจำ และเครื่องมือตรวจจับอคติเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยุติธรรม

3.ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว : การปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการรับรองมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งถือเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรต่างๆ ควรปฏิบัติตามกฎระเบียบการปกป้องข้อมูลที่เกี่ยวข้องและนำแนวทางจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยมาใช้

4.การกำกับดูแลและความรับผิดชอบ : การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับโครงการด้าน AI ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมถึงการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ การจัดตั้งกลไกการกำกับดูแล และการรับรอง

การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างความไว้วางใจและจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ โดยการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะผ่านทีมตรวจสอบภายในที่มีทักษะสูง หรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการใช้งาน AI และยังเป็นแนวทางที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล

ในส่วนของการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม (AI ethics) นั้นข้อมูลจากผลสำรวจ ความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับบริการดิจิทัลประจำปี 2567 ของศูนย์ AIGC โดย ETDA ระบุว่ามีเพียง 16.5% ขององค์กรไทยที่นำ AI ethics มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กรแล้ว ในขณะที่ 43.7% กำลังเริ่มวางแนวคิดในการนำ AI ethics มาปรับใช้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ