ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก

ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก

25 ก.พ. 2568 17:32 น.

ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก

หลังจากที่นักร้องชื่อดัง ติ๊ก ชีโร่ ได้ทำการไลฟ์เปิดหมวก 3 คืน เพื่อหาเงิน 24 ล้าน มาเยียวยาผู้เสียชีวิตรจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด ติ๊กได้ออกมาไลฟ์แจ้งยอดรายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย หลังจากที่หลายๆ คนเรียกร้องให้เจ้าตัวออกมาแจ้งยอดในการเปิดหมวกในครั้งนี้ ซึ่งติ๊กได้เปิดเผย พร้อมกับขอบคุณเพื่อนๆ น้องๆ ศิลปินที่มาร่วมร้องเพลง และขอบคุณแฟนๆ ที่บริจาคเข้ามา

– รายได้ยังไม่หักค่าใช้จ่าย จำนวน 2,838,759.71 บ.

– ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเครื่องดิ่ม ค่าเดินทาง ค่าดูแลดาราศิลปิน ค่าดูแลทีมงาน และค่าภาษี จะพยายามทำทุกอย่างให้โปร่งใส่

– จากนี้ไปขออนุญาตพลิกฟื้นชีวิตกลับมา อาจจะมีไลฟ์บ้าง อาจจะมีทำคอนเทนต์ มีอะไรที่อยู่ในโซเชียล

– ขอบคุณแม็คเค ที่อยู่เคียงข้างกัน เวลาที่ตนซึมเศร้าก็จะมีแม็คเคอยู่เคียงข้าง คุณเป็นน้องที่น่ารักแม้ว่าจะผอมไปไหน ผมรักคุณนะ

– และขอบคุณแมวฟาร่า สิ่งเหล่านี้เวลาเราต้องการกำลังใจเขาอยู่เคียงข้างเราได้ จำพได้ตอนที่เศร้าน้ำตาไหล กอดแมว เขาอยู่เคียงข้าง อยู่ใกล้ๆ เรา

– อวยพรให้แฟนๆ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความสุขมากๆ มีแต่หัวสมองที่แจ่มใส่

ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก
ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก
ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก
ติ๊ก ชีโร่ แจ้งยอดรายได้ 2.8 ล้าน ยังไม่หักค่าใช้จ่ายจากการไลฟ์เปิดหมวก

เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช

เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช

25 ก.พ. 2568 17:10 น.

เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช

ใจดีมีเลขเด็ดมาฝากแทบจะทุกงวด สำหรับนักแสดงตลกอาวุโส เป็ด เชิญยิ้ม ที่เวลาไปตระเวนไหว้พระตามวัดต่างๆ ก็มักจะจับเลขจากลูกปิงปองมาฝากแฟนๆ ที่รักการเสี่ยงโชคให้ไปซื้อลอตเตอรี่เป็นประจำ

เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช

ล่าสุด เป็ด เชิญยิ้ม ได้มีโอกาสไปกราบสักการะพระพุทธชินราช ณ วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก ก่อนที่จะอัดคลิปคุยกับแฟนๆ และนำไหลูกปิงปองมาล้วงเลขเด็ดให้แฟนๆ ได้ไปเสี่ยงโชค ผลปรากฏว่าได้เลข 8 1 1 นั่นเอง

เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช
เป็ด เชิญยิ้ม มาแล้ว แจกเลขลูกปิงปองงวด 1 มี.ค. 68 หลังไปไหว้พระพุทธชินราช

งานนี้นอกจากแฟนๆ จะเข้ามาอนุโมทนาบุญแล้ว หลายคนก็จดเลขเด็ดเพื่อนำไปซื้อลอตเตอรี่ด้วย แต่จะเป็นเลขที่ออกหรือไม่ รอลุ้นกันกับการประกาศรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มี.ค. 2568 นะจ๊ะ

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

https://www.tiktok.com/embed/v2/7474905978593398022?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fentertain%2Fnews%2F2843891

คู่รักออสเตรเลียช็อค “จำใจ” นั่งข้างศพ 4 ชม. บนเที่ยวบินกาตาร์แอร์เวย์ส

คู่รักออสเตรเลียช็อค "จำใจ" นั่งข้างศพ 4 ชม. บนเที่ยวบินกาตาร์แอร์เวย์ส

26 ก.พ. 2568 12:32 น.

คู่รักออสเตรเลียช็อค “จำใจ” นั่งข้างศพ 4 ชม. บนเที่ยวบินกาตาร์แอร์เวย์ส

คู่รักชาวออสเตรเลียเปิดเผยว่า พวกเขาต้องจำใจนั่งข้างศพนานถึง 4 ชั่วโมง บนเที่ยวบินของสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ส หลังผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งเกิดเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

คู่รักชาวออสเตรเลียเปิดเผยว่า พวกเขาต้องจำใจนั่งข้างศพนานถึง 4 ชั่วโมง บนเที่ยวบินของสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ส หลังผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งเกิดเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายมิทเชล ริง และเจนนิเฟอร์ โคลิน กำลังเดินทางจากเมืองเมลเบิร์น ของออสเตรเลีย ไปยังกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเวนิสในอิตาลี เพื่อท่องเที่ยวและพักผ่อน หลังจากผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำและล้มลงใกล้กับที่นั่งของพวกเขา หลังจากที่เดินทางได้ประมาณ 10 ชั่วโมง

นายริงกล่าวกับรายการ A Current Affair ของออสเตรเลียว่า “น่าเสียดายที่ไม่สามารถช่วยชีวิตผู้หญิงคนดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากเมื่อได้เห็น” เขากล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่พยายามนำร่างของเธอไปยังที่นั่งชั้นธุรกิจ แต่เธอมีร่างกายค่อนข้างใหญ่ และพวกเขาไม่สามารถนำร่างของเธอผ่านทางเดินได้

โดยทั้งสองคน ซึ่งเป็นผู้โดยสารเพียงกลุ่มเดียวในแถวที่ 4 กล่าวว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้ให้นำร่างผู้หญิงคนดังกล่าวนั่งบนที่นั่งว่างที่นั่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลา 4 ชั่วโมงที่เหลือของเที่ยวบิน

นายริงกล่าวกับสื่อออสเตรเลียว่า “พวกเขาบอกว่า ‘คุณช่วยขยับตัวหน่อยได้ไหม’ และผมก็ตอบไปว่า ‘ได้ ไม่มีปัญหา’ “จากนั้นพวกเขาก็นำร่างผู้หญิงคนนั้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ผมนั่งอยู่” เขากล่าวว่ามีที่นั่งว่างอยู่ไม่กี่ที่ใกล้ๆ แต่อ้างว่าลูกเรือไม่ได้เสนอที่จะย้ายที่นั่งให้พวกเขา

นายริงยังกล่าวอีกว่า เขาได้รับแจ้งให้นั่งอยู่นิ่งๆ ในขณะที่ทีมแพทย์เอาผ้าห่มคลุมร่างผู้หญิงคนดังกล่าวออก เมื่อเครื่องบินลงจอด และไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ

สายการบินกาตาร์แอร์เวย์ส กล่าวในแถลงการณ์ ว่า “ก่อนอื่น เราขอส่งความปรารถนาดีไปยังครอบครัวของผู้โดยสารที่เสียชีวิตบนเครื่องบินของเรา เราขออภัยในความไม่สะดวกหรือความไม่สบายใจที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ และขณะนี้กำลังติดต่อกับผู้โดยสารตามนโยบายและขั้นตอนของเรา”

ทั้งคู่กล่าวว่าไม่ได้รับการติดต่อหรือเสนอความช่วยเหลือจากสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ หรือแควนตัส ซึ่งพวกเขาใช้เป็นช่องทางการจองตั๋ว ทั้งคู่กล่าวว่าควรมีระเบียบปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าผู้โดยสารบนเครื่องบินได้รับการดูแลในสถานการณ์เช่นนี้

ทั้งคู่กล่าวว่าจำเป็นต้องมี “หน้าที่ในดูแล” ทั้งลูกค้าและพนักงาน “เราควรได้รับการติดต่อเพื่อให้แน่ใจว่าเราต้องการการสนับสนุนหรือคำปรึกษาหรือไม่” คอลินกล่าวว่าประสบการณ์นี้ สร้างความสะเทือนขวัญ และกล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าเราไม่สามารถให้สายการบินรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของหญิงผู้น่าสงสารได้ แต่ต้องมีระเบียบปฏิบัติเพื่อดูแลลูกค้าบนเครื่องบิน”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สหรัฐฯ-ยูเครน เห็นชอบข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญ

สหรัฐฯ-ยูเครน เห็นชอบข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญ

26 ก.พ. 2568 11:41 น.

สหรัฐฯ-ยูเครน เห็นชอบข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญ

สหรัฐฯ และยูเครน เห็นชอบในร่างข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามของยูเครนในการได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพยายามยุติสงครามกับรัสเซียอย่างรวดเร็ว

แหล่งข่าว 2 ราย เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และยูเครน เห็นชอบในร่างข้อตกลงแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามของยูเครนในการได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพยายามยุติสงครามกับรัสเซียอย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวเผยว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยกับร่างดังกล่าวและแนะนำให้มีการลงนาม

แหล่งข่าวที่ทราบเนื้อหาของข้อตกลงฉบับร่างกล่าวว่า ไม่ได้ระบุถึงการรับประกันความปลอดภัยของสหรัฐฯ หรือการไหลเวียนอาวุธอย่างต่อเนื่อง แต่ระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ยูเครน “เป็นอิสระ มีอำนาจอธิปไตย และปลอดภัย” ส่วนแหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทราบข้อตกลงดังกล่าว กล่าวว่ายังคงมีการหารือเกี่ยวกับการขนส่งอาวุธในอนาคตระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต้องการเดินทางมายังสหรัฐฯ ในวันศุกร์ (28 ก.พ.) เพื่อลงนามใน “ข้อตกลงใหญ่” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการคืนเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์แก่ยูเครน ยังกล่าวอีกว่าจำเป็นต้องมีกองกำลังรักษาสันติภาพในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในยูเครน หากบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง รัสเซียซึ่งเปิดฉากรุกรานยูเครนเมื่อ 3 ปีก่อน ปฏิเสธที่จะยอมรับการส่งกองกำลังนาโต้ไปประจำการ

ประเทศในยุโรปบางประเทศกล่าวว่า ยินดีที่จะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังยูเครน ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ารัสเซียจะยอมรับกองกำลังรักษาสันติภาพดังกล่าว แต่ทางการรัสเซียกล่าวปฏิเสธเมื่อวันอังคาร

ข้อตกลงดังกล่าวอาจเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุมหาศาลของยูเครนได้ ทรัมป์กล่าว”สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือ เรากำลังบอกว่า เราต้องการความปลอดภัย” และกล่าวว่า “ตอนนี้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันจะได้รับเงินคืนแล้ว”

เซเลนสกีปฏิเสธที่จะลงนามในร่างข้อตกลงแร่ธาตุฉบับก่อนหน้านี้ เนื่องจากสหรัฐฯ พยายามเรียกร้องสิทธิในทรัพยากรแร่ธาตุธรรมชาติมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ของยูเครน ทางการยูเครนประท้วงว่าได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ น้อยกว่านั้นมาก และข้อตกลงดังกล่าวขาดการรับประกันความปลอดภัยที่ยูเครนต้องการ

ตามข้อมูลของแหล่งข่าว ภายใต้เงื่อนไขของร่างข้อตกลงแร่ธาตุ สหรัฐฯ และยูเครนจะจัดตั้งกองทุนการลงทุนเพื่อการฟื้นฟูเพื่อรวบรวมและนำรายได้จากแหล่งต่างๆ ของยูเครนมาลงทุนใหม่ รวมทั้งแร่ธาตุ ไฮโดรคาร์บอน และสิ่งที่สามารถสกัดได้อื่นๆ

ยูเครนจะสมทบเงินเข้ากองทุน 50% ของรายได้ ลบด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และจะดำเนินต่อไปจนกว่าเงินสมทบจะถึงจำนวน 500,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จะให้คำมั่นสัญญาทางการเงินระยะยาวเพื่อการพัฒนายูเครนที่มั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

เมื่อถูกถามว่ายูเครนจะได้รับอะไรเป็นการตอบแทนสำหรับข้อตกลงด้านแร่ธาตุ ทรัมป์ตอบว่าเป็นเงิน 350,000 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ จัดหาให้แล้ว และยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมถึงสิทธิในการสู้รบ.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เฉียดไปนิดเดียว เซาท์เวสต์แอร์ไลน์ ยกเลิกลงจอดกะทันหัน เลี่ยงชนเครื่องบินเล็กหวุดหวิด (คลิป)

เฉียดไปนิดเดียว เซาท์เวสต์แอร์ไลน์ ยกเลิกลงจอดกะทันหัน เลี่ยงชนเครื่องบินเล็กหวุดหวิด (คลิป)

26 ก.พ. 2568 10:24 น.

เฉียดไปนิดเดียว เซาท์เวสต์แอร์ไลน์ ยกเลิกลงจอดกะทันหัน เลี่ยงชนเครื่องบินเล็กหวุดหวิด (คลิป)

หวิดเกิดอุบัติเหตุทางอากาศในสหรัฐฯอีกครั้ง หลังเครื่องบินเล็กสื่อสารผิดพลาดวิ่งตัดรันเวย์ ขณะเครื่องบินโดยสารเซาท์เวสต์แอร์ไลน์ กำลังจะลงจอด เคราะห์ดีกัปตันตัดสินใจยกเลิกลงจอดกะทันหัน เลี่ยงการชนเครื่องบินเล็กหวุดหวิด

คลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นวินาทีเฉียด ขณะเครื่องบินของเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ และเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เกือบจะชนกันที่สนามบินนานาชาติมิดเวย์ ในชิคาโก เมื่อเวลา 8.50 น.ของเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น โดยจากคลิปจะเห็นเที่ยวบิน 2504 ของเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ ซึ่งเดินทางจากโอมาฮากำลังลดระดับลงเพื่อลงจอดที่สนามบิน แต่นักบินตัดสินใจ ยกเลิกการลงจอดกะทันหัน ขณะที่เครื่องบินอยู่ห่างจากพื้นแค่เล็กน้อย และหันหัวเครื่องบินเชิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่กำลังแล่นตัดข้ามรันเวย์ โดยจากข้อมูลเบื้องต้น ระบุว่าเครื่องบินของเซาท์ เวสต์บินผ่านเครื่องบินเจ็ตในระดับความสูงประมาณ 76 เมตรเท่านั้น

ทั้งนี้ จากบันทึกเสียงของหอควบคุมการบิน พบว่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวได้รับอนุญาตให้ข้ามรันเวย์แรก แต่ต้องหยุดรอที่รันเวย์ต่อมา แต่นักบินของเครื่องบินเจ็ต เข้าใจคำสั่งผิด ทำให้นักบินของเซาท์เวสต์ที่เห็นเหตุการณ์ ต้องแจ้งหอควบคุมว่า “Going around” หรือหมายถึงการ ยกเลิกการลงจอดและบินวนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ

ด้านสายการบินเซาท์เวสต์ แอร์ไลน์ยืนยันเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า นักบินของ Boeing 737 Max8 ทำการบินวนซ้ำเพื่อความปลอดภัย หลังพบว่ามีเครื่องบินอีกลำเข้ามาในรันเวย์ โดยมีรายงานว่าเครื่องบินโดยสารที่เดินทางมาจากเมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา และลงจอดได้ อย่างปลอดภัยโดยไม่มีปัญหาใดๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน flightradar24.com ระบุว่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเป็นรุ่น FlexJet Bombardier Challenger และมีจุดหมายปลายทางที่เมือง น็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี

โดยโฆษกของ FlexJet ออกแถลงการณ์ว่า “เราทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชิคาโก และเรายึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด” เช่นเดียวกับสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน และยืนยันว่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเข้ารันเวย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

สนามบินนานาชาติ Midway เป็นศูนย์กลางหลักของสายการบินเซาท์เวสต์ โดยให้บริการผู้โดยสารมากกว่า 90% ของสนามบินทั้งหมด โดยเหตุการณ์เครื่องบินตัดผ่านรันเวย์โดยไม่ได้รับอนุญาตพบได้ไม่บ่อย แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น.

ที่มา : CBSnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินโดยสาร

ทรัมป์เตรียมเปิดขาย “บัตรทอง” ให้กับกลุ่มผู้อพยพที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขอสัญชาติ

ทรัมป์เตรียมเปิดขาย "บัตรทอง" ให้กับกลุ่มผู้อพยพที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขอสัญชาติ

26 ก.พ. 2568 09:46 น.

ทรัมป์เตรียมเปิดขาย “บัตรทอง” ให้กับกลุ่มผู้อพยพที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขอสัญชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเปิดขาย “บัตรทอง” ให้กับผู้อพยพที่มีฐานะร่ำรวย โดยจ่าย 5 ล้านดอลลาร์ ก็จะทำให้พวกเขาสามารถพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ได้อย่างถาวร

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอว่าจะมีการขาย “บัตรทอง” ให้กับผู้อพยพกลุ่มที่มีฐานะร่ำรวย ในราคา 5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากครอบครองบัตรทองจะได้รับสิทธิการเป็นผู้ลงทุนและได้รับสิทธิในการขอสัญชาติ  โดยคาดหวังว่าบริษัทต่างๆ จะจ่ายเงินเพื่อให้คนงานที่มีการศึกษาสามารถเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯด้วยบัตรทอง และประเทศจะสามารถขายบัตรได้ 1 ล้านใบ ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า รัฐบาลจะเปิดขายบัตรทอง ที่จะทำให้ผู้อพยพมีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติเหมือนมีกรีนการ์ด

ทางด้านนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า เขาเสนอให้เริ่มโครงการนี้ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และจะเข้ามาแทนที่โครงการนักลงทุนผู้อพยพ EB-5 ที่มีอยู่ ซึ่งได้มอบมอบ “บัตรเขียว” ให้กับชาวต่างชาติที่สัญญาว่าจะลงทุนในธุรกิจของสหรัฐฯ โดยทรัมป์เชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้ผู้อพยพได้รับการตรวจสอบและช่วยลดการขาดดุลงบประมาณ

นายลุตนิกกล่าวว่า โครงการ EB-5 เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ การเสแสร้ง และการฉ้อโกง ที่ผ่านมามันถูกใช้เป็นวิธีการในการได้กรีนการ์ดในราคาถูก ดังนั้นประธานาธิบดีจึงกล่าวว่า แทนที่จะมีโครงการ EB-5 ที่ไร้สาระเช่นนี้ เราจะยุติโครงการ EB-5 และจะแทนที่ด้วยบัตรทองของทรัมป์แทน

ทั้งนี้ โครงการนักลงทุนผู้อพยพ EB-5 บริหารจัดการโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐสภาในปี 2533 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯผ่านการสร้างงานและการลงทุนด้านทุนโดยนักลงทุนต่างชาติ. 

อึ้ง ตร.สกัดชายใส่วิกผมซุกโคเคนเตรียมขึ้นเครื่องที่สนามบินโคลอมเบีย

อึ้ง ตร.สกัดชายใส่วิกผมซุกโคเคนเตรียมขึ้นเครื่องที่สนามบินโคลอมเบีย

26 ก.พ. 2568 08:41 น.

อึ้ง ตร.สกัดชายใส่วิกผมซุกโคเคนเตรียมขึ้นเครื่องที่สนามบินโคลอมเบีย

ตำรวจโคลอมเบียจับกุมตัวชายวัย 40 ปี ซ่อนโคเคนบรรจุถุงเล็กๆ จำนวน 19 ถุงติดใต้วิกผม ขณะกำลังเดินขึ้นเครื่องบินไปอัมสเตอร์ดัม

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ตำรวจโคลอมเบียจับกุมตัวชายวัย 40 ปี ที่พยายามลักลอบขนโคเคนหลายถุง โดยซ่อนไว้ใต้วิกผมที่ติดไว้อย่างประณีต แล้วทำทีเตรียมตัวขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติราฟาเอล นูเนซ ในเมืองการ์ตาเฮนา ของโคลอมเบีย ไปกรุงอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์

ตำรวจเปิดเผยว่า เครื่องสแกนผู้โดยสารที่สนามบินการ์ตาเฮนา เผยให้เห็นของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ เป็นโคเคน 220 กรัม บรรจุในถุงพลาสติกขนาดเล็กจำนวน 19 ถุง ติดอยู่ใต้วิกผมบนศีรษะของชายคนนี้ ซึ่งตำรวจตรวจสอบพบว่ามีประวัติต้องโทษในคดียาเสพติดถึง 2 ครั้งในช่วงก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกันตำรวจประเมินว่า โคเคนที่ยึดได้ในครั้งนี้มีมูลค่าตามท้องตลาดในตลาดยุโรปอยู่ที่ประมาณ 10,000 ยูโร หรือประมาณ 35,000 บาท ขณะที่ในปีนี้มีผู้ถูกจับกุมตัวในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดแล้วถึงกว่า 450 ราย.

ทรัมป์ควบคุมสื่อ ใครไม่ถูกใจอดทำข่าว

ทรัมป์ควบคุมสื่อ ใครไม่ถูกใจอดทำข่าว

26 ก.พ. 2568 08:37 น.

ทรัมป์ควบคุมสื่อ ใครไม่ถูกใจอดทำข่าว

ทรัมป์ไฟเขียวทำเนียบขาวเปลี่ยนกฎ ให้ตัวเองเป็นผู้เลือกนักข่าวที่ทำข่าวภารกิจประธานาธิบดีแทนสมาคมนักข่าวทำเนียบ

ทำเนียบขาวขานรับคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเปลี่ยนกฎใหม่ในการกำหนดว่าสื่อใดบ้างที่จะสามารถติดตามทำข่าวเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ 

คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกหญิงของทรัมป์ ประกาศในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า สมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวจะไม่มีอำนาจผูกขาดในการเลือกนักข่าวประจำทำเนียบอีกต่อไป โดยลีวิตต์อ้างว่าที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) เป็นผู้ควบคุมว่านักข่าวคนใดสามารถถามคำถามประธานาธิบดีในพื้นที่ใกล้ชิดที่สุด แต่หลังจากนี้ทำเนียบขาวจะเป็นคนกำหนดเองทั้งหมด โดย”สื่อเก่าแก่”จะยังสามารถเข้าร่วมได้ แต่จะเปิดโอกาสให้กับสื่อที่สมควรได้รับโอกาสแต่ไม่เคยมีสิทธิ์ร่วมมาก่อน

ตามปกติ กลุ่มสื่อมวลชนหรือนักข่าวประจำทำเนียบจะเป็นตัวแทนสื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆ จากสื่อต่างๆ ที่หมุนเวียนทำหน้าที่รายงานข่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่จำกัด เช่น ห้องทำงานรูปไข่ และเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน และแบ่งปันข้อมูลให้กับองค์กรข่าวอื่นๆ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เท่ากับอำนาจการตัดสินใจเลือกสื่อที่จะไปติดตามรายงานข่าวจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทรัมป์ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการทำลายเสรีภาพของสื่อมวลชน

โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ปี ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในห้องทำงานรูปไข่ว่า เขาจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เอง 

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างทำเนียบขาวกับสำนักข่าว Associated Press (AP) ซึ่งถูกห้ามเข้าร่วมรายงานข่าวของประธานาธิบดี เนื่องจากไม่ยอมเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยนายทรัมป์เรียก AP ว่าเป็น “สื่อที่แย่มาก” และ เป็น “ฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง”

ประวัติของ “กลุ่มสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาว” ย้อนกลับไปเกือบศตวรรษ และเป็นกลไกที่ช่วยให้สื่อแข่งกันทำข่าวได้โดยการแบ่งปันทรัพยากร โดยเฉพาะในพื้นที่แคบๆของทำเนียบขาว

ยูจีน แดเนียลส์ ประธาน WHCA วิจารณ์การตัดสินใจครั้งนี้ โดยระบุว่าทำเนียบขาวไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการทำลายเสรีภาพของสื่อในสหรัฐฯ บ่งบอกว่ารัฐบาลจะเป็นผู้เลือกนักข่าวที่รายงานข่าวของประธานาธิบดีเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในประเทศเสรี ผู้นำต้องไม่มีสิทธิ์เลือกนักข่าวของตัวเอง

แจ็กกี้ ไฮน์ริช ผู้สื่อข่าวอาวุโสทำเนียบขาวของ Fox News ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการ WHCA โพสต์ข้อความบน X ว่า “การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้คืนอำนาจให้ประชาชน แต่มันคืนอำนาจให้ทำเนียบขาว”มากกว่า.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

26 ก.พ. 2568 08:00 น.

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

  • หลังพิธีกรชื่อดังของญี่ปุ่นถูกเปิดโปงว่ามีการใช้กำลังล่วงละเมิดหญิงสาว จนเกิดแรงกดดันอย่างหนักจากสาธารณชน จนต้องลาออก ขณะที่สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็ต้องยกเลิกการออกอากาศรายการของเขา หลายฝ่ายต่างมีความหวังว่า เรื่องนี้จะช่วยจุดประเด็นให้คนในสังคมหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิสตรีมากขึ้น
  • ก่อนหน้านี้วงการบันเทิงญี่ปุ่นก็สั่นสะเทือนจากกรณีของ จอห์นนี คิตากาวะ อดีตเจ้าพ่อวงการบันเทิงที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งถูกเปิดโปงว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายและชายหนุ่มหลายร้อยคนตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี
  • แม้ว่าคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ แต่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ของญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งผู้หญิงยังถูกมองเป็นผู้ดูแลบ้าน ส่วนผู้ชายคือผู้นำครอบครัว และในวงการบันเทิงยังใช้ผู้หญิงเป็นเหมือนวัตถุให้ความบันเทิงแก่ฝ่ายชายตามงานเลี้ยงต่างๆ จึงยังคาดเดาได้ยากว่ากระแสความตื่นตัวในเรื่องสิทธิสตรีนี้จะจุดติดในระยะยาวหรือไม่

ในสังคมญี่ปุ่น คดีล่วงละเมิดทางเพศในอดีต เหยื่อมักถูกทำให้อับอายจนต้องเงียบเฉยและไม่กล้าที่จะออกมาเปิดเผยเรื่องราว ทำให้ผู้ที่ก่อเหตุก็ย่ามใจ และไม่เคยได้รับผลกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้

แต่เมื่อมีคดีของ มาซาฮิโระ นาคาอิ บุคคลที่เป็นที่รู้จักทั่วประเทศจากการเป็นสมาชิกของวงบอยแบนด์ J-Pop ชื่อดัง SMAPและยังเป็นพิธีกรระดับแนวหน้าของสถานีโทรทัศน์ Fuji TV หนึ่งในสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็ทำให้หลายฝ่ายหวังว่ากระแสเรื่องสิทธิสตรีในประเทศญี่ปุ่นจะถูกจุดติดขึ้นได้ในที่สุด

นาคาอิ ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวคนหนึ่งระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำในปี 2023 โดยข้อกล่าวหานี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วโดย ชุกัน บุนชุน นิตยสารแท็บลอยด์รายสัปดาห์ของญี่ปุ่น และถือเป็นเรื่องอื้อฉาวล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับคนดังในญี่ปุ่น

แม้ว่านาคาอิจะไม่ยอมรับผิดและปฏิเสธว่า เขาไม่ได้ใช้กำลังบังคับหญิงสาว แต่เขาก็ออกแถลงการณ์ขอโทษที่ก่อให้เกิดปัญหา และกล่าวว่าเขาได้ยุติเรื่องนี้ ผ่านการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งมีรายงานว่ามูลค่าการชดเชยสูงถึง กว่าครึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนเพิ่มขึ้น นาคาอิถูกบังคับให้ประกาศลาออกจากวงการบันเทิงในเดือนมกราคม ขณะที่สถานีโทรทัศน์ Tokyo Broadcasting System (TBS) ก็ยกเลิกการออกอากาศรายการที่เขาเคยเป็นพิธีกรประจำ

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

ผลกระทบต่อ Fuji TV


ผลกระทบต่อ Fuji TV นั้นรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง เพราะเรื่องอื้อฉาวนี้ ทำให้ชื่อเสียงของสถานีโทรทัศน์ถูกทำลายย่อยยับ รายได้ของบริษัทอยู่ภายใต้ความเสี่ยง และผู้บริหารระดับสูงหลายคนต้องลาออกจากตำแหน่ง

แม้แต่บริษัทชั้นนำอย่าง Nissan และ Toyota ต่างพากันถอนโฆษณาออกจากสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เนื่องจากแรงกดดันจากสาธารณชน Fuji TV ยังยอมรับว่า พวกเขายังคงให้นาคาอิทำหน้าที่พิธีกรในรายการต่อไป แม้จะทราบข้อกล่าวหานี้แล้วก็ตาม

“จงเงียบไว้ ถ้าอยากรักษางาน”

เคอิโกะ โคจิมะ อดีตผู้ประกาศข่าวที่ทำงานในวงการสื่อของญี่ปุ่นมา 15 ปี ให้สัมภาษณ์กับ BBCว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงไม่มีเสียงประณามขนาดนี้ เพราะการล่วงละเมิดทางเพศในญี่ปุ่นถือเป็นความลับที่ทุกคนรู้กันดี

เธอกล่าวว่าวงการสื่อญี่ปุ่นเป็นพื้นที่ที่ผู้ชายสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่มีความรับผิดชอบ และ ผู้หญิงหลายคนต้องเงียบไว้เพื่อรักษางานของตัวเอง เธอเล่าว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะพูดจาลามกเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาหรืออายุของผู้หญิง และตัวเธอเองเคยถูกถามตรงๆ ว่ามีเพศสัมพันธ์มาแล้วกี่ครั้ง และผู้หญิงก็ถูกคาดหวังให้ตอบแบบขำๆ โดยห้ามโกรธหรือรู้สึกแย่ นอกจากนี้เธอยังเห็นการล่วงละเมิดทางเพศและพฤติกรรมดูถูกผู้หญิงแทบทุกวัน

การสำรวจในปี 2020 พบว่า มากกว่า 70% ของคดีล่วงละเมิดทางเพศในญี่ปุ่นไม่เคยถูกแจ้งความ
และผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Asian Studies ปี 2024 ระบุว่า ในจำนวนคดีข่มขืน 1,000 คดี มีเพียง 10–20 คดีที่นำไปสู่การตัดสินลงโทษ และมีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกตัดสินว่าผิดจริงต้องโทษจำคุก

มาจิโกะ โอซาวะศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยสตรีแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่าญี่ปุ่นยังคงมีแนวคิดแบบ “Shoganai” หรือ “ไม่มีอะไรที่เราจะทำได้” ซึ่งปลูกฝังให้ผู้หญิงต้องเงียบ โดยผู้หญิงญี่ปุ่นมักไม่ได้รับความเชื่อถือ และพวกเธอแทบไม่มีช่องทางที่เหมาะสมในการแจ้งเหตุเหล่านี้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมแห่งความเงียบ

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

วัฒนธรรม “ผู้หญิงเป็นแค่เครื่องมือเอ็นเตอร์เทน”

กรณีของ Fuji TV ยังทำให้เกิดคำถามว่า “งานเลี้ยงและปาร์ตี้ดื่มเหล้าระหว่างคนดังและหญิงสาวนั้นเป็นเรื่องปกติหรือไม่?” แม้ว่า “ชุกัน บุนชุน” จะถอนรายงานที่กล่าวว่าการล่วงละเมิดเกิดขึ้นในงานเลี้ยงที่ Fuji TV เป็นผู้จัด แต่โคจิมะอดีตผู้ประกาศข่าวสาว บอกกับ BBC ว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับความบันเทิง โดยในวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะถูกบังคับกลายๆ ให้ไปเข้าร่วมงานสังสรรค์ ผู้ชายจะรู้สึกดีถ้ามีสาวๆ อยู่รอบตัว แนวคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นของขวัญ และการพาผู้หญิงไปงานเลี้ยงคือการแสดงน้ำใจต่อแขก ยังคงฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น

การเอาเปรียบผู้หญิงในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง

อุตสาหกรรมบันเทิงของญี่ปุ่นมีประวัติการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้แสดงและการละเมิดอำนาจทั้งทางเพศและด้านอื่น ๆ มาอย่างยาวนาน การเคลื่อนไหว #MeToo ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในฮอลลีวูดเมื่อปี 2017 ได้ช่วยเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในวงการบันเทิงของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีของ จอห์นนี คิตากาวะ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความล้มเหลวในระบบอุตสาหกรรมบันเทิงที่ไม่สามารถปกป้องผู้แสดงและบุคลากรในสื่อได้ มีเหยื่อที่เคยเป็นเยาวชนมากกว่า 1,000 คน ออกมาเรียกร้องความยุติธรรม แต่ถึงแม้ว่าจะมีรายงานข่าวและข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อคิตากาวะเป็นเวลาหลายปี บริษัทที่เกี่ยวข้องกลับล้มเหลวในการจัดการและยับยั้งความเสี่ยงดังกล่าว แม้ว่ากรณีนี้เหยื่อจะเป็นผู้ชายทั้งหมด แต่ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศในอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน

จากผลสำรวจในปี 2023 พบว่า 1 ใน 5 ของผู้หญิงในอุตสาหกรรมบันเทิงเคยถูกคุกคามทางเพศ นอกจากนี้ ผลสำรวจจากภาคเอกชนในปี 2024 ที่เก็บข้อมูลจากบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง พบว่า

51.4% (131 คน) เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือใช้ความรุนแรงทางเพศ
22.7% (58 คน) เคยได้รับคำขอให้ให้บริการทางเพศ
27.5% (70 คน) เคยถูกใช้ความรุนแรงทางร่างกาย
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาที่แพร่หลายในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของญี่ปุ่น

ปมล่วงละเมิดทางเพศของพิธีกรดัง กับจุดเปลี่ยนของสิทธิสตรีในญี่ปุ่น

กระแส #MeToo ในญี่ปุ่น

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีอย่าง มิโนริ คิทาระ ผู้ร่วมก่อตั้ง Flower Demo ซึ่งเป็นกลุ่มของที่ผู้รอดจากการล่วงละเมิดทางเพศและผู้สนับสนุน โดยมีการนัดรวมตัวกันทุกวันที่ 11 ของเดือน ยอมรับว่าเธอแปลกใจกับปฏิกิริยาที่รุนแรงของสปอนเซอร์ และแม้ว่าสปอนเซอร์อาจจะทำเพื่อปกป้องชื่อเสียงมากกว่าปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่นี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นไปในทิศทางที่ดีของ #MeToo ในญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับคนในสังคมแล้วว่าจะทำให้มันเป็นกระแสใหญ่แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โอซาวะกล่าวว่า แม้ว่าคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ แต่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ของญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งและยากที่จะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันรวดเร็ว เพราะแม้ว่าผู้หญิงจะอยู่ในตลาดแรงงานมานานหลายทศวรรษ แต่สังคมญี่ปุ่นยังคงมองว่า ผู้หญิงคือผู้ดูแลบ้าน ส่วนผู้ชายคือผู้นำครอบครัว นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าสังคมจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตาม.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBC  , Humanrightsnow

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

คำสั่ง อีลอน มัสก์ ทำเจ้าหน้าที่รัฐสับสน-พนง. DOGE ลาออกประท้วง

คำสั่ง อีลอน มัสก์ ทำเจ้าหน้าที่รัฐสับสน-พนง. DOGE ลาออกประท้วง

26 ก.พ. 2568 05:13 น.

คำสั่ง อีลอน มัสก์ ทำเจ้าหน้าที่รัฐสับสน-พนง. DOGE ลาออกประท้วง

อีลอน มัสก์ ออกมายื่นคำขาดรอบใหม่ ให้ลูกจ้างรัฐบาลกลางชี้แจงผลงาน มิฉะนั้นจะถูกไล่ออก ขณะที่พนักงานของ DOGE 21 คน ลาออกประท้วงการปลดพนักงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองรอบใหม่ในวันอังคารที่ 25 ก.พ. 2568 หลังจากนายอีลอน มัสก์ ประกาศผ่านอีเมลว่าจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งในการชี้แจงผลงานของตัวเอง มิฉะนั้นจะถูกไล่ออก สวนทางกับคำชี้แจงของสำนักงานบริหารงานบุคคล (OPM) ที่บอกว่าไม่ต้องสนใจอีเมลของนายมัสก์

ความสับสนดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วหน่วยงานรัฐบาลกลาง โดยบางหน่วยงานออกคำสั่งให้พนักงานปฏิบัติตาม แต่บางหน่วยงานก็ไม่มีคำสั่งใดๆ

ขณะเดียวกัน ลูกจ้าง 21 คนของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE ที่นายมัสก์คุมอยู่ก็พร้อมใจกันลาออกในวันอังคาร โดยระบุว่าพวกเขาไม่ขอมีส่วนร่วมในความพยายามลดขนาดเจ้าหน้าที่รัฐบาลของนายมัสก์

“เราจะไม่ใช้ทักษะของเราในฐานะผู้ชำนาญเทคโนโลยีเพื่อเป็นอันตรายต่อแกนกลางของรัฐบาล, เป็นภัยต่อข้อมูลอ่อนไหวของชาวอเมริกัน หรือรื้อถอนบริการสาธารณะที่สำคัญยิ่งยวด” ลูกจ้างทั้ง 21 คนระบุในจดหมายลาออกซึ่งโพสต์บนโลกออนไลน์ โดยที่ DOGE ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้

ข่าวระบุว่า พนักงานที่ลาออกมารวมถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ และหัวหน้าแผนกไอที ที่เป็นลูกจ้างของสำนักงานบริการดิจิทัลแห่งสหรัฐฯ (USDS) ก่อนที่นายมัสก์จะเข้ามาคุมแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น DOGE

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters