2 นวัตกรรมจาก สทน. คว้ารางวัลการประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2568

2 นวัตกรรมจาก สทน. คว้ารางวัลการประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2568

2 นวัตกรรมจาก สทน. คว้ารางวัลการประดิษฐ์คิดค้นประจำปี 2568

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.03 น.

2 กุมภาพันธ์ 2568 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้นำผลงานการประดิษฐ์คิดค้นจากนักวิจัยของ สทน. เข้าร่วมแสดงในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐนวัตกรมไทย : ความท้าทายของประเทศ” จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไปเทค บางนา

รศ.ดร. ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ได้นำผลงานการประดิษฐ์คิดค้นจากทีมนักวิจัยของ สทน. เข้าร่วมประกวด ปรากฏว่าในปี 2568 ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของนักวิจัย สทน. ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล คือ 1) “เบสท์ทูซอร์บ (BEST 2 SORB)” นวัตกรรมตัวดูดซับแบบย่อยสลายได้ เพื่อใช้ในผ้าอ้อมผู้ใหญ่ พัฒนาจากการใช้วัสดุจากธรรมชาติ ได้รับรางวัลประเภท สิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับดี ประจำปี 2568 โดยนักวิจัยโครงการนี้ประกอบด้วย ดร.ฐิติรัตน์ รัตนวงษ์วิบูลย์ หัวหน้าโครงการ และนักวิจัยผู้ร่วมโครงการได้แก่ ดร.ศักดิ์ชัย หลักสี นางสาวภัทรา เลิศศราวุธ และ ดร.เกศินี เหมวิเชียร 2) ชุดอุปกรณ์การทดลองการปรับเทียบกำลังของเครื่องปฏิกรณ์ React power calibration experimental kit ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับประกาศเกียรติคุณ โครงการนี้ประกอบด้วยนักวิจัยคือ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ หัวหน้าโครงการ นักวิจัยผู้ร่วมโครงการประกอบด้วย ดร.แสนสุข เวชชการัณย์ นางสาวสิริรัศมิ์ สีมาภาพงษ์ นายอนันตชัย เพชรรักษ์ และนางสาวกุลธิดา วารีย์ โดยจุดเด่นของ “เบสท์ทูซอร์บ” เป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น เซลลูโลสจากชานอ้อย โดยผ่านเทคโนโลยีการฉายรังสี ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์สะอาด ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดปัญหาของสารตกค้างหลังกระบวนการผลิต นอกจากนี้ “BEST 2 SORB” ยังมีคุณสมบัติในการเป็นตัวดูดซับที่ดี คือ (1) สามารถดูดซับของเหลวได้รวดเร็วถึง 20 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันที่มีขายตามท้องตลาด จึงทำให้ผู้ที่สวมใส่มีความรู้สึกแห้งสบาย ปราศจากกลิ่นอับชื้น (2) เนื่องจาก “BEST 2 SORB” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบและพัฒนาจากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีที่ปลอดภัย จึงทำให้ไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนัง ลดการระคายเคืองได้ดี (3) สามารถย่อยสลายในดินได้ 100% ดังนั้น นวัตกรรมตัวดูดซับ “BEST 2 SORB” จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะผ้าอ้อมที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เป็นอย่างดี

สำหรับผลงานประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์จำลองสำหรับการปรับเทียบกำลังของเครื่องปฏิกรณ์ เป็นนวัตกรรมมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการสำคัญของการถ่ายเทความร้อนในเครื่องปฏิกรณ์และกระบวนการปรับเทียบกำลังของเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งถือเป็นกระบวนการทดลองพื้นฐานสำหรับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูทุกประเภท และยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนด้านพลังงานนิวเคลียร์ โดยลดข้อจำกัดของการใช้เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูจริง ทั้งในด้านความปลอดภัย ต้นทุน และการเข้าถึง อุปกรณ์นี้เหมาะสำหรับใช้ในสถาบัน การศึกษา ศูนย์ฝึกอบรม และการวิจัย ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการถ่ายเทความร้อนและการปรับเทียบกำลังเครื่องปฏิกรณ์ได้อย่างปลอดภัยและสะดวก ลดความเสี่ยงจากรังสีในระหว่างการทดลอง ยังสามารถทำการทดลองได้ โดยไม่กระทบต่อการเดินเครื่องปฏิกรณ์ฯ นวัตกรรมนี้จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติของสังคม

-(016)

PCC SPORT NIGHT PARTY ชาวเกษมราษฎร์ประชาชื่นคึกครื้นรับปี 2568

PCC SPORT NIGHT PARTY ชาวเกษมราษฎร์ประชาชื่นคึกครื้นรับปี 2568

PCC SPORT NIGHT PARTY ชาวเกษมราษฎร์ประชาชื่นคึกครื้นรับปี 2568

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.54 น.

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น โดย รศ.นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร ผู้อำนวยการรพ. จัดงาน “PCC SPORT NIGHT PARTY” เพื่อสร้างความสุข สนุกสนานต้อนรับปีใหม่ 2568 ให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล ที่ต่างแต่งกายมาในธีมนักกีฬาหลากหลายประเภท พร้อมจับรางวัลมากมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขถ้วนหน้า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568

038

เฮลธ์แคร์ เทอราพิวติกส์ จับมือ รพ.วิภาวดี เปิดศูนย์รักษาโรคทางสมองด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเดียวในไทย

เฮลธ์แคร์ เทอราพิวติกส์ จับมือ รพ.วิภาวดี เปิดศูนย์รักษาโรคทางสมองด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเดียวในไทย

เฮลธ์แคร์ เทอราพิวติกส์ จับมือ รพ.วิภาวดี เปิดศูนย์รักษาโรคทางสมองด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเดียวในไทย

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.23 น.

บริษัท เฮลธ์แคร์ เทอราพิวติกส์ จำกัด ร่วมกับ โรงพยาบาลวิภาวดี เตรียมจัดงานเปิดตัวและพิธีลงนามความร่วมมือสำหรับการจัดตั้ง “ศูนย์รักษาด้วยแกมมาไนฟ์ สยาม” หรือ Siam Gamma Knife Therapy Center ซึ่งเป็นศูนย์รักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เน้นการรักษาโรคทางสมองแห่งเดียวในประเทศไทยในปัจจุบัน โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ

ภายในงานจะมีบุคคลสำคัญจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เข้าร่วม อาทิเช่น ดร.นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6, อดิสรณ์ มีชัยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลธ์แคร์ เทอราพิวติกส์ จำกัด, พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลวิภาวดี รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากโรงพยาบาลวิภาวดีและคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะร่วมบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์

เทคโนโลยี Leksell Gamma Knife ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศูนย์นี้ ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยจุดเด่นด้านความแม่นยำสูง ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด ฟื้นตัวรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งสมอง โรคเนื้องอก รวมถึงโรคทางสมองอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพด้านการแพทย์ของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังการนำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูง Leksell Gamma Knife จากทีมผู้เชี่ยวชาญ และการบรรยายเกี่ยวกับการรักษาด้วยรังสี รวมถึงกรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงที่แสดงถึงความสำเร็จของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองและเนื้องอกสมองด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว

งานเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับการรักษาผู้ป่วยชาวไทย โดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหาโรคสมองและมะเร็งสมอง ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยในระดับมาตรฐานโลก พร้อมตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ป่วยทุกกลุ่มสิทธิการรักษา เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง

NIA เปิดตัว ‘Startup Thailand League 2025’ ผนึก 50 มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

NIA เปิดตัว ‘Startup Thailand League 2025’ ผนึก 50 มหาวิทยาลัย  ปั้นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

NIA เปิดตัว ‘Startup Thailand League 2025’ ผนึก 50 มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ทอัพรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.11 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าปั้นนักศึกษาไทยสู่โลกสตาร์ทอัพเต็มรูปแบบในปีที่ 9 ของโครงการ “Startup Thailand League 2025: สตาร์ทอัพไทยแลนด์ลีค 2025”พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตั้งเป้าผลักดันนักศึกษาจดทะเบียนบริษัทกว่า 110 แห่ง สร้างมูลค่าทางธุรกิจทะลุ 150 ล้านบาท

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า “ในฐานะ Focal Conductor หรือ ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม NIA ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เราให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการ Startup Thailand League ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปี”

โครงการ Startup Thailand League เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ NIA ที่ช่วยสร้างและส่งเสริมผู้ประกอบการเยาวชน ผ่านแนวคิด ‘Groom-Grant-Growth-Global’ ซึ่งประกอบไปด้วย การพัฒนาศักยภาพ (Groom), การสนับสนุนทุน (Grant), การเติบโตทางธุรกิจ (Growth), และการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก (Global)

Startup Thailand League: 8 ปีของความสำเร็จ

นับตั้งแต่ปี 2560 โครงการ Startup Thailand League ได้เปิดตัวครั้งแรก และเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็น ‘มหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ’ ปลูกฝังแนวคิดและทักษะผู้ประกอบการให้กับนิสิตนักศึกษา  ผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพที่สามารถเติบโตและขยายตลาดได้จริง  ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โครงการ Startup Thailand League มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 72,678 คน จุดประกายไอเดียธุรกิจมากถึง 3,900 ไอเดีย และช่วยให้เกิดบริษัทสตาร์ทอัพที่จดทะเบียนจริงถึง 90 บริษัท รวมมูลค่าธุรกิจมากกว่า 100 ล้านบาท  ตัวอย่างสตาร์ทอัพที่เติบโตจากโครงการ เช่น Loops – แพลตฟอร์มจองที่นั่งรถโดยสารที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น  Dr.ASA – แพลตฟอร์มหมอประจำตัว ช่วยแนะนำแนวทางป้องกันโรค NCDs,  Carsup -แพลตฟอร์มที่ปรึกษาด้านการดูแลรถยนต์แบบครบวงจร เป็นต้น

เป้าหมายปี 2025: ก้าวที่ 9 สู่อนาคต

ในปีที่ 9 ของโครงการ เราตั้งเป้าหมายขยายเครือข่ายมหาวิทยาลัยให้เพิ่มขึ้น เข้มแข็งมากขึ้นเป็น 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพิ่มนักศึกษาเข้าร่วมโครงการอีก 2,000 คน จาก 250 ทีม และผลักดันการจดทะเบียนบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 110 แห่ง คาดมูลค่าธุรกิจรวมทะลุ 150 ล้านบาท

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โครงการ Startup Thailand League 2025 ได้ออกแบบ 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กิจกรรม Coaching Camp อบรมเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ 2) กิจกรรม Regional Pitching เวทีแข่งขันนำเสนอไอเดียธุรกิจระดับภูมิภาค เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพดาวรุ่ง และ 3) กิจกรรม National Pitching เวทีชิงแชมป์ระดับประเทศ สำหรับผู้ชนะในแต่ละภูมิภาค เพื่อค้นหาสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่พร้อมต่อยอดสู่ตลาดจริง

โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) มหาวิทยาลัย 50 แห่งทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมปลูกฝังแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพให้เยาวชน 2) องค์กรพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารออมสิน บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ร่วมสนับสนุนโครงการ  และ 3) สตาร์ทอัพรุ่นพี่ เช่น Horganice, QueQ, Fixzy, iTAAM, WeChef, Happenn, Unicorn House และ Lean Business Design ที่เข้ามาเป็น mentor ถ่ายทอดประสบการณ์และเสริมสร้างศักยภาพให้กับนิสิตนักศึกษา ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่

“Startup Thailand League 2025 ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่เป็นเวทีสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยรุ่นใหม่ พร้อมก้าวสู่ตลาดจริง เราไม่ได้แค่สร้างผู้ประกอบการ แต่เรากำลังวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ดร.กริชผก กล่าวปิดท้าย

-(016)

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา – คิง เพาเวอร์ สานต่อปณิธานแห่งการให้ จัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต”

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา - คิง เพาเวอร์  สานต่อปณิธานแห่งการให้ จัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต”

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา – คิง เพาเวอร์ สานต่อปณิธานแห่งการให้ จัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต”

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.52 น.

มูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เดินหน้าสานต่อความสุขที่ยิ่งใหญ่ ปลูกหัวใจแห่งการให้ที่ยั่งยืน จัดกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต”  นำโดย เอมอร ศรีวัฒนประภา, อรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา, วรมาศ ศรีวัฒนประภา, รวิ  อิทธิระวิวงศ์ และ วรวิชยะ ศิรศีล ศรีวัฒนประภา พร้อมผู้บริหาร พนักงานและประชาชนทั่วไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้ให้ด้วยการบริจาคโลหิต เพื่อส่งมอบให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ตลอดปี 2568

กิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต” เดินหน้าสานต่อคุณงามความดีอย่างต่อเนื่อง ตามเจตนารมณ์ในการเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา อดีตประธานกรรมการมูลนิธิ คิง เพาเวอร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดหาโลหิตมอบให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากพนักงาน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม พร้อมเผยความรู้สึกของการเป็น “ผู้ให้”  เริ่มที่ สานิต เพชรประเสริฐ  พนักงานกลุ่มบริ ษัท คิง เพาเวอร์ เผยว่า “ผมเริ่มต้นบริจาคโลหิตครั้งแรก กับมูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภาและกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว เราเป็นพนักงานก็อยากมีส่วนร่วมในการที่จะทำสาธารณกุศล นับเป็นโอกาสที่ดี ได้มีส่วนร่วมกับทางบริษัทฯ สะดวก ไม่ต้องเดินทาง เลยตัดสินใจบริจาคโลหิตตั้งแต่ครั้งนั้น ผมเป็นกรุ๊ปเลือดหายาก คิดว่าการบริจาคไว้น่าจะเป็นสะพานบุญ สามารถให้ประโยชน์ช่วยต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขอเชิญชวนทุกท่านมาบริจาคโลหิตด้วยกันที่ คิง เพาเวอร์ ปีละ 4 ครั้ง หรือที่สภากาชาดไทย นับเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่สุขใจทุกครั้งที่ได้มาบริจาคครับ”

ส่วน สรวีย์ จันทร์ปีติ พนักงานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เล่าว่า “แรงบันดาลใจเริ่มจากคุณพ่อของแฟน ต้องทำ Bypass หัวใจ มีความต้องการใช้เลือดเพื่อการผ่าตัด ตอนนั้นตนเองบริจาคไม่ได้จึงขอความช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่บริษัทฯ และทุกคนก็ช่วยกันไปบริจาคให้คุณพ่อของแฟน รู้สึกประทับใจมาก ปัจจุบันได้ดูแลตัวเองทำให้สามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งหมด 65 ครั้ง ในระยะเวลา 25 ปี ข้อดีของการบริจาคโลหิตช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่ และยังได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ดีใจที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ตั้งใจจะบริจาคไปเรื่อยๆ เป็นผู้ให้ตลอดชีวิต”

หนึ่งในพนักงานอีกท่านที่ได้เข้าร่วมบริจาคโลหิต ทรงพล หัวใจเพชร พนักงานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เผยว่า“ผมเริ่มบริจาคโลหิตตั้งแต่ต้นปี 2525 รวม 97 ครั้ง ข้อดีของการบริจาคโลหิตสำหรับผม ช่วยให้จิตใจเบิกบาน และรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เป็นผู้ให้ การบริจาคโลหิต 1 ครั้งสามารถช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้ 2-3 คน เป็นการทำความดีโดยไม่ต้องลงทุนอะไรให้ชีวิตเป็นทาน เป็นวิธีการช่วยชีวิตผู้อื่นที่ดีที่สุดที่คนทั่วไปสามารถทำได้ ขอเชิญชวนมาช่วยกันบริจาคโลหิตเพื่อให้มีเลือดเพียงพอในการรักษาชีวิตของผู้ป่วยตลอดไปครับ”

นอกจากนี้ ยังมี  สุภาณัณ รักพ่วง ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ย่านรางน้ำ เผยถึงความรู้สึกในการบริจาคโลหิตในครั้งนี้ว่า “พี่บริจาคโลหิต รวม 24 ครั้ง ประมาณ 12 ปี กิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต” พี่ได้มีโอกาสมาร่วมบริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 2 รู้สึกดีมาก เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน อยู่ใกล้กัน คนในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถมาร่วมบริจาคโลหิตได้ง่าย อยากเชิญชวนทุกท่านที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาบริจาคโลหิตกันเยอะๆ ใกล้ที่ไหนก็ไปบริจาคโลหิตกันได้ค่ะ ช่วยกันต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์เรามีความสุข สุขภาพร่างกายจะแข็งแรงค่ะ”

มูลนิธิฯ และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “ให้โลหิต ให้ชีวิต” ประจำปี 2568 ในวันที่ 8 เมษายน, 8 กรกฎาคม, 7 ตุลาคม 2568  ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และคิง เพาเวอร์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในวันที่ 8 เมษา ยน, 8 กรกฎาคม, 7 ตุลาคม 2568 ที่ คิง เพาเวอร์ ภูเก็ต

040

วว. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันนักประดิษฐ์ 2568

วว. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันนักประดิษฐ์ 2568

วว. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันนักประดิษฐ์ 2568

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.35 น.

วว. ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันนักประดิษฐ์ พร้อมโชว์ผลงานนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ด้วย วทน.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2568 ซึ่งส านักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ Event Hall 101 –104 ไบเทค บางนา โดยมีการแสดงนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมมากกว่า1,000 ผลงาน การมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ การเสวนาการฝึกอบรมเชิงวิชาการและปฏิบัติการ มากกว่า100 หัวข้อ ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทย: ความท้าทายของประเทศ” เพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย”

โอกาสนี้นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อ านวยการ วช. ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วย ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ คณะผู้บริหาร นักวิจัย วว. ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานเครือข่าย นักประดิษฐ์และนักวิจัยจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ (วันที่2กุมภาพันธ์ 2568)

ในการนี้ วว. นำผลงานวิจัยนวัตกรรมจากการดำเนินงานตามนโยบายเศรษฐกิจ BCG โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้วย

และในโอกาสนี้ ดร.สิทธิพงศ์ สรเดช นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร ได้เข้ารับ “รางวัลการวิจัยแห่งชาติ” ประจำปีงบประมาณ 2568 ประเภทวิทยานิพนธ์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากผลงาน “โพลิเอทิลเลนิมีนเชิงเส้นและอนุพันธ์เพื่อเป็นวัสดุชีวภาพ (Biomaterials) และสารช่วย (Excipients) ที่มีศักยภาพสำหรับการนำส่งยา” (Linear Polyethyleneimine and Derivatives as Potential Biomaterials and Excipients for Drug Delivery)

นอกจากนั้น ดร.วรวัฒน์ ทรงกิตติ นักวิชาการ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) ยังได้รับรางวัลดังกล่าว ประเภทวิทยานิพนธ์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย จากผลงาน “Investigation of On-Road Particulate Matter Characteristics from Brake Wear Mechanisms” ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ลักษณะและปัจจัยที่มีผลต่อการปล่อยอนุภาคในละอองจากการเบรกยานยนต์ในสภาพการขับขี่จริง โดยใช้เทคนิคการเก็บตัวอย่างแบบไอโซคิเนติก (Isokinetic Sampling) ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวัดค่าอนุภาค พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบจากอุณหภูมิการเบรกและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปริมาณฝุ่นละออง

-(016)

ริเวอร์เดล มารีน่า ชวน 8 คู่รัก กุมมือส่งมอบความรักกับกิจกรรม Sunset Celebration Chao Phraya River Cruise Package สุดโรแมนติก

ริเวอร์เดล มารีน่า ชวน 8 คู่รัก กุมมือส่งมอบความรักกับกิจกรรม  Sunset Celebration Chao Phraya River Cruise Package สุดโรแมนติก

ริเวอร์เดล มารีน่า ชวน 8 คู่รัก กุมมือส่งมอบความรักกับกิจกรรม Sunset Celebration Chao Phraya River Cruise Package สุดโรแมนติก

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.07 น.

ริเวอร์เดล มารีน่า ร่วมกับ ททท. ชวน 8 คู่รัก กุมมือส่งมอบความรักกับกิจกรรม  Sunset Celebration Chao Phraya River Cruise Package สุดโรแมนติก

ริเวอร์เดล มารีน่า ท่าเรือระดับ A-Class มาตรฐานแห่งแรกที่ดีที่สุดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในโครงการริเวอร์เดล ดิสทริค ธุรกิจเครือเอ็ม บี เค ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  จัดโปรโมชัน  Sunset Celebration Chao Phraya River Cruise Package  ล่องเรือท่องเที่ยวต้อนรับเทศกาลวันแห่งความรักและการฉลองสมรสเท่าเทียม ท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตก ในแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดปทุมธานี  สุดพิเศษกับ Sparkling 1 ขวด และ Snack Basket   พร้อมสัมผัสความสดชื่น และดื่มด่ำบรรยากาศ ระหว่างล่องเรือ 1 ชั่วโมงใน ราคาสุดพิเศษ 9,888 บาท ต่อ 1 ลำ สามารถนั่งได้ 2-4 ท่าน ด่วน ! จำนวนจำกัด รับเพียง 8 คู่ เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2568

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Riverdale Marina จ.ปทุมธานี  โทร. 062-5977322 Facebook https://www.facebook.com/riverdalemarina.bangkok

ททท.จัดแคมเปญ Grand Privilegeds รับนักท่องเที่ยวคู่รักและกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะเดินทางมาประเทศไทยในเดือนแห่งความรัก

ททท.จัดแคมเปญ Grand Privilegeds รับนักท่องเที่ยวคู่รักและกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะเดินทางมาประเทศไทยในเดือนแห่งความรัก

ททท.จัดแคมเปญ Grand Privilegeds รับนักท่องเที่ยวคู่รักและกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะเดินทางมาประเทศไทยในเดือนแห่งความรัก

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.34 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Kick Off  กิจกรรม Amazing Thailand Romance Month ภายใต้แคมเปญ Grand Privilegeds : 2 by 4 Global Campaign ต้อนรับนักท่องเที่ยวคู่รักและกลุ่ม LGBTQ+ ที่จะเดินทางมาประเทศไทยในเดือนแห่งความรัก

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคุณอัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กรและความยั่งยืนกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์และเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยสุดพิเศษผ่านกิจกรรมต่างๆสร้างการรับรู้เปิดตัวกิจกรรมผ่านป้ายโฆษณาพาราโนมิกหน้าบริเวณลานด้านหน้า Central World พร้อมด้วยนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลางและแอฟริกา และผู้บริหารเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรรายใหญ่ของ ททท. ร่วมปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 20 คันติดป้าย Amazing Thailand Romance Month วิ่งรอบกรุงเทพฯเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวฯ ตามเส้นทางสยาม-สามย่าาน-MBK-จุฬา-ศาลาแดง-สาทร-อโศก-สุขุมวิท

นอกจากนี้ ททท. ยังจัดกิจกรรมที่สนามบินนานาชาติ 4 แห่งคือสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่พร้อมกันระหว่างวันที่ 1-16 กุมภาพันธ์ 2568 โดย ททท. ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 50 หน่วยงาน เช่น โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า มอบสิทธิพิเศษให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสนามบินทั้งสี่แห่งเป็นคู่เข้ามามีสิทธิจับฉลากรับรางวัลที่หลากหลาย เช่นโรงแรมที่พัก บัตรโดยสารเครื่องบิน บัตรรับประทานอาหาร บัตรเข้าชมมวย Voucher จากสนามกอล์ฟ Voucher เข้าสวนน้ำ เป็นต้น หรือรับของที่ระลึกต่างๆจาก ททท.

และหลังจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 นักท่องเที่ยวยังสามารถสแกน QR code เพื่อรับสิทธิพิเศษจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ ททท. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

-(016)

สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดฝึก ‘นวดไทย-สปา’ ป้อนแรงงานภาคท่องเที่ยว

สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดฝึก ‘นวดไทย-สปา’ ป้อนแรงงานภาคท่องเที่ยว

สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดฝึก ‘นวดไทย-สปา’ ป้อนแรงงานภาคท่องเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.11 น.

นางสาวภัทรกันยา ชูวงศ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพังงา  พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) เข้าตรวจติดตาม ประเมินผลโครงการและขับเคลื่อนการบริหารทรัพย์สินจากงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดฯ ได้ตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมโครงการของจังหวัดพังงา ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โครงการพัฒนาแรงงานด้านบริการสุขภาพเพื่อขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพอันดามัน ณ ศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

โดยสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา จัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเตรียมความพร้อมบุคลากรที่มีความสนใจด้านนวดไทย นวดสปา ที่กำลังเป็นที่ต้องการของภาคท่องเที่ยวและบริการอยู่ในขณะนี้ และเพื่อรองรับการเข้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพอันดามัน (Andaman Wellness Economic Corridor : AWC) ของจังหวัดพังงา เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานภาคท่องเที่ยวป้อนแรงงานสู่กระบวนการจ้างงาน ให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมนำเอาความรู้และทักษะฝีมือไปประกอบอาชีพสร้างรายได้

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือ แรงงานในสถานประกอบกิจการด้านท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ ธุรกิจนวดไทยและสปา แรงงานผู้ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน และประชาชนทั่วไป จำนวน 80 คน ส่วนหลักสูตรที่เปิดฝึกอบรม ได้แก่ หลักสูตรนวดอโรมา 30 ชั่วโมง ได้ทำการฝึกอบรมแล้วระหว่างวันที่ 23 – 27 ธันวาคม 2567 หลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ฝึกอบรมช่วงระหว่างวันที่ 3 – 31 มกราคม 256 หลักสูตรนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ 60 ชั่วโมง กำลังเตรียมเปิดระหว่างวันที่ 4 – 13 กุมภาพันธ์ 2568 หลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมงรุ่นที่ 2  จะเปิดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ – 18 มีนาคม 2568 โดยทั้ง 4 รุ่น จะใช้สถานที่ฝึก ณ ศูนย์ฝึกอบรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน อ.ตะกั่วป่า

ทั้งนี้ นายสุรพันธ์ รักษาพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา เปิดเผยว่า สถานประกอบการด้านท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ ธุรกิจนวดไทยและสปา ได้เข้ารับสมัครงานและสัมภาษณ์งานผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ซึ่งมีผู้เข้าฝึกอบรมจำนวน 20 คน สำเร็จการฝึกอบรม จำนวน 19 คน โดยผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวดและสปาในพื้นที่จังหวัดพังงา แจ้งว่ามีความต้องการแรงงาน (นวดและสปา) และหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ฝั่งอันดามัน กระบี่ ภูเก็ต จำนวน 10 แห่ง

นายสุรพันธ์ กล่าวต่อว่า เป็นการร่วมกันการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทำให้สามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานได้อย่างตรงจุด ขอขอบคุณสถานประกอบกิจการ สมาคม และชมรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่ร่วมให้การสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

-(016)

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯแทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 2567

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.34 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2567 สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศ.ดร.โทนี ฮันเตอร์ จากสหราชอาณาจักร/สหรัฐอเมริกา และสาขาการสาธารณสุข ได้แก่ ศ.ดร.โจนาธาน พี. เชฟเพิร์ด จากสหราชอาณาจักร สาขาการสาธารณสุข ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร เมื่อวันที่30 มกราคม 2568

ในการนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้มาร่วมงาน “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติกรณีกิจแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในวันนี้ ขอขอบใจคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่าย ที่ได้ดำเนินการต่างๆ ด้วยดีตลอดมา ทำให้การเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นที่ประจักษ์แก่ทั่วโลกกว้างขวางโดยลำดับ การศึกษาค้นคว้าวิจัยทั้งการแพทย์และการสาธารณสุขเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเพื่อหาวิธีแก้ไขทางสาธารณสุขนั้น จำเป็นต้องเข้าใจถึงสาเหตุหลัก รวมทั้งปัจจัยที่แวดล้อมอยู่ด้วยจึงจะบรรลุผลสำเร็จ เช่นผลงานของ ศ.ดร.โทนี ฮันเตอร์ ที่ค้นพบว่าการทำงานของเอมไซน์ไทโรซีนไคเนสและกระบวนการฟอสโฟรีเลชั่นของร่างกายที่ถูกกระตุ้นอย่างผิดปกติเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งจึงนำไปสู่การพัฒนายาหลายชนิดที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กับผลงานของ ศ.ดร.โจนาธาน พี. เชฟเพิร์ด ที่สร้างและพัฒนาคาร์ดิฟฟ์โมเดลเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงช่วยให้สามารถป้องกันและบรรเทาความเสียหายทางอาชญากรรมรุนแรงต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยแผนกฉุกเฉินลดลงเป็นอย่างมาก จึงช่วยลดการสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าของนานาประเทศได้เป็นอย่างมากมาย ผลงานของท่านทั้งสองสร้างความก้าวหน้าในการบำบัดรักษาโรค การวางนโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติอย่างไม่อาจประมานได้ ข้าพเจ้าจึงขอแสดงความยินดีด้วยใจจริงที่ท่านทั้งสองได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567 ในครั้งนี้ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขออวยพรให้ทุกท่านที่มาร่วมในพิธีนี้ประสบความสุขและความเจริญสวัสดีจงทุกเมื่อทั่วกัน”

ศ.ดร.โทนี ฮันเตอร์ (Professor Dr.Tony Hunter, Ph.D.) จากสหราชอาณาจักร/สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567 สาขาการแพทย์ จากผลงานการค้นพบเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส(Tyrosine Kinase) และกระบวนการฟอสโฟรีเลชั่น (Phosphorylation) ซึ่งเป็นการเติมโครงสร้างหมู่ฟอสเฟตที่กรดอะมิโนไทโรซีนในโปรตีน กระบวนการดังกล่าวถือเป็นกลไกพื้นฐานของการส่งสัญญาณภายในเซลล์ ที่ควบคุมการเจริญเติบโต และการทํางานของเซลล์ การกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนสที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นกลไกสําคัญที่ทําให้เปลี่ยนเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ นําไปสู่การพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ได้โดยการยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เกิดการพัฒนายาที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพจํานวนมากมายไม่น้อยกว่า 86 ตัว เช่น อิมาทินิบ (Imatinib, GleevecTM) ซึ่งใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว และสร้างความก้าวหน้าให้กับการรักษาและวิจัยด้านโรคมะเร็งอย่างกว้างขวาง เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์ได้หลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ศ.ดร.โจนาธาน พี. เชฟเพิร์ด (Professor Dr.Jonathan P. Shepherd, D.D.Sc.,Ph.D.) ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพุทธศักราช 2567 สาขาการสาธารณสุข ผลงานสําคัญคือการริเริ่มสร้าง “คาร์ดิฟฟ์โมเดลเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรง” (Cardiff Model for Violence Prevention) จากผลการศึกษาวิจัยของท่านพบว่า ปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงนําไปสู่การที่ผู้ป่วยมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลจํานวนมาก แต่เหตุดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ได้มีการรายงาน ทําให้เจ้าหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้รับทราบมากถึงร้อยละ 75 จึงได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลของเหตุรุนแรงระหว่างโรงพยาบาลและตํารวจ เพื่อวิเคราะห์สถานที่ซึ่งเกิดเหตุบ่อย วันเวลาที่เกิดเหตุ ขนาดและประเภทของความรุนแรงนําไปสู่การสร้างเป็นคาร์ดิฟฟ์โมเดล สามารถใช้ในการวางแผนป้องกันเหตุความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทําให้จํานวนผู้ป่วยที่ต้องมาแผนกฉุกเฉินลดลงอย่างมีนัยสําคัญถึงร้อยละ 42 อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการบาดเจ็บได้จํานวนมาก คาร์ดิฟฟ์โมเดล จึงเป็นเครื่องมือและนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่สําคัญสําหรับการลดเหตุความรุนแรงในชุมชน ช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้จํานวนมาก สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนต่างๆ และได้รับการยอมรับในหลายทวีป เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567 ทั้งสองท่านได้เผยความรู้สึกว่า รู้สึกยินดีและแปลกใจมาก แต่เดิมนั้นไม่ได้รู้จักรางวัลนี้ แต่เมื่อได้รับทราบว่าได้รางวัลจึงได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรางวัลนี้ จึงทำให้ทราบพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนก พระองค์ท่านทรงเป็นบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการเห็นความสำคัญของการพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับ อีกทั้งผู้ได้รับรางวัลนี้ที่ผ่านมาต่างเป็นผู้มีผลงานอันโดดเด่นและสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ ท่านทั้งสองจึงรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2567

นอกจากนี้ ศ.ดร.โทนี ฮันเตอร์ และ ศ.ดร.โจนาธาน พี. เชฟเพิร์ด ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่นักวิจัยพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขรุ่นใหม่ๆ ด้วยว่า ขอให้ผู้มีความสนใจในการทำวิจัยและพัฒนาไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ก็ตาม ขอให้เลือกทำในสิ่งที่ตนเองสนใจจริงๆ โดยให้คำนึงว่าสิ่งที่สนใจนั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อสังคมและมนุษยชาติมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นสิ่งที่มีผลประโยชน์ต่อมนุษยชาติก็ให้ลงมือทำ อีกทั้งการผิดพลาดล้มเหลวไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุด แต่ให้นำความผิดพลาดล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์ และเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น แล้วในที่สุดความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปีแห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี แต่ละรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล  ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 100,000 เหรียญสหรัฐ

-(016)