ทนายชาวอินเดียชนะคดี ฟ้องโรงหนังโฆษณาฉายนานเกิน

ทนายชาวอินเดียชนะคดี ฟ้องโรงหนังโฆษณาฉายนานเกิน

28 ก.พ. 2568 10:38 น.

ทนายชาวอินเดียชนะคดี ฟ้องโรงหนังโฆษณาฉายนานเกิน

ทนายความชาวอินเดียคนหนึ่งได้รับค่าเสียหายจากคดีที่เขาฟ้องร้องเครือโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ หลังจากที่เขาร้องเรียนว่ามีการฉายโฆษณาก่อนฉายภาพยนตร์นานเกินไป

อภิเษก เอ็ม อาร์ ทนายความวัย 31 ปี จากเมืองบังกาลอร์ ทางตอนใต้ของอินเดีย ตัดสินใจดำเนินคดีต่อเครือ PVR INOX หลังจากที่เขาจำเป็นต้องยกเลิกการประชุมทางโทรศัพท์เกี่ยวกับงาน เพราะภาพยนตร์ฉายเกินเวลาที่กำหนด

ในการยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการระงับข้อพิพาทผู้บริโภคเขตบังกาลอร์ อภิเษกอ้างว่า เวลาของเขาถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า และเขาต้องเผชิญกับ “ความทุกข์ทางจิตใจ” เนื่องจากโฆษณายาวถึง 25 นาที ก่อนการฉายภาพยนตร์ Sam Bahadur ในปี 2023

จากเอกสารของศาลที่ CNN ได้รับ อภิเษกซื้อตั๋ว 3 ใบเพื่อชมภาพยนตร์แนวสงครามเรื่องนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 26 ธันวาคม 2023 โดยกำหนดฉายที่โรงภาพยนตร์ PVR multiplex ในบังกาลอร์ ระบุว่าภาพยนตร์มีความยาว 2 ชั่วโมง 25 นาที และมีกำหนดเริ่มฉายเวลา 16:05 น. และจบเวลา 18:30 น.

แต่เนื่องจากมี ตัวอย่างภาพยนตร์ โฆษณา และสื่อแทรกอื่นๆ รวมเกือบ 30 นาที ทำให้ภาพยนตร์จบช้ากว่ากำหนด ซึ่งอภิเษกอ้างว่า ทำให้เขาเสียโอกาสที่ไม่สามารถคำนวณเป็นมูลค่าเงินได้

อภิเษกให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าเขามีตารางประชุมทางโทรศัพท์เวลา 18:30 น. แต่ต้องพลาดการประชุมไป เพราะภาพยนตร์จบจริงๆ ประมาณ 19:00 น. โดยเขานับได้ว่า มีประกาศสาธารณะ 2 รายการ และโฆษณาเชิงพาณิชย์ถึง 17 ตัว ก่อนที่ภาพยนตร์จะเริ่มฉาย

เขาอ้างว่าความล่าช้านี้ถือเป็น “การค้าที่ไม่เป็นธรรม” และได้ยื่นฟ้อง PVR INOX เรียกค่าเสียหาย 50,000 รูปี หรือเกือบ 20,000 บาท รวมถึงเรียกเงินชดเชย 5,000 รูปี เกือบ 2,000 บาท สำหรับ “ความทุกข์ทางจิตใจ” และอีก 10,000 รูปี หรือเกือบ 4,000 บาทสำหรับค่าดำเนินคดี

ในที่สุด คณะกรรมการผู้บริโภคตัดสินให้อภิเษกเป็นฝ่ายชนะ และสั่งให้เครือโรงภาพยนตร์จ่ายค่าเสียหายให้เขา 20,000 รูปี หรือราว 7,800 บาท และค่าดำเนินคดีเพิ่มเติม 8,000 รูปี หรือราว 3,100 บาท นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้บริษัทจ่ายเงินอีก 100,000 รูปี หรือกว่า 39,000 บาท เข้ากองทุนคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค

ในการตัดสิน ศาลระบุว่า “ในยุคปัจจุบัน เวลาถือเป็นเงินเป็นทอง เวลาของแต่ละคนมีค่ามาก” และกล่าวเสริมว่า “การต้องนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์เฉยๆ นาน 25-30 นาทีเพื่อชมโฆษณาที่ไม่จำเป็น ถือเป็นเวลาที่สูญเปล่า ผู้ที่มีตารางงานแน่นไม่มีเวลามาเสียไปกับเรื่องเช่นนี้”

ขณะที่อภิเษกกล่าวว่า ความพยายามของเขาคุ้มค่าแน่นอน และหวังว่าคดีนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ในอินเดียเพราะเวลาเป็นสิ่งมีค่า และพวกเขาไม่ควรเสียเวลาของลูกค้า

PVR INOX เป็นเครือโรงภาพยนตร์ที่มีมากกว่า 900 โรง ใน 173 แห่งทั่วอินเดียและศรีลังกา และแม้ว่าทาง PVR INOX จะไม่ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจาก CNN แต่เอกสารของศาลระบุว่า บริษัทได้ให้การปกป้องตัวเองโดยอ้างว่ามีกฎหมายกำหนดให้ต้องฉาย ประกาศสาธารณะ 10 นาที ก่อนเริ่มภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม ศาลพบว่าสิ่งที่ฉายส่วนใหญ่เป็นโฆษณาเชิงพาณิชย์.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

สหรัฐฯ ประณามไทยส่งอุยกูร์ 40 คนกลับจีน หวั่นถูกละเมิดสิทธิร้ายแรง

สหรัฐฯ ประณามไทยส่งอุยกูร์ 40 คนกลับจีน หวั่นถูกละเมิดสิทธิร้ายแรง

28 ก.พ. 2568 10:11 น.

สหรัฐฯ ประณามไทยส่งอุยกูร์ 40 คนกลับจีน หวั่นถูกละเมิดสิทธิร้ายแรง

สหรัฐฯ ประณามการกระทำของรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง กรณีส่งตัวชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนกลับจีน โดยไม่สนคำเตือนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า พวกเขาอาจถูกทรมานหรือถูกละเมิดสิทธิร้ายแรง

วันที่ 27 ก.พ.2568 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า สหรัฐฯขอแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อการที่รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวนอย่างน้อย 40 คนกลับไปยังประเทศจีน เนื่องจากการส่งตัวในครั้งนี้อาจทำให้ชาวอุยกูร์เหล่านี้เผชิญกับความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เผชิญกับการข่มเหง บังคับใช้แรงงาน และทรมาน

พร้อมกันนี้ได้ประณามการกระทำของไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงหลักการไม่ส่งกลับ ซึ่งห้ามส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่อาจเป็นอันตรายต่อพวกเขา

แถลงการณ์ระบุว่า ในฐานะพันธมิตรที่ยาวนานของไทย สหรัฐฯรู้สึกวิตกกังวลกับการกระทำนี้ ซึ่งเสี่ยงที่จะขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติและอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ การกระทำนี้ขัดต่อประเพณีอันยาวนานของคนไทยในการปกป้องผู้ที่เปราะบางที่สุด และขัดต่อพันธกรณีของไทยในการปกป้องสิทธิมนุษยชน พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศที่ชาวอุยกูร์แสวงหาความคุ้มครอง ไม่ให้บังคับส่งชาวอุยกูร์ที่เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์กลับประเทศจีน

นอกจากนี้ยังระบุว่า ประเทศจีนภายใต้การชี้นำและการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอุยกูร์ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักและสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาอื่นๆ ในซินเจียง สหรัฐฯเรียกร้องให้ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลยืนยันความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับประเทศ ขณะที่เรียกร้องรัฐบาลไทยยืนกรานและตรวจสอบอย่างเต็มที่อย่างต่อเนื่องว่าทางการจีนปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์

ขณะที่บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของไทย โดยชี้ว่าชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมในจีน ต้องเผชิญกับการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ก่อนหน้านี้ ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์กักขังโดยไม่มีความผิดใดๆ นอกจากเข้าประเทศไทยโดยไม่มีวีซ่า เป็นการถูกกักขังแบบไม่ถูกสุขอนามัยและแออัด ซึ่งก่อนหน้านี้มีชาวอุยกูร์ 5 คนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว

โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติ ระบุว่าได้เตือนรัฐบาลไทยมานานกว่าทศวรรษว่า ชาวอุยกูร์ที่หลบหนีออกจากจีนอาจเสี่ยงถูกกดขี่อย่างรุนแรงหากถูกส่งกลับ แต่ไทยยังคงดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงคำเตือนนี้

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงการเนรเทศครั้งนี้ว่าเป็นความโหดร้ายอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้ โดยชี้ว่า ชาวอุยกูร์ถูกควบคุมตัวในค่ายกักกันโดยไม่มีการพิจารณาคดี และต้องเผชิญกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

นายเอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการภาคเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า การส่งตัวผู้ต้องขังชาวอุยกูร์ของไทยไปยังจีน ถือเป็นการละเมิดพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง เนื่องจากชาวอุยกูร์มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทรมาน สูญหาย และจำคุกระยะยาว

เช่นเกียวกันนายฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการกลุ่มสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและแรงงานแห่งเอเชียกล่าวว่า การเนรเทศชาวอุยกูร์กลับไปจีน เป็นการทำลายล้างและการแสดงตลก ที่รัฐบาลไทยในปัจจุบันกระทำ แตกต่างไปจากรัฐบาลก่อนๆ อย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการปราบปรามข้ามชาติและการให้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านที่ใช้อำนาจเผด็จการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยืนยันว่ามาตรการปราบปรามในซินเจียงเป็นเพียงการต่อต้านการก่อการร้ายและให้การฝึกอบรมอาชีพแก่ชาวอุยกูร์ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาการใช้แรงงานบังคับต่อชาวอุยกูร์ โดยให้เหตุผลว่าจีนได้จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษา ขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย การแบ่งแยกดินแดน และแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช้คำว่าอาการวิกฤติแล้ว

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช้คำว่าอาการวิกฤติแล้ว

28 ก.พ. 2568 06:29 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช้คำว่าอาการวิกฤติแล้ว

โป๊ปฟรานซิสอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยังต้องได้รับออกซิเจนการไหลสูง แต่วาติกันไม่ใช้คำว่าอาการวิกฤติในแถลงการณ์แล้ว

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 ระบุว่า อาการประชวรของพระองค์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยโป๊ปฟรานซิสได้รับออกซิเจนอัตราการไหลสูงสลับกับการใช้หน้ากากเวนทูรี

“ด้วยความซับซ้อนในสถานการณ์ทางคลินิกของพระองค์ จำเป็นต้องรออีกหลายวันเพื่อให้อาการมั่นคง จึงจะสามารถมีการทำนายโรคที่ชัดเจนได้” แถลงการณ์ของวาติกันระบุ

สำนักวาติกันยืนยันว่า โป๊ปฟรานซิสใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการบำบัดทางเดินหายใจและพักผ่อน และหลังการรักษาในช่วงบ่ายพระองค์ก็สวดมนต์ภาวนาที่โบสถ์ขนาดเล็กบนชั้น 10 ของโรงพยาบาลเจเมลลี รับศีลมหาสนิท จากนั้นพระองค์จึงทรงงานอื่นๆ ต่อ

ด้านแหล่งข่าวในสำนักวาติกันบอกกับสำนักข่าว เอบีซี นิวส์ ว่า “นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ไม่มีการพูดถึงอาการวิกฤติ” ในการอัปเดตอาการประชวรของโป๊ปฟรานซิส “เราจึงสามารถพูดได้ว่าเราออกจากช่วงที่วิกฤติที่สุดแล้ว และเรากลับไปสู่คำที่เราใช้อธิบายก่อนหน้านี้คือ ภาพรวมซับซ้อน”

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า การที่แพทย์ยังไม่สามารถทำนายโรคได้หมายความว่า พวกเขายังมีความกังวลอยู่

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประทับที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 หลังมีอาการปอดอักเสบมาหลายวัน โดยผลตรวจชี้ว่า โป๊ปมีอาการติดเชื้อหลายชนิดในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเป็นปอดบวมในปอดทั้ง 2 ข้าง

ต่อมาในวันเสาร์ (22 ก.พ.) วาติกันระบุเป็นครั้งแรกว่าโป๊ปฟรานซิสมีอาการวิกฤติ หลังพระองค์เผชิญกับ “ภาวะวิกฤติด้านทางเดินหายใจคล้ายโรคหอบหืดเป็นเวลานาน” ทำให้ต้องได้รับออกซิเจนในปริมาณมาก และต้องได้รับการถ่ายเลือดเพื่อรักษาอาการโลหิตจาง จากนั้นในวันอาทิตย์ผลตรวจก็พบสัญญาณของอาการไตวายระยะแรกเริ่ม ซึ่งสามารถควบคุมได้

เมื่อวันจันทร์วาติกันอัปเดตว่า อาการของพระองค์ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ปัญหาเกี่ยวกับไตของพระองค์ดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนเมื่อวันอังคาร พระองค์มีอาการทรงตัว และไม่มีอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันกำเริบแล้ว และในวันพุธสัญญาณของโรคไตวายของพระองค์ก็ลดลง ในขณะที่ผลตรวจเลือดดีขึ้นด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

ตร.เผย การตายของ ยีน แฮ็กแมนกับภรรยา น่าสงสัยพอให้มีการสืบสวน

ตร.เผย การตายของ ยีน แฮ็กแมนกับภรรยา น่าสงสัยพอให้มีการสืบสวน

28 ก.พ. 2568 04:23 น.

ตร.เผย การตายของ ยีน แฮ็กแมนกับภรรยา น่าสงสัยพอให้มีการสืบสวน

ตำรวจสหรัฐฯ กำลังสืบสวนข้อเท็จจริงในการเสียชีวิตของ ยีน แฮ็กแมนกับภรรยา และสุนัขอีก 1 ตัว ซึ่งถูกพบเป็นศพอยู่ภายในบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ชี้ว่าสถานการณ์มีความน่าสงสัยเพียงพอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 27 ก.พ. 2568 ว่า ยีน แฮ็กแมน นักแสดงรุ่นใหญ่เจ้าของรางวัลออสการ์อายุ 95 ปี ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ในห้องด้านข้างใกล้กับห้องครัวที่บ้านของเขาในเขตซานตา เฟ รัฐนิวเม็กซิโก ส่วน เบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาวัย 64 ปีของเขา ซึ่งเป็นนักเปียโนคลาสสิก ถูกพบศพในห้องอาบน้ำ

ตำรวจระบุว่าทั้งสองคนน่าจะเสียชีวิตมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนจะมีการพบศพในวันพุธ (26 ก.พ.) โดยพวกเขาไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่า การตายของทั้งสองคนมีความน่าสงสัยเพียงพอให้ต้องมีการสืบสวน โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น และไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายแฮ็กแมนอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน แสดงภาพยนตร์มามากกว่า 100 เรื่อง และเคยคว้ารางวัลออสการ์ 2 ครั้งจากภาพยนตร์เรื่อง “มือปราบเพชรตัดเพชร” (The French Connection) ปี 2514 กับเรื่อง “ไถ่บาปด้วยบุญปืน” (Unforgiven) ปี 2535

สำนักงานนายอำเภอซานตา เฟ เคาน์ตี ระบุว่า “เมื่อ 26 ก.พ. 2568 เวลาประมาณ 01.45 น. เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเขตซานตา เฟ ถูกส่งไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ โอลด์ ซันเซ็ต เทรล ในย่านไฮพาร์ก ที่ซึ่งนาย ยีน แฮ็กแมน กับเบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาของเขา กับสุนัขอีก 1 ตัว ถูกพบเป็นศพ”

ในงานแถลงข่าวเมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี นายอำเภอ อาดัน เมนโดซา กล่าวว่า “ดูเหมือนพวกเขาจะเสียชีวิตมาระยะหนึ่งแล้ว และผมไม่อยากคาดเดาว่านานเท่าไร” “เจ้าหน้าที่ไม่พบสัญญาณของการทำผิดกฎหมาย แต่ยังไม่ตัดเรื่องนั้นออกไป” “นี่เป็นการสืบสวน ดังนั้นเราจึงเก็บความเป็นไปได้ทุกอย่างเอาไว้”

ด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุเผยว่า สาเหตุที่พวกเขาเชื่อว่าสามีภรรยาคู่นี้เสียชีวิตมาระยะหนึ่งแล้วเป็นเพราะ การเน่าเปื่อยของศพของ น.ส.อาราคาวะ และอาการกลายเป็นมัมมี่ที่มือและเท้าของเธอ

“ผู้ตายเพศชายก็แสดงสัญญาณของการเสียชีวิตที่ชัดเจน คล้ายและสอดคล้องกับผู้ตายเพศหญิง” หมายค้นระบุ

ใกล้กับร่างของ น.ส.อาราคาวะ มีเครื่องทำความร้อนแบบพกพาวางอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนลงความเห็นว่า มันอาจร่วงลงมาในกรณีที่เธอล้มลงอย่างฉับพลัน

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังพบขวดยาตามใบสั่งแพทย์และเม็ดยากระจายเกลื่อนบนเคาน์เตอร์ท็อปในห้องอาบน้ำ ใกล้กับร่างของเธอ และพบสุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด ตายอยู่ในตู้ในห้องอาบน้ำใกล้กับศพของ น.ส.อาราคาวะ

ส่วนนายแฮ็กแมนถูกพบเป็นศพในสภาพสวมกางเกงวอร์มสีเทา เสื้อที-เชิ้ตแขนยาวสีฟ้า กับรองเท้าแตะสีน้ำตาล โดยมีแว่นกันแดดกับไม้เท้าช่วยเดินอยู่ข้างศพ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนสงสัยว่า นักแสดงรุ่นใหญ่รายนี้อาจล้มลงอย่างกระทันหัน

หมายค้นยังระบุด้วยว่า สถานการณ์แวดล้อมการเสียชีวิตของทั้งสอง น่าสงสัยพอให้ต้องมีการตรวจค้นและสืบสวนอย่างละเอียด เนื่องจากพนักงานซ่อมบำรุงที่เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินพบว่า ประตูหน้าของบ้านหลังนี้นั้นเปิดอยู่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการบุกรุก ส่วนสภาพภายในก็ไม่มีอะไรที่อยู่ในที่ที่มันไม่ควรอยู่

เจ้าหน้าที่ยังพบสุนัขสุขภาพแข็งแรงอีก 2 ตัวอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย โดยตัวหนึ่งอยู่ภายในบ้าน ส่วนอีกตัวอยู่นอกบ้าน ขณะที่สำนักงานดับเพลิงตรวจไม่พบการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือการเป็นพิษใดๆ

พนักงานซ่อมบำรุง 2 คนที่พบศพเปิดเผยว่า พวกเขาทำงานที่บ้านหลังนี้เป็นระยะ แต่แทบไม่เคยเจอสามีภรรยาคู่นี้เลย โดยพวกเขาสื่อสารกันผ่านโทรศัพท์และข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการคุยกับ น.ส.อาราคาวะ และพวกเขาติดต่อสามีภรรยาคู่นี้ครั้งสุดท้ายเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเด็กเกิดลดลงปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2567 ตอกย้ำวิกฤติประชากร

ญี่ปุ่นเด็กเกิดลดลงปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2567 ตอกย้ำวิกฤติประชากร

28 ก.พ. 2568 03:06 น.

ญี่ปุ่นเด็กเกิดลดลงปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2567 ตอกย้ำวิกฤติประชากร

ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดน้อยลงเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันแล้วในปี 2567 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแต่งงานที่ลดลง ท่ามกลางวิกฤติจำนวนประชากรถดถอย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 กระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จำนวนการเกิดของทารกในประเทศลดลงเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2567 โดยมีเด็กเกิดเพียง 720,988 คน ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำปัญหาผู้สูงอายุและการลดลงอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร

จำนวนการเกิดดังกล่าวลดลงจากปี 2566 ราว 5% แม้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ จะมีมาตรการหลายอย่างเพื่อส่งเสริมการมีลูก ในขณะที่สถิติการเสียชีวิตในปี 2567 อยู่ที่ 1.62 ล้านศพ นั่นหมายความว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2 ศพต่อการเกิดของทารก 1 คน

ถึงแม้ว่าอัตราเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรที่ผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าจะมีในช่วงชีวิต ในประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่นอย่างเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีในปี 2567 จาก 0.72 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน เป็น 0.75 เพราะมาตรการสนับสนุนการแต่งงานและมีลูก แต่แนวโน้มของญี่ปุ่นยังคงเป็นขาลง

ปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้มีเด็กเกิดน้อยลงคือ การแต่งงานที่ลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงแม้ว่าในปี 2567 จำนวนคู่แต่งงานจะเพิ่มขึ้น 2.2% เป็น 499,999 คู่ แต่นั่นนับเป็นจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการลดลงจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่นในปี 2563 มีคู่แต่งงานลดลงถึง 12.7%

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นต่างจากหลายประเทศในโลกตะวันตก ในเด็กทารก 100 คนมีเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่เกิดนอกการสมรส ดังนั้นอัตราการเกิดกับการแต่งงานในแดนอาทิตย์อุทัยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก

ด้านนายทาคุมิ ฟุจินามิ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ระบุว่า ผลกระทบอาจลามมาถึงปี 2568 เช่นกัน และญี่ปุ่นจำเป็นต้องเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน และลดช่องว่างระหว่างเพศ เพื่อกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวแต่งงานและมีลูกมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แอนดรูว์ เทต อินฟลูเอนเซอร์ดัง ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ เดินทางกลับสหรัฐฯ

แอนดรูว์ เทต อินฟลูเอนเซอร์ดัง ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ เดินทางกลับสหรัฐฯ

28 ก.พ. 2568 01:59 น.

แอนดรูว์ เทต อินฟลูเอนเซอร์ดัง ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ เดินทางกลับสหรัฐฯ

แอนดรูว์ กับ ทริสทัน เทต อินฟลูเอนเซอร์ดัง ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ในโรมาเนีย เดินทางกลับถึงสหรัฐฯ แล้ว หลังคำสั่งห้ามเดินทางของทั้งคู่ถูกยกเลิก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนดรูว์ กับ ทริสทัน เทต สองพี่น้องผู้ถูกตั้งข้อหาค้ามนุษย์ในประเทศโรมาเนีย เดินทางกลับถึงสหรัฐฯ แล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 หลังจากทางการยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทาง ระหว่างการสืบสวนคดีของพวกเขา

มาทีอา เปเตรส โฆษกของสองพี่น้องระบุว่า เครื่องบินที่ทั้งคู่โดยสารเดินทางถึง ฟอร์ต ลอเดอร์เดล ในรัฐฟลอริดา เมื่อช่วงเที่ยงวัน ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ แอนดรูว์ กับ ทริสทัน เทต ถูกจับในช่วงปลายปี 2565 และถูกยื่นฟ้องร้องอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อนในข้อหา มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมซึ่งล่อลวงผู้หญิงมายังโรมาเนีย เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ โดยแอนดรูว์ถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราด้วย แต่ทั้งสองคนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ศาลอุทธรณ์กรุงบูคาเรสต์ ของโรมาเนียมีคำตัดสินว่า คดีของทั้งสองไม่สามารถนำไปสู่การพิจารณาคดีได้ เนื่องจากขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่ผิดปกติหลายอย่างของทางฝ่ายอัยการ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเปิดอยู่ และยังคงมีการสืบสวนคดีของทั้งคู่ในโรมาเนีย

ล่าสุดในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 สำนักงานต่อต้านการก่ออาชญากรรมแบบเป็นองค์กรของโรมาเนีย หรือ “DIICOT” ออกแถลงการณ์ระบุว่า อัยการอนุมัติคำร้องให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งห้ามเดินทางสำหรับสองพี่น้องตระกูลเทตแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ยื่นคำร้อง

DIICOT ยืนยันด้วยว่า ทั้งคู่ยังต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เมื่อถูกเรียก และการฝ่าฝืนคำสั่งอาจส่งผลให้ต้องมีมาตรการจำกัดเสรีภาพที่เข้มงวดขึ้น

วันเดียวกัน ศาลในโรมาเนียมีคำตัดสินให้ยกเลิกการยึดทรัพย์สินหลายประการของพี่น้องตระกูลเทต รวมถึงรถยนต์หรู 6 คัน, ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, หุ้นบริษัท รวมทั้งเงินในบัญชีที่ถูกอายัดเอาไว้ก่อนหน้านี้ด้วย

อนึ่ง แอนดรูว์ กับ ทริสทัน เทต เป็นผู้ถือ 2 สัญชาติคืออเมริกันกับบริติช โดยคนพี่คือแอนดรูว์ ในวัย 38 ปี เป็นอดีตนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งอาชีพ และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง มีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์ หรือชื่อปัจจุบันคือ X มากกว่า 10 ล้านคน ส่วนทริสทัน อายุ 36 ปี เป็นผู้สนับสนุนตัวยงของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แอนดรูว์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “พี่น้องเทตจะได้เป็นอิสระ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีแล้ว วันดีๆ ในอดีตกลับมาแล้ว และวันเหล่านั้นจะดีขึ้นกว่าที่เคย อดทนรอก่อน”

การเดินทางกลับประเทศของพี่น้องเทตยังเกิดขึ้นหลังจากนาย เอมิล ฮูเรเซอานู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของโรมาเนียออกมาบอกว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์แสดงความสนใจในคดีของพี่น้องคู่นี้ที่การประชุมความมั่นคงมิวนิก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่เขายืนยันว่า ไม่ได้ถูกกดดันให้ยกเลิกคำสั่งห้ามพี่น้องเทตเดินทางแต่อย่างใด

แอนดรูว์กับทริสทัน เทต ไม่ได้เผชิญการฟ้องร้องทางกฎหมายแค่ในโรมาเนียเท่านั้น พวกเขายังถูกผู้หญิงชาวสหราชอาณาจักร 4 คน ฟ้องร้องใน UK ข้อหาทารุณกรรมทางเพศและทำร้ายร่างกาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ฮามาสส่งคืนร่าง 4 ศพตัวประกันแล้ว อิสราเอลปล่อยนักโทษตามสัญญา

ฮามาสส่งคืนร่าง 4 ศพตัวประกันแล้ว อิสราเอลปล่อยนักโทษตามสัญญา

27 ก.พ. 2568 23:17 น.

ฮามาสส่งคืนร่าง 4 ศพตัวประกันแล้ว อิสราเอลปล่อยนักโทษตามสัญญา

อิสราเอลยืนยันตัวตนของศพตัวประกันทั้ง 4 ศพที่กลุ่มฮามาสส่งคืนให้แล้ว และดำเนินการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ตามสัญญา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 ว่าพวกเขายืนยันตัวตนของศพตัวประกันชาวอิสราเอลทั้ง 4 ศพที่กลุ่มฮามาสส่งคืนมาให้แล้ว และดำเนินการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 642 คนตามสัญญา

ทั้งนี้ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสส่งโลงบรรจุศพที่พวกเขาอ้างว่าเป็นตัวประกันชาวอิสราเอล 4 ศพให้แก่เจ้าหน้าที่สภากาชาด ก่อนที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลจะออกมายืนยันในวันพฤหัสบดีว่า ศพทั้ง 4 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคือนาย ชโลโม มานซูร์ อายุ 86 ปี, โอฮัด ยาฮาโลมี อายุ 50 ปี, ซาชี อีดาน อายุ 50 ปี และ อิตซิค เอลการัต อายุ 69 ปี

การส่งมอบศพดังกล่าวเปิดทางให้อิสราเอลดำเนินการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 600 คน ซึ่งเดิมคาดกันว่าจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน และนี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษครั้งสุดท้ายตามข้อตกลงหยุดยิงเฟสที่ 1 ระยะเวลา 6 สัปดาห์

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวจะหมดอายุในวันที่ 1 มี.ค.นี้ โดยที่ยังไม่มีการทำข้อตกลงใหม่ใดๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายตามมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

ฝ่ายฮามาสยืนยันว่าพวกเขาพร้อมจะเริ่มการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเฟสที่ 2 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามและนำตัวประกันที่เหลืออีก 59 คนกลับบ้าน แต่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ตั้งใจจะขยายข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันออกไปก่อน โดยไม่มีข้อตกลงใหม่เพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น กำแพงภาษีเม็กซิโก-แคนาดา เริ่ม 4 มี.ค. เก็บจีนเพิ่มอีก 10%

ทรัมป์ลั่น กำแพงภาษีเม็กซิโก-แคนาดา เริ่ม 4 มี.ค. เก็บจีนเพิ่มอีก 10%

27 ก.พ. 2568 22:49 น.

ทรัมป์ลั่น กำแพงภาษีเม็กซิโก-แคนาดา เริ่ม 4 มี.ค. เก็บจีนเพิ่มอีก 10%

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกกับแคนาดาในวันที่ 4 มี.ค. หลังเลื่อนมา 1 เดือน และจะเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 10% ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 2568 ว่า คำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกกับแคนาดาในอัตรา 25% ของเขา จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค.นี้ หลังเลื่อนมา 1 เดือน และสหรัฐฯ จะเพิ่มการเก็บภาษีสินค้าจากจีนอีก 10% ในวันเดียวกันด้วย

คำสั่งตั้งกำแพงภาษีสินค้าเม็กซิโกกับแคนาดาของนายทรัมป์ ถูกเลื่อนออกไป 1 เดือน จากเดิมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ก.พ. หลังผู้นำของทั้ง 2 ประเทศบรรลุข้อตกลงกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่าจะเพิ่มการควบคุมชายแดน เพื่อแก้ปัญหาผู้อพยพกับยาเสพติดไหลเข้าสหรัฐฯ อันเป็นสิ่งที่นายทรัมป์อ้างว่าคือเหตุผลให้เขาตัดสินใจตั้งกำแพงภาษี

อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ สร้างความสับสนว่ามาตรการกำแพงภาษีดังกล่าว ซึ่งเลื่อนมาใกล้ครบ 1 เดือนแล้ว จะกลับมามีผลบังคับใช้หรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ยืนยันคำสั่งจะกลับไปมีผลบังคับใช้

นายทรัมป์อ้างว่า ยาผิดกฎหมายยังคงหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ จากทางเม็กซิโกและแคนาดาในระดับที่สูงมากและไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่สามารถยอมให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้ ดังนั้นมาตรการกำแพงภาษีจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค. ตามกำหนดการ จนกว่าการไหลเข้าของยาเสพติดจะหยุดหรือถูกจำกัดอย่างมาก

นายทรัมป์ประกาศด้วยว่า สหรัฐฯ จะเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% ในวันดังกล่าวด้วย หลังเริ่มเก็บไปแล้ว 10% ตั้งแต่ 3 ก.พ. นอกจากนั้นผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า ในวันที่ 2 เม.ย. มาตรการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) จะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

ยีน แฮ็กแมน นักแสดงดัง เสียชีวิตพร้อมภรรยา ที่บ้านพักในสหรัฐฯ

ยีน แฮ็กแมน นักแสดงดัง เสียชีวิตพร้อมภรรยา ที่บ้านพักในสหรัฐฯ

27 ก.พ. 2568 16:08 น.

ยีน แฮ็กแมน นักแสดงดัง เสียชีวิตพร้อมภรรยา ที่บ้านพักในสหรัฐฯ

ยีน แฮ็กแมน นักแสดงชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลออสการ์ และเบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาของเขา ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านพักของพวกเขาในเมืองซานตาเฟ รัฐนิวเม็กซิโก

ยีน แฮ็กแมน นักแสดงชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลออสการ์ และเบ็ตซี อาราคาวะ ภรรยาของเขา ถูกพบว่าเสียชีวิตที่บ้านพักของพวกเขาในเมืองซานตาเฟ รัฐนิวเม็กซิโก

ตลอดอาชีพนักแสดงที่ยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ แฮ็กแมนได้รับรางวัลออสการ์ 2 รางวัล รางวัลบาฟต้า 2 รางวัล รางวัลลูกโลกทองคำ 4 รางวัล และรางวัลสมาคมนักแสดง 1 รางวัล

แถลงการณ์จากสำนักงานเขตซานตาเฟ เคาน์ตี้ ในรัฐนิวเม็กซิโกระบุว่า “เราสามารถยืนยันได้ว่ายีน แฮ็กแมนและภรรยาของเขาถูกพบเสียชีวิตในช่วงบ่ายวันพุธ (26 ก.พ.) ที่บ้านพักของพวกเขาในเขตซันเซ็ตเทรล การสืบสวนยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ เราไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ”

แฮ็กแมนได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทจิมมี่ “ป๊อปอาย” ดอยล์ ในภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง The French Connection ของวิลเลียม ฟรีดกิน ในปี 1971 และรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบทบาทลิตเติล บิล แด็กเกตต์ ในภาพยนตร์เรื่อง Unforgiven ของคลินต์ อีสต์วูดในปี 1992

บทบาทอื่นๆ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Bonnie and Clyde ในปี 1967 บทบาทบัค แบร์โรว์ ภาพยนตร์เรื่อง I Never Sang for My Father ในปี 1970 และบทบาทเอเยนต์ในเรื่อง Mississippi Burning ในปี 1988

อแดน เมนโดซา เจ้าหน้าที่เขตซานตาเฟ เคาน์ตี้ ยืนยันข่าวนี้กับสื่อท้องถิ่นหลังเที่ยงคืนของวันพุธ ว่าทั้งคู่เสียชีวิตแล้วพร้อมกับสุนัขของพวกเขา ต่อมาข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากสำนักข่าว Press Association โดยแฮ็กแมนอายุ 95 ปี และภรรยาอายุ 63 ปี

นายเมนโดซากล่าวว่ายังไม่มีข้อบ่งชี้ทันทีว่ามีเหตุผิดปกติใดๆ แต่เขาไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตหรือระบุว่าทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตเมื่อใด “สิ่งเดียวที่ผมบอกได้คือ เรากำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียชีวิต และกำลังรอการอนุมัติหมายค้น”

แฮ็กแมน นักแสดงชื่อดัง มีผลงานกว่า 100 เรื่อง รวมถึงเล็กซ์ ลูเธอร์ ในภาพยนตร์ซูเปอร์แมนในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เขายังแสดงนำในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Runaway Jury และ The Conservation รวมถึงเรื่อง The Royal Tenenbaums ของเวส แอนเดอร์สัน ส่วนการปรากฏตัวบนจอเงินครั้งสุดท้ายของเขาคือในบทมอนโร โคล ในเรื่อง Welcome to Mooseport ในปี 2004.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นครองแชมป์ สวนสาธารณะเล็กที่สุดในโลก พื้นที่เท่ากระดาษ A3 2 แผ่น (คลิป)

ญี่ปุ่นครองแชมป์ สวนสาธารณะเล็กที่สุดในโลก พื้นที่เท่ากระดาษ A3 2 แผ่น (คลิป)

27 ก.พ. 2568 15:42 น.

ญี่ปุ่นครองแชมป์ สวนสาธารณะเล็กที่สุดในโลก พื้นที่เท่ากระดาษ A3 2 แผ่น (คลิป)

สวนสาธารณะขนาดจิ๋วในเมืองนากาอิซูมิ จังหวัดชิซูโอกะ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากกินเนสส์ เวิลด์ เรกคอร์ดส ว่าเป็นสวนสาธารณะที่เล็กที่สุดในโลก

สวนสาธารณะขนาดจิ๋วในเมืองนากาอิซูมิ จังหวัดชิซูโอกะ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากกินเนสส์ เวิลด์ เรกคอร์ดส ว่าเป็นสวนสาธารณะที่เล็กที่สุดในโลก โดยพิธีมอบใบรับรองจัดขึ้นในเมืองนากาอิซูมิ เมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) ที่ผ่านมา

ตามข้อมูลของกินเนสส์ สวนสาธารณะแห่งนี้มีพื้นที่ 0.24 ตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับกระดาษ A3 จำนวน 2 แผ่น สวนสาธารณะแห่งนี้เดิมทีเป็นพื้นที่ขนาดเล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกต่อไป เนื่องจากงานปรับพื้นที่ของเมือง ต่อมาในปี 1988 ได้มีการติดตั้งม้านั่งขนาดเล็กเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้อยู่อาศัย แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสวนสาธารณะ

เนื่องจากพื้นที่ขนาดเล็กดังกล่าว ซึ่งทางเมืองอ้างอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็น “สวนสาธารณะที่เล็กที่สุดในโลก” ได้รับความสนใจในโซเชียลมีเดียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางเมืองจึงตัดสินใจขึ้นทะเบียนเป็นสวนสาธารณะ และยื่นเรื่องขอการรับรองอย่างเป็นทางการต่อกินเนสส์ เวิลด์ เรกคอร์ดส

ทั้งนี้ สวนสาธารณะแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าสวนสาธารณะมิลล์ เอนส์ พาร์ก ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยครองสถิติโลกสวนสาธารณะที่เล็กที่สุดในโลกมาก่อน โดยมีพื้นที่ 0.29 ตารางเมตร.

ที่มา The Japan News

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign