‘CONSTELLATION’ ปิดประมูลชิ้นงานศิลปะสูงถึง 40.5 ล้านบาท! 8 ดาวเด่นสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เมื่อดวงดาวแห่งศิลป์โคจรมาพบกัน

‘CONSTELLATION’ ปิดประมูลชิ้นงานศิลปะสูงถึง 40.5 ล้านบาท!  8 ดาวเด่นสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เมื่อดวงดาวแห่งศิลป์โคจรมาพบกัน

‘CONSTELLATION’ ปิดประมูลชิ้นงานศิลปะสูงถึง 40.5 ล้านบาท! 8 ดาวเด่นสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เมื่อดวงดาวแห่งศิลป์โคจรมาพบกัน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้วงการประมูลงานศิลปะของไทยอีกครั้ง เมื่อ The Art Auction Center บริษัทประมูลงานศิลปะอันดับ ของประเทศไทย จับมือกับ 66 Tower ชวนเหล่านักสะสมและคนรักงานศิลปะ ร่วมสำรวจจักรวาลแห่งศิลปะในนิทรรศการและการประมูลสุดพิเศษ “CONSTELLATION” รวมงานศิลปะ 127 ชิ้นของศิลปินชั้นครู Old Master และศิลปินรุ่นใหม่ที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก พร้อมชวนคนรักงานศิลป์เดินทางสู่โลกแห่งศิลปะอันไร้ขีดจำกัด จัดแสดงนิทรรศการบนชั้น 10 อาคาร 66 Tower (สุขุมวิท 66) และปิดท้ายด้วยการประมูลผลงานศิลปะท่ามกลางนักสะสมชาวไทยและต่างชาติ พร้อม ผลงานไฮไลท์ทำลายสถิติ Estimated Price ได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ ก่อนจะปิดยอดการประมูลไว้ที่ 40.5 ล้านบาท!!

พิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Art Auction Center บริษัทประมูลงานศิลปะอันดับ 1 ของประเทศไทย พูดถึงแรงบันดาลใจในการจัดนิทรรศการและการประมูลงานศิลปะอันทรงคุณค่าครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า นิทรรศการและงานประมูล “CONSTELLATION” เปรียบเสมือนการนำดวงดาวมาถักทอเป็นเรื่องราวบนโลกศิลปะ แต่ละผลงานล้วนมีความหมายและคุณค่าในตัวเอง เฉกเช่นดวงดาวที่ส่องแสงในจักรวาลแห่งนี้ ท่ามกลางผลงานที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและความงามที่ลึกซึ้ง พร้อมทั้งค้นพบ “กลุ่มดาว”จักรราศีของตนในค่ำคืนแห่งศิลปะ

นอกจากนี้ หนังสือปกหนาสีขาวเล่มใหญ่ CONSTELLATION ยังบรรยายถึงความสวยงามของท้องฟ้ายามรัตติกาล ที่พร่างพราวไปด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง ทอประกายระยิบระยับใต้ผืนอาภรณ์แห่งจักรวาล เปรียบดังงานศิลป์ชิ้นเอกของเหล่าศิลปิน ที่เปล่งประกายคุณค่า ส่องสว่างด้วยสีสันเฉพาะตน ส่งมอบความเจิดจรัสอันเป็นปัจเจกด้วยลีลาและทัศนะที่แตกต่าง เพื่อรังสรรค์ สร้างสรรค์ และหลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับผลงาน

ท่ามกลางผลงานศิลปะชิ้นเอกถึง 127 ชิ้น ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของการงานบรรยากาศในการประมูลร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมี 8 ผลงานดาวเด่นที่ได้รับการประมูลสูงสุดใน CONSTELLATION ได้แก่ ผลงาน ดอกบัว” (พ.ศ. 2531) ของ ทวี นันทขว้าง ยอดประมูล 4,758,050 บาท เป็นหนึ่งในงานจากชุดไผ่บัว ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของศิลปิน ผู้สามารถถ่ายทอดความงามของธรรมชาติออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นที่สุด และผลงาน “ELEPHANT MAN ทศคีรีธร” (พ.ศ. 2515) ของ ถวัลย์ ดัชนี ยอดประมูล 3,945,700 บาท เล่าเรื่องตัวละครในรามเกียรติ์ ยักษ์แฝดน้องที่เกิดจากทศกัณฐ์กับนางช้างพัง มีหัวเป็นช้างมีตัวเป็นยักษ์ ซึ่งมีการตีความผ่านการเลือกใช้รูปทรงของสัตว์หลากหลายชนิดและมัดกล้ามเนื้อของมนุษย์มาผสมผสานเพื่อสร้างเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะ ผลงานได้ปลุกเร้าอารมณ์ ความกดดัน และกระตุ้นจิตใต้สำนึก ด้วยนัยน์ตาของสัตว์นักล่า โดยใช้เทคนิคฝนปากกาที่อาศัยความแม่นยำเป็นอย่างสูง

รวมทั้ง ผลงาน “Untitled” ของ ชาติชาย ปุยเปีย ปิดประมูล 2,901,250 บาท ผลงานชิ้นเอกของศิลปินศิลปาธร สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2549, ผลงาน “THE WAVE OF TIME” (พ.ศ. 2566) ของ มือบอญ (MUEBON) ปิดประมูล 2,437,050 บาท, ผลงาน “NATURAL PHENOMENON ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” (พ.ศ. 2528) ของ ประเทือง เอมเจริญ ปิดประมูล 1,160,500 บาท, ผลงาน “เขียนเฉียบพลันกับระนาดเอกขุนอินทร์” (พ.ศ. 2555) ของ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปิดประมูล 1,160,500 บาท, ผลงาน “THE WAITING- BLACK & WHITE VERSION, ED 4/5” (พ.ศ. 2565) ของ มอลลี-นิสา ศรีคำดี ปิดยอดประมูล 870,375 บาท ผลงาน “ตาลปัตรและย่าม ในโอกาส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ รอบ” (พ.ศ. 2526) ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ปิดประมูล 800,745 บาท

นอกจากนี้ CONSTELLATION ยังมีผลงานจากศิลปินรุ่นใหม่ อาทิ ทองไมย์ เทพราม, เบนซิลล่า, ก้องกาน ฯลฯ ที่นำเสนอแนวคิดและเทคนิคอันทันสมัย สะท้อนถึงโลกยุคปัจจุบันได้อย่างคมชัดและน่าสนใจ รวมถึงผลงานดาวเด่นที่จัดเป็นไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการและงานประมูลครั้งนี้ ได้แก่ ผลงาน “JEANNE D’ARC, PARIS” (พ.ศ.2549) สีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ของ ประเทือง เอมเจริญ

ติดตามนิทรรศการและการประมูลงานศิลปะอันทรงคุณค่าของ The Art Auction Center ครั้งต่อไปได้แล้วที่ https://www.facebook.com/theartauctioncenter

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ ชี้รุนแรงในเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบกว่าผู้ใหญ่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 05.30 น.

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนป่วย และโรคที่พบได้บ่อย คือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ล่าสุดหลายคนคงอาจได้ยินข่าวการระบาดของ “ไวรัส hMPV” ที่ทำให้มีไข้ ไอ คัดจมูกจนเกิดกระแสว่าอาจเป็นโรคใหม่เหมือนโควิด แต่ความจริงไวรัสชนิดนี้มีมานานแล้ว โดยมักเป็นแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาและหายเองได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นกัน

พญ.สีวลี สีดาฟอง กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็กโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า hMPV หรือ ฮิวแมน เมตะนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ โดยโรคนี้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่การตรวจหาเชื้อในอดีตทำได้ยากเพราะข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ส่วนปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองที่ช่วยให้ตรวจพบเชื้อ hMPV ได้

ทุกคนสามารถติดเชื้อ hMPV ได้ แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ จาม พูดคุย การหายใจเอาละอองเชื้อในอากาศ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วเอามือมาแตะบริเวณตา จมูก ปาก ผู้ใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มักมีไข้ ไอ และน้ำมูก เหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะระบบทางเดินหายใจยังบอบบางและภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงดี เด็กเล็กจึงมักมีอาการรุนแรง มีไข้สูง ไอมาก จนอาจลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบได้ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจำสัญญาณ 3 อย่างของปอดอักเสบไว้ให้ดี คือ ไข้ ไอ และหอบเหนื่อย สังเกตได้จากการหายใจแรงจนหน้าอกบุ๋ม หายใจเร็ว หายใจติดขัด หายใจแล้วจมูกบานผิดปกติ ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ให้รีบพาเด็กๆ ไปพบแพทย์ทันที

เนื่องจากโรค hMPV มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา, โรค RSV และโควิด ทำให้ผู้ปกครองอาจไม่แน่ใจว่าลูกของเราเป็นอะไรกันแน่ แต่ปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำด้วยการ swab หรือ RT-PCR แม้ขณะนี้จะยังไม่มียาต้านไวรัส hMPV โดยตรง แต่สามารถรักษาตามอาการได้ เช่น จ่ายยาลดไข้หรือยาแก้ไอโดยทั่วไปผู้ใหญ่จะหายดีภายใน 2-3 วัน ส่วนเด็กเล็กจะใช้เวลา 5-7 วัน แต่ในเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อพ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ หรือเคาะปอด ในบางรายอาจมีเหนื่อยมาก ออกซิเจนต่ำ จนต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยลดอาการดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษานานกว่าปกติ

“hMPV ไม่ใช่โรคใหม่ สามารถรักษาได้ แล้วก็ป้องกันได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการกินอาหารร่วมกัน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้สังเกตอาการของลูกให้ดี หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากทุกคนรับมืออย่างเข้าใจ” พญ.สีวลี สีดาฟอง กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์กุมารเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-20.00 น. โทร. 02-0790038 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน

รู้จัก ‘Smiling Depression’ ยิ้มง่าย แต่ใจพัง ภาวะซึมเศร้าแบบยิ้มแย้ม

รู้จัก ‘Smiling Depression’ ยิ้มง่าย แต่ใจพัง ภาวะซึมเศร้าแบบยิ้มแย้ม

รู้จัก ‘Smiling Depression’ ยิ้มง่าย แต่ใจพัง ภาวะซึมเศร้าแบบยิ้มแย้ม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 05.00 น.

ในโลกที่ทุกคนต่างต้องเผชิญกับความกดดันทั้งในชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัว บางครั้งเรามักจะพบว่ามีคนที่ยิ้มแย้ม สดใส ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาหรือความเศร้าใดๆ แต่ในความเป็นจริงภายในใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเศร้าและความทุกข์ ท่ามกลางรอยยิ้มเหล่านั้นอาจซ่อนภาวะซึมเศร้าที่ผู้คนมักไม่แสดงออก หรือที่เรียกว่า Smiling Depression หรือภาวะซึมเศร้า ซ่อนเร้น

สาเหตุของภาวะ Smiling Depression

หลายครั้งที่ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นเกิดจากการที่ผู้คนยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) หรือการต้องการแสดงออกว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า ความรู้สึกว่าตัวเองต้องไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอหรือความเจ็บปวด เพราะไม่อยากให้ผู้อื่นรู้สึกเป็นห่วง หรือไม่ต้องการเป็นภาระให้คนรอบข้างเกิดความหนักใจ

ผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงทั้งในหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือสังคมมักจะซ่อนความรู้สึกของตัวเองเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้อื่น พวกเขามักจะพยายามทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน กลับซ่อนความรู้สึกภายในที่มืดมนและหดหู่ไว้อย่างลึกซึ้ง

สัญญาณของภาวะ Smiling Depression

การที่จะรับรู้ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่ประสบปัญหามักจะเก็บความรู้สึกไว้ภายใน และแสดงออกไม่เหมือนกับภาวะซึมเศร้าทั่วไป แต่ก็ยังมีสัญญาณบางประการที่สามารถสังเกตได้ เช่น ยิ้ม แต่สายตาดูไม่สดใส : แม้จะยิ้มแย้ม แต่สายตาหรือท่าทางกลับแสดงออกถึงความเศร้าดำเนินชีวิตได้ปกติแต่ข้างในรู้สึกเศร้า : พวกเขายังคงทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ แต่ในใจกลับรู้สึกท้อแท้และเศร้าหมอง เป็นที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง : พวกเขามักเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้กับคนอื่น แต่ไม่ค่อยพูดถึงตัวเองไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระ : ผู้ที่มีภาวะนี้จะพยายามไม่ให้ใครต้องมาคอยเป็นห่วง หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ

ไม่อยากรู้สึกไม่สมบูรณ์แบบ : พวกเขามักไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นความอ่อนแอหรือสิ่งที่ผิดพลาดในตัวเองคาดหวังให้คนอื่นมีความสุข : ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นมักคาดหวังให้ผู้อื่นมีความสุข ในขณะที่ตัวเองเก็บความรู้สึกไว้ นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป : มีปัญหาในการนอนหลับ หรือบางครั้งก็หลับไปมากเกินไปเพื่อหลีกหนีความรู้สึกภายใน รู้สึกตัวเองไร้ค่า สิ้นหวัง หรือรู้สึกผิด : มีความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่อยากทำอะไร หรือรู้สึกไม่สนใจ : ไม่มีแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่เคยชื่นชอบ หรือรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา

การดูแลและการขอความช่วยเหลือ

การซ่อนความรู้สึกและไม่แสดงออกไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่ประสบภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้น แม้ว่าอาการอาจจะไม่แสดงให้เห็นภายนอก แต่ก็มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีสัญญาณเหล่านี้ ควรหาทางรับมือและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อฟื้นฟูสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาล BMHH เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต พร้อมให้การดูแลและคำปรึกษาอย่างเต็มที่ โดยใช้วิธีการที่เหมาะสมและครอบคลุม เพื่อช่วยให้คุณสามารถกลับมามีชีวิตที่สมดุลและมีความสุขได้อีกครั้ง

ไม่ต้องเผชิญกับความเศร้าเพียงลำพัง

อย่าปล่อยให้ภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นทำลายชีวิตของคุณ หากคุณรู้สึกว่าจิตใจของคุณเริ่มหลุดออกจากสมดุล ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต Bangkok Mental Health Hospital หรือ BMHH เราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของทุกคน เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยคุณกลับมามีชีวิตที่สดใสและมีความสุขอย่างยั่งยืน

ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ’เจตนิน’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก

ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ'เจตนิน' ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก

ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ’เจตนิน’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.57 น.

ฉลองครบ 30 ปีแห่งความสำเร็จ ‘เจตนิน’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก เติมเต็มความฝันให้กับทุกครอบครัว

โรงพยาบาลเจตนิน โดย พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท เจตนิน จำกัด จัดงาน “Jetanin 30 Years Anniversary Celebration” เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ตลอด 30 ปีแห่งความเชื่อมั่นในการให้เจตนินเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความฝันของผู้มีบุตรยากจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยมีแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญในแวดวงสาธารณสุข ธุรกิจ และวงการบันเทิง ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมคาเพลลา แบงค็อก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568

พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา เจตนินมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ด้วยมาตรฐานระดับสากล โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมและครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการรักษาและให้คำปรึกษาสำหรับผู้มีบุตรยาก การทำ IVF/ICSI การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ไปจนถึงการฝากแช่แข็งไข่ นอกจากนี้ เจตนินยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์มากถึง 8 ท่าน ร่วมด้วยนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการรับรองจาก European Society of Human Reproduction and Embryology  (ESHRE) ซึ่งล้วนแต่เป็นวิทยาศาสตร์มากฝีมือที่มีประสบการณ์ด้านการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน นอกจากนี้ เจตนิน IVF ยังได้รับการรับรองจากสถาบันรับรองคุณภาพระดับสากลถึง 2 แห่งด้วยกัน ทั้งการรับรอง JCI (Joint Commission International) จากประเทศสหรัฐอเมริกา และRTAC (Reproductive Technology Accreditation Committee) จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการให้บริการในระดับสากล

“ปัจจุบันเจตนินมีทีมบุคลากรกว่า 300 คน ที่พร้อมให้บริการและดูแลทุกครอบครัว โดยเรายังคงยึดมั่นในการรักษาความเชี่ยวชาญ และให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกครอบครัวได้สัมผัสกับ ความสุขในการมีบุตร และในโอกาสพิเศษนี้ เจตนินขอยืนยันถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของเรา ที่จะก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพการให้บริการและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยดูแลผู้มีบุตรยาก และช่วยเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ต่อไป” พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญของงานคือการสัมภาษณ์แขกรับเชิญสุดพิเศษ พร้อมทั้งพิธีกรของงานอย่างคุณอั๋น ภูวนาท คุนผลิน ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ดำเนินรายการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่เคยเข้ารับบริการจากเจตนิน และประสบความสำเร็จในการมีบุตรจากที่นี่ โดยเรื่องราวที่ถูกนำมาแบ่งปันนั้นเป็นความประทับใจและประสบการณ์จริง ซึ่งแต่ละเรื่องราวล้วนสะท้อนถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญของเจตนินในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คุณดา เอ็นโดรฟิน ที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงานด้วยเสียงเพลง และเล่าถึงความประทับใจในการรับบริการ เธอเลือกที่นี่เพราะมาตรฐานระดับสากล และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์

เรื่องราวของ คุณพิมพ์ทอง ภควัตสุนทร และคุณนวณัฐ มหรรฆสุวรรณ ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมและพบว่าทั้งคู่เป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดเดียวกันโดยบังเอิญ ทั้งคู่จึงได้เข้ารับการตรวจด้วยเทคโนโลยี ICSI และ PGT-M ที่ช่วยคัดกรองตัวอ่อนเพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยจะเกิดมาอย่าง แข็งแรง ปลอดภัย

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของคุณเปา โภคิน สุสมาวัตนะกุล และคุณพัชราพรรณ สุสมาวัตนะกุล ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยคุณเปา ไม่ได้เพียงแต่เลือกทำ ICSI กับเจตนินเท่านั้น แต่คุณเปายังเป็นหนึ่งในคนที่เกิดจากกระบวนการรักษาที่เจตนินเช่นกัน และในวันนี้คุณเปาถือเป็น Generation ที่ 2 ที่กลับมาให้เจตนินดูแลเส้นทางการมีบุตรของตนเอง และการเลือกเจตนินในครั้งนี้ไม่เพียงแค่แสดงถึงความเชื่อมั่น แต่ยังสะท้อนถึง ความไว้วางใจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจากครอบครัวของเขา

เจตนินยังพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ ที่มากด้วยความสามารถ ผ่านบทสัมภาษณ์ของแพทย์หญิงปาริฉัตร ไกรทัศน์ ด้วยเทคโนโลยีการฝากไข่ที่ทันสมัยและมาตรฐานระดับสากล เพื่อเก็บรักษาคุณภาพไข่ และเปิดโอกาสให้ตัวเองสามารถวางแผนชีวิตและครอบครัว จนถึงวันที่เธอพร้อมมีครอบครัว ก็ได้กลับมาทำ ICSI จนมีลูกน้อยเข้ามา เติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์และปิดท้ายด้วย คุณผึ้ง ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้มาเล่าถึงความประทับใจถึงการรับบริการที่เจตนินที่สะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ซึ่งช่วยให้คุณผึ้งได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมและช่วงเวลาแห่งความสุข มากมาย แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานต่าง เพลิดเพลินกับบรรยากาศอันอบอุ่น พร้อมสัมผัสกับความน่ารักของเด็ก ๆ หลากหลายช่วงวัย ที่มาร่วมสร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับทุกคนในงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขและความประทับใจ และยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จที่ยาวนานกว่า 30 ปี ของเจตนิน ที่ได้สร้างครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง

ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่เราได้ดูแลจากรุ่นสู่รุ่น เจตนินมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ และคุณภาพการรักษา เพื่อให้ทุกครอบครัวได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการมีบุตร เจตนินขอขอบคุณทุกความไว้วางใจที่มอบให้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พวกเราภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความฝันของทุกครอบครัว

ติดต่อเจตนิน ผู้สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ เจตนิน ตั้งอยู่ในซอยชิดลม ถนนเพลินจิต ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ

  • โทร: 02-655-5300
  • อีเมล: info@jetanin.com
  • ไลน์ OA: @jetanin
  • เว็บไซต์: http://www.jetanin.com
  • อินสตาแกรม: Jetanin_hospital
  • เฟซบุ๊ก: Jetanin hospital

‘โรคอ้วน’วิกฤตสุขภาพทั่วโลก คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนอันดับ 1 ของไทย

'โรคอ้วน'วิกฤตสุขภาพทั่วโลก คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนอันดับ 1 ของไทย

‘โรคอ้วน’วิกฤตสุขภาพทั่วโลก คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนอันดับ 1 ของไทย

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

“โรคอ้วน” วิกฤตสุขภาพทั่วโลก คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนอันดับ 1 ของไทย

โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างที่ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเครียด รวมถึงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ โรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในแง่ของค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง

ในยุคที่เต็มไปด้วยอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายลดลง โรคอ้วนจึงกลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างเหมาะสม

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของโรคอ้วนในหลากหลายมิติ เพื่อต้อนรับ “วันอ้วนโลก (World Obesity Day)” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

โรคอ้วนกำลังขยายตัวเป็นบริเวณกว้าง

วิกฤตการณ์โรคอ้วน (Obesity crisis) เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับโลกที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน รายงานจากวารสาร The Lancet ระบุว่า ในปี 2022 มีประชากรโลกมากกว่า 1 พันล้านคนที่เผชิญกับโรคอ้วน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในผู้ใหญ่ และสูงขึ้นถึงสี่เท่าในเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-19 ปี เมื่อเทียบกับ 35 ปีก่อน ข้อมูลจาก World Obesity Atlas 2024 คาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 จำนวนผู้ที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนจะสูงถึง 54% ของประชากรโลก หรือราว 3.3 พันล้านคน

สำหรับประเทศไทย รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2566 พบว่า 48.35% ของประชากรไทยมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราความชุกสูงสุดที่ 56.4% ตามมาด้วยภาคเหนือ (51.8%) ภาคใต้ (50.8%) ภาคกลาง (46.9%) และภาคอีสาน (46.6%) ที่น่ากังวลคือ เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี มีอัตราภาวะอ้วนอยู่ที่ 9.24% และวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี สูงถึง 15.76% ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สาเหตุของโรคอ้วนและแนวทางแก้ไข

โรคอ้วนเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยปัจจัยหลักคือ การบริโภคพลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ ซึ่งส่วนเกินเหล่านี้จะสะสมเป็นไขมัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านฮอร์โมน พันธุกรรม และกระบวนการเหนือพันธุกรรม (Epigenetics) ที่มีผลต่อการเผาผลาญและการสะสมไขมัน

นายแพทย์ตนุพลแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนผ่านหลัก Lifestyle Medicine ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ลดการบริโภคน้ำตาลและไขมันทรานส์ และเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

2.เพิ่มการออกกำลังกาย เน้นกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเวทเทรนนิ่ง

3.ปรับสมดุลการนอนและจัดการความเครียด** – การพักผ่อนที่เพียงพอและการลดความเครียดช่วยควบคุมฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิวและอิ่มให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคอ้วนเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรงและลดภาระด้านสาธารณสุขในระยะยาว

PalFish เปิดตัวครอบครัวพรีเซนเตอร์สุดอบอุ่น ‘บีม-ออย-น้องธีร์-น้องพีร์’

PalFish เปิดตัวครอบครัวพรีเซนเตอร์สุดอบอุ่น 'บีม-ออย-น้องธีร์-น้องพีร์'

PalFish เปิดตัวครอบครัวพรีเซนเตอร์สุดอบอุ่น ‘บีม-ออย-น้องธีร์-น้องพีร์’

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.50 น.

PalFish เปิดตัวครอบครัวพรีเซนเตอร์สุดอบอุ่น บีม-ออย” ควงคู่ฝาแฝด น้องธีร์-น้องพีร์” จุดประกายการเรียนอังกฤษให้เด็กไทย พูดอังกฤษได้จริง!

ในยุคที่ภาษาอังกฤษเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคตของเด็กไทย PalFish Class แพลตฟอร์มเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ชั้นนำ ได้ตอกย้ำแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษที่ สนุก เข้าใจง่าย และได้ผลจริง ด้วยการเปิดตัว “บีม กวี – ออย อฏิพรณ์ พร้อมลูกชายฝาแฝดสุดน่ารัก “น้องธีร์-น้องพีร์” เป็นพรีเซนเตอร์ครอบครัวแรกของแบรนด์ หวังสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษและ พูดอังกฤษได้จริง พร้อมช่วยให้พ่อแม่ยุคใหม่เห็นถึงความสำคัญของการเรียนภาษาผ่านการโต้ตอบกับคุณครูเจ้าของภาษา

PalFish คือใคร? ทำไมถึงช่วยให้เด็กไทย พูดอังกฤษได้จริง?

PalFish เป็นแพลตฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองทั่วโลก ดำเนินการในประเทศไทยมาแล้วหลายปี และมีผู้เรียนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก โดยในประเทศไทย มีนักเรียนที่เลือก เรียน PalFish Class  แล้วกว่า 30,000 คน จุดเด่นของ เรียน PalFish Classคือการสอนแบบ คลาสเรียนภาษาอังกฤษสอนสด ตัวต่อตัว กับครูเจ้าของภาษา  ที่เด็กๆ จะได้เรียนตัวต่อตัวกับคุณครูเจ้าของภาษาโดยตรง ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ผ่านการโต้ตอบจริง ฝึกฟัง พูด และตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ PalFish Class ยังมีคุณครูที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมระบบกว่า 50,000 คน ซึ่งล้วนเป็น เจ้าของภาษา (Native Speakers) ที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรองด้านการสอน เรียน PalFish ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เด็กๆ พูดอังกฤษได้จริง ด้วยวิธีการเรียนที่สนุก เข้าใจง่าย และช่วยสร้างความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ

เพราะภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่อนาคตของลูก บีม กวี ตันจรารักษ์ คุณพ่อของน้องธีร์-น้องพีร์ เผยว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่เขาและภรรยาให้ความใส่ใจมาโดยตลอด โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและเปิดโอกาสให้กับอนาคตของลูก “ผมกับออยให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกมาก โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะเรารู้ว่าการที่เด็กสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี จะช่วยให้เขามีโอกาสที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือการทำงานในอนาคต เราอยากให้ลูกซึมซับภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเล็ก และการเรียน PalFish Class เป็นตัวช่วยที่ดีมาก เพราะเด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการโต้ตอบกับคุณครูเจ้าของภาษาแบบตัวต่อตัว ซึ่งช่วยให้พวกเขากล้าพูดและ พูดอังกฤษได้จริง” นอกจากนั้น คุณบีมยังเล่าว่า การให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่เรื่องของวิชาการ แต่ยังช่วยเสริมสร้างทักษะที่สำคัญ เช่น การสื่อสาร การกล้าแสดงออก และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในยุคปัจจุบัน

เปลี่ยนการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นเรื่องสนุก พูดอังกฤษได้จริง! ด้าน ออย อฏิพรณ์ คุณแม่ของน้องธีร์-น้องพีร์ เสริมว่า เด็กๆ วัยนี้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่รวดเร็วมาก หากได้รับการสอนที่ถูกต้องและเหมาะสมก็จะช่วยให้เขาจดจำและใช้งานภาษาอังกฤษได้เป็นธรรมชาติ “เวลาที่น้องธีร์และน้องพีร์เรียน PalFish Class เด็กๆ สนุกมาก เพราะหลักสูตรของ PalFish Class ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย มีภาพประกอบสวยงาม มีเกมและกิจกรรมโต้ตอบที่ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น โดยที่เราไม่ต้องบังคับให้เรียนเลย เขาจะเป็นคนขอเปิดแอปเอง ซึ่งทำให้เราเห็นว่าเขาชอบและมีความสุขกับการเรียน” นอกจากนี้คุณออยยังบอกอีกว่า หนึ่งในความกังวลของพ่อแม่หลายคนคือ ลูกไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ เพราะไม่มีโอกาสใช้จริง ซึ่ง เรียน PalFish Class สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเป็นการเรียนสดแบบตัวต่อตัวกับคุณครูเจ้าของภาษา เด็กๆ จะได้ฝึกพูด ฟัง และโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะพูดผิด “ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียนในโรงเรียน แต่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องใช้จริงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การใช้สื่อออนไลน์ หรือแม้แต่การเล่นเกม ทุกอย่างเชื่อมโยงกับภาษาอังกฤษหมด เราเลยอยากให้ลูกเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ และมั่นใจว่า เรียน PalFish แล้วจะช่วยให้ลูก พูดอังกฤษได้จริง”

เรียน PalFish ตัวช่วยของพ่อแม่ยุคใหม่ นอกจากการช่วยให้เด็กๆ คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษแล้ว เรียน PalFish ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถติดตามพัฒนาการของลูกได้ง่ายขึ้น เพราะมีระบบบันทึกการเรียนและรายงานผลให้ผู้ปกครองทราบว่า ลูกมีพัฒนาการอย่างไร และสามารถนำความรู้ที่เรียนไปใช้ได้จริงหรือไม่ “พอเราเห็นว่าลูกเริ่มพูดโต้ตอบกับคุณครูต่างชาติได้ หรือออกเสียงได้ดีขึ้น เราก็ยิ่งมั่นใจว่าเรามาถูกทาง การเรียนที่ได้ผลคือการที่เขาสามารถนำไปใช้จริงได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ภาษาเป็นทักษะที่ต้องใช้จริงในชีวิต คุณบีมกล่าว เรียน PalFish ถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนทักษะ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน ผ่านการเรียนแบบโต้ตอบที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ ผู้ปกครองสามารถเลือกครูที่เหมาะสมกับลูกได้เอง และเรียนจากที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย

ชมความน่ารักของน้องธีร์ น้องพีร์ บน Youtube คลิก https://youtu.be/-pLVU4jLbd4

การที่ PalFish Class เลือกครอบครัวบีม-ออย-น้องธีร์-น้องพีร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถเป็นเรื่องสนุกสำหรับทุกครอบครัว ทั้งนี้สามารถติดตามแคมเปญพิเศษจาก PalFish  และครอบครัวบีม-ออย-น้องธีร์-น้องพีร์ ได้เร็วๆ นี้ รับรองว่าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความน่ารัก และแรงบันดาลใจที่จะช่วยให้พ่อแม่ยุคใหม่เห็นถึงความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เพราะอนาคตที่ดีของลูก เริ่มต้นจากวันนี้ ทดลองเรียนและวัดระดับภาษาฟรี 1 ครั้งมูลค่า 1,800 บาท ได้เลย!

อันดับแรกคือการการเรียนสนุก เพราะยิ่งสนุกเด็กๆจะรักในการเรียนภาษา! ข้อสอง อย่ากลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษเพราะการสื่อสารบ่อยๆ ทำให้ใช้ภาษาได้จริง  และสุดท้าย มาเรียนกับ PalFish เพราะเรามีครูคุณภาพระดับโลกและหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ

ทดลองเรียนฟรีวันนี้! แล้วคุณจะเห็นว่าเด็กๆ สนุกและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้จริงกับ PalFish

ดาวน์โหลด PalFish Class ได้ที่

App Store : https://apps.apple.com/th/app/palfish-class/id1139100243

Play Store : https://play.google.com/store/apps/details?id=cn.xckj.talk_junior.second&hl=th

รายละเอียดเพิ่มเติม หรือทดลองเรียน ฟรี ติดต่อที่

FB: Palfish Thailand

IG: palfish.thailand

Line: @palfish

‘เจสซี่ กิระนา’เผยบทเรียนจากเวทีนางงาม ช่วงต่ำสุดของชีวิตและการก้าวข้ามความล้มเหลว!

'เจสซี่ กิระนา'เผยบทเรียนจากเวทีนางงาม ช่วงต่ำสุดของชีวิตและการก้าวข้ามความล้มเหลว!

‘เจสซี่ กิระนา’เผยบทเรียนจากเวทีนางงาม ช่วงต่ำสุดของชีวิตและการก้าวข้ามความล้มเหลว!

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

เจสซี่ กิระนา เปิดใจแบบหมดเปลือกในรายการ WOODY FM ถึงเส้นทางในวงการบันเทิง บทเรียนชีวิตจากเวทีนางงามที่ไม่มีมงกุฎเป็นเครื่องวัด ให้ความสำคัญกับการเป็นตัวเอง เคยพังทั้งกายพังทั้งใจ เผยช่วงต่ำสุดของชีวิต การรับมือกับความผิดพลาด และการก้าวข้ามความล้มเหลว

เห็นหน้าเจสซี่แล้วพี่ต้องพูดคำว่า ยังไม่ Sure ?

เจสซี่ : คือหลังจากพูดแล้วนึกกลับไปว่าไม่น่าพูดเลย เพราะทุกครั้งที่ไปไหนคือยังไม่ Sure

ดีนะมันจะได้มีประโยคที่พูดต่อหน้าคุณดีกว่าไม่มีอะไรเลย

เจสซี่ : OK ค่ะ

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สภาพชีวิต สภาพความรู้สึก คุณมองเห็นอะไรที่สามารถแชร์แล้วก็สะท้อนได้บ้างที่ได้เรียนรู้ในการเป็น เจสซี่ ในวันนี้ ?

เจสซี่ : ดีใจที่ตัวเอง คือเราเป็นตัวเองมาตลอด ไม่ว่าคนอื่นจะนึกยังไง คือตอนเด็กควรที่จะแคร์ความรู้สึกมากกว่านี้ แต่ตอนมองกลับไปเราเป็นตัวเองในทุกๆเวอร์ชั่นเลย ตอนเด็กแล้วก็มั่นใจอยากทำ โตมาอีกหน่อยก็เริ่มนอยด์นิดหนึ่งว่าคนไม่เข้าใจ แล้วก็มีโอกาสประกวดเวทีนางงาม ก็รู้สึกว่าคนเข้าใจมากขึ้น แต่ทุกขั้นตอนเป็นตัวเองมากๆ ไม่มีสักครั้งหนึ่งที่คนอื่นบอกให้ทำอย่างนี้แล้วเราทำแล้วเรากลับมานึกว่านั่นไม่ใช่ฉัน ดังนั้นมันเลยเป็นการเดินทางที่แท้จริงมากๆ มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่งที่แบบ ขีก็อยากเป็นอย่างงี้ ชีอยากทำอย่างงี้ แล้วมันมองกลับไปได้จริงว่าทำตามที่เราอยากทำ

ไม่มีโมเมนต์ไหนเลยที่รู้สึกว่าฉันไม่ได้ทำในสิ่งที่ฉันชอบ แต่ก็ย่อมมีคนที่มองเข้ามาแล้วไม่เห็นด้วย อยากรู้เพื่อเป็นแนวทางว่าแล้วอะไรที่ทำให้คุณมั่นใจว่าฉันเดินมาทางที่ถูก ผ่านตรงนั้นมาได้ยังไง ?

เจสซี่ : คือตอนเด็กอาจจะดื้อไม่อยากฟัง เหมือนตอนนั้นจะเข้าช่องต่างๆ เขาบอกว่าคุณต้องเรียบร้อยมากกว่านี้ลงรูปชุดว่ายน้ำไม่ได้ เพราะตอนนั้นหนู 16-17 และในโรงในโรงเรียนนานาชาติมันเป็นเรื่องปกติ แล้วเขาจะแบบคุณทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะจะเป็นนางเอกไม่ได้ งั้นก็โอเคไม่เป็นไร ก็เลยยอมรับเลยว่าอาจจะดื้อไม่เอาดีกว่า แต่ตอนโตมารู้สึกว่าเรารู้จักตัวเราดีที่สุด

ไม่ได้มั่นใจว่าทุกอย่างที่ทำคือถูก แต่รู้ว่าผิดหรือถูกได้เรียนรู้ ดังนั้นถ้าทำอะไรที่มันเยอะไป ส่งผลกระทบคนเยอะแล้วมันผิดได้เรียนรู้ แต่ถ้าคุณไม่ให้ฉันเรียนรู้เลย แล้วคุณมาไกด์ตลอด วันหนึ่งถ้าเจสซี่ไม่ได้อยู่ในวงการหรือมีผู้จัดการ คนที่รักเราเยอะขนาดนี้มาเตือน หนูอาจจะพังไปเลยก็ได้ ดังนั้นก็คือเรียนรู้ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าตอนหนูเจ็บไม่มีใครมาเจ็บแทนหนูได้ ตอนที่คนอื่นบอกอะไรเรา

แล้วเราทำตามแล้วมันผิด เราจะกลับไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนเลือกที่จะฟังเขาเอง ดังนั้นคือมันไม่ใช่ไม่ฟังคนอื่นเลย แต่จะยึดว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันอาจจะเหมาะกับฉัน ไม่ใช่ว่าหนูจะทำตามการเดินทางของทุกคน หรือดารานางเอกทุกคนมันไม่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าให้ปั้นเป็นอย่างงั้นหนูคงไม่ได้ เพราะว่าความรู้สึกมันไม่ได้

เชื่อมโยงกับเด็กที่อายุประมาณ 10 ขวบกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงนี้ความชอบมันยังสัมพันธ์กันอยู่ไหม ?

เจสซี่ : หนูคิดว่าอย่างงั้นนะ ยังมีความก่ำกึ่ง ภูมิใจกับสิ่งที่เราทำ แต่ไม่ได้ภูมิใจทุกสิ่งนะคะ แต่มองกลับไปก็โอเคแล้วสำหรับตัวเจสซี่ ทำให้แบบความเป็นเด็กในตัวฉันก็คงภูมิใจครอบครัวเราก็โอเค เพื่อนก็น่าจะโอเค ดังนั้นจงซื่อสัตย์ต่อตัวเองเข้าไว้

การเป็นตัวเองมา 10-20 ปี นั่นไม่ใช่ความสำเร็จเหรอ ?

เจสซี่ : เป็นอิสระมากค่ะ รู้สึกว่าโชคดีแล้วกันที่แบบยังสามารถเป็นตัวเองได้ และยังสามารถทำเป็นอาชีพ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นตัวเองได้และยังมีเงินเข้ามาได้ บางครั้งคุณก็ต้องไม่ใช่เสแสร้งแต่เอาการทำงานมา คือคนหนึ่งอาจจะมีหลายบุคลิก บางคนอาจจะต้องทำงานมากๆ แล้วเป็นบุคลิกทำงานมากเพื่อจะทำให้ตัวเองใช้ชีวิตได้ เพื่อทำเงิน แต่ถือว่าเจสซี่โชคดี ที่สังคมไทยหรือว่าลูกค้าต่างๆ ที่มองว่าคนนี้ก็มีคุณค่าในแบบของเขา จริงๆ โชคดีแล้วก็ขอบคุณมาก ไม่ใช่เจสซี่เป็นตัวเองได้ตลอด ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่รู้สึกว่าอยากเข้มงวดกับส่วนสำคัญกับส่วนสำคัญเราเป็นตัวเอง แต่ถ้ามีคนอื่นมาตักเตือนอะไรเจสซี่ฟังอยู่แล้ว แต่เขาก็จะเคารพเราด้วยว่าแบบเจสซี่เป็นแบบนี้

ช่วงที่ได้รับความกดดันเยอะ จะสมัครไหม จะไปต่อไหม ความรู้สึกของคุณในเรื่องนี้ที่คนอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องเจอเป็นแบบไหน ?

เจสซี่ : คือจริงๆ รู้สึกโชคดีแล้วก็ขอบคุณแล้วกันที่คนยังใส่ใจอยู่ เพราะว่าในวงการนี้จะเป็นธรรมชาติที่คนสวยคนเก่งกว่าเราจะมาใหม่ทุกๆวันนะคะ แล้วบางทีมันเหนื่อยที่เจสซี่จะต้องพยายามให้คนยังสนใจอยู่ เจสซี่มองว่าการประกวดต่างๆ ภาพมันสวยงามจริงจากคนที่ดูภายนอก แต่จากคนที่ประกวดมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด มันเป็นประสบการณ์ที่ดีและเจสซี่เรียนรู้เยอะมากๆ จากประสบการณ์นี้ ดังนั้นเลยมองว่าเสียงของคนภายนอกทั้งสิ่งดีและไม่ดีรับรู้

แต่แค่จบที่รับรู้จะไม่เอามาใส่ใจ คือมองว่าเขาไม่รู้ว่าเราผ่านไปยังไง ตอนที่เราดิ่งมากๆ หรือตอนที่ป่วยครั้งที่แล้วที่ต้องผ่าตัดหลัง เจสซี่จำได้คนมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลไม่ถึง 10 คน แต่ว่าคนติดตามเราเป็นล้าน แล้วคนอยากให้เชียร์โน้นนี่นั่น แต่ตอนเราป่วย คือเข้าใจมันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่เขาไม่รู้เพราะเขาไม่ได้เจ็บเหมือนเรา แต่ความคิดเจสซี่มองว่าสุขภาพกายและใจสำคัญที่สุดในทุกๆอย่าง การที่คุณจะประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่แค่คุณมีชื่อเสียงหรือเงินทองเลย แต่ความสำเร็จของเจสซี่ คือ นอนหลับได้ มีความสุข มีเงินพอที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ ได้ทานอาหารทุกอย่าง พ่อแม่มีความสุข เจสซี่เป็นคนดีให้คนรอบข้าง และเจสซี่มีคนรอบข้างนั่นคือความสำเร็จ ไม่ใช่ต้องมีมงกุฎ

ไม่ใช่จะต้องอะไรที่มันมากกว่านั้น เจสซี่เข้าใจว่าการที่เราให้คือสิ่งที่ดี เช่น เราได้มงกุฎ เราทำดีกับทุกคน หรือว่าคนรอบข้างคงภูมิใจในตัวเรา แต่นั่นไม่ใช่สูงสุดของเจสซี่ มันเป็นสิ่งที่เจสซี่คงจะภูมิใจในวันหนึ่งถ้าเราได้รับอันนั้นมา ภูมิใจมากๆ ภูมิใจให้ประเทศเพราะเราเป็นตัวแทน แต่มันไม่ได้แปลว่าคุณสำเร็จในชีวิตนี้ถ้าคุณมีการงานที่ดีหรือเงินหรือมงกุฎ ก็เลยมองว่าเข้าใจคนภายนอกที่อินกับกระแสต่างๆ และอยากให้เจสซี่ลงประกวด ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณเลยที่เห็นศักยภาพ แต่ต้องดูว่ามันคุ้มหรือเปล่ากับสิ่งที่เราต้องแลก ทุกอย่างมันต้องแลก เจสซี่คิดนะคะว่าทุกอย่างในชีวิตมันต้องแลก ไม่ใช่ทำแล้วได้มงกุฎ คือมันไม่ได้เป็นอะไรที่มันแย่หรือดี แต่มันแล้วแต่คนว่าคนๆนั้นยอมที่จะแลกอะไรเพื่ออะไร และในตอนนี้ที่ร่างกายยังไม่ได้ดีและเคยหลังหักมาแล้วขอยังไม่แลก แต่ไม่ได้แปลว่าในอนาคตเราจะไม่ทำอะไรเลย แต่ไม่ใช่ตอนนี้ แต่ว่าฟังดูทุกๆอย่าง มันแล้วแต่ๆ ละคนว่าอะไรคุ้มหรือไม่คุ้ม ในทุกๆ อย่างด้วย

ตอนที่มีปัญหาเรื่องหลังเกิดอะไรขึ้น แล้วตอนนี้เป็นยังไง ?

เจสซี่ : คือหลังหักเลยพี่วู้ดดี้ ไม่ทราบว่าจากอะไร แต่ว่าเจซี่เป็นนักบัลเล่ต์มาตั้งแต่เด็กใช่ไหมคะ แล้วพอทราบอีกว่า หนูเป็นโรคกระดูกสันหลังคด ก็คือหลังมันจะมีการแอ่นที่ผิดปกติแต่ก็ไม่ได้นึกอะไรมาก แล้วเราไปประกวด แล้วคนก็มักจะชมว่าการเดินเจสซี่อดี เดินขาตึง แต่คุณหมอบอกว่าการที่เดินขาตึงนั้นน่ะมันไป กดทับในหลังคุณที่พังอยู่แล้ว คือคนที่หลังไม่พังอาจจะไม่ได้เจอ แต่ว่าไปกดทับในจุดที่มันกำลังจะเสื่อมอยู่แล้ว และการที่ทำอย่างงั้นทุกๆวัน แล้วก็ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ทานอาหารให้เพียงพอ ไม่นอนให้เพียงพอทำไปเยอะๆ มันเลยไปทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเลยเคลื่อนไปทับเส้นประสาท

ทำให้เท้าชาแล้วจริงๆไม่เจ็บที่หลังเลยตอนนั้นนะคะ งงว่าทำไมเท้าถึงชา นึกว่าเกิดขึ้นจากรองเท้าส้นสูงก็เลยไปหาคุณหมอหลายท่านอยู่ แล้วก็ไปเจอท่านหนึ่งบอกว่าเข้าเครื่อง MRI เลยดีกว่า ตอนนั้นกลัวมาก เพราะว่าตอนนั้นหนูแพ้แล้ว หนูก็นอยด์ เพราะว่าหนูแพ้ทุกอย่างมาตลอดเลย ทำอะไรหนูก็แพ้ งงว่าทำไมคนชมว่าเราเก่งๆ แต่เราแพ้ทุกอย่างเลย แคชต่างๆไม่เคยได้ ประกวดนางงามทั้งๆที่แบบคะแนนก็ดีนะ กระแสก็โอเคนะก็แพ้ แต่ไม่ได้บอกว่าหนูควรชนะคือเข้าใจ แต่การที่มันมาเยอะๆ มันเลยกลายเป็นว่าหนูก็แค่นอยด์ เราพยายามสุดจริงๆ หนูเป็นคนสุดกับทุกอย่าง

จนคนบอกว่าเยอะ แต่โอเคหนูชอบที่จะเป็นคนเยอะ หนูทำมันด้วยใจจริงๆ จะไม่มีใครพูดว่าแบบเราขี้เกียจ หรือไม่เต็มที่ ขอให้เยอะ คือขอบคุณด้วยซ้ำที่แบบบอกว่าเยอะดีแล้ว ก็เลยนอยด์มากก็เลยผ่าตัด คือ 2-3 วันหลังจากที่ทราบว่าหลังพังก็ผ่าตัด แล้วตอนนั้นเหมือนมีภาระด้วยเรื่องสัญญาต่างๆ งานก็ทำไม่ได้ จะเอาเงินจากไหนไปจ่ายเขา หลังก็หัก แทนที่คุณจะมีงานต่อหลังจากการประกวดนี้ กลายเป็นแบบเห็นคนอื่นประกวด คุณนอนอยู่โรงพยาบาล งานก็ทำไม่ได้ ในแง่จิตใจอยู่ในช่วงแย่ที่สุดในชีวิต ไม่นึกว่าการผ่าตัดจะส่งผลกระทบให้จิตใจได้ขนาดนี้ค่ะ รู้สึกว่าผ่าตัดเสร็จแล้ว ฝึกเดินแป๊บนึงเจสซี่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่เลย ก็เลยมีทางออกเจสซี่ถึงเริ่มมาไลฟ์อะไร มันก็เลยเป็นโมเมนต์น่ารักๆ ต่างๆ

คุณทำอะไรบ้าง ?

เจสซี่ : หลังจากทานข้าวเสร็จ อาบน้ำ เป็นเวลาที่จะอยู่กับตัวเองในห้องนอน ก็ไลฟ์ตอนแรกๆก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่างๆ มีมต่างๆนะคะ เราก็แค่ไลฟ์ เพราะว่าเราไม่ได้สามารถไปทำงานได้ แล้วก็มันเป็นช่วงที่  ด้อมของเจสซี่จากการประกวด เหมือนอาจจะเป็นห่วงเราด้วยแหล่ะ แต่เราไม่มีผลงานให้เขา เจสซี่รู้สึกผิด ออกไปไหนไม่ได้ใส่ส้นสูงให้เขาดูไม่ได้ เดินแบบให้เขาดูไม่ได้ ทั้งๆที่นี่คือคนที่สนับสนุนเจสซี่ ก็เลยมาไลฟ์ละกันอย่างน้อยมันจะได้คุยกันได้ค่ะ ก็คุยกันในนั้นแล้วมันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ดี ตอนแรกก็มีคนต้านเรื่องนี้เหมือนกันว่าอย่าไลฟ์มาก มันดูแบบไม่แพงอะไรอย่างงี้ เพราะว่าเราไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อะไรอย่างงี้นะ แต่เจสซี่มองว่าทำอะไรมันแล้วแต่คนนะค่ะ มันจะทำตามแบบแผนไม่ได้ ว่าทำอย่างงี้ดีคือไม่ดี เจสซี่ก็ยึดถือสิ่งนี้เหมือนกัน เจสซี่ก็จะไลฟ์อยู่ เพราะว่า 1 ไม่ได้มีอะไรทำ เพราะว่าป่วย 2 ไม่มีเพื่อนคุยด้วยที่บ้านก็เลย ก็เลยไลฟ์ มองว่ามันไม่เสียหายอะไร ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ดีจากการที่เราตามใจตัวเอง

คุณว่าเรื่องดีจากการที่ไม่ชนะคืออะไร ?

เจสซี่ : การเรียนรู้ว่าความล้มเหลวคืออะไร การรับมือกับความล้มเหลวตั้งแต่อายุน้อย ทำให้เราเข้าใจว่าความผิดหวังคืออะไร และเข้าใจตัวเองด้วยว่ายูเป็นคนยังไง ตอนที่ยูเจอความผิดหวัง คนนี้ดีลกับมันยังไง ไม่ใช่คุณได้ทุกอย่างมาตลอดหรือมันง่ายมาตลอด แล้ววันหนึ่งเจออะไรผิดหวังขึ้นมา ร่างกายฉันไม่รู้ว่าจะอะไรยังไงค่ะ ก็เลยสิ่งหนึ่งที่ได้มาแล้วขอบคุณมากๆคือเราเข้าใจตัวเอง รู้ว่านิสัยเป็นยังไง ตอนนอยด์ ตอนแพ้นิสัยเป็นยังไง และร่างกายเราต้องการอะไร ณ ตอนนั้น

014

ทำความรู้จัก เบนซ์ ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

ทำความรู้จัก  เบนซ์ ไอดอลสาวจากวง  AKIRA KURØ

ทำความรู้จัก เบนซ์ ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

AKIRA KURØ ก่อตั้งในปี 2018 และเปิดตัวในปี 2019 ช็อกลุ่มสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “มนุษย์มีทั้งด้านขาวและด้านดำ ” ดังนั้นชื่อ AKIRA  จึงหมายถึง “แสงสว่าง” และKURO หมายถึง “สีดำ” ในภาษาญี่ปุ่นเราสร้างสรรค์เพลงที่สะเทือนอารมณ์ด้วยดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกและภาพลักษณ์เท่ ๆ ในฐานะกลุ่มไอดอลร็อก เพลงของเรานำเสนอการสร้าแรงบันดาลนดาลใจให้ผู้ชมเป็นตัวของตัวเองและกระตุ้นให้พวกเขาไม่ยอมแพ้กับความฝันและชีวิต 

สำหรับ วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ 1 ใน เมมเบอร์ วง AKIRA KURØ นั่นก็คือ น้อง  เบนซ์ นั่นเอง 

เบนซ์มีงานอดิเรกและอาหารที่ชอบมีอะไรบ้าง ?
ปกติว่าง ๆ ก็หาอะไรทำไปเรื่อยค่ะ เลี้ยงหมายักษ์(ชื่อทองม้วน) ซักหมา คุยกับหมา เล่น rov ซื้อ/ขายเสื้อผ้ามือสอง ดูหนัง(เน้นไปที่หนังผี) ออกไปกินบุฟเฟต์
ชอบกินปลาทูน่ามาก มาก โดยเฉพาะส่วนมากุโระค่ะ ซูชิ บุฟเฟต์ ชาบู ปิ้งย่าง เนื้อ เกลือ ผัดมะเขือยาว แกงส้ม หม่าล่า วากาเมะ ไก่ทอดหาดใหญ่

แล้ว เบนซ์ เป็นคนชอบร้องเพลงแนวไหนเพราะอะไร ?
ชอบร้องเพลงที่ฟังบ่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ค่ะ ทุกเพลงที่แม่เปิด ไม่รู้เรียกแนวอะไรดี Loso BigAss Wynners Carpenters เบิร์ดธงไชย สาวสาวสาว หินเหล็กไฟ และอีกเยอะแยะไปเรื่อย(หัวเราะ)เพลงเมื่อก่อนกับตอนนี้มันต่างกัน ทั้งเนื้อหาเพลงและความรู้สึกที่ได้ฟัง เลยชอบฟังและร้องเพลงเก่า ๆ ค่ะ

เบนซ์ทำอาหารเป็นมั้ยถ้าเป็นอะไรที่ทำแล้วถนัดที่สุด ?
ทำไม่เป็นเลยค่ะ ทำได้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห้ง กดน้ำแล้วเอาใส่ไมโครเวฟ อันนี้ทำอร่อยมาก

ถ้าพูดถึงขนมหวานอะไรเป็นสิ่งแรกที่ เบนซ์ นึกถึงเพราะอะไร 
ชาไทย คือว่าชอบกินชาไทยมาก ปกติกินน้ำหวานเป็นของหวานค่ะ

ระหว่าง Anime กับ ซีรี่ย์ ชอบดูอะไรมากกว่ากัน แนะนำให้ผู้อ่านสัก 1 เรื่อง
ชอบดูเท่า ๆ กันค่ะ ถ้าให้แนะนำอยากให้ไปดูอนิเมะ วัน ๆ ของพวกผมก็งี้แหละครับ เพราะเป็นอีกเรื่องที่เบ้นเคยดูครั้งแรกน่าจะช่วงม.ต้น ถ้าว่างก็ว่าจะกลับไปดูใหม่เหมือนกันค่ะ

ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักฟรี สามารถไปไหนก็ได้เบนซ์อยากไปประเทศไหนมากที่สุดเพราะอะไร?
อยากไปญี่ปุ่นสุดสุดเพราะว่าอยากไปเที่ยว universal ค่ะ จะซื้อ fast pass และช็อปปิ้งฉ่ำ หิ้ว sanrio ทุกอย่างที่อยากได้ อยากไปหม่ำโซ้ยปลาทูน่าด้วย

แล้วทำไม เบนซ์ ถึงมีความฝันว่าอยากจะเป็นไอดอล แล้ว พอได้อยู่วง AKIRA KURØ คิดว่ากระแสตอบรับของแฟนคลับ เป็นยังไงบ้าง?
จริง ๆ ไอดอลไม่ใช่ความฝันขนาดนั้นค่ะ เป็นประสบการณ์ที่เกิดมาครั้งนึงก็อยากมีในชีวิตนี้(หัวเราะ) รู้สึกขอบคุณพี่น้องมิตรรักทุกท่านที่ต้อนรับเบ้นมาเป็นหนึ่งในอากิระค่ะ

สุดท้ายและ ฝากผลงานเพลง และ วง ทิ้งท้าย ให้กับผู้อ่านสักหน่อย 
สุดท้ายแล้วขอเชิญชวนพี่น้องนักฝันทุกท่านไปท่องเวลาผ่านเพลง CiTY OF DREAM ค่ะ(หัวเราะ)  ผ่านความฝันในเมืองใหญ่นี้ไปได้แล้ว ยังมีอีกเพลงที่รอพวกท่านอยู่ มารักอากิระกันเยอะ ๆ นะคะ พวกเราดูแลพี่น้องทุกท่านดั่งครอบครัวเล้ย

ติดตาม BENZ AKIRA KURØ ได้ที่ 

X : https://x.com/Benz_AKRO

Facebook : https://www.facebook.com/benzakirakuroofficial

Instagram : https://www.instagram.com/benz_akirakuro

Fcfanmail : https://benz.akirakuroofficial.com/

ทำตวามรู้จัก เฟริน ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

ทำตวามรู้จัก เฟริน ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

ทำตวามรู้จัก เฟริน ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.57 น.

AKIRA KURØ ก่อตั้งในป์ 2018 และเปิดตัวในปี 2019 ช็อกลุ่มสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “มนุษย์มีทั้งด้านขาวและด้านดำ ” ดังนั้นชื่อ AKIRA  จึงหมายถึง “แสงสว่าง” และKURO หมายถึง “สีดำ” ในภาษาญี่ปุ่นเราสร้างสรรค์เพลงที่สะเทือนอารมณ์ด้วยดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกและภาพลักษณ์เท่ ๆ ในฐานะกลุ่มไอดอลร็อก เพลงของเรานำเสนอการสร้าแรงบันดาลนดาลใจให้ผู้ชมเป็นตัวของตัวเองและกระตุ้นให้พวกเขาไม่ยอมแพ้กับความฝันและชีวิต 

สำหรับ วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ 1 ใน เมมเบอร์ วง AKIRA KURØ นั่นก็คือ น้อง  เฟริน นั่นเอง 

เอาละให้น้องแนะนำตัวกับผู้อ่านสักหน่อย 

สวัสดีค่ะ เฟริน ค่ะ (อ่านว่า เฟ-ริน) เป็นเมมเบอร์รุ่น 1 ของ AKIRA KURØ ค่ะ

เฟรินมีงานอดิเรกและอาหารที่ชอบมีอะไรบ้าง ?

ชอบอ่านนิยาย การ์ตูน แล้วก็เล่นเกม ส่วนอาหารชอบสลัดกับแรปค่ะ 

แล้วเป็นคนชอบร้องเพลงแนวไหนเพราะอะไร ?

ถึงจะเป็นไอดอลวงร็อคแต่เพลงที่เฟชอบร้องกลับเป็นเพลงประกอบการ์ตูนซะส่วนใหญ่ค่ะ แนวเพลงจะฟังสบายๆ ร้องชิลๆ ที่ชอบเพราะว่าพอร้องแนวนี้แล้วคนชมว่าเสียงเหมาะ เสียงหวานอะไรแบบนั้น แต่บางทีถ้าอยากท้าทายความสามารถตัวเองก็ชอบที่จะลองร้องเพลงที่มีคีย์สูงหรือดนตรีหนักๆ เหมือนกัน เวลาร้องเพลงแนวนี้จะได้พัฒนาทักษะการร้องเราไปด้วย

แล้ว เฟริน ทำอาหารเป็นรึเปล่าถ้าเป็นอะไรที่ทำแล้วถนัดที่สุด ?

เป็นค่ะ จริงๆ ทำได้หลายอย่างแล้วแต่วัตถุดิบในตู้เย็นจะอำนวย แต่เฟขี้เกียจก็เลยมักจะชอบทำเมนูง่ายๆ อย่างพวกเมนูผัดทั้งหลาย

แล้วถ้าพูดถึงขนมหวาน อะไรเป็นสิ่งแรกที่นึกถึงเพราะอะไร ?

ไดฟูกุค่ะ เพราะเป็นขนมที่เฟชอบที่สุด ต้องไส้สตรอว์เบอร์รี่ด้วยนะ จะสตรอว์เบอร์รี่กับถั่วแดง ชาเขียว หรือช็อกโกแลตก็ได้หมด

ระหว่าง Anime กับ ซีรี่ย์ ชอบดูอะไรมากกว่ากัน แนะนำให้ผู้อ่านสัก 1 เรื่อง  

ช่วงนี่ติด Anime ค่ะ แนะนำ Solo leveling เรื่องนี้เฟดูทั้งเมะ อ่านมันฮวากับนิยายด้วย

ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักฟรี สามารถไปไหนก็ได้ อยากไปประเทศไหนมากที่สุดเพราะอะไร ? 

ญี่ปุ่นค่ะ ที่นั่นถือเป็นแหล่งแฟชั่น มีเสื้อผ้าสไตล์ที่เฟชอบเยอะ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีก

ทำไมถึงมีความฝันว่าอยากจะเป็นไอดอล แล้ว พอได้อยู่วง AKIRA KURØ คิดว่ากระแสตอบรับของแฟนคลับ เป็นยังไงบ้าง ?

จริงๆ ถ้ามองย้อนกลับไปเฟรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยากเป็นไอดอลขนาดนั้นนะ แค่อยากเต้นเฉยๆ เพราะชอบเต้นมาตั้งแต่เด็ก แต่กลายเป็นว่าพอได้อยู่ตรงนี้เฟได้รับอะไรกลับมาเยอะมาก ไม่คิดเหมือนกันว่าจากคนที่เต้นเป็นเฉยๆ จะกลายมาเป็น Screamer

 ส่วนในเรื่องกระแสตอบรับของแฟนคลับ ด้วยความที่ AKIRA KURØ เป็นวงไอดอลที่มีแนวเพลงเฉพาะตัวมากๆ รวมถึงภาพลักษณ์ของวงที่อาจจะไม่ได้น่ารัก ไม่ได้หวานเหมือนไอดอลวงอื่น เฟบอกตรงๆ ว่าเราไม่ได้เป็นที่นิยมในกลุ่มที่ตามไอดอลทั่วไปมากนักค่ะ แต่ว่าจะได้รับความนิยมในกลุ่มแฟนคลับที่ตามไอดอลและชอบฟังเพลงร็อคอยู่แล้ว รวมไปถึงกลุ่มคนทั่วไปที่ชื่นชอบเพลงร็อคหนักๆ เราได้รับคำชมจากพวกเขาเยอะมากค่ะเวลาไปแสดงในงานที่มีแต่วงร็อค และที่คาดไม่ถึงจริงๆ คือกระแสตอบรับจากต่างประเทศ มันดีและเยอะกว่าที่เฟคิดไปมากๆ ตอนที่ได้มีโอกาสไปแสดงที่ไต้หวัน เฟไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะชอบการแสดงของพวกเราขนาดนี้

สุดท้ายและฝากผลงานเพลง และ วง ทิ้งท้าย ให้กับผู้อ่านสักหน่อย

ฝากเพลง CiTY OF DREAM ด้วยนะคะ เป็นเพลงใหม่ล่าสุดของพวกเราหลังจากที่ไม่ได้ปล่อยเพลงมาปีกว่า เพลงนี้เป็นเพลงแรกที่เฟได้ลงเสียงอัดในฐานะ Screamer แบบเต็มตัว แล้วก็เป็นเพลงแรกของรุ่น4ด้วย
นอกจากนี้พวกเราก็มีสมาชิกใหม่อีกสองคนเข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ยังไงก็ของฝากพวกเรา AKIRA KURØ ด้วยนะคะ
https://youtu.be/OczMM0eiV8w?si=UMiq2udoKgrzKb2

สามารถติดตาม FERYN AKIRA KURØ  ได้ที่ 

X : https://x.com/Feryn_AKRO

Facebook : https://www.facebook.com/ferynakirakuroofficial

Instagram : https://www.instagram.com/feryn_akirakuro

Fcfanmail : https://feryn.akirakuroofficial.com/

ทำความรู้จักกับ แซม ไอดอลชายจากวง KNIGHTRES

ทำความรู้จักกับ แซม ไอดอลชายจากวง  KNIGHTRES

ทำความรู้จักกับ แซม ไอดอลชายจากวง KNIGHTRES

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

 KNIGHT✠RES “ไนท์เรส” ย่อมาจาก Knight’s Resolution แปลว่า “ปณิธานของอัศวิน” เป็นการแสดงออกถึงปณิธานอันตั้งมั่นและแรงกล้าที่จะคอยปกป้องความสุขและหัวใจดวงน้อยๆของทุกคนจากความเศร้าหมอง ผ่านบทเพลงทั้ง 3 บทเพลง อย่าง Final Chapter, Our Destiny, My Princess ที่มีความหมายและความรู้สึกที่แตกต่างกัน  

วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ แซม KNIGHT✠RES กับบทสัมภาษณ์สุด เอ็กซ์คลูซีฟ  ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน 

เริ่มจากให้แนะนำตัวกับผู้อ่านก่อนเลยจ้า…..

สวัสดีครับ อัศวินสีชมพูที่จะมาปกป้องรอยยิ้มและหัวใจของทุกคน แซม KNIGHT✠RES ครับบ 

แซมมีงานอดิเรกและอาหารที่ชอบอะไรบ้าง ?

งานอดิเรกชอบเล่นเกม เทรดคริปโตฮะ ส่วนของกินชอบหลายอย่างเลยครับ (หัวเราะ) ที่กินบ่อยๆ จะเป็นแกงกะหรี่,เป็ดย่าง และซูชิฮะ

แล้วส่วนตัวชอบร้องเพลงแนวไหนเพราะอะไร ?

ชอบเพลงฮิปฮอปมากๆ เป็นคนชอบแรปฮะ รู้สึกว่ามันสามารถสื่อข้อความได้ดี

แซมทำอาหารเป็นรึเปล่า ถ้าเป็นอะไรที่ทำแล้วถนัดที่สุด ?

ชอบทำอาหารมากๆ ฮะ เมนูที่ทำบ่อยที่สุดน่าจะเป็นข้าวผัด เพราะที่บ้านชอบกินมาก

แล้วระหว่าง Anime กับ ซีรี่ย์ ชอบดูอะไรมากกว่ากัน แนะนำมาใฟ้ผู้อ่านสัก 1 เรื่อง !

ขอเป็นทั้งคู่ได้มั้ยฮะ (;-; ) Anime ที่ชอบมากที่สุดคือ JoJo ฮะ เพราะชอบความอาร์ทและความเบียวมาก ส่วนซีรี่ย์ชอบ Black Mirror เพราะรู้สึกว่าเทคโนโลยีในยุคนี้มันใกล้ความ Dystopian ขึ้นทุกวันจนเราไม่ทันได้รู้ตัว

สุดท้ายและฝากผลงานเพลง และ วง ทิ้งท้าย ให้กับผู้อ่านสักหน่อย 

ฝากพวกเรา KNIGHT✠RES ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคร้าบ ตอนนี้พวกเรามีสามเพลง + 1 MV อยากให้ทุกคนไปลองฟังกันครับผม!

สามารถติดตาม แซม KNIGHT✠RES ได้ที่ : https://www.facebook.com/sam.knightres