อัลจาซีรารายงาน เกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งในเมียนมา รู้สึกได้ในหลายประเทศ

อัลจาซีรารายงาน เกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งในเมียนมา รู้สึกได้ในหลายประเทศ

28 มี.ค. 2568 15:10 น.

อัลจาซีรารายงาน เกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งในเมียนมา รู้สึกได้ในหลายประเทศ

แผ่นดินไหวครั้งแรกเกิดขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสะกายประมาณ 16 กิโลเมตร ที่ความลึก 10 กิโลเมตร เมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. ของวันศุกร์ ตามข้อมูลจาก USGS
ขณะเดียวกัน ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวของจีน (CENC) รายงานว่าแรงสั่นสะเทือนวัดได้ 7.9 ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว และโพสต์บนโซเชียลมีเดียของ CENC ระบุว่า “มีการรับรู้แรงสั่นสะเทือนในมณฑลยูนนาน”
สำนักข่าว AFP รายงานจากกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมาว่า ถนนหลายสายเกิดรอยแตกร้าวเนื่องจากแรงสั่นสะเทือน และเพดานอาคารบางแห่งพังถล่มลงมา

อัลจาซีรารายงาน เกิดแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งในเมียนมา รู้สึกได้ในหลายประเทศ


ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ผู้คนที่ตกใจกลัวต่างพากันวิ่งออกจากอาคารสูง ขณะที่อาคารสูงหลายแห่งสั่นไหวรุนแรงถึงขนาดทำให้น้ำในสระว่ายน้ำกระฉอกออกมา
มีรายงานว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่กำลังก่อสร้างซึ่งพังถล่มในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด
นอกจากนี้ บริการรถไฟฟ้าบางสายในกรุงเทพฯ ถูกระงับการให้บริการชั่วคราว
ด้านนายกรัฐมนตรีของไทย นางแพทองธาร ชินวัตร กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เธอได้ยกเลิกกำหนดการเยือนเกาะภูเก็ตเพื่อเข้าร่วม “การประชุมฉุกเฉิน” หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ตามโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

ที่มา : อัลจาซีรา

คลิกอ่านข่าว แผ่นดินไหว 

แผ่นดินไหวรุนแรง ทำสะพานซึ่งเชื่อมเมืองสะกายและเมืองมัณฑะเลย์พังถล่มลงแม่น้ำอิรวดี (คลิป)

แผ่นดินไหวรุนแรง ทำสะพานซึ่งเชื่อมเมืองสะกายและเมืองมัณฑะเลย์พังถล่มลงแม่น้ำอิรวดี (คลิป)

28 มี.ค. 2568 15:01 น.

แผ่นดินไหวรุนแรง ทำสะพานซึ่งเชื่อมเมืองสะกายและเมืองมัณฑะเลย์พังถล่มลงแม่น้ำอิรวดี (คลิป)

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมาทำให้ “สะพานอังวะ” ซึ่งเชื่อมเมืองสะกายและเมืองมัณฑะเลย์พังถล่ม ชาวบ้านเผยนาทีระทึก ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

วันที่ 28 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว Mizzima ของเมียนมา รายงานว่า เกิดเหตุสะพานอังวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานสำคัญที่เชื่อมระหว่างเมืองสะกายและเมืองมัณฑะเลย์ พังถล่มลงเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในพื้นที่ ตามรายงานระบุว่าแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้สะพานเสียหายหนัก

สะพานอังวะเป็นหนึ่งในสองสะพานหลักของเมืองสะกาย ที่ใช้เชื่อมต่อกับเมืองเก่าอังวะ การพังถล่มของสะพานสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอ พร้อมข้อความว่า “สะพานสะกายพังแล้ว แผ่นดินไหวแรงมาก เราต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด ตอนนี้ยังตกใจไม่หาย”

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น.

ชมคลิป ที่นี่

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรง เขย่าเมียนมา 2 ระลอก ศูนย์กลางอยู่ในเมืองสะกายทางตต.เหนือของประเทศ

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรง เขย่าเมียนมา 2 ระลอก ศูนย์กลางอยู่ในเมืองสะกายทางตต.เหนือของประเทศ

28 มี.ค. 2568 14:27 น.

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรง เขย่าเมียนมา 2 ระลอก ศูนย์กลางอยู่ในเมืองสะกายทางตต.เหนือของประเทศ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา วัดขนาดได้ 7.7 และ 6.4 แมกนิจูด ศูนย์กลางใกล้เมืองสะกาย ทางตต.เหนือของประเทศ แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงกรุงเทพฯ ประชาชนแตกตื่นอพยพออกจากอาคารสูง

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เมื่อเวลา 12.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสะกาย ประเทศเมียนมา ลึกลงไปใต้พื้นดิน 10 กิโลเมตร ขณะที่ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวของจีน (CENC) รายงานว่าแรงสั่นสะเทือนอยู่ที่ 7.9 แมกนิจูด

รายงานระบุว่า ต่อมาเกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.4 แมกนิจูด ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของเมียนมาและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีรายงานว่าผู้อยู่อาศัยในอาคารสูงต้องรีบอพยพออกจากที่พัก ขณะที่บางจุดพบว่าน้ำในสระว่ายน้ำกระเพื่อมอย่างรุนแรง

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ.

กษัตริย์ชาร์ลส์เข้ารพ.อีก หลังมีอาการข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง

กษัตริย์ชาร์ลส์เข้ารพ.อีก หลังมีอาการข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง

28 มี.ค. 2568 11:00 น.

กษัตริย์ชาร์ลส์เข้ารพ.อีก หลังมีอาการข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง

พระราชวังบักกิงแฮมแถลงว่ากษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลช่วงสั้น ๆ หลังมีผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากมี “ผลข้างเคียงชั่วคราว” ที่เกี่ยวข้องกับการรักษามะเร็ง ตามแถลงการณ์ของพระราชวังบักกิงแฮม ส่งผลให้หมายกำหนดการของพระองค์ในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ถูกยกเลิก

อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังระบุว่าหลังออกจากโรงพยาบาล ขณะนี้พระองค์ได้เสด็จกลับไปยังพระตำหนักคลาเรนซ์เฮาส์แล้ว และยังคงทรงงาน เช่น ตรวจเอกสารของรัฐ และโทรศัพท์จากห้องทรงงานของพระองค์ แต่กำหนดการของวันพรุ่งนี้ ที่จะเดินทางไปยังเมืองเบอร์มิงแฮมเพื่อทรงร่วมงาน 4 กิจกรรมสำคัญจะถูกเลื่อนออกไป เพื่อเป็นมาตรการป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์ แต่สำนักพระราชวังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการข้างเคียงของพระองค์

ทั้งนี้ กษัตริย์ชาร์ลส์ พระชนมายุ 76 พรรษา กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งซึ่งไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นชนิดใด มานานกว่าหนึ่งปี และแม้ว่าพระองค์จะทรงงดเว้นจากภารกิจสาธารณะบางส่วน แต่ยังคงปฏิบัติพระราชกรณียกิจของรัฐ เช่น ตรวจสอบเอกสารราชการและพบปะกับนายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พระองค์ทรงเดินทางเยือน ไอร์แลนด์เหนือ เปิดตัว เพลย์ลิสต์เพลงโปรด และเสด็จเข้าร่วม พิธีวันเครือจักรภพ ซึ่งปีที่แล้วพระองค์พลาดเข้าร่วมเนื่องจากการรักษาโรคมะเร็ง

เมื่อไม่นานมานี้ พระองค์ทรทางสำนักมีบทบาทสำคัญในเวทีการทูประดับโลก พระองค์ทรงเชิญประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้มาเยือนสหราชอาณาจักรเป็นครั้งที่สอง และยังทรงแสดง การสนับสนุนต่อประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี หลังจากการพบปะกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวซึ่งไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

นอกจากนี้ พระองค์ยัง ทรงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของแคนาดา ซึ่งประเทศของเขาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากทรัมป์

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ยังทรงมีพลังและความมุ่งมั่น และการเลื่อนหมายกำหนดการเยือนวาติกันที่ประกาศไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ไม่ใช่ของพระองค์เอง โดยกำหนดการเสด็จเยือนอิตาลีส่วนที่เหลือยังคงดำเนินต่อไปตามแผน

แม้จะมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ในอนาคต แต่ พระราชวังยืนยันว่า กษัตริย์ชาร์ลส์คาดว่าจะกลับมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามปกติในสัปดาห์หน้า.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กษัตริย์ชาร์ลส

จีนประณามการขึ้นภาษียานยนต์ 25% ของสหรัฐฯ ย้ำไม่มีใครชนะในสงครามภาษี

จีนประณามการขึ้นภาษียานยนต์ 25% ของสหรัฐฯ ย้ำไม่มีใครชนะในสงครามภาษี

28 มี.ค. 2568 10:14 น.

จีนประณามการขึ้นภาษียานยนต์ 25% ของสหรัฐฯ ย้ำไม่มีใครชนะในสงครามภาษี

กระทรวงต่างประเทศของจีน ประณามการตัดสินใจขึ้นภาษีรถยนต์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯหยุดบิดเบือนและใส่ร้ายจีน

นาย กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ประณามการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ 25%

โดยนายกัวย้ำว่าไม่มีใครเป็นผู้ชนะในสงครามการค้า หรือสงครามภาษี และไม่มีประเทศใดสามารถพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองได้จากการกำหนดภาษี

นายกัว ยังตอบโต้ข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่กล่าวหาว่าการลงทุนของจีนในแถบแคริบเบียนเป็นแนวทางแบบล่าเหยื่อ และเพิ่มภาระหนี้ให้กับประเทศในภูมิภาค โดยนายกัวยืนยันว่าความร่วมมือของจีนกับประเทศต่างๆเป็นไปบนพื้นฐานของ ความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดบิดเบือนและใส่ร้ายจีน

นอกจากนี้นายกัวยังปฏิเสธข้อเสนอของทรัมป์ที่ว่า สหรัฐฯอาจพิจารณาลดภาษีสินค้าจีน หากรัฐบาลจีนอนุมัติการขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯด้วย

ความเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้มีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% โดยทำเนียบขาวอ้างว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทรถยนต์ที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ทำเนียบขาวคาดว่าภาษีนี้จะสร้างรายได้ให้รัฐบาล 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ก็อาจเป็นปัญหาซับซ้อน เนื่องจากแม้แต่ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ เองก็ยังใช้ชิ้นส่วนจากทั่วโลก

การขึ้นภาษีซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน อาจทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นและยอดขายลดลง แม้ทรัมป์จะยืนยันว่าภาษีดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดโรงงานผลิตใหม่ในสหรัฐฯ ก็ตาม

ขณะที่ บรรดาผู้นำต่างประเทศออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่าทรัมป์อาจกำลังเพิ่มความรุนแรงของสงครามการค้าในวงกว้าง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ขึ้นภาษีรถยนต์

เผย “คิม จองอึน” สั่งเกณฑ์ทหารเกาหลีเหนือส่งไปรัสเซียเพิ่มอีก 3,000 นาย

เผย "คิม จองอึน" สั่งเกณฑ์ทหารเกาหลีเหนือส่งไปรัสเซียเพิ่มอีก 3,000 นาย

28 มี.ค. 2568 10:00 น.

เผย “คิม จองอึน” สั่งเกณฑ์ทหารเกาหลีเหนือส่งไปรัสเซียเพิ่มอีก 3,000 นาย

เผยกองทัพเกาหลีเหนือเกณฑ์ทหารเพิ่มอีก 3,000 นายส่งไปช่วยรัสเซียรบในช่วงต้นปีนี้ ขณะเดียวกันพบติดตั้งกล้องวงจรปิดใกล้เส้นแบ่งเขตแดน

วันที่ 27 มีนาคม 2568 โฆษกเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดที่ระบุว่า เกาหลีเหนือส่งทหารเพิ่มอีก 3,000 นายไปร่วมรบกับทหารของกองทัพรัสเซีย ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปีนี้ เพื่อสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียในดินแดนยูเครน

รายงานฉบับนี้สร้างความกังวลว่า ความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย อาจนำไปสู่การที่รัสเซียช่วยถ่ายโอนเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงให้กับเกาหลีเหนือ เพื่อตอบแทนการสนับสนุนด้านกำลังพล

ขณะเดียวกันโฆษกฯ ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว เกาหลีเหนือส่งทหารไปยังรัสเซียแล้วประมาณ 11,000 นาย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 4,000 นาย และในช่วงต้นปีนี้ มีการส่งกำลังพลเพิ่มเติมอีกกว่า 3,000 นาย นอกจากการส่งทหารแล้ว เกาหลีเหนือยังคงจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้กับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ขีปนาวุธพิสัยใกล้ กระสุน ปืนใหญ่ และเครื่องยิงจรวดขนาด 240 มม. 

กองทัพเกาหลีใต้ยังระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเตรียมปล่อยดาวเทียมสอดแนมทางทหารอีกครั้ง แม้ว่าจะยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าการยิงจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้พบว่า เกาหลีเหนือได้ติดตั้ง กล้องวงจรปิด บนเสาส่งสัญญาณบริเวณทางเหนือของ เส้นแบ่งเขตแดนทางทหาร ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แม้จะไม่ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง แต่กองทัพเกาหลีใต้ยังคงเฝ้าระวังและจับตาการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังดำเนินการรื้อถอน สายไฟและเสาส่งสัญญาณ ตามแนวถนนคยองอุย เพื่อเป็นการตัดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ โดยจนถึงขณะนี้ได้รื้อถอนแล้ว 11 ต้น.

“มิน อ่อง หล่าย” ร่วมพิธีสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ย้ำจัดเลือกตั้งปลายปีนี้

"มิน อ่อง หล่าย" ร่วมพิธีสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ย้ำจัดเลือกตั้งปลายปีนี้

28 มี.ค. 2568 09:31 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ร่วมพิธีสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ย้ำจัดเลือกตั้งปลายปีนี้

กองทัพเมียนมาจัดพิธีสวนสนามวันกองทัพประจำปี โดยมีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวย้ำว่า จะจัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดวันไหน

วันที่ 27 มีนาคม 2568 กองทัพเมียนมาจัดงานสวนสนามวันกองทัพประจำปี ที่กรุงเนปิดอว์ โดยมีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวย้ำว่า สภาบริหารแห่งรัฐกำลังดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดวันไหน โดยจะพิจารณาจัดตามสภาพความมั่นคงในแต่ละพื้นที่ และยึดตามรัฐธรรมนูญปี 2551 รวมถึงกฎหมายเลือกตั้งและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

การประกาศวันเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นความพยายามของกองทัพเมียนมาในการใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวางและการสู้รบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะยืนยันจัดเลือกตั้ง แต่สถานการณ์ความมั่นคงในประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากปัจจุบัน กองทัพเมียนมาเชื่อว่ามีอำนาจควบคุมพื้นที่ไม่ถึงครึ่งประเทศ ขณะที่กลุ่มต่อต้านยังคงเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การเลือกตั้งอาจไม่สามารถจัดขึ้นได้ทั่วประเทศอย่างแท้จริง.

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

28 มี.ค. 2568 09:20 น.

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

  • เกาหลีใต้กำลังเผชิญเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ คนอีกหลายหมื่นต้องอพยพ
  • เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ไฟป่าในเบื้องต้นน่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ไฟป่ามีความรุนแรงขนาดนี้ คือสภาพความแห้งแล้งของพื้นที่ กับลมที่พัดแรง และป่าสนหนาทึบ
  • ไฟป่าครั้งนี้ยังตอกย้ำปัญหาสังคมผู้สูงอายุในเกาหลีใต้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดเป็นคนชรา ขณะที่มรดกโลกหลายแห่งก็ตกอยู่ในความเสี่ยงจากไฟป่า

เหตุไฟป่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้ ขยายขอบเขตขึ้นเป็นเท่าตัวในวันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค. 2568 โดยเผาผลาญพื้นที่ไปแล้ว 88,500 เอเคอร์ หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ อีกหลายหมื่นคนต้องอพยพจากที่อยู่อาศัย

หายนะที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดที่เกาหลีใต้เผชิญ ในทั้งแง่ของขนาดพื้นที่และจำนวนผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ไฟป่าในเบื้องต้นน่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ไฟป่ามีความรุนแรงขนาดนี้ คือสภาพความแห้งแล้งของพื้นที่ กับลมที่พัดแรงเข้าสู่แผ่นดิน นอกจากนั้น ป่าสนหนาทึบในจังหวัดคยองซังเหนือ ก็ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้แก่ไฟป่า จนมันขยายขนาดอย่างรวดเร็ว

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

ไฟป่าในเกาหลีใต้เกิดจากอะไร?

ไฟป่าครั้งนี้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว 325 หลัง และทำให้ประชาชนมากกว่า 37,180 คนต้องอพยพ ขณะที่ทางการต้องเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 9,000 นาย กับเฮลิคอปเตอร์อีก 120 ลำ ไปช่วยดับไฟในจุดต่างๆ ขณะที่กองทัพก็นำน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองที่เก็บไว้ออกมาใช้ เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์สามารถทำงานได้ตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้สงสัยว่า ไฟป่าหลายๆ จุดเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ โดยมีหลายกรณีที่ผู้คนเริ่มจุดไฟเพื่อกำจัดหญ้าที่ขึ้นรกสุสานของตระกูล หรือเกิดประกายไฟระหว่างทำงานเชื่อมเหล็ก

นายฮัน ดั๊ก-ซู รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังประสบปัญหาในการดับไฟป่า เนื่องจากกระแสลมแรงกับสภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฝนตกน้อยนิดที่ตกลงมาก็ไม่ช่วยในภารกิจดับไฟของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงได้แต่พึ่งพาเฮลิคอปเตอร์เป็นหลักในการรับมือกับไฟป่า

แต่ในวันพุธก็เกิดเรื่องเศร้าขึ้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์ตกระหว่างปฏิบัติงาน 1 ลำ จนทำให้นักบินเสียชีวิต 1 ศพ ทำให้ปฏิบัติการทางอากาศต้องหยุดชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

ป่าไผ่หนาทึบ เชื้อเพลิงอย่างดี

เมืองอันดงเป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่ามากที่สุด โดยเมืองแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องป่าสนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารอย่างดีให้แก่สัตว์ป่า และบางครั้งก็ช่วยต้านทานกระแสลม แต่ในกรณีนี้ มันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้แก่ไฟป่า

นอกจากจำนวนที่มากมายแล้ว ต้นสนยังรักษาพุ่มใบแหลมของมันเอาไว้ตลอดช่วงฤดูหนาว ทำให้ง่ายต่อการเกิด ไฟเรือนยอด (Crown Fire) หมายถึง ไฟที่ไหม้ลุกลามจากยอดของต้นไม้หรือไม้พุ่มต้นหนึ่งไปยังยอดของต้นไม้หรือไม้พุ่มอีกต้นหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะลามเร็วแล้ว ไฟยังมักอยู่สูงจากพื้นดินมากเพราะความสูงของต้นสนด้วย

เกาหลีใต้ยังต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จีน และเกาหลีเหนือ พวกเขามีป่าเพิ่มขึ้นทุกปี และบนภูเขาตอนนี้ก็ปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่ตกลงมา เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ไฟป่ากระจายตัวอย่างรวดเร็ว

ภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกปัจจัยที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มีส่วนทำให้ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ โดยศูนย์วิจัยโลกร้อน “Climate Central” ระบุว่า สภาพแวดล้อมในอุดมคติสำหรับเกิดไฟป่า ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส มากกว่าค่าเฉลี่ยในฤดูใบไม้ผลิ ส่งผลให้พื้นดินและอากาศแห้งแล้ง

เมื่อรวมทุกปัจจัย ทั้งป่าหนาทึบ อากาศแห้งแล้ง และลมแรง เข้าด้วยกัน ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น

เปิดสาเหตุ เกาหลีใต้ไฟป่ารุนแรงทุบสถิติตลอดกาล คร่าแล้ว 27 ศพ

วัดโบราณถูกทำลาย

วัตถุโบราณจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูป ถูกขนย้ายออกจากสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ที่ไฟป่าเสี่ยงลุกลามมาถึง โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่ถึง 750 คนไปช่วยกันขนย้ายในวันพุธที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีโบราณสถานหรือซากโบราณอย่างน้อย 18 แห่ง รวมถึง วัดโกอุนซา ในเขตอวีซอง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 618 ถูกไฟป่าเผาทำลายหรือได้รับความเสียหาย และมีวัตถุโบราณอีกอย่างน้อย 1,566 ชิ้น ที่ต้องสูญเสียไปในเหตุไฟป่าครั้งนี้

มรดกโลกที่ถูกกำหนดโดยยูเนสโก 2 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเกาหลีใต้ ได้แก่ หมู่บ้านชนพื้นเมือง “ฮาฮเว” (Hahoe) ในเมืองอันดง และโรงเรียนโบราณ “พย็องซานซอวอน” (Byeongsan Seowon) ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงถูกเพลิงไหม้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ระบุในคืนวันพุธว่า ไฟอยู่ห่างจากหมู่บ้านฮาฮเวเพียง 5 กม. เท่านั้น ขณะที่นักดับเพลิงถูกส่งไปประจำการใกล้กับพย็องซานซอวอนแล้ว

หมู่บ้านชนพื้นเมือง “ฮาฮเว” (Hahoe) ในเมืองอันดง
หมู่บ้านชนพื้นเมือง “ฮาฮเว” (Hahoe) ในเมืองอันดง

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ

เหตุไฟป่าครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมผู้สูงอายุในเกาหลีใต้ โดยตามรายงานของเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ ผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดจาก 27 ศพที่พบจนถึงตอนนี้ เป็นผู้มีอายุในช่วง 60-70 ปี

จังหวัดคยองซังเหนือ เป็นจังหวัดที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่ผู้สูงอายุจะอพยพในกรณีเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะด้วยปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือความเจ็บป่วยก็ตาม

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเขตยองด็อก มีคนชราเสียชีวิตถึง 3 ศพในวันพุธ หลังจากรถยนต์ที่พวกเขานั่งอยู่โดนไฟลุกท่วม ในรถคันดังกล่าวมีเพียงคนเดียวที่หนีออกมาได้ทัน

นายฮัน ดั๊ก-ซู รักษาการประธานาธิบดี ยอมรับในวันพฤหัสบดีว่า เป็นเรื่องน่ากังวลมากที่ผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ และได้ออกคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปยังจังหวัดคยองซังเหนือ เพื่อควบคุมปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แล้ว


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , dw

GAVI เตือน สหรัฐฯ ตัดงบช่วยเหลือ อาจทำเด็กเสียชีวิตนับล้านคน

GAVI เตือน สหรัฐฯ ตัดงบช่วยเหลือ อาจทำเด็กเสียชีวิตนับล้านคน

28 มี.ค. 2568 06:06 น.

GAVI เตือน สหรัฐฯ ตัดงบช่วยเหลือ อาจทำเด็กเสียชีวิตนับล้านคน

องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน หรือ GAVI เตือนว่า การที่สหรัฐฯ ตัดความช่วยเหลือทางการเงิน อาจทำให้มีเด็กเสียชีวิตจากโรคที่สามารถป้องกันได้นับล้านคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.ซาเนีย นิชตาร์ ประธานองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน หรือ “กาวี” (Gavi) องค์กรการกุศลที่คอยจัดซื้อวัคซีนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ออกมาเตือนว่า การที่สหรัฐฯ ตัดความช่วยเหลือทางการเงิน อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางสุขภาพโลก และเด็กนับล้านคนอาจต้องเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้

คำพูดของ ดร.นิชตาร์เกิดขึ้นหลังจากสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส เผยแพร่รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ตั้งใจที่จะตัดงบประมาณที่มอบให้แก่ กาวี โดยสหรัฐฯ เป็นผู้บริจาครายใหญ่อันดับที่ 3 ขององค์กรนี้

ในปัจจุบัน กาวียังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการตัดงบประมาณจากสหรัฐฯ แต่ ดร.นิชตาร์ระบุว่า พวกเธอกำลังประสานงานกับทำเนียบขาวและสภาคองเกรส เพื่อขอการสนับสนุนทางการเงินจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการทำกิจกรรมของ กาวี ในปี 2565 และขอการสนับสนุนระยะยาว

สหรัฐฯ เคยให้คำมั่นว่า จะมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ กาวี ในช่วงปี 2566-2570 ซึ่งคิดเป็น 15% ของงบประมาณทั้งหมดที่คาดว่า กาวี จะได้รับในช่วงเวลานั้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2565 เขาก็แสดงความชัดเจนว่าการใช้จ่ายในต่างประเทศของสหรัฐฯ จะต้องสอดคล้องกับแนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ของเขา

และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (USAID) ซึ่งให้การสนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรช่วยเหลือต่างๆ ก็เป็นหน่วยงานแรกที่ถูกรัฐบาลทรัมป์ตัดงบประมาณ โดยเขาสั่งระงับการจ่ายเงินช่วยเหลือต่างประเทศทั้งหมด เป็นเวลา 90 วัน

ดร.นิชตาร์เตือนว่า มีเด็กกว่า 500 ล้านคนทั่วโลกที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรค แต่การเสียการสนับสนุนจากสหรัฐฯ จะทำให้เด็ก 75 ล้านคนพลาดการฉีดวัคซีน ทำให้เสี่ยงเกิดการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้อย่าง โรคหัด, วัณโรค, ปอดบวม และโปลิโอ

นอกจากนั้นยังทำให้ความสามารถของรัฐบาลกับหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ในการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณสุขโลก ด้วยการเก็บสะสมวัคซีนต้านโรคอย่าง อีโบลา, อหิวาตกโรค และฝีดาษลิง ลดลงไปอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาลั่น ความสัมพันธ์เก่าที่มีกับสหรัฐฯ จบลงแล้ว

นายกฯ แคนาดาลั่น ความสัมพันธ์เก่าที่มีกับสหรัฐฯ จบลงแล้ว

28 มี.ค. 2568 05:25 น.

นายกฯ แคนาดาลั่น ความสัมพันธ์เก่าที่มีกับสหรัฐฯ จบลงแล้ว

นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศว่า ความสัมพันธ์เก่าๆ กับสหรัฐฯ ในด้านเศรษฐกิจและความร่วมมือทางความมั่นคง จบลงแล้ว ด้วยกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดา กล่าวในวันพฤหัสบดีว่า ความสัมพันธ์เก่ากับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงอย่างแน่นหนานั้น จบลงแล้ว

นายคาร์นีย์บอกกับผู้สื่อข่าวที่กรุงออตตาวา หลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ชาวแคนาดาต้องจินตนาการเศรษฐกิจของเราใหม่ทั้งหมด ในขณะที่เราเผชิญหน้ากับกำแพงภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และย้ำด้วยว่า แคนาดาจะมีมาตรการภาษีตอบโต้ ที่จะส่งผลกระทบสูงที่สุดต่อสหรัฐฯ ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเก็บภาษีรถยนต์ทุกคันกับชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% เริ่มตั้งแต่ 2 เม.ย.นี้ และว่ามาตรการนี้จะมีผลอย่างถาวร

นายคาร์นีย์กล่าวว่า ข้อตกลงการผลิตยานพาหนะแคนาดา-สหรัฐฯ ฉบับดั้งเดิมที่ลงนามเมื่อปี 2508 เป็นข้อตกลงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา แต่สิ่งนั้นจบลงไปด้วยกำแพงภาษีแล้ว และว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดาสามารถเอาตัวรอดจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ หากรัฐบาลกับธุรกิจต่างๆ ทำงานเพื่อคิดใหม่ และหาเครื่องมือใหม่ๆ เข้าสู่อุตสาหกรรม

แคนาดาจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจที่ชาวแคนาดาสามารถควบคุมได้ รวมถึงการคิดใหม่อีกครั้งเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้ากับหุ้นส่วนอื่นๆ และต้องรอดูกันต่อไปว่า แคนาดาจะสามารถมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่เข้มแข็งกับสหรัฐฯ หลังจากนี้ได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% นอกจากนั้นยังเก็บภาษีเหล็กกล้า (steel) กับอะลูมิเนียมทั้งหมดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ 25% โดยแคนาดาตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา

เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงเตือนสหภาพยุโรปกับแคนาดา ที่จะจับมือกับต่อสู้กับสหรัฐฯ ในการทำสงครามการค้า “หากสหภาพยุโรปร่วมมือกับแคนาดาเพื่อสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ มาตรการภาษีขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าแผนการในปัจจุบันมาก จะถูกบังคับใช้กับทั้งคู่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc