HOLISTA Wiss เดินหน้าลุยอีเวนต์เพื่อสุขภาพ ในงาน Good Health Great Heart ณ โรงพยาบาลพญาไท 3

HOLISTA Wiss เดินหน้าลุยอีเวนต์เพื่อสุขภาพ ในงาน Good Health Great Heart ณ โรงพยาบาลพญาไท 3

HOLISTA Wiss เดินหน้าลุยอีเวนต์เพื่อสุขภาพ ในงาน Good Health Great Heart ณ โรงพยาบาลพญาไท 3

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

การนอนหลับถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อมนุษย์ของเรา ไม่น้อยไปกว่าการได้รับประทานอาหารที่ดี และการได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ สังเกตได้ว่าคนเราใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอนหลับ ทั้งนี้ในปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์ชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนได้ไม่ดีพอ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับและเป็นสาเหตุให้เกิดผลเสียกับร่างกายทั้งภายในและภายนอก อาทิ ทำให้เหนื่อยล้าง่าย ขาดสมาธิ อารมณ์แปรปรวน รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ได้อีกด้วย ทั้งนี้ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่อยากส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพการนอนหลับที่ดี ทาง HOLISTA ได้จับมือกับบริษัท มีเดีย แอดดิคท์ จำกัด และโรงพยาบาลพญาไท 3 จัดงานอีเวนต์ “Good Health Great Heart เฮลธ์ตี้ทั้งตัว หัวใจแฮปปี้” พิเศษสุดสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพ

ช่วงไฮไลท์บนเวทีได้รับเกียรติจาก ร้อยเอกนายแพทย์ ยงยุทธ มัยลาภ หัวหน้าศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโรงพยาบาลพญาไท 3 ร่วมพูดคุยให้ความรู้พร้อมแขกรับเชิญสายสุขภาพคนพิเศษ “คุณแคน อติรุจ กิตติพัฒนะ” ที่ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในหัวข้อ “ปรับสมองให้ Feel Good Boost Brain & Mind” โดยมีผู้ดำเนินรายการมากความสามารถอย่าง เซน-เมจกา สุพิชญางกูร บรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจอย่างมาก และมีผู้เข้าร่วมงานมากมาย ทั้งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรักสุขภาพรวมไปถึงผู้ที่มาใช้บริการของทาง โรงพยาบาลพญาไท 3

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานในครั้งนี้ “คุณบ๊วย เชษฐวุฒิ วัชรคุณ” รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการพิเศษที่มาพร้อมกับ “คุณกันต์วณิชชา จารึกวงศ์ธนโชติ” หัวเรือใหญ่ของผลิตภัณฑ์ HOLISTA Wiss ที่มาร่วมพูดคุยเจาะลึกถึงไซโครไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ นวัตกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงสุขภาพลำไส้กับสมอง ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ ในหัวข้อ “จุลินทรีย์แห่งความสุข ปรับสมองให้ผ่อนคลาย หลับสบายคลายเครียด” หลังจากจบช่วงพูดคุย ยังมีกิจกรรมเล่นเกมลุ้นรางวัลพิเศษให้กับผู้ที่เข้าร่วมงานอีกด้วย

กันต์วณิชชา จารึกวงศ์ธนโชติ CEO บริษัท โฮลิสต้า จำกัด กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร HOLISTA Wiss ใช้นวัตกรรมไซโครไบโอติกส์ โพรไบโอติกที่พิสูจน์แล้วว่า มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองและจิตใจ เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ HOLISTA ที่รวม 8 สารสกัด ที่มีส่วนช่วยในเรื่องการปรับสมดุลสมองและจิตใจเข้าไว้ด้วยกัน ประกอบไปด้วย Probiotic, Prebiotic, Postbiotic, Suntheaninen, Pharma Gaba, Gingko, Biloba, Magnesium และ Chamomile ซึ่ง HOLISTA Wiss ได้รับการการันตีด้วยงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับต้นๆ ของโลก แต่ประชากรมีความเครียดสูง จึงมีงานวิจัยที่ศึกษาและพัฒนาสารสกัดที่ช่วยเรื่องการลดความเครียด ปรับสมดุลคลื่นสมองและจิตใจ จำนวนมากถึง 145 ฉบับ  และผ่านการรับรองมาตฐานระดับสากล GMP, HACCP, ISO 9001-2015”

สำหรับกิจกรรมภายในงานนอกจากกิจกรรมบนเวทีแล้ว ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร HOLISTA Wiss ติดมือกลับบ้านทุกท่าน รวมถึงยังได้เลือกซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพจากพันธมิตรมากมายที่ยกขบวนกันมาสร้างสีสัน พร้อมมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัยที่มีความสนใจในเรื่องของสมองและการนอนหลับ

ตลอดทั้งปี 2025 นี้สามารถพบกับกิจกรรม Good Health Great Heart เฮลธ์ตี้ทั้งตัวหัวใจแฮปปี้ได้ อีกที่โรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ช่องทาง FB Page:  MEDIA Addict Thailand https://rb.gy/0bmfv4

ถอดรหัส GEN ALPHA เจนแห่งอนาคต

ถอดรหัส GEN ALPHA เจนแห่งอนาคต

ถอดรหัส GEN ALPHA เจนแห่งอนาคต

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ HILL ASEAN เปิดเผยผลการศึกษาฉบับล่าสุด “THAI GEN ALPHA: ถอดรหัสเด็กเจนใหม่สู่ brand engagement ที่ตรงใจยิ่งขึ้น” ในงาน HILL ASEAN SEI-KATSU-SHA CLUB INSIGHT SESSION 2025 ทำไมต้อง Gen Alpha? เจเนอเรชันที่เกิดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หล่อหลอมให้กลายเป็นเจนแห่งอนาคตผู้ทรงอิทธิพลทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN) หรือ HILL ASEAN ร่วมกับ Hakuhodo International Thailand เปิดเผยผลการศึกษาฉบับล่าสุดในหัวข้อ “THAI GEN ALPHA: ถอดรหัสเด็กเจนใหม่สู่ brand engagement ที่ตรงใจยิ่งขึ้น” โดยมุ่งไปที่กลุ่มเจเนอเรชันอัลฟ่า (Generation Alpha) ในประเทศไทย เป็นกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปีค.ศ. 2010 – 2024 หรือเด็กอายุ 0–14 ปีในปัจจุบัน ในเชิงประชากรคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% (9.9 ล้านคน)* เป็นกลุ่มที่สืบต่อจาก Gen Z และเริ่มเป็นที่จับตามองของนักการตลาดและผู้ประกอบการในฐานะกลุ่มคนที่จะก้าวมาเป็นผู้จับจ่ายหลักในอนาคต
ทำไม? ต้องศึกษา Thai Gen Alpha

HILL ASEAN ได้ทำการวิจัยกลุ่ม Gen Alpha ในประเทศไทย โดยใช้มุมมองที่ครอบคลุมทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม ค่านิยม แนวทางการจับจ่ายและการใช้สื่อ ผ่านมุมมองของตัวเด็กเอง ซึ่ง Gen Alpha เกิดจากพ่อแม่ยุคใหม่ที่แต่งงานและมีลูกช้าลง ทำให้มีความพร้อมในการเลี้ยงดูลูก มีความมั่นคงทางอารมณ์ และการเงินมากขึ้น ประกอบกับครอบครัวมีขนาดเล็กลง ทำให้เด็กได้รับความใส่ใจแบบเฉพาะบุคคล ส่งผลต่อความมั่นใจและการสร้างตัวตนที่ชัดเจนของ Gen Alpha ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนๆ

ขณะเดียวกัน ภายใต้บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป และมีความซับซ้อนมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ครอบครัวต้องปรับตัวและวางแผนอย่างยืดหยุ่น Gen Alpha จึงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ให้คุณค่ากับการปรับตัวให้รวดเร็ว และมีแนวคิดแบบก้าวหน้า และด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยี การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้ Gen Alpha สามารถเข้าถึงข้อมูล และวัฒนธรรมจากทั่วโลกได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้กลายเป็นรุ่นที่มีความรู้รอบตัว มีพฤติกรรมและแนวคิดที่สอดคล้องกันกับเด็ก Gen Alpha ทั่วโลก

5 คุณลักษณะสำคัญของ Thai Gen Alpha

จากผลการศึกษา เด็ก Gen Alpha ของไทย พบลักษณะเด่นที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. Generation with Resilience mind: พลังความอึด ลุกขึ้นสู้ต่อ ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เด็กไทย Gen Alpha เติบโตท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พวกเขามีความยืดหยุ่นสูงจากการเลี้ยงดูที่เน้นทักษะเอาตัวรอด (“Survival skill” with 3C: communication, collaboration and co-creation), แนวคิดสู้ไม่ถอย* และ เปิดใจรับฟังผู้อื่น* (“ฉันรับฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น” Gen Alpha 74% vs Gen Z 70%) เป็นพลังในการเติบโต พวกเขาจึงสามารถปรับตัวและรับมือกับความไม่แน่นอนได้ตั้งแต่เล็ก เช่น มีมุมมองที่ว่า “ฉันจะพยายามต่อไปจนกว่าจะทำได้ดีขึ้น” Gen Alpha 72% ขณะที่ Gen Z อยู่ที่ 55%

2. Multi-nique Skillset: ทักษะหลากหลาย หาความถนัดเฉพาะตัว ต่อยอดอนาคต
ในโลกที่เปลี่ยนเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การคาดการณ์เส้นทางอาชีพในอนาคตจึงเป็นเรื่องท้าทาย เด็ก Gen Alpha และพ่อแม่เริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถเฉพาะทางที่ไม่จำกัดแค่การเรียนในระบบ* พวกเขาหันมาสนใจกีฬา ศิลปะ ทักษะเฉพาะทาง การเงินและอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคง เสริมโอกาสที่จะสำเร็จในอนาคต โดย Gen Alpha ให้ความสนใจกีฬาอยู่ที่ 60% ขณะที่ Gen Z อยู่ที่ 53% แต่ด้านการเรียน Gen Alpha สนใจที่  62% น้อยกว่า Gen Z ซึ่งอยู่ที่ 79% นอกจากนี้ยังมีทักษะที่พวกเขาให้ความสำคัญ เช่น ด้านการเงิน Gen Alpha 38% ขณะที่ Gen Z อยู่ที่ 27% และ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” (Gen Alpha 31% vs Gen Z 20%),

3. ความโปร่งใสในครอบครัว: หัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อใจ ระหว่างพ่อแม่-ลูก
จากอิทธิพลของ social media และสื่อดิจิทัลที่รายล้อมตัวลูกอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่ Gen Alpha รู้ว่าไม่สามารถดูแลและควบคุมลูกให้อยู่ในสายตาได้แบบสมบูรณ์ จึงเน้นสร้าง “trust” หรือความเชื่อใจกันเพื่อผูกใจกับลูก พยายามปรับตัวสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นกันเอง เปิดกว้างให้ลูกแชร์ความรู้สึกนึกคิดและร่วมลองผิดลองถูกไปด้วยกันมากขึ้น ถือเป็นการเสริมสร้างความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันในแบบที่ต่างจากการยุคก่อน โดยเด็ก Gen Alpha 71%  มองว่าพ่อแม่เหมือนเพื่อน ที่สามารถพูดคุยได้อย่างเปิดใจ และ 62% เชื่อว่า “พ่อแม่ให้ตัดสินใจเอง เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของฉัน

4. พฤติกรรมสื่อใหม่ Thai Gen Alpha: หน้าจอคือเครื่องมือเรียนรู้, YouTube คือ search engine
Gen Alpha มองสื่อดิจิทัลในแง่บวก เห็นว่าเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ สร้างสรรค์ และสื่อสาร พวกเขายังมีความตระหนักรู้ในการเสพติดหน้าจอมากกว่า Gen Z* (“ฉันมีความกังวลว่าตัวเองอาจติดสมาร์ตโฟน” (Gen Alpha 27% vs Gen Z 10%) นอกจากนี้ การเล่นเกมเปรียบเสมือนเป็น “ภาษาร่วม” ระหว่างเพศและวัย และยังนิยมใช้ YouTube เมื่อต้องการค้นหาข้อมูลแทนการใช้ search engine แบบดั้งเดิม โดยแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ Gen Alpha ชื่นชอบ 59% คือ YouTube เทียบกับ Google Search ที่ 5%

5. “Logical Initiators”: นักเจรจาตัวยง ใช้ logic เพื่อโน้มน้าว/ต่อรองกับพ่อแม่ในการจับจ่าย

เด็กไทย Gen Alpha เติบโตมากับพ่อแม่ที่ส่งเสริมการใช้เหตุผล ไม่ใช่การตามใจหรือการปฏิเสธแบบไม่อธิบาย พวกเขาจึงมีความสามารถในการโน้มน้าวและเจรจาอย่างมีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ โดยถึงแม้อายุยังน้อย กว่า 42% เชื่อว่าตนเองมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ และหลายคนยังชอบไปซื้อของที่ร้านใกล้ตัวมากกว่า online shopping* เนื่องจากอาจเพิ่มโอกาสในการโน้มน้าวพ่อแม่ รวมถึงได้สำรวจของหรือเทรนด์ใหม่ๆ อีกด้วย โดย 77% ของเด็ก Gen Alpha ชอบไปซื้อของที่ร้านมากกว่าออนไลน์

แบรนด์ปรับกลยุทธ์มองหาแนวทางสนับสนุน Gen Alpha

จากทัศนคติและพฤติกรรมของ Gen Alpha  แบรนด์ในฐานะ “Mediator” หรือ “ตัวกลางในการเชื่อมต่อ” ระหว่างพ่อแม่ลูก สามารถช่วยส่งเสริมเพิ่มโอกาสให้เด็ก Gen Alpha เป็น Decision maker ในครอบครัว พร้อมเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิต (life skill) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของ Gen Alpha ได้อย่างตรงเป้าหมาย พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด ดังนี้

จาก “Unique Selling Point” สู่ “Unique Skill Point”
เปลี่ยนจากการเน้นคุณสมบัติของสินค้า ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ส่งเสริมทักษะชีวิต ให้ทั้งเด็กและครอบครัว ผ่านกิจกรรมที่น่าจดจำ เช่นไอเดีย “Fam-perience Boot Camp”

จาก “ทำดีเพื่อให้เชื่อใจ ที่ได้ผลทางนามธรรม” สู่ “ทำดีที่ เห็นผลชัดเจน”
เปลี่ยนพฤติกรรมทำดีเพื่อเพิ่มความเชื่อใจให้จับต้องได้ โดยใช้เครื่องมือวัดและให้รางวัลพฤติกรรมดี ๆ เด็กจะรู้สึกภูมิใจ และพ่อแม่ก็ไว้วางใจมากขึ้น เช่นไอเดีย แอป neGoodtiate ให้เด็กบันทึกสิ่งดี ๆ ที่ทำในแต่ละวัน แลกเป็นสิทธิพิเศษจากแบรนด์

จาก “พ่อแม่เลือก” สู่ “ลูกเลือกเอง”
การจัดกิจกรรมหน้าร้านที่เปิดโอกาสให้เด็กเป็นผู้เลือกเอง เสริมความมั่นใจและความคิดสร้างสรรค์ เช่น “Kid-select Flip Shopping Challenge: เปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกเสื้อผ้าให้พ่อแม่ ปิดท้ายด้วย fashion show จากพ่อแม่ที่ใส่เสื้อผ้าที่ลูกเลือกให้”

จาก “เกมเพื่อความบันเทิง” สู่ “เกมเพื่อการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ”
แบรนด์อาจลองไอเดีย “Captain Kid online shopping platform” ที่สอนเด็กให้รู้จักวางแผนการใช้เงินและจับจ่ายซ้อของเข้าบ้าน  โดยมี AI consultant คอยแนะนำการวางแผนซื้อของ และช่วยคิดวิธีเจรจาอย่างชาญฉลาดกับพ่อแม่

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พ่อแม่ยุคใหม่คือพลังสำคัญที่กำลังหล่อหลอมอนาคตของ Generation Alpha ผ่านแนวทางการเลี้ยงดูที่ต่างไปจากอดีต พวกเขาไม่เพียงต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคใหม่ แต่ยังต้องสร้างครอบครัวในแบบที่ตอบโจทย์บริบทและความท้าทายเฉพาะของยุคสมัย และด้วยความรัก ความอดทน และการเสียสละของพ่อแม่กลายเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลัง ซึ่งกำลังวางรากฐานให้กับคนรุ่นใหม่ เจเนอเรชันที่อาจเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกในวันข้างหน้า

038

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น SS 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะยุค Renaissance

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น SS 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะยุค Renaissance

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น SS 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะยุค Renaissance

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.17 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงจัดแฟชั่นโชว์ ‘SIRIVANNAVARI Spring-Summer 2025′  เปิดรันเวย์คอลเลกชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะ Italian Renaissance สื่อถึงศิลปะหลากแขนงระหว่างยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการของอิตาลี (Italian Renaissance) จุดเริ่มต้นงานสร้างสรรค์ยกย่องสรีระอันอ่อนช้อยของผู้หญิง ขับขานบรรยากาศอบอุ่น ชวนผ่อนคลายของฤดูกาล ไปจนถึงงานฝังโมเสกปูลายระยิบระยับ ทั้งหมดล้วนอาศัยเส้นโค้งเว้า ตัดกับเหลี่ยมมุมกราฟิก เน้นลูกเล่นโปร่งแสง ในเฉดสีขาว ภาพสะท้อนแห่งบุคลิกคู่ขนานที่อยู่ร่วมกันในมนุษย์ทุกคน นั่นคือความแข็งแกร่งกับความเปราะบาง หรืออีกนัยหนึ่ง ความเข้มแข็งกับความอ่อนโยน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ แฟชั่นนิสต้า ศิลปินนักแสดง เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์อย่างคับคั่ง  ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

คอลเลกชันเสื้อผ้าประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์  แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงใช้หลากเทคนิคงานฝีมือสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นงานจับเดรป, งานพันผ้าพับทบ, งานอัดพลีทจับจีบ ไปจนถึงงานถักโครเชต์ มัดปม เพื่อให้บรรดาสิ่งทอเนื้อโปร่ง บางเบาอย่างเจอร์ซีย์และชีฟอง จุดประกายจินตนาการถึงพลิ้วระลอกคลื่นน้ำตามแรงลม และหักมุมด้วยการตัดเย็บร่วมกับวัสดุซึ่งมีเนื้อสัมผัสตรงข้าม อาทิ หนังฟอกเนื้อนุ่ม ,กระจก, ผ้าลูกไม้, ผ้าฝ้ายเดนิม อีกทั้งยังมีการใช้กรรมวิธีเคลือบเรซินพิเศษกับสิ่งทอ  จำลองลีลาพริ้วไหวของแพรพรรณบนประติมากรรมหินอ่อน เช่นเดียวกับงานฝีมือถักโครเชต์ มอบความหลากหลายในลวดลายน่าตื่นตา

ผู้บริหารแบรนด์ SIRIVANNAVARI และแขกผู้มีเกียรติ

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

นพจิรา ฤกษ์ขจรนามกุล

กิรณา พิพิธยากร และฟาติมา เดชะวลีกุล

ชิชา อมาตยกุล

สิตางค์  ปุณณภพ

เดียร์น่า ฟลิโป

เหล่านักแสดงจากช่องOne31 

โดดเด่นในโทนสีขาวเป็นหลัก ตามด้วยสีโทนกลางอย่างสีทราย และสีเบจต่างเฉด รองรับความสลับซับซ้อนของลายพิมพ์ประจำฤดูกาล ในโทนชมพูผสมม่วงอ่อน  ให้บรรยากาศเบิกบานผ่อนคลายของฤดูร้อน อันมีต้นแบบมาจากภาพวาดลายเส้นฝีพระหัตถ์ขององค์นักออกแบบ ผสานภาพตัดต่อภาพ และลายสเก็ตช์  ซึ่งอ้างอิงถึงอิทธิพลเชิงศิลป์จากรายละเอียดสำคัญส่วนต่างๆ ของผลงานประติมากรรมชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์

เดรสตัวยาวเอวสูง เน้นสรีระแสดงถึงความเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน ทวีความอ่อนช้อยด้วยงานทิ้งชายกระโปรงพลิ้วไหว สะท้อนถึงมิติแห่งประติมากรรมรูปสตรีในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของอิตาลีได้อย่างแยบคาย ดีเอ็นเอในงานออกแบบของ SIRIVANNAVARI องค์ประกอบศิลป์ทั้งหลาย ต่างถูกพลิกแพลงให้มีความทันสมัย   ในขณะที่มิติทรงของชุดกลางคืน อาศัยหลากเทคนิคทางการตัดเย็บ  สะท้อนอำนาจเสน่ห์ตามธรรมชาติ ผ่านการจับคู่ตัวเสื้อดันทรง หรือเกาะอก เข้ากับกระโปรงยาวเข้ารูปทิ้งชาย, งานตัดคว้านร่วมกับงานฝีมือถักโครเชต์ หรืองานปัก และการตัดเย็บผ้าเนื้อโปร่งบาง ร่วมกับเนื้อผ้าเมทัลลิกทอประกายวาววับ 

จากความงามสง่าของเทรนช์โค้ตผ้าซี-ทรู ไปจนถึงแจ็กเก็ตไอริสสุดภูมิฐาน และความทะมัดทะแมงของชุดจัมพ์สูทสำหรับกลางวัน ไปจนถึงชุดว่ายน้ำโทนสีกลางให้อารมณ์ลำลอง เติมความโก้หรูด้วยลูกเล่นคอปีนกึ่งตะเบงมาน หรือผ้าไขว้คล้องคอเปิดไหล่ ร่วมกับงานตัดคว้าน ฉลุโปร่ง สู่ค่ำคืนแห่งการบริหารเสน่ห์ด้วยชุดยาวผ่าสูง รองรับงานตกแต่งรายละเอียดเครื่องประดับ ซึ่งถูกพลิกแพลงเพื่อมอบประโยชน์ใช้สอยตามปรัชญางานออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อย่างเช่นหัวเข็มขัด หรือเข็มกลัดเป็นตัวยึดบนกระโปรงผ้าพับทบ

งานพิมพ์ภาพวาดลายเส้นฝีพระหัตถ์ ยังลื่นไหลต่อเนื่องสู่คอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ชาย  ซึ่งแต่ละลุคล้วนเป็นบทบรรจบระหว่างรูปแบบพิธีการและชุดลำลอง สวมใส่ได้หลากหลายโอกาส งานตัดเย็บจากวัสดุคุณภาพสูง โดยอาศัยเทคนิคงานฝีมือสุดแยบคาย, สัดส่วนอสมมาตร และโครงสร้างลูกผสม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์ หรือแจ็กเก็ตกรอมทรงสำหรับสวมกับกางเกงขายาวผ้าทบจำลองแบบงานจับเดรป ในขณะที่ “สีสันโรแมนติก” อย่างชมพู, ฟ้า และขาว บนพื้นสีโทนน้ำตาลกับเบจ  เป็นบทเติมเต็มขั้วตรงข้ามอันปรากฏอยู่ในแต่ละชุด อย่างตัวเสื้อผ้าชีฟองสวมกับกางเกงผ้าฝ้ายขัดผิว, แพรต่วนลายน้ำหรูหรา ตัดกับเดนิมสมบุกสมบัน หรือกระทั่งผ้าลินินลำลอง ที่อยู่ร่วมกับความหรูหราของซาตินใยฝ้าย เพื่อให้รูปแบบของการสวมเสื้อผ้าพลิ้ว โปร่งเบา กับกางเกงทรงตรงตัดเย็บจากสิ่งทอ     มีน้ำหนักเหล่านี้ สะท้อนถึงขั้วต่างทางบุคลิกในตัวผู้ชายที่มีทั้งความเข้มแข็ง และอ่อนโยน อ่อนไหวได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ เครื่องหนัง ทั้งกระเป๋า และรองเท้า คือการควบรวมโครงสร้างมิติทรง นำมาซึ่งนวัตกรรมทางงานออกแบบ โดดเด่นในเฉดสีอ่อน อาทิ ขาว ชมพู เบจ และดำ กลมกลืนกับโทนอารมณ์ของคอลเลกชันเสื้อผ้า กระเป๋า “La Belle” กระเป๋าสะพายรูปทรงจันทร์เสี้ยวของกระเป๋าโฮโบเข้ากับกระเป๋าทรงอานม้าหรือ saddle สายหนังผสมสายเหล็ก เพิ่มความงามยามสะพายไหล่ กับ buckle ปิดสายแม่เหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์   กระเป๋า “Trapeze” กระเป๋าถือทรงพัด มาพร้อมสายสะพาย มีทั้งรูปแบบหนังเรียบ และงานวางเรียงชิ้นหนังรูปทรงฟรีฟอร์ม ความทันสมัยสำหรับสาวยุคใหม่อย่างแท้จริง พื้นที่ใช้สอยภายในตัวกระเป๋าได้มากขึ้น ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมสองผลงานใหม่ กระเป๋า “Souple”  กระเป๋าสะพาย หนังนุ่ม น้ำหนักเบา ตัดเย็บด้วยหนังลูกวัวนุ่มพิเศษ ปากกระเป๋าหนังรูด โชว์งานฝีมือแห่งช่างเย็บชาวอิตาลี

รองเท้าเปิดส้นโครงตาข่าย (Mesh Mules) รุ่นใหม่ เจ้าของโครงสร้างงามสง่าที่มอบความสบายยามสวมใส่ โดยอาศัยความวิจิตรบรรจงทางเทคนิค หลอมรวมลักษณะโปร่งตา เข้ากับมวลวัสดุทึบแสง ถ่ายทอดแนวคิดขั้วต่าง ทางความขัดแย้งในภาพรวมของงานออกแบบฤดูกาลนี้ได้อย่างละเมียดละไม

คอลเลกชันแว่นตากันแดดประจำฤดูนี้ก็เช่นกัน อารมณ์ร็อคผสานความงามสง่าสไตล์คนเมือง  สะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากงานประติมากรรม กรอบแว่นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามน สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันด้วยวัสดุคุณภาพสูง โดยเฉพาะเหล็กกล้า (stainless steel) ญี่ปุ่น น้ำหนักเบา สวมสบาย ขณะเดียวกันก็แข็งแรง และทนทาน  องค์ประกอบทุกรายละเอียดจากกรอบยึดเลนส์ต่างวัสดุระหว่างขอบบนกับขอบล่างไปจนถึงขาแว่น และจากเลนส์ไปจนถึงการออกแบบเฉดสี  โดดเด่นด้วย โมทิฟ SR หรือลายนกยูงฉลุ โปร่ง ซึ่งรับบทเป็นโครงเชื่อมดั้งจมูกให้กับกรอบแว่นสำหรับผู้หญิงมาพร้อม 2 ตัวเลือกสี คือน้ำตาลอ่อนกับชมพู หรือโลโก SR สำหรับผู้ชาย  ปิดท้ายด้วยสัญลักษณ์แห่งแบรนด์ คือกรอบด้านข้างโคนขา ล้วนได้รับการพลิกแพลงให้มีหน้าที่และคุณประโยชน์อย่างละเมียดละไม        

เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ  มาเติมเต็มคอลเลคชั่นนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น แสดงนัยยะผ่านคำนิยมขององค์นักออกแบบ อันมีให้กับงานสร้างสรรค์นั้นก็คือ “ความรักคืออันตราย” (Love equals Dangerousness) ศิลปะแห่งการแยกชิ้นส่วน จากต่างหูสู่สร้อยคอ และสร้อยข้อมือสู่แหวน ถูกแยกส่วนมารังสรรค์โดยอาศัยวัสดุสูงค่าอย่างทองเหลือง,เซรามิก,หินอ่อน,ไข่มุก รวมกระทั่งผลึกแอมโมไนต์ (ฟอสซิลแท้ชนิดหนึ่ง)  เนื้อสัมผัสของตัวเรือนสนิทแนบผิวยามสวมใส่  พร้อมกันนั้นยังเป็นบทสะท้อนถึงแง่มุมบุคลิกอันหลากหลายภายในธรรมชาติแห่งอิสตรี : แข็งแกร่งแต่เปราะบาง หาญกล้าแต่อ่อนไหว

‘The 7 Wonders’ เรื่องราวที่ยังไม่เคยเปิดเผย เบื้องหลังเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ณ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต

'The 7 Wonders' เรื่องราวที่ยังไม่เคยเปิดเผย เบื้องหลังเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ณ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต

‘The 7 Wonders’ เรื่องราวที่ยังไม่เคยเปิดเผย เบื้องหลังเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ณ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.07 น.

เรื่องราวที่ยังไม่ได้บอกเล่า… ก็เหมือนอัญมณีที่ซ่อนอยู่  ยามเมื่อค้นพบจึงทำให้ได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและอารมณ์จากช่วงเวลาแสนพิเศษที่ผ่านมา  พบกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ในความทรงจำ เบื้องหลังเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ณ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต 

อัญมณีที่ถูกค้นพบ 

ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจและผู้ก่อตั้งเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (Cape &Kantary Hotels) ผู้มีความชื่นชอบในการล่องเรือท่องเที่ยวออกทะเลและสัมผัสกับธรรมชาติ  โดยมักขับเรือทั้งเรือใบและเรือยอร์ตด้วยตนเองในการเดินทางที่บางครั้งยาวนานหลายสัปดาห์  ธีระพงศ์มักใช้โอกาสนี้ในการทำความรู้จักกับคนท้องถิ่น และบ่อยครั้งก็ได้กลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน   ลุงแน้น (นายแน้น อาหมัน) ชาวประมงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตคือหนึ่งในมิตรสหายที่พานพบ  เมื่อครั้งที่คุณธีระพงศ์เดินทางไปดูบ้านและที่ดินริมทะเลบริเวณแหลมพันวาก็ได้ชักชวนให้ลุงแน้นล่องเรือนำทางให้  เมื่อไปถึงก็ได้พบกับพื้นที่ริมทะเล   อันดามันมีหาดทรายขาวทอดยาวและแนวร่มไม้ของต้นมะพร้าวที่เรียงรายอย่างร่มรื่น  ความสวยงามของพื้นที่แห่งนี้ดึงดูดความสนใจของคุณธีระพงศ์จนตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้  ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของโรงแรม     เคปพันวา ภูเก็ต ในเวลาต่อมา

ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจและผู้ก่อตั้งเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (Cape &Kantary Hotels)

ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์

ฝูงปลานำทาง 

ในวันนั้น ขณะที่ ธีระพงศ์ กำลังล่องเรือไปยังแหลมพันวากับลุงแน้น ได้เกิดเหตุการณ์พิเศษขึ้นเมื่อมีฝูงปลาว่ายล้อมรอบเรือ บางตัวกระโดดขึ้นมาเหนือผิวน้ำให้เห็นชัดเจน และดูเหมือนว่าฝูงปลาจะช่วยนำทางเรือไปจนถึงแหลมพันวา  ลุงแน้นซึ่งเป็นชาวประมงท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ยาวนาน เชื่ออย่างจริงใจว่าเหตุการณ์นี้เป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นสัญญาณแห่งโชคดีและความเจริญรุ่งเรือง   หลังจากนั้น เมื่อได้ก่อตั้ง      โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ จึงได้เลือกใช้ ’สัญลักษณ์รูปปลาคู่’ แทนฝูงปลาที่ช่วยนำทางเรือ นำความโชคดี และความเจริญรุ่งเรืองมาให้ เป็นโลโก้ของโรงแรมเคปพันวา และ โรงแรมอีก 5 แห่งในเครือเคปคอลเลคชั่น (Cape Hotel Collection)

การก่อตั้งโรงแรมแห่งแรกในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์

เคปพันวา ภูเก็ต คือโรงแรมแห่งแรกในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์  ซึ่งเดิมทีได้ซื้อที่ดินในบริเวณแหลมพันวาเพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศของครอบครัวปังศรีวงศ์  แต่เมื่อธีระพงศ์ทราบข่าวว่าจะมีนายทุนเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อทำฟาร์มกุ้งในบริเวณเดียวกัน  ธีระพงศ์รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากด้วยต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวยงามของแหลมพันวาไว้  เพราะการทำฟาร์มกุ้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น การปนเปื้อนสารเคมี การกัดเซาะชายฝั่ง การลดลงของคุณภาพน้ำทะเล รวมทั้งทัศนียภาพที่สวยงามของแหลมพันวา  ด้วยเหตุนี้ ธีระพงศ์จึงตัดสินใจซื้อที่ดินทั้งหมดในบริเวณเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำฟาร์มกุ้งและรักษาความงามตามธรรมชาติให้คงอยู่  ต่อมา ธีระพงศ์ได้ปรึกษากับมารดา ทับทิม ปังศรีวงศ์ ถึงการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์  จนตัดสินใจสร้าง โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว โดยถือเป็นหนึ่งในพรีเมียมลักซ์ชัวรีโฮเทล 5 ดาวขนาดใหญ่แห่งแรกๆ ของเกาะภูเก็ต และ โด่งดังจนกลายเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

Uncle Nan 

ธีระพงศ์ได้ชักชวนลุงแน้นให้มาทำงานอยู่ในโรงแรมเคปพันวาฯ  เพื่อช่วยให้ลุงแน้นมีรายได้โดยไม่ต้องเสี่ยงออกเรือหาปลาทุกวัน   เนื่องจากลุงแน้นมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ และลูกหลานของลุงแน้นก็ได้เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเคปพันวาด้วยเช่นกัน  ซึ่งในขณะนั้น ธีระพงศ์ได้ใช้ชื่อ ‘Uncle Nan’ ให้เป็นชื่อของห้องอาหาร อิตาเลียนของโรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่มีให้กับลุงแน้นซึ่งจะคงอยู่ตลอดไป  โดยทางโรงแรมฯ ได้ดูแลลุงแน้นจนกระทั่งบั้นปลายชีวิต

1 ศตวรรษ “พันวา เฮ้าส์” 

บ้านสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่มีอายุกว่า 100 ปี ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรมจีนและโปรตุเกส บ้านหลังนี้เดิมเป็นที่พักของขุนนางท่านหนึ่ง ก่อนที่จะตกทอดสู่รุ่นต่อๆ มา จนกระทั่งธีระพงศ์ได้ซื้อบ้านและที่ดินบริเวณแหลมพันวาเพื่อใช้เป็นบ้านพักตากอากาศริมทะเลของครอบครัวก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโรงแรมเคปพันวา  ซึ่งในส่วนของ พันวา เฮ้าส์ ได้ถูกรังสรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารไทย และได้กลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของโรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต   พันวา เฮ้าส์ ตั้งอยู่ริมชายหาดที่สวยงาม สามารถชมทิวทัศน์อันตระการตาของทะเลอันดามัน หาดทรายขาว และต้นไม้ที่เขียวชอุ่มพลิ้วไหวไปกับสายลมและแสงแดด  ซึ่งทำให้ทุกการมาเยือนกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและรื่นรมย์   ภายในบ้านโบราณที่ได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถัน จะพบกับความงดงามของสถาปัตยกรรมสไตล์    ชิโน-โปรตุกีส  โดยเฉพาะการเลือกใช้กระเบื้องโปรตุเกส Azulejo ในการตกแต่งภายในบ้านและบันไดอย่างประณีต  นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องเรือนไม้สักและของตกแต่งโบราณ ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์และความคลาสสิกให้กับสถานที่  ด้วยความโดดเด่นทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์  พันวา เฮ้าส์ จึงกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดัง ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมากมาย โดยยังคงดึงดูดความสนใจจากผู้คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ห้องอาหารไทยพันวา เฮ้าส์ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ได้เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมทั้งดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังมากมาย เช่น Elizabeth Taylor, Leonardo DiCaprio, Catherine Zeta-Jones, Pierce Brosnan และผู้มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน   แต่มีเพียง “กี้” เท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์พิเศษในการอยู่อาศัยที่นี่อย่างถาวร  ‘กี้’ เป็นนากทะเลแสนรู้ที่เคยเป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัวในอดีต  ซึ่งธีระพงศ์ได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนด้วยการขอซื้อต่อจากชาวประมงหลังจากที่กี้ติดแหจับปลา กี้ไม่ยอมจากไปไหน แถมเป็นนากทะเลที่แสนรู้ แสนน่ารัก และเป็นมิตรจนกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว  ซึ่งคุณธีระพงศ์ให้ความรักและความเอ็นดูเป็นอย่างมาก กี้มักจะสนุกสนานเล่นน้ำทะเลอย่างอิสระลิงโลดใจ  และไม่ลืมที่จะทำตัวน่าเอ็นดูไปอ้อนพ่อครัวหรือลูกค้าที่เข้าพักโรงแรมฯ เพื่อขออาหารว่าง  บ่อยครั้งที่ กี้ ได้ตามคุณธีระพงศ์ขึ้นเรือเพื่อไปเล่นน้ำกลางมหาสมุทรอย่างสบายอกสบายใจก่อนกระโดดกลับขึ้นเรือเองเมื่อเที่ยวเล่นจนพอใจแล้ว  ตอนเช้าตรู่ก็มักเข้าไปที่บ้านพันวาเฮ้าส์แล้วมุดขึ้นไปเด้งดึ๋งๆ บนเตียง  เพื่อปลุกแวว (ธีรวัลคุ์   ปังศรีวงศ์) ให้ตื่นนอนและขอให้พาไปเล่นน้ำทะเลด้วยกัน  แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน กี้ ยังคงเป็นขวัญใจของทุกคนในครอบครัวและจะเป็นที่จดจำเสมอไป

I Told Sunset About You – แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ซีรี่ส์วายสัญชาติไทยเรื่องแรกๆ ที่สร้างปรากฏการณ์โด่งดังข้ามประเทศจนทำให้แฟนคลับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างพากันเดินทางมาที่ “โรงแรมเคปพันวา” เพื่อเดินตามรอย “เต๋” และ “โอ้เอ๋ว” จนถึงทุกวันนี้  นอกจากนี้ ยังเป็นซีรี่ส์เรื่องเดียวที่ใช้สถานที่ถ่ายทำและใส่ชื่อของโรงแรมในเนื้อเรื่อง โดยได้เนรมิต “พันวา เฮ้าส์” ให้กลายเป็น “เคปพันวา  รีสอร์ต”  แม้ว่าซีรี่ส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” ทั้ง 2 ภาคที่ถ่ายทำที่นี่จะจบลงไปแล้ว แต่ความประทับใจจากโมเมนต์อันสวยงามของเต๋และโอ้เอ๋วยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจากหลากหลายประเทศเดินทางมาเช็คอินที่โรงแรมเคปพันวา เพื่อสัมผัสประสบการณ์ส่วนตัวและดื่มด่ำกับความรู้สึกดีๆ ผ่านฉากที่เป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะเป็น พันวาเฮ้าส์ Cape Absolute Suite-พรีเมียมลักซ์ชัวรี่เพนท์เฮ้าส์ 2 ชั้นที่ดีที่สุดของโรงแรม Wedding Terrace  ท่าเทียบเรือส่วนตัวพร้อมทางสะพานไม้ขาวทอดยาวตัดกับสีฟ้าอมเขียวของมหาสมุทร  ชายหาด  ทะเล  และ เปลญวน ….. เผื่อคุณอยากชวนใครมาบอกรักที่เคปพันวา

The White Lotus 3 

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต เป็นหนึ่งในโลเกชันที่ใช้ถ่ายทำซีรี่ส์ที่ฮอตที่สุดเวลานี้ The White Lotus 3 (อ้างอิงเว็บไซต์: Warner Bros. Discovery The White Lotus S3 Shooting Locations: https://press.wbd.com/us/media-release/white-lotus-s3-shooting-locations)  โดยมีฉากที่โดดเด่นอย่างบ้านโบราณ ‘พันวา เฮ้าส์’ ซึ่งตั้งอยู่บนชายหาดริมทะเลอันดามัน  และยังขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดบนเกาะภูเก็ต  พร้อมจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่มีเสน่ห์และความงามเฉพาะตัว  จนดึงดูดใจผู้กำกับภาพยนตร์และซีรี่ส์ชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศให้เลือกใช้สถานที่แห่งนี้ในการถ่ายทอดภาพจากจินตนาการสู่เรื่องราวที่สะท้อนผ่านสายตาผู้ชมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา 

The White Lotus ซีซั่น 1 และ 2 ได้สร้างปรากฎการณ์ Set-jetting ที่ทำให้แฟนซีรี่ส์เดินทางข้ามทวีปมาท่องเที่ยวพักผ่อนตามรอยโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำอย่างคับคั่ง  กระแสความร้อนแรงของซีซั่น 3 ที่ได้รับความสนใจตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ การเลือกเฟ้นนักแสดงชาวไทยที่มีความสามารถมาเสริมทัพ  พร้อมทั้งการถ่ายทอดวัฒนธรรมและการดำเนินขีวิตของคนไทยได้อย่างลงตัว  ผ่านการเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง กับปมเนื้อเรื่องที่สนุก ซับซ้อน และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ  รวมทั้ง การให้ความสำคัญกับมุมกล้องที่สวยงามราวกับงานศิลปะในสไตล์ของ The White Lotus  ย่อมส่งผลให้ภาคใต้ของประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจับตามองและปักหมุดไว้ในแผนการเดินทางอย่างไม่ต้องสงสัย

เชิญคุณสัมผัสมนต์เสน่ห์ของโรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต กับ ‘Director Package’ มอบประสบการณ์ที่ไม่มีใครเหมือน ด้วยห้องพัก เคป ซิกเนเจอร์ คอร์เนอร์ สวีท ขนาดกว้างขวางพร้อมกับระเบียงขนาดใหญ่มอบทัศนีย์ภาพของทะเลอันดามันในมุมมองสุดตระการตา และมีอ่างน้ำวนกลางแจ้งให้สัมผัสความงามของธรรมชาติและดื่มด่ำกับการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอด 3 วัน 2 คืน ในราคาเริ่มต้น 22,300 บาทสุทธิ สำหรับ 2 ท่าน โดยเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 ธันวาคม 2568 พร้อมรับชุดของขวัญต้อนรับสุดพิเศษสำหรับการจอง Director Package เท่านั้น อาทิ Afternoon Tea สำหรับ 2 ท่าน ณ     พันวาเฮ้าส์, บัตรกำนัลเครื่องดื่มค็อกเทล ณ แบมบู บาร์ และคาเฟ่ อันดามัน, บัตรกำนัลเครื่องดื่มชา กาแฟ ณ คาเฟ่ แคนทารี และบัตรกำนัลส่วนลด 15% สำหรับการทำสปาทรีตเมนต์ ณ เคปสปา (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

จองแพ็กเกจได้ที่: https://reservation.travelanium.net/hotelpage/rates/?propertyId=569&onlineId=4&pid=MDYxMjQ1Mw%3D%3D สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ โทร. 0-7639-1123 หรือเว็บไซต์ www.capepanwa.com

สำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย มอบโต๊ะและเก้าอี้ผลิตจากขยะรีไซเคิล

สำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย มอบโต๊ะและเก้าอี้ผลิตจากขยะรีไซเคิล

สำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย มอบโต๊ะและเก้าอี้ผลิตจากขยะรีไซเคิล

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และ ภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการฯ รับมอบชุดโต๊ะและเก้าอี้ จำนวน 2 ชุด จาก ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย โดยชุดโต๊ะและเก้าอี้ 1 ชุด ประกอบด้วย โต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว ผลิตจากขยะรีไซเคิลจากการจัดกิจกรรม “งานกาชาดสีเขียว” ในงานกาชาดประจำปี 2567 เพื่อมอบเป็นสาธารณประโยชน์ให้กับสวนลุมพินีต่อไป รับมอบ ณ ศาลาว่าการ กทม.

พิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา แก่นักศึกษาจีน ม.สยาม

พิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา แก่นักศึกษาจีน ม.สยาม

พิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา แก่นักศึกษาจีน ม.สยาม

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.32 น.

พระธรรมคุณาภรณ์ ที่ปรึกษาแม่กองธรรมสนามหลวง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษาจีน จำนวน 149 คน ณ มหาวิทยาลัยสยาม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568

วิชาธรรมศึกษาเป็นการเรียนรู้หลักวิชาการทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง สำนักเรียนวัดไตรมิตรวิทยาราม มหาวิทยาลัยสยาม  และห้องเรียนขงจื่อโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย  เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาชาวจีนที่ศึกษาต่อในประเทศไทยได้เรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาผ่านทางประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นการเรียนรู้หลักธรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของนักศึกษา เป็นการส่งเสริมธรรมศึกษาให้แพร่หลายกว้างไกลและเข้าถึงเยาวชน กลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขั้น 

CPF-KSP Run For Charity วิ่งดีต่อกาย ดีต่อโลก รับประกาศนียบัตร Carbon Neutral Event

CPF-KSP Run For Charity วิ่งดีต่อกาย ดีต่อโลก รับประกาศนียบัตร Carbon Neutral Event

CPF-KSP Run For Charity วิ่งดีต่อกาย ดีต่อโลก รับประกาศนียบัตร Carbon Neutral Event

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยธุรกิจอาหารสัตว์บก ร่วมกับ บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด รับประกาศนียบัตร Carbon Neutral Event  จากการจัดกิจกรรมชดเชยคาร์บอนจนเป็นศูนย์ในงานเดิน-วิ่งการกุศล “ CPF & KASETPHAND RUN For Charity 2024” ได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบฯ โดยมี จิระ คงเขียว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เป็นตัวแทนรับมอบ และ อดิศักดิ์ จันทะวิโร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจเกษตรภัณฑ์ ร่วมด้วย

ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ต่อยอดสู่กิจกรรมในรูปแบบ Carbon Neutral Event  โดยมีเป้าหมายส่งเสริมสุขภาพที่ดีของบุคลากร ครอบครัว และประชาชน ควบคู่กับการสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net-Zero) ภายในปี 2050 ด้วยการเปิดโอกาสให้นักวิ่งมีส่วนร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกิจกรรม “งานเดิน-วิ่งการกุศล CPF & KASETPHAND RUN For Charity 2024” สามารถชดเชยคาร์บอนฯ ที่ปล่อยได้ประมาณ 60 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ด้วยคาร์บอนเครดิตจากโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวล

การจัดงานดังกล่าว มีการนำเสื้อวิ่งที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล จำนวน 20 ขวดต่อตัวมาใช้ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 13 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (เมื่อเทียบกับเสื้อคอตตอนจำนวน 1,850 ตัว) นอกจากนี้ เหรียญรางวัลที่แจก ยังผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เช่น ล้อแม็ก กระป๋องน้ำ เมนบอร์ด เซรามิก และถุงขนม สะท้อนแนวคิด Waste-to-Value ช่วยลดขยะและเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของ ขณะเดียวกัน บรรจุภัณฑ์ภายในงานได้รับการคัดสรรจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ชานอ้อย ไม้ และกระทงใบตอง สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก

ภายในงาน มีการจัดจุดคัดแยกขยะแต่ละประเภทอย่างชัดเจน เพื่อจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะที่ถูกนำไปฝังกลบ เพิ่มสัดส่วนขยะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น แผ่นป้ายฟิวเจอร์บอร์ด และโครงไม้ อีกทั้งส่งเสริมการเดินทางแบบ Carpool เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ซีพีเอฟมุ่งมั่นมีส่วนร่วมรับผิดชอบและสนับสนุนการดำเนินการเพื่อสร้างประโยชน์สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากกิจ

กรรมเดิน-วิ่ง “CPF RUN FOR CHARITY” ที่มีการจัดต่อเนื่องมาแล้วกว่า 38 ครั้ง ได้มอบให้กับหน่วยงานสาธารณประโยชน์มากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ เป็นเงินรวมแล้วมากกว่า 17 ล้านบาท

ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

โครงการ ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ โดย ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ในย่านที่มีชีวิตชีวาใกล้เอกมัย ผสมผสานไลฟ์สไตล์คนเมืองเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยอันเงียบสงบได้อย่างลงตัว พร้อมสร้างนิยามใหม่ให้กับการบริการ 

ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ มอบความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อที่เหนือระดับ โดยอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พระโขนงและเอกมัย เพียง 10 นาทีด้วยรถยนต์ ช่วยให้การเดินทางไปยังทั่วกรุงเทพฯ สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น โครงการแห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งชั้นนำ อย่าง เกตเวย์ เอกมัย และดิ เอ็มดิสทริค ซึ่งประกอบด้วย เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์ อีกทั้งยังแวดล้อมไปด้วยร้านคาเฟ่สุดชิค ตลาดนัดแสนคึกคัก รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ อย่าง แม็กซ์แวลู และแม็คโคร นอกจากนี้ โครงการยังอยู่ใกล้ถนนสายหลักอย่าง ถนนพระราม 4 สุขุมวิท และเพชรบุรี และสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 35 นาที ช่วยให้การเดินทางของผู้เข้าพักสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ตัวโครงการมีห้องพักและอพาร์ทเมนท์ทั้งหมด 141 ห้อง ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อรองรับความต้องการของทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางระยะสั้นและผู้พักอาศัยระยะยาว โดยให้บริการตั้งแต่ห้องดีลักซ์ไปจนถึงห้องแบบหนึ่งและสองห้องนอนสุดกว้างขวาง ทุกพื้นที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับการใช้งานได้จริง อีกทั้งยังมีห้องพักสำหรับครอบครัวสุดพิเศษที่มาพร้อมเตียงสองชั้น พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยบรรยากาศสุดอบอุ่น

ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าที่พักอาศัย โดยผสมผสานทุกองค์ประกอบเพื่อตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้ากลางแจ้ง พร้อมชมวิวแบบพาโนราม่า หรือออกกำลังกายที่ฟิตเนสสุดทันสมัย รวมถึงเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศที่ Sol & Luna Rooftop Restaurant ท่ามกลางทิวทัศน์เมืองที่สวยงาม นอกจากนี้ โครงการยังมีจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว เพื่อส่งเสริมการสานสัมพันธ์และการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้สำหรับผู้เข้าพักทุกคน

ไม่ว่าผู้เข้าพักจะกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหรือการพักผ่อนระยะยาว ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ พร้อมมอบไลฟ์สไตล์เมืองที่เหนือระดับ ใจกลางย่านที่มีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ

สามารถติดต่อสำรองห้องพัก หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 066 2204 4400, อีเมล enquiry.thailand@the-ascott.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์  ซัมเมอร์เซ็ท สุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ  

‘อาเล็ก ธีรเดช’ แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ตะลุยเดี่ยวเที่ยวเกาะลับในไต้หวัน พร้อมชมเสน่ห์เมืองเป่ย์กาน

'อาเล็ก ธีรเดช' แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ตะลุยเดี่ยวเที่ยวเกาะลับในไต้หวัน พร้อมชมเสน่ห์เมืองเป่ย์กาน

‘อาเล็ก ธีรเดช’ แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ตะลุยเดี่ยวเที่ยวเกาะลับในไต้หวัน พร้อมชมเสน่ห์เมืองเป่ย์กาน

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.01 น.

อาเล็ก ธีรเดช แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน  ตะลุยเดี่ยวเที่ยวเกาะลับในไต้หวัน ‘เกาะหมาจู่’ พร้อมชมเสน่ห์เมืองเป่ย์กาน

หากพูดถึงหมู่เกาะในไต้หวัน แน่นอนว่าเกาะหมาจู่นั้นอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในบรรดานักท่องเที่ยว และถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ unseen ในไต้หวันสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “หมาจู่” เป็นหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงเหนือของไต้หวันที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะสถานที่แห่งนี้มี Blue Tears ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำทะเลจะเรืองแสงเป็นสีฟ้าตามแนวชายฝั่ง และนักท่องเที่ยวยังมีโอกาสได้พบกวางดาวซิก้าที่ทำให้บรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของการ์ตูน

เกาะหมาจู่นั้นสามารถเที่ยวได้ทุกฤดู แต่ช่วงที่ไม่ควรพลาดคือช่วงเดือนมีนาคม –  กันยายน เป็นฤดูที่เกาะหมาจู่คึกคักที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระบาน และสามารถชมปรากฏการณ์  Blue Tears ได้อย่างงดงาม สำหรับการเดินทางไปเป่ย์กาน หมาจู่ นั้นก็ง่ายนิดเดียว โดยสามารถบินตรงจากสนามบินไทเป – ซงซาน (Taipei Songshan Airport – TSA) ไปลงสนามบินเป่ย์กาน (Matsu Beigan Airport – MFK) ซึ่งใช้เวลาเพียง 55 นาทีเท่านั้น

เมืองเป่ย์กาน (Beigan) ดินแดนมนต์เสน่ห์ที่ต้องไปสัมผัส

ในทริปนี้ คุณอาเล็ก แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำปี 2568 ขอลุยเต็มที่ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยเริ่มจากการท่องเที่ยวคนเดียวในเมืองเป่ย์กาน ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่มีอายุกว่า 600 ปี และตั้งอยู่ในหมู่เกาะหมาจู่ ดินแดนลับที่ยังคงความงดงามและอัตลักษณ์วัฒนธรรมไต้หวันดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีสถานที่ที่สะกดทุกสายตาอย่างมากมาย เช่น “หมู่บ้านฉินปี้” หมู่บ้านโบราณซึ่งทำมาจากหินที่ทอดตัวไปตามแนวภูเขาและได้รับฉายาว่า เมดิเตอร์เรเนียนแห่งหมาจู่

•             พิกัดหมู่บ้านฉินปี้ (Qinbi Village) : https://maps.app.goo.gl/CXbQ78cKr834DKRh6

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ “ชายหาดปั้นหลี่” ซึ่งเหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ขึ้นและมีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนชายหาดให้ขอพรเพื่อเสริมสิริมงคล ส่วนจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ “หมู่บ้านเฉียวไจ่“ ก็เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ชวนให้หลงใหลและเต็มไปด้วยความอบอุ่น นอกจากนี้ อีกหนึ่งความสวยงามที่ผู้มาเยือนพลาดไม่ได้ คือการเดินขึ้นเขากับ “เส้นทางเดินธรรมชาติหลัวซาน” เส้นทางเดินธรรมชาติยาว 700 เมตร บนหน้าผาที่มีความชัน เมื่อถึงปลายทางจะพบกับวิวสุดอัศจรรย์ของสองเกาะที่มาบรรจบกัน เป็นความงดงามของธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

•             พิกัดชายหาดปั้นหลี่ (Banli Beach) : https://maps.app.goo.gl/ZLTayPotu7KeUfxp7

•             พิกัดหมู่บ้านเฉียวไจ่ (Qiaozi Village) : https://maps.app.goo.gl/pa8AQEqZDUwRqyKr5

•             พิกัดเส้นทางเดินธรรมชาติหลัวซาน (Luoshan Nature Trail) : https://maps.app.goo.gl/oYLki2cu2rdbReCD7

ของอร่อยบนเกาะลับ เสน่ห์อาหารท้องถิ่นที่ไม่ควรพลาด

หากพูดถึงเรื่องอาหาร คุณอาเล็กยังได้ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของเป่ย์กานที่หาทานไม่ได้ในประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหอยทะเลสด ๆ ที่เป็นไฮไลต์ของเมืองนี้อย่าง “หอยมือพระ” ที่ร้านจงอวี๋ ซีฟู้ดบาร์บีคิวต้นตำรับที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นสดใหม่ ”ซุปลูกชิ้นปลาต้นตำรับ” ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวปลา Fish Village Fish Noodle ที่มาถึงเมืองประมงแล้วต้องลอง และ “เหลาจิ่ว เมี่ยนเซี่ยน” หรือบะหมี่เส้นบางในซุปเหล้าที่เสิร์ฟมาแบบร้อน ๆ รสชาติเข้มข้นหอมละมุนจนต้องหลงรัก ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ตงอิ่นเซี่ยเซี่ยเมี่ยน ถือได้ว่านอกจากเป็นทริปเที่ยวแล้ว คุณอาเล็กก็ยังไม่ลืมที่จะรีวิวอาหารตามคอนเซ็ปต์ของช่อง อาหารของอาเล็ก อีกด้วย

•             พิกัดร้านจงอวี๋ ซีฟู้ดบาร์บีคิวต้นตำรับ : https://maps.app.goo.gl/A6GUhNyndWmiU5Un8

•             พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวปลา Fish Village Fish Noodle : https://maps.app.goo.gl/eDTwpsbRCsgg5CGA9

•             พิกัดร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ตงอิ่นเซี่ยเซี่ยเมี่ยน : https://maps.app.goo.gl/LwmNrFFYJsYxX4by5

ใครที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของเกาะหมาจู่แบบคุณอาเล็ก สามารถรับชมวิดีโอคลิปเต็มได้ที่ YouTube: @AlekT Official(ลุยเดี่ยว เกาะลับที่ไต้หวัน ที่แทบไม่มีใครรู้จัก!! ) หรือใครที่กำลังวางแผนเที่ยวไต้หวันก็สามารถติดตามข่าวสารใหม่ๆเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ

เปิดสนามแข่งขันจักรยานขาไถ ชิงแชมป์สไตรเดอร์ระดับเอเชีย เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ชวนหนูน้อยประชันพลังกำลัง ชิงทุนการศึกษา

เปิดสนามแข่งขันจักรยานขาไถ ชิงแชมป์สไตรเดอร์ระดับเอเชีย  เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ชวนหนูน้อยประชันพลังกำลัง ชิงทุนการศึกษา

เปิดสนามแข่งขันจักรยานขาไถ ชิงแชมป์สไตรเดอร์ระดับเอเชีย เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ชวนหนูน้อยประชันพลังกำลัง ชิงทุนการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ร่วมกับ บริษัท บีเคเค สไตรเดอร์ จำกัด ชวนเด็กๆ ร่วมสมัครและร่วมส่งแรงเชียร์ในการแข่งขันจักรยานขาไถสุดยิ่งใหญ่แห่งปี THE MALL LIFESTORE PRESENTS STRIDER CUP ASIAN CHAMPIONSHIP 2025 ชิงแชมป์นักแข่งสไตรเดอร์ระดับเอเชีย สนามประจำประเทศไทย ชิงทุนการศึกษาและถ้วยรางวัล สมัครการแข่งขันได้แล้วตั้งแต่วันนี้-4 เมษายน 2568

การแข่งขัน THE MALL LIFESTORE PRESENTS STRIDER CUP ASIAN CHAMPIONSHIP 2025 เป็นสนามมาตรฐานในร่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในประเทศไทย เวทีสำคัญสำหรับเด็กอายุ 2-7 ปี ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านกีฬา ความสมดุล และการควบคุมร่างกายผ่านจักรยานขาไถ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและสมาธิแล้ว ยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้กฎ กติกา มารยาทในการแข่งขัน และการมีน้ำใจนักกีฬา ทั้งนี้ กีฬาจักรยานขาไถได้รับความนิยมอย่างมากในระดับนานาชาติ

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 13 รุ่น ตามช่วงอายุของผู้เข้าแข่งขัน อาทิ รุ่นพิเศษ 12” The Best Rider of Asia, 12” Racing 2, 3, 4 ขวบ,14X Balance Bike 3, 4, 5, 6, 7 ขวบ, 12” Enjoy 2, 3 ขวบ, 12” Team Relay 3, 4 ขวบ, 14X TeamRelay 5-7 ขวบ
ซึ่งเปิดโอกาสให้นักกีฬาตัวน้อยได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยเด็กๆ ที่สนใจสามารถสมัครเข้าแข่งขันได้แล้วตั้งแต่วันนี้-4 เมษายนนี้ กรอกใบสมัครได้ที่ https://bit.ly/StriderCupAsianChampionship 2025 และลูกค้าสมาชิก M JUNIOR CLUB รับสิทธิ์ส่วนลดค่าสมัครแข่งขัน 200 บาท (จากราคาปกติ 1,200 บาท) โดยรับสิทธิ์ผ่านทางแอปพลิเคชั่น M Card

การแข่งขันจักรยานขาไถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย THE MALL LIFESTORE PRESENTS STRIDER CUP ASIAN CHAMPIONSHIP 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เป็นต้นไปที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์บางแค นอกจากการแข่งขันสุดท้าทายแล้วภายในงาน ยังมีกิจกรรมมากมาย อาทิ สนาม Adventure สำหรับฝึกฝนทักษะก่อนลงสนามจริง และเปิดโอกาสให้เด็กๆที่สนใจทดลองขี่จักรยานขาไถ รวมถึงบูธจำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์กีฬาราคาพิเศษเฉพาะในงาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : The Mall Lifestore Bangkae และ StriderThailand