เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ‘Young Ambassador’ สร้างผู้นำรุ่นใหม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ‘Young Ambassador’  สร้างผู้นำรุ่นใหม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืน

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ‘Young Ambassador’ สร้างผู้นำรุ่นใหม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดตัวโครงการ “Young Ambassador” ภายใต้กองทุนฟลายกรีน ซึ่งเป็นกองทุนด้านสิ่งแวดล้อมของสายการบินฯโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นทูตเยาวชนที่มีความใส่ใจในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการมุ่งสู่ความยั่งยืน โครงการนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางสิ่งแวดล้อมและการดูแลรักษาโลกให้ดียิ่งขึ้น

โครงการ Young Ambassador มีเป้าหมายหลักในการมอบความรู้เครื่องมือ และประสบการณ์จริงให้แก่ทูตเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้

“เราเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Young Ambassadors เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลงมือทำและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อดูแลชุมชนและสร้างโลกที่ดีขึ้น” นายปิ่นยศพิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าว

ทูตเยาวชนกลุ่มแรกจะเริ่มต้นโครงการด้วยการเข้าร่วมกิจกรรม Fly Green Forest-Mangrove ครั้งที่ 4 ของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ โดยทูตเยาวชนจะร่วมกันปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้กิจกรรมยังมอบความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและสุขภาพของระบบนิเวศ รวมถึงโครงการเพื่อชุมชนต่างๆ เช่น การจัดการขยะ โครงการน้ำสะอาดและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้ในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งปลูกฝังผู้นำในอนาคตที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นสืบสานแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์ตั้งเป้าให้โครงการ Young Ambassador มีทูตเยาวชนจำนวน 500 คน ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของสายการบินฯ ภายใน 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งสร้างจิตสำนึกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ความยั่งยืนในกลุ่มคนรุ่นใหม่

โครงการ Young Ambassador ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเยาวชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต ผ่านความมุ่งมั่นภายใต้กองทุนฟลายกรีนของสายการบินฯ และการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น เวียตเจ็ทไทยแลนด์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนและติดตามโครงการนี้ เพื่อร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกและยั่งยืนต่อโลกของเรารวมถึงส่งเสริมผู้นำแห่งอนาคต

SACIT เตรียมจัดกิจกรรม New Young Craft 2025 ต่อยอดองค์ความรู้คนรุ่นใหม่

SACIT เตรียมจัดกิจกรรม New Young Craft 2025 ต่อยอดองค์ความรู้คนรุ่นใหม่

SACIT เตรียมจัดกิจกรรม New Young Craft 2025 ต่อยอดองค์ความรู้คนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมให้เกิดความรักและภาคภูมิใจที่จะสืบสานมรดกแห่งภูมิปัญญา และสนันสนุนต่อยอดองค์ความรู้ ทักษะเชิงช่าง พัฒนาชิ้นงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรม พร้อมเตรียมจัดกิจกรรม “New Young Craft 2025” เชิดชูคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักคราฟต์ สร้างสรรค์ผลงานควบคู่กับสืบสานหัตถกรรมไทยในดือนสิงหาคม นี้

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นการผลักดันด้านการสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยไม่ให้สูญหาย จึงให้ความสำคัญกับการดำรงรักษาไว้ซึ่งทักษะองค์ความรู้เฉพาะทางด้านงานหัตถศิลป์ ทั้งในศาสตร์และศิลป์เชิงช่าง โดยเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์และสืบทอดงานหัตถกรรมไทยตั้งแต่ระดับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทศิลปหัตถกรรมและคนรุ่นใหม่ ซึ่ง SACIT ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีต่อยอดองค์ความรู้ การนำเอาทักษะเชิงช่างมาผสมผสานการออกแบบที่ร่วมสมัย จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์ ทันสมัยแต่ยังคงสะท้อนภูมิปัญญาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในมาตรฐานสากล และสามารถตอบโจทย์ตลาดในยุคปัจจุบัน รวมถึงมีเวทีการตลาดเพื่อนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ และต่อยอดสู่โอกาสเชิงพาณิชย์

อังคาร อุปนันท์

“SACIT ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ที่ได้นำเอาภูมิปัญญาดั้งเดิม มาปรับประยุกต์ต่อยอดในงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยในปี 2568 นี้ SACIT เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมคนรุ่นใหม่ในงานศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้โครงการเชิดชูผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ หรือ “New Young Craft 2025” ปีที่ 2 ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพทางความคิดและทักษะฝีมือในการสร้างสรรค์งานในรูปแบบที่มีความร่วมสมัย พร้อมผลักดันและส่งเสริมการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนากระบวนการผลิตผลงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย นำไปสู่การต่อยอดการสร้างงานสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ทายาทศิลปหัตถกรรม ปี 2558 ประเภทเครื่องเงินยัดลาย นายอังคาร อุปนันท์ หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก SACIT โดยสืบทอดมรดกแห่งภูมิปัญญาเครื่องเงินล้านนาและนำเอาทักษะองค์ความรู้จากผู้เป็นบิดา ครูพงษ์มิต อุปนันท์ ครูศิลป์แห่งแผ่นดิน ปี 2566 มาต่อยอดและสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนคุณค่าเพื่อให้คงอยู่สืบต่อไป

แบรนด์อังศาเครื่องประดับเงิน ก่อตั้งโดย อังคาร อุปนันท์

นายอังคาร อุปนันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์อังศาเครื่องประดับเงิน กล่าวว่า “เครื่องเงินยัดลาย” ถือเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สืบทอดจากภูมิปัญญาชุมชนเครื่องเงินบ้านกาด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีขั้นตอนการสร้างสรรค์ที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ต้องอาศัยฝีมือและทักษะเชิงช่างชั้นสูง โดยการยัดลายเป็นการนำเส้นเงินขนาดเล็กเท่าเส้นผมมาพันเกลียว ขด ดัดและซ้อนทับกันหลายชั้นอย่างประณีต จนเกิดเป็นลวดลายและรูปทรงที่วิจิตรบรรจง แล้วนำไปสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับเงินที่ทรงคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด ต่างหู สร้อยคอ กำไล หรือเข็มขัด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันช่างฝีมือที่มีความชำนาญด้านเครื่องเงินยัดลายเริ่มมีจำนวนลดลงอย่างมาก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมแขนงนี้ให้คงอยู่สืบไป นอกจากการสืบทอดองค์ความรู้และทักษะเชิงช่างแล้ว ยังมีการพัฒนาต่อยอดผลงานให้เข้าถึงกลุ่มคน Gen ใหม่ ด้วยดีไซน์ที่มีความร่วมสมัย เพิ่มลูกเล่นให้ผลงานมีความน่าสนใจ และสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน

แบรนด์อังศาเครื่องประดับเงิน ก่อตั้งโดย อังคาร อุปนันท์

อีกทั้ง SACIT ยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ที่เห็นถึงคุณค่าและมีใจรักในงานคราฟต์อย่าง ทยิดา อุนบูรณะวรรณ หนึ่งใน 10 ผู้มีผลงานผ่านการคัดสรรเป็น “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่” ปี 2567 ประเภทผ้าบาติก (New Young Craft 2024) ผู้ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานกลุ่มหัตถกรรมผ้าบาติกได้อย่างโดดเด่นและมีเอกลักษณ์

ทยิดา อุนบูรณะวรรณ

นางสาวทยิดา อุนบูรณะวรรณ กล่าวว่า ชื่นชอบการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เกิดความหลงใหลงานผ้าบาติกอย่างมาก เพราะเป็นงานหัตถกรรมที่ใช้เทคนิค “กั้นเทียน เขียนลาย” ทำให้ได้สร้างสรรค์ลวดลายเองตามจินตนาการของตัวเอง จึงได้นำภูมิปัญญาผลงานหัตถกรรมประเภทผ้าบาติกมาสร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ๆ ที่สามารถใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน กลายเป็นแบรนด์มารียองสยาม (Marionsiam) ผสมผสานความโมเดิร์นและไสฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ แต่ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ผ้าบาติกผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า Tote Bag หรืออื่นๆ อีกทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการ “New Young Craft 2024” ของ SACIT ซึ่งนอกจากได้รับโอกาสในการจัดแสดงผลงานหัตถกรรม ในงานสำคัญอย่าง “Crafts Bangkok 2024” แล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสพิเศษที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ของคนที่มีใจรักงานคราฟต์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดทักษะการสร้างสรรค์งาน และเปลี่ยนองค์ความรู้ในการพัฒนาฝีมือ ผ่านการสนับสนุนจาก SACIT ซึ่งเป็นผู้นำเอาโซลูชั่นการพัฒนากระบวนการทำงานที่ตอบโจทย์ มาร่วมแก้ปัญหาที่อาจพบจากการทำงาน อาทิ กระบวนการย้อมสีผ้าบาติกให้ติดทน เป็นต้น

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร กิจกรรม หรือสมัครเข้าร่วมโครงการของ SACIT ได้ทาง SACIT Facebook OfficialPage https://www.facebook.com/sacitofficial หรืออัปเดตงานคราฟต์ต่างๆ ได้ทาง SACIT TikTok Official Account https://www.tiktok.com/@sacit_official

แบรนด์มารียองสยาม (Marionsiam) โดย ทยิดา อุนบูรณะวรรณ

แบรนด์มารียองสยาม (Marionsiam) โดย ทยิดา อุนบูรณะวรรณ

แบรนด์มารียองสยาม (Marionsiam) โดย ทยิดา อุนบูรณะวรรณ

แบรนด์มารียองสยาม (Marionsiam) โดย ทยิดา อุนบูรณะวรรณ

กูรูไวน์‘ภารณี จิตรกร’เปิดชั้นเรียนจับคู่ไวน์กับอาหารอีสานร้านมิชลินไกด์‘แก่นกรุง’

กูรูไวน์‘ภารณี จิตรกร’เปิดชั้นเรียนจับคู่ไวน์กับอาหารอีสานร้านมิชลินไกด์‘แก่นกรุง’

กูรูไวน์‘ภารณี จิตรกร’เปิดชั้นเรียนจับคู่ไวน์กับอาหารอีสานร้านมิชลินไกด์‘แก่นกรุง’

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักชิมไวน์แถวหน้าของเมืองไทยภารณี จิตรกร หรือ “หน่อง”เปิดชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing” ครั้งแรกของปี 2568 เริ่ม EP1 กับอาหารอีสาน ปักหมุดร้านแก่นกรุง ร้านอาหาร Casual Fine Dining ระดับมิชลินไกด์จากขอนแก่น ที่เปิดใหม่บนถนนอรุณอมรินทร์ เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ในการจับคู่อาหารไทยและไวน์ จากทั้ง Old World & New World wine ในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2568 เวลา 18.00-20.30 น.

ภารณี จิตรกร เป็นที่รู้จักในฐานะนักชิมไวน์ระดับกูรู ที่มีประสบการณ์มากว่า 18 ปี เป็นคณะกรรมการตัดสินไวน์ บนเวทีระดับนานาชาติในต่างประเทศมากมาย ตลอดจนเป็น International Bordeaux Wine Educator คนแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 178 คนทั่วโลก ของสถาบัน Ecole du Vin de Bordeaux เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส หรืออาจจะคุ้นหน้ากันในฐานะกรรมการ จากรายการ Master Chef Thailand และ Iron Chef Thailand

หลังจากทนเสียงเรียกร้องไม่ไหวจากบรรดาคอไวน์ หรือนักดื่มที่สนใจการจับคู่ไวน์กับอาหารไทย ภารณี จึงตัดสินเปิดชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing” ครั้งแรก เริ่ม EP แรกกับอาหารรสแช่บอย่างอาหารอีสาน โดยจับมือกับเชฟจิ๊บ-กันยารัตน์ และเชฟไพศาล แห่งร้านแก่นกรุง ร้านอาหารใหม่บนถนนอรุณอมรินทร์ ไม่ไกลจากศิริราช โดยทั้งสองเชฟ นำ “แก่น” ร้านระดับมิชลินไกด์จากขอนแก่นมาไว้ที่นี่ โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากอีสาน มาทำอาหารถึงรสถึงเครื่อง เหมือนท่องเที่ยวอีสานผ่านอาหาร พร้อมเพิ่มอรรถรสด้วยการจับคู่กับไวน์

“ครั้งแรกจะเป็นการเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ในการจับคู่ไวน์กับอาหารอีสาน ทั้งไวน์ Old World & New World wine และครั้งถัดไปจะเป็นอาหารจากภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ แต่จะเป็นภาคไหนก่อนหลัง ต้องติดตามกันต่อไปนะคะ อาหารไทยเป็น soft power ที่ดีที่สุดและไวน์ก็เป็นเครื่องดื่มในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับ การจับคู่อาหารไทยกับไวน์ จึงเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับอาหารไทยขึ้นไปอีกขั้น”

ชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2568 เวลา 18.00-20.30 น. ที่ร้านแก่นกรุง อาหาร6 คอร์สและไวน์แพริ่ง ในราคาท่านละ 2,890 บาทสุทธิ สำรองที่นั่งได้ที่ Facebook : Parani Chitrakorn

คุณแหน : 28 มีนาคม 2568

คุณแหน : 28 มีนาคม 2568

คุณแหน : 28 มีนาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.บึงกาฬเป็นประธานกิจกรรมท่องเที่ยวพาชม ผู้ว่า“พาปลูก” ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (ชุมชนบ้านพันลำ เกษตรปลอดสารพิษ) ณ ริมแม่น้ำโขง บ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ..

●● พิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี เป็นสักขีพยานและผู้แทนกระทรวงฯ นำบันทึก MOU ในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลฯ กับ จ.พิจิตร มามอบให้ ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร ร่วมลงนามและ ธนิต ภูมิถาวร เป็นสักขีพยาน เพื่อขับเคลื่อนจ.พิจิตรสู่การทำงานแบบไร้กระดาษที่มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน..

●● อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม ต้อนรับเพื่อนๆ ชาว Digital CEO#5 ที่ไปร่วมนมัสการและถวาย แห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ งานนี้ ดร.คณพศ นิจสิริภัช, ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส, ปารณีย์ อำนวยรักษ์กุล,ฐิติรัตน์ เฮงสกุล, นพ.อดิศร วิตตางกูร, ณรงค์ฤทธิ์โชตินุชิตตระกูล, เอกชัย ตั้งรัตนาวลี, สุรเดช สร้อยรุ่งเรือง, ร.ท.ดร.ธนกฤษฏ์ เอกโยคยะ,ศศกร แผ่ดิลกกุล ไม่พลาด..

●● ยินดีกับ ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ที่เป็น ประธานกรรมการในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร..

●● ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ แจ้งหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นพิเศษ Avantgarde studiesจะปิดรับสมัคร 31 มี.ค.รายละเอียดโทร. 089-1428990 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/digitalceo_avantgarde..

●● คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมเเสดงความยินดีกับ รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ เเพทย์ศิริราช รุ่น 89ที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าเเพทย์ศิริราชดีเด่น ประจำปี 2567 ประเภท ศิษย์เก่าผู้ทำประโยชน์แก่สังคม เป็นที่ประจักษ์..

●● มิตรสหายชาว Digital CEO#3 ยินดีกับ ศักรินทร์ ร่วมรังษี ที่ได้เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์..

●● ชลธิดา โพธิสมภรณ์ ต้อนรับเพื่อนๆ Net Zero CEO#1 ที่ไปชมโรงงานของ บมจ.เวล แมเนจเม้นท์คอร์ปอเรชั่น อาทิ สินีนุช โกกนุทาภรณ์,นิลรัตน์ จารุมโนภาส, ชาญชัย อมรวิภาส,สุภกิต บุญอำนวย, ณัฐกานต์ คลอวุฒิอนันต์, จันทร์เพ็ญ เพ็งสมบัติ, อรอุมา สีแสงทอง, อัญญาวีร์ เตชภัทร์อังกูร, เข็มอัปสร สิริสุขะ,ยอดฤดี สันตติกุล..

●● เกรียง วงศ์ตั้งใจ และครอบครัว บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคาร รพ.รามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี..

●● ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์ ชวน ภก.นรเทพ เอี่ยมแก้ว, ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ และ ภญ.สุภาพร ติพพะมงคล ไปสังสรรค์รับลมร้อนทานข้าวแช่ ณ รร.หัวช้างเฮอริเทจ กรุงเทพฯ..

●● ชมรม ปธพ.จะจัดงาน หมู่เฮา ปธพ.ฮักกั๋น โดยมี Theme งานสงกรานต์ล้านนา 19 เมย. 16.30 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ วปอ. ถนนวิภาวดี..

●●ดีป้า เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม Digital Content ไทยก้าวไกลสู่เวทีโลก เปิดรับสมัครแล้ววันนี้-14 ก.ค. รายละเอียดได้ที่ https://short.depa.or.th/57Ava…●●

น้องใหม่

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน  ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

ซีเอ็ด ฉลองครบรอบ 50 ปี  ส่งต่อพลังแห่งการอ่านที่สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนให้เติบโตไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Good Books Make Good Friends” เพราะหนังสือที่ดีเปรียบเสมือนเพื่อนแท้ที่คอยอยู่เคียงข้างเราในทุกช่วงเวลา ทั้งในยามสุขและทุกข์ เชิญชวนร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพผ่านโลกของหนังสือไปกับ Snoopy & Peanuts Gang สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและมิตรภาพที่ไร้กาลเวลา ไม่ว่าคุณจะมองหาแรงบันดาลใจ ความรู้ หรือความสุขในการอ่าน หนังสือจะเป็นเพื่อนที่คอยเสริมสร้างชีวิตให้สมบูรณ์  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของซีเอ็ด เราต้องการสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่ร่วมสมัยและเชื่อมโยงผู้คนทุกยุคทุกวัย เราจึงเลือก Snoopy & Peanuts Gang ตัวการ์ตูนระดับตำนานที่เป็นที่รักของคนทั่วโลก มาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ และแรงบันดาลใจ เราเชื่อว่าจะช่วยสะท้อนคุณค่าของการเรียนรู้และการเติบโตไปพร้อมกันของคนทุกวัย”

กิจกรรมไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ฉลอง 50 ปีซีเอ็ด ชวนร่วม “50+ Inspirers จุดประกายแรงบันดาลใจ” เปิดมุมมองใหม่ผ่านปลายปากกาของนักเขียนและนักคิดแห่งยุค ที่จะมาจุดประกายความคิดและขับเคลื่อนสังคมผ่านตัวหนังสือ 15 เวทีกิจกรรม 64 ผู้สร้างแรงบันดาลใจ อาทิ “ถอดเสื้อกาวน์…มาจับปากกา”: เสวนาจากคุณหมอนักเขียน แลกเปลี่ยนมุมมองด้านงานเขียนและการสื่อสารทางการแพทย์ “พาหนังสือกลับสู่อ้อมกอด…เด็ก GEN ALPHA”: เสวนาสำหรับคุณพ่อคุณแม่และครู กับแนวทางการสร้างสังคมรักการอ่านให้กับเด็กยุคใหม่ “ทำไมใจฟู…เมื่อดูแมว”: สัมผัสพลังแห่งวรรณกรรมที่เยียวยาหัวใจ ผ่านเรื่องราวของเจ้าเหมียว “ใช้เงินเป็น…เห็นอนาคต”: เปิดมุมมองการบริหารเงิน เรียนรู้การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

พบกับนักเขียนชื่อดัง: ร่วมเปิดตัวหนังสือใหม่และเสวนาวรรณกรรมสุดเข้มข้นจาก โค้ชหนุ่ม-Money101, น้าเน้ก-โชคดีที่มึงได้อ่าน, คุณดิว-สำเร็จนอกกรอบ, พี่ชิต CHIT BEER-เงินเฟ้อคือคดีอาญา, อ.เบียร์ คนตื่นธรรม, พี่กอน-บาร์บีกอนกับภารกิจตามหาไฟศักดิ์สิทธิ์ และอีกมากมาย พร้อมรับลายเซ็นและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

โปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงาน! หนังสือใหม่และหนังสือขายดี ลดสูงสุด 20%  พบกับสินค้าลดราคาพิเศษสูงสุด 70% ในแคมเปญ “ลดใหญ่ คนไทยต้องได้อ่าน สมัครบัตรสมาชิกซีเอ็ดการ์ด Snoopy & Peanuts Gang Collection  ซื้อครบรับฟรีของที่ระลึกสุดพิเศษ SESAME STREET Collection

มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและก้าวไปด้วยกันที่บูทซีเอ็ด B48 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามข่าวสารและตารางกิจกรรมได้ที่ http://www.news.se-ed.com หรือ Facebook : SE-ED Book Center

‘The Swan’ จากพนักงานต้อนรับสู่ CEO มืออาชีพ ของสมฤดี ชัยมงคล

‘The Swan’ จากพนักงานต้อนรับสู่ CEO มืออาชีพ ของสมฤดี ชัยมงคล

‘The Swan’ จากพนักงานต้อนรับสู่ CEO มืออาชีพ ของสมฤดี ชัยมงคล

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

ครั้งแรกกับงานเปิดตัว “The Swan” หนังสือชีวประวัติของ “สมฤดี ชัยมงคล” ตลอด 4 ทศวรรษบนเส้นทางชีวิตการทำงานในองค์กรแห่งแรกและแห่งเดียว จากพนักงานต้อนรับ จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การเป็นผู้นำระดับสูงสุดขององค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก สะท้อนบทพิสูจน์ว่าทุกอย่างเป็นไปได้หากมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ออกจาก Comfort Zone กล้าเผชิญความท้าทาย ถอดบทเรียนและกลยุทธ์ก้าวไปสู่ความสำเร็จ สร้างแรงบันดาลใจสู่ผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเอง ดั่งเป็ดที่คิดอยากเป็นหงส์ กล้าสลัดขนให้กลายเป็นหงส์ที่สง่างามในที่สุด

สมฤดี ชัยมงคล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หนึ่งในวิธีคิดที่ยึดถือปฏิบัติมากที่สุดตลอดระยะเวลากว่า 41 ปี คือ ‘การใส่รองเท้าเกินเบอร์’ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตนเองในฐานะพนักงานองค์กรเติบโตอย่างรวดเร็วและอยู่ในองค์กรได้ยาวนาน ควรต้องทำในสิ่งที่มากไปกว่าคำว่าหน้าที่ คิดไปข้างหน้า 2-3 ก้าวว่าสิ่งที่ทำส่งผลดีต่อองค์กรอย่างไร ทำทุกอย่างที่สามารถช่วยองค์กรได้ เตรียมตัวให้ดี ไม่มีคำว่าไม่พร้อมเมื่อโอกาสมาถึง สามารถจัดการภาวะวิกฤตต่าง ๆ ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ความท้าทายด้านพลังงานโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นกุญแจสำคัญที่เพิ่มทักษะให้แกร่งขึ้น กล้าขึ้น พร้อมรับมือความท้าทายใหม่ ๆ ได้ทันที”

“การทำงานในองค์กรแรกและองค์กรเดียวตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ต้องมีทัศนคติเชื่อมั่นในการ ‘ออกจาก Comfort Zone’ และพิจารณาว่า ‘อยู่ถูกที่’ ในองค์กรที่เราได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ตามทักษะอาชีพ และให้โอกาสได้เติบโตทั้งด้านความคิด ความสามารถ หน้าที่การงาน รวมถึงได้รับความสุข ไขว่คว้าทุกโอกาสและพร้อมรับมือกับปัญหาหรืออุปสรรคที่เข้ามา เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้นำประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน” สมฤดีกล่าว

เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย โค้ชผู้บริหารองค์กรแถวหน้าของประเทศไทย ให้คำนิยมถึงหนังสือ The Swan ว่า “เป็นมากกว่าชีวประวัติของคุณสมฤดี ชัยมงคล เป็นบันทึกแห่งแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากคนธรรมดาที่มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองสู่ผู้นำองค์กรพลังงานระดับโลก ผ่านบทเรียนชีวิต การทำงาน ทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว วิธีคิดและการตัดสินใจแบบผู้นำในการเอาชนะวิกฤตต่าง ๆ การบริหารคนด้วยการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง รับมือความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานและเทคโนโลยี เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในสายอาชีพพร้อมกับการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้คำนิยมถึงหนังสือ The Swan ว่า “คุณสมฤดี ชัยมงคล เป็นผู้ที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการพัฒนาตัวเองและองค์กรเพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืน พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังความมุ่งมั่น ทำงานหนัก มีวินัย และตั้งใจจริง นำพาองค์กรผ่านช่วงเวลาท้าทายทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด-19 รวมถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานและดิจิทัลเทคโนโลยี สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัว การมองการณ์ไกล เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดของชีวิต จุดประกายให้ลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง สร้างคุณค่าให้องค์กรและสังคม”

“ทุกคนสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ (New Peak) ของตัวเองได้แบบต่อยอดไปเรื่อย ๆ เพราะต้นทุนชีวิต ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ เปรียบเสมือนเป็ดที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง แต่พร้อมเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ กล้าสลัดขนจนสามารถกลายเป็นหงส์ที่ดูสงบนิ่งบนผืนน้ำ ขณะที่เท้าทั้งสองข้างยังคงทำงานเป็นเกลียวใต้ผิวน้ำเพื่อให้ลอยอยู่ได้อย่างสง่างาม จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าดีพอ เพื่อเป็นหงส์ที่พร้อมจะบินสูง”  สมฤดีกล่าวทิ้งท้าย

มาร่วมถอดบทเรียนและวิธีคิดสู่ความความสำเร็จกว่าจะเป็นหงส์ที่สง่างามของ “สมฤดี ชัยมงคล” ผ่านหนังสือชื่อ “The Swan: สมฤดี ชัยมงคล จากพนักงานต้อนรับสู่ CEO มืออาชีพ” เพื่อเสริมสร้างพลังใจและนำข้อคิดไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน สร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง

อีท มี เสริฟเมนูอาหารอเมริกันสมัยใหม่ ร้านอาหารที่อยู่คู่วัฒนธรรมกินดื่มของกรุงเทพฯ

อีท มี เสริฟเมนูอาหารอเมริกันสมัยใหม่ ร้านอาหารที่อยู่คู่วัฒนธรรมกินดื่มของกรุงเทพฯ

อีท มี เสริฟเมนูอาหารอเมริกันสมัยใหม่ ร้านอาหารที่อยู่คู่วัฒนธรรมกินดื่มของกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

อีท มี  (Eat Me Restaurant) ร้านอาหารที่อยู่คู่วัฒนธรรมกินดื่มของกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน สร้างชื่อเสียงจากมาตรฐานขั้นสูงทั้งเรื่องคุณภาพอาหารและงานบริการ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่ลงไปในแต่ละจาน อีท มี เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2541 โดยสองพี่น้อง ดาร์เรน และเชอรี ฮอยส์เลอร์ (Darren and Cherie Hausler)  และได้ ทิม บัทเลอร์ (Tim Butler) เชฟดาวรุ่งชาวอเมริกัน เข้ามาร่วมทีมในฐานะหุ้นส่วน และหัวหน้าพ่อครัวในปี 2553 รังสรรค์เมนูอาหารอเมริกันสมัยใหม่ ที่แทรกกลิ่นอายความเป็นเอเชียลงไป ทุกเมนูจึงเปรียบเสมือนเป็นการผจญภัยทางด้านรสชาติ โดยมีวัตถุดิบระดับพรีเมียมเป็นองค์ประกอบหลักของเรื่องราว

ทิม บัทเลอร์ (Tim Butler)

อีท มี ซ่อนตัวอยู่ในซอยคอนแวนต์บนถนนสีลม แม้จะอยู่ในย่านพลุกพล่าน แต่บรรยากาศของร้านก็เงียบสงบ เพราะรายล้อมด้วยต้นไม้สีเขียวที่ให้ความรู้สึกสบายตา และดูมีชีวิตชีวาตลอดค่ำคืน อีท มี ยังเหมาะกับการรับประทานอาหารในหลายโอกาส เพราะรองรับลูกค้าได้ถึง 120 ที่นั่ง (รวมด้านนอกแบบเอ๊าท์ดอร์ 28 ที่นั่ง) ประสบการณ์ที่ทุกท่านจะได้รับ เริ่มขึ้นตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน โดยจะพบบาร์สุดเก๋สำหรับจิบเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ส่วนโซนรับประทานอาหารหลักจะอยู่ชั้น 2 มีให้เลือกทั้งแบบด้านในห้องปรับอากาศ และด้านนอกที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ส่วนชั้น 3 จะเป็นพื้นที่สำหรับจัดมื้อพิเศษแบบส่วนตัว อีกสิ่งที่เติมเสน่ห์ให้กับอีท มี คือพนักงานผู้ให้บริการซึ่งส่วนใหญ่ทำงานกับร้านอาหารแห่งนี้มาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 10 ปี พวกเขาคือแหล่งพลังงานที่ช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับสถานที่แห่งนี้ สร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเองจนลูกค้ารู้สึกสบายใจ เหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นความประทับใจที่หาได้ยาก

ทิม บัทเลอร์ หัวหน้าพ่อครัวของ อีท มี เขานิยามตัวเองว่าเป็นคนมีความกล้า มีความคิดสร้างสรรค์ และรักการผจญภัย ทิมรักการเดินทางท่องเที่ยว และมักใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูของเขา ทิม เกิดที่เมืองพอร์ทแลนด์ รัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเริ่มก้าวแรกสู่วงการอาหารในวัย 14 ปีในตำแหน่งพนักงานล้างจานที่ร้านอาหารอิตาเลียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง จนกลายเป็นอาชีพที่เขารัก หลังจบการศึกษาจากสถาบันสอนทำอาหาร The Culinary Institute of America ในปี 2541 ทิมในวัยเพียง 21 ปีได้รับตำแหน่งหัวหน้าเชฟขนมหวานของ Aquavit ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ในนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ เชฟมาร์คัส ซามูเอลสัน ทิมยังเคยทำงานในตำแหน่งเชฟขนมหวานที่ Daniel ร้านระดับ 3 ดาว มิชลิน และเคยได้รับรางวัล New York Rising Star Chef ในปี 2550 อีกด้วย ทิม บัทเลอร์ ร่วมงานกับร้านอีท มี ตั้งแต่ปี 2553 โดยเขายังคงสนุกกับการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ และมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

เนื้อซี่โครงวากิว (Wagyu Short Rib) 

อีท มี ใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงผักสดจากประเทศไทย นำเสนออาหารอมริกันสมัยใหม่ ที่ผสมผสานรสชาติและสไตล์แบบเอเชีย โดดเด่นที่การชูคาแรกเตอร์ของวัตถุดิบตามฤดูกาลจากแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจมีให้ลิ้มลองในบางช่วงเวลาเท่านั้น อาทิ เนื้อกวาง นกกระทา และเห็ดทรัฟเฟิลป่าจากฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทั้งการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืนทางด้านอาหาร

เมนูที่พลาดไม่ได้ เริ่มตั้งแต่ เนื้อซี่โครงวากิว (Wagyu Short Rib) เคลือบด้วยโคชูจัง โรยหน้าด้วยงาและต้นหอม สัมผัสนุ่มละมุน  หอมกลิ่นสโม๊กขณะรับประทาน ตามด้วย ทาร์ทาร์เนื้อวากิว (Spicy Wagyu Tartare) เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากลาบของภาคอีสาน ให้รสชาติที่เข้มข้น ขับเน้นความอร่อยด้วยหอมแดง พริก และผักชี เพิ่มความพิเศษมากยิ่งขึ้นกับ หน่อไม้ฝรั่งขาวและคาเวียร์ (White Asparagus & Caviar) เสิร์ฟคู่ชีสมันเชโกและหญ้าฝรั่น ซึ่งเข้ากับรสชาติเค็มอันละมุนละไมของคาเวียร์ ส่วนใครที่รักเนื้อแกะต้องไม่พลาด ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่างเกลือ (Australian Salt Bush Lamb Rack) หมักและย่างจนนุ่มละลายในปาก รับประทานกับซันโช้ค ชีสนมแพะ และผักร็อกเก็ต ปิดท้ายด้วย เนื้อสันในกวางแดงย่าง (Seared Red Deer Tenderloin) เสิร์ฟพร้อมซอสโรเมสโก พริกสเปน  และเลมอนย่าง นอกจากจะตกแต่งมาอย่างสวยงามแล้ว เนื้อกวางยังให้สัมผัสที่ฉ่ำนุ่ม และมีรสชาติล้ำลึกอีกด้วย

ทาร์ทาร์เนื้อวากิว (Spicy Wagyu Tartare)

ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่างเกลือ (Australian Salt Bush Lamb Rack)

Grilled Iberico Pork Pluma

Padron Peppers

Beef Carpaccio Salmon Roe

Sea Urchin Bruschetta

ของหวานก็พลาดไม่ได้เช่นกัน โดยเฉพาะ พุดดิ้งอินทผาลัม (Sticky Date Pudding) ขนมหวานยอดนิยม คิดค้นสูตรโดยเชฟที่ร่วมงานกับ อีท มี มายาวนานกว่า 20 ปี เสิร์ฟพร้อมซอสบัตเตอร์สก๊อตอุ่น ๆ และไอศกรีมวานิลลาเนื้อเนียน อีกหนึ่งเมนูของหวานที่ต้องลองก็คือ พาฟโลวา (Pavlova) เมอร์แรงก์กรอบ ๆ ราดด้วยซอสเสาวรส มะม่วง และวิปครีม สร้างสมดุลระหว่างความหวาน และความเปรี้ยวที่ลงตัว

สายดื่มต้องว้าวไปกับเครื่องดื่มหลากหลายรายการ และช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นต่อการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะเครื่องดื่มในคอนเซ็ปต์ ‘Sip Some Thai’ ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากสุดยอดอาหารไทยในแต่ละภาค อาทิ ลาบหมู (Laab-Moo) เบสด้วยวอดก้า เพิ่มความหอมจากสะระแหน่ และข้าวคั่ว ท้อปด้วยเซอราโน่แฮมชิ้นบางกรอบก่อนเสิร์ฟ หรือจะเป็น ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Goong) ที่จะนำเปลือกกุ้งเผามาแช่ในวอดก้า พร้อมด้วยข่า และใบมะกรูด นอกจากนี้ ยังมีเมนู ‘The Eat Me Creations’ ค็อกเทลต้นตำรับของร้านที่นำเสนอความหอมหวานของผลไม้ไทย อาทิ ฝรั่ง (Fa-Rang) เบสจากจิน และ ฝรั่งไส้ชมพู นอกจากนี้ยังมี มังคุด (Mangosteen) ที่ให้ความสดชื่นทันทีตั้งแต่จิบแรก

ลาบหมู (Laab-Moo)

Som-Tum Poo Pla-Ra

ป๊อป-บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล ผู้จัดการแผนกเครื่องดื่ม คือผู้อยู่เบื้องไอเดียสร้างสรรค์ของเมนูเครื่องดื่มทั้งหมด ป๊อปเริ่มงานกับอีท มี ตั้งแต่ปี 2555 และมักสนุกไปกับการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในผลงานของเขา เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากความอุดมสมบูรณ์ของผัก ผลไม้ และสมุนไพรของประเทศไทยที่มีให้รับประทานตลอดทั้งปี

ป๊อป-บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล ผู้จัดการแผนกเครื่องดื่ม 

นอกเหนือจากค็อกเทลแล้ว อีท มี ยังมีไวน์มากกว่า 100 ฉลาก นำเข้าจากทั่วโลก พร้อมซอมเมอลิเยร์คอยให้คำแนะนำการแพริ่งกับอาหารแต่ละจาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกท่านจะได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบ ครบทั้งการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่ม อีท มี ตั้งอยู่ที่ซอยพิพัฒน์ 2 ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงททพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00 – 01.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะได้ที่  โทร 02-238-0931 หรือ https://eatmerestaurant.com/reservations

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand's Most Admired Company

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

นวลวรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขึ้นรับโล่รางวัล 2024 – 2525 Thailand’s Most Admired Company ในฐานะที่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับคัดเลือกเป็น “บริษัทที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมน่าเชื่อถือสูงสุด” จากโครงการงานวิจัย โดยนิตยสาร BrandAge ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

2024-2025 Thailand’s Most Admired Company เป็นโครงการงานวิจัยที่นิตยสาร Brand-Age  จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 และมีการจัดอันดับบริษัทต่างๆ โดยใช้หลักการการชี้วัดความชื่นชอบของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Perfor-mance) ภาพลักษณ์ (Image) การบริหารการจัดการ (Management) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) และการบริการ (Service)

นวลวรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณ  BrandAge คณะผู้วิจัยทุกท่าน และ ทุกๆ เสียงโหวต ที่มอบรางวัลนี้ให้กับเมืองไทยประกันภัย รางวัลนี้เป็นแรงใจให้พวกเราคนทำงาน และเป็นกำลังใจให้เราทำสิ่งดีๆ เพื่อลูกค้า เพื่อสังคมต่อไปค่ะ”

นวลวรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 

อีกทั้ง เมืองไทยประกันภัย ยังได้รับการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด เป็นอันดับ 2  กลุ่มธุรกิจประกันภัย โดยมีรายละเอียดคะแนนดังนี้ Innovation = 6.90 คะแนน Performance = 6.82 คะแนน Image = 6.88 คะแนน Management = 6.86 คะแนน sustainable development = 6.86 คะแนน Service = 7.00 คะแนน  และยังได้รับการจัดอันดับ 2025 Thailand’s Most Admired Brand แบรนด์ประกันภัยที่น่าเชื่อถือ ปี 2025 เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย ด้วยคะแนนร้อยละ 20.30 จากหมวดธนาคารและบริการทางการเงินอีกด้วย

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เรายังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและพันธมิตรทุกท่าน ด้วยการสานต่อพันธกิจขององค์กรที่มีมาตลอด 93 ปี ไม่เพียงเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย แต่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือและความรับผิดชอบ ต่อสังคมให้กับบุคลากร เสริมสร้างการมีส่วนร่วม สร้างสรรค์พลังแห่งคุณค่ากับทุกภาคส่วน ให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้รับการคุ้มครองที่ดีที่สุด สามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง และยัง “ยิ้มได้ เมื่อภัยมา”

Vickteerut จัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลคชั่น Vickteerut Spring/Summer 2025

Vickteerut จัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลคชั่น Vickteerut Spring/Summer 2025

Vickteerut จัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลคชั่น Vickteerut Spring/Summer 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

Vickteerut (วิคธีร์รัฐ) โดย อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ จัดแฟชั่นโชว์ Vickteerut Spring/Summer Collection 2025 เปิดตัวคอลเลคชั่น ‘Forme’ ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ที่ยังคงโดดเด่นด้วยความเนี้ยบของเสื้อผ้าสไตล์   เทเลอร์ ที่ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวกับซิลลูเอตที่ดูมีความพลิ้วไหวจากเนื้อผ้าที่ให้ความหรูหรา พร้อมพาทุกคนสัมผัสกับโมเมนต์ที่เหนือระดับ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองภายใต้คอนเซ็ปต์ Grand Celebration จาก Glenfiddich Club ณ F.V. Sukhumvit 39

Vickteerut แบรนด์แฟชั่นแถวหน้าของไทย พาแขกคนพิเศษมาร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมชมแฟชั่นโชว์ Vickteerut Spring/Summer Collection 2025 เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ของโครงสร้างและรูปทรงในเสื้อผ้า ผ่านแรงบันดาลใจจากศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco) สร้างนิยามใหม่ของความหรูหรา สนุกสนาน และโมเดิร์น ผ่านการทดลองรูปทรงด้วยแพตเทิร์นและเทคนิคตัดเย็บที่แปลกใหม่ พร้อมนำเสนอการผสมสานที่ลงตัวระหว่างความเนี้ยบคมของเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ และซิลลูเอตที่พลิ้วไหวจากเทคนิคการจับเดรป และเนื้อผ้าที่ให้ความรู้สึกหรูหรา

ลายกราฟิกที่เกิดจากการจัดวางผ้าลายทางอย่างพิถีพิถัน สะท้อนเอกลักษณ์ของอาร์ตเดโคที่คมชัด สร้างความเฉียบคมที่ดูมาสคิวลีน (Masculine) ให้กับเบลเซอร์ที่ถูกตัดเย็บให้ดูมีโครงสร้าง (Structured) ชัดเจน ซึ่งมาพร้อมกับกระโปรงลายทาง         เข้าชุด โดยงานเทเลอริ่งที่มีโครงสร้างของเสื้อผ้าชัดยังถูกนำมาใช้บนเสื้อเบลาส์ สูทคอปก และเดรสความยาวมิดิ ซึ่งตัดเย็บจากผ้าสไตล์เทเลอร์สุดคลาสสิค ให้ความรู้สึกเข้มแข็ง เสริมสร้างพลัง และความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดจากแจ็กเก็ตนักบิด (Biker Jacket) และปกเฟอร์ถอดได้ ที่มาเพิ่มความขี้เล่นแบบไม่คาดคิด นอกจากนี้วัสดุที่ดูหรูหรา และมีผิวสัมผัสที่น่าสนใจอย่าง ผ้าเครปไหม ผ้าปักเลื่อม และผ้าตาข่ายสีเมทัลลิค ได้ถูกนำมาจับเดรปสร้างซิลลูเอตที่พลิ้วไหวเพื่อสร้างความสมดุลให้กับคอลเลคชั่น เป็นเสื้อผ้าที่ยังคงเส้นสายที่สะอาดตา เข้ารูปมากขึ้น ให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิง (Femininity) อย่างที่เห็นได้จากเสื้อ เดรสกลางวัน ค็อกเทล และอีฟนิ่งเดรสจับเดรป

โดยไฮไลท์อยู่ที่แฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นล่าสุดของ Vickteerut ที่ถูกนำเสนอร่วมกับคาแรคเตอร์ที่เข้มข้นและโดดเด่นของ Glenfiddich Gran Reserva 21 Year Old ที่เปี่ยมด้วยความลึกซึ้งของสก็อตช์วิสกี้จากการบ่มในถังโอ๊ค และมิติที่มีชีวิตชีวาอันเกิดจากการบ่มครั้งสุดท้ายในถังรัมแคริบเบียน ถือเป็นการตอกย้ำถึงงานคราฟต์และความคิดสร้างสรรค์อันเป็นหัวใจหลักของทั้ง Glenfiddich และ Vickteerut ในการยกระดับทุกโอกาสให้พิเศษยิ่งขึ้น ผ่านคอนเซปต์ Grand Celebration ที่พาทุกคนไปสัมผัสกับโมเมนต์สุดพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

และเพื่อเติมเต็มประสบการณ์สุดพิเศษนี้ แขกคนพิเศษยังฉลองร่วมกัน ไปพร้อมกับเมนูค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นและวิสกี้ Glenfiddich ถึง 3 แก้ว แก้วแรก Golden Horizon ที่จับภาพความอบอุ่นของพระอาทิตย์ตกดินในเขตร้อนและความหรูหราของการเฉลิมฉลองครั้งพิเศษ เป็นแก้วที่เป็นตัวแทนของความกลมกลืนระหว่างความโดดเด่นและความประณีต ค็อกเทลแก้วที่สอง Velvet Solstice บทนิยามของความละเมียดละไมและความหรูหรา ผสานเท็กซ์เจอร์ที่นุ่มละมุนเข้ากับรสชาติที่ลุ่มลึก และแก้วสุดท้ายกับ Emerald Essence ให้ความสดชื่นและมีชีวิตชีวา เพื่อเฉลิมฉลองในบรรยากาศสุดพิเศษในครั้งนี้

ในงานนี้ยังมีดารานักแสดง นำโดย แมท-ภีรนีย์ คงไทย, ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, คริส หอวัง, พลอย หอวัง, แยม-มทิรา ตันติประสุต, ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ พร้อมด้วยเซเลบริตี้อย่าง บุ๋ม-จารุจิต ใบหยก, บุ๊ค-พิมพ์เลิศ ใบหยก, เบอร์ดี้-ปาวา นาคาศัย และ เมย์-พิชชา ธนาลงกรณ์ มาร่วมชมแฟชั่นโชว์

เรียกได้ว่า Vickteerut Spring/Summer 2025 Fashion Show ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอแฟชั่นโชว์ แต่เป็นการพาคุณมาดื่มด่ำบรรยากาศที่ถูกยกระดับอย่างเหนือชั้นตามแบบฉบับของ Glenfiddich Club และงานออกแบบของ Vickteerut ตั้งแต่การตกแต่ง ไปจนถึงการจับคู่วิสกี้ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันให้ผู้ร่วมงานทุกคนได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำจด

#VickteerutSS25

#GlenfiddichxVickteerut

#GlenfiddichClubTH #GrandCelebration

สงกรานต์นี้ KFC สาดความแซ่บ! ‘ป๊อปบอมบ์แซ่บ’ ที่ทุกคนรอคอยกลับมาแล้ว!

สงกรานต์นี้ KFC สาดความแซ่บ! ‘ป๊อปบอมบ์แซ่บ’ ที่ทุกคนรอคอยกลับมาแล้ว!

สงกรานต์นี้ KFC สาดความแซ่บ! ‘ป๊อปบอมบ์แซ่บ’ ที่ทุกคนรอคอยกลับมาแล้ว!

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

ปีใหม่ไทยนี้ นอกจากคนไทยจะได้พักผ่อน กลับบ้านเกิดไปหาครอบครัวให้หายคิดถึงกันแล้ว KFC Thailand ก็อาสาพาเมนูเด็ดที่ทุกคนรอคอย “ป๊อปบอมบ์แซ่บ” คืนสู่เหย้าวงการไก่ทอดเช่นเดียวกัน พร้อมระเบิดความแซ่บรับบสงกรานต์นี้ให้ลุกเป็นไฟ! งานนี้ KFC Thailand จัดหนักความอร่อยสุดจี๊ดให้หายคิดถึง เสิร์ฟเซ็ตไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมชิกเก้นป๊อปคลุกผงแซ่บชิ้นพอดีคำและรสชาติคุ้นเคยที่ทุกคนถามหา อยู่เคียงข้างคนไทยช่วงหยุดเทศกาลนี้กันล่วงหน้าและยาวไปตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2568 – 23 เมษายน 2568

งานนี้ใครอยากแซ่บก็พุ่งตัวไปได้ที่ KFC ทุกสาขา ประเดิมความแซ่บแบบอิ่มพอดีด้วยชุด เดอะบอกซ์ ป๊อปบอมบ์แซ่บ ไก่ทอด 1 ชิ้น ไก่ป๊อปบอมบ์แซ่บ 7 ชิ้น ไก่วิงซ์แซ่บ 2 ชิ้น เฟรนช์ฟรายส์ (ปกติ) 1 ที่ และเป๊ปซี่ 1 ที่ ในราคาชุดละ 159 บาท สำหรับคนอยากแซ่บแบบจุใจ แนะนำให้เปิดตี้รับสงกรานต์ด้วยชุด ดับเบิลบักเก็ต ป๊อปบอมบ์แซ่บ อร่อยจัดเต็มกับ ไก่ทอด 7 ชิ้น ไก่ป๊อปบอมบ์แซ่บ 14 ชิ้น ไก่วิงซ์แซ่บ 3 ชิ้น นักเก็ตส์ 3 ชิ้น เฟรนซ์ฟรายส์ (ปกติ) 1 ที่ และมันบด (ปกติ) 1 ที่ ในราคาชุดละ 399 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2568 – 23 เมษายน 2568  (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด!)

นอกจากความอร่อยถึงใจที่หวนกลับมาให้หายคิดถึง KFC Thailand ยังรอเสิร์ฟเซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่จะทำให้สงกรานต์นี้แซ่บกว่าเดิม! บอกเลยว่า…ห้ามพลาด! ติดตามข่าวสารกิจกรรมสุดพิเศษอื่นๆ ของ KFC Thailand ได้ที่ TikTok @kfcthailand, Instagram @kfcthailand, Facebook KFC Thailand และ X @KFCThailand

รายละเอียดเพิ่มเติม

เซ็ตดับเบิลบักเก็ต ป๊อปบอมบ์แซ่บ และ เซ็ตเดอะบอกซ์ ป๊อปบอมบ์แซ่บ

•             ระยะเวลาโปรโมชั่น: ช่วงวันที่ 27 มีนาคม 2568 – 23 เมษายน 2568 เท่านั้น (หรือจนกว่าสินค้าหมด)

1.)           ดับเบิลบักเก็ตป๊อปบอมบ์แซ่บ ราคาชุดละ 399 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 7 ชิ้น ไก่ป๊อปบอมบ์แซ่บ 14 ชิ้น ไก่วิงซ์แซ่บ 3 ชิ้น นักเก็ตส์ 3 ชิ้น เฟรนซ์ฟรายส์ขนาดปกติ 1 ที่ และ มันบดขนาดปกติ 1 ที่

2.)           เดอะบอกซ์ป๊อปบอมบ์แซ่บ ราคาชุดละ 159 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 1 ชิ้น ไก่ป๊อปบอมบ์แซ่บ 7 ชิ้น ไก่วิงซ์แซ่บ 2 ชิ้น เฟรนช์ฟรายส์ขนาดปกติ 1 ที่ และเป๊ปซี่ 1 ที่

•             ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละสาขาและช่องทางการขาย

•             อาหาร และภาชนะในภาพตกแต่งเพื่อโฆษณา

•             ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่จุดขาย หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kfc.co.th/termsofuse