‘ธณัชญ์พงศ์’ขยับนั่งสว. แทน’สมชาย เล่งหลัก’หลังถูกศาลรธน.ฟัน

'ธณัชญ์พงศ์'ขยับนั่งสว. แทน'สมชาย เล่งหลัก'หลังถูกศาลรธน.ฟัน

‘ธณัชญ์พงศ์’ขยับนั่งสว. แทน’สมชาย เล่งหลัก’หลังถูกศาลรธน.ฟัน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ นายสมชาย เล่งหลัก พ้นสมาชิกภาพความเป็น สว.หลังถูกศาลฏีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ทำให้ต้องเลื่อนบัญชีสำรอง สว.ขึ้นมาแทน คือ นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สว.สำรองลำดับที่ 1 กลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ขึ้นมาเป็น สว.แทน

จากการตรวจสอบประวัตินายธณัชญ์พงศ์ ตัวแทนจาก จ.มหาสารคาม ระบุอาชีพค้าขาย ประวัติการศึกษาจบปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศบ.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม และจบการศึกษาระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (รปม.) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และระบุประวัติการทำงานว่า เป็นนักธุรกิจแอมเวย์ ระดับมรกตสองผู้สถาปนา ปัจจุบันประกอบธุรกิจส่วนตัว มีประสบการณ์กว่า 30 ปี เคยศึกษาดูงานต่างประเทศกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เคยเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร ผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยและปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่น 8 จากสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2564 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ศาล รธน. มีมติให้ ‘สมชาย เล่งหลัก’ พ้น สว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี)

‘ด่านภูดู่’ศักยภาพสูง! ‘สว.ชิบ’จ่อหารือ’กมธ.ต่างประเทศ’เร่งหาทางออกร่วมไทย-ลาว

'ด่านภูดู่'ศักยภาพสูง! 'สว.ชิบ'จ่อหารือ'กมธ.ต่างประเทศ'เร่งหาทางออกร่วมไทย-ลาว

‘ด่านภูดู่’ศักยภาพสูง! ‘สว.ชิบ’จ่อหารือ’กมธ.ต่างประเทศ’เร่งหาทางออกร่วมไทย-ลาว

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

“ด่านภูดู่”ศักยภาพสูง! “สว.ชิบ”จ่อหารือ”กมธ.ต่างประเทศ”เร่งหาทางออกร่วมไทย-ลาว หวังสร้างมูลค่าการค้ามหาศาล พร้อมเปิดประตูการท่องเที่ยวเชื่อมสองวัฒนธรรม หลังร่วมคาราวานสื่อฯ สัมผัสปัญหาจริงร่วมถกครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ลาว

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา เปิดเผยหลัง ร่วมคณะคาราวานสื่อมวลชนสัญจรไทย-สปป.ลาว Caravan Thailand – Lao PDR Press 2025 (R11) ที่จัดโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.68 ว่า ตนได้สัมผัสถึงศักยภาพและความท้าทายในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและลาว โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากด่านภูดู่ ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญบนเส้นทาง R11 ซึ่งส่วนหนึ่งของโครงข่ายเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเชียงใหม่-เวียงจันทน์ (Chiang Mai – Vientiane Economic Corridor : CVEC)

นายชิบ กล่าวอีกว่า โครงข่าย CVEC มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ โดยถนนที่เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจแห่งนี้มีความยาวรวม 629 กิโลเมตร แบ่งเป็นฝั่งไทย 391 กิโลเมตร และฝั่งลาว 238 กิโลเมตร เริ่มต้นจากเชียงใหม่ ผ่านลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ข้ามด่านภูดู่ สู่เมืองสังข์ทอง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

“การเดินทางครั้งนี้ ทำให้ผมเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของด่านภูดู่ และปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้ประโยชน์จากด่านแห่งนี้ การสำรวจเส้นทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเอง ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงสองประเทศ และเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและลาว” นายชิบ กล่าวและในวาระครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ตนยังได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการหารือทวิภาคีเพื่อกระชับความร่วมมือ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเงินการคลัง และการค้าระหว่างประเทศ”

นายชิบ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงศักยภาพของด่านภูดู่ ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนถาวรที่เชื่อมต่อไทยกับแขวงไชยบุรี สปป.ลาว ว่ายังมีศักยภาพในการรองรับการขนส่งสินค้าและการเดินทางได้อีกมาก แต่ปัจจุบันมีการใช้น้อยเกินไป แม้ว่ามูลค่าการขนถ่ายสินค้าผ่านช่องทางนี้จะเพิ่มจากเดิมร้อยกว่าล้านบาทต่อปี เป็นเกือบ 2 พันล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของถนนสายนี้นอกจากนี้ ยังพบปัญหาอุปสรรคในการใช้ประโยชน์จากด่านภูดู่ เช่น ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารที่ยุ่งยาก กฎระเบียบที่ซับซ้อน และข้อจำกัดเกี่ยวกับสินค้าบางประเภทที่ไม่สามารถขนถ่ายผ่านช่องทางนี้ได้ ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า สินค้าที่มีข้อจำกัด ได้แก่ สินค้าควบคุมพิเศษ สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ และสินค้าที่ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวด

“หากเราสามารถผลักดันให้มีการใช้เส้นทางนี้และด่านถาวรแห่งนี้มากขึ้น จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับ 2 ชาติได้อีกมากมายมหาศาล” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ตนจะนำประเด็นปัญหาเหล่านี้หารือใน กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา เพื่อหาแนวทางส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากด่านภูดู่ให้เต็มศักยภาพ โดยมีข้อเสนอแนะเบื้องต้น ให้ปรับปรุงกฎระเบียบขนส่งสินค้าให้ชัดเจนและยืดหยุ่น ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักด่านภูดู่ รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ด่านภูดู่

“ผมเชื่อมั่นว่า หากมีการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากด่านภูดู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดนระหว่างไทย-ลาวได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ” นายชิบ กล่าว

รองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ยังกล่าวเสริมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดที่เส้นทาง CVEC พาดผ่าน โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์ของประเทศไทย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย และในปี พ.ศ. 2569 จะครบรอบ 111 ปีของการก่อตั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะชูจุดขายความเป็นที่ 1 ใน 3 ด้านของจังหวัด ให้สอดคล้องกับตัวเลข 111 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในส่วนของประเทศลาวเอง ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ หาดทรายในเมืองสังข์ทอง ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการพัฒนาถนนหมายเลข R11 และโครงข่าย CVEC ระยะทางรวม 629 กิโลเมตร ช่วยลดเวลาเดินทางระหว่างสองประเทศ 3 – 4 ชั่วโมง โดยด่านภูดู่ ซึ่งเป็นด่านถาวรของไทย และเป็นด่านสากลของฝั่งลาว มีศักยภาพรองรับสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์การเกษตร และสินค้าเกษตร

– 006

ด่วนที่สุด! ‘ศาลรธน.’รับคำร้อง ‘ทวี-ภูมิธรรม’ทำคดี‘ฮั้วสว.’ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ด่วนที่สุด! ‘ศาลรธน.’รับคำร้อง ‘ทวี-ภูมิธรรม’ทำคดี‘ฮั้วสว.’ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ด่วนที่สุด! ‘ศาลรธน.’รับคำร้อง ‘ทวี-ภูมิธรรม’ทำคดี‘ฮั้วสว.’ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

‘ภูมิธรรม-ทวี’ระทึก! ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’สั่งรับวินิจฉัยฝ่าฝืนจริยธรรม จ่อหลุดรมต.เหตุแทรกแซง กกต.ปม DSI รับคดี‘ฮั้วสว.’เป็นคดีพิเศษ แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

26 มีนาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องของประธานวุฒิสภา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

เรื่องดังกล่าว พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา รวม 92 คน เข้าชื่อ เสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้าวว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ผู้ถูกร้องที่ 2) ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ เสนอเรื่องขอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไข เพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)

เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความ เป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (4)

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา และให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีขอให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ในชั้นนี้ยังไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง หยุดปฏิบัติหน้าที่

‘สมชาย’น้อมรับคำวินิจฉัยศาลฯ ให้พ้นสมาชิกภาพ สว. แต่ไม่ยอมแพ้ลุยการเมืองนอกสภา

'สมชาย'น้อมรับคำวินิจฉัยศาลฯ ให้พ้นสมาชิกภาพ สว. แต่ไม่ยอมแพ้ลุยการเมืองนอกสภา

‘สมชาย’น้อมรับคำวินิจฉัยศาลฯ ให้พ้นสมาชิกภาพ สว. แต่ไม่ยอมแพ้ลุยการเมืองนอกสภา

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.09 น.

‘สมชาย’ ยอมรับคำวินิจฉัยศาลฯให้พ้นสมาชิกภาพสว. แต่ไม่ยอมแพ้เดินหน้าการเมืองนอกสภา พร้อมประสานงาน เพื่อนสว 199 คน ระบุเป็นเกมการเมืองเตะสกัดขา

เวลา 15:30 น. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสมชาย เล่งหลัก อดีตสว. ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจาก สมาชิกภาพความเป็นสว. ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า เกี่ยวกับคดีความนี้ตนได้ทำการชี้แจงข้อกล่าวหา เป็นไปตามกติกา ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เมื่อศาลพิจารณาวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ตนก็ยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็นที่ข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การทำงานการเมืองสำหรับตนไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในสภาอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเรามีอุดมการณ์อยู่นอกสภาก็สามารถทำได้ ซึ่งประวัติของตนก็ไม่ได้มาจากสายพันธุ์นักการเมืองอยู่แล้ว แต่มาจากชาวบ้าน มาจากศูนย์ มีอุดมการณ์แม้จะมาจากศูนย์ แต่ตนไม่กลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์แน่นอน แต่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่นอกสภา อย่างเต็มที่ ผลที่ออกมาในวันนี้ตนก็ยอมรับแต่ไม่ได้ยอมแพ้ ที่ผ่านมาตนไม่ได้ออกสื่อ เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องออกมาแก้ตัวหรืออธิบายกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในจังหวัดสงขลาทุกคนเข้าใจ สามารถเข้าถึงตนได้ตลอด

เมื่อถามว่าการทำงานนอกสภาจะเป็นลักษณะแบบใด นายสมชายกล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามกรอบ ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือปกป้องและสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเหมือนเดิม ตนไม่ได้มาจากสว.เกษียณ แต่มาจากสว.การเมือง เพราะเป็นอดีตผู้สมัครพรรค ตนรู้เข้าใจและเข้าถึงบริบทของการเมืองไม่ว่าสภา ฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ว่าทำงานเต็มที่ในการสอดส่องดูแล ดูแลแบ่งปันช่วยเหลือ ประชาชน และตนก็โชคดีที่มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาอีก 199 คน และตนพร้อมที่จะไปสื่อสารหรือแบ่งปันกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมด ซึ่งทุกคนพร้อมเพราะมีการสื่อสารและแบ่งปันกัน ในพื้นที่มาโดยตลอด

” ผมถือว่าข้อกฎหมายผมไม่ทราบ แต่ผมทราบเรื่องข้อเท็จจริง ถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้น ตัวผม สังคมน่าจะพอรู้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง หรือว่าวิธีการเตะสกัดทาง การเมือง นี่คือการเมือง” นายสมชาย กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ศาล รธน. มีมติให้ ‘สมชาย เล่งหลัก’ พ้น สว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

เชือดนายกฯ! ‘อดีตสว.’หนุนฝ่ายค้านชง‘ป.ป.ช.-ศาลรธน.’สอบหลังเสร็จซักฟอก

เชือดนายกฯ! ‘อดีตสว.’หนุนฝ่ายค้านชง‘ป.ป.ช.-ศาลรธน.’สอบหลังเสร็จซักฟอก

เชือดนายกฯ! ‘อดีตสว.’หนุนฝ่ายค้านชง‘ป.ป.ช.-ศาลรธน.’สอบหลังเสร็จซักฟอก

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

เชือดนายกฯ! ‘อดีตสว.’หนุนฝ่ายค้านชง‘ป.ป.ช.-ศาลรธน.’สอบหลังเสร็จซักฟอก

26 มีนาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ภายหลังที่ประชุมสภาฯโหวตลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระบุว่า…

#ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ2568 #อุ๊งอิ๊งค์

#สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ?

#ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้างแรง ?

นักการเมืองอาจหลบเลี่ยงหนีภาษี หลบหนีช่องว่างทางกฎหมายได้  แต่ไม่อาจหลบหนีศีลธรรมจรรยา และความผิดจริยธรรมร้ายแรงในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

แม้ แพรทองธาร จะผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนโหวตของฝ่ายรัฐบาลพรรคร่วมรัฐบาลไปได้ไม่เกินคาด

แต่ถือว่ายังสอบตกในเรื่องที่ชี้แจงไม่ได้หลายกรณี

โดยเฉพาะเรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่เป็นกรรมการบริหารเข้าครองครองที่ดินธรณีสงฆ์ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลการบริหารโทษคดีชั้น14

ข้อสงสัยทางจริยธรรมที่ร้ายแรงในการทำนิติกรรมอำพรางหลีกเลี่ยงภาษีจากตั๋วPN 4.4พันล้านบาทฯลฯ

คำถามว่า แล้วฝ่ายค้านจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดอะไรต่อได้บ้าง  สังคมจะปล่อยไปเช่นนี้หรือ ?

ในฐานะผู้สังเกตการณ์การเมือง

จึงขอเสนอแนะความเห็นและข้อกฎหมาย

เพื่อให้สังคมทราบและฝ่ายค้านพิจารณาไปดำเนินการต่อดังนี้

1)ยื่นตรวจสอบเอาผิดกล่าวโทษ ต่อ  ปปช เรื่องตั๋วPN4.4พันล้าน ว่า สงสัยหลีกเลี่ยงหรือหนีภาษี จากนิติกรรมอำพรางตั๋วสัญญาการใช้เงิน (Promissory Note) หรือPN

2)ยื่นตรวจสอบเอาผิด ต่อปปช กรณีชั้น14 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาตรา157

ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการตำรวย ไม่กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อนายทักษิณให้ไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ โดยให้ได้สิทธิพิเศษไปนอนพักอยู่ที่รพตร ชั้น14

3)ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160(4) (5) เพราะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง  หลายกรณี อาทิ การถือครองที่ธรณีสงฆ์และเป็นกรรมการบริหารสนามกอล์ฟอัลไพน์  การทำตั๋วสัญญาPN 4.4พันล้าน เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี หรือทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่

4)ฝ่ายค้าน และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการตรวจสอบการบริหารงานของนายกและรัฐบาลอย่างเข้มข้นกว่าเดิมต่อไปในหลายกรณี

อาทิ การดำเนินนโยบายผิดพลาดในการแจกเงินดิจิตอล ที่ไม่ส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจ

การตัดทอนการใช้คืนเงินกู้ตามพรบงบประมาณประจำปี ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา144

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การแก้วิกฤตเศรษฐกิจและสังคม

การบิดเบือนกระบวนการบริหารโทษกรณีชั้น14 ฯลฯ

ให้กำลังใจทุกฝ่ายเดินหน้าตรวจสอบต่อไปครับ

สมชาย แสวงการ

อดีต สมาชิกวุฒิสภา

26 มีนาคม 2568

ด่วน! ศาล รธน. มีมติให้ ‘สมชาย เล่งหลัก’ พ้น สว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ด่วน! ศาล รธน. มีมติให้ ‘สมชาย เล่งหลัก’ พ้น สว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ด่วน! ศาล รธน. มีมติให้ ‘สมชาย เล่งหลัก’ พ้น สว. เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

ศาลรธน.มีมติเอกฉันท์สั่ง”สมชาย เล่งหลัก” พ้นสว.นับแต่11ธ.ค.67 เหตุต้องคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่ง

วันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกวุฒิสภาของนายสมชาย เล่งหลัก สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (4) ประกอบ มาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (1) และมาตรา 48 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่มาตรา 82 วรรคสอง คือวันที่ 11 ธ.ค 67 จากเหตุต้องคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ลต สส 338/2567 ลงวันที่ 23ก.ย.67 ที่พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสมชายเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าในการเลือกตั้งสส. เมื่อปี66 นายสมชายซึ่งเป็นผู้สมัครสส. เขต9 สงขลาพรรค ภูมิใจไทยรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนให้ลูกน้อง จัดเตรียมเพื่อจะให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นการทุจริตเลือกตั้ง อันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.2561มาตรา73(1) ประกอบมาตรา 138วรรคหนึ่ง นายสมชายจึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และศาลรัฐธรรมนูญให้ถือว่าวันที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงคือวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตามพ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่งที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญมีผลในวันอ่านคือวันที่ 26 มี.ค 68 เป็นวันที่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกว่างลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 107 วรรคสี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมชาย’น้อมรับคำวินิจฉัยศาลฯ ให้พ้นสมาชิกภาพ สว. แต่ไม่ยอมแพ้ลุยการเมืองนอกสภา

‘นายกฯอิ๊งค์’รีแลกซ์ หลังซักฟอกฉลุย บอกขอพักการเมือง ‘กินของหวาน’

'นายกฯอิ๊งค์'รีแลกซ์ หลังซักฟอกฉลุย บอกขอพักการเมือง 'กินของหวาน'

‘นายกฯอิ๊งค์’รีแลกซ์ หลังซักฟอกฉลุย บอกขอพักการเมือง ‘กินของหวาน’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

‘นายกฯอิ๊งค์’รีแลกซ์ หลังซักฟอกฉลุย บอกขอพักการเมือง ‘กินของหวาน’ โรงอาหารสภา 

เมื่อเวลา12.40น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสภาลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินเข้าไปเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆในโรงอาหารอาคารรัฐสภา พร้อมถ่ายภาพร่วมกับบรรดาพ่อค่าแม่ค่าและข้าราชการที่มาขอถ่ายภาพด้วย โดยนายกฯได้เดินไปที่ร้าน ”ขะนมปังปิ้ง“ สั่งขนมปังนมน้ำตาลและสังขยา พร้อมระบุว่าจะเอาไปให้ลูก และมัทฉะลาเต้ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมาโรงอาหารรัฐสภาครั้งแรกใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ใช่เพราะตอนมาสภาฯมาตอนเย็นซึ่งโรงอาหารปิดแล้ว ไม่มีใครเปิดเลย 

เมื่อถามว่าเล็งเมนูอะไรไว้บ้าง น.ส.แพทองธาร ตอบว่าเล็งขนมปังไว้เนยน้ำตาล อยากกินของหวาน 

เมื่อถามว่าโดนอภิปรายโรยเกลือเยอะจึงอยากกินน้ำตาลใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า พักการเมืองบ้าง หวานๆบ้าง

เมื่อถามต่อว่าเพราะโดนโซเดียมเข้าไปเยอะ น.ส.แพทองธาร หัวเราะก่อนกล่าวว่าต้องเติมน้ำตาล นึกถึงตอนเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัยอยากกินยาคูลท์ปั่นปีโป้ เมื่อถามว่าได้คะแนนไว้วางใจ 319 เสียงทำให้ใจฟูใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบว่า ดีคะดีอยู่แล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนนายกฯจะขึ้นรถเดินทางออกจากสภาฯ ได้มีนักเรียนที่เข้ามาดูงานที่รัฐสภาฯได้วิ่งกรูกันไปขอถ่ายภาพร่วมกับน.ส.แพทองธาร ซึ่งน.ส.แพทองธาร ได้หยุดรอถ่ายภาพร่วมด้วยอย่างเป็นกันเอง 

ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ ‘มุกดาวรรณ’ ส.ส.ภูมิใจไทย ชดใช้ค่าเลือกตั้ง 8 ล้าน

ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 'มุกดาวรรณ' ส.ส.ภูมิใจไทย ชดใช้ค่าเลือกตั้ง 8 ล้าน

ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ ‘มุกดาวรรณ’ ส.ส.ภูมิใจไทย ชดใช้ค่าเลือกตั้ง 8 ล้าน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.นครศรีธรรมราช ภท. พร้อมสั่งชดใช้ 8 ล้านบาท ตามคำร้องกกต.กรณีมีการรู้เห็นซื้อเสียง

วันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลฏีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย พร้อมให้ชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้ง 8 ล้านบาท ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติให้สำนักงานกกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนางมุกดาวรรณ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 138 และมาตรา 139

พร้อมดำเนินคดีอาญา นางมุกดาวรรณ จ.ส.อ.ถาวร แก้วศรีอ่อน และ นายวีระศักดิ์ คชเชนทร์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 158 ของกฎหมายเดียวกัน เนื่องจากรปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นางมุกดาวรรณก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ จ.ส.อ.ถาวรให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหัวละ 500 บาทรวม 25,000 บาท เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองตามข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 ก.ค.2567 ซึ่งมีผลให้นางมุกดาวรรณ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ไว้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้มีการเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีให้ทูลเกล้าเพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.สแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 45 วันรับแต่ตำแหน่งว่างลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101วรรคหนึ่ง (1)

‘อิ๊งค์’บอก‘พ่อ’แล้ว พร้อมเปิดเวชระเบียน‘ชั้น 14’หากไม่ผิดกฎหมาย

‘อิ๊งค์’บอก‘พ่อ’แล้ว พร้อมเปิดเวชระเบียน‘ชั้น 14’หากไม่ผิดกฎหมาย

‘อิ๊งค์’บอก‘พ่อ’แล้ว พร้อมเปิดเวชระเบียน‘ชั้น 14’หากไม่ผิดกฎหมาย

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘อิ๊งค์’บอก‘พ่อ’แล้ว พร้อมเปิดเวชระเบียน‘ชั้น 14’หากไม่ผิดกฎหมาย

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมสภามีมติไว้วางใจอย่างท่วมท้น โดยเมื่อถามว่าในการอภิปรายเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่นายกฯระบุว่าจะยื่นแพทยสภาให้ตรวจสอบเรื่องชั้น 14 นั้น นายกฯ กล่าวว่า รอ รออยู่ รอผล

เมื่อถามอีกว่าผลจะออกมาเมื่อไร และจะเปิดเผยเวชระเบียนต่อสาธารณะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ มันจะผิดกฎหมายหรือเปล่า เดี๋ยวขอไปเช็คก่อน แต่ตนไม่ทราบไทม์ไลน์ว่าจะได้เมื่อไหร่ เดี๋ยวเช็คดู ถ้าเปิดเผยได้ก็เปิดเผย

‘อิ๊งค์’บอกไม่ต้องการ‘งูเห่า’ปัดตบรางวัล ลั่นสัตย์จริงไม่เคยดีล ยันไม่ปรับครม.

‘อิ๊งค์’บอกไม่ต้องการ‘งูเห่า’ปัดตบรางวัล ลั่นสัตย์จริงไม่เคยดีล ยันไม่ปรับครม.

‘อิ๊งค์’บอกไม่ต้องการ‘งูเห่า’ปัดตบรางวัล ลั่นสัตย์จริงไม่เคยดีล ยันไม่ปรับครม.

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

‘อิ๊งค์’บอกไม่ต้องการ‘งูเห่า’ปัดตบรางวัล ลั่นสัตย์จริงไม่เคยดีล ยันไม่ปรับครม.

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังที่ประชุมสภามีมติไว้วางใจอย่างท่วมท้น ว่า ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ ก็ดีใจ ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าพิธีการเป็นอย่างไร เพราะเป็นครั้งแรกที่เข้าไป พอประธานสภาพูดจบเสียบบัตรปุ๊บเลขขึ้นเลย และตนก็ไม่แน่ใจว่าเลขที่จอใช่ผลหรือยัง และทราบว่าใช่แล้วคือเร็วมาก เพราะตอนโหวตนายกฯเป็นการขานชื่อทีละชื่อก็ถือว่าเร็ว

เมื่อถามว่า เสียงรัฐบาลนั้นท่วมท้นอยู่แล้วทำไมถึงยังต้องพึ่งเสียงของงูเห่า นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้พึ่งเลย แต่ต้องมานั่งดูอีกทีว่าอย่างไร จากที่ไหน เพราะไม่ได้บอกอยู่แล้ว อาจจะเป็นความคิด

เมื่อถามว่า ใจนายกฯคือไม่ต้องการให้มีภาพงูเห่าใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องการค่ะ ไม่ต้องการให้มีภาพอย่างนั้น แต่จริงๆก็ต้องขอบคุณทุกคะแนนเสียงอยู่ดี แต่ที่เราคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็คุยกันเรื่องคะแนนโหวตจากพรรคร่วมฯ ยังไงพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมทำงานกันมา ถ้าแค่คะแนนของพรรคร่วมฯก็พออยู่แล้ว

เมื่อถามว่า 4 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่งดออกเสียง ติดใจอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่ติดใจอะไรทั้งนั้น ไม่เป็นไร

เมื่อถามว่า นายกฯไม่ต้องการให้มีเสียงงูเห่า คนที่นำเสียงงูเห่ามาให้ต้องตอบแทนอะไรเขาหรือไม่ หรือไม่ต้องตอบแทนอะไรใดๆ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบว่างูเห่าจากไหน ใครคืองูเห่า

เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านประมาณ 7 เสียงมายกให้ นายกฯ กล่าวว่า อืม

นายกฯย้อนถามด้วยว่า แล้วทราบหรือยังว่า 7 เสียงนี้จากใคร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่าจากพรรคไทยสร้างไทย และพรรคพลังประชารัฐ ก่อนที่นายกฯจะกล่าวว่า “อ๋อค่ะ ไม่มีไม่ได้คุยอะไรกันไว้ก่อนเลยด้วยความสัตย์จริงที่สุดแล้ว ไม่ได้คุยอะไรกันไว้ก่อนเลย ฉะนั้นไม่ทราบว่าต้องให้อะไร”

เมื่อถามอีกว่าเขาจะเอามาต่อรองเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ สมมุติถ้าเขาย้ายมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการต่อรองเกิดขึ้นทั้งนั้น อย่างที่เคยบอกไปแล้ว จะปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกฯอยู่แล้ว ถ้าจะไปทางไหนยังไงก็ไม่เป็นผล

เมื่อถามว่านายกฯ โฟกัสงานหลังจากนี้ต่อไปอย่างไร เมื่อได้คะแนนท่วมท้น นายกฯ กล่าวว่า ทำงานต่อไปเต็มที่ ก็คุยกันอยู่แล้วที่ทางสื่อมวลชนเห็น มีการนัดเจอกับพรรคร่วมรัฐบาล มีการพูดคุยกันชัดเจนกันทุกเรื่อง มันเป็นสไตล์การทำงานของตนอยู่แล้วว่าถ้ามีอะไรก็พูดกันตรงๆ ว่าอันไหนใช่อันไหนไม่ใช่ แบบไหนที่เราต้องการและไม่ต้องการ ก็อย่างที่บอกเป็นนายกฯGen Y ค่ะ ก็พูดแบบนี้แหละค่ะ

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าสิ่งที่ตอบไปในสภาครบถ้วนทุกอย่างไม่ต้องตอบอธิบายอะไรนอกรอบแล้ว นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าจริงๆที่ตอบทั้งหมดรวมทั้งรัฐมนตรีช่วยตอบด้วยค่อนข้างที่จะครบหมดแล้ว แต่ว่ามีบางอย่างที่คิดว่าน่าจะทำเอกสารตามต่อและเผยแพร่ในโซเชียลได้ เผื่อคนที่ไม่ได้ดูยังติดใจจะได้สามารถส่งต่อได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ทีมงานทำต่ออยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หลังอภิปรายจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีแพลนจะปรับ ครม.ค่ะ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการไปกดดัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อมาให้กดดันนายกฯขอเก้าอี้รัฐมนตรี นายกฯจะฟังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จริงๆตนรับฟังอยู่แล้วทุกเรื่อง แต่ว่าได้คุยกันอยู่แล้ว เรื่องการตั้งรัฐมนตรีก็มีการปรึกษาพูดคุยกันและสอบถาม  อย่างเช่นที่จะอภิปรายรอบนี้มีการพูดกับนายทักษิณอยู่แล้ว ว่ายังจะไม่ได้ปรับครม. ซึ่งนายทักษิณก็บอกว่า อ๋อ หรอ โอเค อย่างนี้ค่ะ มีแค่นี้ ก็เลยยังไม่คิดจะปรับ ครม. ตอนนี้

“คุณพ่อไม่ได้ถามเรื่องปรับครม. คุยกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังไงจะปรับหรือไม่ปรับ เป็นการคุยกันว่ายังไง ซึ่งดิฉันก็คุยกับคุณพ่ออยู่แล้วว่ายังไม่ปรับ ครม.และเขาก็รับทราบ” นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่า หากเขาไปวิ่งผ่านนายทักษิณแบบนี้ต้องฟังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราฟังเหตุผลอยู่แล้ว แต่ว่าจะปรับหรือไม่ปรับเดี๋ยวเราค่อยคิดอีกทีหนึ่ง

เมื่อถามว่าไม่ติดใช่หรือไม่หากพรรคร่วมรัฐบาลจะขอขยับปรับในส่วนของเขา นายกฯ กล่าวว่า อืม ทุกอย่างรับฟังไว้ก่อนได้ เพราะบางทีเราอาจจะคิดไม่ครบก็ได้ ถ้าเราฟังและเราเปิดใจ แล้วก็รู้ว่าอะไรมันดีที่สุดแค่นั้นเอง ทุกเรื่องก็ต้องใช้เหตุผลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่านายกฯจะลำบากหรือไม่ ถ้าทุกคนวิ่งไปหาคุณพ่อเพื่อมากดดันนายกฯ ในการปรับ ครม. นายกฯ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า อันนี้อภิปรายครอบงำยังไม่จบเลย ใช่ไหมคะ ท่านสื่อมวลชนยังไม่จบหรอ คิดว่าทุกคนถ้าอยากได้อะไร ก็คงจะต้องมีการวิ่งทุกช่องทาง ซึ่งก็ทราบอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็ดูกันเองว่าวิ่งทางไหนแล้วเป็นผลแล้วกันค่ะ

เมื่อถามว่า เหตุผลที่ยังไม่ปรับครม.ตอนนี้ เป็นเพราะอะไร นายกฯ กล่าวว่า ยังรู้สึกว่าการทำงานกำลังต่อเนื่องได้ดี และคิดว่าอย่างน้อยๆ ทุกคนก็ต้องมีเวลาในการปรับตัว ที่จะเริ่มทำงานให้มันคล่องมือกันต่อไป ก็เหมือนตนนี่แหละค่ะ เพราะนี่ก็เป็นครม.แรกเหมือนที่ตนเพิ่งเข้ามา ก็ทำงานเท่าๆกันเพราะฉะนั้นก็ดูกันไป

เมื่อถามว่า หนึ่งประโยคที่นายกฯอยากพูดกับประชาชนคืออะไร นายกฯ กล่าวว่า ขอบคุณที่ติดตามการอภิปรายและการชี้แจงทั้งของฝ่ายค้านและของรัฐบาล ข้อมูลทุกอย่างก็พยายามจะให้ประชาชนมากที่สุดเพื่อจะให้เกิดความโปร่งใส และตนก็ตอบทุกข้อสงสัยด้วย ฉะนั้นก็ทำเต็มที่ค่ะ เดี๋ยวไว้ติดตามผลงานกันต่อไปนะคะ เรื่องนโยบายเราก็เร่งเต็มที่อยู่แล้ว