ตร.กัมพูชาทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติกลางปอยเปต รวบคนไทย 63 คนรวมไปถึงเด็ก

ตร.กัมพูชาทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติกลางปอยเปต รวบคนไทย 63 คนรวมไปถึงเด็ก

26 มี.ค. 2568 09:39 น.

ตร.กัมพูชาทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติกลางปอยเปต รวบคนไทย 63 คนรวมไปถึงเด็ก

ตำรวจกัมพูชาเปิดปฏิบัติการใหญ่บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย 2 กลุ่มในเมืองปอยเปต รวบตัวชาวไทย 63 ราย พบหลักฐานเพียบ เตรียมส่งตัวกลับไทย 57 ราย ส่วน 7 แกนนำโดนดำเนินคดี

วันที่ 25 มีนาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทลายเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออนไลน์ผิดกฎหมาย 2 กลุ่ม โดยผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชาวไทยได้ทั้งหมด 63 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 2 รายด้วย ซึ่งผู้ถูกจับกุมจำนวน 57 ราย จะถูกส่งตัวกลับประเทศไทย ในขณะที่ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นหัวหน้าขบวนการจำนวน 7 ราย จะถูกดำเนินคดีในจังหวัดบันเตียเมียนเจย

สื่อท้องถิ่นของกัมพูชารายงานว่า ในระหว่างการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ 33 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 65 เครื่องที่ใช้ในการกระทำความผิดทางอาชญากรรมออนไลน์ บัตรประชาชนไทย 65 ใบ และหนังสือเดินทางไทย 2 เล่ม

ตำรวจระบุว่า จากหลักฐานที่พบ เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาแล้วว่ากลุ่มนี้กำลังเตรียมการกระทำความผิดทางอาชญากรรมออนไลน์ โดยใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมเพื่อหลอกลวงเหยื่อในประเทศอื่นๆ ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาจะประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย เพื่อดำเนินการในกระบวนการส่งตัวกลับประเทศต่อไป ส่วนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแกนนำทั้ง 7 รายกำลังถูกสอบปากคำอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดบันเตียเมียนเจย.

Cr ภาพ : General Commissariat of National Police of Cambodia

สหรัฐฯ ยกเลิกค่าหัวแกนนำรัฐบาลตาลีบันคนสำคัญหลายคน

สหรัฐฯ ยกเลิกค่าหัวแกนนำรัฐบาลตาลีบันคนสำคัญหลายคน

26 มี.ค. 2568 05:30 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกค่าหัวแกนนำรัฐบาลตาลีบันคนสำคัญหลายคน

สหรัฐฯ ยกเลิกรางวัลนำจับแกนนำคนสำคัญของรัฐบาลตาลีบันหลายคน รวมถึงผู้นำกลุ่มฮักกานี โดยตาลีบันระบุว่า นี่เป็นผลจากความพยายามทางการทูต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ ยกเลิกเงินรางวัลนำจับของสมาชิกอาวุโสในเครือข่าย “ฮักกานี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน หลายคน รวมถึงนายซิราจุดดิน ฮักกานี ผู้นำของกลุ่ม และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลตาลีบัน

สหรัฐฯ เคยกล่าวหาเครือข่ายฮักกานีว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีในอัฟกานิสถานหลายครั้ง ระหว่างที่กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ก่อสงครามในประเทศนี้ รวมถึงการโจมตีสถานทูตอเมริกันกับสถานทูตอินเดีย และโจมตีกองกำลังของนาโตด้วย

ปัจจุบัน เครือข่ายฮักกานีเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลตาลีบัน ซึ่งกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้งหลังกองกำลังต่างชาติถอนทัพออกไปในปี 2564 ตามข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกทำเอาไว้กับกลุ่มตาลีบัน

การยกเลิกค่าหัวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์รับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 และไม่กี่วันหลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบปะกับรัฐบาลตาลีบันในกรุงคาบูล เพื่อเจรจาการปล่อยตัวนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งถูกจับเอาไว้ตั้งแต่ปี 2565

โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ยืนยันกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ปัจจุบันไม่มีรางวัลนำจับสำหรับนายซิราจุดดิน ฮักกานี, นายอับดุล อาซิซ ฮักกานี น้องชายของเขา และนายยาห์ยา ฮักกานี ผู้เป็นน้องเขยแล้ว แต่พวกเขายังถูกจัดเป็นผู้ก่อการร้ายที่ได้รับการระบุเป็นพิเศษ และเครือข่ายฮักกานียังคงเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บนเว็บไซต์ของสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า รางวัลนำจับ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของนายซิราจุดดิน ฮักกานี หายไปแล้ว

ทั้งนี้ นายอับดุล มาทีม กานี โฆษกกระทรวงมหาดไทยของตาลีบันระบุว่า การยกเลิกรางวัลนำจับดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามทางการทูตของรัฐบาลของพวกเขา และเป็นก้าวที่ดีเพื่อแสดงให้เห็นการมีปฏิสัมพันธ์แบบใหม่กับโลก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ผู้แทนสหรัฐฯ บอกว่า ต้องการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันให้มากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ข้อมูลอะไรรั่วบ้าง? กรณี จนท.ทรัมป์ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชตลับทางทหาร

ข้อมูลอะไรรั่วบ้าง? กรณี จนท.ทรัมป์ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชตลับทางทหาร

26 มี.ค. 2568 04:25 น.

ข้อมูลอะไรรั่วบ้าง? กรณี จนท.ทรัมป์ดึงนักข่าวเข้ากลุ่มแชตลับทางทหาร

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังประเมินความเสียหายจากกรณีการละเมิดความปลอดภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้น ณ ใจกลางรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้นหลังจากนายเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร “แอตแลนติก” (Atlantic) ถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่มแชตทางทหารบนแอปพลิเคชัน “Signal” ซึ่งในกลุ่มมีทั้งรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ และนายไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว

นายโกลด์เบิร์กบอกว่า เขาได้เห็นการหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงแผนการลับทางทหารสำหรับการโจมตีกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ทั้งแพ็กเกจอาวุธ, เป้าหมาย และช่วงเวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่ระเบิดจะตกลงในเยเมน

รัฐบาลสหรัฐฯ ทำข้อมูลอะไรรั่วไหลออกมาบ้างในความผิดพลาดครั้งนี้?

แวนซ์ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในการโจมตีฮูตี

ในด้านมาตรการทางทหาร โกลด์เบิร์กระบุว่า บัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ “เจดี แวนซ์” เขียนข้อความว่า “ผมคิดว่าเรากำลังทำผิดพลาด”

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุต่อว่า การมุ่งเป้าโจมตีกองกำลังฮูตีที่โจมตีเรือในคลองสุเอซนั้น เป็นประโยชน์กับยุโรปมากกว่าสหรัฐฯ เพราะยุโรปทำการค้าผ่านคลองสายนี้มากกว่า เจดี แวนซ์ เสริมด้วยว่า บางทีหัวหน้าของเขา (โดนัลด์ ทรัมป์) อาจจะไม่ตระหนักว่า การกระทำของสหรัฐฯ อาจช่วยยุโรปอย่างไร

“ผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานาธิบดีตระหนักหรือไม่ ถึงความไม่สอดคล้องในเรื่องนี้ กับข้อความที่เขากำลังส่งถึงยุโรปอยู่ในตอนนี้” นายแวนซ์ระบุ “มีความเสี่ยงมากขึ้นอีกที่เราจะได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นปานกลางหรือรุนแรง” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกต่อว่า เขาสนับสนุนเสียงส่วนใหญ่ แต่อยากให้รออีก 1 เดือนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นายโกลด์เบิร์กเขียนในบทความของเขาด้วยว่า เจดี แวนซ์ ส่งแถลงการณ์มาให้เขาเพื่อเน้นย้ำว่า แวนซ์กับทรัมป์ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้แล้วหลังจากนั้น และมีความเห็นที่ตรงกันอย่างสิ้นเชิง

กล่าวโทษยุโรปจอมเอาเปรียบ

ถึงแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่ข้อความที่รั่วออกมาแสดงให้เห็นว่าในท้ายที่สุด เจดี แวนซ์ ก็ยอมรับการใช้กำลังทหารโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน โดยเขาบอกกับนาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า

“หากคุณคิดว่าเราควรทำก็ทำเลย ผมแค่ไม่ชอบที่เราช่วยยุโรปอีกแล้ว” ก่อนที่นายเฮกเซธจะตอบว่า “ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่เลยกับการที่คุณรังเกียจพวกยุโรปจอมเอาเปรียบ มันน่าสมเพช”

จากนั้นสมาชิกกลุ่มอีกคน ใช้ชื่อว่า “SM” ก็เสนอแนะว่า หลังจากการโจมตี สหรัฐฯ ควรแสดงความชัดเจนต่ออียิปต์และยุโรปว่า สหรัฐฯ ต้องการอะไรตอบแทน

“ถ้ายุโรปไม่ชดเชยแล้วยังไงต่อล่ะ?” หนึ่งในสมาชิกกลุ่มถาม ซึ่ง SM ตอบว่า “หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือโดยต้องลงทุนไปมากมาย ก็จำเป็นต้องมีส่วนได้ทางเศรษฐกิจบางอย่างเพิ่มขึ้นเป็นการตอบแทน”

อีโมจิแสดงความยินดีว่อน หลังถล่มฮูตี

ตามการเปิดเผยของนายโกลด์เบิร์ก นายไมค์ วอลซ์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ โพสต์อีโมจิ 3 รูปหลังสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน โดยเป็นรูป “กำปั้น, ธงชาติสหรัฐ และรูปไฟ”

ขณะที่นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ตอบด้วยอีโมจิ 5 รูป ได้แก่ “มือประนม 2 รูป, เบ่งกล้าม และธงชาติสหรัฐฯ 2 รูป” ส่วนนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และน.ส.ซูซี วิลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ส่งข้อความเสียงแสดงการสนับสนุน

ด้านนายแวนซ์ระบุในอัปเดตการโจมตีว่า “ผมจะสวดภาวนาเพื่อชัยชนะ” ขณะที่สมาชิกกลุ่มอีก 2 คน ส่งอีโมจิรูปประนมมือมาเพิ่มอีก

เน้นกล่าวโทษไบเดน

นายเฮกเซธส่งข้อความพูดถึงความกังวลของนายแวนซ์ เรื่องการโจมตีฮูตีกับข้อความที่นายทรัมป์ส่งถึงยุโรป ระบุว่า

“รองประธานาธิบดี ผมเข้าใจความกังวลของคุณ และสนับสนุนอย่างเต็มที่ที่คุณตั้งคำถามกับประธานาธิบดี มีเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ส่วนใหญ่นั้นยากที่จะรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร (เศรษฐกิจ, สันติภาพยูเครน, กาซา ฯลฯ)”

“ผมคิดว่าไม่ว่าอย่างไรการส่งข้อความก็จะเป็นเรื่องยาก ไม่มีใครรู้ว่าฮูตีเป็นใคร ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจำเป็นต้องมุ่งเน้นในเรื่อง 1. ความล้มเหลวของไบเดน และ 2. เงินทุนจากอิหร่าน”

ทั้งนี้ รัฐบาลของนายทรัมป์กล่าวหาอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน มาตลอดว่า ใช้มาตรการเบาเกินไปในการเล่นงานอิหร่าน

วอลซ์เป็นคนเชิญนักข่าวเข้ากลุ่ม

นายโกลด์เบิร์กระบุว่า เขาได้รับคำเชิญเข้าใช้แพลตฟอร์ม “Signal” จากบัญชีผู้ใช้ชื่อไมเคิล วอลซ์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกเพิ่มเข้ากลุ่มแชตเกี่ยวกับเยเมนในอีก 2 วันต่อมา ซึ่งตอนแรกนายโกลด์เบิร์กยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก่อนที่จะรู้ตัวในเวลาต่อมาว่า เป็นเรื่องจริง

กลุ่มแชตดังกล่าวไม่มีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสมาชิกด้วย แต่เรื่องนี้กำลังสร้างแรงกดดันให้แก่นายวอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ โดยฝ่ายเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ต่างเรียกร้องให้มีการสืบสวนกรณีนี้

ในวันจันทร์ นักข่าวถามโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่รู้อะไรเลย แต่เขายังคงสนับสนุนนายวอลซ์ ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก็ยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีความลับใดๆ รั่วไหล “ไม่มีใครส่งข้อความแผนการทำสงคราม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิงในทะเลดำ เปิดทางปลอดภัยให้เรือพาณิชย์

รัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิงในทะเลดำ เปิดทางปลอดภัยให้เรือพาณิชย์

26 มี.ค. 2568 02:00 น.

รัสเซีย-ยูเครนตกลงหยุดยิงในทะเลดำ เปิดทางปลอดภัยให้เรือพาณิชย์

สหรัฐฯ เผย รัสเซียกับยูเครนเห็นชอบเรื่องการหยุดยิงในทะเลดำ เพื่อเปิดเส้นทางปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์แล้ว หลังเจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 ประเทศคุยกันที่ซาอุดีอาระเบีย

เมื่อวันอังคารที่ 25 มี.ค. 2568 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบกับเจ้าหน้าที่ยูเครนและรัสเซียที่กรุงริยาดห์ ของซาอุดีอาระเบีย โดยยืนยันว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนเห็นชอบที่จะรับรองความปลอดภัยให้แก่เส้นทางเดินเรือพาณิชย์ และหยุดการโจมตีทางทหารในทะเลดำ

ด้านกระทรวงกลาโหมของยูเครนระบุว่า หากเรือรบของรัสเซียเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ทางตะวันออกของทะเลดำ พวกเขาจะถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง ขณะที่นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า ข้อตกลงกำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ามันได้ผลหรือไม่

ขณะที่นาย รุสเตม อูเมรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครน ซึ่งเข้าร่วมการพูดคุยกับสหรัฐฯ ที่กรุงริยาด กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการหารือทางเทคนิคโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตกลงรายละเอียดทุกอย่างและเรื่องทางเทคนิคทุกด้านของการบังคับใช้ การสังเกตการณ์ และการควบคุมข้อตกลง

ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า การคว่ำบาตรบางอย่างที่ส่งผลต่อธนาคาร, ผู้ผลิตอาหาร และผู้ส่งออกของรัสเซีย ต้องถูกยกเลิกก่อน การหยุดยิงในทะเลดำจึงจะมีผลบังคับใช้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แพทย์เผย โป๊ปฟรานซิสเคยอาการวิกฤต จนหมอเกือบตัดสินใจหยุดรักษา

แพทย์เผย โป๊ปฟรานซิสเคยอาการวิกฤต จนหมอเกือบตัดสินใจหยุดรักษา

25 มี.ค. 2568 23:36 น.

แพทย์เผย โป๊ปฟรานซิสเคยอาการวิกฤต จนหมอเกือบตัดสินใจหยุดรักษา

ทีมแพทย์ผู้รักษาโป๊ปฟรานซิสเผย พระองค์เคยมีอาการวิกฤตถึงขั้นที่พวกเขาต้องพิจารณาว่าจะหยุดการรักษาแล้วปล่อยให้พระองค์จากไป หรือฝืนรักษาต่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 มี.ค. 2568 ว่า ทีมแพทย์ผู้ถวายการรักษาให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ออกมาเปิดเผยว่า อาการของโป๊ปเคยอยู่ในขั้นวิกฤตขนาดที่พวกเขาพิจารณาจะหยุดการรักษา เพื่อให้พระองค์จากไป

ศาสตราจารย์ แซร์จิโอ อัลฟิเอลี บอกกับสำนักข่าว Corriere della Sera ของอิตาลีว่า ช่วงเวลาวิกฤตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ตอนที่โป๊ป ซึ่งมีพระชนมายุ 88 พรรษาแล้ว เกิดวิกฤตทางเดินหายใจและสำลักอาเจียนของพระองค์เอง

“เราต้องเลือกระหว่าง หยุดและปล่อยให้พระองค์ไป หรือฝืนรักษาและพยายามใช้ยากับการบำบัดทุกอย่างที่เป็นไปได้ แม้จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดความเสียหายต่ออวัยวะอื่นๆ ก็ตาม และในท้ายที่สุด เราก็เลือกเส้นทางนี้” ศ.อัลฟิเอลีกล่าว

ศ.อัลฟิเอลีกล่าวด้วยว่า ผู้ที่ตัดสินใจทำการรักษาต่อคือ มัสซิมิลิอาโน สแตรปเพตติ พยาบาลของโป๊ปฟรานซิส โดยเขาบอกกับ ศ.อัลฟิเอลีว่า “พยายามทุกอย่าง เราจะไม่ยอมแพ้ นั่นคือสิ่งที่เราทุกคนคิดเหมือนกัน และไม่มีใครยอมแพ้”

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสเสด็จออกจากโรงพยาบาลเจเมลลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มี.ค. 2568 หลังประทับที่โรงพยาบาลนาน 38 วัน เพื่อรักษาอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง โดยทีมแพทย์เปิดเผยว่าตลอดการรักษา โป๊ปฟรานซิสเคยเกิดอาการวิกฤตจนเป็นอันตรายต่อชีวิตของพระองค์ถึง 2 ครั้ง

ระหว่างที่โป๊ปรักษาอาการประชวรในโรงพยาบาล สำนักวาติกันก็เคยเปิดเผยความคืบหน้าของการรักษาอย่างละเอียดเป็นพิเศษ โดย ศ.อัลฟิเอลีระบุว่า นี่เป็นการตัดสินพระทัยของโป๊ป “ตั้งแต่วันแรก พระองค์ขอให้เราบอกความจริงกับพระองค์ และทรงต้องการให้เราบอกความจริงเกี่ยวกับอาการของพระองค์ … ไม่เคยมีข้อมูลใดถูกเปลี่ยนหรือถูกตัดทอน”

ปัจจุบัน โป๊ปฟรานซิสกลับไปประทับที่อาคาร คาซา ซานตา มาร์ตา ในนครรัฐวาติกันแล้ว โดยพระองค์ยังคงต้องพักฟื้นเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน โดยตั้งรับการดูแลทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง ทำกายภาพบำบัดทางเดินหายใจ รับออกซิเจน และฟื้นฟูเสียงของพระองค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สลด ชายขี่จักรยานยนต์ตกหลุมยุบในกรุงโซล ถูกพบเป็นศพเสียชีวิต

สลด ชายขี่จักรยานยนต์ตกหลุมยุบในกรุงโซล ถูกพบเป็นศพเสียชีวิต

25 มี.ค. 2568 22:16 น.

สลด ชายขี่จักรยานยนต์ตกหลุมยุบในกรุงโซล ถูกพบเป็นศพเสียชีวิต

ชายผู้ตกลงไปในหลุมยุบขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตห่างจากจุดเกิดเหตุหลายสิบเมตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดหลุมยุบกว้าง 20 ม. ลึก 20 ม. กลางถนนในเขตกังดง ทางตะวันออกของกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันจันทร์ที่ 24 มี.ค. 2568 เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งตกลงไปพร้อมกับผู้ขับขี่

เจ้าหน้าที่ดำเนินการค้นหาชายคนขี่รถจักรยานยนต์นานหลายชั่วโมงแต่ไม่พบ จนกระทั่งในช่วงเช้าวันอังคารที่ 25 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ก็พบโทรศัพท์มือถือกับรถจักรยานยนต์ในหลุมยุบ จากนั้นในเวลา 11.00 น. พวกเขาจึงพบศพชายที่หายตัวไปอยู่ใต้ดิน ห่างจากจุดที่เขาตกลงไปราว 50 ม.

ภาพจากกล้องหน้ารถที่ขับตามมาแสดงให้เห็นว่า จู่ๆ ก็เกิดหลุมยุบกลางถนน ทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งตกลงไป ขณะที่รถยนต์ที่อยู่ด้านหน้า รอดจากการตกหลุมไปได้หวุดหวิด แต่คนขับได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาเปิดเผยว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมยุบในครั้งนี้ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานการเกิดหลุมยุบในกรุงโซลแล้วถึง 223 ครั้ง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการบริหารจัดการที่ย่ำแย่, ท่อน้ำใต้ดินทรุดโทรมหรือได้รับความเสียหาย, การทรุดตัวของดินที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘สุริยะใส’กางบทวิเคราะห์ ‘พท.-ปชน.’พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ

‘สุริยะใส’กางบทวิเคราะห์ ‘พท.-ปชน.’พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ

‘สุริยะใส’กางบทวิเคราะห์ ‘พท.-ปชน.’พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

‘สุริยะใส’กางบทวิเคราะห์ ‘พท.-ปชน.’พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ

26 มีนาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ “บทวิเคราะห์” เรื่อง “เพื่อไทย vs พรรคประชาชน: พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ?” ผ่านทางเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้…

บทวิเคราะห์

“เพื่อไทย vs พรรคประชาชน: พันธมิตรทางอุดมการณ์ ขาดสะบั้นแล้วจริงหรือ?”

หลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 วันที่ผ่านมา บรรยากาศในสภาไม่ได้มีแค่เสียงตึงเครียดระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล

แต่ยังสะท้อนรอยร้าวลึกระหว่าง พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน ที่เคยร่วม กอดคอกันทะลายขั้วอนุรักษ์นิยมและเข็นวาทกรรม “มีลุงไม่มีเรา” และ “ไม่เอาประหาร”

คำถามคือ

ความสัมพันธ์ทางการเมืองของทั้ง 2 พรรค “ขาดสะบั้น” แล้วจริงหรือ?

หรือยังมีโอกาสกลับมาจับมือเป็นพันธมิตรทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า?

2 แนวโน้มที่ต้องจับตา

1. ขาดสะบั้น จากมิตรกลายเป็นคู่แข่ง

• ผู้นำฝ่ายค้านโจมตีรัฐบาลแบบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะนโยบาย “Digital Wallet” ของเพื่อไทย

• และกล่าวชัดในสภา: “การเมืองไม่มีสองก๊ก หรือสามก๊ก มีแต่ฝ่ายที่ร่วมกับอำนาจเก่า vs ผู้ต่อต้านรัฐประหาร”

• พรรคประชาชนเดินเกมเดี่ยว ไม่ไว้วางใจที่  สองพ่อลูก  ซึ่งเป็นหัวใจของเพื่อไทย

• ลบล้างข้อครหา ดีลลับฮ่องกงระหว่าง ทักษิณกับธนาธร

2. ยังมีโอกาสกลับมาเป็นพันธมิตร

• ฝ่ายค้านยังไม่วิจารณ์เพื่อไทยในฐานะพรรค หรือแนวคิดประชาธิปไตยโดยรวม

• ระดับท้องถิ่นยังมีพื้นที่ “แบ่งเขต” กันไม่ให้ตัดคะแนนกันเอง

• หากต้องการสกัดฝ่ายอนุรักษนิยม + ส.ว. ในสนามเลือกตั้งใหญ่ ทั้งสองอาจจำเป็นต้องจับมืออีกครั้ง

• ยังไม่ได้ยินจากปากผู้นำ และแกนนำพรรคประชาชนว่า “ จะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลในครั้งหน้าไม่ว่ากรณีใดๆ”

สรุป

ความสัมพันธ์ของ 2 พรรค ไม่ใช่ศัตรูทางอุดมการณ์ เป็นเพียงคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์

พรรคประชาชนต้องยืนยันหลักการ เพื่อยึดฐานเสียงคนรุ่นใหม่

พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ผลงานรัฐบาล เพื่อรักษามวลชนดั้งเดิม

และถ้า “เงื่อนไขของชัยชนะ” เปลี่ยนไปในวันข้างหน้า…

“คู่แข่งวันนี้” ก็อาจ “กลับมาจับมือ” กันอีกครั้งบนเวทีใหญ่…

#เพื่อไทย #พรรคประชาชน #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #การเมืองไทย #พันธมิตรหรือคู่แข่ง

‘หญิงหน่อย’ฮึ่ม! เชือดจริยธรรม‘งูเห่า’ แฉพวกโหวตสวนมติพรรคแลกผลประโยชน์

‘หญิงหน่อย’ฮึ่ม! เชือดจริยธรรม‘งูเห่า’ แฉพวกโหวตสวนมติพรรคแลกผลประโยชน์

‘หญิงหน่อย’ฮึ่ม! เชือดจริยธรรม‘งูเห่า’ แฉพวกโหวตสวนมติพรรคแลกผลประโยชน์

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.33 น.

‘สุดารัตน์’ชี้ผลโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่เหนือความคาดหมาย ย้ำศรัทธาประชาชนสำคัญกว่าเสียงในสภา มอง‘งูเห่า’ประกาศตัวชัดเป็นโอกาสดีที่จะได้คัดกรองบุคลากรที่พร้อมร่วมสร้างการเมืองสุจริตกับไทยสร้างไทย

26 มีนาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แสดงความเห็นต่อผลการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า คะแนนเสียงของฝ่ายรัฐบาลที่มากกว่าฝ่ายค้านไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศจุดยืนแต่แรกแล้วว่าจะสนับสนุนรัฐบาล แม้จะยังไม่ได้ฟังการอภิปราย และหลังอภิปราย จะมีข้อกล่าวหาหรือข้อกังขามากมายก็ตาม

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าแม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ “ศรัทธาของประชาชน” ซึ่งรัฐบาลต้องรักษาด้วยการทำงานอย่างสุจริตและจริงใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั่น

ในส่วนของพรรคไทยสร้างไทยที่มี สส. โหวตสวนมติของพรรคฝ่ายค้านนั้น หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะพฤติกรรมของบุคคลเหล่านี้เริ่มปรากฏให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว พรรคได้พยายามตักเตือนและให้สติ แต่สุดท้ายกลับเลือกเดินในเส้นทางที่ขัดต่ออุดมการณ์และข้อบังคับของพรรค ขัดต่อจริยธรรมร้ายแรง และคำมั่นที่ให้ต่อประชาชน ที่สำคัญยังผิดต่อรัฐธรรมนูญ

“เมื่อวันนี้เห็นชัดแล้วว่าใครที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนและเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจะดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดทางจริยธรรมร้ายแรงให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับนักการเมืองไทย และเยาวชนของชาติ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนจดจำรายชื่อของผู้ที่ทรยศต่อประชาชนและอุดมการณ์ของพรรค เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในอนาคต” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย มองว่าการที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน อำนาจ ตำแหน่ง หรือสิ่งจูงใจอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการตรวจสอบ จากสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองที่ มีพฤติกรรมซื้อเสียงจากประชาชน และซื้อสส. ในสภาจากพรรคการเมืองอื่น ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริตอยู่ในกมลสันดาน เพียงเพื่อผลประโยชน์ในการรักษาอำนาจและตำแหน่งทางการเมืองของตนเท่านั้น ซึ่งเป็นการทำลายระบบพรรคการเมือง และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สังคมไทยจะปล่อยให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีความคิดชั่วร้าย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในหัวใจ ปกครองบ้านเมืองต่อไปได้อีกหรือ

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า อุดมการณ์ ของพรรคไทยสร้างไทยคือการ“สร้างการเมืองสุจริต” ไม่ทรยศหักหลังประชาชน ถึงแม้ว่าเราจะเหลือสส.ที่มีอุดมการณ์ และไม่ตระบัดสัตย์เพียงคนเดียว เราก็จะทำเดินหน้ามุ่งมั่นทำ“การเมืองสุจริต” ต่อไป อย่างไม่ย่อท้อ

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสสำคัญให้พรรคได้ คัดกรองบุคคลที่มีอุดมการณ์แท้จริง และยืนหยัดต่อหลักการทางการเมืองที่เน้นความซื่อสัตย์สุจริต พรรคจะเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่โปร่งใส โดยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มการเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าการที่พรรคไทยสร้างไทยต้องเผชิญกับ สส. ที่โหวตสวนมติพรรคแม้จะเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ว่าพรรคไทยสร้างไทย ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย และ มุ่งสร้างการเมืองสุจริต จึงขอเชิญชวนผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการเมืองทุจริต ที่กำลังทำลายประเทศชาติอยู่ในขณะนี้  ได้มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคไทยสร้างไทย พรรคจะใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างและเสริมสร้างทีมงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล 2,469 แห่ง 7,407 คน

กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล 2,469 แห่ง 7,407 คน

กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล 2,469 แห่ง 7,407 คน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล 2,469 แห่ง 7,407 คน ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ที่จะหมดวาระ 27 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล จำนวน 2,469 แห่ง แห่งละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 7,407 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ที่ครบวาระในวันที่ 27 มีนาคม 2568 โดยแต่งตั้งจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตอำเภอที่เทศบาลนั้นตั้งอยู่ หรืออาจแต่งตั้งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีภูมิลำเนา ในเขตอำเภอนั้นซึ่งไม่เป็นข้าราช การหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จำนวนไม่เกิน 2 คน โดยมอบหมายให้ผู้อำนวยการ การเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง

ทั้งนี้ ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลจัดประชุมผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาล เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน และแจ้งผลการประชุมให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบ เพื่อจัดทำคำสั่งแต่งตั้งต่อไป

สำหรับเทศบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงฐานะให้บุคคลที่ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเดิม เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลที่มีประกาศเปลี่ยนแปลงฐานะเทศบาล โดยให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลงนามในคำสั่งแต่งตั้งภายหลังจากที่ประกาศเปลี่ยนแปลงฐานะและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมีผลใช้บังคับ

‘ศาลรธน.’สั่ง’สภาฯ’ส่งชวเลขประชุม ภายใน 15 วัน ปมขอตีความ’ทำประชามติก่อนแก้รธน.’

'ศาลรธน.'สั่ง'สภาฯ'ส่งชวเลขประชุม ภายใน 15 วัน ปมขอตีความ'ทำประชามติก่อนแก้รธน.'

‘ศาลรธน.’สั่ง’สภาฯ’ส่งชวเลขประชุม ภายใน 15 วัน ปมขอตีความ’ทำประชามติก่อนแก้รธน.’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.05 น.

“ศาลรธน.”สั่ง”ประธานรัฐสภา”ส่งสำเนารายงานการประชุมภายใน 15 วัน ปมขอตีความ”ทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญ”ก่อนที่จะรับ-ไม่รับวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2)  จากกรณีในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ วันจันทร์ที่ 17 มี.ค.68 พิจารณาญัตติด่วนกรณีที่ นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอให้รัฐสภาพิจารณามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจ และหน้าที่ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) โดยผลการลงมติในญัตติดังกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นด้วยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามญัตติ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ประธานรัฐสภา (ผู้ร้อง) ได้ส่งเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้ประธานรัฐสภา (ผู้ร้อง) จัดส่งสำเนารายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันจันทร์ที่ 17 มี.ค.68 (ฉบับชวเลข) ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยสั่งรับหรือไม่รับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 มี.ค.68 ที่มีมติ 304 ต่อ 150 เสียง เห็นชอบให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจตัวเองในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องทำในขั้นตอนใด