เชฟวิชิต มุกุระ เปิด‘สำรับข้าวแช่ชาววัง’ตำรับรอยัล โอชา ต้อนรับคิมหันตฤดู

เชฟวิชิต มุกุระ เปิด‘สำรับข้าวแช่ชาววัง’ตำรับรอยัล โอชา ต้อนรับคิมหันตฤดู

เชฟวิชิต มุกุระ เปิด‘สำรับข้าวแช่ชาววัง’ตำรับรอยัล โอชา ต้อนรับคิมหันตฤดู

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เชฟวิชิต มุกุระ

ต้อนรับคิมหันตฤดู ท่ามกลางบรรยากาศจากซีรี่ส์ชื่อดัง The white lotus ซีซั่นล่าสุด เชฟวิชิต มุกุระ Executive Chef แห่งรอยัล โอชา (Royal Osha) เจ้าของรางวัลมิชลินไกด์ 7 รังสรรค์เมนูข้าวแช่ชาววังตำรับรอยัล โอชา อันเลื่องชื่อ ถ่ายทอดความเป็นไทยสไตล์พรีเมียมสุดวิจิตรบรรจง ให้นักชิมอิ่มเอมไปกับเครื่องเคียงรังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศทั้ง7 อย่างตามตำรับชาววัง พร้อมเครื่องเคียงพิเศษลำดับที่ 8 ในปีนี้ “เห็ดหวาน ทรงเครื่อง” เป็นทางเลือกกับผู้ที่รับประทานอาหารแพลนต์เบส เมนูเรียกน้ำย่อย “มะม่วงน้ำปลาหวาน” และ “ฝรั่งสีชมพูทำเป็นม้าฮ่อ”รวมทั้งของว่างอย่าง “ยำมะยงชิด”เพื่อเปิดต่อมรับรสด้วยรสชาติจัดจ้าน คลายร้อนในวันที่อบอ้าว ก่อนเริ่มต้นเสิร์ฟสำรับข้าวแช่

เชฟวิชิต มุกุระ เปิดสำรับคลายร้อนแบบไทยด้วยของว่างขนาดพอดีคำเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย เสิร์ฟเคียงคู่กันสองคำแรกเป็น “ม้าฮ่อ” อาหารว่างโบราณไส้รสหวานเค็มรสชาติคล้ายไส้สาคู จับคู่มากับผลไม้อย่าง “ฝรั่งสีชมพู” ที่ นำมาแกะสลักอย่างประณีตเป็นรูปใบไม้ มาพร้อมกับ “มะม่วงน้ำปลาหวาน” ผลไม้ประจำฤดูร้อน ใช้มะม่วงสองแบบเป็นมะม่วงอมเปรี้ยวกับมะม่วงมัน ทั้งพันธุ์เขียวเสวยและพันธุ์แก้วขมิ้น ฝานบางเป็นแผ่นแล้วบรรจงม้วนเป็นกรวย ด้านในสอดไส้น้ำปลาหวาน กุ้งเสียบ หอมแดง พริกสด

จานต่อมา เชฟวิชิต ครีเอทเมนูเปิดต่อมรับรสอย่าง “ยำมะยงชิด” ผลไม้หน้าร้อนอย่างมะยงชิด ผลใหญ่รูปไข่มีสีเหลืองส้ม รสชาติเปรี้ยวอมหวาน คัดสรรมาเป็นอย่างดีแหล่งปลูกจังหวัดนครนายก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GIนำรังสรรค์เป็นเมนูยำ ด้วยการคว้านเมล็ดออกแล้วสอดไส้ด้วยน้ำยำรสชาติจัดจ้านครบเครื่องเคล้าทั้งพริกและหอมแดงซอยละเอียด โรยหน้าด้วยกุ้งเสียบและกุ้งแห้งป่น ส่วนมะยงชิดเปรี้ยวฉ่ำหอมกับน้ำปลาหวานนัวลิ้นเข้ากันสุดๆ

เข้าสู่ไฮไลท์ ข้าวแช่ตำรับชาววัง รอยัล โอชา ยังคงเอกลักษณ์ของเครื่องเคียงทั้งหมด 7 อย่าง ได้แก่ ลูกกะปิ หัวใจสำคัญของข้าวแช่ ความโดดเด่นของลูกกะปิ รังสรรค์ขึ้นมาจากส่วนผสมของกระชาย หอมแดง กระเทียม ปลาดุกนาย่าง และมะพร้าวขูด ผัดใส่กะทิ ปรุงรสให้กลมกล่อมด้วยน้ำตาล ปั้นเป็นก้อนกลมพอดีคำ

พริกหยวกสอดไส้หมูสับกับกุ้ง โดยปกติทั่วไปมักจะเป็นพริกหยวกสอดไส้ห่อหรุ่ม หากข้าวแช่ตำรับรอยัล โอชา ใช้ความประณีตบรรจงในการทำเส้นไข่ ตัวเส้นทำจากไข่เป็ดผสมกับไข่ไก่ ส่วนพริกหยวกกรีดตรงกลางเพื่อนำเมล็ดออก สอดไส้ด้วยเนื้อหมูบดผสมกับเนื้อกุ้งสับ ตามด้วยรากผักชี กระเทียม พริกไทย และไข่เป็ดตัวช่วยเพิ่มความหนึบ เวลารับประทานเส้นไข่จะไม่ร่นหลุด ทำให้ได้อรรถรสของพริกหยวกสอดไส้อย่างแท้จริง

ไข่แดงเค็มชุบแป้งทอด นำไข่แดงเค็มไชยาอันเลื่องชื่อที่มีความมัน ความแน่นหนึบ และเค็มเล็กน้อย มาตีและปั้นเป็นเม็ดพอดีคำ จากนั้นนำไปชุบแป้งที่มีส่วนผสมของไข่ขาวจากไข่เค็ม แล้วนำไปทอดให้ด้านนอกเหลืองทองอร่าม เวลารับประทานจะได้รสสัมผัสที่แตกต่างกันตรงที่ด้านนอกจะกรอบ และด้านในจะให้ความนุ่มหนึบ, หมูฝอยผัดน้ำพริกมะขาม หลบหลีกจากการทำหมูฝอยธรรมดา ด้วยการนำหมูมาต้มฉีกทำฝอยแล้วคั่ว เพิ่มรสชาติไม่ซ้ำใครด้วยการผัดน้ำพริกมะขามกับหมูฝอย รสเข้มข้น สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากหมูฝอยทั่วไป

ปลายี่สนผัดหวาน นำปลากระเบนแห้งมาแช่น้ำให้เนื้อนิ่ม นำมาตำจนเนื้อนุ่มฟู แล้วผัดกับส่วนผสมและเครื่องปรุงรสเข้มข้น ผัดจนเครื่องซึมเข้าในเนื้อปลาจนแห้ง ขณะที่ หัวไชโป๊วผัดหวาน พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกหัวไชโป๊วที่ไม่เค็มนัก ล้างทำความสะอาดอย่างดี นำมาหั่นเป็นเส้นฝอย นำมาผัดกับกระเทียมและน้ำตาลปี๊บ ใช้ไฟอ่อนผัดพอให้กรึบๆ สลับการโรยน้ำตาลปี๊บให้ค่อยๆ เคลือบจนน้ำตาลรัด จนเส้นไชโป๊วมีความเงาขึ้นมาเอง พร้อมโรยด้วยกระเทียมเจียวหอมๆ

พิเศษสำหรับปีนี้ ได้รังสรรค์เครื่องเคียงเพิ่มเติมมาอีก 1 อย่างคือ “เห็ดหวาน ทรงเครื่อง”มาเป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพ โดยนำเห็ดโคนหลวงมาทำให้แห้ง (Dehydration) ฉีกเป็นเส้นๆ ก่อนนำลงทอดและเคลือบด้วยงากับน้ำตาล จนกรอบและมีกลิ่นหอม

ภายในสำรับมาพร้อมกับผักแกะสลักสุดประณีตทั้งกระชายแกะสลักดอกจำปี ต้นหอมม้วน มะม่วงเปรี้ยวและแตงกวาแกะสลักรูปใบไม้ รับประทานกับข้าวหอมมะลิเสาไห้ในน้ำลอยดอกไม้ไทย 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงา กุหลาบมอญ และมะลิ ซึ่ง ชมนาด เป็นดอกไม้ประจำฤดูร้อน โดยรอยัลโอชาเป็นหนึ่งในร้านที่สืบเสาะหา นำดอกชมนาดมารังสรรค์ในสำรับข้าวแช่ และด้วยน้ำแร่ค่า pH 8.8ซึ่งสามารถสกัดกลิ่นอันหอมหวานของดอกชมนาดที่มีกลิ่นคล้ายคลึงกับใบเตยและมะลิ หรือที่เรียกว่า “กลิ่นข้าวใหม่” ด้วยการลอยน้ำแร่แช่ข้ามคืน จนได้กลิ่นหอมออกมารัญจวนใจ

เชฟวิชิต กล่าวว่า “สมุนไพรหลักในเครื่องของข้าวแช่ เราใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้านมาสื่อถึงการทำอาหาร จะมีพวกตะไคร้ กระชาย หอมแดง กระเทียม นำมาเป็นส่วนผสมอยู่ในนั้นโดยเฉพาะกระชายเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยขับลมในกระเพาะ เพราะเครื่องเคียงเป็นของผัดของทอดทั้งหมด กระชายจะทำให้เกิดความสมดุลในกระเพาะ ป้องกันท้องไม่อืดเฟ้อหรือย่อยยาก ส่วนต้นหอมกินเพื่อเพิ่มความเผ็ดร้อนเข้ามาองค์รวมของข้าวแช่คือการสืบสานทางภูมิปัญญาไทย เรียกได้ว่าเป็นอาหารชาววังสู่ชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่เรานำเสนอ”

สำหรับวิธีรับประทานข้าวแช่ เชฟวิชิต แนะนำเคล็ดลับว่า “ควรไล่ลำดับการรับประทานเครื่องเคียงจากรสคาวที่สุดก่อน จนไปถึงเครื่องเคียงรสหวาน ลูกกะปิ รับประทานคู่กับกระชายและดอกจำปี, หอมแดงสอดไส้หน้าปลาแห้ง รับประทานคู่กับแตงกวา ต้นหอมม้วน, พริกหยวกสอดไส้รับประทานคู่กับแตงกวา มะม่วง, ไข่แดงเค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่กับมะม่วงเปรี้ยวต้นหอมม้วน, หมูฝอยผัดน้ำพริกมะขาม รับประทานคู่กับแตงกวา, ปลายี่สนหวาน รับประทานคู่กับมะม่วงเปรี้ยว และหัวไชโป๊วผัดหวาน รับประทานคู่กับแตงกวา ต้นหอมม้วน ทุกครั้งๆ ที่รับประทานเครื่องเคียง ให้รับประทานข้าวแช่สลับกันไปเพื่อล้างปาก และรอรับรสสัมผัสของการรับประทานคำต่อไป

รอยัล โอชา ได้สืบสานประเพณีความอร่อยของตำรับไทยคลายร้อนมาให้ทุกคนได้ลิ้มลองต่อเนื่องกันมาทุกปี ครั้งนี้นับเป็นปีที่ 5 แล้ว เนื่องจากได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าอย่างเหนียวแน่น ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า จึงขยายเวลาความอิ่มเอมยาวนานขึ้น เรียกว่า “มาเร็วกลับช้า” เริ่มเปิดสำรับตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2568 พร้อมเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ ปีนี้ข้าวแช่ตำรับรอยัล โอชา ในรูปแบบ Take awayมาในกล่องของขวัญดีไซน์สวยงามคล้ายปิ่นโตทรงเหลี่ยมสีทองปั๊มจมลายชฎา ร้อยเรียงกันรอบกล่องที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านรอยัล โอชา” เชฟวิชิต กล่าว

สัมผัสความอร่อยของ “สำรับข้าวแช่ตำรับชาววัง” พร้อมเสิร์ฟให้ลิ้มลองทุกวัน มื้อกลางวันและมื้อเย็น (สำรองที่นั่งล่วงหน้า) ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2568 ภายใน 1 สำรับ ประกอบด้วยของว่าง 2 ชนิด ข้าวแช่ และผลไม้ลอยแก้ว ราคาชุดละ 1,350++ บาท/ท่าน และข้าวแช่บรรจุในกล่องของขวัญดีไซน์สวยงามคล้ายปิ่นโตทรงเหลี่ยม ราคา 2,300 บาทสุทธิ/กล่อง ณ ร้านรอยัล โอชา ซอยร่วมฤดี (ถนนวิทยุ) โทร.02-2566555 หรือ 085-4890571 Line Official Account : @royalosha

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

เนื้องอกกระดูกสันหลัง ปวดหลัง แค่ไม่ใช่ปวดหลัง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื้องอกกระดูกสันหลัง คือก้อนของเซลล์ที่ผิดปกติที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง หรือรอบๆ กระดูกสันหลัง เซลล์ที่ผิดปกตินี้แบ่งตัวอย่างเหนือการควบคุมของร่างกาย เนื้องอกกระดูกสันหลังแบ่งเป็นชนิดเนื้อดีและเนื้อร้าย สามารถแบ่งชนิดตามต้นกำเนิดได้เป็นเนื้องอกปฐมภูมิ คือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากกระดูกสันหลัง หรือไขสันหลัง และเนื้องอกทุติยภูมิคือเนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากมะเร็งที่ตำแหน่งอื่น แล้วแพร่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง

ผศ.พญ.กัณฐิกา วศินพงศ์วณิช แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง สถาบันกระดูกสันหลัง (Bumrungrad Spine Institute) ให้ข้อมูลว่า เนื้องอกกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ โดยปกติแล้วเนื้องอกกระดูกสันหลังจะโตอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการหลายอย่างรวมกัน และปวดหลัง คืออาการหนึ่งที่พบได้

อาการเนื้องอกกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยสามารถแสดงอาการได้หลายแบบ ขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก ดังนี้ ปวดกลางหลังทั่วๆ ไป / ปวดมากตอนกลางคืน,เดินผิดปกติ / สูญเสียการทรงตัว หรือ หกล้มบ่อยๆ, ชา /อ่อนแรง / รู้สึกเสียวที่แขนหรือขา หรือบริเวณลำตัว,เดินลำบากในที่มืด, ควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, กระดูกสันหลังคด

อย่างไรก็ตาม เนื้องอกมีโอกาสเกิดได้ในคนทุกคนแต่อุบัติการณ์เกิดต่ำมาก นักวิจัยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกกระดูกสันหลัง อาจจะเกิดจากไวรัส ยีนที่บกพร่อง การสัมผัสสารเคมี หรือสารพิษบางชนิด และภาวะบกพร่องของภูมิคุ้มกัน

การตรวจเพื่อวินิจฉัย แพทย์จะวินิจฉัยจาก ประวัติผู้ป่วยและอาการ การตรวจร่างกาย โดยประเมินกำลังของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวและการควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว การรับรู้ที่ผิวหนัง รีเฟล็กซ์ หรือ เอกซเรย์ จะมองเห็นโครงสร้างที่เป็นกระดูกชัด แต่ไม่สามารถเห็นโครงสร้างที่เป็นเนื้อเยื่ออื่นดังนั้น จึงไม่เห็นเนื้องอกโดยตรง ขณะที่ เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI เป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย เนื้องอกกระดูกสันหลัง ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องทำการฉีดสีเพื่อให้แยกชนิด หรือขอบเขตของเนื้องอกได้ชัดเจนมากขึ้น ส่วนวิธี Positron emission tomography (PET SCAN) เป็นการตรวจการทำงานของเซลล์ทั้งร่างกาย ใช้สำหรับดูว่าเนื้องอกมีการกระจายไปที่ตำแหน่งใดบ้างในร่างกาย

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์ เมื่อสูญเสียการทรงตัวหรือหกล้มบ่อยๆ สังเกตว่าเดินลำบาก ก้าวขาลำบาก เนื่องจากเกร็งหรือปวด มีภาวะกล้ามเนื้อขาเกร็ง เสียวขาชาขาหรือลำตัว ปวดหลัง โดยเฉพาะปวดมากเวลานอนหงาย หรือปวดมากตอนกลางคืน ควบคุมการอุจจาระ หรือปัสสาวะไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า เป็นเนื้องอกกระดูกสันหลัง แนะนำให้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากปวดหลังมีสาเหตุได้จากหลายอย่าง และโรคเนื้องอกกระดูกสันหลังกลับเป็นสาเหตุพบได้น้อย ปวดหลังทั่วๆ ไปอาจจะค่อยๆ ดีขึ้น ในขณะที่เนื้องอกกระดูกสันหลังมักปวดกลับมาเป็นซ้ำ ปวดตลอดเวลา หรืออาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

เมืองไทยประกันภัยคว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นวลวรรณ ลํ่าซำ

เมืองไทยประกันภัย คว้ารางวัล 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company บริษัทที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมน่าเชื่อถือสูงสุด

นางสาวนวลวรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขึ้นรับโล่รางวัล 2024-2525 Thailand’s Most Admired Company ในฐานะที่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับคัดเลือกเป็น “บริษัทที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมน่าเชื่อถือสูงสุด” จากโครงการงานวิจัย โดยนิตยสาร BrandAge ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

2024-2025 Thailand’s Most Admired Company เป็นโครงการงานวิจัยที่นิตยสาร Brand-Age จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 และมีการจัดอันดับบริษัทต่างๆ โดยใช้หลักการการชี้วัดความชื่นชอบของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทที่มีความโดดเด่นในด้านความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Perfor-mance) ภาพลักษณ์ (Image) การบริหารการจัดการ (Management) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainable Development) และการบริการ (Service)

นางสาวนวลวรรณ ล่ำซำ กล่าวว่า “ในนามตัวแทนของบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณ BrandAge คณะผู้วิจัยทุกท่าน และทุกๆ เสียงโหวต ที่มอบรางวัลนี้ให้กับเมืองไทยประกันภัย รางวัลนี้เป็นแรงใจให้พวกเราคนทำงาน และเป็นกำลังใจให้เราทำสิ่งดีๆ เพื่อลูกค้า เพื่อสังคมต่อไปค่ะ”

อีกทั้ง เมืองไทยประกันภัย ยังได้รับการจัดอันดับ 2024-2025 Thailand’s Most Admired Company บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด เป็นอันดับ 2 กลุ่มธุรกิจประกันภัย โดยมีรายละเอียดคะแนนดังนี้ Innovation= 6.90 คะแนน Performance = 6.82คะแนน Image = 6.88 คะแนน Management = 6.86 คะแนน sustainable development = 6.86 คะแนน Service = 7.00 คะแนน และยังได้รับการจัดอันดับ 2025 Thailand’s Most Admired Brand แบรนด์ประกันภัยที่น่าเชื่อถือ ปี 2025 เป็นอันดับ 3ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย ด้วยคะแนนร้อยละ 20.30 จากหมวดธนาคารและบริการทางการเงินอีกด้วย

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เรายังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและพันธมิตรทุกท่าน ด้วยการสานต่อพันธกิจขององค์กรที่มีมาตลอด 93 ปี ไม่เพียงเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย แต่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือและความรับผิดชอบ ต่อสังคมให้กับบุคลากร เสริมสร้างการมีส่วนร่วม สร้างสรรค์พลังแห่งคุณค่ากับทุกภาคส่วน ให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้รับการคุ้มครองที่ดีที่สุด สามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง และยัง “ยิ้มได้ เมื่อภัยมา”

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

50 ปีซีเอ็ด ร่วมฉลองมิตรภาพแห่งการอ่าน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2568

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซีเอ็ด ฉลองครบรอบ 50 ปี ส่งต่อพลังแห่งการอ่านที่สร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนให้เติบโตไปด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Good Books Make Good Friends” เพราะหนังสือที่ดีเปรียบเสมือนเพื่อนแท้ที่คอยอยู่เคียงข้างเราในทุกช่วงเวลา ทั้งในยามสุขและทุกข์ เชิญชวนร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพผ่านโลกของหนังสือไปกับ Snoopy & Peanuts Gang สัญลักษณ์แห่งความอบอุ่นและมิตรภาพที่ไร้กาลเวลา ไม่ว่าคุณจะมองหาแรงบันดาลใจ ความรู้หรือความสุขในการอ่าน หนังสือจะเป็นเพื่อนที่คอยเสริมสร้างชีวิตให้สมบูรณ์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของซีเอ็ด เราต้องการสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่ร่วมสมัยและเชื่อมโยงผู้คนทุกยุคทุกวัย เราจึงเลือก Snoopy & Peanuts Gang ตัวการ์ตูนระดับตำนานที่เป็นที่รักของคนทั่วโลกมาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ และแรงบันดาลใจ เราเชื่อว่าจะช่วยสะท้อนคุณค่าของการเรียนรู้และการเติบโตไปพร้อมกันของคนทุกวัย”

กิจกรรมไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ฉลอง 50 ปีซีเอ็ด ชวนร่วม “50+ Inspirers จุดประกายแรงบันดาลใจ” เปิดมุมมองใหม่ผ่านปลายปากกาของนักเขียนและนักคิดแห่งยุค ที่จะมาจุดประกายความคิดและขับเคลื่อนสังคมผ่านตัวหนังสือ 15 เวทีกิจกรรม 64ผู้สร้างแรงบันดาลใจ อาทิ “ถอดเสื้อกาวน์…มาจับปากกา” : เสวนาจากคุณหมอนักเขียน แลกเปลี่ยนมุมมองด้านงานเขียนและการสื่อสารทางการแพทย์ “พาหนังสือกลับสู่อ้อมกอด…เด็ก GEN ALPHA” : เสวนาสำหรับคุณพ่อคุณแม่และครู กับแนวทางการสร้างสังคมรักการอ่านให้กับเด็กยุคใหม่ “ทำไมใจฟู…เมื่อดูแมว” : สัมผัสพลังแห่งวรรณกรรมที่เยียวยาหัวใจ ผ่านเรื่องราวของเจ้าเหมียว “ใช้เงินเป็น…เห็นอนาคต”: เปิดมุมมองการบริหารเงินเรียนรู้การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

พบกับนักเขียนชื่อดัง ร่วมเปิดตัวหนังสือใหม่และเสวนาวรรณกรรมสุดเข้มข้นจาก โค้ชหนุ่ม-Money101, น้าเน้ก-โชคดีที่มึงได้อ่าน, คุณดิว-สำเร็จนอกกรอบ, พี่ชิต CHIT BEER-เงินเฟ้อคือคดีอาญา, อ.เบียร์คนตื่นธรรม, พี่กอน-บาร์บีกอนกับภารกิจตามหาไฟศักดิ์สิทธิ์ และอีกมากมาย พร้อมรับลายเซ็นและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

โปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงาน! หนังสือใหม่และหนังสือขายดี ลดสูงสุด 20% พบกับสินค้าลดราคาพิเศษสูงสุด 70% ในแคมเปญ “ลดใหญ่ คนไทยต้องได้อ่าน” สมัครบัตรสมาชิกซีเอ็ดการ์ด Snoopy & Peanuts Gang Collection ซื้อครบรับฟรีของที่ระลึกสุดพิเศษ SESAME STREET Collection

มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและก้าวไปด้วยกันที่บูธซีเอ็ด B48 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 ที่ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ติดตามข่าวสารและตารางกิจกรรมได้ที่ http://www.news.se-ed.com หรือ Facebook : SE-ED Book Center

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล

UIH เดินหน้าปลดล็อกขีดจำกัดองค์กรธุรกิจ ด้วย AI-Ready Provider for the Future of Business

UIH เดินหน้าปลดล็อกขีดจำกัดองค์กรธุรกิจ ด้วย AI-Ready Provider for the Future of Business

UIH เดินหน้าปลดล็อกขีดจำกัดองค์กรธุรกิจ ด้วย AI-Ready Provider for the Future of Business

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สันติ เมธาวิกุล และ เบญจ เบญจรงคกุล

บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด ผู้นำด้านบริการเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจร ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2568 ในฐานะ “AI-Ready Provider for the Future of Business” พร้อมขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจทุกระดับให้ก้าวสู่ยุค AI Disruption อย่างมั่นใจ ด้วยโซลูชั่นและบริการด้าน AI ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการ ตอบโจทย์การเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างความสามารถในการแข่งขันในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สันติ เมธาวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (CO-CEO) บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด(ยูไอเอช : UIH ) กล่าวว่า ในปี 2568 UIH ตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำในฐานะผู้ให้บริการ Digital Technology Service Provider ด้วยการขยายฐานลูกค้าในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ผ่านการยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจร ทั้งด้านเครือข่าย มัลติคลาวด์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการปรับปรุงระบบแอปพลิเคชั่นให้ทันสมัย โดยเรามุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพของบริการและประสบการณ์ของลูกค้า ให้สามารถเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัลและ AI ได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล

ในปีนี้ ธุรกิจทุกขนาดต่างเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน องค์กรต้องขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน S-curve ใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เราเชื่อว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการทั้งคน เทคโนโลยี และทรานส์ฟอร์มสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ จะเห็นว่าเฉพาะ IDC คาดการณ์ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี AI ทั่วโลกจะมีมูลค่ากว่า 632 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571 เฉพาะ Generative AI (GenAI) เติบโต 59.2% ต่อปี สำหรับการสำรวจการใช้ AI ปีล่าสุดในประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ( สพธอ., ETDA) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช., NSTDA) พบว่าเป้าหมายการใช้ AI ในไทยจะใช้เพื่อบริหารจัดการภายในองค์กร 69.6% เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 59.8% และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์บริการ 56.8%

เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (CO-CEO) UIH กล่าวว่า UIH กำหนดกลยุทธ์ AI-Ready Provider for the Future of Business โดย UIH มีความพร้อมให้บริการ AI ครอบคลุม 4 เรื่องหลักได้แก่ 1.AI-Optimized Connectivity With Secure, Intelligent Networks การเชื่อมต่ออัจฉริยะและปลอดภัย ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับเครือข่ายและการเชื่อมต่อด้วยความสามารถของ AI เพื่อให้สามารถปรับตามเวิร์กโหลดได้อย่างชาญฉลาด เช่น SD-WAN ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และรองรับการจัดการทราฟฟิกอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการเชื่อมต่อคลาวด์อย่างปลอดภัยผ่านแนวคิด SASE (Secure Access Service Edge) ที่ผสานการตรวจจับภัยคุกคามด้วย AI และโครงสร้างสถาปัตยกรรม Zero Trust เพื่อสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงจากทุกที่ ทุกเวลา

2.AI-Ready Cloud : Scalable, Secure & Multicloud-Optimized โครงสร้างคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ที่พร้อมรองรับ AI ที่ปลอดภัย และออกแบบให้เหมาะกับมัลติคลาวด์ รองรับการประมวลผล AI ด้วยโซลูชั่นคลาวด์ที่ปรับแต่งมาเฉพาะ พร้อมรองรับสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์และมีการปกป้องเวิร์กโหลดและข้อมูล AI อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านความปลอดภัยและความสอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดภายในประเทศไทย

3.Next-Gen Cybersecurity : Zero Trust, Quantum Security & AI-Powered Defense ยกระดับการป้องกันด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมและโซลูชั่นแบบ Zero Trust พร้อมระบบตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ด้วย AI รองรับการป้องกันและฟื้นตัวจากการโจมตี เช่น แรนซัมแวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ด้วย Quantum Security และเสริมความแข็งแกร่งด้วยโซลูชั่นด้านความปลอดภัยสำหรับ AI (AI Security Solution) ป้องกันการใช้ AI อย่างไม่เหมาะสม และลดความเสี่ยงจากข้อมูลรั่วไหลหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด พร้อมบริการ AI Governanceที่ช่วยองค์กรวางกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้ AI อย่างปลอดภัย โปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายและจริยธรรม

4.AI-Driven Transformation Service. Smarter Data & Intelligent Decision-makings เรายกระดับระบบแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างข้อมูลขององค์กรให้พร้อมสำหรับการทรานส์ฟอร์มด้วย AI อย่างแท้จริง ผ่านบริการ Modernized Application ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลด AI โดยเฉพาะผสานกับโซลูชั่น Big Data และแพลตฟอร์ม Data Lakehouse สำหรับการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยบริการ Agentic AI ที่สามารถพูดคุย รับข้อมูล วิเคราะห์ และตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านสู่การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างชาญฉลาดและแม่นยำ

“UIH เชื่อมั่นว่าความสำเร็จของลูกค้าคือเป้าหมายสูงสุดของเรา เราพร้อมเป็นพันธมิตรธุรกิจที่เข้าใจทั้งความท้าทายด้านต้นทุนและความจำเป็นในการเติบโต พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วยบุคลากรและเทคโนโลยีที่พร้อมที่สุดในปีนี้ เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจ กับโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับโลกแห่ง AI อย่างเต็มรูปแบบ” เบญจ เบญจรงคกุล กล่าวในที่สุด

‘เซ็นทรัล ทำ’ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมลํ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘เซ็นทรัล ทำ’ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมลํ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘เซ็นทรัล ทำ’ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมลํ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พิชัย จิราธิวัฒน์ และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเติบโตของธุรกิจ ต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล” กลุ่มเซ็นทรัลจึงมุ่งขับเคลื่อน “เซ็นทรัล ทำ-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัลที่ดำเนินมากว่า 8 ปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ตาม 6 แนวทาง Community-พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน, Inclusion-การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม, Talent-พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร, Circularity-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน, Climate-การฟื้นฟูสภาพอากาศ และ Nature-การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา “เซ็นทรัล ทำ” ได้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,100 คน สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1,700 ล้านบาท ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียน 192 แห่ง เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 19,385 ไร่ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 19,254 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 43,663 ตัน ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,430 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 215 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 207,176 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (Sustainable Development Goals-SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอย่างแท้จริง

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่าโครงการนี้คือโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ตลอดเวลากว่า 8 ปี ของการดำเนินโครงการ เราได้ร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาและต่อยอดจนเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทุกก้าวของ “เซ็นทรัล ทำ” คือความภาคภูมิใจในการลงมือทำและร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือได้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า และสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า การเติบโตของธุรกิจต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ชุมชน คู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงานซึ่งนำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ความคืบหน้าใน ปี 2568 ของ 4 จังหวัดต้นแบบ จังหวัดน่านวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อยในปี 2567 สร้างรายได้ให้ชุมชน 10 ล้านบาท และสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ สมาชิกวิสาหกิจ 179 ครัวเรือน สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ เพื่อรองรับโครงการ “เสน่ห์น่านใต้” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และส่งเสริมการแปรรูปฟักทอง โกโก้ มะม่วงหิมพานต์ เช่น ข้าวเกรียบฟักทองและเลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับผู้เข้าอบรมดูงาน เยี่ยมชมชุมชน และนักท่องเที่ยวในปี 2567 กว่า 7,000 คน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาความสำเร็จของเกษตรกรบ้านหมู่ใหญ่ใน หรือ กลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา” ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ผลิตเมล่อนภายใต้ชื่อ “Smile Melon”เปิดช่องทางการขายในตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ จำนวนกว่า 6.2 ตัน สร้างรายได้กว่า 530,400 บาท และยังคงมียอดการสั่งต่อเนื่องมาถึงปี 2568 รวมยอดที่ส่งออกไปสิงคโปร์ ทั้งสิ้น 25.2 ตันรายได้รวม 2 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมามี ผู้เข้าอบรม/ดูงานกว่า1,200 คน ปัจจุบันฟาร์มเมล่อนได้ยกระดับเป็นชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชน มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 คน สร้างรายได้ให้ชุมชนไปแล้วถึง 17 ล้านบาท เป็นการเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ในปี 2567 สร้างรายได้ให้ชุมชนแม่ทาไปแล้ว 14 ล้านบาท สร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนแม่ทา 130 ครัวเรือน ปัจจุบันชุมชนแม่ทาพัฒนาโฮมสเตย์และศูนย์เรียนรู้ เตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) จังหวัดชัยภูมิ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิในปี 2567 ที่ผ่านมาสร้างรายได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 40 ล้านบาทและขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอโวคาโดได้ถึง 1,000 ราย นอกจากนี้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยการสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร สามารถรองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 14,000 คน เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นว่าการลงมือทำร่วมกันด้วยใจ คือรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่เพียงแต่สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเกษตรยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้พัฒนาทักษะ สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โฮมสเตย์ วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

โฮมสเตย์ วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ผลผลิตเมล่อนจากวิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา

ผลผลิตเมล่อนจากวิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา

ผลผลิตอโวคาโดจากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา

ผลผลิตอโวคาโดจากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา

ฟักทองจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่

ฟักทองจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดควรกินอะไร

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยๆ คือ ถ้าเป็นมะเร็งแล้วควรกินหรือควรเลี่ยงอาหารประเภทใดหรือไม่ คำตอบแบบกว้างๆ ก็คือ อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกินคือ อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ สะอาด และปรุงอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ได้แนะนำว่าต้องไปสรรหาอาหารใดมากินเป็นพิเศษเพื่อต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง แป้งกินได้ น้ำตาลก็กินได้โปรตีนไม่ว่าจะจากสัตว์หรือพืชก็กินได้ แต่กินในสัดส่วนที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนอาหารที่ควรเลี่ยง อันนี้มีประเด็นคือ ส่วนใหญ่คำแนะนำหรือข้อมูลความรู้จะเน้นหนักไปทางอาหารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง อาหารที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง อาทิ เนื้อแดง อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารไขมันสูง อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันทอดซ้ำ แต่หากเป็นมะเร็งไปแล้ว ก็แปลว่าเรายิ่งต้องเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเหมือนกับเรามียีนกระตุ้นการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว คนทั่วไปกินแล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว การเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก็น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด 

ที่กล่าวมาข้างต้นคือการพูดกันอย่างง่ายๆ สั้นๆ แต่ความจริงอาหารการกินในผู้ป่วยมะเร็งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราจะขอข้ามเรื่องอาหารก่อนเป็นมะเร็งไป เก็บไว้พูดกันวันหลัง เพราะประเด็นจำเพาะที่อยากเล่าในวันนี้คือ กรณีของผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอยู่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ายาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวทำให้คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสเปลี่ยน เป็นผลทำให้ผู้ป่วยกินไม่ได้ ตัวผู้ป่วยเองก็กังวล ญาติหรือผู้ดูแลก็กังวล ผู้ป่วยเองก็อยากกินแต่กินไม่ได้ ญาติก็พยายามสรรหาสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าดีต่อสุขภาพมาให้กิน แต่ผู้ป่วยก็กินไม่ได้ ญาติบางคนไปกันใหญ่ถึงขั้นจัดแจงให้กินแต่อาหารที่คิดว่าดี พร้อมกันนั้นก็ห้ามผู้ป่วยกินสิ่งต่างๆ ที่เคยชอบกินหรือยังพอกินได้ แต่คิดว่าไม่เหมาะ เช่น ห้ามกาแฟ ห้ามกินเนื้อ ให้กินแต่ผักผลไม้ ธัญพืช แถมยังพยายามไม่ปรุงแต่งเพื่อลดเค็ม ลดเกลือ ลดสารปนเปื้อนไปอีก หนักเข้าก็ต่างคนต่างเครียดซึ่งสุดท้ายไม่สงผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย 

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษาด้วยยาเคมีบำบัดกินไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วมาจากตัวยาที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร โดยทั่วไปจะมีการให้ยาเพื่อป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคนไข้ใช้ยาถูกต้องตามแพทย์สั่งก็จะป้องกันอาการได้สัก 70-80% แต่ถ้ากินยาตามสั่งแล้วยังป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่ได้ คนไข้ควรแจ้งแพทย์เพราะสามารถเพิ่มชนิด หรือขนาดยาให้สอดคล้องกับอาการของคนไข้ได้ ในส่วนของการจัดการด้วยวิธีไม่ใช้ยาเมื่อคนไข้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนคือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารมันๆ รสจัดๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง อย่ากินอาหารทีละมากๆ หรือกินจนอิ่มเกินไป แต่ควรกินทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ และอาจพิจารณาอาหารที่รสอ่อนๆ อาจจิบน้ำขิงหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อลดอาการคลื่นไส้ได้ และทางที่ดีก็ควรเตรียมอาหารไว้ให้พร้อมหยิบมากินได้ตลอดวัน เผื่อจังหวะไหนที่อาการคลื่นไส้ทุเลาลงก็จะได้กินได้ทันที ที่สำคัญไม่ควรฝืนใจกิน เพราะหากกินเข้าไปแล้วอาเจียนออกมาก็จะกลายเป็นภาพจำที่ไม่ดีสำหรับผู้ป่วยเอง อาจจะพานไม่อยากกินอาหารนั้นไปอีกนานเลย สรุปคือ ผู้ป่วยควรกินอาหารดีมีประโยชน์ที่พอกินได้ในเวลาที่อยากกิน ส่วนอาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างที่ผู้ป่วย หรือญาติรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ชา น้ำอัดลม ขนมหวาน ก็กินได้ปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารด้วยแล้ว ควรให้กินในสิ่งที่ยังมีความอยากกิน

ส่วนอาหารที่ผู้เขียนยืนยันไม่ให้กินอย่างเด็ดขาดระหว่างได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของคนไข้ต่ำ ก็คืออาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ อาหารบางอย่างอาจรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ เช่น ผักผลไม้ แต่ผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่งจะได้รับยาเคมีบำบัดและมีภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้กินผักสดหรือผลไม้เปลือกบาง เนื่องจากอาจล้างเอาเชื้อโรคออกได้ไม่หมด หากอยากกินก็กินผักสุก หรือผลไม้ที่ปอกเปลือกออกได้ จะปลอดภัยมากกว่า อาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกใหม่ๆ เก็บไว้ค้างคืนอาหารที่กินดิบๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ก็ไม่ควรกิน รวมไปถึงพวกอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างหมักดองต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย 

นอกจากเรื่องของอาการคลื่นไส้อาเจียนแล้ว ยาเคมีบำบัดบางสูตรบางตัวยังสามารถทำให้เกิดแผลในปากและทางเดินอาหารได้อีก ทำให้นอกจากจะเบื่ออาหารแล้วคนไข้ยังมีปัจจัยซ้ำเติม ที่ทำให้กินได้น้อยลงเนื่องจากเจ็บแผลในปาก เมนูที่แนะนำคือ อาหารที่มีลักษณะนิ่มๆ รสอ่อนๆ กินง่ายให้สารอาหารและพลังงานสูง เช่น ซุปข้น ไข่ตุ๋น เป็นต้น  

อาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรกิน หรือไม่ควรกินควรพิจารณาอย่างละเอียดว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงใดของการรักษาและกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดอยู่ ผู้ป่วยกับญาติควรทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเลือกใช้ทางสายกลางในการดูแลสุขภาพระหว่างเจ็บป่วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเครียดในระหว่างรักษาโรคมะเร็ง  และการได้รับข้อมูลต่างๆ ตามโซเชียลมีเดียก็ดี จากผู้หวังดีก็ดี ขอให้พิจารณาก่อนและให้แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ หรือทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่จะดีที่สุด

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สสธวท ส่งมอบ‘ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา’ให้กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คใหม่ย่านเจริญกรุง

สสธวท ส่งมอบ‘ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา’ให้กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คใหม่ย่านเจริญกรุง

สสธวท ส่งมอบ‘ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา’ให้กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คใหม่ย่านเจริญกรุง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ส่งมอบซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยมี รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รับมอบ พร้อมด้วย พญ.วันทนีย์ วัฒนะ, ณรงค์ เรืองศรี, ธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี, สนั่น อังอุบลกุล, MS Tong Yan, จรรย์สมร วัธนเวคิน และ ประสงค์ เอาฬาร ร่วมเป็นสักขีพยาน

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (สสธวท) นำโดย คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน ประธาน สสธวท ในนามคณะกรรมการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา จัดพิธีส่งมอบ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ “วชิรสถิต ๗๒ พรรษา” และ “วชิรธำรง ๗๒ พรรษา” ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยมี รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)เขตพระนคร เมื่อเร็วๆ นี้

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารกรุงเทพมหานคร อาทิพญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร,ณรงค์ เรืองศรี รองปลัดกรุงเทพมหานคร,ธวัชชัย นภาศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักโยธา รวมถึงผู้แทนองค์กรภาคีจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ได้แก่ สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ สายหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, MS Tong Yan ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, ประสงค์ เอาฬาร รองประธานหอการค้าไทย-จีนในนามคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯสายหอการค้าไทย-จีน และองค์กรชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ, จรรย์สมรวัธนเวคิน ประธานที่ปรึกษาโครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯภาคเอกชน ประธานอุปถัมภ์ มูลนิธิเกียรติร่วมมิตรเพื่อการศึกษา ร่วมพิธี

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธาน สสธวท ในนามคณะกรรมการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา กล่าวว่า การจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ นี้เกิดจากการรวมพลังความสามัคคี ความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทิตาของปวงพสกนิกร เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2567อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา และเนื่องจากซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งสองแห่งยังเป็นสถาปัตยกรรมที่รังสรรค์โดยการผสมผสานทางศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของอารยธรรมไทย-จีน จึงกลายเป็นสองแลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่จะก่อให้เกิดความเจริญมั่นคง ขยายการเติบโตของชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มุ่งหน้าสู่ประเทศไทยต่อไปอีกด้วย ที่สุดยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นสิ่งจารึกถึงความกตัญญูไว้ในแผ่นดิน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของถาวรวัตถุที่คนไทยได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจอีกทั้งยังเชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ ทุกคนล้วนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีแลนด์มาร์คอันยิ่งใหญ่และงดงามเกิดขึ้นใหม่ถึงสองแห่งบนถนนเจริญกรุงแห่งนี้ สำหรับซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งสองแห่งถือว่าเป็นซุ้มประตูที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น มั่นใจว่าจะสามารถช่วยต่อยอดในเรื่องการพัฒนาชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวบนถนนเจริญกรุงให้กลับมาอยู่ในบรรยากาศคึกคักไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือด้านไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกับถนนเยาวราชได้อย่างแน่นอน

สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติฯ สายหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าหอการค้าไทย ถือเป็นองค์กรภาคเอกชนและภาคธุรกิจของคนไทยที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ โดยดำเนินงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ ของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ชาวหอการค้าไทยฯ หลอมรวมใจเป็นหนึ่ง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย นั่นคือ โครงการจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา อันเป็นสิริมงคลยิ่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ยืนยันความจงรักภักดีที่ชาวหอการค้าไทยฯ มีต่อในหลวง รัชกาลที่ 10 และเป็นอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่แสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังเป็นแลนด์มาร์คยืนยันความสัมพันธ์อันดีที่มีมายาวนานถึง 50 ปี ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน
อังอุบลกุล

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สนั่น อังอุบลกุล

สนั่น อังอุบลกุล

ผู้แทนหอการค้าไทย, หอการค้าไทย-จีน, มูลนิธิเกียรติร่วมมิตร และคณะกรรมการ สสธวท อาทิ
ฐิตินันท์ วัธนเวคิน, อุไร คุณานันกุล, ศิริขวัญ จันทรางศุ, ดำรง วัธนเวคิน, วรรณสมร วรรณเมธี, วรรณวิภา
เหราบัตย์, ธีรพันธุ์ เพ็ญโรจน์ และ ธีร์ วรรณเมธี

ผู้แทนหอการค้าไทย, หอการค้าไทย-จีน, มูลนิธิเกียรติร่วมมิตร และคณะกรรมการ สสธวท อาทิ ฐิตินันท์ วัธนเวคิน, อุไร คุณานันกุล, ศิริขวัญ จันทรางศุ, ดำรง วัธนเวคิน, วรรณสมร วรรณเมธี, วรรณวิภา เหราบัตย์, ธีรพันธุ์ เพ็ญโรจน์ และ ธีร์ วรรณเมธี

นฤมล ดุรงค์เดช, ดร.ทิพย์นารี อมาตยกุล, ศิริขวัญ จันทรางศุ, วรรณวิภา เหราบัตย์, ปุญญิศา-สุวรรณี
คุปต์ธนโรจน์, กานดา จินดาโชติสิริ, สุปราณี ฉัตรมงคลชัย, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, วัชรี วรรักษ์กุล,
จิราภรณ์ กฤตยาเกียรณ์ และ วรรณวิภา เหราบัตย์

นฤมล ดุรงค์เดช, ดร.ทิพย์นารี อมาตยกุล, ศิริขวัญ จันทรางศุ, วรรณวิภา เหราบัตย์, ปุญญิศา-สุวรรณี คุปต์ธนโรจน์, กานดา จินดาโชติสิริ, สุปราณี ฉัตรมงคลชัย, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์, วัชรี วรรักษ์กุล, จิราภรณ์ กฤตยาเกียรณ์ และ วรรณวิภา เหราบัตย์

มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม, พนิดา ชอบวณิชชา, จตุพร ลิ้มปิยะศรีสกุล, ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, ฐิตินันท์
วัธนเวคิน, ลินดา วัธนเวคิน, วรรณวิภา เหราบัตย์, นภาเพ็ญ เวชชาชีวะ, อุทัย ปิยวนิชพงษ์

มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม, พนิดา ชอบวณิชชา, จตุพร ลิ้มปิยะศรีสกุล, ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์, ฐิตินันท์ วัธนเวคิน, ลินดา วัธนเวคิน, วรรณวิภา เหราบัตย์, นภาเพ็ญ เวชชาชีวะ, อุทัย ปิยวนิชพงษ์

ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นสักขีพยาน

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะ Italian Renaissance ยกย่องสรีระอันอ่อนช้อยของผู้หญิง

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025  แรงบันดาลใจจากศิลปะ Italian Renaissance ยกย่องสรีระอันอ่อนช้อยของผู้หญิง

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ทรงจัดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะ Italian Renaissance ยกย่องสรีระอันอ่อนช้อยของผู้หญิง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงจัดแฟชั่นโชว์ SIRIVANNAVARI Spring-Summer 2025 เปิดรันเวย์คอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 แรงบันดาลใจจากศิลปะ Italian Renaissance สื่อถึงศิลปะหลากแขนงระหว่างยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของอิตาลี (Italian Renaissance) จุดเริ่มต้นงานสร้างสรรค์ยกย่องสรีระอันอ่อนช้อยของผู้หญิง ขับขานบรรยากาศอบอุ่นชวนผ่อนคลายของฤดูกาล เน้นลูกเล่นโปร่งแสง ในเฉดสีขาว ภาพสะท้อนแห่งบุคลิกคู่ขนานที่อยู่ร่วมกันในมนุษย์ทุกคน นั่นคือความแข็งแกร่งกับความเปราะบาง หรืออีกนัยหนึ่ง ความเข้มแข็งกับความอ่อนโยนโดยมีเหล่าเซเลบริตี้ แฟชั่นนิสต้า ศิลปินนักแสดง เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์อย่างคับคั่ง ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์สยามพารากอน

คอลเลคชั่นเสื้อผ้าประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2025 นี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงใช้หลากเทคนิคงานฝีมือสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นงานจับเดรป, งานพันผ้าพับทบ, งานอัดพลีทจับจีบ ไปจนถึงงานถักโครเชต์ มัดปม เพื่อให้บรรดาสิ่งทอเนื้อโปร่ง บางเบาอย่างเจอร์ซีย์และชีฟอง หักมุมด้วยการตัดเย็บร่วมกับวัสดุซึ่งมีเนื้อสัมผัสตรงข้าม อาทิ หนังฟอกเนื้อนุ่ม, กระจก, ผ้าลูกไม้, ผ้าฝ้ายเดนิม โดดเด่นในโทนสีขาวเป็นหลัก ตามด้วยสีโทนกลางอย่างสีทราย และสีเบจต่างเฉด รองรับความสลับซับซ้อนของลายพิมพ์ประจำฤดูกาล ในโทนชมพูผสมม่วงอ่อนให้บรรยากาศเบิกบานผ่อนคลายของฤดูร้อน อันมีต้นแบบมาจากภาพวาดลายเส้นฝีพระหัตถ์ขององค์นักออกแบบ ผสานภาพตัดต่อภาพและลายสเก็ตช์ ซึ่งอ้างอิงถึงอิทธิพลเชิงศิลป์จากรายละเอียดสำคัญส่วนต่างๆ ของผลงานประติมากรรมชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์

เดรสตัวยาวเอวสูง เน้นสรีระแสดงถึงความเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจนทวีความอ่อนช้อยด้วยงานทิ้งชายกระโปรงพลิ้วไหว สะท้อนถึงมิติแห่งประติมากรรมรูปสตรีในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการของอิตาลีได้อย่างแยบคาย ดีเอ็นเอในงานออกแบบของ SIRIVANNAVARI องค์ประกอบศิลป์ทั้งหลาย ต่างถูกพลิกแพลงให้มีความทันสมัย ในขณะที่มิติทรงของชุดกลางคืน อาศัยหลากเทคนิคทางการตัดเย็บ สะท้อนอำนาจเสน่ห์ตามธรรมชาติ ผ่านการจับคู่ตัวเสื้อดันทรงหรือเกาะอก เข้ากับกระโปรงยาวเข้ารูปทิ้งชาย, งานตัดคว้านร่วมกับงานฝีมือถักโครเชต์ หรืองานปัก และการตัดเย็บผ้าเนื้อโปร่งบาง ร่วมกับเนื้อผ้าเมทัลลิกทอประกายวาววับ

จากความงามสง่าของเทรนช์โค้ทผ้าซี-ทรู ไปจนถึงแจ๊กเกตไอริสสุดภูมิฐาน และความทะมัดทะแมงของชุดจัมพ์สูทสำหรับกลางวัน ไปจนถึงชุดว่ายน้ำโทนสีกลางให้อารมณ์ลำลอง เติมความโก้หรูด้วยลูกเล่นคอปีนกึ่งตะเบงมาน หรือผ้าไขว้คล้องคอเปิดไหล่ร่วมกับงานตัดคว้าน ฉลุโปร่ง สู่ค่ำคืนแห่งการบริหารเสน่ห์ด้วยชุดยาวผ่าสูงรองรับงานตกแต่งรายละเอียดเครื่องประดับ ซึ่งถูกพลิกแพลงเพื่อมอบประโยชน์ใช้สอยตามปรัชญางานออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อย่างเช่นหัวเข็มขัด หรือเข็มกลัดเป็นตัวยึดบนกระโปรงผ้าพับทบ

งานพิมพ์ภาพวาดลายเส้นฝีพระหัตถ์ ยังลื่นไหลต่อเนื่องสู่คอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย ซึ่งแต่ละลุคล้วนเป็นบทบรรจบระหว่างรูปแบบพิธีการและชุดลำลอง ด้วยเทคนิคงานฝีมือสุดแยบคาย สัดส่วนอสมมาตร และโครงสร้างลูกผสม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซซ์ หรือแจ๊กเกตกรอมทรงสำหรับสวมกับกางเกงขายาวผ้าทบจำลองแบบงานจับเดรป ขณะที่ “สีสันโรแมนติก” อย่างชมพู, ฟ้า และขาว บนพื้นสีโทนน้ำตาลกับเบจ เป็นบทเติมเต็มขั้วตรงข้ามปรากฏให้เห็นในตัวเสื้อผ้าชีฟองสวมกับกางเกงผ้าฝ้ายขัดผิว, แพรต่วนลายน้ำหรูหรา ตัดกับเดนิมสมบุกสมบัน หรือกระทั่งผ้าลินินลำลอง ที่อยู่ร่วมกับความหรูหราของซาตินใยฝ้าย เพื่อให้รูปแบบของการสวมเสื้อผ้าพลิ้ว โปร่งเบา กับกางเกงทรงตรง ตัดเย็บจากสิ่งทอมีน้ำหนักเหล่านี้ สะท้อนถึงขั้วต่างทางบุคลิกในตัวผู้ชายที่มีทั้งความเข้มแข็ง และอ่อนโยน อ่อนไหวได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ เครื่องหนัง ทั้งกระเป๋า และรองเท้า คือ การควบรวมโครงสร้างมิติทรง นำมาซึ่งนวัตกรรมทางงานออกแบบ โดดเด่นในเฉดสีอ่อน อาทิ ขาว ชมพู เบจ และดำกลมกลืนกับโทนอารมณ์ของคอลเลคชั่นเสื้อผ้า กระเป๋า “La Belle” กระเป๋าสะพายรูปทรงจันทร์เสี้ยวของกระเป๋าโฮโบเข้ากับกระเป๋าทรงอานม้าหรือ saddle สายหนังผสมสายเหล็ก เพิ่มความงามยามสะพายไหล่ กับ buckle ปิดสายแม่เหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ กระเป๋า “Trapeze” กระเป๋าถือทรงพัด มาพร้อมสายสะพาย มีทั้งรูปแบบหนังเรียบ และงานวางเรียงชิ้นหนังรูปทรงฟรีฟอร์ม ความทันสมัยสำหรับสาวยุคใหม่อย่างแท้จริง พื้นที่ใช้สอยภายในตัวกระเป๋าได้มากขึ้น ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมสองผลงานใหม่ กระเป๋า “Souple” กระเป๋าสะพาย หนังนุ่ม น้ำหนักเบา ตัดเย็บด้วยหนังลูกวัวนุ่มพิเศษ ปากกระเป๋าหนังรูด โชว์งานฝีมือแห่งช่างเย็บชาวอิตาลี

รองเท้าเปิดส้นโครงตาข่าย (Mesh Mules) รุ่นใหม่ เจ้าของโครงสร้างงามสง่าที่มอบความสบายยามสวมใส่ โดยอาศัยความวิจิตรบรรจงทางเทคนิค หลอมรวมลักษณะโปร่งตา เข้ากับมวลวัสดุทึบแสง ถ่ายทอดแนวคิดขั้วต่าง ทางความขัดแย้งในภาพรวมของงานออกแบบฤดูกาลนี้ได้อย่างละเมียดละไม

คอลเลคชั่นแว่นตากันแดดประจำฤดูนี้ก็เช่นกัน อารมณ์ร็อกผสานความงามสง่าสไตล์คนเมือง สะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากงานประติมากรรม กรอบแว่นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามนโดดเด่นด้วย โมทิฟ SR หรือลายนกยูงฉลุ โปร่ง ซึ่งรับบทเป็นโครงเชื่อมดั้งจมูกให้กับกรอบแว่นสำหรับผู้หญิงมาพร้อม 2 ตัวเลือกสี คือน้ำตาลอ่อนกับชมพู หรือโลโก้ SR สำหรับผู้ชาย ปิดท้ายด้วยสัญลักษณ์แห่งแบรนด์ คือกรอบด้านข้างโคนขา ล้วนได้รับการพลิกแพลงให้มีหน้าที่และคุณประโยชน์อย่างละเมียดละไม

เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ มาเติมเต็มคอลเลคชั่นนี้ให้สมบูรณ์ขึ้นแสดงนัยผ่านคำนิยมขององค์นักออกแบบอันมีให้กับงานสร้างสรรค์นั้นก็คือ “ความรักคืออันตราย” (Love equals Dangerousness) ศิลปะแห่งการแยกชิ้นส่วน จากต่างหูสู่สร้อยคอ และสร้อยข้อมือสู่แหวน ถูกแยกส่วนมารังสรรค์โดยอาศัยวัสดุสูงค่าอย่างทองเหลือง, เซรามิก, หินอ่อน, ไข่มุก รวมกระทั่งผลึกแอมโมไนต์ (ฟอสซิลแท้ชนิดหนึ่ง) เนื้อสัมผัสของตัวเรือนสนิทแนบผิวยามสวมใส่ พร้อมกันนั้นยังเป็นบทสะท้อนถึงแง่มุมบุคลิกอันหลากหลายภายในธรรมชาติแห่งอิสตรี : แข็งแกร่งแต่เปราะบางหาญกล้าแต่อ่อนไหว

‘ชมพู่ อารยา’เล่านาทีระทึก! อุ้ม’น้องเกล’หนีแผ่นดินไหว ใส่เกียร์หมาวิ่งลงมาจากชั้น47 (คลิป)

'ชมพู่ อารยา'เล่านาทีระทึก! อุ้ม'น้องเกล'หนีแผ่นดินไหว ใส่เกียร์หมาวิ่งลงมาจากชั้น47 (คลิป)

‘ชมพู่ อารยา’เล่านาทีระทึก! อุ้ม’น้องเกล’หนีแผ่นดินไหว ใส่เกียร์หมาวิ่งลงมาจากชั้น47 (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

31 มีนาคม 2568 ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับหลายต่อหลายคนในกรุงเทพฯ สำหรับเหตุการณ์ #แผ่นดินไหว ไหวในประเทศเมียนมาขนาดความรุนแรง 8.2 แมกนิจูด ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย ซึ่งจังหวัดกรุงเทพฯ ก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในตึกสูง จนประชาชนต้องทำการอพยพลงมาทางบันไดหนีไฟในอาคารต่างๆ เพื่อความปลอดภัย

ทางด้าน ‘ชมพู่’ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ซึ่งตอนเกิดเหตุ ชมพู่กับลูกสาว ‘น้องแอบิเกล’ อยู่ที่เพ้นท์เฮ้าส์หรู 47 ชั้น โดยเจ้าตัวเผยผ่านช่องติ๊กต๊อกของเพื่อนสนิทอย่าง ‘พลอย’ ชวพร เลาหพงศ์ชนะ ว่าตนเองไปออกกำลังกายมาช่วงเช้า พอเข้าบ้านก็อาบน้ำ ตอนนั้นเพิ่งอาบน้ำเสร็จใส่แค่เสื้อตัวเดียว กำลังแต่งหน้าเพื่อที่จะไปถ่ายงาน แล้วป้าเจี๊ยบ (พี่เลี้ยงน้องเกล) ก็เอาเกลลงไปแต่งตัวข้างล่าง

เสียงเริ่มมาเปรี๊ยะๆ รู้สึกแล้วว่ามันเอนจริง ตั้งแต่ผนัง ตั้งแต่ฝาตู้ ก็เริ่มเรียกสติ ข้านึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต พอเหมือนมันไม่หยุด ก็เกียร์หมาเลย เหมือนรู้ว่าต้องออกไปจากตึกก็ไปคว้าเกลออกมา ซึ่งตอนนั้นยังจำไม่ได้เลยว่าใส่กางเกงตอนไหน จำอะไรไม่ได้เหมือนมันไม่มีภาพ มองไม่เห็นอะไรรอบตัวเลย เพราะระหว่างที่เราวิ่งมันก็เอียงไปด้วย

ตัดภาพมาอีกทีก็อยู่ที่บันไดหนีไฟแล้ว จำภาพอะไรระหว่างนั้นไม่ได้ แล้วก็เกียร์หมาอีกรอบ งงตัวเองมาก ตอนนั้นได้ยินเสียงพ่อ (น็อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์) รู้ว่าพ่อรับรู้แล้วก็เลยวิ่งนำไปก่อน 10 ชั้นแรก มองทุกชั้นเลย ทำไมมันช้าแบบนี้ มันช้ามากเพราะใจมันอยากออกไปเร็ว ๆ จากชั้นเลข 40 กว่า มาอีกทีคือชั้น 33 แล้วพ่อก็วิ่งกลับไปรีเช็กในบ้านอีกทีว่าไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว หลังจากนั้นน็อตก็เกียร์หมาเหมือนกัน แล้วพ่อก็รีบมาช่วยอุ้มเกลต่อ ตอนนั้นเหมือนมีแรงอะไรบางอย่าง ตอนนั้นไม่คิดอะไรเลย คิดแค่ว่าทางออกอยู่ไหนจะไปตรงนั้น ไม่มีเวลาเหนื่อยเลย เพิ่งมารู้สึกเหนื่อยคือผ่านไปแล้วหนึ่งวัน

https://www.tiktok.com/embed/v2/7487610238900735239?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F873857