‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ ส่งเสริมการศึกษาเยาวชน สนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9

‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ ส่งเสริมการศึกษาเยาวชน สนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9

‘อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์’ ส่งเสริมการศึกษาเยาวชน สนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“ILC” ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนไทย ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9 ที่ปากช่อง

ทิพาภรณ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด หรือ ILC ผู้นำด้านธุรกิจ Cosmetic & Personal Care ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มุ่งมั่นพัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมความงาม ด้วยการผลิตเครื่องสำอางคุณภาพชั้นเยี่ยมตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เป็นผู้บุกเบิกด้านการผลิตเครื่องสำอางแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดให้บริการมานานถึง 55 ปี มีนโยบายดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เปิดเผยว่า จากการที่ ILC ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาที่จะเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตและหล่อหลอมให้เยาวชนสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบัน จึงได้ให้การส่งเสริมเยาวชนไทยให้มีโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักเรียนที่รักการเรียนได้ตั้งใจเรียนเพื่อเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศต่อไปนั้น จึงได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านคลองยาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9 บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น” เมื่อวันที่ 10-11 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

ทิพาภรณ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บจ.อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์

ทั้งนี้ ประธานกรรมการ บริษัท ILC ได้นำตัวแทนผู้บริหารและพนักงาน เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9 บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านคลองยาง พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนรวมมูลค่า 81,600 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาและเสริมสร้างศักยภาพด้านศิลปะแก่เยาวชน โดยมีนายสุภีร์ สีพาย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 4 เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมโครงการดังกล่าว และเป็นสักขีพยานในการมอบทุนครั้งนี้

กิจกรรม “ค่ายศิลปะสร้างเยาวชน ครั้งที่ 9 บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น” จัดขึ้นเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนในด้านต่างๆ เช่น ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านการแสดงออก ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการปลูกฝังคุณค่าในศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนเกิดความรักและความหวงแหนในมรดกทางศิลปะของชาติและของท้องถิ่น โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การระบายสีในเฟรมภาพ การสร้างผลงานศิลปะจากธรรมชาติ  การปั้นดินเหนียว  การบรรเลงดนตรีเพื่อสุนทรียภาพ เป็นต้น  ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นจะช่วยให้เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านศิลปะผ่านประสบการณ์การลงมือปฏิบัติจริง

‘เซ็นทรัล ทำ’ ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโต ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘เซ็นทรัล ทำ’ ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโต ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘เซ็นทรัล ทำ’ ผนึกกำลังขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโต ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเติบโตของธุรกิจ ต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล” กลุ่มเซ็นทรัลจึงมุ่งขับเคลื่อน “เซ็นทรัล ทำ-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ดำเนินมากว่า 8 ปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และพัฒนาสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ตาม 6 แนวทาง Community – พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน, Inclusion – การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม, Talent – พัฒนาศักยภาพที่เป็นเลิศของบุคลากร, Circularity – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน, Climate – การฟื้นฟูสภาพอากาศ และ Nature – การอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

ตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา “เซ็นทรัล ทำ” ได้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,100 คน สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1,700 ล้านบาท ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียน 192 แห่ง เพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 19,385ไร่ ลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารกว่า 19,254 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 43,663 ตัน ติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,430 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 215 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากถึง 207,176 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ (Sustainable Development Goals – SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอย่างแท้จริง

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า  โครงการ “เซ็นทรัล ทำ-ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” คือโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ตลอดเวลากว่า 8 ปี ของการดำเนินโครงการ เราได้ร่วมมือกับชุมชนเพื่อพัฒนาและต่อยอดจนเกิดเป็น ศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทุกก้าวของ “เซ็นทรัล ทำ” คือความภาคภูมิใจในการลงมือทำและร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดี หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือได้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า และสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า การเติบโตของธุรกิจต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ชุมชน คู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน ซึ่งนำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

พิชัย  จิราธิวัฒน์ และ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ความคืบหน้าใน ปี 2568 ของ 4 จังหวัดต้นแบบ

จังหวัด น่าน  วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย  เซ็นทรัล ทำ และพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, มูลนิธิอุทกพัฒน์ และกรมพัฒนาชุมชน ด้วยการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ปลูกไม้ยืนต้น ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาผลผลิตเพื่อเตรียมเข้าสู่การจดทะเบียนเป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่น ฟักทองพันธุ์ไข่เน่า โกโก้ มะม่วงหิมพานต์ พร้อมแปรรูปจำหน่ายในงาน “จริงใจ มาหา…นคร 2024” และในร้านค้าชุมชน รวมถึงส่งต่อไปยังธุรกิจในเครือกลุ่มเซ็นทรัล เช่น ท็อปส์ ในปี 2567 สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน 10 ล้านบาท และสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ สมาชิกวิสาหกิจ 179 ครัวเรือน  รวมถึงได้มีการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย เพื่อรองรับโครงการ “เสน่ห์น่านใต้” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และส่งเสริมการแปรรูปฟักทอง โกโก้ มะม่วงหิมพานต์ เช่น ข้าวเกรียบฟักทอง และเลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ผู้เข้าอบรบดูงาน เยี่ยมชมชุมชน และนักท่องเที่ยวในปี 2567 กว่า 7,000 คน 

ฟักทองจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน

ด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างฝาย แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ช่วย 50 ครัวเรือนทำเกษตรอินทรีย์ ลดภัยแล้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 2,800 ไร่ ด้านการศึกษา พัฒนาโรงเรียนชุมชนบ้านอ้อยครบวงจร สนับสนุนห้องเรียน ICAP ทักษะ EF, STEM, ห้องสมุด   จัดตั้งห้องทักษะอาชีพ สนับสนุนห้องกีฬาปันจักสีลัต และคอมพิวเตอร์ มีนักเรียน 586 คน ครู 60 คน พร้อมสนับสนุนอาชีพคนพิการ ขยายเครือข่ายรวม 50 คน พัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Good Goods และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้อาชีพระดับภูมิภาค

จังหวัดอยุธยา ความสำเร็จของเกษตรกรบ้านหมู่ใหญ่ใน หรือ กลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา” ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ผลิตเมล่อนภายใต้ชื่อ “Smile Melon” สามารถเปิดช่องทางการขายในตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ จำนวนกว่า 6.2 ตัน สร้างรายได้กว่า 530,400 บาท และยังคงมียอดการสั่งต่อเนื่องมาถึงปี 2568 รวมยอดที่ส่งออกไปสิงคโปร์ ทั้งสิ้น 25.2 ตัน รายได้รวม 2 ล้านบาท นอกจากนี้ เซ็นทรัล ทำ สนับสนุนการผลิตเมล่อนคุณภาพโดยจัดสรรงบประมาณสร้างโรงคัดบรรจุสินค้าตามมาตรฐาน GMP โดยสนับสนุนโรงเรือน จำนวน 7 โรงเรือน พร้อมออกแบบแพ็คเกจจิ้งและป้าย เพื่อจำหน่ายที่ท็อปส์ และเปิดฟาร์มเป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านการปลูกเมล่อนโดยในปี 2567 ที่ผ่านมามี ผู้เข้าอบรม/ดูงานกว่า 1,200 คน  ปัจจุบันฟาร์มเมล่อน ได้ยกระดับเป็นชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชน มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000 คน สร้างรายได้ให้ชุมชนไปแล้วถึง 17 ล้านบาท เป็นการเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2568 มีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายผู้ปลูกไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น ชัยนาท วางแผนการส่งออกและเพิ่มปริมาณเมล่อนไปยังสิงคโปร์ได้ทุกเดือนและพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้การผลิตเมล่อนมาตรฐานส่งออก

เมล่อนจากวิสาหกิจชุมชนเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา จ.อยุธยา

โครงการสิ่งแวดล้อมในอยุธยามุ่งยกระดับการจัดการของเสียทางการเกษตร โดยฟาร์มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนานำเมล่อนที่เน่าเสียมาเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ โดยมีแผนขยายโครงการไปยังชุมชนเกษตรและโรงเรียน รวมถึงเพิ่มการใช้ประโยชน์จากของเสียทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและผักตบชวา นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดการขยะในศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา ที่คัดแยกและรีไซเคิลขยะ นอกจากนี้ได้พัฒนาโรงเรียนวัดหนองไม้ซุง สนับสนุนฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ทักษะกีฬาเทเบิลเทนนิส และความเป็นอยู่ของนักเรียน พร้อมขยายเครือข่ายคนพิการเข้าสู่โครงการส่งเสริมอาชีพ โดยมีเป้าหมายปี 2568 ในการขยายเครือข่ายคนพิการที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพ อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างอาชีพให้กับคนพิการผ่านการสนับสนุนกลุ่มผู้ปกครอง  คนพิการทางสติปัญญา จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนสินค้าแฮนด์เมดผู้ปกครองคนพิการสติปัญญาทำอาชีพผลิตสินค้าหัตถกรรม โดยเซ็นทรัล ทำ สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดซื้อวัสดุ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Good Goods พร้อมทั้งสนับสนุนพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าของชมรม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา เป้าหมายปี 2568 ขยายเครือข่ายกลุ่มผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญา คนพิการที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่วิสาหกิจ ในปีที่ผ่านมาสามารถ สร้างรายได้ 2 ล้านบาทให้คนพิการ

จังหวัด เชียงใหม่  ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เซ็นทรัล ทำ ร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) พัฒนา “พื้นที่วิถียั่งยืนแม่ทา” ตั้งแต่ปี 2560 มุ่งสร้างเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ พร้อมผลักดันคนรุ่นใหม่สู่บทบาทเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต สนับสนุนการรับซื้อ สร้างแบรนด์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และขยายช่องทางจัดจำหน่าย เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารอบรมห้องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ อาคารคัดบรรจุผักมาตรฐาน อย. ตลอดจนรถขนส่งห้องเย็น ในปี 2567 สามารถ สร้างรายได้ให้ชุมชนแม่ทาไปแล้ว 14 ล้านบาท สร้างคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนแม่ทา 130 ครัวเรือน ปัจจุบันชุมชนแม่ทาพัฒนาโฮมสเตย์และศูนย์เรียนรู้ เตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะเมล็ดพันธุ์ในใจคนที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์ในแบบแม่ทา เริ่มตั้งแต่ Gastronomic Delight การกินอาหารให้เป็นยา ดอกไม้กินได้ วัตถุดิบธาตุเจ้าเรือน Creative Agriculture การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ความมั่นคงทางอาหาร ห้องเรียนธรรมชาติ Folk Wisdom & Healing การรักษาโรคด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น Art & Heart ศิลปะบนผืนผ้า สปาบำบัด มีผู้เข้าอบรบและดูงานในชุมชนแม่ทากว่า 800 คน

ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

ในมิติสิ่งแวดล้อม เซ็นทรัล ทำ ดำเนินการจัดการขยะ ณ ตลาดจริงใจ แปรรูปขยะอินทรีย์ 7.52 ตัน เป็นปุ๋ยและก๊าซชีวภาพรีไซเคิลวัสดุ 8.74 ตัน เตรียมเปิด “ศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการขยะ” ปี 2568 และพร้อมขยาย “กาแฟสร้างป่า” ที่แม่แจ่ม คลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,570 ไร่ ในปี 2568 จะเริ่มดำเนินโครงการความริเริ่มไม่เผา “Zero Burning Initiatives” ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อต่อสู้กับ มลพิษ PM2.5 ในเชียงใหม่ ลดเผาเศษวัสดุการเกษตร ฟื้นฟูพื้นที่ 10,000 ไร่ สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

โฮมสเตย์ ณ วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่

เซ็นทรัล ทำ พัฒนาโรงเรียนวัดดอนชัย อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ปรับปรุงอาคาร ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องสมุด และฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง พร้อมผลักดันให้นักเรียนมีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับชุมชนเกษตรอินทรีย์แม่ทา โดยตั้งเป้าให้โรงเรียนเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ในปี 2568 นอกจากนี้ ยังส่งเสริมอาชีพคนพิการในเชียงใหม่กว่า 22 ราย ทั้งในศูนย์เกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการทอผ้าซาโอริ โครงการจ้างนักศึกษาคนพิการทำงานระหว่างเรียน และรีไซเคิลขยะ รวมถึงจ้างงานในร้าน Good Goods และโรงเรียนที่เซ็นทรัลทำดูแล เพื่อสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน

จังหวัด ชัยภูมิ  วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็น 1 ใน 7 ของผู้ปลูกอะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสายพันธุ์คุณภาพระดับโลก มุ่งสู่เกษตรอัจฉริยะแบบยั่งยืน ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ธนาคารน้ำใต้ดิน ใช้ปุ๋ยหมักเติมอากาศ และเพาะเห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี เพื่อแก้ปัญหาโรคพืชในการปลูกอะโวคาโด ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชน 40 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,000 ราย นอกจากนี้ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดย การสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร สามารถรองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 14,000 คน

วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

อโวคาโดจากวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

โครงการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ครอบคลุม 5,000 ไร่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมและรายได้ไม่มั่นคง โดยส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด, แมคคาเดเมีย, ทุเรียน, และกาแฟโรบัสต้า พร้อมพัฒนาโรงผลิตถ่านไบโอชาร์และปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลด PM2.5 ถ่านไบโอชาร์ช่วยฟื้นฟูดิน ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย กักเก็บคาร์บอน และรักษาความชุ่มชื้น นอกจากนี้วิสาหกิจชุมชน ขยายผลเป็น “ศูนย์เรียนรู้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการเกษตร” บูรณาการโรงผลิตถ่านชีวภาพและปุ๋ยหมัก เพื่อฝึกอบรมและขยายการเกษตรยั่งยืนทั่วภูมิภาค ตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบ สร้างเครือข่ายเกษตรสีเขียว และความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาวให้เกษตรกรท้องถิ่น นอกจากนี้ยังพัฒนาโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจ ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโด พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน พัฒนาทักษะและสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าขยายการจ้างงานต่อเนื่องในปี 2568 โรงเรียนบ้านไร่พัฒนาเป็นต้นแบบด้านการศึกษาและการศึกษาดูงานในพื้นที่ พร้อมยกระดับการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนในเครือข่าย 10 โรงเรียน โดยเน้นการพัฒนาครูในด้านภาษาอังกฤษ, STEM, และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรม

เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นว่า การลงมือทำร่วมกันด้วยใจ คือรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่เพียงแต่สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเกษตรยั่งยืน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

เดินหน้าส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นฯ สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

เดินหน้าส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นฯ สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

เดินหน้าส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นฯ สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.57 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าโครงการส่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร เน้นพัฒนากลุ่มเป้าหมายเดิม พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ ครอบคลุมสินค้าเกษตร 5 ประเภท

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการส่งเสริม “เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่จะขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดการพัฒนาทั้งระบบ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการยกระดับรายได้ของเกษตรเป็น 3 เท่า ภายใน 4 ปี

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นการพัฒนาและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ซึ่งครอบคลุมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะพื้นที่ สินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย สินค้าศิลปาชีพสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ รวมถึงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พืชผลเกษตรและผลไม้เขตร้อน โดยการนำจุดเด่นของอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาใช้ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อผลักดันให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

“เรากำหนดแนวทางการพัฒนาและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ 2) ส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับความสามารถของเกษตรกรและชุมชนในการพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น 3) สร้างอัตลักษณ์หรือนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดให้กับสินค้า รวมถึงสร้างความแตกต่างและความโดดเด่นของสินค้าในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจากการพัฒนาที่ผ่านมาพบว่าสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นได้รับการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่บางแห่งยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและเครือข่ายการตลาด จึงมีความจำเป็นที่ต้องขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นพัฒนากลุ่มเป้าหมายเดิม เพิ่มกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อต่อยอดและผลักดันให้สินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ตลอดจนใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์แต่ละพื้นที่ในการเชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิตอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ เป็นต้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2567 ในกลุ่มสินค้า 4 ประเภท ได้แก่ ข้าว ผลไม้ หม่อนไหม และปศุสัตว์ (โคเนื้อ) ซึ่งผลการขับเคลื่อนงานตลอด 2 ปี เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมากแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นประมาณ 1,300 ล้านบาท ทำให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมฯ จึงขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเป็น 85 แห่ง 47 จังหวัด โดยแบ่งกลุ่มการพัฒนาเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กลุ่มพัฒนาต่อยอด (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมตั้งแต่ปี 2566 – 2567) จำนวน 57 แห่ง และ 2) กลุ่มผลักดันใหม่ (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มอาชีพภายใต้สังกัดสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น/ภูมิปัญญาพื้นถิ่น/ผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน) จำนวน 28 แห่ง ครอบคลุมกลุ่มสินค้า 5 ประเภท ได้แก่ ข้าว ผลไม้ ผ้าไหม/ผ้าทอ ปศุสัตว์ (โคเนื้อ) และผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาดกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ตลอดห่วงโซ่การผลิตได้อย่างครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรสมาชิก รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ให้เป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกได้อย่างยั่งยืน

-(016)

พระธรรมคุณาภรณ์ เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษาจีน ม.สยาม จำนวน 149 คน

พระธรรมคุณาภรณ์ เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษาจีน ม.สยาม จำนวน 149 คน

พระธรรมคุณาภรณ์ เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษาจีน ม.สยาม จำนวน 149 คน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.47 น.

บรรยากาศการสอบธรรมสนามหลวงธรรมศึกษาชั้น ตรี โทและพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษา แก่นักศึกษาจีน มหาวิทยาลัยสยาม จำนวน 149 คน

พระธรรมคุณาภรณ์ ที่ปรึกษาแม่กองธรรมสนามหลวง ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรธรรมศึกษาแก่นักศึกษาจีน จำนวน 149 คน เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568 ณ มหาวิทยาลัยสยาม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

วิชาธรรมศึกษาเป็นการเรียนรู้หลักวิชาการทางพระพุทธศาสนาที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง สำนักเรียนวัดไตรมิตรวิทยาราม มหาวิทยาลัยสยามและห้องเรียนขงจื่อโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาชาวจีนที่ศึกษาต่อในประเทศไทยได้เรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาผ่านทางประเพณีและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นการเรียนรู้หลักธรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของนักศึกษา และเป็นการส่งเสริมธรรมศึกษาให้แพร่หลายกว้างไกลและเข้าถึงเยาวชน กลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขั้น 

-(016)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.42 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ความว่า ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประยุกต์ ศรีวิไล  ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. 2537 ในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครั้งที่ 10/2566 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง นายประยุกต์ ศรีวิไล ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

แต่โดยที่ได้มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยดังกล่าวแล้ว ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้พิจารณาข้อร้องเรียนแล้วเห็นว่า การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องแล้ว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจึงขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

รองนายกรัฐมนตรี

-(016)

Singha Lite ชวนเหล่าคนดังดวลวงสวิงแมตซ์พิเศษ Singha Golf Squad เก็บโทเคนลุ้นรางวัล

Singha Lite ชวนเหล่าคนดังดวลวงสวิงแมตซ์พิเศษ Singha Golf Squad เก็บโทเคนลุ้นรางวัล

Singha Lite ชวนเหล่าคนดังดวลวงสวิงแมตซ์พิเศษ Singha Golf Squad เก็บโทเคนลุ้นรางวัล

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

เต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนานกับเกมส์การกีฬาผสานปาร์ตี้ ตลอดทั้งวันเมื่อ เต้ – ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ปิ๊งไอเดีย จัดกิจกรรมดีๆ  “Singha Golf Squad” ชวนสาวกสายกอล์ฟมาดวลวงสวิง ร่วมสัมผัสประสบการณ์แข่งขันกอล์ฟสุดมันส์รูปแบบใหม่ ที่แต่ละหลุมมีเกมให้เก็บโทเคน (Token) ให้ได้ลุ้นรางวัลกันสนุกๆ พร้อมเปิดตัว Singha Lite โปรดักส์ใหม่จากบุญรอดฯ ที่ สนามกอล์ฟ บางกอก กอล์ฟ คลับ (Bangkok Golf Club) จ.ปทุมธานี เมื่อเร็วๆ นี้

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เช้ายาวไปจนถึงค่ำ ให้ทุกช่วงเวลาให้สาวกกอล์ฟตัวจริงมาร่วมงานได้ตลอดทั้งวัน โดยมี เพื่อนดาราและเซเลบริตี้ของ CEO เต้ ตบเท้าร่วมงาน อาทิ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, ประกาสิทธิ์ พรประภา, เขมนิจ จามิกรณ์, พ.ต.ท.ศักดิ์สุนทร เปรมานนท์, เตชธร จามิกรณ์, คู่พี่น้อง  อัมรินทร์ – อาภาศิริ นิติพน,  โจอี้ บอย  ฯลฯ

บรรยากาศเรียกได้ว่า เต็มอิ่มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ของทุกคนที่พร้อมใจกันมาร่วมงานในครั้งนี้ ก่อนจะปิดท้ายในค่ำคืนด้วยปาร์ตี้สนุกๆ ที่มอบความสุขอย่างเต็มเปี่ยม

การตีกอล์ฟถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ซีอีโอหนุ่ม เต้ ภูริต ชื่นชอบ ไม่แพ้ กีฬาเอ็กซ์ตรีม ทั้งการแข่งรถยนต์ สโนว์บอร์ด หรือมวยไทย คราวหน้าจะชวนก๊วนเพื่อนไปทำกิจกรรมอะไร ต้องรอติดตาม

038

เตรียมมาสนุกสุดมันส์กับการแข่งขันการ์ดเกม งาน ‘Kidz & Kitz TCG Festival 2025’

เตรียมมาสนุกสุดมันส์กับการแข่งขันการ์ดเกม งาน ‘Kidz & Kitz TCG Festival 2025’

เตรียมมาสนุกสุดมันส์กับการแข่งขันการ์ดเกม งาน ‘Kidz & Kitz TCG Festival 2025’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

คนรักการ์ดเกมห้ามพลาด พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ร่วมกับพันธมิตร DP Hobby จัดงาน Kidz & Kitz TCG Festival 2025  พบการแข่งขันการ์ดภาษาญี่ปุ่นในเครือ Kidz & Kitz ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 50,000 บาท  พบกับการแข่งขันการ์ดเกมยอดฮิต อย่าง Union Arena, Battle Spirits, DragonBall Super Cardgame FusionWorld, CardFight Vanguard ภาค Divinez และ Digimon Card Game พร้อมเลือกซื้อการด์เกมลิขสิทธิ์แท้จากร้านค้าชั้นนำมากมาย

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาสนุกกับการแข่งขันการ์ดเกมสุดมันส์ และสร้างประสบการณ์ร่วมกันในงาน Kidz & Kitz TCG Festival 2025 ระหว่างวันเสาร์ที่ 29 – วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 ณ ชั้น 3 โซน Beauty & Health ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ http://www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel      

สภากาชาดไทยส่งมอบโต๊ะเก้าอี้รีไซเคิลเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ให้กับสวนลุมพินี

สภากาชาดไทยส่งมอบโต๊ะเก้าอี้รีไซเคิลเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ให้กับสวนลุมพินี

สภากาชาดไทยส่งมอบโต๊ะเก้าอี้รีไซเคิลเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ให้กับสวนลุมพินี

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับมอบชุดโต๊ะและเก้าอี้ จำนวน 2 ชุด จากนายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย พร้อมด้วยนางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย โดยชุดโต๊ะและเก้าอี้ 1 ชุด ประกอบด้วย โต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว ผลิตจากขยะรีไซเคิลจากการจัดกิจกรรม “งานกาชาดสีเขียว” ในงานกาชาดประจำปี 2567 เพื่อมอบเป็นสาธารณประโยชน์ให้กับสวนลุมพินีต่อไป รับมอบ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

เตรียมจับจองคอลเล็กชันของขวัญ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษในงาน STYLE Bangkok 2025

เตรียมจับจองคอลเล็กชันของขวัญ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษในงาน STYLE Bangkok 2025

เตรียมจับจองคอลเล็กชันของขวัญ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษในงาน STYLE Bangkok 2025

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

โซน Gifts ภายในงาน ‘STYLE Bangkok 2025’ เตรียมนำเสนอสินค้าของขวัญจากแบรนด์ชั้นนำมากมาย มาให้ผู้ชมงานได้เลือกหา จับจองมอบเป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็น ชุดรองแก้วเบอร์เกอร์ (The Burger Coaster) และที่ใส่ปากกา (Sticky Rice Pen Pot) จาก ‘NIKNAX’ หมอนและที่นอนเพื่อสุขภาพทรงแปลกใหม่จาก ‘MR.BIG’ พร้อมข้อเสนอพิเศษที่มีเฉพาะในงาน STYLE Bangkok 2025 เท่านั้น เตรียมไปช็อปกันได้ 2-6 เมษายน 2568  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ชั้น G ฮอลล์ 1-3

NIKNAX: หยอดความคิดสร้างสรรค์ ผสมในดีไซน์ ได้เป็นของขวัญใช้สนุก :  เกสรา ปุณยาฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไดเรคเตอร์ทอย จำกัด เผยว่า  ในปีนี้ NIKNAX เตรียมเปิดตัวคอลเล็กชัน ‘ชุดรองแก้วเบอร์เกอร์’ ที่มาพร้อมดีไซน์มีลูกเล่นและใช้งานง่าย ด้วยวัสดุที่ปลอดภัยต่อพื้นผิวโต๊ะและดูแลรักษาง่าย ทั้งเซ็ตประกอบด้วยที่รองแก้ว 6 ชิ้น ซ้อนกันแบบชั้นของเบอร์เกอร์ เหมาะสำหรับเพิ่มสีสันให้กับปาร์ตี้เล็กๆ หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ในครอบครัว

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ ‘ที่ใส่ปากกา Sticky Rice Pen Pot’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากกระติ๊บข้าวเหนียวของภาคอีสานและภาคเหนือ ออกแบบมาให้เป็นของใช้ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว

สินค้าของ NIKNAX โดยบริษัท ไดเรคเตอร์ทอย หนึ่งในบริษัทของคนไทยที่ผลิตและจำหน่ายของเล่นพลาสติกมายาวนานกว่า 35 ปี ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย ระดับสากลมากมาย อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)  เครื่องหมายอย. (FDA) เครื่องหมายรับรองความปลอดภัยของเล่นยุโรป (CE Mark) และมาตรฐานฮาลาล นอกจากนี้ NIKNAX ยังเป็นที่นิยมในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์

MR.BIG: นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการพักผ่อนที่เหนือระดับ : ชวกิจ เก้าเอี้ยน นักกายภาพบำบัดและผู้ก่อตั้ง  ทรูซัคเซคเมดิคัลซัพพลาย เจ้าของแบรนด์ MR. BIG เล่าว่า ปัจจุบัน MR.BIG มีวางจำหน่ายในหลายประเทศ  เช่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และออสเตรเลีย โดยในงาน STYLE Bangkok ในครั้งนี้ เราเตรียมสินค้าระดับเรือธงจากแบรนด์มานำเสนอโดยเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อรองรับสรีระของผู้ใช้ อาทิ ‘Nine Pillow’ หรือ ‘หมอนเลข 9’ และ ‘BodyScale Pillow’ รุ่นใหม่ ซึ่งทั้งสองโมเดลออกแบบมาให้รองรับสรีระของแต่ละบุคคล โดยใช้การคำนวณจากน้ำหนัก ส่วนสูง และท่านอน นอกจากนี้ ยังมี ‘GERD Pillow’ หมอนรองนอนที่ช่วยลด อาการกรดไหลย้อน ‘Leg Pillow’ หมอนรองขาแบบสามเหลี่ยม ช่วยให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างอยู่ในแนวที่ถูกต้อง ‘Orthocurve Pillow’ หมอนที่ได้รับสิทธิบัตรการออกแบบ เป็นหมอนที่ช่วยรองรับช่วงคอได้อย่างเหมาะสม  และสามารถ ปรับระดับความสูงให้เหมาะกับการนอน ‘Figured Mattress’ ที่นอนเพื่อสุขภาพซึ่งคิดค้นมาให้ฟิตกับสรีระ ช่วยรองรับโครงสร้างร่างกาย ลดแรงกดทับ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพ

STYLE Bangkok 2025 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2 – 6 เมษายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ฮอลล์ 1 – 3 ชั้น G โดยเปิดเป็น วันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 2 –4 เมษายน 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. และวันจำหน่ายปลีก 5 – 6 เมษายน 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น.  ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stylebangkokfair.com และ Facebook/Instagram/TikTok: Style Bangkok Fair

-(016)

‘REMY’ จับมือหมออ้อย เปิดตัวขนมสุขภาพสัตว์ฟันแทะ 3 สูตร ภายใต้ คอนเซปท์ Healthy Berry Plus Vit C

‘REMY’ จับมือหมออ้อย เปิดตัวขนมสุขภาพสัตว์ฟันแทะ 3 สูตร ภายใต้ คอนเซปท์ Healthy Berry Plus Vit C

‘REMY’ จับมือหมออ้อย เปิดตัวขนมสุขภาพสัตว์ฟันแทะ 3 สูตร ภายใต้ คอนเซปท์ Healthy Berry Plus Vit C

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.06 น.

กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นผู้นำตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศมากว่า 46 ปี ร่วมกับ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดตั้ง   แบรนด์ REMY โดยล่าสุด REMY  ได้ร่วมพัฒนาขนมสุขภาพสำหรับสัตว์ฟันแทะ กับ นายสัตวแพทย์เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล หรือ “คุณหมออ้อย” ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ(Exotic pet)  แห่ง Animal Space Hospital   โดยขนมเพื่อสุขภาพของสัตว์ฟันแทะมาในรูปแบบ Puree Jelly ที่ทำจากผลเบอร์รี่และสมุนไพรแท้หลากชนิด ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินจากธรรมชาติ มีรสชาติอร่อย กลิ่นหอม เนื้อสัมผัสนุ่มและชุ่มฉ่ำ บรรจุในซองขนาด 6 กรัม ทำให้สะดวกในการพกพาและป้อนให้เหล่าน้องๆฟันแทะ

นางสาวสุดาทิพ เกียรติศรีชาติ กรรมการ กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด กล่าวว่า แบรนด์ REMY (เรมี่) เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารระดับโลกกว่า 46 ปี และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ หนึ่งในโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่อบริษัท เรมี่ เพ็ท (Remy Pet) จำกัด และได้เปิดตัวแบรนด์ REMY อาหารน้องหมาน้องแมวเพื่อสุขภาพ ในปี 2566 มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องโดยทีมงานนักโภชนาการ สัตว์เลี้ยง ด้วยคอนเซ็ปต์ “Recipe for My Love – สุขภาพดี…ที่ให้ด้วยรัก” ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการเลือกวัตถุดิบและสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง

แบรนด์ REMY ได้รับการตอบรับจากลูกค้าจำนวนมาก เนื่องจากจุดเด่นของสินค้า REMY ทุกสูตรที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการอย่างน้อย 2 ชนิด โดยคัดสรรวัตถุดิบในเกรดเดียวกับอาหารมนุษย์ (Human Grade) ไม่เติมเกลือ น้ำตาล หรือวัตถุกันเสีย มีประโยชน์ต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ได้แก่ อาหารแมว อาหารสุนัข และขนมสำหรับสัตว์ฟันแทะ โดยมีการวิจัยและพัฒนาสูตรร่วมกับนักโภชนาการตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือกลุ่มอาหารเสริมระบบย่อยอาหาร (Digestive System) รองลงมาเป็นสูตรเสริมภูมิคุ้มกัน (Immune) และสูตรเสริมข้อและกระดูก (Bone and Joint) ลูกค้าหลายรายกลับมาซื้อซ้ำเนื่องจากความพึงพอใจในรสชาติและผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนในการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

นางสาวสุดาทิพ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย – ตลาดสัตว์เลี้ยงปี 2568 คาดว่า ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 3.98 แสนตัน ขยายตัว 6% จากปีก่อน ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น จำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มเติบโต โดยในปี 2568 คาดว่า สัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของมีอยู่ราว  5.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นราว 6% แบ่งเป็นสุนัข 3.45 ล้านตัว แมว 1.94 ล้านตัว ส่งผลให้ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงกว่า 76% จะอยู่ในกลุ่มอาหารสุนัข       

แต่ในอนาคต คาดว่า สัดส่วนยอดขายอาหารแมวน่าจะเพิ่มขึ้น จากความนิยมเลี้ยงแมวที่มีมากขึ้น สะท้อนได้จาก ในช่วงปี 2564-2567 จำนวนแมวที่เลี้ยงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 28% ต่อปี เทียบกับอัตราการเติบโตของสุนัขเลี้ยงที่ 19% ต่อปี การที่ REMY ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยความเชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อและกลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด จึงเป็นการรับประกันคุณภาพและความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

*ขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิงจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย – ตลาดสัตว์เลี้ยงปี 2568   https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Pet-Food-IAO123-Info-FB-17-03-25.aspx

นายสัตวแพทย์เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล หรือ “คุณหมออ้อย” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Exotic Pet) ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวสุขภาพสำหรับสัตว์ฟันแทะ โดยมีจุดมุ่งหมายในการให้ทางเลือกใหม่แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Exotic  ซึ่งในตลาดไทยเริ่มมีความต้องการสินค้าประเภทนี้อยู่มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของ REMY ในกลุ่ม Exotic มีทั้งหมด 3 รสชาติมาด้วยคอนเซปท์ Healthy Berry Plus Vit C ได้แก่ สูตรสตรอว์เบอร์รี่ผสมโหระพาและวิตามินซี (บำรุงสายตา), สูตรแบล็กเคอร์แรนท์ผสมเมล็ดแฟลกซ์และวิตามินซี (บำรุงขนและผิวหนัง), และสูตรแครนเบอร์รี่ผสมพาร์สลีย์และวิตามินซี (ดูแลทางเดินปัสสาวะ)

นางสาวสุดาทิพ กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรมหลักของ REMY ยังคงมุ่งเน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสายสุขภาพ (Wellness  Pet Parents) ตอกย้ำความน่าเชื่อถือด้วยทีมสัตวแพทย์ในการให้ความรู้เชิงลึกผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย การทำวีดีโอ และ คอนเท้นต์สื่อถึง “Human Grade สู่ Human Touch” ที่เข้าใจคนรักสัตว์เลี้ยง มาพร้อมการสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านวิทยุ และกิจกรรมโรดโชว์ไปยังร้านเพ็ทช็อปทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหม่ “REMY’s FRIENDs” ในงาน Pet Expo 2025 ที่จะมาถึงในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ พร้อมกับกิจกรรมลุ้น Fan Meet เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าคนรักสัตว์ นอกจากนี้ในปีนี้ REMY PET เตรียมจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และมีการขยายการจำหน่ายไปยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในภูมิภาคอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Exotic pet ที่คำนึงถึงความต้องการและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ REMY ยังมีเป้าหมายในการขยายตลาดในช่องทางหลักคือ กลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ และ คลินิก เกือบ 200 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งยังขยายช่องทางการจัดจำหน่ายกลุ่ม Modern Pet shop เช่น Pet’N Me, Pet Us, Pet Club และ ร้านค้า Pet Shop กว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงให้เติบโตตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ด้าน นายสัตวแพทย์เชาวพันธ์ ยินหาญมิ่งมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษหรือ Exotic pet จากโรงพยาบาลสัตว์ Animal Space Hospital กล่าวเสริมว่า “เทรนด์ของสัตว์เลี้ยงกลุ่มสัตว์แปลก – Exotic กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ของตลาดอาหารสัตว์ทั้งหมด โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาค่อนข้างสูง และมีทางเลือกจำกัด

การร่วมมือกับ REMY PET ด้วย Passion ที่ต้องการพัฒนาอาหารและขนมที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มสัตว์แปลก ถือเป็นการตอบสนองความต้องการของเจ้าของสัตว์ที่มีความต้องการ มีกำลังซื้อสูง และ มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพ เพื่อเป็นการมอบความรักและความใส่ใจแก่สัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง ในราคาที่เข้าถึงได้”

โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Exotic ซึ่งเป็นขนมสำหรับสัตว์ฟันแทะ ในรูปแบบเจลลี่จากผลเบอร์รี่และสมุนไพรธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้แก่สัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนูแกสบี้ที่ไม่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง ซึ่งมีความสำคัญในการป้องกันปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น อ่อนแอ ผิวหนังขน ไม่สวย ปวดข้อ ข้อบวม มีเลือดออกจากปาก และ เหงือกครับ สินค้าผลิตภัณฑ์ใหม่ของ REMY PET นี้ได้มีการเสริม Vitamin C เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเพิ่มขึ้น

REMY PET ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับความอร่อย แต่ยังใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

ด้วยการพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมสำหรับสัตว์ทุกชนิด สู่การเป็นแบรนด์ที่ครองใจเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลก ในปีนี้ REMY PET พร้อมที่จะขยายตลาดสู่ระดับสากล พร้อมรับมือกับเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่องทั้งประเทศไทยและทั่วโลก

REMY มีช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ ดังนี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา กลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ และ คลินิก รวมทั้งร้าน Pet Shop กว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ หรือสนใจสั่งผลิตภัณฑ์ติดต่อ 098-6194461

ติดตามโฆษณา REMY ได้ที่ Youtube  https://www.youtube.com/watch?v=Jqm-EDfZ4uY , TIKTOK: https://www.tiktok.com/@remypetfoods  , FACEBOOK: https://www.facebook.com/remypetfoods , LINE OA : https://lin.ee/5W8xCkI

-(016)