พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

พลิกฟื้นผืนดินของแม่! หนุ่มชาว‘ตาก’ใช้ความรู้หลังเรียนจบทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบพออยู่พอกิน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

“ผมเรียนจบจากวิทยาลัยเกษตร พอจบแล้วก็ได้กลับมาพลิกฟื้นที่ดินของคุณแม่ เริ่มปลูกข้าวโพด ถั่วเขียว ผัก บวบ มะเขือ ปรับเปลี่ยนกิจกรรมสู่การปลูกพืชหลายชนิดในแปลง และปรับวิถีชีวิตให้พออยู่พอกิน”

นายสมพงศ์ ปั้นทอง เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 2 บ้านพชรชมภู ต.นาโบสถ์ อ.วังเจ้า จ.ตาก เล่าย้อนไปในวันที่เริ่มต้นประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งตนเองเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสานในลักษณะเกื้อกูลกัน ทั้งไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น เช่น สัก ไผ่ ผักหวาน ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม มะขาม มะนาว ลำไย มีการเลี้ยงไก่ ปลานิลและปลาตะเพียน ในพื้นที่ 10 ไร่ จากทั้งหมด 34 ไร่ 1 งาน 17 วา ที่แบ่งมาทำเกษตรในรูปแบบนี้

โดยปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 6 หมื่นบาทต่อปี จากสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เช่น มะขามแช่อิ่ม ปลาส้ม เครื่องจักสาน สเปรย์ตะไคร้หอม น้ำมันนวด นอกจากนั้น ยังลดรายจ่ายได้ 5,000 บาท จากการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักและผักหวาน

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมสุดยอดระบบอาหารฯ

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลักของไทยกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ กล่าวภายหลังร่วมกล่าวในพิธีเปิดการประชุมเตรียมความพร้อมระดับภูมิภาคสำหรับการประชุมสุดยอดระบบอาหารแห่งสหประชาชาติ 4 (Regional Preparatory Meeting for the United Nations Food Systems Summit 4 : UNFSS 4) โดยมีนายสเตฟานอส โฟติอู ผอ.ศูนย์ประสานงานUNFSS (Mr.Stefanos Fotiou Director, UN Food Systems Coordination Hub) นายจอง จิน คิม ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนระดับภูมิภาคของ FAO ประจำเอเชียและแปซิฟิก (Mr.Jong-Jin Kim Assistant Director General and Representative, FAO RAP) น.ส.ลิน หยาง รองเลขาธิการบริหารคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Ms.Lin Yang Deputy Excutive Secretary , Economic And Social Commission For Asia And The Pacific: ESCAP) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่องค์การสหประชาชาติ UN Convention Center, Bangkok Thailand ว่าปัจจุบันระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับความท้าท้าย ทั้งในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เป็นความท้าทายสำคัญที่เราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารและไปสู่ความยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรม และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ มีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และการรับรู้การลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนแก่ประชากรโลก

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะการยุติความหิวโหยและความยากจนจะไม่สามารถบรรลุได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินการที่กล้าหาญและเร่งด่วนในการปรับปรุงการจัดการที่ดินเกษตร ดิน และทรัพยากรน้ำ ซึ่งที่ประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO เมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้เข้าร่วมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง จาก 27 ประเทศจากทั่วโลก ได้เห็นชอบปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการความขาดแคลนน้ำและการฟื้นฟูดิน เพื่อระบบ เกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น (Ministerial Declaration on managing water scarcity and reversing soil degradation for sustainable and resilient agrifood systems) เพื่อมุ่งมั่นการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดการทรัพยากรดินและน้ำที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศสมาชิก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้ จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานในการขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนระหว่างกัน และเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุม the United Nations Food Systems Summit 4 (UNFSS 4) ในเดือนกรกฎาคมนี้ที่เอธิโอเปีย

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

เกษตรฯถกอนุฯวัตถุดิบสมุนไพร

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการวัตถุดิบสมุนไพร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบการจัดทำแผนขับเคลื่อนสมุนไพร Herb of the Year ปี 2568-2570 “ขมิ้นชัน ไพล ในระยะ 1 ปี”โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดเลือกสายพันธุ์ขมิ้นชันและไพลของไทย พร้อมสนับสนุนการวิจัยวิธีการขยายพันธุ์ การเพาะปลูกให้ได้รับมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ สร้างเครือข่ายผู้ผลิต วางแผนการเก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสมส่งผลให้ได้สารสำคัญในปริมาณสูง และจัดทำแผนการตลาดทางออนไลน์เพื่อให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกในการเพิ่มรายได้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการขับเคลื่อนขมิ้นชันและไพลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับแผนการใช้สมุนไพรในสถานพยาบาล หรือคลินิกแผนไทยในอนาคต

นอกจากนี้ที่ประชุมรับทราบรายงานขับเคลื่อนสมุนไพร ปีงบประมาณ 2568 ไตรมาสที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567) ในการส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยตั้งเป้าหมายส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้ได้ GAP หรือเกษตรอินทรีย์ 73,000 ไร่ มีผลการดำเนินงานรวม 45,803 ไร่ แบ่งเป็น 1.GAP 29,058 ไร่ และ 2.เกษตรอินทรีย์ 16,745 ไร่ พร้อมทั้งมีกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่แปรรูปสมุนไพรมีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น 99 แห่ง

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบแผนพัฒนาวัตถุดิบสมุนไพรและการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพสู่การผลิตสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมการผลิต และส่งเสริมให้แปลงใหญ่ได้รับมาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงจัดทำบรรจุภัณฑ์ การสร้างแรงจูงใจในการซื้อ-ขาย และการประชาสัมพันธ์คุณค่าของสมุนไพรให้ผู้บริโภค สนับสนุนให้เกิดเศรษฐกิจ BCG

‘อิทธิ’หนุนMOUทำเกษตร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อิทธิ’หนุนMOUทำเกษตร  ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อิทธิ’หนุนMOUทำเกษตร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไถกลบใบอ้อย ลดการเผาอย่างยั่งยืน พื้นที่ จ.ตาก” ระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.ตาก กับนายสมคิด แจ่มจำรัส ผอ.ฝ่ายไร่ บริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด และมีนายวิษณุ คำพินิจ เกษตรจังหวัดตาก และนางประเทือง มหาพิรุณ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตาก เป็นพยาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงาน มุ่งเน้นการส่งเสริมการตัดอ้อยสด การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งจากอ้อย ตลอดจนการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการลดการเผาอ้อย แก้ปัญหาการเผาพื้นที่เกษตร ใน จ.ตาก อย่างยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับ จ.ตาก มีพื้นที่ประมาณ 10 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1.2 ล้านไร่ มีเกษตรกรปลูกอ้อย 1,800 รายพื้นที่ปลูกอ้อย 66,500 ไร่ บริษัทฯ มีนโยบายส่งเสริมให้ชาวไร่ ตัดอ้อยสด งดการเผา ทั้งก่อนและหลังตัดอ้อยโดยสนับสนุนการไถกลบใบอ้อยลงดิน แทนการเผา เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถลดเศษใบอ้อยที่จะก่อให้เกิดการเผาได้อย่างน้อย 30,600 ตัน

‘นฤมล’อวยพร พี่น้องชาวมุสลิม ช่วงการถือศีลอด ในเดือนรอมฎอน

‘นฤมล’อวยพร  พี่น้องชาวมุสลิม  ช่วงการถือศีลอด  ในเดือนรอมฎอน

‘นฤมล’อวยพร พี่น้องชาวมุสลิม ช่วงการถือศีลอด ในเดือนรอมฎอน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในโอกาสแห่งเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1446 (พ.ศ.2568) ได้เวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกครั้งหนึ่ง ว่าตนขอส่งความรัก ความปรารถนาดี และขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ รวมถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่พำนักในต่างประเทศ ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจการถือศีลอดตามหลักศาสนาอิสลาม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เดือนรอมฎอนเป็นวาระที่มีความสำคัญของศาสนาอิสลาม เป็นเดือนแห่งความเชื่อมั่น ที่มวลมุสลิมจะปฏิบัติตามศาสดามูหะมัด อย่างเต็มความสามารถ ด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง ซึ่งการถือศีลอดเป็นการฝึกความอดทนอดกลั้น นำไปสู่ความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับทราบถึงสภาพอันแท้จริงของผู้ที่อัตคัดขัดสน มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และเป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง จึงขอชื่นชมในความศรัทธาอันเข้มแข็งของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก มาในโอกาสนี้

“ดิฉันในนาม รมว.เกษตรฯผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ขออวยพรให้พี่น้องมุสลิมทุกท่านประกอบศาสนกิจ ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนนี้ได้บรรลุผลสำเร็จอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และสมความปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

​สพข.9 เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้เรื่องหญ้าแฝก (ครั้งที่ 1) กับสถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายจังหวัดนครสวรรค์

​สพข.9 เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้เรื่องหญ้าแฝก (ครั้งที่ 1) กับสถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายจังหวัดนครสวรรค์

​สพข.9 เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้เรื่องหญ้าแฝก (ครั้งที่ 1) กับสถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายจังหวัดนครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.14 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่แปลงหมอดินอาสานายเสน่ห์ ร่มโพธิ์ บ้านดงมะไฟ ตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ นายวิรุธ คงเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พร้อมด้วย นายวัชระ สิงห์โตทอง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ นายดานิเอล มูลอย ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ ร่วมขยายผลองค์ความรู้เรื่องหญ้าแฝก (ครั้งที่ 1) กับสถาบันลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ของหมอดินอาสานายเสน่ห์ ร่มโพธิ์ ได้แก่ การปลูกหญ้าแฝกล้อมรอบไม้ผล รอบขอบสระน้ำ และร่องสวน รวมทั้งแปลงสาธิตรวบรวมสายพันธุ์หญ้าแฝก และแปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝก โดยหมอดินได้รางวัลชนะเลิศโล่พระราชทาน ประเภทพื้นที่แหล่งเรียนรู้และขยายผลระดับบุคคล โครงการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 13 ประจำปี 2566-2567)

– 006

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

เมื่อพูดถึงการระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำของประเทศไทย เรื่องราวของต้นเหตุของการแพร่ระบาดกลายเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงอย่างหนัก มีข้อกล่าวหาว่าปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยบริษัทเอกชนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่คำถามคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นความจริง? เราควรยึดหลักฐานจากที่ไหนเพื่อที่จะฟันธงได้? คำตอบที่เราต้องการอาจมาจากสิ่งที่เราทุกคนสามารถเชื่อได้ นั่นคือ DNA – รหัสพันธุกรรมที่สามารถบอกเราได้ทุกอย่าง

การตรวจสอบ DNA เป็นหลักฐานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันคือรหัสพันธุกรรมที่บ่งบอกถึงต้นกำเนิดและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ทุกการตรวจสอบ DNA มีความแม่นยำและอิงกับวิทยาศาสตร์ที่รับรองได้ เราสามารถใช้การวิเคราะห์ DNA เพื่อยืนยันว่า ปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำของไทยนั้น มาจากปลาที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศหรือไม่ การศึกษาพันธุกรรมจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนของความเชื่อมโยงหรือความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรปลา โดยเฉพาะเมื่อมีความไม่แน่นอนในข้อมูลต่างๆ ที่เรารับรู้

เพื่อให้การพิสูจน์เป็นไปได้อย่างแม่นยำและครบถ้วน มีวิธีการที่เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์หลายประการที่สามารถใช้ในการตรวจสอบ DNA ของปลาหมอคางดำ ซึ่งรวมถึง:

• การวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรม (DNA Sequencing) เพื่อตรวจสอบความแตกต่างทางพันธุกรรมของปลาที่นำเข้ากับปลาที่พบในแหล่งน้ำไทย

• การถอดรหัสพันธุกรรม จากทั้งปลาที่นำเข้าและปลาที่ระบาดในธรรมชาติ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

• การใช้ Phylogenetic Tree หรือแผนภูมิวิวัฒนาการ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำที่ระบาดและที่นำเข้ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

• การศึกษาตำแหน่ง SNPs และ Haplotype Diversity เพื่อช่วยแยกแยะกลุ่มประชากรปลาและยืนยันความแตกต่างทางพันธุกรรม

วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เราทราบได้ว่า ปลาที่นำเข้ามามีความสัมพันธ์กับการระบาดหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือ มันสามารถยืนยันความจริงได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรมประมงกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อหาคำตอบ ด้วยการร่วมมือกับกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลพันธุกรรมจากประเทศกานา ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในปี 2553 แม้ว่าในตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าปลาที่นำเข้ามาคือปลาชนิดเดียวกับที่ระบาดหรือไม่ แต่กรมประมงกำลังดำเนินการตามกระบวนการที่โปร่งใสและตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐาน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า “แม้ข้อมูลที่ต้องการยังไม่ส่งมา แต่เรากำลังรอดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะเราต้องการความจริง เราต้องการความโปร่งใส และเราต้องการหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้”

สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือการสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และรอผลการพิสูจน์จากการตรวจสอบ DNA ที่กำลังดำเนินการอยู่

การพิสูจน์ความจริงด้วย DNA จะเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งนี้ และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มีความยั่งยืนได้ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การเชื่อในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และการรอผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในด้านพันธุศาสตร์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมจะต้องอาศัยหลักฐานที่แม่นยำได้รับการรับรองและไม่สามารถโต้แย้งได้ ดังนั้น เราต้องร่วมกันสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง และเปิดใจรับข้อมูลจากหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุด./

#ไศลพงศ์ สุสลิลา นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

CeraVe จับมือภาครัฐและเอ็นจีโอเปิดตัวโครงการ ‘Care For All by CeraVe’

CeraVe จับมือภาครัฐและเอ็นจีโอเปิดตัวโครงการ ‘Care For All by CeraVe’

CeraVe จับมือภาครัฐและเอ็นจีโอเปิดตัวโครงการ ‘Care For All by CeraVe’

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

ผู้ลงนามและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการ Care For All : อาสาสร้างผิวสุขภาพดี (จากซ้ายไปขวา) ธนสุนทร สว่างสาลี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย อรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการและกรรมการบริหาร มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) และ แพร โตเจริญทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ CeraVe

CeraVe (เซราวี) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางอันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังแนะนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ มูลนิธิคีนันแห่งเอเชีย และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงนามบันทึกความเข้าใจในโครงการ “Care For All by CeraVe – อาสาสร้างผิวสุขภาพดี โดยความร่วมมือกับพันธมิตรโครงการ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เพื่อผนึกกำลังในการสร้างความตระหนักรู้ การมอบโอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจและให้คำปรึกษาทางด้านสุขอนามัยของผิวหนังให้แก่กลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามภารกิจของที่สามหน่วยงานที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และพัฒนาองค์ความรู้การดูแลสุขภาพผิวหนังให้แก่อาสาสมัครและผู้ดูแลผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับ พันธกิจของ CeraVe ที่ปรารถนาให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงสุขภาพผิวที่ดี โดยสนับสนุนทั้งการฝึกอบรมด้านผิวหนังเพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ อสส. รวมถึงบุคลากรผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพผิวให้แก่ชุมชน โดยมีการตั้งเป้าหมายสนับสนุนบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร มากกว่า 800 ราย ภายในปี 2568 แบ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ จำนวน 360 ราย และกลุ่มเปราะบางรวมถึงผู้สูงอายุ จำนวน 500 ราย

โครงการ ‘Care For All by CeraVe – อาสาสร้างผิวสุขภาพดี เกิดขึ้นเนื่องจาก CeraVe แบรนด์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางอันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังแนะนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ปรารถนาให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงสุขภาพผิวที่ดี แต่กลับพบว่าประชากรกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาด้านผิวหนัง ทั้งจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ขาดโครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการ และขาดการดูแลและให้การศึกษาอย่างมีคุณภาพ ซึ่งในประเทศไทยเองพบว่าอัตราส่วนจำนวนแพทย์ผิวหนังมีเพียงแค่ 1 คน ต่อจำนวนประชากรถึง 100,000 คน ดังนั้น CeraVe จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนในกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ ได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ด้านผิวหนังให้มากที่สุด ด้วยหลัก 3 ประการ คือ Train – จัดฝึกอบรมด้านผิวหนังเพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และผู้ดูแลผู้สูงอายุ Empower – สนับสนุนด้านการเงินให้กับมูลนิธิในการดำเนินการและบริหารโครงการ และ Support – ให้บริการตรวจและให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขอนามัยทางด้านผิวหนังให้กับกลุ่มเปราะบาง”

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการ Care For All : อาสาสร้างผิวสุขภาพดี (จากซ้ายไปขวา) ธนสุนทร สว่างสาลี อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย และ อรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

สำหรับประเทศไทย พบว่าคนไทยจำนวนมากก็ประสบปัญหาทางด้านผิวหนังเช่นกัน อันเป็นผลมาจากทั้งภูมิอากาศเขตร้อน และมลภาวะในปัจจุบัน อาทิ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ผิวแห้งขั้นรุนแรง, โรคติดเชื้อทางผิวหนัง เช่น เชื้อราหรือแบคทีเรีย และบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคสะเก็ดเงิน จากการสำรวจยังพบว่ามีหลายพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ผิวหนัง ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอเป็นเวลานาน และสถานพยาบาลก็อยู่ในสภาพที่แออัด ขณะเดียวกันแพทย์ผิวหนังยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพผิว และความสำคัญของการตรวจและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

CeraVe ประเทศไทย จึงร่วมมือกับ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย (Kenan Foundation Asia) ที่มีแนวคิดเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้คนด้วยความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตที่ดีขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาร่วมเป็นพันธมิตรในการดำเนินโครงการ “Care For All by CeraVe – อาสาสร้างผิวสุขภาพดี” เพื่อสนับสนุนแพทย์ผิวหนัง อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้เข้าถึงชุมชนที่ไม่ได้รับบริการเพียงพอ และกลุ่มเปราะบาง

โครงการ “Care For All by CeraVe – อาสาสร้างผิวสุขภาพดี จะช่วยให้บุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ในชุมชนและผู้ดูแลผู้สูงอายุ มีเครื่องมือและความรู้ในการให้บริการดูแลสุขภาพผิวขั้นพื้นฐาน ปรับปรุงการส่งมอบการดูแลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยผ่านการทำแผนที่การเดินทางของผู้ป่วยอย่างครอบคลุม โดยในช่วงปีที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรม ทั้งการสัมมนาออนไลน์เรื่อง โรคผิวหนังที่พบบ่อยในชุมชน จัดขึ้นโดยแพทย์ผิวหนังจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้กับบุคลากรทางการแพทย์,พยาบาลวิชาชีพ และแพทย์ชุมชนจำนวน 200 ราย และการจัดอบรมให้กับผู้นำ อสส. เกี่ยวกับความรู้ด้านสุขภาพผิว และทักษะทางสังคมเพื่อยกระดับความเป็นผู้นำจำนวน 31 ราย โดยวิทยากรจาก CeraVe และแพทย์ผิวหนังจากสมาคมโรคผิวหนังแห่งประเทศไทย และการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับอาสาสมัครด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการดูแลสุขภาพผิวโดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญจาก CeraVe

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อจัดบริการให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผิวเบื้องต้นโดยแพทย์ผิวหนัง ณ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่กรุงเทพมหานคร ในเขตดินแดง มักกะสัน คลองเตย คันนายาว ประเวศ และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค พร้อมจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความตระหนักด้านสุขภาพผิวในหมู่ผู้รับบริการ ที่จะดำเนินการตลอดทั้งปี 2568 โดยทางโครงการได้นำร่องในการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในเขตดินแดงเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีผู้ได้รับการตรวจคัดกรองและรับคำปรึกษาเบื้องต้นจากแพทย์ผิวหนังจำนวนทั้งสิ้น 171 ราย

โครงการ “Care For All – อาสาสร้างผิวสุขภาพดี คืออีกหนึ่งการรวมพลังกันอย่างแข็งขันของภาครัฐ เอกชน และเอ็นจีโอ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประเทศไทย ก็มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพผิวที่ดีได้ และนอกจากนี้เพื่อส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างพันธกิจภายใต้ลอรีอัล กรุ๊ป ในการสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก

พลิกโฉมขนมไทยใน 7-11 EZY Sweet ผลิตโดยคุณเก๋ขนมหวาน

พลิกโฉมขนมไทยใน 7-11 EZY Sweet ผลิตโดยคุณเก๋ขนมหวาน

พลิกโฉมขนมไทยใน 7-11 EZY Sweet ผลิตโดยคุณเก๋ขนมหวาน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

ขนมไทย โดย บริษัท คุณเก๋ขนมหวาน จำกัด เราพัฒนาสินค้าร่วมกับ 7-Eleven เราเชี่ยวชาญด้านขนมไทย ซึ่งกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ธุรกิจขนมไทย ที่เติบโตจากขนมวุ้นที่ผลิต จำหน่ายหน้าร้านขายยาของสามี สู่การเป็นโรงงานผลิตขนมไทยมาตรฐานสากล ด้วยกำลังการผลิต 120,000 ชิ้น/วัน ยอดขายกว่า 100 ล้านชิ้น/ปี เป็นผู้นำแบรนด์ขนมไทยและวุ้นอันดับ 1 ในร้านสะดวกซื้อชั้นนำ 7-Eleven ที่มีการจัดจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ ด้วยกลุ่มสินค้าหลัก 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มขนมหวานบรรจุถ้วย เช่น ข้าวโพดมะพร้าวอ่อนกะทิสด สาคูเปียกข้าวโพด บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน สาคูเมล่อน, กลุ่มวุ้น เช่น วุ้นเป็ดกะทิ วุ้นนานาชนิด และ ลูกชุบแฟนซี เราตั้งเป้าปี 2568 ทะยานสู่ยอดขาย 600 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ Soft Power และ ESG Model

จากร้านขนมเล็ก ๆ ผลิตหลังร้านขายยาสู่แบรนด์ขนมไทยชั้นนำแบรนด์ “คุณเก๋ขนมหวาน” เริ่มต้นในปี 2540 และพลิกโอกาสครั้งสำคัญเมื่อได้ออกบูธในงาน Thaifex ปี 2549 จนนำไปสู่การวางจำหน่ายใน 7-Eleven เป็นครั้งแรกในปี 2551 ด้วยเมนูวุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน ความมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานการผลิตทำให้ปี 2555 บริษัทได้รับมาตรฐาน GMP & HACCP ส่งผลให้แบรนด์เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดขนมหวานพร้อมทานได้อย่างแข็งแกร่ง และ เราได้รับความไว้วางใจให้ผลิต OEM ให้ 7-Eleven ภายใต้แบรนด์ “EZY SWEET” ต่อยอดการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของขนมไทยใน7-Eleven เลยทีเดียว

ในปี 2567 ขนมไทย by คุณเก๋ขนมหวาน เติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยยอดขายทะลุ 387 ล้านบาท ด้วยโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการเข้าใจ Customer Insight และ Product Innovation 

คุณมนสวรรณ ศรัณย์เวชกุล CEO บริษัท คุณเก๋ขนมหวาน จำกัด กล่าวว่า “ขนมไทยไม่ใช่แค่ของหวาน แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เราภาคภูมิใจและพร้อมส่งต่อให้ทั่วโลกได้ลิ้มลอง” ด้วยแนวคิดนี้ แบรนด์จึงเดินหน้าผลักดันขนมไทยให้เป็นมากกว่าของกินเล่น เรามุ่งมั่นเป็นผู้นำตลาดขนมไทยพร้อมทานอันดับหนึ่งใน 7-Eleven ด้วยยอดจำหน่ายเกือบ 400 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และปริมาณการผลิตมากกว่า 100 ล้านชิ้นต่อปี สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้นำด้านขนมไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จาก กะทิ และ ผลิตภัณฑ์ทางเกษตร อาทิ ทับทิมกรอบ สาคูเปียกข้าวโพด บัวลอยเผือก รวมถึงวุ้นเป็ดมะพร้าวอ่อน วุ้นแฟนซี และลูกชุบ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ภายใต้แบรนด์ EZY SWEET เราให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง 3-4 SKU ต่อเดือน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาขนมไทยที่มีคุณภาพ รสชาติเยี่ยม และสะดวกในการบริโภค นอกจากนี้ เรายังพัฒนาไลน์สินค้าเฉพาะเทศกาล เช่น ลูกชุบคริสต์มาส และวุ้นส้มนมสด เราพร้อมขยายการผลิตให้ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Mass และ Premium Mass ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขนมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ปัจจุบัน บริษัท คุณเก๋ขนมหวาน จำกัด มียอดขายเฉลี่ย 40 ล้านบาทต่อเดือน ผ่านขนมไทย จำหน่ายโดย 7-Eleven รวม 14 SKU และช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ มากว่า 100 SKU โดยยังมีแผนขยายช่องทาง E-Commerce บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Facebook / Line / TikTok Shop เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญ’ เราเน้นการเพิ่มมูลค่า (Value Creation) ต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมให้มีมูลค่าเพิ่ม ผ่าน Brand Storytelling, Packaging Design และการทำ Collaboration กับพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้แบรนด์เติบโตแบบก้าวกระโดด มีดังนี้

  1. Product Innovation: สร้างสรรค์ขนมไทยรูปแบบใหม่ที่ผสานรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ขนมไทยเพื่อสุขภาพ และขนมไทย Functional Food
  2. Multi-Channel Distribution: ขยายการจำหน่ายผ่านทั้ง Modern Trade, E-Commerce และ Horeca (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่)
  3. Brand Marketing: ใช้ Influencer และแคมเปญ Social Media เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่
  4. Export Expansion: ปูทางสู่ตลาดต่างประเทศ โดยแบรนด์มีแผนลุยตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ในปี 2569 พร้อมนำเสนอขนมไทยในรูปแบบที่เหมาะสมกับตลาดโลก เช่น ขนมไทยพร้อมทานที่ยืดอายุได้นานขึ้น ยังคงรสชาติแบบต้นตำรับ โดยไม่ใช้สารกันบูด

นอกจากการขยายตลาด บริษัท คุณเก๋ขนมหวาน จำกัด ยังให้ความสำคัญกับ โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Model) และ ESG Model โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ลดของเสียจากการผลิต และพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมา
รีไซเคิลได้ 100% และยังมีแผนปรับสูตรขนมให้ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ เช่น ลดน้ำตาล เพิ่มส่วนผสมจากธรรมชาติ และใช้นวัตกรรมอาหารเพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์ ซึ่ง บริษัทเป็น SME เพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล BCG Model โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในปี 2567

“อนาคตของขนมไทย จะไม่ใช่แค่ขนม แต่คือ Soft Power ที่ทรงพลัง ตลาดขนมไทยกำลังเปลี่ยนโฉมไปสู่ Thai Dessert 4.0 ซึ่งไม่ใช่แค่ของหวานที่รับประทานหลังมื้ออาหาร แต่เป็นสินค้าที่สะท้อนถึง วัฒนธรรม, คุณค่า และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เราจึงเดินหน้าปั้นแบรนด์ให้เติบโตสู่ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “อร่อย ทันสมัย คุ้มค่า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยมีเป้าหมายทางธุรกิจที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2570 ส่วนเป้าหมายทางวัฒนธรรมคือเราอยากสร้างการจดจำให้ขนมไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่มีชีวิต”

ถ้าเรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ขนมไทยของเราจะก้าวไปไกลถึงเวทีโลกได้แน่นอน! คุณมนสวรรณกล่าวทิ้งท้าย

Hoegaarden Space เปิดพื้นที่ความชิล ให้ฟีลที่แตกต่าง ในสไตล์ที่เลือกเอง

Hoegaarden Space เปิดพื้นที่ความชิล ให้ฟีลที่แตกต่าง ในสไตล์ที่เลือกเอง

Hoegaarden Space เปิดพื้นที่ความชิล ให้ฟีลที่แตกต่าง ในสไตล์ที่เลือกเอง

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

เพราะสมัยนี้การพักผ่อนไม่ได้มีแค่โหมดเดียว Hoegaarden (ฮู การ์ เด้น) พาคุณเปิดพื้นที่แห่งความชิลรูปแบบใหม่ในงาน “Feels Like The Weekend” ที่ Hoegaarden Space (ฮู การ์ เด้น สเปซ) ณ The Woodland Cafe BKK กับคอนเซ็ปต์ “เปิดโหมดความชิล ให้ฟีลที่แตกต่าง” พื้นที่สำหรับการพักผ่อนสไตล์ใหม่ที่ให้แต่ละคนเลือกกำหนดเอง ทั้งแบบสโลว์ไลฟ์สนุกสนาน ลิ้มรสอาหารคู่เครื่องดื่มที่ชอบจัดเพลย์ลิสต์ตามแนวเพลงที่อยากฟัง ตลอดจนทำกิจกรรมต่างๆ ที่ปลดปล่อยความเป็นตัวคุณได้เต็มที่ และพิเศษไปกว่านั้นเมื่อ Hoegaarden จับมือศิลปินชั้นนำจากหลากหลายวงการ อาทิ แฟชั่น ดนตรี และอาหาร เตรียมเสิร์ฟความเอ็กซ์คลูซีฟให้คุณถึงสามโซน

กชวรรณ ศรีมณฑา (น้ำว้า)

เริ่มต้นที่ Activities Zone โดยงานนี้ Hoegaarden กับ กชวรรณ ศรีมณฑา (น้ำว้า) Founder & Designer ของ Club Luminaries ได้ร่วมกันออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจแห่งการ “เปิดโหมดความชิล ให้ฟีลที่แตกต่าง” ผ่านมุมมองแฟชั่นที่ให้ทุกคนได้ค้นพบการพักผ่อนในแบบตัวเอง

กชวรรณ เผยว่า “การผ่อนคลายของฉัน คือการได้ทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ แฟชั่นคือการเล่าเรื่องราวและสะท้อนตัวตน โดยไม่จำกัดกรอบหรือ
สไตล์ใดๆ เช่นเดียวกับ Hoegaarden Space ที่เปิดโหมดความชิลให้ฟีลที่แตกต่าง ฉันจึงนำความ หลากหลายนี้มาใส่ในคอลเลคชั่นให้ทุกคนได้สัมผัส”

เชฟกันน์ หรือ กันน์-สรวิศ

นอกจากสินค้า Collaboration Collection จาก Hoegaarden x Club Luminaries แล้ว โซนนี้ยังมีกิจกรรมสุดครีเอทีฟให้คุณได้เปิดโหมดความชิลให้ฟีลที่แตกต่างไปกับการเพนท์แก้วระบายจินตนาการแถมได้แก้วลายเดียวในโลกจากฝีมือตนเองติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย

เพิ่มความจอยอีกขั้นกับ Entertainment Zone ที่ได้ เปอติ๊ด-ญาดา โกเมศ นักร้อง Indie-Pop จากเวที The Voice Thailand มาร่วมสร้างสีสันผ่านบทเพลงที่ตอบโจทย์ทุกอารมณ์ด้วยการแสดงดนตรีสด เหล่าดีเจเพิ่มจังหวะสนุกๆ ให้ได้ขยับตัวตามกรูฟ และช่วงพิเศษอย่าง “Your hour, Your way” เปิดฟลอร์ขอเพลงที่อยากฟัง คุณขอมา เราจัดให้แน่นอน

การพักผ่อนจะไม่ครบหากท้องยังไม่อิ่มดังนั้น Taste Zone ของ Hoegaarden จึงได้ร่วมมือกับ เชฟกันน์ หรือ กันน์-สรวิศ แสงวณินำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศ House Party โดยเชฟได้รังสรรค์เมนู BBQ สูตรเฉพาะตามความชอบที่ต่างกัน โดยสามารถเลือกส่วนผสมและเพิ่มซอสสูตรพิเศษได้ตามใจ เคียงคู่กับเครื่องดื่มจาก Hoegaarden เติมเต็มรสชาติพร้อมสร้างความทรงจำดีๆ ให้ทุกคนที่ลิ้มลอง

เปอติ๊ด-ญาดา โกเมศ

เซอร์ไพรส์ของงานนี้ คือ เครื่องดื่มสุดพิเศษที่มาด้วยกันทั้งหมดสามสูตร ได้แก่ “Peach, Please” ที่เบสด้วยเครื่องดื่มรสพีชให้ความรู้สึกรีเฟรช ตามด้วย “Wheat Wander” ที่เพิ่มรสชาติด้วยกลิ่นของมะกอกดอง เพิ่มความเท่ความคูลแบบนิ่งๆ และจบกับ “Let’s Play Rosée” เบสด้วย Rosée ที่มาจากความนุ่มเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานกับความนุ่มของชีส กลายเป็นเมนูที่สาวๆ ชื่นชอบ

สามารถพบกับ Hoegaarden Space ได้ที่ร้าน bar outlets และงานอีเว้นท์ต่างๆ ของ Hoegaarden ทั่วไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง : Facebook : HoegaardenTHและ Instagram : @HoegaardenTH @Hoegaarden_Space