ลุ้นชี้ชะตาซักฟอกพรุ่งนี้! ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’สรุปปิดท้าย จวกยับ‘นายกฯอิ๊งค์’

ลุ้นชี้ชะตาซักฟอกพรุ่งนี้! ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’สรุปปิดท้าย จวกยับ‘นายกฯอิ๊งค์’

ลุ้นชี้ชะตาซักฟอกพรุ่งนี้! ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’สรุปปิดท้าย จวกยับ‘นายกฯอิ๊งค์’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 23.15 น.

ลุ้นชี้ชะตาซักฟอกไม่ไว้วางใจพรุ่งนี้! “ผู้นำฝ่ายค้าน”สรุปปิดท้าย จวกกลับ”นายกฯ”จงใจทำ”ธุรกรรมอำพราง-วางแผนหนีภาษี-อิงแอบกับกลุ่มทุน-เอาใจอำนาจเก่า-ขาดเจตจำนงแก้ปัญหา-หนีความจริง-หลอกสังคม”

เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) เป็นวันที่ 2 หลังจากผู้อภิปรายคนสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้านได้อภิปรายจบ และนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชี้แจง

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวสรุปญัตติ ว่า หลังจากการอภิปราย 2 วัน ได้มีประเด็นชวนสนทนากับนายกรัฐมนตรีหลายเรื่องและนายกรัฐมนตรีได้เปิดประเด็นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในญัตติ ว่าพรรคของตนและพรรคของนายกรัฐมนตรีนั้นหัวอกเดียวกัน เจอนิติสงคราม ถูกยุบพรรคมาแบบเดียวกัน แต่คำถามคือนายกรัฐมนตรีจะออกจากปัญหานี้อย่างไร ท่านบอกแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วไหนล่ะการกระ ทำไมไม่เหมือนกับที่ท่านพูดไว้เมื่อสักครู่

“อย่าอ้างเรื่องข้อกฎหมายว่ามีความเห็นแตกต่างเรื่องการทำประชามติ ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเหตุผลบังหน้าอยู่ เบื้องหลังเป็นเหตุผลทางการเมือง เฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เจตจำนงของนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงไหน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติด้านความรู้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ท่านตอบในที่ประชุมว่าท่านพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมัยท่านเป็นผู้บริหารในบริษัทเอกชน ท่านอาจสามารถใช้การสั่งได้มากกว่า แต่การฟังเยอะๆในสภาให้มากกว่าการพูด จะช่วยเพิ่มวุฒิภาวะได้ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติเรื่องการขาดเจตจำนงทางการเมือง ต้องถามนายกรัฐมนตรีว่า เหตุผลที่ท่านมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองตอนนี้คืออะไร

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีเล่าประวัติชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา สมาชิกในห้องนี้ล้วนเข้าใจความรู้สึกดี แต่ท่านเหมือนพยายามมาเล่าว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งที่ทุกคนในประเทศนี้เป็นผู้ถูกกระทำจากความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่ผ่านมา ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนเดียวในฐานะลูกสาวของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

“หากท่านจะใช้ความเป็นบุตรสาว ตั้งคำถามถึงความเป็นบุตรสาวของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อ ทักษิณ ชินวัตร ดูสิครับ จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ครอบครัวของคนเสื้อแดงที่ต้องสูญเสียไป ลูกสาวของเขารู้สึกอย่างไร ผมคิดว่าหลายคนรู้สึกโกรธ เศร้า หมดหวังกับการเมืองที่เป็นอยู่วันนี้ ถ้าเราจะเอาเรื่อง 20 ปีที่แล้วมาเล่า ก็จะวกเวียนซ้ำซากอยู่แบบนี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับตนเอง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 20 ปี หากจะให้พูดโดยสรุปแค่ 2 ประโยคว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย คือประโยคที่ว่า 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยสูญเสียไปทุกอย่าง เพื่อเอาคุณทักษิณ ชินวัตร ออกนอกประเทศ จะเกิดขึ้นจากใครนั้น คิดเอง แต่ 20 ปีผ่านมา ประเทศไทยกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไปอีกครั้ง เพื่อเอา ทักษิณ ชินวัตร กลับมาในประเทศนี้

“นี่แหละคือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารว่าดีลแลกประเทศคืออะไร และเป็นสิ่งที่ผมกล่าวหาท่าน ซึ่งความจริงไม่ใช่การกล่าวหา เพราะผมคิดว่าเป็นข้อเท็จจริง ว่าท่านได้ไปร่วมขบวนการกับพวกเขาแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นี่แหละคือการอภิปรายบนพื้นฐานข้อเท็จจริง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ท่านพยายามโยนคำกลับมาว่า พวกเราเป็นผู้ประดิษฐ์วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช่การเมืองสร้างสรรค์ เพราะครั้งนี้เป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อกล่าวหาท่านก็ต้องชี้แจง แต่มองในมุมหนึ่ง ท่านบอกว่าท่านกำลังทำหน้าที่ กำลังเรียนรู้ แต่ท่านกลับนำข้อกล่าวหามาโยนใส่พวกตนที่กำลังทำหน้าที่ มันถูกต้องหรือไม่ มองว่าเป็นตรรกะที่ย้อนแย้ง การแสดงออกด้วยการกดคนอื่น ถือเป็นภาวะผู้นำที่ดีหรือไม่ นอกจากนี้ที่ท่านบอกว่าเรามีแต่เรื่องเก่า แต่เรื่องเก่าที่ผิดหลายเรื่อง ทำไมท่านถึงไม่แก้ สัมปทานทางด่วน ค่าไฟฟ้าแพง เหมืองทองอัครา แม้ไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หรือในรัฐบาลชุดนี้ แต่ในเมื่อท่านอยู่ในอำนาจแล้ว ทำไมจึงไม่ออกมายืนยันกับพวกเราว่าจะแก้ไข

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง คำว่า “ดีล” ที่อ้างว่าเป็นเรื่องปกติในการเมือง ดีลอย่างไรให้โปร่งใสให้เป็นประโยชน์ เราจึงต้องกล่าวหาว่า เหตุและผลในการตัดสินใจทางนโยบายแต่ละด้าน เหตุผลที่ต้องโกหกประชาชนที่เคยสัญญาไว้คืออะไร ลองอธิบายให้เราเข้าใจโลกการเมืองที่เป็นจริงมากขึ้น แต่ท่านไม่เคยนำเหตุผลจริงๆ มาคุยกัน เพราะท่านพูดไม่ได้ เพราะพูดไปแล้วไม่มีใครที่จะเข้าใจ เพราะเป็นดีลที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม

นายณัฐพงษ์  ยังได้ไล่เรียงประเด็นต่างๆ เช่น คำถามเรื่องภาษีการรับให้ ซึ่งมีคำถามว่า หากเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ลุกขึ้นมาถามคำถามนี้ ท่านวางแผนจะจ่ายภาษีเมื่อไหร่ หรือจะรอไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีกำหนดชำระและดอกเบี้ย  ทั้งนี้ โดยสามัญสำนึกของวิญญูชน ถ้าทุกคนในประเทศนี้มีหุ้นแบบเดียวกับนายกรัฐมนตรี และใช้วิธีเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีทั้งประเทศ วิญญูชนมองว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ ประเทศไทยจะจัดเก็บภาษีมรดกจากกรณีนี้ได้กี่บาท แล้วจะมีไว้ทำไม ประเด็นนี้ไม่ต้องเลี่ยงโวหาร แต่ขอเรียกว่าเป็น “ธุรกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี”

นายณัฐพงษ์  กล่าวว่า สำหรับกรณีปลาหมอคางดำ ที่นายกรัฐมนตรีอ้างว่ารัฐบาลที่ผ่านมามีมาตรการแก้ไข และเคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต อีกทั้งมีการตั้งงบประมาณไว้ 98 ล้านบาทในการแก้ปัญหา แต่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ไม่ได้ถามว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่ถามว่าเมื่อไรที่รัฐบาลชุดนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา นำบริษัทที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้มารับผิดชอบ เหตุใดเราถึงต้องนำงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากบริษัทนั้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องฝุ่น PM 2.5 นั้น นายกรัฐมนตรีเลือกตอบโดยการใช้จำนวนจุดความร้อนที่หายไป ทั้งที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่า พื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้น ดังนั้นตัวชี้วัดจึงต้องเริ่มให้ถูกจุด ไม่เช่นนั้นนายกรัฐมนตรีก็จะเอาตัวเลขที่ดูดีขึ้นมาหลอกประชาชน  ส่วนปัญหาค่าไฟแพง นายกรัฐมนตรีก็ใช้เทคนิคเดิมตอบว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยซื้อไฟฟ้าเพิ่ม แต่ก็จะยังสืบสานแผนที่ผิดๆ ต่อไปหรือไม่ ขณะที่บิดาของนายกรัฐมนตรีมีภาพไปตีกอล์ฟกับกลุ่มทุนพลังงาน เหตุใดจึงตั้งคำถามไม่ได้ หรือเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า ขอให้นายกรัฐมนตรีลุกขึ้นตอบว่าจะปรับปรุงเรื่องนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายณัฐพงษ์กล่าวสรุป ได้มี สส.พรรคร่วมรัฐบาลหลายคน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เช่น จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ ประท้วงและคัดค้านว่า ผู้นำฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามใหม่ ทั้งที่การอภิปรายจบไปแล้วและรัฐบาลไม่สามารถตอบได้อีก โดยมี สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นแย้ง ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ ในฐานะ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นแสดงความเห็นด้วยกับ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน

ท้ายที่สุด นายวันมูหะมัดนอร์ ประธานในที่ประชุม ได้วินิจฉัยว่า เป็นการสรุปข้อกล่าวหาที่ผ่านมาในการอภิปราย แต่ขอให้ณัฐพงษ์ไม่เปิดประเด็นใหม่ และไม่ต้องตั้งคำถาม เพราะฝ่ายรัฐบาลจะไม่ได้ตอบแล้ว ขอให้สรุปเนื้อหา ก่อนที่จะถึงเวลา 23.00 น.

นายณัฐพงษ์ จึงยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้สิทธิ์พาดพิงตอบคำถามตนได้เสมอ เพราะจะมีการพาดพิงนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภาแล้ว จึงทำให้มีเสียงโห่จากสมาชิกในห้องประชุม นายวันมูหะมัดนอร์ จึงห้ามไม่ให้โห่ และระบุว่า นายณัฐพงษ์ สามารถใช้สิทธิ์ตามข้อบังคับได้

จากนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงเรื่องที่ดินเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา คือเรื่องโฉนดที่ดิน ซึ่งยังยืนยันว่าไม่ถูกต้อง ขณะที่การประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องหรือไม่นั้น โรงแรมแห่งนี้ เริ่มธุรกิจตั้งแต่ ปี 2557 – 2562 จึงไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นเรื่องชั้น 14 ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดก่อนๆ แต่นายกรัฐมนตรีอยู่ในพยานรู้เห็นสถานะของคุณพ่อตนเองมาตลอด เราอยากได้คำตอบว่าทักษิณป่วยเป็นอะไรแน่จึ งทำให้ได้รักษาตัวที่ชั้น 14 สำหรับเรื่องคอลเซนเตอร์ มีการอภิปรายมานาน แต่ยังสงสัยว่าเรื่อง พ.ร.ก.ที่กำหนดการร่วมรับผิดชอบของสถาบันการเงิน เมื่อใดจะออกมาสักที ก็ยังไม่ได้คำตอบ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า อย่างน้อยถ้านายกรัฐมนตรีจะแสดงออกว่ามีเจตจำนงทางการเมืองจริง เราอยากได้ยิน 3 ข้อจากรัฐบาล คือเมื่อไรที่รัฐบาลชุดนี้ ที่เราตั้งชื่อว่า ดีลแลกประเทศ จะหยุดเอาใจกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจเดิม เลิกบิดเบือนกฎหมาย เปลี่ยนดำเป็นขาว และยังคงรอนายกรัฐมนตรีใช้สิทธิพาดพิงอยู่ แต่ท่านก็ไม่มา จึงน่าเสียดายที่ประชาชนไม่ได้รับฟังคำตอบจากนายกรัฐมนตรี

“ผมขอกล่าวหานายกรัฐมนตรีให้เกิดความเสียหาย ว่านายกรัฐมนตรีจงใจทำธุรกรรมอำพรางวางแผนเพื่อหนีภาษี อิงแอบกับกลุ่มทุน เอาใจอำนาจเก่า ละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านไม่มีความรู้ ความสามารถ ท่านไม่มีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา เลือกหยิบตัวเลขดีๆ มาบอกสังคม ท่านหนีความจริง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ตนไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งได้อีกต่อไป” นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ ประธานในที่ประชุม ระบุว่า ตามข้อบังคับการอภิปรายไม่ไว้วางไม่สามารถกระทำในวันเดียวกับการลงมติได้ จึงนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น.เพื่อลงมติไม่วางใจ ก่อนสั่งจะปิดการประชุมในเวลา 22.25 น.โดยตลอดทั้ง 2 วัน ใช้เวลาอภิปรายทั้งสิ้น จำนวน 32 ชั่วโมง 32 นาที

หามส่ง รพ.ด่วน! สส.ปชน.ปวดท้องรุนแรงระหว่างศึกซักฟอก

หามส่ง รพ.ด่วน! สส.ปชน.ปวดท้องรุนแรงระหว่างศึกซักฟอก

หามส่ง รพ.ด่วน! สส.ปชน.ปวดท้องรุนแรงระหว่างศึกซักฟอก

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 23.04 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Wanvipa Maison – วรรณวิภา ไม้สน” (น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)) ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า เนื่องจากวันนี้ดิฉันมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงในขณะที่ประชุมสภาไม่ไว้วางใจ 68 ทางสภาได้เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด

ตอนนี้ถึงมือคุณหมอแล้ว ซึ่งคุณหมอให้แอดมิดเพราะอาการค่อนข้างน่าเป็นห่วง จึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ดิฉันจึงไม่สามารถไปโหวตไม่ไว้วางใจ 68 ได้ ขณะนี้ได้แจ้งประธานวิปฝ่ายค้านรับทราบแล้ว ต้องขออภัยต่อเพื่อนฝ่ายค้านและพี่น้องประชาชนทุกท่าน หากดีขึ้นแล้วจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ให้ไวที่สุดค่ะ

‘ภูมิธรรม’ไล่‘ฝ่ายค้าน’ กลับไปอ่านข่าวเก่า เย้ย‘ซักฟอก’ไม่มีเรื่องใหม่

‘ภูมิธรรม’ไล่‘ฝ่ายค้าน’ กลับไปอ่านข่าวเก่า เย้ย‘ซักฟอก’ไม่มีเรื่องใหม่

‘ภูมิธรรม’ไล่‘ฝ่ายค้าน’ กลับไปอ่านข่าวเก่า เย้ย‘ซักฟอก’ไม่มีเรื่องใหม่

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 22.44 น.

“ภูมิธรรม”ไล่”ฝ่ายค้าน” กลับไปอ่านข่าวเก่า หลังขอเวลาอภิปราย 2 วัน แต่ไม่มีเรื่องใหม่ ชี้”ปฏิรูปกองทัพ-ยกเลิกเกณฑ์ทหาร”ต้องใช้เวลา เปรียบ”กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว” พร้อมตรวจสอบเรื่องไอโอ ด้าน”จิรัฏฐ์”สวนกลับ ไม่ได้พูดถึง”รมว.กลาโหม” แต่โชว์เอกสารลายเซ็น”นายกฯ” ชี้หากจะแจงแทนก็แจงให้รู้เรื่อง

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร​ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลุกชี้แจงก่อนฝ่ายค้านกล่าวสรุป ว่า ตนขอพูดในหลายประเด็น เพราะอยู่ในเวลาช่วงสุดท้ายแล้ว ซึ่งตนก็ตั้งใจฟังท่านว่า 2 วัน ในการอภิปรายที่นับเป็น 20 – 30 ชั่วโมง ตนก็คิดว่าท่านจะมีอะไรใหม่ๆ มาพูด หรือมาอภิปรายเสนอแนะให้เราได้รับทราบ เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงหรือใช้ในการปฏิบัติราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่เท่าตนนั่งฟังอยู่ 2 วัน ก็เห็นว่าการอภิปรายของท่านเอาข่าวหนังสือพิมพ์ และคำสัมภาษณ์มาโยงผูกกันเป็นเรื่องราวมากมาย ซึ่งจะเลือกตอบก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะได้ตอบไปหมดแล้วในหน้าหนังสือพิมพ์มาทั้งปี หากจะตอบใหม่ก็ต้องหยิบหน้าหนังสือพิมพ์มาร้อยเรียงใหม่ เพราะเวลาที่เหลืออีก 10 – 20 นาที หลังจากนี้ก็คงตอบให้ไม่ได้

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า อยากให้การอภิปรายเป็นเรื่องที่เอาประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ควรจะมีประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นเรื่องการทำลายประเทศหรือไม่มีความเหมาะสมในการบริหารประเทศ ซึ่งตนจะหยิบบางประเด็นขึ้นมาพูดที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับกลาโหมหรือทหารเยอะแยะ แต่เป็นเรื่องอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เก่าแล้ว ดังนั้นท่านก็กลับไปที่ห้องสมุด และไปหยิบหนังสือพิมพ์เหล่านั้นมาดู ท่านก็คงจะรู้ว่ามีคำตอบอะไรอยู่บ้างแล้ว

นายภูมิธรรม กล่างอีกว่า เห็นท่านพูดถึงเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การเกณฑ์ทหาร เรื่องเรือดำน้ำ และเรื่องไอโอ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ตนควรจะพูด นอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายๆ ครั้งแล้ว ซึ่งเรื่องการปฏิรูปกองทัพ เรารู้อยู่แล้ว ว่าบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป กองทัพต้องเป็นกองทัพที่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ฉะนั้นเราได้มีการคุยกันในผู้บัญชาการเหล่าทัพ และได้ตกลงกันชัดเจนว่ากองทัพต้องปรับปรุงอย่างไรให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป กระทรวงกลาโหมกับกองทัพได้คุยกัน ซึ่งมีข้อสรุป โดยเราออกเวอร์เปเปอร์มาฉบับนึง กำหนดทิศทางกองทัพตั้งแต่ปี 69 ถึงปี 80 ซึ่งเราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์เรามาก็เป็นเรื่องจริง และที่ผ่านมากองทัพส่วนใดพัฒนาก็พัฒนาไป ไม่ได้เห็นการรวมเหล่าทัพให้มีลักษณะที่เป็นทิศทางเดียวกัน และเราก็พบว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ขณะนี้ มันทำมายาวนานแล้ว และบางทีต่างฝ่ายต่างก็กำหนดอาวุธยุทปกรณ์ที่อาจทำให้ทิศทางการเดินที่ทำให้เกิดปัญหาได้

“สิ่งเหล่านี้เราได้พูดคุยกับผู้บัญชาการกองทัพต่างๆ ต้องยอมรับว่าทหารสมัยนี้เป็นทหารสมัยใหม่เป็นทหารที่คิดอะไรไปไกล เพราะทุกคนไปเรียนรู้โลกจากภายนอกมามากพอสมควร ก็จะรู้ว่าโลกข้างหน้าเป็นยังไงต้องเปลี่ยนแปลงยังไง” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เราก็สามารถพูดคุยและสรุปได้  ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ในการที่จะเดินไปทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่อาวุธยุทปกรณ์ควรจะวางน้ำหนักอยู่ที่ตรงไหน แต่ละเหล่าทัพส่วนไหนที่สำคัญก็ต้องจัดลำดับความสำคัญ ของยุทโธปกรณ์ได้ จึงมีการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางกองทัพ รวมถึงกำลังพล เปลี่ยนแปลงการทหาร การยกเลิกการเกณฑ์ทหารอย่างที่ว่า แต่ต้องอย่าลืมว่าเป็นเรื่องที่ทำมายาวนาน และจะให้อยู่อยู่ยกเลิกทีเดียว จะคิดง่ายง่ายแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องคิดว่ากองทัพมีไว้ทำอะไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดเมื่อมีภัยสงครามเกิดขึ้นมา กองทัพต้องปกป้องประเทศชาติได้ เราได้คุยกับกองทัพ  ซึ่งได้พูดคุยถึงจุดต่ำสุดที่เรามีกำลังพอที่จะรักษาประเทศถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ที่เหลือก็ค่อยๆมากำกับ หรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกัน ที่อยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่อยู่กับความฝันหรือจินตนาการ ฉะนั้น เราจะต้องมาคิดว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้บ้าง โดยที่ไม่ได้จบในวันเดียว

“ท่านบอกจะมาเป็นรัฐบาล และจะปรับปรุงกองทัพ ลดเลิกการเกณฑ์ทหาร มันไม่ง่ายอย่างที่ท่านคิดนะเพราะอยู่ๆ ท่านยกเลิกไป และเกิดมีอะไรเกิดขึ้นในประเทศ ท่านจะจัดการอย่างไร กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียวเหมือนกัน การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในกองทัพก็ต้องใช้เวลา ผมได้พูดคุยกับกองทัพ ก็บอกว่าไม่ได้คาดหวังว่าผมเข้ามาแล้วจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่มีหลายคนเรียกร้อง แต่อย่างน้อยต้องมีการเปลี่ยนแปลงม มีจุดเริ่มต้นเมื่อไหร่จะต้องมีไทม์ไลน์ที่จะต้องจบ นี่คือการปฏิรูปเพื่อจะเปลี่ยนแปลงไม่มีหรอกอย่างที่ท่านพูด เข้ามาแล้วจะยกเลิกเกณฑ์ทหารเลย 100 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาแล้วจะพัฒนากองทัพให้มีนายพลลดไป มันทำแบบนั้นไม่ได้” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า การที่กองทัพมีกำลังพลมาก มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่มีสงครามความขัดแย้งภายในประเทศ กองทัพจึงต้องเร่งผลิตกำลังพล เพราะปัญหาขนาดนั้นกองทัพมองว่าคือความมั่นคงของประเทศการที่มีภัย การคุกคาม จำเป็นต้องผลิตคนไปสู้ เมื่อมีการเร่งผลิตก็ทำให้กำลังพลเยอะมากขึ้น พอมาถึงวันนี้โลกเปลี่ยนแปลง กำลังพลที่ผลิตล้นเกินมา ท่านจะมาหวังว่าให้ไล่คนเหล่านั้นออก มันทำไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นเป็นไปตามกระบวนการ ตนทำเออรี่รีไทร์บ้างก็ได้ออกไป ไม่ได้ทำเหมือนที่ท่านบอกที่กำหนดขึ้นมาแล้วปล่อยให้ว่าง มันว่างเพราะตำแหน่งมันเลยจากที่ควรจะเป็น ฉะนั้นจะต้องมีแผนจัดการ ซึ่งตนได้พูดคุยกับปลัดกลาโหมและผู้นำเหล่าทัพว่า จะลดนายพลได้อย่างไร และจะตัดตอนเพิ่มได้ยังไงเพื่อให้อยู่ในจุดที่พอดี ซึ่งต้องใช้เวลา ท่านก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ และพรรคที่มาเป็นรัฐบาลด้วย

“ผมลดกำลังพลในการเอรี่รีไทร์ในช่วงที่ผมมาในเดือนเมษายน ลดไป 589 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราทดแทน และอัตราเหล่านี้ เมื่อถึงในเดือนเมษายนนี้ก็จะหมดแล้ว ฉะนั้นเรื่องนี้เราก็จะทำ” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม ยังกล่าวว่า ส่วนเรื่องเรือดำน้ำ  ท่านต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ตกค้างมาจากคนอื่นๆ มาก รัฐบาลนี้เข้ามาต้องแบกรับปัญหา เราไม่เคยปฏิเสธที่จะแก้ปัญหา ตนได้ทำหนังสือไปถึงแล้วรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมัน ในการขอซื้อเครื่องยนต์ และหาคนมาติดตั้งแทน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ แต่พูดคุยกับทูตแล้ว พวกเขาจะไปคุยกันต่อ อีกทั้ง ตนยังได้ทำหนังสือถึงปากีสถาน ว่าเรือที่ติดเครื่องยนต์เรือดำน้ำลำนี้ ยังไม่เคยลงน้ำมาก่อน ปากีสถานก็เอาเรือลงดำน้ำพอดี ต้นก็บอกเขาว่าให้ช่วยประเมินมาด้วยว่าเรือดำน้ำใช้เครื่องยนต์จีนแบบเดียวกับที่เรากำลังจะซื้อ ก็สามารถทำได้ไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีใครกล้าตัดสินใจมาตลอด แต่ตนจะตัดสินใจอีกไม่นานนี้ โดยมีเหตุมีผลรองรับทั้งหมด

“เรื่องไอโอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ พวกเราทั้งหมดที่ทำงานบริหารประเทศเราไม่มีนโยบายแบบที่ท่านกล่าวหามา และผมเพิ่งรับทราบจากท่าน ก็ยอมรับว่าเราไม่กว้างขวางเท่าท่าน ซึ่งจะไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้ให้เกิดข้อเท็จจริงทั้งหมด และหาทางแก้ไขถ้ามันเป็นจริง แต่ยากเหมือนกัน ท่านพูดมาสับสนในข้อมูลเยอะ หลายเรื่องเป็นเรื่องเก่า หลายเรื่องไม่จริง ผมต้องรับฟัง และหาข้อมูลมาตรวจสอบอีกทีนึง จะให้ผมเชื่อไปเลยก็ยาก เพราะผมก็ประสบด้วยตัวเองว่ามันมีปัญหา ก็จะขออนุญาตนำไปศึกษาตรวจสอบ และสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดไปช่วยตรวจสอบ และมารายงานผม” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้พวกท่านทั้งหลาย มีใจที่กว้างขวาง ทั้งหมดที่ฟังมาล้วนแต่เป็นเรื่องในอดีต ล้วนแต่เอาเรื่องของคนอื่น หลายเรื่องนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นการที่ที่ท่านอภิปรายไปทั้งหมด มันเป็นปัญหา ซึ่งจริงๆ แล้ว ตนเปิดให้คนจากพรรคท่านเจอตั้งหลายครั้ง เวลาหมด ท่านก็ขอต่อ แต่ท่านไม่ได้บริหารเวลา จะขอต่อก็ต่อไม่ได้ เพราะทุกคนมีเรื่องที่ต้องทำ ดังนั้นจะมาบอกว่ากองทัพเป็นที่ที่เข้าไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะคนของพรรคหลายๆ คนก็เข้ามาแล้ว กระทรวงกลาโหมเปิดต้อนรับท่านตลอดในการพูดคุยกัน

“อันไหนที่เป็นปัญหา ผมจะรับมาพิจารณา และแก้ไข อันไหนที่ไม่ใช่เรื่องที่มีสาระสำคัญจริงๆ อันไหนที่เป็นวาทกรรม อันไหนที่เป็นการแสดง ผมก็คิดว่าจะปล่อยผ่านไป ไม่ให้เป็นเรื่องที่ประสบปัญหาร่วมกัน และอยากขอบคุณทุกอย่างที่ท่านได้นำเสนอมา อะไรที่แก้ได้ก็แก้ ติดตามผมได้หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีปัญหา” นายภูมิธรรม กล่าวจบ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายภูมิธรรมชี้แจงเสร็จ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) ใช้สิทธิ์พาดพิง ที่ระบุว่า ตนใช้จินตนาการในการอภิปราย จึงอยากฟังคำอธิบายของท่านมากกว่านี้ พอเรื่องที่ตนอภิปรายไปมีหลักฐานทุกอย่าง ขอยืนยันว่าไม่มีอะไรที่ตนจินตนาการเลย

โดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน ได้ปิดไมค์ ก่อนกล่าวว่า เอาเฉพาะที่ทำให้เสียหาย จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ นายจิรัฏฐ์ พูดต่อว่า ตนไม่ได้อภิปรายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเลย ทุกอย่างเป็นอำนาจและลายเซ็นต์ของนายกรัฐมนตรีทั้งนั้น หาท่านจะตอบแทนแล้ว ตนก็อยากได้คำตอบที่มากกว่านี้ ไม่ใช่ตอบเท่านี้ แล้วบอกว่าเวลาจะหมด ตนยังไม่รู้เรื่องเลยว่า ท่านตอบอะไร โดยนายวันมูหะมัดนอร์ จึงพยายามขอให้พอเท่านี้ เนื่องจากเวลาจะหมด

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ลุกขึ้นกล่าวยืนยันว่า ประธานสภาไม่ต้องกังวลว่าเวลาจะหมด เพราะยังมีเวลา เหลืออยู่ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือนายกรัฐมนตรีอยากจะใช้เวลา 30 นาที ตนยกให้ แต่ต้องตอบให้เคลียร์ ไม่ใช่บอกแค่ว่า ไม่ใช่เรื่องจริงแล้วจบไป ประธานสภาฯ จึงวินิจฉัยว่าเพื่อให้การประชุมดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย ก็ขอให้นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อ

‘นายกฯ’ย้อนเกล็ด‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ชี้ฟังคำแนะนำ‘พ่อ’เป็นประโยชน์-ไม่เสียหาย

‘นายกฯ’ย้อนเกล็ด‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ชี้ฟังคำแนะนำ‘พ่อ’เป็นประโยชน์-ไม่เสียหาย

‘นายกฯ’ย้อนเกล็ด‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ชี้ฟังคำแนะนำ‘พ่อ’เป็นประโยชน์-ไม่เสียหาย

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 22.29 น.

ก็ถูกครอบงำจากคนอื่นเหมือนกัน! “นายกฯ”ย้อนเกล็ด”ผู้นำฝ่ายค้าน” ชี้ฟังคำแนะนำ”พ่อ”เป็นประโยชน์-ไม่เสียหาย ยันเป็น”ผู้นำรัฐบาลผสม”ต้องไม่ดันทุรังแต่พังทุกรอบ งัด”ดีล”ขอยกมือโหวตหนุน”แคนดิเดตพรรคส้ม”ช่วงเลือกตั้งปี 62-66 ตอกหน้า สอนมวยเรื่องปกติของระบบรัฐสภา จัดตังรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องเดินหน้าไปต่อ ท้ารอบหน้าประกาศให้ชัดลงเรือร่วมกับใคร

เมื่อเวลา 21.15 น.วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งในประเด็นที่ถูกพาดพิง ว่า ที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ย้ำเรื่องภาวะผู้นำของตน และการถูกครอบงำอยู่หลายครั้ง คนที่ย้ำเรื่องเดิมๆหลายครั้ง ไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่ตัวเองขาดหรือไม่  ไม่ใช่แค่ตนที่ถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำ ท่านเองก็ถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำเช่นกัน ต่างกันตรงที่ตนถูกครอบโดยพ่อ แต่ท่านถูกครอบงำโดยคนที่ไม่ใช่พ่อ ตนไม่อยากให้ใครพูดแบบนี้ ตนเคารพพู้นำฝ่ายค้านฯ ไม่เคยสงสัยในภาวะผู้นำของท่าน เราอายุใกล้ๆกัน ควรมีความเข้าใจ เส้นทางการเมืองคล้ายกันอยู่บ้าง หากพรรคของตนไม่ถูกกระทำทางการเมืองในวันนี้เราอาจยังมีนายกฯที่ชื่อนายทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ แล้วพรรคของท่านอาจจะมีหัวหน้าพรรคที่ชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่มันไม่เป็นแบบนั้น ชะตากรรมทางการเมืองมันเป็นอย่างนี้ ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไปด้อยค่าคนอื่น

นายกฯ กล่าวต่อว่า การที่ตนเป็นลูกนายทักษิณ ถูกวิจารณ์ถูกปรามาส มาตั้งแต่ตนยังเป็นนิสิตนักศึกษา จนเป็นนายกฯ คนที่ถูกวิจารณ์รองลงมาคงคือนายทักษิณ มันไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะรับฟัง นำข้อแนะนำของนายทักษิณ มาพิจารณา เพราะมีความรู้ความสามารถ ถูกยอมรับในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ ถ้าความคิดของท่านจะเป็นประโยชน์ให้ประเทศ และประชาชน ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ทุกคนที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ยังทำงานการเมืองอยู่ ทั้งทำนโยบาย เดินหาเสียงพอประชาชน ก็ยังทำได้ ทำไมถึงเป็นเรื่องของนายทักษิณเพียงคนเดียวที่เป็นประเด็น หรือนายทักษิณอาจโดนตัดสิทธิ์ยกกำลังสอง

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า ในเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ตนเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด และดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ที่ท่านถามว่าชาวอูยกูร์สมัครใจกลับหรือไม่ และต่อว่ารัฐบาลไม่ทำตามใจชาวอูยกูร์ ตนคิดว่าคนไทยต้องการอะไร แล้วอะไรดีที่สุดสำหรับประเทศไทย การส่งตัวกลับอะไรคือประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย การที่เขากลับไปแล้วปลอดภัยเป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่เขาโดนกักเป็น 10 ปีหรือไม่ ส่วนที่บางประเทศประณามไม่ยอมรับ ย่อมไม่ผิด เราเคารพทุกความคิดเห็น เราต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ที่ท่านกล่าวหารัฐบาลทำผิดเรื่องนี้ ท่านเป็นนักสิทธิมนุษยชน ได้เปิดตามองครบทุกมิติในโลกที่เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ หรือมองเป็น2มาตรฐานเฉพาะรัฐบาลนี้ เท่าที่จำได้ ไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ท่านก็ใช้เวทีนี้ประกาศนโยบายเลยก็ได้ ว่าจะทำตามที่ผู้ลี้ภัยต้องการในทุกกรณี หรือมีแนวทางอย่าไร

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราย้ำจุดยืนที่เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แตะหมวด1หมวด2 แต่ด้วยข้อกฎหมายที่ซับซ้อนจึงแก้ไขได้ยาก มีข้อเห็นต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล และวุฒิสภา ทั้งเรื่องกฎหมายการทำประชามติ และจำนวนครั้งในการทำประชามติ แต่เราพยายามเดินหน้า ท่านเรียกร้องให้ตนแสดงภาวะผู้นำ จริงๆไม่ต้องเรียกร้อง ตนทำอยู่ตลอดเวลา มีการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นในนโยบายกับพรรคร่วมรัฐบาล แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างให้ชัดเจน จนพรรคร่วมฯมีมติร่วมกันนำเรื่องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมหลายพรรค ภาวะผู้นำของตนต้องอดทน มีเหตุผล จริงใจ ถ้าดันทุรังแต่พังทุกรอบ จะไม่เกิดผลดีต่อรัฐบาล ขณะที่ในเรื่องการต่อสู้ของประชาชน รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของทุกฝ่าย เราไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเราบอบช้ำเจ็บปวดขนาดไหน พรรคการเมืองที่ต่อสู้ยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเปิดเผย มีลูกหลานของคนเสื้อแดงอีกมากมายในพรรค ถึงเราจะไม่ได้พกหมวก ผ้าพันคอมา แต่เราแสดงออกเรื่องนี้อย่างจริงจังอยู่ในใจ

“ถ้าคำว่าดีลหมายถึงการเจรจาหาข้อสรุปร่วมกัน การเมืองทุกที่ในโลกใบนี้ก็ต้องมีการดัลกันทั้งนั้น รัฐบาลของเราตั้งมา พรรคของเราก็มาดีลกับพรรคของท่าน พรรคของท่านก็มาดีลกับพรรคของเรา เรายกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯของท่านด้วยความที่เชื่อว่าท่านรวมเสียงสว.สำเร็จแล้ว ท่านก็ยืนยันดีลกับเราแบบนั้น เราก็ดีลด้วย เรารักษาคำพูดเสมอ เราก็ทำตามดีลทุกอย่าง ในปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนอันดับหนึ่ง ท่านก็มาดีลให้เรายกมือให้คนดิเดตของพรรคท่านซึ่งมาเป็นอันดับสาม การเลือกตั้งปี 66 ท่านเป็นพรรคอันดับหนึ่ง มาดีลกับเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราก็ตอบตกลงและยกมือโหวตให้มาตลอด แต่เท่าที่จำได้ท่านยังไม่เคยยกมือให้แคนดิเดตของพรรคเราเลย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เราก็เดินหน้าตั้งรัฐบาลต่อไป เป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภา เกิดขึ้นทั้งพรรคเราและพรรคท่าน สิ่งสำคัญคือนโยบาย การที่ท่านพูดถึงนโยบายไม่ตรงปก แต่ชาวบ้านได้รับเงินหนึ่งหมื่นบาท ถามประชาชนแล้วหรือยังว่ามีความสุขหรือไม่ เศรษฐกิจถูกกระตุ้นแล้ว ถ้ายังไม่กระตุ้นมันจะกระเตื้องแบบนี้หรือไม่ ถ้ายังไม่เริ่มนับหนึ่งตั้บแต่วันนั้น วันนี้ก็ติดลบอยู่ ประเทศไทยก็ไม่เคลื่อนไปข้างหน้า วันนี้เพื่อความชัดเจน และสร้างแนวทางการเมืองแบบใหม่ท่านควรประกาศให้ชัดไปเลย ว่าสมัยหน้าท่านจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร พูดให้ชัดตั้งแต่วันนี้ ประชาชนจะได้เกิดความสบายใจ” นายกฯ กล่าว

‘กมธ.ไอซีทีสว.’สั่งตลาดหลักทรัพย์คุมเข้มโปรแกรมซื้อ-ขายหุ้น ป้องกันเอาเปรียบนักลงทุน

‘กมธ.ไอซีทีสว.’สั่งตลาดหลักทรัพย์คุมเข้มโปรแกรมซื้อ-ขายหุ้น ป้องกันเอาเปรียบนักลงทุน

‘กมธ.ไอซีทีสว.’สั่งตลาดหลักทรัพย์คุมเข้มโปรแกรมซื้อ-ขายหุ้น ป้องกันเอาเปรียบนักลงทุน

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ICT) วุฒิสภา โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือประเด็น การซื้อขายหุ้นความถี่สูง (High-Frequency Trading: HFT) ซึ่งเป็นระบบซื้อขายอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นจำนวนมากในเสี้ยววินาที ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน ในตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ วุฒิสมาชิก ในฐานะคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้เสนอ โดยเชิญผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย และสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เข้าร่วมประชุม

โดยที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในตลาดทุนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง ความเสถียรภาพ และความเป็นธรรม ของตลาดหลักทรัพย์ไทย รวมถึง มาตรการกำกับดูแล ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบจากโปรแกรมซื้อขายหุ้นความถี่สูง (HFT)

นายนิเวศ กล่าวว่า HFT มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มันช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาด แต่หากขาดมาตรการควบคุม อาจทำให้ตลาดผันผวนหนัก กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งเทคโนโลยีต้องเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่ช่องทางเพิ่มความเหลื่อมล้ำของกลุ่มทุน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับฟังรายงานผลดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในครั้งที่ผ่านมาซึ่งมีการพิจารณา ข้อมูลผลการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรม ออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) ซึ่งได้จัดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง การดำเนินการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียและบริการโทรคมนาคม และพิจารณาศึกษาแนวทางการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะที่คณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รายงานสรุปผลการประชุมที่ ผ่านมาว่า มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขและป้องกัน ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ร่วมกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญพลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ ประธาน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เข้าร่วมประชุม โดยคณะอนุฯชุดนี้ได้รายงานการเดินทางไปราชการที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม เพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการติดตาม ความคืบหน้าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

คณะอนุกรรมาธิการดิจิทัลฯ รายงานเพิ่มเติมว่า ได้ทำข้อเสนอแนะแนวทางการใช้ประโยชน์จาก Digital and Data Center ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศไทย โดยโดยให้รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน โดยในการประชุมครั้งที่ผ่านมาได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

ด้าน คณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายด้านการสื่อสาร การโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (คณะที่ 3) ได้รายงานว่ามีการประชุมครั้งที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดระเบียบสายสื่อสาร การนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการเชื่อมต่อสายสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้าน และพิจารณาความคืบหน้าการเดินทางไปราชการเพื่อติดตามการดำเนินการบริหารจัดการสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งาน ในวันที่ 2 เม.ย.68 นี้ ที่ศูนย์บริการกำจัดกากอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

ในช่วงท้ายของการประชุม นายชิบ จิตนิยม วุฒิสมาชิก ได้เสนอให้ตั้ง “คณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์” เพื่อมารับผิดชอบงานด้านการเผยแพร่ผลงานของคณะกรรมาธิการให้ประชาชนได้รับทราบ โดยประธานกรรมาธิการได้อนุมัติให้ดำเนินการ และมอบหมายให้นายชิบ ไปเตรียมการแต่งตั้งคณะทำงาน และนำมาเสนอในที่ประชุมในการประชุมครั้งถัดไป

‘จิรัฏฐ์’เซ็ง‘นายกฯGen Y’ เมินสนใจ‘ปฏิรูปกองทัพ’ป้องสกัด‘รัฐประหาร’

‘จิรัฏฐ์’เซ็ง‘นายกฯGen Y’ เมินสนใจ‘ปฏิรูปกองทัพ’ป้องสกัด‘รัฐประหาร’

‘จิรัฏฐ์’เซ็ง‘นายกฯGen Y’ เมินสนใจ‘ปฏิรูปกองทัพ’ป้องสกัด‘รัฐประหาร’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.47 น.

“จิรัฏฐ์”เซ็ง”นายกฯGen Y” เมินสนใจ”ปฏิรูปกองทัพ”ป้องสกัด”รัฐประหาร” เย้ยบอกจะลดขนาดกองทัพ แต่ปีเดียวเลื่อนยศนายพลไปแล้ว 990 คน หยันเปิดโครงการเกษียณก่อนกำหนดมีสมัครแค่ 4 คน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำลายโอกาส ทำลายความหวังประชาชน ที่อยากเห็นการปฏิรูปกองทัพด้วยการโกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน นายกฯจงใจให้กองทัพนำทรัพยากรของชาติไปหากิน ทั้งหมดเพื่อให้ได้มาซึ่งใบรับรองการได้มาซึ่งอำนาจอีกครั้ง พร้อมที่นอนวีวีไอพีชั้น 14 ตอนนี้พรรคเพื่อไทย (พท.) เหลือเพียงการเปลี่ยนผ่านการเกณฑ์ทหารไปสู่ความสมัครใน และการลดขนาดกองทัพ แต่ปีที่ผ่านมานายกฯเลื่อนยศนายพลไปแล้ว 990 คน โยกย้ายตำแหน่ง 306 คน เป็นตำแหน่งลอยถึง 209 คน หรือคิดเป็น 70% พร้อมแสดงเอกสารที่ได้รับการตอบกลับจากกระทรวงกลาโหม 2,372 คน จำนวนนายพลประเทศไทยวันนี้มี 3,000 คน ปัญหานายพลล้นกองทัพนายกฯรู้ดี แต่ผ่านมา 6 เดือนท่านทำแค่โครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนนายพลให้ได้ปีละ 244 คน หากทำได้ท่านเอาไตข้างหนึ่งของตนไปได้เลย เพราะตั้งแต่ท่านเป็นนายกฯ ได้เลื่อนยศนายพลไปแล้ว 750 คน แต่มีนายพลเข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนดปี 67 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ก.ค.67 เพียง 4 คน

นายจิรัฏฐ์ ยังอภิปรายถึงความคืบหน้าการสอบสวนกรณีเรือหลวงสุโขทัยลอับปางจากพายุ ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค.65 ทำให้มีกำลังพลเสียชีวิต 29 ราย ความเสียหายร้ายแรงขนาดนี้ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย ก่อนหน้านี้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เร่งให้มีการสอบสวนสาเหตุเรืออับปาง อดีตรัฐมนตรีของท่านเคยรับปากในสภาแห่งนี้ว่าจะให้มีการสอบสวนใหม่ และให้เปิดเผยผลสอบแก่สาธารณะ แต่พอเปลี่ยนนายกฯ เป็น น.ส.แพทองธาร ผลสอบสวนเรือหลวงสุโขทัยกลายเป็นเอกสารลับสุดยอดทันที แทนที่ทหารเรือทั้ง 29 ราย จะได้รับความยุติธรรมกลับต้องมาตายฟรี เพราะดีลแลกประเทศของท่านใช่หรือไม่ ที่ทำให้ท่านไม่กล้าแตะต้องกองทัพเลย ท่านไม่ได้เห็นแก่คนตาย ท่านเห็นแต่คนเป็น ช่วยแต่คนเป็น

นายจิรัฏฐ์ กล่าวอีกว่า เรื่องเรือดำน้ำคาราคาซังมานาน วันนี้ก็ยังไม่มีการหารือกับทางจีน เรื่องการขยายสัญญาให้กับจีนกับการขอเปลี่ยนเครื่องยนต์ ผ่านการให้ความเห็นของกฤษฎีกาแล้วรอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถามว่านายกฯรออะไร ทำไมไม่บอกให้รัฐมนตรีนำเรื่องเข้าที่ประชุมครม. เพื่อจะได้ตัดสินใจ เพราะท่านก็รู้ว่าเสียดอกเบี้ยวัน 1.2 ล้านบาท หากท่านยังนิ่งเฉยลอยตัวแบบนี้ เท่ากับว่านายกฯเลือกข้างกองทัพมากกว่าประชาชน ท่านพร้อมจะปกปิดความผิดโครงการที่เป็นปัญหา สร้างความเสียหายให้ประเทศได้ดำเนินการสร้างความเสียหายต่อไป เอาประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้งเพื่อแลกกับการรักษาข้อตกลงดีลแลกประเทศ ที่ท่านได้ทำไว้กับกลุ่มอำนาจเดิม

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยคว่ำกฎหมายทุกฉบับที่มีเนื้อหาแตะต้องกองทัพ ฉบับที่สำคัญที่สุดคือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม เพื่อป้องกันการรัฐประหาร คนเจน Y ถูกกองทัพยึดอำนาจมาแล้ว 3 ครั้ง คนเจน Y ที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เป็นคนเดียวที่ถูกกองทัพย่ำยีมากที่สุด ครึ่งชีวิตของท่านต้องตกระกำลำบากจากการยึดอำนาจทำรัฐประหาร ไม่มีใครจะเจ็บปวดจากการถูกกองทัพทำรัฐประหารได้เท่ากับท่านอีกแล้ว แต่ท่านกลับเป็นคนเจน Y ที่น่าผิดหวังมากที่สุด เพราะในวันที่ท่านได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ทายาทแท้ๆ ของตระกูลที่ถูกกองทัพย่ำยีมาตลอด 2 ทศวรรษ มีโอกาสได้เป็นนายกฯ แต่กลับไม่มีเจตจำนงปฏิรูปกองทัพในหัวใจเลยสักนิดเดียว

“ผมไม่เชื่อว่าท่านจะไม่เคียดแค้น ไม่อยากหยุดยั้งการรัฐประหาร แต่เป็นเพราะท่านคิดถึงผลประโยชน์ตนเอง และครอบครัวมากกว่า ทำให้ท่านทิ้งโอกาส และอนาคตของประเทศในการป้องกันรัฐประหาร นายกฯ คนนี้ได้ทำดีลบนความทุกข์ร้อนของชาติบ้านเมือง ยอมแลกโอกาสที่จะได้ปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้ได้ครอบครองอำนาจเพียงแค่ชั่วคราว เมื่อพิจารณาแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้น เกินกว่าที่จะให้ท่านดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไปได้” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

‘รมว.กต.’ย้ำ! รัฐบาลยังไม่ได้แตะ/เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

‘รมว.กต.’ย้ำ! รัฐบาลยังไม่ได้แตะ/เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

‘รมว.กต.’ย้ำ! รัฐบาลยังไม่ได้แตะ/เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.37 น.

“รมว.กต.”ย้ำ! รัฐบาลยังไม่ได้แตะ/เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ให้คำมั่นจะดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม ไม่ยอมให้ประเทศเสียเปรียบแน่นอน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อภิปรายแสดงความกังวลถึงการดำเนินการของรัฐบาล MOU44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ โดยย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา และยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการเทคนิค หรือ JTC ดังนั้น จึงยังไม่มีการเจรจาใดๆ กับกัมพูชา และยังพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายไปพิจารณาทุกมิติทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และคำนึงบริบทต่างๆ เหมาะสม เพื่อให้ประชาชน และรัฐสภา ยอมรับผลการเจรจา ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการจัดเสวนา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง และพิจารณาทางเลือกจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างรอบด้าน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี จนสามารถสร้างความเข้าใจในประเด็นไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ได้เป็นอย่างดี

นายมาริษ ยังย้ำว่า MOU44 นั้น เป็นเครื่องมือช่วยให้ทั้งไทย และกัมพูชา มีกลไกเจรจาร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจขอบเขตการอ้างสิทธิ และจุดยืนแต่ละฝ่าย ดังนั้น จึงจะต้องมีการเจรจาต่อไป บนหลักการกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับของนานาชาติ พร้อมยืนยันว่า ไทยและกัมพูชา ยังไม่ได้มีการมีการเจรจาใดๆ และ MOU44 ไม่ใช่เป็นการยอมรับเส้นทางทะเลของใครทั้งสิ้น พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส เพื่อประโยชน์ประเทศชาติ และตนเองไม่อยากให้ประเด็นนี้ กลายเป็นประเด็นทางการเมือง จนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

นายมาริษ ยังย้ำด้วยว่า การไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชาจะต้องดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายอื่นๆ ที่ใช้เป็นกลไกเจรจาเหมือนรัฐบาลชุดก่อนๆ โดยเฉพาะคณะกรรมการ JTC และให้คำมั่นใจว่า รัฐบาลจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ และประชาชนทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบในทุกด้านแน่นอน และในท้ายที่สุดของการเจรจา จะต้องนำผลการเจรจานั้น เสนอต่อที่ประชุมของรัฐสภาอย่างแน่นอน

ส่วนการพัฒนาพลังงานในพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น นายมาริษ ระบุว่า รัฐบาล จะยังไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าการเจรจาในเขตทับซ้อนทางทะเลจะมีความชัดเจน และเป็นที่พอใจของประชาชน หรือรัฐสภา

‘พิพัฒน์’ให้ความมั่นใจ! ไม่ปู้ยี่ปู้ยำ‘งบกองทุนประกันสังคม’

‘พิพัฒน์’ให้ความมั่นใจ! ไม่ปู้ยี่ปู้ยำ‘งบกองทุนประกันสังคม’

‘พิพัฒน์’ให้ความมั่นใจ! ไม่ปู้ยี่ปู้ยำ‘งบกองทุนประกันสังคม’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.32 น.

“พิพัฒน์”ให้ความมั่นใจ! ไม่ปู้ยี่ปู้ยำ”งบกองทุนประกันสังคม” เล็งคุยผู้เชี่ยวชาญดันลงทุนได้ผลตอบแทน 5% ต่อเนื่องป้องล้มละลาย 30 ปีข้างหน้า พร้อมต่ออายุไปได้อีก 55 ปี เพิ่มสิทธิตรวจสุขภาพ-เงินเกษียณสูงขึ้น ยันไม่มีมวยล้มต้มคนดู ปม ตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงใช้งบประกันสังคม ด้าน”ปลัดแรงงาน”ส่งข้อมูลแล้ว

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กรณีการดำเนินการของประกันสังคมที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า สำหรับประเด็นที่มีข่าวมาตลอด 1 เดือน เรื่องเกี่ยวกับการซื้อตึกย่านพระราม 9 ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ซึ่งขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งต้องรอคำตอบออกมา ตนไม่สามารถก้าวล่วง

แต่ส่วนประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ คือ การบริหารกองทุนประกันสังคมใน 30 ปีข้างหน้า เพื่อไม่ให้มีการล้มละลาย ภายหลังที่มีสถาบันต่างๆ ออกมาประเมิน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการหาผลประโยชน์ก็อาจจะล้มละลายในปี 2597 ได้ แต่ตนขอแจ้งความคืบหน้าในปี 2566 ได้ดอกผลจากการลงทุนร้อยละ 3.1 ในปี 2567 ได้ดอกผลร้อยละ 5.34 เป็นเกณฑ์ที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ ได้ดอกผลร้อยละ 5 ขึ้นไป แต่จะทำให้ได้ผลร้อยละ 5 ตลอด 30 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งจะต้องมีการลงทุนให้รอบคอบ ทั้งลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปลัดกระทรวงแรงงานจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาทำการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ดอกผลตามเป้าหมาย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาร้อยละ 60 ของกองทุนเราลงทุนเรื่องที่มีความเสี่ยงต่ำจึงมีดอกผลน้อย ส่วนร้อยละ 40 จะต้องหาลงทุนและหาวิธีถ่วงดุลอย่างไรเพื่อดึงในส่วนของร้อยละ 60 เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 5 ของปี ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราหนักใจจึงต้องทำงานให้เกิดความรอบคอบ

นอกจากนี้ เราจะมีหลักประกันในส่วนหนึ่งคือบอร์ดประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และอนุต่างๆ ที่บอร์ดใหญ่ส่งตัวแทน จึงมีผู้ที่จะมาช่วยคัดกรองและคิด รวมถึงประเมินสถานการณ์ในอนาคต กลาง ใกล้ และในขณะนี้ว่าเราจะทำอย่างไร

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากเราทำรายได้คงที่ร้อยละ 5 ตลอดระยะเวลา 30 ปี เราจะสามารถยืดชีวิตไปได้ 55 ปี และจากการทำงานของตนที่มีการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จากนานาประเทศมาช่วยคิด เพื่อหาค่าตอบแทนให้กับประกันสังคม โดยภายใน 12 ปีข้างหน้า กองทุนประกันสังคมอาจจะโตถึง 6 ล้านล้านบาท แต่หากเราไม่ทำอะไรต่อก็จะล่มสลาย

“จึงอยากบอกผู้ประกันตนทุกคนให้สบายใจ ผู้บริหารของกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม จะไม่นำเงินของพวกท่านไปทำอย่างปู้ยี่ปู้ยำ เราจะนำเงินของท่านมาดูแลและทำให้เกิดดอกผลสูงสุด และหากทำได้ตามเป้าสิ่งที่ตามมาจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน เช่น การตรวจร่างกายก่อนจะป่วย หรือ เงินเกษียณจะได้รับสูงขึ้น”

ด้าน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งคำชี้แจงการใช้งบประกันสังคมไปยังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ตนได้ทำหนังสือส่งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประกันสังคมเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงไป

‘จิรายุ’บ่นเซ็ง! อภิปรายได้โหดเหี้ยม แบบ’ฆ่า…เวลา’จริงๆ

'จิรายุ'บ่นเซ็ง! อภิปรายได้โหดเหี้ยม แบบ'ฆ่า...เวลา'จริงๆ

‘จิรายุ’บ่นเซ็ง! อภิปรายได้โหดเหี้ยม แบบ’ฆ่า…เวลา’จริงๆ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.20 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การอภิปรายฯใน 2 วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงได้ทุกประเด็น และเรื่องที่มีการอภิปรายส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเก่าสมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้ และเป็นเรื่องจินตนาการเสียเป็นหลัก จนทำให้การเฝ้าฟังการอภิปรายมาตลอด 2 วันนี้กลับเห็นการอภิปรายแบบ “น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง”

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า แต่ถึงกระนั้นการอภิปรายของฝ่ายค้านครั้งนี้ต้องยอมรับว่า มีความโหดเหี้ยม จนทนแทบไม่ไหวเพราะมีการอภิปราย “ฆ่ากัน…อย่างโหดเหี้ยม คือ..ฆ่าเวลา”

ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้ หากเป็นไปตามที่ฝ่ายค้านขอเวลามาถึง 5 วัน ตนยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร ผู้อภิปรายของฝ่ายค้านก็คงจะได้ฝึกอภิปรายคนละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงอย่างแน่นอน ตนคงจะต้องหาไม้จิ้มฟันมาถ่างตาขนาดไหน

“ตลอด 2 วัน ฟังแล้วแต่ละคนได้อภิปรายไม่น้อยกว่า 1 – 2 ชั่วโมง แต่ละเรื่องก็มีแต่อารัมภาบท บ้างก็ไหว้ครู บ้างก็รำอวยพร บ้างก็มัวแต่กล่าวคำ ปฎิญาณ จนทำให้จนถึงเวลานียังไม่รู้เลยว่า ดีลแลกประเทศ ดีลปีศาจ คืออะไร”

เศรษฐกิจกำลังจะดี! ‘พิชัย’ขอให้รออีกนิด ย้ำมาถูกทางแล้ว

เศรษฐกิจกำลังจะดี! 'พิชัย'ขอให้รออีกนิด ย้ำมาถูกทางแล้ว

เศรษฐกิจกำลังจะดี! ‘พิชัย’ขอให้รออีกนิด ย้ำมาถูกทางแล้ว

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.

“พิชัย”แจงสภา รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตก ย้ำส่งออกไทย 5 เดือนแรกของรัฐบาล”นายกฯแพทองธาร”ขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 11.8%

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกอย่างเร่งด่วน

นายพิชัย ระบุว่า การส่งออกของไทยปี 67 โต 5.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ขยายตัวถึง 14% และในช่วง 5 เดือนแรกของรัฐบาลปัจจุบัน การส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 11.8% เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ถูกทิศทาง

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาลไทย โดยในปี 2567 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศถึง 1.13 ล้านล้านบาท และหลายโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม PCB เซมิคอนดัคเตอร์ AI Data Center และธุรกิจอนาคตที่จะเป็นโครงสร้างสำคัญของประเทศ

นายพิชัย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ โดยการเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ไทยยังจะได้ลงนาม FTA กับภูฏาน ซึ่งเตรียมลงนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เมษายน หลังความสำเร็จ FTA กับเอฟตา ซึ่งเป็นเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับประเทศในยุโรป หลังท่านนายกฯมาดำรงตำแหน่งเพียง 3 เดือน และกำลังเร่งเจรจา FTA กับแคนาดา เกาหลีใต้ และยูเออี เพื่อขยายโอกาสทางการค้าของไทยให้มากขึ้น

สำหรับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นายพิชัย ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย และได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในหลายด้าน อาทิ

-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้ราคาตลาดโลกจะลดลง 37% แต่ไทยสามารถรักษาราคาเฉลี่ยในปี 2568 ไว้ที่ 9.90 บาท/กก. สูงกว่าปี 62 – 64 ที่ 8.57 บาท/กก.พร้อมควบคุมการนำเข้าให้มีใบรับรองว่าไม่มีการเผาก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่น PM2.5

-มันสำปะหลัง ปัญหาหลักเกิดจากจีนชะลอการนำเข้าเนื่องจากราคาต้นทุนสูง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถผลักดันให้จีนกลับมาซื้อได้แล้วกว่า 8.71 ล้านตัน และยังส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในประเทศเพื่อเพิ่มความต้องการ

-ข้าว ขณะนี้ราคาข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้น 1,300 บาทต่อตันจากปีก่อน แต่ข้าวนาปรังได้รับผลกระทบจากการกลับมาส่งออกของอินเดีย รัฐบาลจึงเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยให้เงินสนับสนุน 1,000 บาท/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ และจะเปิดเสรีการส่งออกข้าว ทลายทุนผูกขาดข้าว ผ่านมาตรการลดสต๊อกในการส่งออกที่ดำเนินการแล้ว และลดค่าธรรมเนียมหนังสือนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งออกข่าว ซึ่งกำลังรอเข้า ครม. ในเดือน เม.ย.นี้ สำหรับข้าวนาปี ยังมีแผนลดต้นทุนการผลิต ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชในราคาพิเศษ

-ผลไม้ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ออกมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 รวม 7 มาตรการ 25 แผนงาน ที่ครอบคลุมผลไม้หลักทุกชนิด เป้าหมาย 9.5 แสนตัน เพื่อให้ผลไม้ราคาดีทั้งปี

นายพิชัย ยังเผยว่า รัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานและกวาดล้างธุรกิจนอมินี หลังดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น สินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่ทะลักเข้าแพลตฟอร์มออนไลน์ สามารถดำเนินคดีไปแล้วกว่า 24,626 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 1,257 ล้านบาท และสามารถเก็บ VAT ได้ 1,500 ล้านบาท และสามารถกวาดล้างธุรกิจนอมินีได้ถึง 851 ราย มูลค่าความเสียหาย 15,121 ล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวและเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจากการส่งออกที่ขยายตัว การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมั่นว่าหากสามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว