ปชน.เดือด! จวก’พิเชษฐ์’ปิดปากปมอภิปรายไอโอ ‘วิโรจน์’ซัดแหลก

ปชน.เดือด! จวก'พิเชษฐ์'ปิดปากปมอภิปรายไอโอ 'วิโรจน์'ซัดแหลก

ปชน.เดือด! จวก’พิเชษฐ์’ปิดปากปมอภิปรายไอโอ ‘วิโรจน์’ซัดแหลก

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

ปชน.เดือด! จวก”พิเชษฐ์”ปิดปากปมอภิปรายไอโอ “วิโรจน์”ซัดขลาดเขลาสยบยอมกองทัพ “ปกรณ์วุฒิ”บอกอันตรายมาก ขนาด”นายกฯ-รมว.กลาโหม”ยังไม่รู้

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ห้ามไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นการปฏิบัติการข่าวสาร (ไอโอ) ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.)

โดย นายชยพล กล่าวว่า ยืนยันเอกสารที่นำเสนอเป็นของจริง ได้รับจากคนที่ทำงานในโครงสร้างนี้จริงๆ ทั้งตำรวจและทหาร ซึ่งเป็นขบวนการไล่โจมตีประชาชน แต่น่าเสียดายที่ตนถูกห้ามอภิปรายเต็มเวลา ทั้งนี้ เราจะดำเนินการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในช่องทางของพรรคต่อไป

ด้าน นายวิโรจน์ กล่าวว่า รู้สึกน่าเสียดายสำหรับพรรคเพื่อไทย หากต้องการปกป้อง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายชยพลกำลังอภิปรายว่าวันนี้มีกองทัพบางส่วนหรือคนกลุ่มหนึ่งทำตัวอยู่ที่ยอดพีระมิด ทำตัวเป็นรัฐอิสระ อยู่ในสถานะรัฐเหนือรัฐ ที่แม้แต่นายกฯ ก็ตกเป็นเป้าโจมตี ทั้งที่เป็น ผอ.รมน.แต่ตกเป็นเหยื่อ ประเทศนี้อยู่ในสถานะที่แม้แต่นายกฯยังถูกคุกคามจากกองทัพส่วนหนึ่ง สะท้อนชัดว่านายกฯ และ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ไม่ได้แก้ไขอะไรตรงนี้ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือประชาชน ถ้านายกฯ ไม่สนใจเรื่องนี้ แม้แต่ครอบครัวหรือชีวิตของคุณก็ปกป้องไม่ได้ เป็นการแสดงความขลาดเขลาอย่างมาก สมัยรัฐบาลที่แล้ว ตนอภิปรายเรื่องนี้ประธานในการประชุมขณะนั้นยังมีความกล้าหาญกว่านายพิเชษฐ์ วันนี้นายพิเชษฐ์ไม่มีความกล้าหาญ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานในการประชุมอีกต่อไป วันนี้สยบยอมกองทัพ นั่งอยู่บัลลังก์ทำได้เพียงพยักหน้า ขอถามพรรคเพื่อไทยว่าคุณพร้อมจะบริหารประเทศจริงหรือ จะปล่อยให้ทหารอยู่ในสถานะรัฐซ้อนรัฐที่จับนายกฯและครอบครัวเป็นตัวประกันหรือ เป็นความขลาดเขลาที่น่าอดสูมากๆ

ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ขอพูดแรงๆ ว่ามีการปิดปากนายชยพลไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปราย เรื่องดังกล่าวพูดถึงปฏิบัติการของกองทัพที่พยายามคุกคามประชาชน ซึ่งอยู่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่กลับถูกนายพิเชษฐ์ห้ามไม่ให้พูด และเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจนายกฯในฐานะ ผอ.รมน.เป็นอีกบทพิสูจน์ตามที่บอกว่าไม่มีภาวะผู้นำ ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่น ขอให้ประชาชนตัดสินดู ตนเรียกเหตุการณ์วันนี้ว่าอัปยศในสภาผู้แทนราษฎร ปิดกั้นกลไกการตรวจสอบ สิ่งที่อันตรายมากคือ การที่ สส.พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นประท้วง บอกว่านายกฯ กับ รมว.กลาโหม ไม่รู้เรื่องแน่นอน ตนว่าน่ากลัวมาก เพราะเรามีนายกฯ กับ รมว.กลาโหม ที่ไม่รู้ว่ามีกองทัพคุกคามประชาชน และหากนายกฯ กับ รมว.กลาโหม บอกว่าไม่ทราบ แล้วจะจัดการอย่างไร

ศาลอุทธรณ์สั่งเลือกตั้ง’สก.เขตหนองจอก’ใหม่ แทน’ณรงค์ รัสมี’

ศาลอุทธรณ์สั่งเลือกตั้ง'สก.เขตหนองจอก'ใหม่ แทน'ณรงค์ รัสมี'

ศาลอุทธรณ์สั่งเลือกตั้ง’สก.เขตหนองจอก’ใหม่ แทน’ณรงค์ รัสมี’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

ศาลอุทธรณ์สั่งเลือกตั้ง”สก.เขตหนองจอก”ใหม่ หลังเห็นพ้อง”กกต.” “ณรงค์ รัสมี”ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม เหตุคนใกล้ชิดขนน้ำดื่มมอบวัดแจกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในงานยกช่อฟ้า

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้มีการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตหนองจอกใหม่ แทน นายณรงค์ รัสมี ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ

โดย ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า ในวันที่ 13 พ.ค.65 นายณรงค์ รู้เห็นเป็นใจให้ นายประภาส วัฒนผ่องใส นำน้ำดื่มชนิดบรรจุขวดพลาสติก ระบุข้อความว่า “ส.ส.ศิริพงษ์ รัสมี ณรงค์ รัสมี และเพื่อน” ไปมอบให้แก่วัดหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ในงานยกช่อฟ้าอุโบสถ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 มาตรา 65 (2) ซึ่งทำให้นายณรงค์ได้ประโยชน์ในการเลือกตั้ง

ส่วนการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุง เทพมหานครเขตหนองจอกในส่วนที่เกี่ยวกับนายณรงค์มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เห็นว่า น้ำดื่มดังกล่าวไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้รับมอบมามีการตั้งวางไว้ ณ สำนักงานกลางของวัด ตั้งแต่วันที่ 12 – 30 พ.ค.65 คิดเป็นระยะเวลาประมาณเกือบ 10 วัน ก่อนมีการเลือกตั้งสมาชิกสภา กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก และเมื่อพิจารณาภาพรวมของขนาดกองน้ำดื่ม จำนวน 30 แพ็ค หรือ 360 ขวด ที่ตั้งวางรวมกันอยู่ซึ่งย่อมใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก และเป็นจุดเด่นพอสมควร ซึ่งในช่วงงานบุญของวัดจะมีประชาชนเข้ามาทำบุญและมาร่วมงานมากกว่าในช่วงปกติ ประชาชนจำนวนมาก เหล่านั้นย่อมพบเห็นน้ำดื่มที่ตั้งวางอยู่ดังกล่าว และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่นายณรงค์ยังคงให้ประชาชนมาขอและรับน้ำดื่มไปแจกในงานอุปสมบทหรืองานศพ ในช่วงหลังจากมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงก่อนวันเลือกตั้ง คือในช่วงเดือน เม.ย.และเดือน พ.ค.65 การที่ประชาชนพบเห็นน้ำดื่มซึ่งมีตราที่มีชื่อนายณรงค์ติดอยู่บนภาชนะอีกครั้ง ย่อมเป็นการเน้นย้ำให้นึกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตลอดจนความมีน้ำใจไมตรีของนายณรงค์ตามวิสัยของคนไทย

ส่วนที่นายณรงค์ อ้างว่า ได้รับคะแนนเสียง 26,542 คะแนน ส่วน นายไพฑูรย์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับคะแนนเพียง 24,912 คะแนน การที่ตนเองได้รับคะแนนมากกว่านายไพฑูรย์ถึง 1,630 คะแนน เป็นผลจากตนเองเป็นที่รักใคร่ของประชาชนอยู่แล้ว แม่น้ำดื่ม 30 แพ็ค 300 ขวด จะถูกแจกหมดก็คิดเป็นคะแนนเพียง 300 คะแนน เมื่อหักแล้วตนเองก็ยังชนะนายไพฑรูย์อยู่ การชนะเลือกตั้งจึงไม่ได้เกิดจากการนำน้ำดื่มไปมอบให้วัดหนองจอก และน้ำดื่มมีราคาเพียงขวดละ 3 บาท ไม่อาจจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ ศาลฯ เห็นว่า แม้ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่ได้รับแจกมีราคาเพียงเล็กน้อย แต่หากผู้รับเป็นผู้ยากไร้หรือราคาเพียงเล็กน้อย ขาดแคลนเป็นอย่างมาก ผู้รับดังกล่าวย่อมรู้สึกว่าทรัพย์สินหรือสิ่งของนั้นมีคุณค่า ใหญ่หลวง และย่อมระลึกถึงคุณงามความดี ความมีน้ำใจ และบุญคุณของผู้ให้ จึงมุ่งที่จะตอบแทนบุญคุณนั้น หรือหากผู้รับเป็นผู้ติดนิสัยการรับและเข้าใจว่า การส่งเสริมให้ผู้ให้ประสบความสำเร็งในการเลือกตั้งจะทำให้ผู้ให้มีโอกาสแจก ทรัพย์สินหรือสิ่งของต่อไปจึงลงคะแนนเสียงสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ให้ ทรัพย์สินหรือสิ่งของดังกล่าว ย่อมทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียง สนับสนุนเนื่องจากการให้ทรัพย์สินหรือสิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่ให้ทรัพย์สินหรือสิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดในช่วงเวลาที่กฎหมายห้ามได้เปรียบผู้สมัครรับเลือกตั้งรายอื่น และผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากการให้ดังกล่าวอาจมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเพื่อการให้หรือแจก ทรัพย์สินในการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากกว่ามุ่งพัฒนาท้องถิ่น อันจะเป็นผลเสียหาย ต่อการเลือกตั้ง

ส่วนปัญหาว่าจำนวนผู้ถูกจูงใจให้เลือกนายณรงค์ควรต้องเป็น คะแนนเสียงประมาณ 300 คะแนน กล่าวคือ เท่ากับจำนวนน้ำดื่มที่แจกให้ ประชาชนประมาณ 300 คนหรือไม่นั้นเห็นว่า การได้รับน้ำใจจากบุคคลใด ผู้รับอาจเล่าขยายเป็นวงกว้างไปสู่บุคคลในครอบครัว ในกลุ่มเพื่อน หรือในสังคม ซึ่งจำนวนผู้รับรู้ที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้นายณรงค์ มีภาพลักษณ์ในทางบวกและมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงไม่อาจคิดคำนวณคะแนนเสียงที่ชนะเท่ากับ จำนวนน้ำดื่มที่แจกได้ ประกอบกับนายณรงค์มีคะแนนเสียงชนะนายไพฑูรย์เพียง 1,630 คะแนน ในขณะที่ทั้งนายณรงค์และนายไพฑูรย์ต่างได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้ง กว่า 20,000 คะแนน จึงยังมีความก้ำกึ่งและไม่เด็ดขาดพอที่จะชี้ชัดได้ว่า จำนวนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ชนะดังกล่าวมาจากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ถูกโน้มน้าวหรือถูกจูงใจเนื่องมาจากการพบเห็นหรือได้รับการบอกเล่าในเรื่องน้ำดื่มที่นายประภาสมอบให้วัดหนองจอกและตั้งวางอยู่ที่สำนักงานกลางของวัด ก่อนวันเลือกตั้งเป็นเวลาประมาณ 10 วัน จนทำให้ผู้นั้นเกิดความลำเอียงและ ลงคะแนนเสียงให้แก่นายณรงค์หรือไม่ และเพียงใด กรณีถือได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตหนอง จอก ในส่วนที่เกี่ยวกับนายณรงค์ผมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 มาตรา 108 วรรคสอง จึงเป็นเหตุต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก ใหม่ แทนนายณรงค์

– 006

​‘มือเจาะยางท็อปบูต’ปูดแฉ! ‘รังไอโอ’ใหม่ใกล้รัฐสภาแค่ 2 กิโลเมตร

​‘มือเจาะยางท็อปบูต’ปูดแฉ! ‘รังไอโอ’ใหม่ใกล้รัฐสภาแค่ 2 กิโลเมตร

​‘มือเจาะยางท็อปบูต’ปูดแฉ! ‘รังไอโอ’ใหม่ใกล้รัฐสภาแค่ 2 กิโลเมตร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

“มือเจาะยางท็อปบูต”ปูดแฉ! “รังไอโอ”ใหม่ใกล้รัฐสภาแค่ 2 กิโลเมตร ผ่า”ขบวนการสงครามข้อมูลข่าวสารกองทัพ” วุ่นลามถึง”สถาบัน” โดนสั่งเบรค ประท้วงหนัก เกือบถูกห้ามจ้อ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) โดย นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับปฏิบัติการไอโอของกองทัพ ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เติบโต เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ โดยก่อนการเลือกตั้ง 2566 ไม่นาน มีการจัดโครงสร้างปฏิบัติการไอโอขึ้นมาใหม่ ให้มีเอกภาพ ตั้งแต่ระดับนโยบาย ไล่ไปจนถึงระดับปฏิบัติการกระชับการบังคับบัญชาให้ทุกเหล่าทัพ รวมศูนย์ไปอยู่ภายใต้ ศปก.ร่วม โดยมีไซเบอร์ทีมที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คอยรับผิดชอบปฏิบัติการไอโอโดยเฉพาะ ขบวนการไอโอนี้ กลับสุขสบายดี แถมเติบโตจนน่ากลัวภายใต้นายกฯ ที่ชื่อว่า น.ส.แพทองธาร จากที่ตนติดตาม ไซเบอร์ทีมนี้ประชุมกันทุกวันพุทธหรือพฤหัส สถานที่ประชุมอยู่ใกล้กับรัฐสภา แถวสะพานเกษะโกมล ห่างจากสภาฯ ของเราเพียงแค่ 2 กิโลนิดๆ

ทั้งนี้ นายชยพล ได้นำสไลด์มาเป็นข้อมูลประกอบการอภิปราย เกี่ยวกับผังโครงสร้างทีมไซเบอร์ของกองทัพ จากเอกสารความมั่นคงพิเศษ กองทัพบก ซึ่งคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง 2566 คอยบัญชาการไซเบอร์ทีมนี้ ก็คือ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.ศปก.ร่วม

จนกระทั่ง นายชลพล ได้ยกตัวอย่างปฏิบัติการไอโอของกองทัพ ช่วงวันที่ 19 – 25 ต.ค.2567 ยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ที่มีการโพสต์ข้อความ สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของกองทัพกับสถาบัน แต่มีการแอบแฝงเพื่อสร้างภาพจำว่า กองทัพผูกติดอยู่กับสถาบันจนแยกไม่ออก จนถูก สส.รัฐบาล ประท้วงอย่างหนัก จน นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ที่สลับขึ้นมาทำหน้าที่ประธานการประชุม ต้องกล่าวตักเตือนที่พูดถึงสถาบันมาบ่อยครั้ง และระบุว่า ถ้ายังพูดถึงสถาบันอีกจะไม่ให้อภิปรายแล้ว

ทำให้เกิดการตอบโต้ไปมากับ สส.พรรคประชาชน ที่ยืนยันว่าพูดปกป้องสถาบัน นายชลพล จึงถามว่า หากไม่ให้ใช้คำว่าสถาบันจะให้ใช้คำว่าอะไร นายพิเชษฐ์ บอกหากใช้คำอื่นไม่เป็น ก็ไม่ต้องใช้ จากนั้น นายชยพล ได้เปลี่ยนหัวข้อไปพูดถึงปฏิบัติการไอโอของกองทัพที่มีเป้าหมายโจมตีนักการเมืองและคนที่อยู่ตรงข้ามกับกองทัพ อาทิ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสมบัติบุญงามอนงค์ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ตกเป็นเป้าหมายปฏิบัติการไอโอกองทัพ ทำให้นายพิเชษฐ์ ต้องเตือนนายชยพล อีกครั้งว่า พูดพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ที่ไม่มีสิทธิเข้ามาชี้แจง ควรหยุดอภิปรายดีกว่าหรือไม่ แต่นายชยพล ยืนยันว่า ได้มีการขออนุญาติเอ่ยชื่อบุคคลเหล่านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม นายชยพล ยังคงอภิปรายพูดถึงชื่อบุคคลภายนอก และลงลึกวิธีการทำงานของกองทัพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ สส.รัฐบาล ลุกขึ้นประท้วงบ่อยครั้ง ในที่สุด นายพิเชษฐ์ วินิจฉัยให้นายชยพล หยุดพูด โดยให้เหตุผลว่า ถ้าให้อภิปรายต่อไป แล้วเกิดความเสียหาย สภาฯ ก็รับไม่ไหว ทำให้ สส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงหลายคน โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.ลุกขึ้นใช้น้ำเสียงออดอ้อน ขอร้องให้นายชยพล ให้อภิปรายต่อ ในที่สุด นายพิเชษฐ์ อนุญาตให้พูดต่อไป โดยไม่ให้ฉายสไลด์

2 ขุนคลัง ตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 3% ฝ่ากระแสเศรษฐกิจฝืด

2 ขุนคลัง ตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 3% ฝ่ากระแสเศรษฐกิจฝืด

2 ขุนคลัง ตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 3% ฝ่ากระแสเศรษฐกิจฝืด

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

“2 ขุนคลัง”ตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 3% ฝ่ากระแสเศรษฐกิจฝืด หวังคลอดคริปโตเสริมสภาพคล่อง ศก.ไทย พร้อมโชว์ตัวเลขโต้ฝ่ายค้าน ยืนยันเศรษฐกิจไทยปี 67 โต 1.7-3.2% การจัดเก็บภาษีเพิ่มทุกรายการ – วอน ปชช.เชื่อตัวเลขสถิติ อย่าหลงเชื่อวาทกรรม

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้าน กล่าวหาพาดพิงถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยยอมรับว่า เศรษฐกิจไม่ดีมาอย่างยาวนาน ซึ่งอดีตเศรษฐกิจไทยเคยดี แต่ไม่ใช่ดีเพราะจังหวะ หรือความฟลุ๊ค แต่ดีเพราะเรื่องต่างๆ ที่ได้ทำไปในอดีต ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี พืชผลทางการเกษตรก็ไม่ดี การลงทุนอุตสาหกรรมก็ไม่ดี เพราะไทยสู้ต่างชาติไม่ได้ การลงทุนภาครัฐที่เบิกจ่ายช้า รวมถึงเรื่องการส่งออก

แต่อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีความหวังด้าน GDP แต่ไปหากดูเป้าที่ 2.5% จะเห็นว่า ในปีที่ผ่านมา โตขึ้นมาประมาณ 30% จึงตั้งเป้าว่าในปีนี้ จากผลักดันให้ GDP ต้องไม่ต่ำกว่า 3% และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังจำเป็นจะต้องเติมเม็ดเงินลงไป

ส่วนการใช้คริปโทเคอร์เรนซี หรือ Stable Coin หรือครินั้น นายพิชัย ยืนยันว่า จะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งตามกฎหมายแบงค์ชาติ กระทรวงการคลัง ยังไม่สามารถพิมพ์เงินใหม่ขึ้นมาคู่ขนาน หรือแข่งกับแบงค์ชาติได้ แต่สิ่งที่กระทรวงทำได้ คือการทำให้เกิดสภาพคล่องมากขึ้น เพราะการเป็นดิจิทัลอย่างน้อย รัฐบาลกู้หนี้จากประชาชนได้ ทำให้การแลกเปลี่ยนง่ายยิ่งขึ้น เป็นเงินที่ถูกต้อง เสมือนกับที่แบงค์ชาติมีอยู่

นายพิชัย ยังยืนยันถึงการแก้ไขปัญหาตลาดหุ้นด้วยว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาความได้เปรียบของนักลงทุนต่างชาติมากกว่านักลงทุนไทยไปแล้ว 80 – 90%

ส่วนการแก้หนี้นั้น นายพิชัย ระบุว่า เงินที่รัฐบาลเตรียมช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ขณะนี้ ยังใช้ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับหนี้ที่มี 13.6 ล้านล้านบาท โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่คิดซื้อหนี้ทั้งระบบ แต่จะเลือกซื้อหนี้เสียแล้ว และจะไม่เลือกกลุ่มที่ลูกหนี้กับเจ้าหนี้เจรจากัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ขนาดใหญ่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และจะเลือกลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหา ไม่มีหลักทรัพย์ กู้มากินและตามตัวไม่ได้

ด้าน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายถึงความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยยืนยันว่า เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขดัชนีมวลรวมของประเทศในปี 2567 ที่ไตรมาสแรกโต 1.7% ไตรมาสที่สอง 2.3% ไตรมาสที่สาม 3.0% และไตรมาสที่สี่ 3.2% และหลังเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอเล็ต รายได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ระยะเวลา 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงปัจจุบัน พบว่า การจัดเก็บหลายอย่างเพิ่มขึ้น อาทิ การขายปลีกจัดเก็บ VAT ได้เพิ่มขึ้น 31.5%, บริการทางการเงิน 38.7%, ขนส่งคลังสินค้า 26.5%, ที่พักค้างแรม 24.5%, ก่อสร้าง 15.8% และการขนส่ง 66%

ส่วนที่ฝ่ายค้านใช้ระบุแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ รายได้ไม่เพิ่มนั้น นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีมนุษย์เงินเดือนตาม ภ.ง.ด.1 โตขึ้น 5.9%, ภ.ง.ด.90 กลุ่มอาชีพอิสระโตขึ้น 2.8% และอ.ส.4/อ.ส.9 หรือลูกจ้างสัญญาจ้างเหมาโต 19%

นายเผ่าภูมิ ยังชี้แจงกรณีฝ่ายค้านกล่าวหาธนาคารของรัฐไม่ปล่อยกู้ โดยยืนยันว่า ช่วงไตรมาสที่หนึ่งของปี 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 มีอัตราการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น 3.3% ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 3.8% ไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 4.1% และไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 3.8% รวมถึงยังพบการเปิดเพิ่มของธุรกิจใหม่ช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่เพิ่มขึ้นทะลุ 102% มีทุนจดทะเบียนโตขึ้น 8.98% พร้อมขอให้ประชาชน พิจารณาที่ตัวเลขและวิทยาศาสตร์ มากกว่าเชื่อวาทกรรม

‘กรมที่ดิน’แจงการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพื้นที่‘ต้นน้ำลำธาร’ อ.ปากช่อง

‘กรมที่ดิน’แจงการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพื้นที่‘ต้นน้ำลำธาร’ อ.ปากช่อง

‘กรมที่ดิน’แจงการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพื้นที่‘ต้นน้ำลำธาร’ อ.ปากช่อง

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

‘กรมที่ดิน’แจงการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพื้นที่‘ต้นน้ำลำธาร’ อ.ปากช่อง

25 มีนาคม 2568 กรมที่ดิน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (WATERSHED AREA) นิคมสร้างตนเองลำตะคอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ตามที่มีการอภิปรายในประเด็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (WATERSHED AREA) นิคมสร้างตนเองลำตะคอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นั้น กรมที่ดิน ขอชี้แจงความเป็นมา ดังนี้

พื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2514 อนุมัติพื้นที่ป่าไม้ถาวร “ป่าปากช่อง – หมูสี” เนื้อที่ประมาณ 444.268 ตารางกิโลเมตร และ “ป่าโครงการรถไฟมวกเหล็ก – สีคิ้ว” เนื้อที่ประมาณ 2.400 ตารางกิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ 280,000 ไร่ ให้เป็นพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองเพื่อจัดที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนลำตะคอง โดยกำหนดพื้นที่ Watershed Area จำนวน 3 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 107,085 ไร่

เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ได้เข้าดำเนินการจัดที่ดินให้แก่ราษฎรพบว่า มีราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ส่วนกลาง 20 % เต็มพื้นที่แล้ว ในส่วนของพื้นที่ต้นน้ำลำธารพบว่ามีราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติจึงได้ประชุมและมีมติเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรโดยในช่วงปี พ.ศ. 2525 – 2527 ได้มีมติให้นำที่ดินที่ราษฎรเข้าครอบครองและอยู่อาศัยแล้วมาจัดสรรให้แก่ราษฎรอยู่อาศัยและทำกินโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์

จนกระทั่งในการประชุมคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2537 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 คณะกรรมการฯ ได้มีมติอนุมัติให้ออก น.ค. 3 ให้แก่ราษฎร และให้กันพื้นที่ต้นน้ำลำธาร (Watershed Area) รวมเนื้อที่ประมาณ 33,965 ไร่ เพื่อปลูกป่าตามโครงการปลูกป่าทดแทนและอนุรักษ์ดินและน้ำ

นิคมสร้างตนเองลำตะคองได้ดำเนินการออก น.ค. 3 ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้กับสมาชิกนิคมฯ และ กรมที่ดินก็ได้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. สืบเนื่องจาก น.ค. 3 ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารจำแนกเป็น โฉนดที่ดินจำนวน 8,738 แปลง เนื้อที่ประมาณ 39,061 ไร่ และ น.ส. 3 ก. จำนวน 1,427 แปลง เนื้อที่ประมาณ 13,118 ไร่ รวมทั้งสิ้น 10,165 แปลง เนื้อที่ประมาณ 52,179 ไร่ ไม่ได้ออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่ถูกอภิปรายแต่เพียงพื้นที่เดียวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พื้นที่ต้นน้ำลำธาร(WATERSHED AREA) ในนิคมสร้างตนเองลำตะคองนั้นไม่ได้เป็นพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด เมื่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับที่ดินในขณะนั้นมีมติให้จัดที่ดินและออก น.ค. 3 ให้กับสมาชิกนิคมฯ ได้ สมาชิกที่ได้รับ น.ค. 3 ก็สามารถนำมาเป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 ก. ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยมีผู้ปกครองนิคมฯ ร่วมทำการรังวัดและยืนยันความถูกต้องของ น.ค. 3 ด้วย การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวในพื้นที่ต้นน้ำลำธารของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง จึงเป็นไปตามนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและชอบด้วยระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

ผิดหวัง‘ฝ่ายค้าน’ ‘สมชัย’หยัน‘โรม’ซักฟอกชั้น 14 ไร้ข้อมูลพิเศษ เย้ย!หรือไม่มีใครส่งให้

ผิดหวัง‘ฝ่ายค้าน’ ‘สมชัย’หยัน‘โรม’ซักฟอกชั้น 14 ไร้ข้อมูลพิเศษ เย้ย!หรือไม่มีใครส่งให้

ผิดหวัง‘ฝ่ายค้าน’ ‘สมชัย’หยัน‘โรม’ซักฟอกชั้น 14 ไร้ข้อมูลพิเศษ เย้ย!หรือไม่มีใครส่งให้

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า โรม อภิปรายชั้น 14 แม้จะเป็นการรวบรวมจากสื่อ ไม่มีข้อมูลพิเศษอะไรที่ฮือฮา แต่มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง ดังนี้

1.ประเด็นคุณทักษิณ แจ้งความดำเนินคดีกับผู้หมิ่นประมาททางโซเชียล ในขณะที่ยังเป็นนักโทษรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยระบุรายละเอียดว่าเหตุเกิดที่ รพ.ตำรวจ การนำโทรศัพท์เข้าไปใช้ จึงขัดกับระเบียบราชทัณฑ์ มีโทษทางอาญา แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าว

2.การประเมินสุขภาพของคุณทักษิณ เพื่อให้ได้สิทธิพักโทษหลังจากต้องโทษครบ 6 เดือน ที่ต้องประเมินให้ได้ต่ำกว่า 11 คะแนน และสรุปว่าคุณทักษิณได้ 9 คะแนน ว่าน่าจะเป็นการประเมินแบบช่วยเกินจริง และในปัจจุบันยังไม่มีผลการสอบสวนในเรื่องดังกล่าว

3.การพาบุคคลภายนอก เข้าพบนายทักษิณ อย่างน้อย 2 ราย คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นการทำผิดระเบียบราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ฟังอภิปรายมุ่งหวังจะเห็นหลักฐานมากกว่า การพูดตามข่าว

4.เรื่องอื่นๆ หากเป็นคนที่ติดตามข่าว ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เคยปรากฏตามสื่อ จึงดูค่อนข้างผิดหวังว่า ฝ่ายค้านน่าจะมีข้อมูลเชิงลึกมากกว่านี้ หรือฝ่ายค้านแทบจะไม่มีใครช่วยส่งข้อมูลให้เลย

‘รมว.ดีอี’แจงสภาฯ ยันเดินหน้าแก้ปัญหาแก๊งคอลฯ ตัวเลขเสียหายลดลง50%

‘รมว.ดีอี’แจงสภาฯ ยันเดินหน้าแก้ปัญหาแก๊งคอลฯ ตัวเลขเสียหายลดลง50%

‘รมว.ดีอี’แจงสภาฯ ยันเดินหน้าแก้ปัญหาแก๊งคอลฯ ตัวเลขเสียหายลดลง50%

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

‘รมว.ดีอี’แจงสภาฯ ยันเดินหน้าแก้ปัญหาแก๊งคอลฯ ตัวเลขเสียหายลดลง50%

25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯ และรมว.ดีอี ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร วาระอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ โดยยืนยันต่อการทำหน้าที่เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรัฐบาลทำมาถูกทางโดยมีสถิติความเสียหายที่เกิดขึ้นลดลง 50% โดยคดีหลอกให้ติดตั้งแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์ลดลง 88% ความเสียหายลดลง 94% วันนี้ลิงก์หรือแอพพลิเคชั่นที่แนบมากับข้อความสั้นแทบจะไม่มีอีก เพราะใช้มาตรการคลีนซิ่งเรียบร้อย คดีหลอกให้กู้เงินลดลง 17% คดีหลอกลงทุนที่ผิดกฎหมายลดลง 62% และให้ประชาชนตระหนักรู้ในเรื่องต่างๆ  ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เพราะต้องทำให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบภัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรัฐบาลจะทำงานต่อเนื่อง

‘เผ่าภูมิ’กางตัวเลขโต้วาทกรรม‘ศิริกัญญา’เศรษฐกิจแย่ ยันเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง

‘เผ่าภูมิ’กางตัวเลขโต้วาทกรรม‘ศิริกัญญา’เศรษฐกิจแย่ ยันเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง

‘เผ่าภูมิ’กางตัวเลขโต้วาทกรรม‘ศิริกัญญา’เศรษฐกิจแย่ ยันเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

‘เผ่าภูมิ’กางตัวเลขโต้วาทกรรม‘ศิริกัญญา’เศรษฐกิจแย่ ยันเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง ชี้แจงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดินด้านเศรษฐกิจ ว่า ขอชี้แจงว่าเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง เป็นการเจริญเติบโตที่มีตัวเลขวิทยาศาสตร์มายืนยันตรงข้ามกับวาทกรรมโจมตี เห็นได้จากตัวเลขดัชนีมวลรวมของประเทศในปี 2567 ที่ไตรมาสแรกโต 1.7% ไตรมาสที่สอง 2.3% ไตรมาสที่สาม 3.0% และไตรมาสที่สี่ 3.2%

ต่อมาเมื่อรัฐบาลเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต พบว่ารายได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 5เดือนแรกของปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่เดือนต.ค.ถึงปัจจุบันที่น.ส.แพทองธาร เข้ามารับตำแหน่ง พบว่าการจัดเก็บหลายอย่างเพิ่มขึ้น อาทิการขายปลีกจัดเก็บVATได้เพิ่มขึ้น 31.5% บริการทางการเงิน 38.7 ขนส่งคลังสินค้า 26.5 ที่พักแรม 24.5% ก่อสร้าง 15.8% การขนส่ง66%

นายเผ่าภูมิ  กล่าวว่า ส่วนที่น.ส.ศิริกัญญา ใช้วาทกรรมว่าแรงงานทั้งในและนอกระบบรายได้ไม่เพิ่มนั้น พบว่าการจัดเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาหรือมนุษย์เงินเดือนตาม ภ.ง.ด.1 โต 5.9% ภ.ง.ด.90 กลุ่มอาชีพอิสระโต 2.8% และอ.ส.4/อ.ส.9 หรือที่เป็นสัญญาจ้างเหมาโต 19.0% ส่วนที่บอกว่าแบงก์รัฐไม่ปล่อยกู้นั้นพบว่าช่วงไตรมาสที่หนึ่งของปี 67 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 66 โตขึ้น3.3% ไตรมาสสอง โต 3.8% ไตรมาสที่สามโต 4.1% และไตรมาสสี่โต 3.8% การเปิดเพิ่มของธุรกิจใหม่ช่วงเดือนม.ค.ปี 68 โตขึ้น 102% ทุนจดทะเบียนโตขึ้น 8.98% สุดท้ายอยากให้พี่น้องประชาชนดูที่ตัวเลขและวิทยาศาสตร์มากกว่าเชื่อวาทกรรม

เปิดโหมดดราม่า! ‘อิ๊งค์’ลูกกตัญญู โอด‘พ่อ’เจอสารพัด‘ความอยุติธรรม’จนต้องพรากจาก

เปิดโหมดดราม่า! ‘อิ๊งค์’ลูกกตัญญู โอด‘พ่อ’เจอสารพัด‘ความอยุติธรรม’จนต้องพรากจาก

เปิดโหมดดราม่า! ‘อิ๊งค์’ลูกกตัญญู โอด‘พ่อ’เจอสารพัด‘ความอยุติธรรม’จนต้องพรากจาก

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.33 น.

“ลูกอิ๊งค์”เปิดโหมดดราม่ากลางสภาฯ! โอดตลอด 20 ปีผ่าน”พ่อ”เจอสารพัด”ความอยุติธรรม”เล่นงานติดหนึ่งในท็อป ต้องพรากจากอยู่ไกลกันสุดเจ็บปวด เย้ยหาก”ก้าวไกล-เพื่อไทย”จับมือตั้งรัฐบาลสำเร็จ ยังไงก็กลับมาอยู่ดี ปณิธานแรงกล้า!ขอใช้ชีวิตบั้นปลายที่ไทย ขอรอผลตรวจสอบจาก”แพทยสภา”ออก อธิบายเรื่อง”ป่วยชั้น 14″ไปยังไงก็ไม่เชื่อ ยันไร้แทรกแซง ขรก. ด้าน”โรม”ลุกโต้ทันควัน เปล่าเป็น”ม็อบเหลือง-แดง” หลัง”รัฐประหาร”ครั้งที่ 2 ออกมาต้านคนแรก ตอกกลับหากตอนนั้น”ก้าวไกล”เป็นรัฐบาล “อดีตนายกฯ”ไม่มีทางได้สิทธิพิเศษใดแน่นอน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับเข้ามายังสภาฯ อีกครั้ง พร้อมชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่ถูกพาดพิงเป็นครั้งแรกของวันนี้ ว่า ในเรื่องการครอบครองที่ดินเทมส์ วัลลีย์ (THAMES VALLEY) เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา บริษัทครอบครัวของตนทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายกิจการโรงแรมทุกประการ

ส่วนกรณีการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลดำเนินการไปมากพอสมควรแล้ว เราทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุค นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ มีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จีน เมียนมา และกัมพูชา ในเรื่องของการจับกุม ปราบปราม การตัดไฟ โดยเฉพาะทางจีน นายสีจิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ชื่นชมไทยที่จัดการเรื่องการตัดไฟ ตัดสัญญาณได้อย่างเด็ดขาด ดำเนินการได้รวดเร็ว วันนี้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด มาจากความร่วมมือจากทุกประเทศที่เราขอความร่วมมือ ขณะที่มาตรการซีลชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย หากเราทำเฉพาะของเรา อาจเกิดความขัดแย้งภายในได้ ดังนั้น เราทำงานกันเป็นทีม จนได้ผลอย่างดี หวังว่าฝ่ายค้าน จะเข้าใจการทำงานแบบทีมเวิร์ค และให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันแลัละปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC สายด่วน 1441 เพื่อเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ได้ระงับบัญชีม้า ไปแล้ว 1.92 ล้านบัญชี มีระบบติดตามบัญชีที่มีธุรกรรมทางการเงินผิดปกติ เพิ่มมาตรการธนาคาร ยกระดับการตรวจสอบการเปิดบัญชีใหม่ให้ตรวจสอบประวัติมากขึ้นเพื่อป้องกันการเปิดบัญชีม้าได้ยากมากขึ้น มีการกวาดล้างซิมม้าแล้ว 2.4 ล้านเลขหมาย และระงับต้องสงสัยที่มีการใช้งานผิดปกติ 2.8 ล้านเลขหมาย ตรวจสอบผู้ใช้ Mobile banking ที่ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.68 จำนวน 3.176 ล้านเลขหมาย หากไม่มายืนยันตัวตน จะไม่สามาถใช้งาน Mobile banking ได้

“ตั้งแต่มีมาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต สถิติการแจ้งความคดีอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมดของประเทศไทยลดลงไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะคดีคอลเซ็นเตอร์อย่างเดียว ลดลงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จากวันละ 100 ล้านบาท เหลือ 50 ล้านบาท แต่ตัวเลขยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลจะทำให้เข้มข้นมายิ่งขึ้น” น.ส.แพทองธาร กล่าว

นายกฯ ชี้แจงถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ว่า เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล แต่เรือธงลำนี้กำลังเผชิญมรสุมการคัดค้านจากหลายองค์กร แต่รัฐบาลรับฟังทุกความเห็น พยายามประคับประคองอย่างดีให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ใน 2 รอบแรก เราต้องแจกเป็นเงินสด แม้จะถูกมองว่าไม่ตรงปก แต่ยืนยันว่าตรงเป้าแน่นอน ส่วนรอบที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง จะเป็นดิจิทัลวอลเล็ตเต็มรูปแบบ ขณะนี้กำลังทดลองพัฒนาระบบ เริ่มต้นจากเยาวชนอายุ 16 – 20 ปี ที่มีพลังในการบริโภค มีความตื่นตัวทางเทคโนโลยี เรียนรู้รวดเร็ว จะเป็นกำลังสำคัญให้ครอบครัว ทั้งนี้ เป้าหมายระยะยาวคือยกระดับสังคมไทยเป็นสังคมดิจิทัล ตนมั่นใจว่า ภายใน 1 วาระของรัฐบาลนี้ จะเกิดผลเป็นรูปธรรม ปกก็ตรง เป้าก็โดน

นายกฯ ยังชี้แจงถึงกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า ฝ่ายค้านที่อภิปรายเรื่องนี้กับตน มีความเห็นต่างกัน ท่านก็เคยไปมีความเคลื่อนไหวกับแนวร่วมพันธมิตรที่ จ.ภูเก็ต แต่ตนเชื่อมั่นว่าคงไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้น มาอภิปรายตนในวันนี้ ตนอยากชี้แจงในฐานะของลูกสาว ตั้งแต่พ่อของตนเดินทางกลับมาประเทศไทย จนถึงวันที่ออกจากโรงพยาบาลชั้น 14 ตนยังไม่ได้เป็นนายกฯ ไม่อยากให้ท่านอภิปรายให้เกิดความสับสนเหมือนกับว่าตนเป็นนายกฯ แล้ว และมีอำนาจสั่งข้าราชการ หรือใครๆ ตอนนั้นตนเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และไม่มีอำนาจใดๆ เลย ในเรื่องความถูกต้อง และกฎระเบียบ ถึงจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ทุกคนที่มีหน้าที่รักษากฎระเบียบเขาก็ต้องดำเนินการแบบนั้นต่อ การจะอภิปรายอะไรแบบนี้ ต้องเห็นค่าของผู้ที่รักษากฎหมาย คนที่เป็นข้าราชการ การพูดแบบนี้เหมือนเป็นการด้อยค่า

“ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าลูกคนไหนก็ตามที่เห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี ไม่มีใครอยากให้เกิด สถานการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาในรอบ 20 ปี ของประเทศเรา ทุกคนทราบดีถึงความยากลำบากที่เราและประชาชนประสบมา ในเรื่องความอยุติธรรม ถ้าจะหาใครสักคนที่เผชิญเรื่องความไม่ยุติธรรม ดิฉันมั่นใจว่า ดร.ทักษิณ คือหนึ่งคนท็อปๆ เลย ที่ได้รับความไม่ยุติธรรม ท่านได้ถูกยึดอำนาจทางการเมือง แล้วยังถูกยึดทรัพย์สิน ถูกลอบสังหารหลายรอบ ดิฉัน ตอนนั้นอยู่มหาวิทยาลัยก็ทราบว่าคุณพ่อถูกลอบสังหาร แต่สมัยนั้นเครื่องมือสื่อสารไม่ดีเหมือนสมัยนี้ พอเราได้ยินมา เด็กอายุ 18 – 19 คนหนึ่งที่ทราบว่ามีคนตั้งใจจะสังหาร ก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดี ในวันนั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไร ต้องรอสักพักถึงทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณพ่อ เป็นเหตุการณ์ที่ต้องลุ้นแบบนี้ไม่ใช่ครั้งเดียว ก็หลายครั้ง เป็นสิ่งที่เกิดความเจ็บปวดในครอบครัว นอกจากนี้ ยังต้องถูกพลัดพรากไปไกลกัน อยู่คนละประเทศเสมอ ดิฉันพยายามเดินทางไปหาคุณพ่อบ่อยๆ จนกระทั่งช่วงโควิด ดิฉันท้องลูกคนแรก 6 เดือน เดินทางยากลำบาก ไปอยู่กับท่าน 1 เดือน กลับมาก็ 7 เดือน ตอนนั่งเครื่องบินก็เสียน้ำตา ไม่รู้ว่าโควิดจะหยุดเมื่อไหร่ เราเดินทางท้องโตจะติดหรือไม่ ช่วงนั้นวัคซีนก็ไม่มี” น.ส.แพทองธาร กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า แน่นอนว่าความไม่ยุติธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมันทำให้ครอบครัวที่เราสนิทกันอยู่แล้วก็รักกันมากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้ตนเติบโตขึ้นมาอย่างมีสติ ทราบว่าอะไรควรไม่ควร ต้องเห็นใจซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ตนได้ฝึกฝนตัวเองมา ในความลำบากก็มีข้อดีที่ซ่อนอยู่ในนั้น ส่วนที่มีสมาชิกกล่าวหาว่าคุณพ่อตนกลับมา เพราะมีดีลกับปีศาจผ่านการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าไม่ใช่ความจริงเลย เป็นการตัดสินใจของท่านอย่างเต็มรูปแบบว่าจะกลับมา ตนก็ไม่อยากให้ท่านกลับมาต้องติดคุก หรือถูกจำกัดที่ทาง จึงบอกคุณพ่อไปว่าไม่เป็นไร อยู่เมืองนอกก็เจอกันได้ แต่ท่านอยากใช้เวลาที่เหลือกับครอบครัวที่ประเทศไทย ท่านมีความรักและห่วงประชาชนมาก คิดอะไรก็จะคิดแต่เรื่องเศรษฐกิจ คิดให้ประชาชนรวย ตนฟังท่านแล้วก็รู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจในการทำงาน เพราะรู้สึกว่าคนเราเจอเรื่องมากมายขนาดนี้ แต่ยังคิดเรื่องดีๆ กับคนอื่นได้ ต้องใบ้พลังบวกในใจอย่างมาก ตนก็ได้อะไรตรงนี้มา

“ถ้าวันนั้นทางเพื่อไทย และก้าวไกลจับมือกันสำเร็จแล้วตั้งรัฐบาลได้ ท่านเป็นผู้นำรัฐบาล ส่วนพวกเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ยังไงดร.ทักษิณก็กลับมาอยู่ดี แม้ว่ารัฐบาลนั้นจะจัดตั้งโดยใคร คือเรื่องจริงที่คุณพ่อตั้งใจแล้วว่าจะกลับมาให้ได้ ส่วนกระบวนการของพระราชทานอภัยโทษ เป็นสิทธิของผู้ต้องคดีความทุกคน ที่มีขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ดิฉันขอไม่ก้าวล่วง ถ้าจะบอกว่าท่านป่วย ป่วยจริง ป่วยหลอก เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าคุณพ่อมีอาการป่วยต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นสิ่งที่ชัดเจน ถ้าดิฉันจะบอกท่านคุณพ่อผู้อายุ 70 กว่าป่วย ท่านจะเชื่อดิฉันหรือไม่ ก็ไม่เชื่อ แต่ยืนยันว่าป่วยจริงๆ ต้องได้รับการผ่าตัด ช่วงโควิดเป็นโควิดหนักมาก น้ำหนักลดไป 10 กว่ากิโล ผมร่วง มีจุดที่ปอด ท่านเชื่อหรือไม่ ก็ไม่เชื่อ ถ้าจะบอกว่าคนอายุ 70 กว่าต้องผ่าตัด แล้วการผ่าตัดมันไม่ได้ง่ายเหมือนคนอายุน้อย ท่านเชื่อหรือไม่ ก็ไม่เชื่อ ดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะต้องอธิบายแบบไหน ขณะนี้มีการยื่นเรื่องตรวจสอบต่อแพทยสภา เชื่อว่าผลสรุปจะออกมาในอีกไม่นานนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะยอมรับ เพราะถามจากดิฉัน ดิฉันตอบ ท่านก็ไม่เชื่ออยู่ดี ไม่ทราบวาต้องทำอย่างไร” นายกฯ กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยว่า เมื่อมีกระบวนตรวจสอบกรณีนายทักษิณ ในฐานะลูกสาว ตนห่วงใยแน่นอน ตนเป็นลูกสาวที่รักคุณพ่อ หรือที่ในต่างประเทศเรียกว่า Daddy Girl แต่ในฐานะนายกฯ ตนไม่เคยใช้อำนาจไปแทรกแซงหน่วยงานใดเลย อย่าดูถูกข้าราชการไทย อย่าดูถูกระบบกระบวนการของราชการไทย ยุคสมัยนี้ทุกอย่างตรวจสอบได้ ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ตนลาออก ถือเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำไม่ได้คือขอให้ตนลาออกจากความเป็นลูกสาว หรือความเป็นแม่ ตนลาออกไม่ได้ ตนพร้อมทำงานให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกจังหวัด ทุกที่ เพราะสวมหมวกนายกฯ ไทย ตนทำหน้าที่นี้เต็มที่สุดความสามาระแน่นอน แต่ในฐานะลูกสาวของนายทักษิณ ตนพูดคำนี้ด้วยความภูมิใจตั้งแต่ตนสามารถพูดได้ ขอให้ดูและพิสูจน์ที่ความสามารถตน และความตั้งใจในการทำหน้าที่นายกฯของตน หากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์หรืออภิปรายใดๆ ก็ขอให้วิจารณ์การทำงาน น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสภาฯ และประเทศ

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นใช้สิทธิ์ถูกพาดพิง กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมพันธมิตร ที่ จ.ภูเก็ต ว่า ตนเข้าใจนายกฯ ที่มีประสบการณ์ชีวิตหลายอย่างที่เจ็บปวด ตนให้กำลังใจท่านในช่วงที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์วันนี้พวกเรารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร ตนยืนยันว่า ชั่วชีวิตนี้ตนไม่เคยเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งที่ กทม.หรือภูเก็ต ตนอายุ 14 ปี ตอนที่พ่อท่านถูกรัฐประหาร ตนไม่เคยเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร ตนไม่ได้เห็นด้วยกับอุดมการณ์ความคิดของกลุ่มพันธมิตร หากจะมีความคิดใดใกล้เคียงที่สุด ก็คือการไปเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งคนจำนวนมากที่เรียกร้องประชาธิปไตยเขานิยามตัวเองว่าเสื้อแดง แต่ตนไม่เคยนิยามตัวเองว่าเป็นคนเสื้อแดง ตนมีความตะขิดตะขวง เพราะตนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อท่านทำหลายเรื่อง ตนคือตัวตน หลังการรัฐประหารครั้งที่ 2 ที่ยึดอำนาจไปจากอาของท่าน ตนคือคนแรกๆ ที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตนยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรแน่นอน ไม่เคยไปยึดสนามบิน ส่วนเรื่องพรรคก้าวไกล ตนยืนยันว่า หากพรรคก้าวไกลในขณะนั้นได้เป็นรัฐบาล อดีตนายกฯ จะไม่มีทางได้รับสิทธิพิเศษใดๆ อย่างแน่นอน

เปิดรายละเอียด‘ตั๋ว PN’ หลัง‘นายกฯ’ถูกซักฟอกใช้เป็นกลไก‘นิติกรรมอำพราง’เลี่ยงภาษี

เปิดรายละเอียด‘ตั๋ว PN’ หลัง‘นายกฯ’ถูกซักฟอกใช้เป็นกลไก‘นิติกรรมอำพราง’เลี่ยงภาษี

เปิดรายละเอียด‘ตั๋ว PN’ หลัง‘นายกฯ’ถูกซักฟอกใช้เป็นกลไก‘นิติกรรมอำพราง’เลี่ยงภาษี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.02 น.

เปิดรายละเอียด‘ตั๋ว PN’ หลัง‘นายกฯ’ถูกซักฟอกใช้เป็นกลไก‘นิติกรรมอำพราง’เลี่ยงภาษี

เปรี้ยง!!!!

ขึ้นมาทันควัน

เมื่อ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้น “ซักฟอก” อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

หลักใหญ่ใจความ มุ่งไปที่การ‘ไม่เสียภาษี’ ของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มีพฤติกรรมหนีภาษี โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำ “นิติกรรมอำพราง” เพื่อหลีกเลี่ยง “ภาษีการรับให้” ผ่านกลไกที่ “วิโรจน์” บอกว่า คือ…

ตั๋ว PN !??

คนในแวดวงการเงิน น่าจะเข้าใจได้ แต่ถ้า “ตาสีตาสา” น่าจะเกาหัว ว่า คืออะไร???

ว่ากันถึง “ตั๋ว PN” หรือ “ตั๋วสัญญาการใช้เงิน” Promissory Note  คือ หนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ออกตั๋ว” (Maker) ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ผู้รับเงิน” (Payee)

“ตั๋วสัญญาใช้เงิน” คือ เอกสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่ใช้ในการกู้ยืมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยบุคคลผู้ออกตั๋วได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะใช้เงินภายในระยะเวลาที่กำหนด หากตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นแบบไม่มีเงื่อนไขและสามารถเปลี่ยนมือได้ จะเรียกว่าตราสารเปลี่ยนมือ องค์ประกอบของตั๋วสัญญาโดยทั่วไปจะประกอบด้วย เงินต้น, อัตราดอกเบี้ย, กำหนดวันชำระเงิน, วันสิ้นสุดการชำระเงิน ในบางครั้งอาจจะมีข้อกำหนดในกรณีที่ผู้ออกตั๋วหรือผู้กู้กระทำผิดตามข้อกำหนด ผู้ออกกู้ก็จะยึดทรัพย์สินตามที่ได้กำหนดกันไว้

นอกจากนี้ ยังมีตั๋วสัญญาอีกชนิดที่เรียกว่า “ตั๋วสัญญาใช้เงินตามความต้องการ”

ตั๋วสัญญาประเภทนี้จะไม่มีกำหนดถึงวันสิ้นสุดการชำระเงินไว้ในตั๋วสัญญากู้เงิน แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ออกกู้ว่าจะเรียกเก็บเมื่อไร แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ออกกู้จะแจ้งถึงกำหนดเวลาที่ต้องการให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 3-4 วัน สำหรับการกู้ยืมเงินที่เป็นส่วนบุคคลนั้น โดยปกติจะมีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในสัญญาจะระบุถึงในเรื่องของภาษีไว้ด้วย

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 3 ตั๋วสัญญาใช้เงิน มีการระบุเกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมถึงองค์ประกอบที่ต้องมีในตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมาตรา 982 ระบุว่า “อันว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับเงิน”

มาตรา 983 ระบุว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นต้องมีรายการดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

(1) คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน

(2) คำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไข ว่าจะใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน

(3) วันถึงกำหนดใช้เงิน

(4) สถานที่ใช้เงิน

(5) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน

(6) วันและสถานที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน

(7) ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว

มาตรา 984 ตราสารอันมีรายการขาดตกบกพร่องไปจากที่ท่านระบุบังคับไว้ในมาตราก่อนนี้ ย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน เว้นแต่ในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งไม่ระบุเวลาใช้เงิน ท่านให้ถือว่าพึงใช้เงินเมื่อได้เห็น

ถ้าสถานที่ใช้เงินมิได้แถลงไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน ท่านให้ถือเอาภูมิลำเนาของผู้ออกตราสารนั้นเป็นสถานที่ใช้เงิน

ถ้าตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ระบุสถานที่ออกตั๋ว ท่านให้ถือว่าตั๋วนั้นได้ออก ณ ภูมิลำเนาของผู้ออกตั๋ว

ถ้ามิได้ลงวันออกตั๋ว ท่านว่าผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทำการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้

ข้อดี…

ของการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในการทำธุรกิจหรือกิจกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยง ผู้ออกตั๋วต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินขึ้นมา เพื่อเป็นหลักประกันให้เกิดความมั่นใจกับผู้รับเงิน ว่าจะได้รับเงินตรงเวลา เนื่องจากตั๋วสัญญาการใช้เงิน เป็นเอกสารที่ระบุจำนวนเงินที่เป็นหนี้ มีความยืดหยุ่นในการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้รับภาระและผู้ถือสามารถกำหนดเงื่อนไขการชำระเงิน

ระยะเวลาชำระเงินที่แน่นอน เมื่อถึงวันครบกำหนดผู้รับเงินจะได้รับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตั๋ว และในกรณีที่ผู้ออกตั๋ว (ผู้ที่ต้องชำระหนี้) ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินเมื่อถึงวันครบกำหนดการชำระหนี้ ก็สามารถใช้ตั๋วสัญญาการใช้เงิน ที่ทำไว้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องเพื่อบังคับคดีได้

หากต้องการระดมทุนก็ทำได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน รวมถึงไม่ต้องใช้หลักประกันทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจที่อาจไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักประกัน และสามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้ ทำให้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความคล่องตัว

ข้อเสีย…

คือมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ หากผู้รับภาระไม่สามารถชำระเงินตามสัญญา จะเกิดความเสี่ยงต่อผู้ถือและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงินทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงเช่นกัน การเจรจาและตกลงที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้เวลาและตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้อง

ทีมข่าว “แนวหน้าออนไลน์”