‘มาดามหยก’ขอบคุณ’สภาสมาคมสตรีฯ-ชมรมสภาสตรีฯ’แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

'มาดามหยก'ขอบคุณ'สภาสมาคมสตรีฯ-ชมรมสภาสตรีฯ'แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

‘มาดามหยก’ขอบคุณ’สภาสมาคมสตรีฯ-ชมรมสภาสตรีฯ’แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

“มาดามหยก”ขอบคุณนายกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ และนายกชมรมสภาสตรีดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ให้กำลังใจสตรีภูมิใจในตัวเอง แนะคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (lndy) ได้กล่าวขอบคุณนายกสมาคมสภาสตรี และนายกชมรมสภาสตรีดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ ที่แต่งตั้ง ให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของชมรมสตรีดีเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ สภาสตรีดีเด่นแห่งประเทศไทย และขอขอบพระคุณ คุณเยาวเรศ ชินวัตร นายกผู้ก่อตั้งสภาสตรีฯ และผู้ใหญ่ทุกท่านในสมาคมฯ ที่มองเห็นในสิ่งที่ตนทำมาตลอด ซึ่งตนสัญญาว่าจะมุ่งมั่น ใช้ความเป็นสตรี พัฒนาตนเอง ช่วยเหลือคนรอบข้าง ทำเพื่อส่วนรวม ประเทศชาติ ไปด้วยความเข้าใจ

นางสาวกชพร กล่าวว่าการทำงานในบทบาทของสตรี ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ ก็อยากให้มองว่าเราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน และทำงานร่วมกันได้ทุกฝ่าย สำหรับตนเองทำงานตรงนี้มาหลายปี มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ อยากเป็นพลังของสตรีจริงๆ ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปชุมชน หรือประเทศที่เราอยู่ ทำให้คนรุ่นต่อๆไป สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าสีไหนหรือฝ่ายไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าบทบาทของสตรีควรจะมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ นางสาวกชพร กล่าวว่า ทุกวันนี้สตรีมีบทบาทที่เพิ่มมากขึ้น สามารถทำอะไรได้โดยไม่แพ้เพศอื่นๆ จุดเด่นของสตรี คือมีความละเอียดอ่อน มีความใส่ใจ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ของสุภาพบุรุษ งานที่ออกมาคำนึงถึงทุกฝ่าย มีความเข้าใจความเท่าเทียม เข้าใจความเหลื่อมล้ำ และพวกเราสามารถใช้พลังสตรีร่วมกันทำให้ทุกอย่างดีขึ้นในทุกมิติ

นางสาวกชพร กล่าวด้วยว่า เราควรชื่นชมสตรี ที่เราสามารถเดินไปพร้อมๆกันกับผู้ชาย และเพศที่หลากหลายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นช้างเท้าหลัง แต่ทั้งนี้สตรีก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นแม่ที่ดี เป็นภรรยาที่ดี มีความขยัน อดทน และซื่อสัตย์ คิดถึงส่วนรวมเป็นหลักจึงจะสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรอบข้าง ดังนั้น ก็ขอให้กำลังใจสตรีทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หรือสถานะอะไร ขอให้ภูมิใจในตัวเอง ศึกษาเพิ่มเติมเสริมความรู้ให้ตนเองอยู่เสมอ ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆขึ้นมาเพื่อส่งมอบสังคมที่น่าอยู่ให้กับลูกหลานของเรา

– 006

คนคิดถึง‘ลุงตู่’ ‘ศิริกัญญา’ขยี้‘แพทองธาร’แก้ศก.เหลว ขายผ้าเอาหน้ารอด ‘พิชัย’สวนทันควัน

คนคิดถึง‘ลุงตู่’ ‘ศิริกัญญา’ขยี้‘แพทองธาร’แก้ศก.เหลว ขายผ้าเอาหน้ารอด ‘พิชัย’สวนทันควัน

คนคิดถึง‘ลุงตู่’ ‘ศิริกัญญา’ขยี้‘แพทองธาร’แก้ศก.เหลว ขายผ้าเอาหน้ารอด ‘พิชัย’สวนทันควัน

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

อภัยไม่ได้ทำคนร้องหาลุงตู่! “ศิริกัญญา”ตอก”แพทองธาร”แก้เศรษฐกิจล้มเหลว ผิดหวังทำคนไทยคิดถึง”ลุงตู่” เย้ยไม่เห็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ มีแต่ขายผ้าเอาหน้ารอด ด้าน”พิชัย”ลุกแจงทันที มั่นใจทำจีพีดีถึงเป้า พร้อมเผยโครงการ”ซื้อหนี้ประชาชน”เน้นรายเล็กให้โอกาสได้กู้ใหม่

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วาระอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร บริหารประเทศย่ำแย่ แต่ความผิดมหันต์ที่ให้อภัยไม่ได้ในการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดล้มเหลว เพราะทำให้คนร้องหาและคิดถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ แบบนี้เรียกว่าเสียของที่ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง ที่ฉันทามติอยากได้รัฐบาลประชาธิปไตย ดังนั้น ให้อภัยไม่ได้ ทำให้คนลืมภาพร้ายของรัฐประหาร และมีความคิดว่าสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ยังดีกว่านี้

น.ส.ศิริกัญญา อภิปรายด้วยว่าขณะนี้ประชาชนเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูง สินค้าขึ้นราคา ค่าไฟฟ้าที่ราคาสูง ส่วนที่บอกว่าจะลดราคาไฟฟ้าเป็นแค่ราคาคุยเท่านั้น ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำ รายได้แรงงานไม่เติบโต ส่วนที่บอกว่าจะขึ้นค่าแรง 400 บาท ปี 2567 ไม่สามารถทำได้จริง ทั้งที่มีอำนาจเต็มมือ ถือเป็นการโกหก หลอกลวงเพื่อหวังคะแนนเสียง

“เมื่อเป็นนายกฯ พบว่ามีบริษัทปิดกิจการ 11% และมีที่เปิดใหม่ 4% ทำให้มีคนงานตกงานจำนวนมาก ขณะที่เอสเอ็มอีจมกองหนี้ ส่วนตลาดทุนมีสภาพตกต่ำ เป็นเพราะการบริหารที่ไม่ได้เรื่อง ทั้งนี้ เดือน มี.ค.2568 ตั้งเป้าให้จีดีพีโต 3.5% ขณะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงใช้มาตรการเดิม ทำให้เป็นคำถามว่าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร หากยังบริหารผิดพลาดซ้ำซาก ซึ่งไม่เห็นแผนภาพรวมของรัฐบาลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีแต่การขายผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้น” น.ส.ศิริกัญญา อภิปราย

ขณะที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงต่อว่า ดูเหมือนทุกอย่างแย่ คนไม่อาจคาดหวัง สรุปแบบนั้นไม่ได้ต้องมีความหวังแม้จะยากลำบาก ตนเห็นด้วยที่เศรฐกิจไม่ดีมายาวนาน เพราะเติบโตแค่ 1.9% มานาน อย่างไรก็ดี การตั้งตัวเลขจีดีพีไว้ 3% เพราะคาดหวัง และเชื่อว่าจะเติบโตแม้จะช้า โดย 6 เดือนที่ผ่านมา เราโต 3.1% ทำให้ต้องผลักดันไปให้ถึง

“การส่งออก ในสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ส่งออกจำนวนมากกว่าบริโภคในประเทศ ซึ่งการส่งออกข้าวบางพันธุ์เสมอกับต้นทุน ไม่มีกำไร ขณะนี้การผลิต 17 ล้านตัน บริโภคในประเทศ 11 ล้านตัน และส่งออก 6 ล้านตัน สิ่งที่ต้องทำคือ ลดการผลิตให้น้อยลง โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกทำอย่างอื่น เช่น 14 ล้านไร่เพื่อปลูก อีก 12 ล้านไร่ต้องลดพื้นที่ปลูกข้าว ดีที่สุดคือสิ่งที่นำเข้าต้องผลิตเอง โดยดูต้นทุนการนำเข้า เช่น ข้าวโพด หากทำให้ดี จะได้ไร่ละ 15,000 – 16,000 บาท ซึ่งเป็นโครงกา 3 – 5 ปีที่ต้องดูแลให้หยุดปลูก” นายพิชัย ชี้แจง

นายพิชัย ชี้แจงด้วยว่า การลงทุนอุตสาหกรรม นับ 10 ล้านล้านบาท ในปีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาว่าโครงสร้างเก่า เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีนโยบายรักษาแพลตฟอร์มเดิมและปรับเป็นไฮบริดจ์ ในรถกะบะเพื่อการขนส่ง นอกจากนั้นเรื่องการแก้ปัญหาค่าไฟแพงจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง ส่วนการกระตุ้นเศรฐกิจด้วยการท่องเที่ยวยอมรับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่ต้องหาทางให้นักท่องเที่ยวอยู่ให้นานขึ้น ทั้งนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวใปนประเทศไทยอยู่ที่ 35.5 ล้านคน ซึ่งพบว่ามีจำนวน 3 ล้านคน เข้ามาเพื่อสาธารณสุข

นายพิชัย อภิปรายต่อว่าว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจ ตนไม่อยากเรียกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องเติมเม็ดเงินเข้าไปในระบบ วันนี้หนี้ถึงระดับที่ทุกคนรับไม่ไหว การสเตเบิลคอยน์ต้องใช้ระวัง ทั้งนี้ ตามกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลังไม่สามารถพิมพ์เงินใหม่เพื่อแข่งกับ ธปท.ได้ แต่ที่ต้องทำเพื่อให้มีสภาพคล่อง และเข้าถึงรายย่อยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นจีโทเคน ไม่ใช่เงินใหม่ ซึ่งใครมีสามารถเข้าไปแลกเปลี่ยนได้ หากเป็นแบบนี้ใครที่เงินฝาก 20,000 บาท สามารถซื้อธนบัตรรัฐบาลได้ ทั้งนี้ ธปท.ยังไม่เห็นด้วย

นายพิชัย ชี้แจงด้วยว่า สำหรับการแก้หนี้ ปกติขั้นตอนทั่วไปต้องขอยืดหนี้ให้น้อยลง ยาวขึ้น ซึ่งทำได้เฉพาะคนที่มีกำลัง ทั้งนี้ เป็นข้อเท็จจริงของการแก้หนี้ให้คนที่มีหนี้ไม่เยอะ เงินที่ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ ใช้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง สำหรับหนี้ที่มี 13.6 ล้านล้านบาท ไม่คิดว่าซื้อหนี้ทั้งระบบ เพราะไม่มีปัญญา ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าวมีหนี้ที่ไม่เสียปนอยู่ จำนวน 6 ล้านล้านบาท แต่จะเลือกซื้อหนี้เสียแล้ว แต่จะไม่เลือกกลุ่มที่ลูกหนี้กับเจ้าหนี้เจรจากัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ขนาดใหญ่ มีหลักทรัยพ์ค้ำประกัน เราจะเลือกลูกหนี้ที่ไม่มีปัญญา ไม่มีหลักทรัพย์ กู้มากินและตามตัวไม่ได้

“หนี้ที่มีปัญหา คือ 3 ล้านคน มีหนี้ติดอยู่ 1.2 แสนล้านบาท ด้วยเงินนิดเดียวทำให้คนมีความทุกข์ ซึ่งจะทำให้หาทางละเว้นเอ็นซีบี เฉพาะกลุ่มมีรหัสพิเศษ หากหลุดพ้นต้องหาทางกู้ใหม่ คือการให้โอกาส ส่วนจะได้กู้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ วันนี้ให้ธนาคารออมสิน นำร่อง โดยใช้เงิน 4,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยน้อย พบว่า เปิดได้ 3 วัน มีเข้ามา 4.5 แสนบัญชี หากควบคุมได้กำกับดีจะช่วยแก้ปัญหาตัวเล็กๆ ได้” นายพิชัย ชี้แจง

‘ไอซ์’สับแหลก‘นายกฯอิ๊งค์’ ปาหี่ปราบ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ของปลอม

‘ไอซ์’สับแหลก‘นายกฯอิ๊งค์’ ปาหี่ปราบ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ของปลอม

‘ไอซ์’สับแหลก‘นายกฯอิ๊งค์’ ปาหี่ปราบ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ของปลอม

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.59 น.

“ไอซ์-รักชนก”สับ”แพทองธาร” ปาหี่ปราบ”แก๊งคอลเซ็นเตอร์”ของปลอม เย้ย!ปราบ”ทุนไทยเทา-จีนเทา”เหลว เหตุเป็นลูกน้องพ่อ ซ้ำมีดีลแลกประโยชน์ของตระกูลกับประโยชน์ชาติ พ่วงจี้ให้ปรับ”รมว.ดีอี”พ้นเก้าอี้

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความล้มเหลวในการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งสแกมเมอร์การค้ามนุษย์ของรัฐบาลนี้ ว่า รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขาดภาวะผู้นำปล่อยปละละเลยต่อการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนคนไทยที่ปล่อยให้ทุนไทยเทา จีนเทา หลอกลวงดูดเงินจากคนไทยเสียหายปีละร่วมแสนล้านบาท ผ่านแก๊งอาชญากรข้ามชาติ ที่ตั้งใน 3 ชาติอาเซียน โดยจากข้อมูลในปี 2023 ที่มีความเสียหายมากถึง 2.24 พันล้านบาท แยกเป็นการหลอกลวงที่ตั้งฐานในลาว 37.8 พันล้านบาท แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพม่า 77.5 พันล้านบาท และแก๊งคอลฯ ในกัมพูชา 437.5 พันล้านบาท พรรคเพื่อไทย (พท.) พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับของการท่องท่องเที่ยวการขนส่ง แต่เป็นได้แค่ฮับของการค้ามนุษย์ การส่งอิฐหินปูนทราย และสาธารณูปโภค ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น

ขนาดสื่อในเมียนมายังลงข่าวด่าประเทศไทยข้ามชาติว่า ไทยเป็นต้นตอในการสนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งไฟฟ้า สัญญาณอินเตอร์เน็ต และสาธารณูปโภคอื่นๆ แม้แต่ตัวนายกฯ เองยังยอมรับว่าตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 โดยยอมรับ แต่กลับไม่มีการสืบสาวหาตัวคนทำผิดให้ถึงต้นตอ สะท้อนว่า นายกณ แพทองธาร ไม่เคยเข้าใจกับความสูญเสียที่ถูกหลอกลวงเงินในบัญชีของประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อ แต่กลับบอกว่าฉันก็โดนหลอกแต่ฉันรอดมาได้ ทั้งที่ปัญหานี้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ต่อเศรษฐกิจชาติ และความเชื่อมั่นต่อต่างประเทศ ละเลยไม่แก้ปัญหา เป็นรัฐบาลลูกอีช่างเกี่ยง จงใจไม่แก้ไขปัญหานี้ให้สิ้นซาก ไม่กล้าจัดการทุนไทยเทา จีนเทา ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไม่ตัดกระแสไฟฟ้าที่ขายให้ จนเกิดดราม่ามีไทม์ไลน์ของ 2 รองนายกฯ ในรัฐบาลนี้ที่ขัดแย้งเรื่องการตัดไฟ จนพ่อนายกฯ ต้องเข้ามาจัดการ โดยมีแรงกดดันจาก นายหลิว จงอี้ ผช.รมต.มั่นคงฯ ของจีน ที่เดินทางมาดูพื้นที่ใน จ.ตาก จึงมีการตัดไฟ ตัดสัญญาณเน็ต โดยมีการขายไฟให้เพื่อนบ้าน 3 ชาติ รวม 18 จุด แต่ตัดจริงไปแค่ 5 – 6 จุด ในเมียนมา ส่วนฝั่งปอยเปต กัมพูชา ยังไม่กล้าทำอะไร หรือเพราะมีความสัมพันระหว่างสองครอบครัว ทั้งรุ่นพ่อ รุ่นลูก จึงไม่ทำอะไร ที่สำคัญต้องขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เปิดโอกาสให้นายกฯ ไทย เข้าพบ และเกิดการแก้ไขปัญหานี้ โดย ท่านหลิว จง อี้ เดินทางมาเอง

“ส่วนสัญญาณอินเตอร์เน็ตยังเป็นปัญหาต่อ เพราะบริษัทเอกชนที่ให้สัญญาณเขาก็ขาย เขารู้ว่ามีจุดไหน อย่างไร แต่ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เอง ที่ไม่เอาจริง นายกฯ ต้องกำชับให้เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีปัญหาท่าข้ามระหว่าง 2 ประเทศ ไทย – เมียนมา ที่มีมากถึง 59 ท่า เฉพาะใน อ.แม่สอด มีมากกว่า 40 ท่า แม้อยู่ในอำนาจการขอเปิดของกรมศุลกากร แต่ผู้อนุมัติสั่งเปิดคือผู้ว่าราชการจังหวัดตาก โดยมี 10 ท่าข้ามที่มีปัญหาส่งของต่างๆ สนับสนุนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และบ่อนพนันออนไลน์ จึงต้องตั้งคำถามว่า ผู้ว่าฯ ข้าราชการในพื้นที่ ทั้ง ตม. , ทหาร , ตำรวจ , สมช.ไม่รู้ข้อมูลเรื่องนี้หรือ จึงคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเอง ที่สนับสนุนให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ , แก๊งสแกมเมอร์ , แก๊งค้ามนุษย์ ทำสิ่งผิดกฎหมาย หรือนายกฯ ไม่รู้อะไรเลย ยังไม่รวมถึงปัญหาซิมม้า ที่บริษัทเอกชนให้เซลล์ไปจ้างคนในชุมชนแออัดมาลงทะเบียนชื่อเจ้าของซิม แล้วนำไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งสแกมเมอร์เพื่อเลี่ยงกฎหมาย และนำมาใช้หลอกลวงคนไทยดูดเงินจากบัญชี

มีข่าวการจับกุมซิมม้าล็อตใหญ่ถึง 3 แสนซิม แต่รัฐบาลก็ไม่ขยายผลถึงต้นตอ แทนที่จะออกกฎหมายบังคับ ควบคุมให้บริษัทผู้ให้บริการสัญญาณมือถือต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีการหลอกลวง รัฐบาลักลับละเลยเปิดช่องให้บริษัทขายซิมมือถือรีดไถ่ประชาชน โดยขายประกันการป้องกันภัยไซเบอร์ คิดเงินเพิ่มกับประชาชน รัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรเพื่อปกป้องประชาชนเลย ส่วนปัญหาบัญชีม้า แม้รัฐจะร่วมมือกับธนาคารปิดบัญชีม้าไปได้นับล้านบัญชี แต่ก็ยังมีการจ้างคนในต่างจังหวัดให้เปิดบัญชีม้าเพิ่ม โดยที่รัฐบาลไม่เคยจับกุมขยายผลถึงต้นตอตัวใหญ่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้เลย แม้ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาให้ธนาคารเจ้าของบัญชีต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นคนละครึ่งกับผู้เสียหาย แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าในการออกพระราชกำหนด (พรก.) ร่วมรับผิดชอบ เพื่อแก้ปัญหาและให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกลุ่มทุนที่อาจเสียประโยชน์ ตั้งแต่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ทำหน้าที่ 2 ปี แต่ พ.ร.ก.นี้ยังไม่ออกมาบังคับใช้ จึงควรปรับออกจากตำแหน่งได้แล้วตนขอคำชี้แจงจากนายกฯ” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า 95% ของเงินที่ถูกหลอก จะถูกโอนต่อไปในรูปการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี อยู่นอกเหนือการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเป็นการซื้อขายหรือเป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ที่อาศัยความเชื่อใจกัน หรือ พีทูพี ที่รัฐบาลต้องสั่ง ก.ล.ต.ให้ควบคุมการซื้อขายในส่วนนี้ หรือควบคุมการขึ้นทะเบียนแอพพลิเคชั่นการซื้อขายคริปโตฯ ที่ต้องได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต.เท่านั้น ไม่ให้มีการซื้อขายคริปโตฯ ผ่านพีทูพี จะป้องกันปัญหานี้ได้เหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ทำ แต่รัฐบาลก็ไม่ดำเนินการใดๆ ไม่ว่านายกฯ แพทองธาร จะหันหน้าทางไหน มีผลประโยน์ของกลุ่มทุน แทนที่จะจัดการเพราะเกรงใจประชาชน ไม่ใช่เกรงใจเพื่อนพ่อ หรือกลุ่มทุนคนใกล้ชิดพ่อของนายกฯ รัฐบาลไม่เคยจับรายใหญ่ได้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ กรณีที่รัฐบาลย้ายนายตำรวจยศใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับเมียวดีคอมเพล็กซ์ แล้ว จะทำอย่างไรต่อ มีการพิสูจน์เส้นเงิน หรือคนในครอบครัวว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือเพราะใกล้ชิดกับบุคคลที่ชื่อย่อ “ย.ยักษ์” ที่ใกล้ชิดกับบิดานายกฯ ใน จ.เชียงราย หรือไม่ นายกฯ จึงไม่กล้าจัดการปราบปรามให้สิ้นซาก ปัญหาไม่ใช่ความไร้ประสิทธิภาพ แต่จงใจปล่อยปละ เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ที่ต่างจากการปราบปรามปัญหาของต่างประเทศที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั้งกระบวนการ

ทั้งนี้ การที่ น.ส.แพทองธาร ไม่กล้าแตะประโยชน์ของกลุ่มทุน เพราะเกรงใจกลุ่มทุนเพื่อนพ่อทุกคน แต่ไม่เคยเกรงใจประชาชนคนที่เลือกท่านมาเลย เวลาเดินหาเสียงบอกว่าเห็นประโยชน์ของประชาชน แต่พอมาทำงานจริงผลประโยชน์ประชาชนอยู่หลังสุด อาทิ ตัวอย่างทุนไทยเทา ที่มีชื่อกว้างขวางในธุรกิจสีเทา ในวงการตำรวจ และวงการการเมือง รัฐมนตรีหลายคนที่นั่งอยู่รู้จักดี มีการเรียกใช้มากเป็น 10 ปี ที่เปิดบ่อนการพนันในไทย เปิดๆ ปิดๆ ในหลายที่ แบ็คใหญ่มาก อยากให้นายกฯ ปราบตัวใหญ่ๆ แบบนี้ คนที่นายกฯ จะขอข้อมูลได้จากพ่อของนายกฯ หาตัวได้ที่ไหน การปราบปรามทุนไทยเทา และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะนายกฯ แพทองธาร ไร้ความสามารถ แต่เพราะคนในตระกูลชินวัตรไปทำดีลกับชนชั้นนำ ไปทำดีลกับปีศาจ ทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพ เอาประโยชน์ของคนในชาติแลกประโยชน์กับตระกูลตัวเอง ตนจึงไม่สามารถไว้วางใจนายกฯ คนนี้ ให้บริหารต่อแม้แต่วันเดียวได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการอภิปรายของ น.ส.รักชนก ช่วงหนึ่งได้หยุดอภิปราย ก่อนกล่าวว่า “เงียบเหงามาก ไม่มีใครลุกประท้วงดิฉันเลย” ซึ่งได้สร้างเสียงหัวเราะให้กับ สส.พรรคประชาชน ที่ร่วมนั่งฟังการอภิปรายในห้องประชุม

‘โรม’ซัดเดือด’อุ๊งอิ๊งค์’ ราชทัณฑ์แถลง’พ่อ’ป่วยปางตาย แต่ตัวเองเล่นสกี-เที่ยว ตปท.สบายใจ

'โรม'ซัดเดือด'อุ๊งอิ๊งค์' ราชทัณฑ์แถลง'พ่อ'ป่วยปางตาย แต่ตัวเองเล่นสกี-เที่ยว ตปท.สบายใจ

‘โรม’ซัดเดือด’อุ๊งอิ๊งค์’ ราชทัณฑ์แถลง’พ่อ’ป่วยปางตาย แต่ตัวเองเล่นสกี-เที่ยว ตปท.สบายใจ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันที่ 2 ที่รัฐสภา โดยในช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะที่ต้องโทษจำคุก 1 ปี ได้รับอนุญาตให้ไปพักรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยอ้างปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยรุนแรง ว่า ในวันที่ 24 – 25 พ.ย. 2566 ซึ่งเวลานั้นนายทักษิณอยู่ที่ รพ.ตำรวจ มีรายงานว่าป่วยหนัก แต่ น.ส.แพทองธาร กลับโพสต์ภาพและข้อความในอินสตาแกรมว่าตนเองไปเที่ยวต่างประเทศ

จากนั้นในวันที่ 5 ก.พ. 2567 น.ส.แพทองธาร ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมอีกครั้ง คราวนี้เป็นการไปเล่นสกีที่ประเทศญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องประหลาดมากที่ น.ส.แพทองธาร ชิลได้ขนาดนี้   

“ราชทัณฑ์ก็แถลงปาวๆ ว่าพ่อของท่านอยู่ในอาการวิกฤติ พร้อมวางดอกไม้จันทน์ ท่านนายกฯ แทนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ จริงๆ เรื่องนี้ท่านนายกฯ ต้องรอดูหน้าพ่อแล้วหรือเปล่า เผลอๆ ต้องเตรียมจองวัดไว้ล่วงหน้าแล้ว” นายรังสิมันต์ กล่าว

ซึ่งเมื่ออภิปรายมาถึงช่วงนี้  นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง

“จริงๆ แล้วดิฉันไม่อยากลุกมาประท้วงท่านโรมเลยนะคะ วางดอกไม้จันทน์ ดิฉันกลัวว่าจะวางให้ท่านก่อนนั่นแหละ” นางนุชนาถ กล่าว

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

อาชีวะ ชูธงพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาเกษตร-ประมง เสริมแกร่งรับโลกอนาคต

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีเปิดและมอบนโยบาย โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง เพื่อพัฒนาความรู้และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ มีผู้เข้าร่วมการอบรม ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง 48 รายรองผู้อำนวยการที่รักษาราชการแทน 12 ราย และผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ราย รวม64 ราย ณ สวนนงนุช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการสถานศึกษามีความท้าทายมากขึ้น จากปัจจัยด้านเทคโนโลยี สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในสถานประกอบการ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.) ได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการของผู้บริหารสถานศึกษาประเภทเกษตรกรรมและประมง ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารเกษตรและประมง ได้พัฒนาความรู้และเข้าใจบริบท รวมถึงกลยุทธ์และแนวทางการบริหารจัดการของสถานศึกษาเกษตรกรรมและประมงในยุคปัจจุบัน ด้วยการบูรณาการในมิติต่างๆ การพัฒนางานฟาร์มเชิงธุรกิจ การบริหารจัดการน้ำในสถานศึกษา การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายปรีชา เวชศาสตร์ ที่ปรึกษาอาชีวศึกษาเกษตรและประมง นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายอัศวินข่มอาวุธ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแพร่ และนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช ร่วมบรรยาย

“ผู้บริหารทุกท่านจะได้รับแนวทางการบริหารสถานศึกษาที่ทันสมัย สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวคิดต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาคการศึกษาตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น สิ่งสำคัญ 3 ด้านในการบริหาร คือ การบริหารตน บริหารคน บริหารงาน นำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในสถานศึกษาของท่าน พัฒนาการเรียนการสอนวิชาเกษตรให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งเครือข่ายความร่วมมือต่างๆ ช่วยกัน ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน พัฒนาหลักสูตร การบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาด้วยกัน เกษตรต้องไม่หายไปต้องทำให้เกษตรกรรมเป็นศาสตร์ที่ยังคงอยู่ พัฒนาเกษตรกร ชุมชน ผู้เรียนได้เรียนรู้จริง ฝึกปฏิบัติจริงสร้างมูลค่าเพิ่มจากเกษตรและธุรกิจ ตอบโจทย์ชุมชนพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ”

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71  ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์  สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี’67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์ สร้างมาตรฐานในการแข่งขันระดับอาเซียน

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยในการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยเน้นย้ำเรื่อง “แนวคิดและทิศทางการประกันคุณภาพภายนอก” ว่า การประกันคุณภาพภายนอกไม่ใช่เป็น “การตรวจสอบ” แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

หลักการสำคัญของ (ร่าง) กรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกที่จะนำมาใช้ในสถานศึกษาสังกัด สกร. มีเป้าหมายหลักคือ “การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)” มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบและให้คะแนน หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญของระบบการประกันคุณภาพในอดีตคือการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ซึ่งสร้างภาระให้สถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้การประเมินคุณภาพภายนอกปี 2567-2571 สมศ. จึงมุ่งพัฒนาเกณฑ์การประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษาที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปรับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจาก Paper-based สู่ Digital-based รวมถึงปฏิรูปการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา โดยลดทอนจำนวนวันในการประเมินเหลือเพียง 1-2 วัน ตามบริบทของสถานศึกษา พร้อมนำรูปแบบการประเมินแบบ Virtual Visit เพื่อลดภาระของสถานศึกษาในการจัดเตรียมเอกสารและการต้อนรับต่างๆ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการประกันคุณภาพให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างยั่งยืน โดยการประกันคุณภาพภายนอกจะเป็นหลักประกันให้ผู้เรียนและสังคมมีความมั่นใจว่าจะได้รับบริการจากสถานศึกษาที่ได้มาตรฐาน และเป็นการช่วยให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณภาพการศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแตกต่างของบริบทในเมืองและชนบท รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ม.วลัยลักษณ์ เพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย พัฒนาระบบจัดการขยะเทศบาลปากพูน สร้างความยั่งยืนเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมมือกับเทศบาลเมืองปากพูนในการสำรวจ เก็บรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการจัดการขยะของเทศบาลเมืองปากพูน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำเสนอแนวทางและเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

รศ.ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี หัวหน้าโครงการการพัฒนาธุรกิจการจัดการขยะเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูนและพื้นที่กลุ่มเศรษฐกิจโดยรอบบนเศรษฐกิจสีเขียว กล่าวว่า ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่า เทศบาลเมืองปากพูนมีปริมาณขยะมากถึง 18 ตันต่อวัน หรือ 6,570 ตันต่อปี ครอบคลุมพื้นที่ 12 หมู่บ้าน ที่มีประชากรกว่า 16,000 ครัวเรือนปัญหาขยะตกค้าง ก่อให้เกิดมลภาวะทางกลิ่น ควันจากการเผาขยะ และแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์พาหะนำโรค นอกจากนี้ การกำจัดขยะยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 2.7 ล้านบาท/ปี

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เทศบาลเมืองปากพูนได้ดำเนินนโยบาย “ส่งเสริมการคัดแยกขยะภายในชุมชน” โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ปริมาณขยะที่ต้องกำจัดลดลงเหลือเพียง 1.8 ตันต่อวัน หรือ 657 ตันต่อปี ลดลง 10 เท่า นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลงเหลือเพียง 361,350 บาทต่อปี ทำให้เทศบาลสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 2.3 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของเทศบาล แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าขยะมูลฝอย ผ่านการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การนำเศษอาหารไปใช้เลี้ยงสัตว์ การนำขยะเชื้อเพลิงไปจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิง การนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพและก๊าซชีวภาพการนำเศษกิ่งไม้ไปทำวัสดุดินปลูก การใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเป็นวัสดุถมที่ดิน การสกัดน้ำมันจากถุงพลาสติกเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด แต่ยังช่วยส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้นำผลการศึกษาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของเทศบาลเมืองปากพูน มาจัดแสดงในนิทรรศการ “นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวของเทศบาลเมืองปากพูน” เพื่อเผยแพร่ความรู้และแนวทางการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมและเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการขยะ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ 102 สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นต้นแบบในการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา และเป็นแนวทางให้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส โดยมี นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 200 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ในการผลิตบุคลากรคุณภาพสู่สังคม การมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ จะช่วยส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม

โดยปีงบประมาณ 2567 สอศ. ได้มอบหมายให้หน่วยศึกษานิเทศก์ ดำเนินงานภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นมาตรฐานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งมีจำนวน 102 สถานศึกษาที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในปีนี้

สำหรับปีงบประมาณ 2568 จะขยายผลการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยจะนำเครื่องมือ ITA มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ส่งเสริมการบริหารงานอย่างมีจริยธรรม ปลูกฝังแนวคิด “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่บุคลากรและนักเรียน นักศึกษา ส่วนเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะได้เป็นสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบ ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

“สอศ. ตั้งเป้าหมายให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในกำกับ ทุกแห่ง นำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส ลดโอกาสในการเกิดการทุจริต และสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สอศ. ในการส่งเสริมความโปร่งใสในภาคการศึกษา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและซื่อสัตย์ต่อสังคม” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

'สพฐ.'ปูพรม'พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง'

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

เลขาธิการ กพฐ. เผยเร่งขยายเครือข่ายโรงเรียนจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ปูพรมแผนปฏิบัติการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่น-ออกกลางคัน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ นำนโยบาย “OBEC Zero Dropout” หรือ “สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่นหรือออกกลางคัน” ไปสู่แผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของทุกเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้ชื่อโครงการว่า “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้เรียนในทุกพื้นที่ นั้น จากการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 พบว่า การติดตามเด็กตกหล่น อายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวน 616,625 คน พบตัวแล้ว 195,432 คน คิดเป็นร้อยละ 31.69 ไม่พบตัว 421,193 คน คิดเป็นร้อยละ 68.31 ในจำนวนที่พบตัวได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 54,629 คน คิดเป็นร้อยละ 8.87 ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเร่งติดตามค้นหาเด็กตกหล่นเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด โดยจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเข้ามารองรับ เช่น ใช้แนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งมีทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราก็จะพาการศึกษาไปหาเด็กๆ ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า Thailand Zero Dropout เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนมั่นใจว่า โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” จะสามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีความจำเป็นแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ “นำการเรียนไปให้น้อง” จะจัดสำหรับนักเรียนที่มีความจำเป็นเฉพาะไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบได้ โรงเรียนก็จะนำการเรียนไปให้นักเรียนได้เรียนที่บ้าน หรือเรียนออนไลน์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยปัจจุบันมีการนำร่องนำการเรียนไปให้น้องในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนมือถือ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา, ห้องเรียน/บวรสร้างโอกาส, ห้องเรียนเคลื่อนที่ ห้องเรียนสาขา, เครดิตแบงก์/เทียบโอนหน่วยกิต และเปลี่ยนบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยครูประจำชั้น ครูฝ่ายวิชาการ ร่วมจัดหาสื่อการเรียนรู้ นำแบบฝึกใบงานไปให้นักเรียนที่บ้าน ผู้ปกครองช่วยสอนและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน มีการประเมินนักเรียนจากคลิปวิดีโอที่ผู้ปกครองส่งให้ เป็นต้น 

ปัจจุบันมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 54 โรงเรียน ใน 16 เขตตรวจราชการ ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และมีโรงเรียน จำนวน 927 โรงเรียนที่สมัครพัฒนาโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ มีการบูรณาการดำเนินงานแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเชิญชวนประสานกับภาคีเครือข่าย หรือชุมชนมาร่วมค้นหา จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และมีการชี้เป้า เฝ้าระวัง เด็กเยาวชนที่มีลักษณะที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพื่อพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง ให้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง สู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout หรือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด.

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

'กัญจนา'มอบ 1 ล้านบาท ช่วย 'ด.ต.เกษม บัวเทศ' EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568  กัญจนา ศิลปอาชา ในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อบอกแล้วว่าสงสารมากก็ต้องมาช่วยและทำทันที ด.ต. เกษม บัวเทศ เจ้าหน้าที่ EOD แล้วโดนระเบิดที่ปัตตานี บาดเจ็บอาการสาหัส เพื่อให้ชาวบ้านปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ ด.ต.เกษม ตามองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง เสียแขนไปหนึ่ง เสียหูเรื่องการได้ยินไปหนึ่งข้าง และขาโดนสะเก็ดระเบิดเป็นแผลจำนวนมาก

เหตุลอบวางระเบิดที่ทำให้ ด.ต.เกษม ได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2565 แต่ ด.ต.เกษม ยังคงต้องทำงานจนกว่าจะไปทำเรื่องปลดตัวเองออกจากราชการ ซึ่งก็จะลงไปปัตตานี เพื่อทำเรื่องวันนี้ ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐก็มีเพียงเรื่องรักษาพยาบาล และเงินอีกไม่เท่าไหร่ ด.ต.เกษม ยังเป็นหนี้สหกรณ์ถึง 1.7 ล้านบาท

“วันนี้ดิฉันในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย พร้อมด้วยนายนิกร จำนง กรรมการมูลนิธิฯ จึงได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาท มามอบให้ ด.ต.เกษม ด้วยเงินจำนวนนี้ และเงินที่พ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศช่วยกันบริจาค ด.ต.เกษมก็จะปลดหนี้สหกรณ์ได้ และเมื่อออกจากราชการก็จะไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาและครอบครัวที่ จ.เชียงราย แต่ก็ยังต้องเดินทางลงมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เป็นระยะ” กัญจนา ศิลปอาชา ระบุ

กัญจนา ศิลปอาชา บอกด้วย ตอนที่ไปเยี่ยมได้พูดคุยกับ ด.ค.เกษม ได้บอกเขาว่าขอบคุณมากนะคะที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ด.ต.เกษม บอกว่า “แม้ชีวิตก็สละให้ได้” คำพูดดังกล่าวทำเอาดิฉันน้ำตาซึม ถ้าท่านใดอยากช่วยบริจาคเพิ่มเติมให้ สามารถบริจาคได้ บัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 929-0-64917-8 ชื่อบัญชีนายเกษม บัวเทศ