ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศรายชื่อ’กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ’

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศรายชื่อ'กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ'

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศรายชื่อ’กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

“ราชกิจจานุเบกษา”เผยแพร่ประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 สำนักงานศาลปกครอง ได้เผยแพร่เอกสารข่าว กรณีราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า ตามที่คณะกรรมการดำเนินการเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (กรณีเลือกตามวาระ) ได้ดำเนินการเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (กรณีเลือกตามวาระ) ตามมาตรา 35 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2561 โดยทำการตรวจนับคะแนน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 เรียบร้อยแล้วนั้น ประธานศาลปกครองสูงสุดจึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

1.กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิประเภทตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้แก่

(1) นายสุชาติ มงคลเลิศลพ

(2) นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ

(3) นายประวิตร บุญเทียม

(4) นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์

(5) นายโสภณ บุญกูล

(6) นายเกียรติภูมิ แสงศศิธร

2.กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิประเภทตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ได้แก่

(1) นายจิตติคุณ แพงคุณ

(2) นายชัยนะ อักษรพันธ์

(3) นายเทอดพงศ์ คงจันทร์

(4) นายจิรสวัสดิ์ สุรฤทธิ์ธำรง

3.กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลปกครอง ได้แก่

(1) นายสมชาย เลิศพงศ์ภากรณ์

(2) นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

จับสาระไม่ได้ซักเรื่อง! ‘จิรายุ’เย้ย‘วิโรจน์’ซักฟอกได้ย้อนยุคมาก

จับสาระไม่ได้ซักเรื่อง! ‘จิรายุ’เย้ย‘วิโรจน์’ซักฟอกได้ย้อนยุคมาก

จับสาระไม่ได้ซักเรื่อง! ‘จิรายุ’เย้ย‘วิโรจน์’ซักฟอกได้ย้อนยุคมาก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

“จิรายุ”เย้ย”วิโรจน์”อภิปรายได้ย้อนยุคมาก แต่อย่างน้อยขอบคุณที่ทำให้ชาวบ้านรู้จักขบวนการ”กีย์..กีย์..กี๊ย..กี้ย..”แทนสาระในการอภิปราย เชื่อนับจากนี้หนัง”มารค์ไรเดอร์”ต้องขายดีแน่ๆ ชี้อภิปรายวนไปวนมาขว้างงูไม่พ้นคอ ใช้เวทีระดับ”แกรนด์สแลม”มาอภิปรายเรื่องหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมในช่วงครึ่งวันเช้า ว่า ตรงกับที่ตนเคยกล่าวไว้ ว่าฝ่ายค้านออกแขกซะหลายวัน เปิดม่านมายิ่งกว่าหนังภารตะ แม่ยกถึงกับทุบโต๊ะ หลังจากวิโรจน์ และลุง เล่นใหญ่กับวาทกรรม ทั้ง ขบวนการ “กีย์..กีย์..กี๊ย..กี้ย..” ก็มา คำพิสดาร ก็มา คำสบถด่า ก็มา เล่นซะจนจำสาระประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ซักเรื่อง

“หลายประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะเป็นเรื่องที่อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ก็โดนตรวจสอบมาแล้ว แถมการกล่าวหาเรื่องต่างๆ ทั้งปลาหมอคางดำ ก็เป็นเรื่องเก่าทั้งสิ้น ยิ่งเรื่องปลาหมอคางดำ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ก็ตะโกนอภิปราย เล่นวาทกรรมซะจนจับใจความไม่ได้ นอกจากคนฟังหูจะแตกตาย และที่สำคัญเรื่องปลาหมอ รัฐบาลก็ดำเนินการแก้ไขไปแล้วจนจะประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังจะเอามาอภิปรายในไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือว่าเป็นระดับแกรนด์สแลม ทั้งๆ ที่เรื่องรายวันแบบนี้ จริงๆ ก็ใช้เวทีในรัฐสภาปกติ ทั้งหารือความเดือดร้อน ทั้งการตั้งกระทู้ถาม หรือถามตรงกับรัฐมนตรี ก็สามารถทำได้เลย เอามาขึ้นอภิปรายระดับแกรนด์สแลม ทำให้ไม่เห็นสาระของการอภิปรายนับจากนี้อย่างแน่นอน “นายจิรายุ กล่าว

สู้ๆ​‘แพทองธาร’ ​‘อนุทิน’ยัน​‘นายกฯ’ไม่แทรกแซงปม​‘ที่ดินอัลไพน์’

สู้ๆ​‘แพทองธาร’ ​‘อนุทิน’ยัน​‘นายกฯ’ไม่แทรกแซงปม​‘ที่ดินอัลไพน์’

สู้ๆ​‘แพทองธาร’ ​‘อนุทิน’ยัน​‘นายกฯ’ไม่แทรกแซงปม​‘ที่ดินอัลไพน์’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.29 น.

“อนุทิน”ยัน”นายกฯ”ไม่แทรกแซงปม”ที่ดินอัลไพน์” แถมให้นโยบายเอาจริงตามกฎหมาย เพิกถอนสิทธิ์แล้ว ส่วนที่”เขากระโดง”เป็นไปตามคำสั่งศาลปกครอง ก่อนจบบอก”สู้ๆ แพทองธาร”

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายเกี่ยวกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่า ขอยืนยันว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงหรือสั่งการใดๆ ทั้งทางตรงทางอ้อม ให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย หรือตนเอง ให้ทำงานเอื้อประโยชน์แก่บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และบุคคลในครอบครัว ของนายกฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งนี้ กรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ที่ดินที่เป็นที่ตั้งสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 20 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล และมีคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีบุคคลหลายคนต้องโทษในคำพิพากษาไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์นั้น ได้มีการยุติในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยนโยบายของนายกฯ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ยึดความถูกต้องเป็นหลัก ในการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ตนได้ถามอธิบดีกรมที่ดิน ว่า มีความกดดันใดๆ หรือไม่ในการที่มีเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งที่ดินเขากระโดง และที่ดินอัลไพน์ ซึ่งอธิบดีฯ ยืนยันกับตนและคณะทำงานของตน อย่างชัดเจนว่า ไม่ได้มีความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น และยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ตามหน้าที่ของท่านทุกประการ ดังนั้น แทนที่จะกล่าวหาว่า นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองและบุคคลในครอบครัว แต่จริงๆ แล้วเราควรชื่นชมนายกฯ ที่ให้นโยบายต่อกระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดิน ผ่านทางตน ว่าให้ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบใดๆ ที่จะไปถึงตัวท่านเองและครอบครัว

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์สนามกอล์ฟอัลไพน์ ลงนามโดยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินการนี้ ดังนั้น ต้องถือว่า ขณะนี้ตัวนายกฯ และครอบครัวนายกฯ คือหนึ่งในผู้เสียหาย เช่นเดียวกับผู้ที่เป็นลูกบ้านอัลไพน์รายอื่นๆ ซึ่งท่านจะต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับตนเอง เพื่อขอรับเงินทดแทนจากการทำนิติกรรม ที่เป็นการบกพร่อง ของกรมที่ดินในอดีต

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามที่การรถไฟได้ร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ยังคงสิทธิ์ไว้ ที่จะไปดำเนินการฟ้องศาลต่อ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งในการที่จะเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนใดๆ แต่ ณ ขณะนี้ ตามคำสั่งคำพิพากษาของศาลปกครองที่ระบุไว้ว่า การดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 นั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วได้ผลอย่างไรศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แม้กระทั่งในคำพิพากษา ของศาลยังระบุว่าก้าวล่วงไม่ได้ นับประสาอะไรที่ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไปสั่งการก้าวล่วงให้เป็น การดำเนินการอย่างอื่นแก่ข้าราชการของหน่วยงานต่างๆ เพราะฉะนั้นโดยสรุปกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองแล้ว

“โดยสรุปกรณีการเพิกถอนที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ กับปัญหาที่ดินเขากระโดง ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ไม่มีการตกลงแลกประโยชน์ใดๆ แม้แต่เล็กน้อย และทั้งสองกรณีเป็นกรณีที่กรมที่ดินต้องดำเนินการทำตามคำสั่งของศาล ทั้ง 2 กรณีเกิดขึ้นก่อนนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร และผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ดังนั้น อยากจะเรียนว่า ข้อกล่าวหา จากการอภิปรายของ สส.ผู้ทรงเกียรติ ที่อภิปรายในช่วงเช้าวันนี้ ไม่มีข้อเท็จจริง หรือไม่มีมูลแต่ประการใด ดังนั้น ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จึงขออนุญาตชี้แจง และจบด้วยคำว่า สู้ๆ แพทองธาร” นายอนุทิน กล่าว

‘แพทองธาร’โต้เดือด! งัดกระบี่สวนปม‘ตั๋ว PN-หนีภาษี’หยันเสียภาษีมากกว่า‘วิโรจน์’

‘แพทองธาร’โต้เดือด! งัดกระบี่สวนปม‘ตั๋ว PN-หนีภาษี’หยันเสียภาษีมากกว่า‘วิโรจน์’

‘แพทองธาร’โต้เดือด! งัดกระบี่สวนปม‘ตั๋ว PN-หนีภาษี’หยันเสียภาษีมากกว่า‘วิโรจน์’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

‘นายกฯ’งัดกระบี่สวน‘จอมยุทธ์โรจน์’ สำคัญตัวเองผิดในข้อเท็จจริง-เล่นโวหารทำประชาชนสับสน-จินตนาการเยอะ แจงยิบครหาปม‘หุ้น-หนีภาษี-อัลไพน์-เขากระโดง’ ยันทำถูกต้องตามกฎหมาย ยกธุรกรรมตน-ครอบครัว ถูกตรวจสอบเข้มมาตั้งแต่‘รัฐประหาร49’ ด้าน‘วิโรจน์’โต้ทันทีเสียภาษีมาก แต่ใช้เทคนิคหลบเลี่ยงต่างหากน่ารังเกียจ

เมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล(น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

น.ส.แพทองธาร ลุกขึ้นชี้แจงในประเด็นต่างๆที่ถูกพาดพิง ว่า เมื่อช่วงเช้าที่มีสมาชิกอภิปรายโดยเข้าใจว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์ กำลังสำคัญผิดในข้อเท็จจริง การใช้สำนวนโวหารต่างๆเพื่อให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน นำเรื่องภาษีที่เป็นคนละหมวดมาอธิบายให้ประชาชนสับสน ยืนยันว่าเจตนาของตนดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกระบวนการตามข้อกฎหมาย การกล่าวหาว่าตนหนีภาษี ไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องตรงกันข้าม แม้ตนจะอายุน้อยกว่าผู้ที่อภิปราย แต่ตนมั่นใจว่าเสียภาษีมากกว่าท่านแน่นอน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เดือดแล้ว!‘วิโรจน์’ซักฟอกกะซวก‘อิ๊งค์’ งัดวาทะ‘มังกรกงสีอิ่มหมีทั้งตระกูล’ องครักษ์ประท้วงวุ่น)

ส่วนการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ป.ป.ช.)นับตั้งแต่ตนดำรงตำแหน่งนายกฯ ยืนยันว่าดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ขณะที่การยื่นคำร้องตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงเรื่องต่างๆที่ถูกฟ้องไป ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของป.ป.ช. ตนยินดีที่จะให้ความร่วมมือแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ป.ป.ช.ขอมาจนกว่าจะได้ข้อสรุป

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่งของตน ทรัพย์สินกิจการของตน และครอบครัวทั้งหมด มีการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร19ก.ย.2549 เข้มข้นมาตลอด ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตา ที่เปิดเผย โปร่งใสมานานมากแล้ว ยืนยันว่า ทรัพย์สินทุกอย่างที่ถูกตรวจสอบทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินทุกแปลง ทุกตารางวาที่ตนและครอบครัวมี ออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมดไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนด

ส่วนเรื่องหุ้นของตน เกิดขึ้นเมื่อปี2559 ก่อนตนเข้าสู่การเมืองหลายปี ตนมีความตั้งใจปรับโครงสร้างของการถือหุ้นบริษัท คือการซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือPN เป็นหนังสือให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีกบุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ หนังสือดังกล่าวตนติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้บางรายการไม่มีการเสียภาษีเนื่องจากยังไม่มีการชำระเงิน จึงยังไม่ทราบจำนวน และยังเสียภาษีไม่ได้ ดังนั้นการซื้อขายลักษณะนี้ จึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างตนที่เป็นผู้ซื้อ และครอบครัวที่เป็นผู้ขาย ไม่ได้มีพฤติกรรมอำพรางใดๆ

“หากจะเกิดการซื้อขาย ยอดหนี้ก็จะแสดงชัดเจนในบัญชีอยู่แล้ว ดิฉันก็ได้ยื่น ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว ตรวจสอบได้ทุกอย่าง หนังสือตั๋วสัญญา PN รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องปกติ ส่วนที่สมาชิกอ้างว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นแหล่งทุจริต ข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขบวนการค้ายาเสพติดจะออกตั๋วให้กัน อาจจะเป็นเรื่องที่จินตนาการเยอะ การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะดำเนินการกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย ดำเนินการได้โดยเปิดเผย ฝ่ายผู้ซื้อกับผู้ขายรับภาระหนี้สินร่วมกัน ไม่มีการกระทำนอกกฎหมายใดๆ ขณะที่การเลือกใช้วิธีออกตั๋วสัญญาแทนการรับให้ เป็นการดำเนินธุรกิจแบบเปิดเผย ไม่สามารถแอบทำได้ ต้องถูกกฎหมาย ในเรื่องการปรับโครงสร้างหุ้นที่จำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ในเวลานั้นดิฉันยังไม่พร้อมชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน มีการพูดคุยตกลงกันในครอบครัวเพื่อวางแผนชำระหนี้ โดยรอบแรกจะเกิดภายในปีหน้า เมื่อชำระแล้ว หลักฐานจะปรากฏในบัญชีทรัพย์สินของป.ป.ช.แน่นอน ตรวจสอบได้ พอมีการซื้อขาย มีการต้องจ่ายภาษี ยังไงก็หลบการจ่ายภาษีไม่ได้อยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว

น.ส.แพทองธาร ชี้แจงกรณีที่ดินอัลไพน์ว่า เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตนเพิ่งอายุประมาณ11ขวบ ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ไม่แน่ใจว่าจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ตอนนั้นหรือไม่ จากนั้นเมื่อมีคดีความ ก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง จนตนมาเป็นนายกฯ ไม่เคยมีการไปแทรกแซง ไม่เคยไปสั่งหน่วยงานไหนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันทำไม่ได้ ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจในกระบวนการการทำงานที่แท้จริง ส่วนกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นเรื่องระหว่าง กรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย และประชาชน ตนในฐานะนายกฯ จะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ทุกขั้นตอนต้องถูกกฎหมาย ขอให้มั่นใจว่าตนทำเรื่องนี้จริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆที่ต้องผ่านเข้ากระบวนการ ก็ดำเนินการตามระเบียบจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย

“ตนไม่อยากให้ใช้เรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้มาทำให้เกิดความสับสน หรือเกิดความแตกแยกในสังคม เราเป็นคนรุ่นใหม่น่าจะพร้อมรับฟัง ผลงานใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ควรชื่นชมบ้าง จะได้เป็นกำลังใจในการทำงาน เพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน มั่นใจว่าทุกคนหวังดีกับประเทศไทย การพูดเพื่อให้คนเกลียดชัง แตกแยก ตนคิดว่าเราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำ” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ทำให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นใช้สิทธิ์ถูกพาดพิงตอบโต้นายกฯว่า นายกฯจะเสียภาษีมากกว่าใคร เป็นหน้าที่ของนายกฯอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าคนไทยกว่า60ล้านคนเสียภาษีน้อยกว่านายกฯทั้งนั้น แต่ขอให้กลับไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา50(9) บุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในระหว่างที่นายวิโรจน์กำลังเข้าสู่เนื้อหา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะสส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงประธานฯว่า ไม่อยากให้เปลี่ยนญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระทู้ ผู้อภิปราย อภิปรายไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พาดพิงเลย ขอให้ควบคุมการประชุม

นายวิโรจน์ จึงสรุปว่า “เสียภาษีมากน้อยไม่สำคัญ ตราบใดที่ประชาชนทุกคนเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ ถือว่าทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เสียภาษีมากแต่หาเทคนิคในการหลบเลี่ยงหนีภาษีต่างหากที่น่ารังเกียจ”  

คัมแบ็ก! ‘ธรรมนัส’เตรียมนั่งคณะทำงาน‘กระทรวงเกษตร’แก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’

คัมแบ็ก! ‘ธรรมนัส’เตรียมนั่งคณะทำงาน‘กระทรวงเกษตร’แก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’

คัมแบ็ก! ‘ธรรมนัส’เตรียมนั่งคณะทำงาน‘กระทรวงเกษตร’แก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

คัมแบ็ก! ‘ธรรมนัส’เตรียมนั่งคณะทำงาน‘กระทรวงเกษตร’แก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’

24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการพูดถึงประเด็น “ปลาหมอคางดำ” ที่กลับมาระบาดอีกครั้งหนึ่ง ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 50 ซึ่งเรื่องนี้ในยุคที่ตนเป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ ตนจุดประกายเรื่องนี้ว่าจะต้องมีการแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง และตนก็เป็นคนเชิญทุกพรรคมาร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีหนังสือเชิญตนและนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่กำลังระบาดในขณะนี้ อย่างไรก็ตามปลาหมอคางดำ ถ้าเทียบกับยุคที่ตนเป็นรัฐมนตรีถือว่าไม่มาก เพียงแต่มีบางจุดที่ต้องแก้ บางครั้งการที่เราจับแล้ว และรีบระบายออกไป ทำให้ปลาเน่าได้ หรือบางคนเอาไปแล้ว ไปปล่อยเพื่อให้แพร่พันธุ์

“ดังนั้นตอนนี้เราจะมีมาตรการที่จะทำใหม่ เมื่อจับมาได้แล้วให้การยางแห่งประเทศไทยและกรมประมง แช่แข็ง ฟรีซไว้ก่อน เพื่อให้ไข่ปลาตาย ก่อนที่จะนำไปทำอย่างอื่น ซึ่งเมื่อผมเข้าไปเป็นคณะทำงานของกระทรวงเกษตรก็เพื่อดำเนินการเรื่องนี้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เมื่อถามว่า มีการกำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าใดถึงจะคลี่คลาย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ขณะนี้ทางการยางแห่งประเทศไทยต้องการมาก ครั้งที่แล้วเราใช้เงินของกองทุนการยางแห่งประเทศไทยไปซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำไปทำจุลินทรีย์ โดยเราใช้เงินไป 50 ล้านบาท และสามารถทำกำไรให้กองทุนเพิ่มขึ้นอีก 50 ล้านบาท ซึ่งจะมีเงินเพิ่มตลอดเวลาและมีความต้องการปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางภาคอีสานก็มีความต้องการเพื่อนำไปแปรรูป โดยเรื่องนี้ได้มีการหารือกันเบื้องต้นแล้ว ซึ่งภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างเอาจริง

​‘ณัฐชา’ซัด‘นายกฯ’ เมินแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ลามระบาด

​‘ณัฐชา’ซัด‘นายกฯ’ เมินแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ลามระบาด

​‘ณัฐชา’ซัด‘นายกฯ’ เมินแก้ปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ลามระบาด

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

“ณัฐชา”ซัด”นายกฯ” เมินแก้ปัญหา”ปลาหมอคางดำ”ลามระบาด โยงแฉ”ชินวัตร-บ.ยักษ์”มีสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อ ปลุกเพื่อน สส.ยกมือไม่ไว้วางใจ พิสูจน์การต่อกรกับ”บิ๊กบอส สทร.”

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายในประเด็นการละเลยการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก ว่า ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ชี้ชัดว่า มีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นคนนำเข้าเพียงรายเดียว เมื่อปี 2549 แม้จะมีข้อมูลว่าปลาหมอคางดำที่นำเข้านั้นตายหมด แต่ไม่มีการพิสูจน์ใดๆ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นที่พบการระบาดหนักในปี 2567 ไม่พบการแก้ปัญหาของรัฐบาล แม้ว่ามีม็อบปลาหมอคางดำ ยื่นข้อร้องเรียนต่อนายกฯ แต่นายกฯ กลับไม่สนใจ เพราะไปรับช่อดอกไม้จากนายทุน ทั้งนี้ ในช่วงการนำเข้า และระบาดหนักเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีตระกูลชินวัตร ที่มีสัมพันธ์แนบแน่นกับบริษัททุนใหญ่ที่เป็นผู้ต้องสงสัยในการระบาดของปลาหมอคางดำ

“ที่ผ่านมาพบภาพการพบปะแบบมีความสนิทชิดเชื้อระหว่างคน 2 ตระกูล คือ ตระกูลของนายกฯ และบริษัทที่ต้องสงสัยว่าเป็นต้นตอของปัญหา ในการลงพื้นที่ ระดับผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และระดับอำนวยการ มีกิจกรรมประชาสัมพันธ์กับบริษัทผู้ต้องสงสัย และกรมประมง ล่าสุดอธิบดีกรมประมง ระบุว่า ไม่สามารถหาตัวการทำผิดได้ เพราะเรื่องเกิดมา 14 ปีแล้ว ซึ่งเป็นเพราะกรมประมงปล่อยปละละเลย” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา อภิปรายทิ้งท้ายด้วยว่า ขอให้ สส.ดูแลปัญหาและใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชน ไม่ใช่ได้มาจากกลุ่มทุนใด วันนี้ช่วยลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ เพื่อแสดงเจตจำนงไม่ยอมให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กอบโกยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย และเพื่อสู้กับผู้ควบคุมรัฐบาลที่ชักใย ชื่อเรียกว่า สทร.แต่มีชื่ออย่างเป็นทางการผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เป็นผู้กำกับฉาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายของนายณัฐชา พบว่า สส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะๆ ซึ่ง สส.พรรคประชาชน ได้ลุกตอบโต้กลับเช่นเดียวกัน ทำให้นายภราดร ในฐานะประธานในที่ประชุม เตือนการประท้วงว่าจะไม่มีเวลาเหลือให้ นายกฯ ได้ชี้แจง

เขย่าฝ่ายค้าน! ‘ธรรมนัส’จ้องฉก 10 สส.โหวตอุ้ม‘แพทองธาร’ หยัน‘ลุงป้อม’พูดตามสคริปต์

เขย่าฝ่ายค้าน! ‘ธรรมนัส’จ้องฉก 10 สส.โหวตอุ้ม‘แพทองธาร’ หยัน‘ลุงป้อม’พูดตามสคริปต์

เขย่าฝ่ายค้าน! ‘ธรรมนัส’จ้องฉก 10 สส.โหวตอุ้ม‘แพทองธาร’ หยัน‘ลุงป้อม’พูดตามสคริปต์

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

‘ธรรมนัส’บอก‘ลุงป้อม’อภิปรายตามสไตล์ ตามสคริปต์ มอง‘ศึกซักฟอก’ในอดีตดุเดือดกว่านี้ หยันฝ่ายค้านใช้ยุทธการ‘โรยเกลือ’ ยื่นป.ป.ช.ต่อ แค่เรื่องปกติ อย่าคิดมาก มั่นใจคะแนนหนุน‘แพทองธาร ชินวัตร’ล้นหลาม ย้ำคำเดิม‘งูเห่า’ 10 เสียงฝ่ายค้านร่วมโหวตแน่

24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านไปครึ่งวันแรก ว่า ตนอยู่ในเวทีที่ถูกอภิปรายมาตั้งแต่ปี 62 จนถึงปี 67 คิดว่าความดุดันในยุคที่ตนอยู่เข้มข้นกว่านี้ ส่วนข้อมูลเนื้อหาที่ฝ่ายค้านอภิปรายตนไม่อยากที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แต่ดูแล้วพรรครวมฝ่ายค้านข้อมูลในการอภิปรายอาจจะเป็นลักษณะต่างพรรค ต่างคน ต่างทำ เช่น บางพรรคเพิ่งลุกขึ้นอภิปรายประเด็นนี้ แต่อีกพรรคก็ลุกขึ้นมาอภิปรายในประเด็นเดียวกันอีก เลยทำให้เนื้อหาซ้ำซาก

เมื่อถามว่า ได้ฟัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลุกขึ้นอภิปรายหรือไม่ เป็นอย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ท่านก็อภิปรายตามสคริปต์ ที่เตรียมมา ถ้าถามว่าโดยรวมแล้วท่านพูดดีไหมก็ต้องตอบว่า ท่านก็พูดดี แต่ท่านไม่ได้เจาะในสาระสำคัญ หรือเจาะลึกลงไปเท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้คาดหวังหรือไม่ว่า พล.อ.ประวิตร จะพูดในลักษณะไหน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนก็คาดว่าน่าจะมีประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นที่ท่านอภิปรายวันนี้ประมาณ 10 นาที ก็อย่างที่เราเห็น เราต้องยอมรับว่า สไตล์ความเป็นลุงป้อมท่านเป็นสไตล์แบบไหน ท่านเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งรายละเอียดคิดว่าคงให้สส.ในพรรคพูดมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดพล.อ.ประวิตร มาก่อน ได้ให้กำลังใจพล.อ.ประวิตร หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมาไม่ทัน พอดีตนติดภารกิจข้างนอก เพิ่งมาตอนที่ท่านพูดเสร็จแล้ว

เมื่อถามถึง ที่เคยระบุจะมีเสียงจากฝ่ายค้านมาเพิ่มให้รัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวรอดูวันที่ 26 มี.ค.อีกวัน โดยเสียงสนับสนุนมาจากหลายพรรค

เมื่อถามว่า จะมีเสียงจากพรรคประชาชน (ปชน.) ด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เอาเป็นว่า เป็นเสียงจากฝ่ายค้านแล้วกัน อย่าให้ระบุพรรคเลย ซึ่งเป็นไปตามที่ตนเคยพูดไว้ว่าจะมาจากฝ่ายค้าน 10 เสียง แต่อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเสียงสนับสนุนนายกฯมีล้นหลามอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ดูการอภิปรายของฝ่ายค้านแล้ว คิดว่าสมกับที่ใช้ยุทธการโรยเกลือหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า คงต้องรอดูอีกวัน

ส่วนที่ฝ่ายค้านจะนำข้อมูลไปยื่นกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตอกย้ำยุทธการโรยเกลือ เพื่อเอาผิดด้วยนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกยุคทุกสมัยก็จะเป็นแบบนี้ รัฐมนตรีท่านใดโดนก็ไปแก้ข้อกล่าวหากัน

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ไม่น่าจะมีปัญหาในลักษณะนี้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราเป็นนักการเมือง ต้องพร้อมถูกตรวจสอบ อย่าไปคิดมาก

‘สส.พปชร.’กังขาคนในครอบครัว‘นายกฯ’หวง‘ธรณีสงฆ์’ผิดปกติ แนะหาก‘ยุบสภา’ควรคืนให้วัด

‘สส.พปชร.’กังขาคนในครอบครัว‘นายกฯ’หวง‘ธรณีสงฆ์’ผิดปกติ แนะหาก‘ยุบสภา’ควรคืนให้วัด

‘สส.พปชร.’กังขาคนในครอบครัว‘นายกฯ’หวง‘ธรณีสงฆ์’ผิดปกติ แนะหาก‘ยุบสภา’ควรคืนให้วัด

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘สส.พปชร.’กังขาคนในครอบครัว‘นายกฯ’โอนหุ้นอัลไพน์ไปมา-หวงแหนที่ดิน‘ธรณีสงฆ์’ผิดปกติ ทั้งที่ร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน แนะหาก‘ยุบสภา’ควรคืนให้วัด เป็นการล้างบาปตามเจตนารมณ์ผู้บริจาค

24 มีนาคม 2568 เวลา13.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายว่า ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต นายกฯ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน และสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยเหตุที่ตั้งข้อกล่าวหารุนแรงมาจากพฤติการณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ได้หากินในที่ดินธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นสมบัติของวัดธรรมิการาม ด้วยการถือหุ้นในบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับจำกัด ซึ่งศาลตัดสินแล้ว ควรถึงเวลาที่จะคืนที่ดินให้วัดตามเจตนารมณ์ของผู้ยกที่ดินให้กับทางวัด

นายสุธรรม กล่าวต่อว่า ในฐานะชาวพุทธไม่สบายใจที่มีผู้มาหากินกับทรัพย์สินของทางวัด และถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วต้องถือหมวก 2 ใบ คืนในฐานะ นายกรัฐมนตรี และลูกที่เพิ่งโอนหุ้นให้กับมารดาของตนเอง ซึ่งบริษัทนี้มีการโอนหุ้นกันไปมาภายในครอบครัว โดยไม่ทราบว่าพฤติกรรมของครอบครัวนี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ทั้งที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านบาท เพราะเหตุใดจึงหวงแหนที่แปลงนี้ จึงถือเป็นเรื่องส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจงด้วยตนเอง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องศีลธรรมและความซื่อสัตย์ แต่ไม่อยากต่อว่ามากเพราะตอนที่นายกรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทอัลไพน์ยังเด็ก และไม่ทราบเรื่องราวภายในครอบครัวนี้ แต่ก็ย่อมปฏิเสธพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ จึงถือว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม คนที่เป็นนายกฯ ของประเทศไทยไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเสื่อมเสียเกียรติ

“หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาหรือลาออก ควรจะพูดคุยกับคนในครอบครัว คืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัดเพื่อลบล้างบาปผลกรรมที่ทำไว้กับทางวัดมายาวนาน” นายสุธรรม กล่าว

‘สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย’ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68 มีมติตั้งคกก.ชุดใหม่แทนที่หมดวาระ

'สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย' ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68 มีมติตั้งคกก.ชุดใหม่แทนที่หมดวาระ

‘สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย’ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68 มีมติตั้งคกก.ชุดใหม่แทนที่หมดวาระ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

“สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย” ประชุมใหญ่สามัญประจำปี68 มีมติตั้งคกก.ชุดใหม่แทนที่หมดวาระ เพื่อประสานความร่วมมือกับรัฐสภาช่วยเหลือสมาชิก พร้อมขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสังคม

24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอนันตชัย  คุณานันทกุล  นายกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย โดยมีนายวัชระ ประภาพัฒน์  อุปนายกคนที่ 1 นางสาวเสาวลักษณ์ สุริยาทิพย์  เลขาธิการสมาคมฯ ร่วมดำเนินการประชุม มีคณะกรรมการสมาคมฯ นายประเสริฐ เลิศยะโส อุปนายกคนที่ 2 นายสันติภาพ อินทรภัฒน์ อุปนายกภาคเหนือ นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อุปนายกภาคอีสาน นายธีรพันธ์ เพ็ชร์สุวรรณ อุปนายกภาคใต้ นางอนุสรา ยังตรง เหรัญญิก นายโสภณ ศรีมาเหล็ก นายทะเบียน  รศ.ดร.สุชาติ นวกวงศ์ โฆษก พร้อมด้วย นางอุไร คุณานันทกุล นางระเบียบรัตน์  พงษ์พานิช  นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล นายพานิชย์ เจริญเผ่า ดร. ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ดร.วิชิต  ปลั่งศรีสกุลนายสามารถ รัตนประทีปพร คณะกรรมการบริหารสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทยและสมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง  โดยวาระสำคัญ เรื่องมติการแต่งตั้งคณะกรรมการสมาคมฯ แทนกรรมการที่หมดวาระ ให้กลับเข้าทำหน้าที่คณะกรรมการต่อไป 

นายกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มีเป้าหมายขับเคลื่อนงานเพื่อเชื่อมโยงกับสมาชิกรัฐสภาทั้งสส. และสว. ปัจจุบันและผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนและผนึกกำลังความร่วมมือที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การอบรมหลักสูตรภาวะผู้นำทางการเมือง, กิจกรรมการกุศลต่าง ๆ เพื่อหารายได้ในการดูแลช่วยเหลือสมาชิกสมาคมฯ ที่ตกทุกข์ได้ยาก ไร้ญาติและเจ็บป่วยมาอย่างต่อเนื่อง

นายอนันตชัย กล่าวด้วยว่า ทางสมาคมฯได้เห็นความสำคัญถึงเรื่องสิทธิประโยชน์ที่อดีตสมาชิกรัฐสภาจะได้รับจากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เพื่อใช้เป็นสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และใช้ดำรงชีพ โดยสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทยได้ติดตามเรื่องกองทุนดังกล่าว เพื่อประสานให้มีงบฉุกเฉินช่วยเหลือสมาชิก และแนะนำให้คำปรึกษาในการขอรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของสมาชิกสมาคมฯ ที่เดือดร้อนและเจ็บป่วยตลอดมา โดยสมาชิกรัฐสภาจำนวนมากในปัจจุบันและอดีต ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่ามีกองทุนฯ นี้  โดยในที่ประชุมเสนอให้หารือกับประธานรัฐสภาให้สส.และสว.ที่เข้ารับตำแหน่ง ได้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทยไปพร้อมกัน เพื่อจะสามารถเชื่อมโยงและประสานงานได้อย่างคล่องตัว  ส่วนศูนย์จังหวัดต่างๆเสนอให้ตัวแทนสมาคมประจำจังหวัด ได้ช่วยประสานงานอดีต สส.และสว.ให้รับทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับและเป็นศูนย์กลาง การรวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาต่อไป  

สำหรับการประชุมคณะกรรมการสมาคมสมาชิกรัฐสภาไทยครั้งที่ 4/2568  มีกำหนดการจัดประชุมในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2568 นี้  ทั้งนี้ในช่วงท้ายการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 สมาคมสมาชิกรัฐสภาไทย  นายกสมาคมฯ ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนที่รวมตัวและขอเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการน้ำและการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการ เพื่อจะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมต่อรัฐสภา

ม็อบชาวนาบุกรัฐสภา เรียกร้องนายกฯ ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วน 3 ข้อ

ม็อบชาวนาบุกรัฐสภา เรียกร้องนายกฯ ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วน 3 ข้อ

ม็อบชาวนาบุกรัฐสภา เรียกร้องนายกฯ ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วน 3 ข้อ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

‘ม็อบชาวนา’บุกรัฐสภา ถามหา ‘นายกฯ อิ๊งค์’ ช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างเร่งด่วน 3 ข้อ ประกันราคาข้าวตันละ 11,000 บาท-เยียวยาพื้นที่รับน้ำ 300 บาท/ไร่/เดือน-ยกเลิกมาตรการห้ามเผาตอซังข้าว

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่หน้าอาคารรัฐสภา กลุ่มชาวนาภาคกลาง รวมตัวกันเรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่กำลังอยู่ในระหว่างการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ ช่วยแก้ปัญหา ‘ราคาข้าวตกต่ำ – ปัญหาภัยธรรมชาติ’ ซึ่งกำลังกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจปากท้องของเกษตรกร 

โดย การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ มีการตั้งพื้นที่ขนาดย่อมๆ เป็นเวทีเพื่อปราศรัยข้อเรียกร้องต่างๆ ชาวนาบางคนมีการนำแผ่นป้ายที่ระบุความเดือดร้อนจากการทำกิน มาติดไว้บริเวณโดยรอบพื้นที่การรวมตัว พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขและเยียวยา 3 ประการ 

1.ขอให้รัฐบาลดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ทำนาโดยกำหนดราคาประกันข้าว ที่ 11,000 บาท/ตัน ความชื้นร้อยละ 15 และกำหนดปริมาณรับประกันราคาไม่เกิน 50 ตัน/ราย

2.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาเกษตรกรผู้ทำนาในพื้นที่รับน้ำโดยจัดสรรเงินชดเชย จำนวน 300 บาท/ไร่/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือนในแต่ละปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเป็นพื้นที่รับน้ำ

3.ขอเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการห้ามเผาตอซังข้าวในพื้นที่ทำการเกษตร เนื่องจากชาวนาที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีทางเลือกอื่นใดในการกำจัดฟางข้าวนอกจากการเผาทำลาย หรือขอให้ตั้งงบประมาณเพื่อรับซื้อตอซังข้าวเพื่อช่วยลดภาระชาวนา