ปชป.นัด 26 มี.ค. เคาะมติโหวตนายกฯ มั่นใจเสียงไม่แตก

ปชป.นัด 26 มี.ค. เคาะมติโหวตนายกฯ มั่นใจเสียงไม่แตก

ปชป.นัด 26 มี.ค. เคาะมติโหวตนายกฯ มั่นใจเสียงไม่แตก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยประชุมพรรค 26 มีนาคมนี้ เคาะมติโหวตนายกฯ มั่นใจเสียงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่า การโหวตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งต้องรอการประชุมพรรคก่อนว่าจะมีมติอย่างไร เราก็มีมารยาทอยู่แล้วในการร่วมรัฐบาล เพราะเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยวันที่ 26 มีนาคม พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการประชุมก่อนลงมติ ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นอยู่แล้วว่าไปในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อาวุโสทั้ง 3 ท่านของพรรคประชาธิปัตย์จะโหวตอย่างไร นายชัยชนะ กล่าวว่า ต้องไปถามท่านเอง เราให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคใช่หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่าต้องรอวันนั้นดีกว่า ตนตอบแทนใครไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านมาก่อน มองการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง นายชัยชนะ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสฟัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นผู้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งการขอเวลาอภิปราย 28 ชั่วโมงก็ถือว่ามาก สิ่งที่ประชาชนต้องการรับฟังคือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

“ผมได้มีโอกาสนั่งฟังผู้นำฝ่ายค้านในสภา การอภิปรายก็ยังอยู่ในเรื่องเดิม ๆ เราต้องก้าวข้ามในเรื่องบางอย่างให้พ้น ต้องวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจริง ๆ ถ้าเราไปพูดถึงบุคคลที่สามที่เขาไม่ได้อยู่ในสภา ก็ไม่ต่างกับพรรค ปชน. ที่ผู้นำจิตวิญญาณอยู่เหมือนกัน ฉะนั้น ผมคิดว่าการอภิปรายนายกฯ ต้องเจาะประเด็นว่ามีจุดอ่อนเรื่องอะไร ผิดพลาดเรื่องอะไร ทุจริตเรื่องอะไร ประชาชนจะได้ทราบและตัดสินใจได้ แต่ถ้าเราไปพูดภาพกว้างและไปหยิบยกบุคคลอื่นมา ประชาชนก็จะเสียผลประโยชน์” นายชัยชนะ กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อได้ฟัง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลุกขึ้นอภิปราย รู้สึกอย่างไร นายชัยชนะกล่าวว่า พล.อ. ประวิตร หยิบยกเรื่องเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าได้อย่างไร สุดท้ายการเมืองไทยให้ข้อคิดไว้อย่างหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งหยิบยกมาในรัฐบาลนี้ มันถูกหยิบยกมาหลายรัฐบาลแล้ว ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ไม่ทราบว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน วันนี้ในการเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจก็เดินหน้าเร่งกระตุ้นอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าประเทศปัญหาเศรษฐกิจถูกทิ้งมาอย่างยาวนาน ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข

เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรค ปชป. สนับสนุนเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือไม่ นายชัยชนะ กล่าวว่า ยังไม่มีมติเรื่องนี้ แต่ตนหยิบยกมาเพราะสื่อได้ถามว่าได้ฟัง พล.อ. ประวิตร อภิปรายหรือไม่ ซึ่ง พล.อ. ประวิตร ก็โจมตีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เดินหน้าเรื่องนี้ ส่วนพรรค ปชป. ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องนี้ รอให้มีการนำเสนอเข้าสภาก็จะกลับมาประชุมพรรคอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนการอภิปรายวันนี้หากรัฐบาลชี้แจงได้ดี ก็เป็นผลดีกับรัฐบาล ถ้าฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นได้ดีก็เป็นผลดีกับฝ่ายค้าน แต่ถ้าประเด็นที่อภิปรายมาซ้ำซ้อนวกวนประชาชนก็จะเบื่อหน่ายฝ่ายค้าน ตนเชื่อว่าการพูดสร้างภาพและการกระทำเป็นคนละเรื่องกัน

ตอนนี้ฝ่ายค้านควรเอาเรื่องจริงมาพูดดีกว่า ส่วนเรื่องที่มีบุคคลโน้น บุคคลนี้ ฝ่ายค้านก็รู้ดี เพราะพรรค ปชน. ก็มีผู้นำจิตวิญญาณอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ตนกังวลที่สุดคือคำถามของฝ่ายค้านในวันนี้อยู่ในมือรัฐบาลแล้วหรือเปล่า และรัฐบาลจะมีคำตอบที่ดีกว่าฝ่ายค้านหรือไม่ แล้วฝ่ายค้านจะหมดความน่าเชื่อถือ

‘กรมที่ดิน’ โต้ ‘บิ๊กป้อม’ ยัน ‘นายกฯอิ๊งค์’ ไม่ได้แทรกแซงเพิกถอนที่ดินธรณีสงฆ์

'กรมที่ดิน' โต้ 'บิ๊กป้อม' ยัน 'นายกฯอิ๊งค์' ไม่ได้แทรกแซงเพิกถอนที่ดินธรณีสงฆ์

‘กรมที่ดิน’ โต้ ‘บิ๊กป้อม’ ยัน ‘นายกฯอิ๊งค์’ ไม่ได้แทรกแซงเพิกถอนที่ดินธรณีสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2568 จากกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมีประเด็นการทำนิติกรรมอำพราง ยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปมถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ทั้งที่รู้ว่าเป็นที่ดินธรณีสงฆ์นั้น (‘ลุงป้อม’โชว์ฝีปากซักฟอก ซัด’อุ๊งอิ๊งค์’ ปล่อย ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว นายกฯ ตอบสั้นๆ ไม่จริง)

กรณีนี้แฟนเพจ กรมที่ดิน Fanpage ออกแอ๊กชั่นอย่างรวดเร็ว ในช่วงสายวันที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจง! นายกฯไม่ได้แทรกแซงเกี่ยวกับการเพิกถอนที่ดินธรณีสงฆ์

ตามที่มีการอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นของนายกรัฐมนตรีในบริษัท อัลไพน์ ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการขาดความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากมีการถือครองที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์นั้น กรมที่ดินขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

การถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ นายกรัฐมนตรีได้รับโอนหุ้นของบริษัท อัลไพน์ มาจากผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยการโอนดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด ซึ่งสถานะทางกฎหมายของที่ดิน ณ ขณะนั้น เมื่อมีการรับโอนหุ้นดังกล่าว สถานะของที่ดินที่เป็นประเด็นยังไม่ถูกเพิกถอน และยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย

การเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์หลังจากนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง มิได้มีการสั่งการหรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการแทรกแซง หรือชะลอการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ตรงกันข้าม กระบวนการเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใต้การดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ #กรมที่ดิน

เดือดแล้ว!‘วิโรจน์’ซักฟอกกะซวก‘อิ๊งค์’ งัดวาทะ‘มังกรกงสีอิ่มหมีทั้งตระกูล’ องครักษ์ประท้วงวุ่น

เดือดแล้ว!‘วิโรจน์’ซักฟอกกะซวก‘อิ๊งค์’ งัดวาทะ‘มังกรกงสีอิ่มหมีทั้งตระกูล’ องครักษ์ประท้วงวุ่น

เดือดแล้ว!‘วิโรจน์’ซักฟอกกะซวก‘อิ๊งค์’ งัดวาทะ‘มังกรกงสีอิ่มหมีทั้งตระกูล’ องครักษ์ประท้วงวุ่น

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

มังกรกงสีอิ่มหมีทั้งตระกูล! ‘จอมยุทธ์โรจน์’ร่ายกระบวนท่าที่ห้า 70 นาที กะซวกเข้าจุดอ่อน‘แพทองธาร’สุมหัว‘ครอบครัว’ทำนิติกรรมอำพราง‘ออกตั๋ว PN ลวง’ สร้างหนี้ปลอมหนี‘ภาษีรับให้’ 218 ล้านบาท ซัดเอาแต่หาช่องโกง เอื้อประโยชน์ตัวเอง ไร้ความละอาย ปล่อยคน‘ฐานราก’แบกรับภาระ ยกรัฐธรรมนูญ‘มาตรฐานจริยธรรม’ ขู่เตือน‘สส.’ยกมือหนุน เจอคนไปร้อง‘ป.ป.ช.’ระวังโดยสอยยกเข่งทั้ง‘นาย-ลิ่วล้อ’ ด้าน‘องครักษ์เพื่อไทย’ไม่พลาด ระดมประท้วงป้อง‘นายน้อยหญิง’ เดือดถึงขั้นเรียก‘ไอ้เหลือก’ เจ้าตัวยอมไม่ได้สวนกลับ‘พูดไม่ใช้สมอง’

24 มีนาคม 2568 เวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา151 ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะยื่นเสนอ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับเวลาการอภิปรายถึง70นาที กล่าวว่า คุณสมบัติของนายกฯตามมาตรา160 (4) และ (5) ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หากดูในรัฐธรรมนูญหมวด4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในมาตรา50(9) ระบุ บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ แม้แต่นายกฯก็ไม่ได้รับการละเว้นในเรื่องนี้

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ดังนั้นโดยสำนึกแล้วนายกฯควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการเสียภาษี รวมถึงระบบการจัดเก็บภาษีต้องมีความเป็นธรรมต่อสังคม ถ้านายกฯยังทำตัวหนีภาษี ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร ทุกคนทราบดีว่าภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาประชาชน และประเทศ แต่หนึ่งในปัญหาการจัดเก็บภาษีของไทยปัจจุบัน คือการที่คนรวยบางกลุ่มก่อนใช้ช่องว่างทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษี ซ้ำร้ายหลายกรณีเข้าข่ายหนีภาษี ภาระการเสียภาษีส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่กับมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลาง และประชาชนชาวรากหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอสิ้นเดือนต้องโดนหักภาษีมูลค่าเพิ่ม

“พฤติกรรมการหนีภาษีน่ารังเกียจ เอาเปรียบประชาชน และขัดขวางการพัฒนาประเทศ ผมนึกไม่ถึงว่าพฤติกรรมที่น่าอดสูแบบนี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไม่ไว้วางใจน.ส.แพทองธารแต่อภิปรายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ให้ประชาชนได้รู้ว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษี เป็นเยี่ยงอย่างให้การหลีกเลี่ยงภาษีของคนใหญ่โตเป็นเรื่องปกติ สร้างภาวะให้สังคมต้องจำยอมรับสภาพ มนุษย์เงินเดือน คนจน คนฐานราก ต้องแบกรับภาษของประเทศ ถูกขูดรีดให้ต้องปรนเปรอให้คนมั่งมีที่เห็นแก่ตัวได้เสวยสุขอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร หนึ่งในนั้นคือแพทองธาร หลังจากที่น.ส.แพทองธาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ เมื่อวันที่18ส.ค.67 น.ส.แพทองธาร มีการโอนหุ้น19บริษัท มูลค่า 9,330.5 ล้านบาท แต่ที่ผมต้องการถามเป็นแค่การโอนหุ้น 2 บริษัท มูลค่า 393.5 ล้านบาทของตัวเองไปให้กับแม่และพี่สาว ผมขอถามว่าโอนไปด้วยวิธีใด เป็นการให้ หรือขายหุ้น” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หุ้นแรกที่น.ส.แพทองธารโอน คือบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด จำนวน 22.4 ล้านหุ้น มูลค่า 224.1 ล้านบาท โดยโอนไปให้คุณหญิงพจมานิดามาพงษ์ แม่ เมื่อวันที่ 4ก.ย.67 หุ้นที่สอง บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 16.9 ล้านหุ้น มูลค่า 169.4 ล้านบาท โดยโอนให้น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว เมื่อวันที่ 5ก.ย.67 หากการโอนหุ้นไปให้แม่และพี่สาวเป็นการให้ แม่และพี่สาวในฐานะผู้รับต้องมีภาระการจ่ายภาษีการรับให้ โดยผู้เป็นแม่ ต้องจ่ายภาษีการรับให้ให้รัฐ คิดเป็นเงิน 10.2 ล้านบาท ส่วนพี่สาว ต้องจ่ายฯ คิดเป็นเงิน 8 ล้านบาท รวมแล้วรัฐต้องได้ภาษีในครั้งนี้จำนวน 18.2 ล้านบาท แต่ต้องถามน.ส.แพทองธาร ในฐานะนายกฯว่า รัฐจะได้ภาษีในส่วนนี้หรือไม่ แต่ภายในวันที่31มี.ค.ประเทศนี้ก็จะรู้

“น.ส.แพทองธาร มีพฤติกรรมใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษีการรับให้ตั้งแต่ปี2559 จากที่มีการแก้กฎหมายประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีการรับให้บังคับใช้เมื่อวันที่ 1ก.พ.59 ผมจึงอยากชวนมาดูพฤติการณ์การซื้อหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร กันแบบช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แล้วให้ประชาชนทั้งประเทศ มาพิจารณาร่วมกันว่า จริงๆ แล้วแพทองธาร ซื้อหุ้น หรือได้หุ้นมาจากการให้ของ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ กันแน่” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ได้หุ้นมูลค่า 2,388.7 ล้านบาท มาจากพี่สาว โดยเป็นการซื้อเชื่อ โดยที่น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินให้กับพี่สาวเลยแม้แต่บาทเดียว ออกตั๋ว PN เป็นกระดาษ 4 ใบ ให้พี่สาวไปนอนกอด หุ้นมูลค่า2,388.7 ล้านบาท เปลี่ยนมือจากพี่สาว ไปอยู่ในมือของน.ส.แพทองธาร เป็นที่เรียบร้อย โดยพี่สาวเป็นเจ้าหนี้ที่แสนดีไม่กำหนดว่าจะจ่ายหนี้ค่าซื้อหุ้นให้พี่สาวเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยพี่สาวก็ไม่คิด นี่คือการซื้อหุ้นจากพี่สาว หรือเจตนาแล้วมันคือการได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาวกันแน่ กรณีพี่ชาย(นายพานทองแท้ ชินวัตร) ก็เหมือนกัน น.ส.แพทองธารได้หุ้นมูลค่า 335.4 ล้านบาท มาจากพี่ชาย โดยการซื้อเชื่อเช่นกัน โดยที่น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินให้กับพี่ชาย เพียงแต่ออกตั๋ว PN เป็นกระดาษ 1 ใบ ให้พี่ชายเก็บเอาไว้ ไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายหนี้ค่าซื้อหุ้นให้พี่ชายเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยพี่ชายก็ไม่คิด

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตกลงแล้วมันคือการซื้อหุ้นจากพี่ชาย หรืออันที่จริงแล้วมันคือการได้หุ้นมาจากการให้ของพี่ชาย ส่วนกับลุง กับป้าสะใภ้ และกับแม่ ก็เช่นเดิม น.ส.แพทองธารได้หุ้นมาจากลุงมูลค่า 1,315.5 ล้านบาท ได้หุ้นมาจากป้าสะใภ้มูลค่า258.4 ล้านบาท และได้หุ้นมาจากแม่มูลค่า 136.5 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อเชื่อ น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับลุง ไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับป้าสะใภ้ ไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับแม่ แต่ออกตั๋ว PN ให้ลุงเอาไปกอด 2 ใบให้ป้าสะใภ้ และแม่ไปเก็บไว้ใต้หมอนคนละใบ อย่างนี้ตกลงเป็นการซื้อหุ้น หรือได้หุ้นมาจากการให้ ของ ลุง ป้าสะใภ้และแม่ กันแน่

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าน.ส.แพทองธาร ได้หุ้นมาจากการให้ของ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ต้องเสียภาษีการรับให้ให้กับรัฐ แต่ถ้าน.ส.แพทองธาร ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ น.ส.แพทองธารก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และเนื่องจากหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะใช้เกณฑ์เงินสด ซึ่งรายได้จะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ก็ต่อเมื่อมีการรับเงินสดจริง  ดังนั้นการที่น.ส.แพทองธาร จ่ายค่าหุ้นที่ซื้อด้วยตั๋ว PN ที่ไม่ได้มีการจ่ายเงินกันจริง จะจ่ายกันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำให้พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลยแม้แต่บาทเดียว และต่อให้มีการจ่ายค่าซื้อหุ้นกันในภายหลัง พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้และแม่ ก็ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี เพราะตามมาตรา 40(4)(ช) ของประมวลรัษฎากรกำหนดว่า รายได้จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะส่วนเกินจากมูลค่าหุ้น (Capital Gain) หรือกำไรจากการขายหุ้นเท่านั้นจึงจะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ดังนั้นหากกงสี ขายหุ้นให้น.ส.แพทองธารในราคาพาร์ หรือราคาทุน พี่สาว พี่ชายลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลย สลึงเดียวก็ไม่กระเด็นออกจากกงสี ดังนั้นเมื่อคำนวณรวมแล้วน.ส.แพทองธาร ใช้ตั๋ว PN สร้างหนี้ปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้เป็นเงินสูงถึง 218.7 ล้านบาท

นายวิโรจน์ อภิปรายทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ลำพังแค่จะทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย น.ส.แพทองธาร  ยังทำให้ดี ทำแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ แล้วจะมีหน้ามาเป็นนายกฯ เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีของประชาชนคนไทยได้อย่างไรพฤติกรรมการหนีภาษีการรับให้ 218.7 ล้านบาท ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประเทศชาติ ล้วนชี้ชัดได้ว่า บุคคลคนนี้มีจิตละโมบ ที่คอยคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเลย การหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีของน.ส.แพทองธาร นี่หรือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

“พฤติกรรมแบบนี้ คือ การใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ใช้เล่ห์เพทุบาย ในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อย่างไม่รู้จักละอาย คิดถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว เป็นเหลือบลิ้นไรกัดกินผลประโยชน์ของประชาชน ไม่สมควรที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ถ้าพฤติกรรมการหนีภาษีของบุคคลคนนี้ เรียกว่าอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี แล้วถ้าประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน เกิดไปเอาเยี่ยงเอาอย่างประเทศชาติ มีหวังล่มสลายแน่นอน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ไม่มีความยึดมั่นในกฎหมายเลย วันๆคิดแต่จะหาช่องหาหลืบของกฎหมายกระทำการอย่างไร้ความละอาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบประเทศชาติ นายกฯหนีภาษีแบบนี้ หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ไม่ใช่แค่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่ถึงขั้นเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ เราจะบอกกับประเทศอื่นๆ ยังไง ว่าประเทศไทยของเรามีนายกหนีภาษี รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทั้งนิติกรรมอำพราง ที่ใช้ตั๋ว PN หนีภาษีการรับให้มูลค่า 218.7 ล้านบาท ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า

“คนอย่างน.ส.แพทองธาร มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วันๆ เอาแต่เสาะหาช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้กับตนเอง จุ๊บๆจิ๊บๆ ก็เอาเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่เว้นหนีภาษีแบบนี้ ไม่ใช่แค่เป็นนายกไม่ได้ แต่เป็นแค่คนปกติก็ยังเป็นไม่ได้ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่แค่ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะลุก เดิน ยืน นั่ง ในทำเนียบรัฐบาล แม้แต่ตามถนนหนทางตามตรอกซอกซอย ในประเทศนี้ คนหนีภาษีอย่างน.ส.แพทองธาร ก็ไม่มีหน้าที่จะเดินหน้าตั้งคอตรง สู้หน้าประชาชนได้อีกต่อไป นอกจากนี้นายกฯ โดยตำแหน่งแล้ว ต้องดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตนอยากรู้จริงๆ ว่าคนหนีภาษีอย่างน.ส.แพทองธาร ยังจะกล้าแบกหน้าไปนั่งประชุมนั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการฯดังกล่าวอยู่อีกหรือ” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะต้องมีการร้องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไต่สวนในเรื่องนี้แน่ เชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนี้ น.ส.แพทองธาร ก็ไม่รอด ตนเป็นห่วงก็แต่สส. ที่จะยกมือไว้วางใจน.ส.แพทองธาร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะอาจเข้าข่ายร่วมกันฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญได้ หากมีคนไปร้องสส.ที่ยกมือให้แพทองธาร ก็อาจจะเข้าปิ้งตายตกตามน.ส.แพทองธารไปด้วย ประชาชนฝากความหวังไว้กับผู้นำ แต่กลับได้โจรใส่อาภรณ์ ขุนนางสวมรองเท้าไข่มุก

“ปากที่ตัวเองเคยพูดว่ามีกินมีใช้ไปพร้อมๆ กัน ที่แท้ก็คือการหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อให้มีกินกันเฉพาะกงสีให้ได้อิ่มหมีเฉพาะตระกูล น.ส.แพทองธาร นายกหนีภาษี ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกแล้ว” นายวิโรจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงระหว่างที่นายวิโรจน์อภิปราย มีสส.จากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะๆตลอดการอภิปรายของนายวิโรจน์ จนทำให้วุ่นวาย เพราะมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงบุคคลในครอบครัวของน.ส.แพทองธาร เริ่มจากนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กำลังจะลุกขึ้นประท้วงแต่ถูกนายวิโรจน์สวนขึ้นมาว่า “ร้องกี้ก่อนได้มั้ยครับ”

โดยนางนุชนาถ กล่าวว่า นายวิโรจน์ ไม่รู้สี่รู้แปด นายโรจน์ จึงตอบโต้ว่า “หากอยู่ในสภาฯ ต้องอยู่ในฐานะลิ่วล้อ เป็นบริวาร ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะอยู่ทำไม ผมถามแค่นี้ไม่มีความเป็นศักดิ์ศรีของความเป็นสส. จะอยู่ทำไม”

ทั้งนี้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ​คนที่1 ที่สลับขึ้นมาทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พยายามควบคุมการประชุม และได้ปิดไมโครโฟน แต่ไม่เป็นผล นายวิโรจน์ยังตะโกนอภิปราย จนมีเสียงดังภายในห้องประชุมดังสวนขึ้นว่า “ออกไป”

ขณะที่นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ประท้วงนายวิโรจน์ ว่า “ผมใช้สติความเป็นผู้แทน ตั้งแต่หัวหน้าเท้ง บอกว่าอย่าให้เกียรติ โดยมารยาทอย่าประท้วง ผมนั่งฟังนายวิโรจน์ ว่าทุจริต อภิปรายเองยังทุจริต เชิญชวนให้คนสนับสนุนพรรคด้วยการบริจาคเงิน และขู่ผมว่าถ้าโหวตให้นายกฯ จะผิดข้อบังคับ และกรรโชกผมอีก ขอให้น้องใจเย็น น่าจะดีกว่านี้ เป็นห่วง เหมือนคนสติแตก”

นายวิโรจน์พยายามประท้วงตอบโต้ แต่นายพิเชษฐ์ ไม่อนุญาต แต่กลับให้สิทธิ์กับนายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานีพรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า “ขอให้นายวิโรจน์ได้ใช้สมองด้วย ที่ผ่านมาใช้ 2 ซีก คือ ซีกที่ยกตนข่มท่าน เหยียดยามคนอื่น อีกซีกคือ ยกย่องพวกตัวเองเท่านั้น คนแบบนี้เหมาะเป็นหัวหน้าม็อบเท่านั้นคนแบบนี้ ต้องวินิจฉัยเอาจริงเอาจัง จะได้ใจ ไอ้เหลือก”

ซึ่งนายวิโรจน์ ประท้วงกลับว่า “การพูดถึงให้ สส.คำนึงถึงศักดิ์ศรี สส. และส่วนอีกคนบอกว่าให้ใช้สมอง  แต่ยังดีที่ใช้สมอง แต่คำพูดของท่านชัดเจนว่าไม่ใช้สมอง” ทำให้นายธีระชัยลุกประท้วงว่า “ให้ระวังปากด้วย”

ทั้งนี้ในช่วงท้าย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ลุกขึ้นหารือว่า ในการอภิปรายของนายวิโรจน์มีการอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ดังนั้นในรายงานหรือบันทึกการประชุมช่วยว่านำชื่อคนนอกออกเพื่อความถูกต้องของการอภิปราย ตามข้อบังคับด้วย นายพิเชษฐ์ จึงชี้แจงว่า การเอ่ยชื่อคนนอกต้องรับผิดชอบเองจากนั้นได้ให้ผู้จะอภิปรายในลำดับถัดไปได้อภิปรายต่อไป

‘สุทิน’ เย้ย ฝ่ายค้านซักฟอกครึ่งวันแรก มีแต่นามธรรม กล่าวหาลอยๆ คาดหวังไม่ได้

‘สุทิน’ เย้ย ฝ่ายค้านซักฟอกครึ่งวันแรก มีแต่นามธรรม กล่าวหาลอยๆ คาดหวังไม่ได้

‘สุทิน’ เย้ย ฝ่ายค้านซักฟอกครึ่งวันแรก มีแต่นามธรรม กล่าวหาลอยๆ คาดหวังไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

สส.เพื่อไทย เย้ย ฝ่ายค้านอภิปรายครึ่งวันแรก มีแต่นามธรรม กล่าวหาลอยๆ คาดหวังไม่ได้ หยัน ข้อมูล “บิ๊กป้อม” ไม่น่าถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ป้องนายกฯ ย้อนหัวหน้าพปชร. แค่เล่นมุกให้สภาผ่อนคลาย

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงต้นของวันแรก ว่า เท่าที่ฟังนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในส่วนนายณัฐพงษ์และ พล.อ.ประวิตร ไม่ต่างจากที่คาดหมาย คือ เป็นนามธรรม เป็นการกล่าวหาลอยๆ มากกว่า ยังขาดตัวบ่งชี้ทางพฤติกรรม เช่น คำว่า ดีลแลกประเทศ พยายามฟังว่าไปดีลกันเมื่อไหร่ เรื่องอะไร ยังเป็นการพูดลอยๆ คลุมเครือ ยังไม่เห็นชัดว่า ไปดีลกันอย่างไร ส่วนเรื่องพฤติกรรมขาดภาวะผู้นำ รวมถึงการครอบงำ ก็ยังไม่เห็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมดังกล่าว เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร เลยดูเหมือนว่า การอภิปรายครั้งนี้เมื่อเทียบกับการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมายังไม่มีความหนักแน่นพอ

นายสุทิน กล่าวว่า จะมีเป็นรูปธรรมบ้างคือ นายวิโรจน์ ที่ดูเหมือนเป็นตัวชี้หรือตัวบ่งชี้พฤติกรรมอยู่ แต่มันเป็นรายละเอียดที่ต้องไปศึกษาอีกครั้ง และต้องฟัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯตอบ ซึ่งดูน่าสนใจที่นายวิโรจน์ แต่อาจจะใช้อารมณ์บดบังสาระมากไปหน่อย หากเขาตัดเรื่องอารมณ์ เรื่องวาทะ การเสียดสีออก ตนว่า สาระจะน่าสนใจกว่านี้ ดังนั้น เท่าที่ผ่านมาในช่วงเช้าวันแรก ในฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรน่าหนักใจ คิดว่า สมมุติของตน ฝ่ายค้านข้อมูลน้อยอาจจะเป็นความจริงอยู่ โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้านฯอาจจะเบาหวิวกว่าที่คาด เบาไป เบาที่ตนพูดถึงคือ กล่าวลอยๆ ไม่มีตัวบ่งชี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพาดพิงคนในตระกูลชินวัตร จะมีการพิจารณาฟ้องกลับหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า เป็นช่วงที่นายวิโรจน์อภิปราย พูดชัดเจนถึงครอบครัวและเจาะจงให้ร้าย ถ้าไม่ใช่ความจริงเขาก็มีสิทธิ์ฟ้อง ถ้าเขาตอบแล้วและยืนยันว่าไม่ใช่ความจริง เรื่องนี้ก็ถึงขนาดฟ้องร้องกัน เขากล่าวหาชัดเจน หนักหน่วงมาก เมื่อถามว่า หลังจากฝ่ายค้านอภิปราย จะมีการยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบต่อไป นายสุทิน กล่าวว่า จริงๆ ถ้าทุกคนอภิปรายเรื่องทุจริต และเพื่อแสดงความหนักแน่นควรจะยื่นต่อ ป.ป.ช. ซึ่งต้องดูว่าเขาจะยื่นหรือไม่ เพราะเรื่องภาษีเท่าที่ตนฟัง ยังไม่ได้สรุป เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ต้องฟังนายกฯตอบ

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร อภิปรายเป็นอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า ท่านพยายามทำให้ดีที่สุดของท่านแล้ว ก็ให้กำลังใจ แต่ถามว่าหนักแน่นหรือเป็นข้อกล่าวหาที่น่าสนใจหรือไม่ ไม่ถึงขั้นนั้น เข้าใจว่าท่านจั่วหัวมากกว่า ต้องรอดูว่าจะมีคนอภิปรายขยายซ้ำหรือไม่ ถ้าอภิปรายเพียงแค่นี้ไม่น่าจะถึงขั้นไม่ไว้วางใจ เมื่อถามอีกว่า คิดเห็นอย่างไร กรณีที่นายกฯตอบ พล.อ.ประวิตร ที่ลุกขึ้นอภิปราย นายสุทิน กล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นมุกให้ทุกคนผ่อนคลายมากกว่า ย้อนให้เป็นการผ่อนคลาย ให้ทุกคนสนุก แต่การตอบจริงๆ จังๆ เชื่อว่าจะมีอีกรอบนึง

เมื่อถามถึงกรณี พล.อ.ประวิตรระบุว่า ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะมาฝึกหัด นายสุทิน กล่าวว่า เป็นวาทกรรมที่พูดกันมาตลอดว่าเป็นสนามเด็กเล่นบ้าง นายกฯฝึกหัดบ้าง ตนว่า ไม่ใช่เรื่องฝึกหัดหรอก เพราะการมีทีมงานที่ดี พี่เลี้ยงที่ดี อาจจะดีกว่า ดีกว่านายกฯที่อาวุโสแต่ไม่มีทีมงาน อย่างไรก็ตาม เท่าที่ฟังการอภิปรายมายังคาดหวังไม่ได้ ถ้ามีคนมาขยายความให้อาจจะทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนัก สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายค้านต้องพูดให้ชัดคือ ต้องขีดเส้นให้ได้ชัดเจนระหว่างครอบงำกับแนะนำ ถ้าฝ่ายค้านไม่สามารถขีดเส้นแบ่งตรงนี้ได้ให้ชัด การอภิปรายตรงนี้จะไม่มีน้ำหนัก ยิ่งภาวะผู้นำยิ่งพูดยาก เรื่องนี้ถ้ามันเป็นธรรมชาติมันแบ่งยาก ความเป็นพ่อ การเป็นคนในพรรคหรืออดีตผู้นำพรรค ด้วยความเป็นห่วงลูกพรรค อาจจะแนะนำกันบ้าง แบบนี้มันคือธรรมชาติ ถ้าจะบอกว่าครอบงำมันต้องระบุด้วยว่าขั้นไหน มันต้องไปดู ดังนั้น ฝ่ายค้านน่าจะต้องทำงานหนักในประเด็นนี้

รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มศักยภาพหมอนวดไทย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.44 แสนล้าน

รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มศักยภาพหมอนวดไทย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.44 แสนล้าน

รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มศักยภาพหมอนวดไทย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.44 แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

รัฐบาลเดินหน้าเปิดวิทยาลัยการนวดแห่งประเทศไทย เพิ่มศักยภาพหมอนวดไทยเน้นคุณภาพ คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 1.44 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 24  มีนาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข เปิด “วิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทย” เพื่อยกระดับวิชาชีพ ภาพลักษณ์และมาตรฐานการนวดไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ สู่ Medical and Wellness Hub ของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ วิทยาลัยการนวดไทยฯ จะเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากอง มุ่งผลิตและพัฒนาบุคลากรให้เป็นหมอนวดไทยที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง 7 กลุ่มอาการ คือ กลุ่มปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด โรคหัวไหล่ติด โรคนิ้วล็อก ภาวะกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (ปวดสลักเพชร) หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์ อัมพาต และอาการปวดเข่า

นายอนุกูล กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาด้านคุณภาพมาตรฐาน วิชาการ บริการการนวดไทย ซึ่งวิทยาลัยการนวดไทยฯ จะดำเนินการจัดฝึกอบรม และรับรองคุณภาพมาตรฐานการนวดไทย เป็นศูนย์กลางติดต่อและแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการการนวดไทยในระดับสากล  ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาศักยภาพผู้ที่จบหลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อบรมหลักสูตรนวดไทยเฉพาะทาง 7 กลุ่มอาการสำหรับผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 20,000 คน และเตรียมอบรม ครู ก. นวดไทย (วิทยากรระดับจังหวัด) อีก 1 พันคน ที่มีใบประกาศนียบัตรวิทยากรเครือข่ายครูนวดไทย สาขานวดไทยเพื่อสุขภาพ ใน 18 ศูนย์ฝึกอบรมด้านการแพทย์แผนไทย และมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาการแพทย์แผนไทยและสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ทั่วประเทศ 38 แห่ง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการอบรมได้ที่เพจ Facebook วิทยาลัยการนวดไทย

“ผู้ที่ผ่านการประเมินเป็นนอกจากจะผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้เพิ่มค่าตอบแทนที่มากขึ้น ที่สำคัญยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลสุขภาพด้วยการนวดไทยให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศได้กว่า 1.44 แสนล้านบาท” นายอนุกูล ระบุ

เตือนระวังภัย‘ฮีทสโตรก’! คนไทยเสียชีวิต 63 รายในปี’67

เตือนระวังภัย‘ฮีทสโตรก’! คนไทยเสียชีวิต 63 รายในปี’67

เตือนระวังภัย‘ฮีทสโตรก’! คนไทยเสียชีวิต 63 รายในปี’67

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

หน้าร้อนต้องระวัง ทำประชาชนป่วยฮีทสโตรก แนะเลี่ยงกิจกรรมกลางแดด เตือน นักดื่มเสี่ยงป่วยฮีทสโตรก อันตรายถึงชีวิต เผยปี’67 คนไทยเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน จำนวน 63 ราย

เมื่อวันที่ 24  มีนาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงกลางวัน อาจทำให้ประชาชนเจ็บป่วยจากสภาวะอากาศร้อนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ “โรคลมร้อน หรือ ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิน 40 องศาเซลเซียส ทำให้ตัวร้อน หน้ามืด กระสับกระส่าย หายใจเร็ว มึนงง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชักเกร็ง ช็อก ด้วยภาวะที่ร่างกายร้อนจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นฮีทสโตรกถึงขั้นหมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยงและผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ จากข้อมูล กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานตัวเลขการเสียชีวิตที่อาจเกี่ยวข้องกับความร้อน จากภาวะอากาศร้อนในปี พ.ศ. 2567 พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 63 ราย เป็นเพศชาย 54 ราย และเพศหญิง 9 ราย  อายุระหว่าง 30 – 95 ปี (เฉลี่ย 62 ปี) ประกอบอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 25 มีรายงานการเสียชีวิตใน 31 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี 9 ราย ชัยภูมิ นครราชสีมา และศรีสะเกษ จังหวัดละ 4 ราย ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ และสมุทรสงคราม จังหวัดละ 3 ราย ชลบุรี ชัยนาท ปราจีนบุรี แพร่ ลำปาง ลำพูน และสุราษฎร์ธานี จังหวัดละ 2 ราย ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ นครนายก นครศรีธรรมราช น่าน ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ระยอง สมุทรปราการ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จังหวัดละ 1 ราย

“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อนสูงที่สุด ร้อยละ 54 นอกจากนี้ ผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 51 ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด พฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุราในภาวะอากาศร้อน และการเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานกลางแจ้ง ร้อยละ 62 หากจำแนกรายเดือน พบว่า มีรายงานการเสียชีวิตมากที่สุดในเดือนเมษายน ร้อยละ 70 ซึ่งเดือนเมษายน เป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส

“จากสภาพอากาศที่ในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศไทยในขณะนี้เริ่มมีอากาศร้อนปกคลุม ขอเตือนประชาชนในช่วงฤดูร้อนให้ระวังการเกิดโรคลมร้อน หรือฮีทสโตรก (Heatstroke) สำหรับคนที่ทำงานกลางแจ้ง ควรเลี่ยงการสวมชุดที่มีสีเข้ม ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ เข้าพักในที่ร่มเป็นระยะ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการไม่ประมาทช่วงฤดูร้อน ขอให้ประชาชนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากระวังความเสี่ยงต่อการป่วยจากโรคลมแดด ด้วยฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวได้มาก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่สูงกว่าคนที่ไม่ดื่ม และด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้รวดเร็ว ซึ่งจะมีผลออกฤทธิ์กระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดเร็วและแรงขึ้น ส่งผลอันตรายถึงชีวิต” นายคารม ระบุ

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง ย้ำไม่จบไม่เลิก

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง ย้ำไม่จบไม่เลิก

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง ย้ำไม่จบไม่เลิก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.31 น.

“บุหรี่ไฟฟ้า ”ไม่จบไม่เลิก รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง เผย “ดีอี”ลุยปิดกั้นโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม ซื้อ-ขาย “บุหรี่ไฟฟ้า” แล้วกว่า 9,500 URLs พร้อมย้ำ! ปรับหนัก-จับจริง โทษมีคุก

เมื่อเวลา  09.00 น. วันที่ 24 มีนาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เร่งรัดดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” โดยเฉพาะ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่มีความเกี่ยวข้องทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการซื้อ-ขาย และการลักลอบนำเข้า ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปราม “บุหรี่ไฟฟ้า” พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สำหรับผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 – 19 มีนาคม 2568 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว 9,515 รายการ โดยแบ่งเป็นแพลตฟอร์ม X จำนวน 9,226 รายการ, เว็บไซต์ จำนวน 235 รายการ , Facebook จำนวน 28 รายการ, Instagram จำนวน 12 รายการ และ TikTok จำนวน 14 รายการ นอกจากนี้ ยังดำเนินการปิดกั้นกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า แล้วจำนวน 120 กลุ่ม ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบโดยใช้ Social listening tool พบว่ามีจำนวนโพสต์ซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยเป็นโพสต์จากผู้ขาย จำนวน 285 โพสต์ และโพสต์จากผู้ซื้อ จำนวน 93 โพสต์

 “รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเฝ้าระวัง ตรวจสอบติดตามการซื้อ-ขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และขอย้ำเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าต่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเยาวชน และยังมีความผิดตามกฎหมายอีกด้วย โดยผู้ใดขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาเติม มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567   ส่วนการซื้อหรือครอบครอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของสินค้านั้น หรือทั้งจำทั้งปรับ และการนำเข้าของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะ

หากพบเห็นการลักลอบจำหน่าย หรือการซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โทร. 1212 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง“ นางสาวศศิกานต์ ย้ำ

เปิดเวทีซักฟอก!! ‘เท้ง’ซัด’รบ.-พท.’เปิดดีลแลกประโยชน์’เจ้าสัว’ ลั่นสถานะรัฐบาล’คณะร่วมรัฐประหาร’

เปิดเวทีซักฟอก!! 'เท้ง'ซัด'รบ.-พท.'เปิดดีลแลกประโยชน์'เจ้าสัว' ลั่นสถานะรัฐบาล'คณะร่วมรัฐประหาร'

เปิดเวทีซักฟอก!! ‘เท้ง’ซัด’รบ.-พท.’เปิดดีลแลกประโยชน์’เจ้าสัว’ ลั่นสถานะรัฐบาล’คณะร่วมรัฐประหาร’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

คิกออฟศึกซักฟอกเขย่าดีลแลกประเทศ! ‘ผู้นำฝ่ายค้านฯ’เปิดฉากฉะ‘นายกฯอิ๊งค์’หุ่นเชิด พา’พ่อแม้ว’กลับบ้านมาเป็น‘ผู้นำนอกระบบ’ ใช้‘ตระกูลชิน’เป็น‘แกนกลาง’หลอมสารพัดดีลผลประโยชน์สูบชาติร่วมเจ้าสัว สุมหัวเตี๊ยมเดินเกมรู้กันมาแต่แรก ชี้ไทยเสีย2ต่อ ซัดสถานะรัฐบาล’คณะร่วมรัฐประหาร’ หยันแค่2ปีผ่านเสียหนักกว่า‘รัฐบาลบิ๊กตู่’ ด้าน‘วันนอร์’แตะเบรคระวังอภิปราย พาดพิง‘คนนอก’ 

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 24 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทยราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะรวม 165 คน ยื่นเสนอ

ทั้งนี้นายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงข้อบังคับการประชุมต่อการอภิปรายในญัตติดังกล่าว ซึ่งได้ย้ำถึงการอภิปรายของฝ่ายค้าน และการตอบชี้แจงที่นายกฯ และรัฐมนตรีมีสิทธิตอบชี้แจง รวมถึงต้องอภิปรายในกรอบข้อบังคับ  หากมีการผิดข้อบังคับ สมาชิกที่อภิปรายต้องรับผลของการกระทำ และตามกรอบของจริยธรรมซึ่งการกล่าวถ้อยคำที่ผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ นายกฯ หรือ สส.คนที่อภิปรายจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 

“ทั้งนี้การอภิปรายที่เสนอว่ามีชื่อของนายกฯ คนเดียวนั้น แต่การอภิปรายหากพาดพิงไปถึงรัฐมนตรีที่นายกฯ ​มอบหมายงานให้สามารถชี้แจงได้ หากพาดพิงรัฐมนตรีที่เสียหายชี้แจงได้ ต้องยึดญัตติดังกล่าวที่เสนอมา” นายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจง

จากนั้นในเวลา 08.37 น. ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวเปิดญัตติ ซึ่งเป็นไปตามเนื้อหาที่เสนอญัตติไว้เมื่อ 27 ก.พ. โดยย้ำถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ขาดวุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถและเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดิน จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่สัญญาไว้ เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนของกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลว  ยอมให้บุคคลในครอบครัวชี้นำ ชักจูงให้ทำหรืองดเว้นการกระทำที่เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกหุ่นเชิด โดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกฯ ตัวจริงที่ไม่รับผิดชอบการใช้อำนาจ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้น ดำรงอยู่ และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิดดีลแลกประเทศ ที่คนตระกูลชินวัตร และครอบครัว ยึดเป็นแกนกลาง และมีกลุ่มผลประโยชน์เป็นแกนรอง ส่วนผลประโยชน์ของประเทศไว้พูดตอนจะเลือกตั้ง จริงๆแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร แต่หลอมรวมกลายเป็นพวกเดียวกันหมดแล้ว ทำงานร่วมกัน หัวเราะกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไม่เกี่ยวกับเจเนอเรชั่น หรือภูมิหลัง แต่ใช้วิธีจัดการผลประโยชน์เหมือนกัน ต่อรองผ่านสนามกอล์ฟ ใช้อำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาว รู้ช่องทางหากินผ่านระบบราชการ เรียกได้ว่านายกฯ และครม. และพรรคร่วมรัฐบาล รู้ภาษาเดียวกัน เล่นเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรก เรื่องใดที่เดินหน้าเร็ว ไม่สนใจเสียงทักท้วง เพราะดีลประโยชน์ลงตัว คือเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งน.ส.แพทองธาร ตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ถึงหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องดีลประเทศ ที่ยอมรับว่าดีลตั้งรัฐบาลคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะบิดา ต้องกลับบ้านจริงๆ

นายณัฐพงษ์ อภิปรายอีกว่า ดีลแลกประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องที่นายทักษิณ กลับบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแลกดีลผลประโยชน์มหาศาลดูเผินๆรัฐบาลชุดนี้อาจได้ประโยชน์ดีกว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ 2 ปีที่ผ่านมากลับเสียมากกว่าเดิม การตั้งอยู่ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยเฉพาะเรื่องการเมือง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้ประชาธิปไตยประเทศถดถอย ซึ่งคะแนนวัดอันดับทางการเมืองตกต่ำลง จัดอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยบกพร่อง แก้รัฐธรรมนูญไม่คืบหน้า และถูกนานาชาติประณามเพราะส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยเสื่อมถอยลงภายใต้เปลือกของคำว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ พายุหมุนทางเศรษฐกิจไม่เคยเกิดขึ้น จากที่ระบุว่าจะได้ 5% เหลือ 2.5% ไม่เหมือนคำโฆษณา แต่ทิ้งราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายมหาศาล

“พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับว่าสมัยพรรคไทยรักไทยในอดีต ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอก ไม่ได้เก่งด้วยตนเอง เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่หมอชนบทขับเคลื่อนมาก่อนหน้านั้น การกระจายเม็ดเงินลงท้องถิ่นได้ประโยชน์จากโครงการมิยาซาว่า เมื่อเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนโยบายดีๆ ที่กองบนโต๊ะไม่มี ทำให้คิดไปทำไป การบริหารประเทศได้นายทักษิณกลับมาเหมือนได้ผู้นำแพคคู่ คนหนึ่งมีประสบการณ์ อีกคนอยู่ในตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นมีผู้นำนอกระบบ ทำงานนอกทำเนียบฯ ชี้นำ นำหน้ารัฐบาล ไม่มีการรับผิดรับชอบ เพราะไม่ถูกตรวจสอบ ส่วนคนในระบบ กลับขาดความรู้ความสามารถ วุฒิภาวะ และเจตจำนงทางการเมือง ทั้งนี้ประเทศไทยเสีย 2 ต่อ เพราะมีคนที่ลอยตัว ส่วนคนที่ถืออำนาจนั้นขาดคุณสมบัติ” นายณัฐพงษ์ อภิปราย

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายด้วยว่า ขณะที่ชาวสวนมีปัญหาเรื่องน้ำ ต้องใช้ไฟฟ้าสูบน้ำเพื่อใช้ แต่กลับพบภาพอดีตนายกฯ ออกรอบตีกอล์ฟกับนายทุนพลังงาน เพื่อดีลสัมปทานไฟฟ้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท สูบเงินในกระเป๋าชาวสวนให้กับเจ้าสัว 

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายด้วยว่า ในประเด็นความยุติธรรม ที่คนตากใบยังรอความยุติธรรม แต่นายกฯ ไม่เร่งรัดติดตามตัวจำเลยที่หนีไปต่างประเทศมาดำเนินคดี ขณะที่นายกฯนอกระบบได้รับสิทธิอยู่ชั้น 14 เหนือระบบยุติธรรม ที่มีน.ส.แพทองธาร รับรู้ รับทราบสถานะของบิดามาโดยตลอด นอกจากนั้นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีฉันทามติ แต่น.ส.แพทองธาร ตอกฝาโลงเรียบร้อยว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทัน ที่คุยกันในรัฐสภาเป็นละครปาหี่ ที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องให้แก้ไข ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียประโยชน์ ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

“การแจกเงินหมื่นไม่สร้างการเติบโตเศรฐกิจไทย การสร้างเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ เห็นชัดล่วงหน้าว่าจะมีกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐบาลที่ได้รับประโยชน์ เป็นการสูญเสียโอกาสของคนไทยที่ได้รัฐบาลคิดไปทำไป ดีลแลกประเทศมีคนไม่ถึง 1% ได้รับผลประโยชน์ แม้จะทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ตกต่ำยิ่งกว่ารัฐบาลของคสช. ซึ่งอนาคตมีสิ่งที่ประเทศไทยต้องจ่ายมหาศาล ทั้งนี้สิ่งที่เราได้รับคือ พวกเราอ่อนแอ ไม่กล้าหวังอนาคตที่ดีกว่า ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลของดีลแลกประเทศ ทำให้ได้พรรคร่วมคณะรัฐประหาร หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่อาจไว้วางใจได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

‘ลุงป้อม’โชว์ฝีปากซักฟอก ซัด’อุ๊งอิ๊งค์’ ปล่อย ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว นายกฯ ตอบสั้นๆ ไม่จริง

'ลุงป้อม'โชว์ฝีปากซักฟอก ซัด'อุ๊งอิ๊งค์' ปล่อย ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว นายกฯ ตอบสั้นๆ ไม่จริง

‘ลุงป้อม’โชว์ฝีปากซักฟอก ซัด’อุ๊งอิ๊งค์’ ปล่อย ปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหว นายกฯ ตอบสั้นๆ ไม่จริง

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.58 น.

โชว์ซักฟอก 10 นาที! “ลุงป้อม”ลุกซัด “อุ๊งอิ๊งค์”ปล่อยปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหวในประวัติศาสตร์ ความเชื่อมั่นของประเทศถดถอย ห่วงลูกหลานคนไทยเผชิญปัญหาสังคม อาญชากรรมเพิ่มขึ้นจาก ธุรกิจสีเทา  ขาดคุณสมบัติสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ลั่นประเทศชาติ ไม่ใช่เวทีของมือสมัครเล่น ด้าน”อุ๊งอิ๊ง“ ลุกตอบย้อนรอย”ที่พูดมาไม่เป็นความจริงค่ะ“ 
 
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่รัฐสภาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้เข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป ว่า เรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดล้มเหลว วันนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข อย่างที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญา พนักงานถูกเลิกจ้าง บริษัทปิดกิจการจำนวนมาก ประชาชนหนี้ท่วมหัว ทั้งในระบบและนอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูงถึง 104 % ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดิ่งเหวในรอบ 3 ปี รัฐบาลไม่มีแนวทางอะไร ที่แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“จริงๆผมพยายามเอาใจช่วย นายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องคนไทยให้สำเร็จ เพราะเห็นว่านายกรัฐมนตรีเคยบริหารธุรกิจมาก่อน คงมีประสบการณ์ที่จะมาช่วยประเทศชาติได้ แต่ปรากฎว่า นายกรัฐมนตรีไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ซ้ำยังถอยหลังไปอีก จนจีดีพีของไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน“ พล.อ.ประวิตร กล่าว
 
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่าที่สำคัญ คือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความรู้ ความเข้าใจ เรื่องเศรษฐกิจ ด้วยการตัดงบประมาณ นับแสนล้านบาท ที่ควรอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่นายกรัฐมนตรีกลับเอาเงินก้อนนี้ ไปใช้ แจกเงินหมื่น ซึ่งธนาคารโลก และ กองทุนIMF ได้ออกมาเตือนแล้วว่าการแจกเงินหมื่นไม่ได้ผล แต่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆแทน ถ้านายกรัฐมนตรีได้ศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบคอบในทุกด้าน วันนี้คนไทยจะไม่ลำบาก ทุกข์ใจ ในเรื่องปากท้องอย่างแสนสาหัส


 
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนเป็นห่วงประเทศชาติอย่างมาก และไม่สบายใจต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง คือเรื่องของ MOU 44 ที่วันนี้ท่านพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยง เรื่องการสูญเสียดินแดน  และทรัพยากรทางทะเลมูลค่ามหาศาลและที่น่าเศร้าใจ คือ ลูกเรือประมงไทยที่นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะพากลับประเทศไทย  นี่ผ่านมา 4 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้กลับ ในฐานะที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตนทราบดีว่า การดำเนินงานด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในหลายมิติมาก 
 
”ผมเห็นใจนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ในเรื่องที่ท่านไม่มีประสบการณ์ แต่เรื่องความมั่นคงของชาติสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศชาติไม่ใช่เวที ให้มือสมัครเล่น มาซ้อมมือ ”พล.อ.ประวิตรกล่าว
 
พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะร่างกฎหมายประกอบธุรกิจ สถานบังเทิงครบวงจร หรือที่เรียกกันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน มันมีช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องได้อย่างมาก ตนขอย้ำว่า โครงการนี้อันตรายอย่างที่สุด เพราะจะทำให้เกิดธุรกิจสีเทาตามมาอีกมาก ซึ่งทุกวันนี้ การปล่อยปละละเลยในเรื่องต่างๆก็ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจสีเทา และปัญหาอาชญากรรมมากมาย 
พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ( 5)ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการถือหุ้น บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ตลอดจนการปล่อยปละละเลย ให้บุคคลในครอบครัวกระทำการ ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน  เรื่องนี้ขอให้เป็นการตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลเป็นเช่นไร ตนเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินท่านเอง


 
“ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ไม่ใช่การกล่าวด้วยอคติ แต่ข้อมูลหลักฐานต่างๆ สส. พรรคพลังประชารัฐอีก 4 ท่านจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ผมขอขอบคุณ สส.ทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี และประชาชนทุกคน ที่รับฟังในสิ่งที่ผมพูด  ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่มๆ ผมจึงใช้ “ ใจบันดาลแรง ”บริหารประเทศ ให้สำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีแรง ผมเชื่อว่าถ้าท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญา  มีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัว พวกพ้อง ผมเชื่อว่าประชาชน จะชื่นชมและยอมรับท่านเองครับ ขอให้โชคดีครับ”พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที่พล.อ.ประวิตร อภิปรายจบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐนตรีได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า  เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีสมาชิกฝ่ายค้านขึ้นมาอภิปรายในประเด็นต่างๆต่อจากนี้อีกหลายท่านและตนเองพยายามจะตอบทุกๆหัวข้อจะได้มีความสบายใจเกิดขึ้น

“สำหรับสมาชิกหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐผู้อาวุโสเมื่อกี้ตนเองได้ฟังท่านผู้และจับเวลานาฬิกาด้วยตัวเอง ท่านผู้ประมาณ 10 นาที และอยากจะบอกว่า ที่ท่านสมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่เป็นความจริงค่ะ” น.ส.แพทองธาร กล่าวพร้อมยิ้มมุมปาก ก่อนจะลงนั่งเก้าอี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

‘เท้ง’ ประเดิมขู่ ‘อิ๊งค์’ ก่อนเริ่ม​ ศึกซักฟอก มีข้อมูลเด็ด ถึงขั้นถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกฯ

'เท้ง' ประเดิมขู่ 'อิ๊งค์' ก่อนเริ่ม​ ศึกซักฟอก  มีข้อมูลเด็ด ถึงขั้นถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกฯ

‘เท้ง’ ประเดิมขู่ ‘อิ๊งค์’ ก่อนเริ่ม​ ศึกซักฟอก มีข้อมูลเด็ด ถึงขั้นถอดถอนพ้นเก้าอี้นายกฯ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.41 น.

‘เท้ง’ ​ ประเดิม​ ขู่นายกฯก่อนเริ่ม​ ศึกซักฟอก แฉ​ มีข้อมูลลับถอดถอน​ แพทองธาร​ พ้นตำแหน่งได้​ ปัด​ ดีลพรรคร่วมรัฐบาล​  ขอจับตา​ บิ๊กป้อม​ อภิปราย​ 10 นาทีคุ้มค่ายอมรับ ประสานทางอ้อม “เฉลิม”​ ร่วมวง​

วันที่ 24 มีนาคม 2568 เวลา 07.30 น. นายณัฐพงษ์​ เรืองปัญญาวุฒิ​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า วันนี้มั่นใจเต็มที่ ซึ่งเราเตรียมตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว และทางรัฐบาลควรจะตอบคำถามว่ามีความพร้อมหรือไม่​ และวันนี้ก่อนที่จะมีการเริ่มอภิปราย หากได้เห็นสัญญาณว่ามีการขัดขวางรัฐบาลก็จะได้รับผลเสียมากที่สุด 

“พรรคประชาชนเตรียมรับมือการประท้วงของฝ่ายรัฐบาลแล้ว  ขอย้ำว่าสส.ของพรรคประชาชน แม่นในข้อบังคับและพร้อมที่จะทำหน้าที่ทุกคน​ ซึ่งก็ไม่ได้กังวลอะไร ดังนั้นขอเชิญชวนประชาชนให้รับชมการอภิปรายในวันนี้ เพราะมีไฮไลท์ที่ต้องจับตาในหลายประเด็น”

ผู้สื่อข่าวถามถึง หัวข้อญัตติดีลแลกประเทศหมายถึงอะไร นายณัฐพงษ์  กล่าวว่า​ หมายถึงสิ่งที่ประชาชนต้องสูญเสียไป เป็นต้นทุนของการเสียโอกาส รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นเงินภาษีของประชาชน ที่ต้องแลกกับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นดีลแลกประเทศ เพื่อผลประโยชน์ของคนในตระกูลชินวัตร และพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนตระกูลชินวัตร จะครอบคลุมขนาดไหนนั้น​ ยอมรับว่า มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงอยากให้ติดตาม การอภิปรายใน 2 วันนี้ เพราะถือเป็นสาระสำคัญ ส่วนการอภิปรายจะมีมากกว่า​ นายทักษิณ​ ชินวัตร​ และนางสาวยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ขอใช้คำว่าคนในตระกูลชินวัตรดีกว่า เพราะครอบคลุมอยู่แล้ว และยืนยันว่าทุกคนที่ถูกพาดพิงจะยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และมีส่วนสำคัญในการอภิปรายครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลนั้นไม่ชอบธรรม และเป็นดีลแลกประเทศจริง

เมื่อถามว่ากังวลว่าบุคคลภายนอกจะฟ้องหมิ่นประมาทหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าไม่ห่วง เพราะตามบทข้อบังคับ ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว หากพาดพิงบุคคลภายนอก และเรามั่นใจในข้อมูล ว่าไม่น่าจะถูกฟ้องร้องอะไร

เมื่อถามตอบว่ากรณีที่นายทักษิณ​ ให้สัมภาษณ์ว่า​ ไม่กลัวยุทธการ​ โรยเกลือของพรรคฝ่ายค้าน แต่จะโรยน้ำตาลกลับ ผู้นำฝ่ายค้าน​ ระบุว่า หากเขาโรยน้ำตาลกลับมาจริงๆ ก็อาจจะเป็นการอภิปรายที่มีสีสัน แต่มั่นใจว่าพักฝ่ายค้านจะกรีดแผล และหลังเสร็จสิ้นการอภิปราย แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากฝ่ายค้านไม่สามารถโหวตถอด นายกรัฐมนตรีได้ แต่การดำเนินการหลังจากนี้จะสร้างแรงสะเทือนถึงรัฐบาลได้

เมื่อถามย้ำว่า คำสัมภาษณ์ของนายทักษิณที่ผ่านมาเหมือนมีนัยยะ ว่าการอภิปรายไม่ได้มีอะไร เหมือนกับมีการพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว นายณัฐพงษ์​ กล่าวว่า​ อยากให้รอดูการอภิปราย ว่าจะมีการอยู่กับฝ่ายรัฐบาลอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ และข้อมูลที่จะนำเสนอใน 2 วันนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน​ คนที่มีดีลไม่ใช่พรรคประชาชนหรือพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นการดีลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล​ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทยดีลกับพรรคประชาชน เพื่อหวังผล​44 สส.​ คดีแก้ม.​112 นายณัฐพงษ์​ กล่าวว่า​ ไม่เกี่ยว เพราะการอภิปรายจะมีการพาดพิงหลายกระทรวง มีรัฐมนตรีหลายคนที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่นำเสนอ ทุกคนมีเอกสิทธิ์ความเป็นส.สคุ้มครอง ดังนั้นทุกหลักฐานที่เปิดเผย จะนำไปสู่การยื่นขอถอดถอนรัฐมนตรี​ที่ไม่สามารถตอบข้อชี้แจงได้​ เพื่อจะชี้ให้เห็นจุดเริ่มต้นของปัญหา อย่างไรก็ตามดีลแลกประเทศ เราไม่ได้หมายถึงการพานายทักษิณกลับบ้าน เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการเพิ่มวันอภิปรายนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าฝั่งรัฐบาลสามารถควบคุมเวลาได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นก่อนเปิดการประชุมในวันนี้ หากมีการตีรวน จากฝั่งรัฐบาล จนทำให้การอภิปรายไม่จบใน 2 วัน ก็ต้องโทษฝั่งรัฐบาล และคาดหวังว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีอยู่ตอบคำถาม มากที่สุด แต่เชื่อว่าท่านคงมีภารกิจครอบครัว คงไปกะเกณฑ์ไม่ได้ ว่าต้องอยู่กี่ชั่วโมง

ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านให้เวลา ร.ต.อ.เฉลิม​ อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย​ ในการอภิปรายรัฐบาล นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอให้รอดูหน้างาน เพราะมีเสียงสะท้อนจากฝั่งรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านก็มองว่าให้โอกาสสมาชิกทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าสังกัดพรรคใด หากมีข้อมูลที่จะตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม แต่ทางเว็บฝ่ายค้านยังไม่เคยเจรจา โดยตรงกับร.ต.อ.เฉลิม เพียงแต่ได้รับการประสานในทางอ้อม

ส่วนกรณีที่จะให้เวลาการอภิปรายของพพรคฝ่ายค้าน10 นาที​ ให้พล.อ.ประวิตร​ วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอภิปราย​ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าถือว่าเป็นเวลาที่คุ้มค่า และที่ผ่านมาไม่ได้เห็นบทบาทของพลเอกประวิตรในสภามากนัก ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่น่าติดตาม​

นายณัฐพงษ์  ยังกล่าวอีกว่า​ ประเด็นที่จะอภิปรายในวันนี้ นอกจากจะเป็นการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาลแล้ว ยังมีเรื่องการทุจริต ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และการขาดคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี หรือตัวรัฐมนตรี และมีข้อมูลที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน และมีความเป็นไปได้สูง ที่จะนำไปสู่การถอดถอนนายกรัฐมนตรีได้จริง