ผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูก!! เตรียมร่อนจดหมายถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น14

ผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูก!! เตรียมร่อนจดหมายถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น14

ผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูก!! เตรียมร่อนจดหมายถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น14

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.40 น.

ผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูก!!​ เตรียมร่อนจดหมายถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องแจง หลัง’กสม.’ร้องให้ส่งศาลเพิกถอนระเบียบราชทัณฑ์-สั่งขั้นตอนส่งตัว’ทักษิณ’นอนชั้น 14 เป็นโมฆะ ขอเวลาดูข้อเท็จจริงก่อน อาจจบที่ศาลหากเห็นว่าต้องยกเลิก 

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2568 พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และในช่วงเช้าวันนี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้นำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่ระบบแล้ว ทราบว่าเบื้องต้นได้มีการยื่น 2 ประเด็น คือขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองให้ยกเลิกกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ของกรมราชทัณฑ์ และกรณีที่กรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งว่าขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ทั้งหมดเป็นโมฆะ  เนื่องจากเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือขอให้เป็นโมฆะ

โดยจากนี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็จะต้องทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้กรมราชทัณฑ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องกับการออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่ามีวิธีคิดอย่างไร และหากจะทำการยกเลิกจะกระทบกับส่วนรวมหรือไม่ อย่างไร มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ส่วนจะต้องการเชิญหน่วยงานเข้าชี้แจงด้วยหรือไม่นั้นก็จะต้องทำการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น และขอรายงานจาก กสม.ที่เคยได้ศึกษาเบื้องต้นมาแล้วเพื่อมาประกอบการพิจารณา รวมถึงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศาลฎีกาด้วย เพราะศาลได้พิพากษามีโทษจำคุก แต่กรมราชทัณฑ์กลับส่งตัวไปรักษาโดยไม่มีการไต่สวนจากศาล ซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งต่อคำพิพากษาของศาล โดยจะต้องขอคำชี้แจงจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากพบว่ายังไม่มีความชัดเจนก็อาจจะต้องมีการเชิญมาประชุมร่วมกัน แต่เบื้องต้นจะดูเอกสารว่าชี้แจงครบถ้วนหรือไม่ หรือจะต้องมีการสัมภาษณ์เชิงลึก

สำหรับกรอบการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินในการดำเนินการก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้ศาลปกครองดำเนินการ พ.ต.ท.กีรป กล่าวว่า โดยปกติผู้ตรวจการจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โดยภายใน 1 สัปดาห์ก็จะออกหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจง แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงกลับมาภายใน 30 วัน หากมีข้อมูลพร้อมก็จะส่งกลับมายังผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 30 วัน หากข้อมูลไม่พร้อมก็สามารถขอผ่อนผัน ซึ่งตามระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินจะอนุญาตให้เลื่อนการชี้แจงได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน รวมเสร็จสรรพแล้วไม่น่าจะเกิน 60 วัน

อย่างไรก็ตามหากมีเหตุจำเป็น ก็อาจจะขอผ่อนผันหรือเข้ามาพูดคุยชี้แจงถึงสาเหตุความล่าช้า หรือผู้ตรวจการแผ่นดินก็อาจจะเชิญผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมประชุม แต่อาจจะยังไม่ถึงขั้นเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้าร่วมประชุม อาจจะเป็นกรมราชทัณฑ์ รวมถึงจะต้องมีการตรวจสอบในข้อกฎหมายเรื่องของศาลว่าขั้นตอนการขอส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ มีความจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตศาลด้วยหรือไม่

“อันนี้เป็นประเด็นใหม่ที่ผู้ร้องมีข้อเสนอแนะว่าการที่จะส่งตัวนักโทษออกไปรักษานอกเรือนจำ ควรที่จะต้องขออำนาจศาล ตรงนี้เป็นประเด็นใหม่ที่จะต้องมีการศึกษา ถ้ามีการแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะแก้ไข ก็ไม่ต้องไปถึงศาลปกครอง แต่หากเรามองแล้วเห็นว่าควรแก้ไข แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่แก้ไข อันนี้ก็อาจจะต้องไปพึ่งอำนาจศาลปกครองให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง” พ.ต.ท.กีรป กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีการขอให้กลับไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่นายทักษิณก็พ้นการรับโทษมาแล้ว ขั้นตอนการกลับเข้าไปสู่การรับโทษจะมีความเป็นไปได้หรืออยู่อำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาหรือไม่  พ.ต.ท.กีรป กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ แต่ขั้นตอนของการกลับเข้าสู่กระบวนการใหม่นั้นขั้นตอนทางกฎหมาย ต้องไปดูกฎระเบียบ กฎหมายต่างๆ ว่าเมื่อมีการยกเลิกการดำเนินการที่ผ่านมาแล้ว ผลไม่ว่าจะเป็นผลต่อนายทักษิณ กรมราชทัณฑ์ หรือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ จะมีผลเช่นไร ต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

พ.ต.ท.กีรป กล่าวว่า หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงมาแล้ว หากมีข้อมูลครบถ้วนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะทำการประมวลเรื่องสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เสนอผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรว่าจะให้คำแนะนำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร ทั้งประเด็นขอให้ยกเลิกการดำเนินการทั้งหมดหรือไม่ ประเด็นส่งนักโทษไปรักษาตัวนอกเรือนจำ และการยกเลิกระเบียบกรมราชทัณฑ์ฯ  ทั้งนี้ในเรื่องของการดำเนินการที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินก็จะมีความเห็น และข้อเสนอแนะให้ดำเนินการให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม รวมถึงมีความเห็นจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องต่อศาลปกครอง 

ส่วนหากจะขอให้มีการยกเลิกระเบียบฯ เกี่ยวกับการส่งตัวนักโทษไปรักษาตัวนอกเรือนจำ กรณีนี้อาจจะต้องมีการพึ่งอำนาจศาลปกครอง หากหน่วยงานไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไข แต่ผู้ตรวจแผ่นดินเห็นว่าควรแก้ไข  อย่างไรก็ตามต้องดูข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเด็นก่อน

‘ปชป.’นัดประชุมใหญ่ 26 เม.ย.นี้ เผย’เฉลิมชัย’เตรียมตั้งกก.สรรหาผู้สมัครฯ สส.รับศึกเลือกตั้ง

'ปชป.'นัดประชุมใหญ่ 26 เม.ย.นี้ เผย'เฉลิมชัย'เตรียมตั้งกก.สรรหาผู้สมัครฯ สส.รับศึกเลือกตั้ง

‘ปชป.’นัดประชุมใหญ่ 26 เม.ย.นี้ เผย’เฉลิมชัย’เตรียมตั้งกก.สรรหาผู้สมัครฯ สส.รับศึกเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.09 น.

‘ปชป.’นัดประชุมใหญ่ 26 เม.ย.นี้ ‘เฉลิมชัย’เตรียมประกาศแนวทางขับเคลื่อนพรรค-ตั้งกก.สรรหาผู้สมัครฯ สส.ใหม่รับศึกเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2568 น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันเสาร์ที่ 26 เม.ย.2568 เวลา 09.30 น. พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยจะเป็นการประชุมใหญ่ตามกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ตามมาตรา 43 และรับรองงบการเงิน ประจำปี 2567 ตามมาตรา 61 ของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พร้อมกับจะได้มีวาระเพื่อเลือกตั้งโฆษกพรรค และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย 

สำหรับองค์ประชุมนั้นจะประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรค สส.ของพรรคชุดปัจจุบัน อดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค รัฐมนตรีของพรรค อดีตรัฐมนตรี และอดีต สส. รวมทั้งสาขาพรรค และตัวแทนประจำจังหวัด เป็นองค์ประชุมเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากสมาชิกในแต่ละภาค และองค์ประชุมอื่นๆ ตามระเบียบที่ กก.บห. กำหนด 

น.ส.เจนจิรา กล่าวต่อว่า ในวันดังกล่าว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค จะได้กล่าวถึงแนวทางการทำงาน ตลอดจนทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะทำในปีถัดไป รวมถึงการมอบหมายให้แต่ละภาคส่วน รับผิดชอบงานต่างๆ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถขับเคลื่อนไปในองคาพยพเดียวกัน ได้อย่างสมบูรณ์

‘อิ๊งค์’ชิ่งตอบกระแสข่าวปรับครม.เศรษฐกิจ บอกไว้พรุ่งนี้ ขำโดนถามเขย่า ภท.

'อิ๊งค์'ชิ่งตอบกระแสข่าวปรับครม.เศรษฐกิจ บอกไว้พรุ่งนี้ ขำโดนถามเขย่า ภท.

‘อิ๊งค์’ชิ่งตอบกระแสข่าวปรับครม.เศรษฐกิจ บอกไว้พรุ่งนี้ ขำโดนถามเขย่า ภท.

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

‘อิ๊งค์’ชิ่งตอบโพลจี้ปรับครม.เศรษฐกิจ บอกไว้พรุ่งนี้ ขำโดนถามเขย่า ภท. ก่อนแซว‘ประเสริฐ’บอกปรับให้แล้ว หลังพูดตำแหน่ง‘จุลพันธ์’ผิดเป็น รมช.มหาดไทย

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 21 เม.ย.2568 ที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายรัฐมนตรี ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่มีผลสำรวจของนิด้าโพล  ที่ประชาชนอยากให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรีตอบเพียงว่า “ไว้พรุ่งนี้” 

เมื่อถามต่อว่าแต่มีความพยายามจะเขย่าพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ยิ้ม ก่อนหัวเราะ และส่ายศีรษะ ก่อนจะกล่าวย้ำว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้สัมภาษณ์ โดยก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้กล่าวแซวนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม พร้อมกับหัวเราะ ว่า “เมื่อกี้ท่านประเสริฐปรับให้เรียบร้อย แซว ๆ เขาพูดผิด แกล้งแซว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่แซวนายประเสริฐแบบนั้น มาจากระหว่างที่นายประเสริฐรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ SML ในตำแหน่งของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

‘เด็กปชน.’ซัด สภาฯ หมื่นล้านใช้ได้ไม่เต็มที่ ชี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้งบ

‘เด็กปชน.’ซัด สภาฯ หมื่นล้านใช้ได้ไม่เต็มที่ ชี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้งบ

‘เด็กปชน.’ซัด สภาฯ หมื่นล้านใช้ได้ไม่เต็มที่ ชี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้งบ

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.45 น.

แก้ได้ไม่ต้องใช้งบฯ! “เด็กปชน.”ซัด สภาฯหมื่นล้าน ใช้ได้ไม่เต็มที่ คิดถมสระมรกต เป็นห้องสมุด-ห้องรับรอง-ห้องพักคนติดตาม ทั้งที่มีอยู่แล้ว จ่อทำหนังสือถาม”วันนอร์” ขอทราบเหตุผลและความจำเป็น

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน แถลงกรณีที่ปรากฎข่าวว่าจะมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้น 1 บริเวณสระมรกต ห้องสมุด และห้องรับรอง อาคารรัฐสภา โดยจะใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในรัฐสภา เนื่องจากพื้นที่เดิมมีปัญหาไม่สามารถใช้สอยได้อย่างเต็มที่  ว่า ตนเห็นด้วยว่าพื้นที่ของรัฐสภามีปัญหาด้านการเข้าถึงทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเมื่อมีปัญหาก็ควรแก้ไข แต่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหา พื้นที่ใดมีปัญหาก็แก้ไข เช่น สระมรกตที่มีปัญหาน้ำเน่าเสียและมีคนตกน้ำ ปัญหานี้การแก้ไขคือนำราวกั้นเพื่อป้องกันการตกน้ำ แก้ไขปัญหาไม่ให้น้ำนิ่งเพื่อป้องกันยุง

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า รัฐสภามีพื้นที่กว่า 4 แสนตารางเมตร ใช้งบประมาณ 2 หมื่นกว่าล้นบาท ถือว่าเป็นงบประมาณที่เยอะมาก แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เข้ามาอยู่ได้ไม่กี่ปี ก็กำลังจะสร้างอีกแล้วจึงเป็นคำถามว่าในฐานะที่รัฐสภา เป็นหน่วยงานในการตรวจสอบการใช้งบประมาณของประเทศ แต่เราจัดการกับการดูแลงบประมาณของสภาฯ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ตามข่าวบอกจะเปลี่ยนสระมรกต เป็นห้องสมุด ห้องรับรอง ห้องพักคนติดตาม ซึ่งรัฐสภาก็มีห้องสมุดอยู่ชั้น 9 อยู่แล้ว เพียงแต่มีปัญหาเรื่องเข้าถึง ซึ่งสามารถทำป้ายให้คนสามารถขึ้นไปใช้ได้

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า เช่น ชั้น 10 ก็ยังมีพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก สามารถจัดนิทรรศการให้ประชาชนได้เข้ามารับชม ทั้งนี้พื้นที่ที่ควรได้รับการปรับปรุงคือ ห้องอาหาร และการปรับปรุงพื้นที่เพื่อประโยชน์ทางพาณิชย์ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส เปิดเผย และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันคำครหา และก่อนจะใช้งบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงพื้นที่ ควรสำรวจพื้นที่ที่มีอยู่และนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ก่อน เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ซึ่งตนจะติดตามการใช้งบประมาณในการปรับปรุงรัฐสภาอย่างใกล้ชิด และจะทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอทราบเหตุผลและความจำเป็นในการ ถมสระมรกตเพื่อนำไปทำ co-working space แทนที่จะปรับปรุงให้ปัญหาน้อยลง และพื้นที่ในสภาฯ มีจำนวนมากควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ก่อนจะใช้งบประมาณเพื่อปรับปรุง

เขย่าเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ กมธ.สว.อึ้งจ่าย 70-300 บาท แนะปชช.ยื่นอุทธรณ์ได้

เขย่าเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ กมธ.สว.อึ้งจ่าย 70-300 บาท แนะปชช.ยื่นอุทธรณ์ได้

เขย่าเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’ กมธ.สว.อึ้งจ่าย 70-300 บาท แนะปชช.ยื่นอุทธรณ์ได้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.43 น.

‘กมธ.ติดตามงบฯ สว.’เรียกถกเกณฑ์‘เยียวยา-ชดเชย’แผ่นดินไหว แนะประชาชนไม่พอใจยื่นอุทธรณ์ได้ หลังพบจ่ายเยียวยา 70-300 บาท แปลกใจ‘อลงกต ประธานกมธ.ฯ’ออกตัวแจงแทนหน่วยงานที่เชิญมา อ้างรู้ระเบียบ ซ้ำยังการันตีให้‘กทม.’ไม่ทำอะไรโดยพลการ ยึดตามกฎหมายทั้งหมด

21 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตามการบริหารงบประมาณ สมาชิกวุฒิสภา โดยมีนายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากกระทรวงมหาดไทย , กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรุงเทพฯ เข้าชี้แจง ประเด็นการพิจารณาความคืบหน้าในการดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต และการเยียวยาอาคารบ้านเรือน ที่ได้รับเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาโดยที่ประชุมได้เชิญรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง รวมไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้ามาให้ข้อมูล แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนใดมาชี้แจง มีเพียงเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลแทน

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ชี้แจงว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับความประสงค์เข้าขอเงินช่วยเหลือ จากอาคาร หรือทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย เพื่อขอเงินซ่อมแซมอาคารบ้านพักอาศัยจากแอปพลิเคชัน Traffy Fobdue ((ทราฟฟี ฟองดู)) ประมาณ 20,000 คนเศษ โดยกรุงเทพฯจะเป็นผู้สำรวจความเสียหาย ก่อนทำเรื่องเบิกจ่ายมาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือ ปภ.ที่ได้รับงบประมาณมา 200 ล้านบาทโดยให้เวลายื่นคำร้องและสำรวจภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ถึงวันที่ 27 เมษายน 2568 และต้องดำเนินการตามกระบวนการของการทำประชาคม หรือ ก.ช.ภ.อ. และ ก.ช.ภ.จ. ก่อนส่งเรื่องให้ ปภ. เพื่อจัดสรรเงินช่วยเหลือเยียวยา ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันคือ 27มิ.ย..68 โดยยังไม่มีมีการเร่งรัดชัดเจน แต่มีความต้องการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คือวันที่ 27 เม.ย.68

ขณะที่นายศุภกฤต บุญขันธ์ รองปลัดกรุงเทพฯ  ชี้แจงว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องจำนวน 32,279 คน (ข้อมูล ณ19เม.ย68) หากกำหนดกรอบ 30 วันไม่น่าจะทัน เพราะขณะนี้มีการตรวจสอบอาคาร และรับรองแล้ว ประมาณ 878 ราย (ข้อมูล ณ 19เม.ย.68) ซึ่งการตรวจสอบไม่ได้มีความง่าย และต้องใช้เวลาในการนัดหมาย เมื่อรับรองแล้วก็จะส่งให้ ปภ. เพื่อให้การอนุมัติจ่ายไปเรื่อย ๆ ซึ่งคาดว่า จะจัดส่งเอกสารให้ ปภ. รอบแรกในวันที่ 28 เม.ย.นี้ จะไม่รอจ่ายครั้งเดียวทั้งหมด โดยจะโอนเงินให้แก่ กทม. ก่อนโอนให้ประชาชนผ่านบัญชี ที่ได้ให้ประชาชนแจ้งความจำนงผ่านแบบฟอร์มว่า ให้โอนผ่านบัญชีเพื่อความโปร่งใส นอกจากนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทยให้ส่งบุคลากรสนับสนุนการทำงานของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะวิศวกรโยธา จึงต้องขอความร่วมมือจากกรมโยธาธิการและผังเมืองและสภาวิศวกร

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า ทั่วประเทศมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 23 จังหวัด โดยมีสถานประกอบการประมาณ 198 แห่ง ส่วนกรณีมีผู้เสียชีวิตที่พื้นที่เกิดเหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ข้อมูลล่าสุดคือ 47 ราย ยืนยันอัตลักษณ์บุคคลแล้ว 34 ราย (คนไทย 23 ราย แรงงานต่างชาติ 11 ราย) และกำลังตรวจสอบอัตลักษณ์จำนวน 13 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บ 8 ราย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 7 ราย และอยู่ระหว่างการรักษา 1 ราย

นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า มีผู้เสียชีวิตได้จ่ายเงินจากประกันสังคมไปแล้ว 9 ราย โดยแบ่งเป็นการจ่ายเงินค่าจัดการศพรายละ 50,000 บาท เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพร้อยละ 70 ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกินเดือนละ 14,000 บาท ในระยะเวลา 10 ปีให้แก่ทายาท และเงินทุนเลี้ยงชีพ บำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคมตามจำนวนการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนโดยพิจารณาจากผู้เสียชีวิตจำนวน 54 ราย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 11 ราย กระทรวงแรงงานจะชดเชยค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดและค่าชดเชยการหยุดงาน หากทุพพลภาพ จะได้รับการชดใช้ตามระเบียบกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าผู้บาดเจ็บรายใดทุพพลภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมกมธ.ฯพยายามสอบถามถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับอาคารบ้านพัก หลังมีข่าวว่าบางรายได้ 70 – 300 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าเอกสารที่ต้องปริ้นท์เป็นภาพสี ไปยื่นเรื่องด้วยซ้ำ แต่นายอลงกต ที่ทำหน้าที่ประธาน ไม่ยอมให้หน่วยงานชี้แจง แต่กลับชี้แจงด้วยตนเองว่า การจ่ายเงิน จะยึดตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินพ.ศ. 2563 (กระทรวงการคลัง) ข้อ 5.1 ด้านการดำรงชีพ5.1.5 ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยเป็นเจ้าของได้รับความเสียหายเท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน 49,500 บาท หากการชดเชยเยียวยาทุกกรณีผู้ยื่นคำร้องขอชดเชยไม่พอใจ และไม่ยอมรับการชดเชยที่กำหนดไว้ ผู้ยื่นคำร้องสามารถดำเนินการอุทธรณ์ และหากไม่พอใจกับอุทธรณ์ สามารถร้องตามกระบวนการการปกครอง ทั้งนี้การชดเชยทุกกรณีเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดไว้  พร้อมยืนยันอีกว่ากทม. ไม่ได้ทำอะไรโดยพลการ แต่ทำตามระเบียบ

อย่างไรก็ตามในการประชุม ประธานกมธ.ฯ ได้ถามเองตอบเองอยู่ตลอด โดยไม่เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างเต็มที่ ทั้งที่เชิญมาชี้แจง

‘เจิมศักดิ์’สอนมวยรัฐบาล ชี้ต้นตอความล้มเหลวของ’ซอฟต์พาวเวอร์’ ทำเสียเงินฟรี

'เจิมศักดิ์'สอนมวยรัฐบาล ชี้ต้นตอความล้มเหลวของ'ซอฟต์พาวเวอร์' ทำเสียเงินฟรี

‘เจิมศักดิ์’สอนมวยรัฐบาล ชี้ต้นตอความล้มเหลวของ’ซอฟต์พาวเวอร์’ ทำเสียเงินฟรี

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.39 น.

21 เมษายน 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า Soft power ไม่ใช่ marketing ขายของ ถ้าไม่เข้าใจ งานซอฟพาวเวอร์ก็ล้มเหลวอย่างที่เห็น

“Soft power คืออิทธิพลที่มีต่อคนต่างชาติหรือคนอื่นให้คนอื่นนิยมชมชอบ รักใคร่ หลงใหล โดยไม่ใช้กำลังบังคับ ดังนั้นจะต้องสร้างวัฒนธรรมประเพณีที่ดี เป็นที่ถูกใจและเป็นประโยชน์ แล้วจึงดำเนินการเผยแพร่ให้คนอื่น คนต่างชาติได้สัมผัสรับรู้ จะได้ชื่นชอบ นิยมหลงใหล การที่รัฐบาลจัดตลาดการค้าขายสินค้าอะไรก็ได้เหมือนจัดตลาดนัด จึงไม่ได้ผล อย่างที่เป็นข่าว
เสียเงินฟรี”รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุ

ก่อนหน้านี้ ในโลกออนไลน์ได้มีการพูดถึงงาน “มหกรรมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่สากลและการเจรจาธุรกิจ” ภายใต้โครงการนโยบาย “หนึ่งครอบครัว หนึ่งพลังสร้างสรรค์” ในวันที่ 18-22 เม.ย. ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 โดยทางอดีตบรรณาธิการนิตยสารสาละวินโพสต์ วันดี สันติวุฒิเมธี ได้ออกมาโพสต์ข้อความน่าเศร้าลงในเฟซบุ๊ก หลังเจ้าตัวมาออกบูธร่วมกับอีก 200 ผู้ประกอบการ เล่าถึงบรรยากาศที่ไม่คึกคัก เงียบสนิท ราวกับป่าช้า เนื่องจากงานไร้การโปรโมต ทำให้คนมาร่วมงานบางตา  สร้างความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ร่วมออกร้าน

‘มท.1’ยันจัดสอบ รร.นายอำเภอโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

‘มท.1’ยันจัดสอบ รร.นายอำเภอโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

‘มท.1’ยันจัดสอบ รร.นายอำเภอโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.10 น.

‘อนุทิน’ ยืนยันการจัดสอบโรงเรียนนายอำเภอโปร่งใส  เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ไม่มีซื้อข้อสอบ แจงคนชวดยอมรับผล พร้อมกลับไปเตรียมตัวสอบสู้ใหม่ 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรมการปกครอง ประกาศรายชื่อข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ รุ่น 85 รุ่น 86 รุ่น 87 จำนวน 300 ราย และมีเสียงสะท้อนจากบรรดาข้าราชการเป็นไปด้วยความโปร่งใสว่า ตนคิดว่าเรื่องซื้อขายตำแหน่งมีแต่คนพูด  แต่จริงๆ เรื่องนี้ไม่มี  จะไปซื้อขายตำแหน่งได้อย่างไร เพราะมีการเปิดสอบ อย่างเปิดเผย   มีสถาบันการศึกษาภายนอก มาเป็นผู้ดำเนินการ ออกข้อสอบ ให้คะแนน และ ตรวจข้อสอบ  ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น

เมื่อถามว่า ก่อนที่จะเข้ามาเป็นมท.1 มีการใช้เงินหรือไม่ จึงจะสอบเข้าหลักสูตรนายอำเภอได้  นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เป็นการพูดกันไป อย่างในยุคของตน และมีการสอบครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาเป็นรมว.มหาดไทย  ตนได้ให้แนวทางอย่างเดียว คนที่เก่งและมีความสามารถเท่านั้น ที่ควรจะเข้ารับสนับสนุนไปเรียนหลักสูตรดังกล่าว  เพราะคนเหล่านี้ต้องไปเติบโต ก้าวหน้า และ บำบัดทุกข์บำรุงให้พี่น้องประชาชน จึงต้องได้คนที่มีความพร้อมจริงๆ

เมื่อถามว่าก่อนหน้ามีคนไปร้องเรื่องซื้อข้อสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ นายอนุทิน กล่าวว่า  นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้รับรายงานอย่างเดียวว่า ทุกอย่างดำเนินการด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และตรวจสอบได้  และเรื่องนี่ก็ห่างจากการสั่งการของตน เพราะเป็นเรื่องของกรมการปกครอง ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับอธิบดีกรมการปกครอง  ซึ่งตนในฐานะฝ่ายบริหาร ก็บอกไปว่าให้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องและปราศจากข้อครหา  และผลที่ออกมาก็ถือว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และคนที่ไม่ได้ก็ยอมรับพร้อมระบุว่า ต่อไปจะเตรียมตัวให้ดีขึ้น

‘อนุทิน’ย้อนประสบการณ์นั่งรมต.ครั้งแรก ลั่นกระทรวงไม่มีเจ๊ง แต่อย่าทำให้ห่วย

‘อนุทิน’ย้อนประสบการณ์นั่งรมต.ครั้งแรก ลั่นกระทรวงไม่มีเจ๊ง แต่อย่าทำให้ห่วย

‘อนุทิน’ย้อนประสบการณ์นั่งรมต.ครั้งแรก ลั่นกระทรวงไม่มีเจ๊ง แต่อย่าทำให้ห่วย

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘อนุทิน’คุยกล่อม‘นักปกครองระดับสูง รุ่น 83’ เล่าย้อนประสบการณ์เข้าการเมืองนั่งรมต.​ครั้งแรก เปรียบเป็น​‘พจมาน​ สว่างวงศ์’ เป็น‘แมวน้อย’เข้าไปใน‘ถ้ำเสือ’​ ยันเข้าไปบริหารที่ไหนออกไปต้องมีพวก​ ชี้กระทรวงไม่มีเจ๊ง แต่อย่าทำให้มันห่วย

21 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง หรือ นปส. รุ่นที่ 83 ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 21 เมษายน –  4 กรกฎาคม 2568  มีจำนวน 100 คน ชาย 80 หญิง 20 คน โดยจะแบ่งการเรียนรู้ทักษะเป็นทีม ที่ค่ายลูกเสือวชิราวุธจังหวัดชลบุรี รวมถึง การศึกษางานนอกสถานที่  ต้องมีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ถึงจะผ่านการศึกษาอบรมโครงการนี้

จากนั้น นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประสบการณ์นักบริหาร“ ตอนหนึ่งว่า ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่ตนได้มีโอกาสมาเปิดการอบรม จุดนี้คือจุดที่ทุกคนจะต้องเปลี่ยนผ่าน จากการเป็นผู้ปฏิบัติมาเป็นผู้กำหนด เป็นผู้บริหาร ซึ่งตนมาจากภาคการเมือง และพื้นเพมาจากภาคเอกชน ไม่ได้มาจากภาคราชการตั้งแต่ต้น หลักสูตรดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เพื่อนข้าราชการจากกระทรวงอื่นๆ ได้มารับการอบรม การผ่านการอบรมในหลักสูตรนี้ ถือมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันกับหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานอื่น ตนมั่นใจว่าผู้ที่คัดเลือกคุณสมบัติของทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นธรรม ยึดถือระเบียบ ยึดถือความเหมาะสม และได้คัดเลือกให้ทุกคนเข้ามาอบรมในรุ่นนี้ 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนคำว่า นักบริหาร จะมีอะไรตายตัวไม่ได้ ตอนนี้ทุกคนเริ่มต้นชีวิตตัวเองจากปลัดอำเภอ จนมาถึงนายอำเภอ อาจจะเน้นกรอบการทำงานหนักประเด็นเรื่องของการปฏิบัติตามนโยบายหรือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อผ่านหลักสูตรนี้แล้วถือว่าเป็นผู้บริหารชั้นต้นแล้ว เมื่อท่านเป็นผู้นำก็ต้องมีผู้ตาม ท่านต้องหาวิธีที่จะไปถึงจุดหมายให้ได้

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของตนอยู่ภาคเอกชนสุดขั้ว  บางทีตอนมาทำงานอาจจะมีงงบ้าง  ซึ่งมีบางท่านรับเรื่องและปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วบางท่านอาจจะมีงงบ้างตนเน้นถึงเป้าหมายเป็นหลักส่วนวิธีการจะปล่อยให้ผู้ปฏิบัติได้หาวิธีการทำงานในกระทรวงมหาดไทยเกือบๆ สองปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าคำว่าลวงลูกนั้นไม่มี ตนจะฟังถ้าในบางครั้ง ตนฟังแล้วได้ไม่ทันใจ อาจจะมีไกด์ให้แต่คงไม่ปฏิบัติ เกือบสองปีที่ผ่านมา ทุกคนให้ความร่วมมือกับตนเป็นอย่างดี ที่สั่งการไปยังไม่มีอะไรที่ไม่บรรลุผล

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การที่เราทำงานกับคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ตนบอกเป้าหมายแล้วท่านเอาผลลัพธ์มาส่ง ตนสนับสนุนในการทำให้ท่านทำให้ผลลัพธ์สำเร็จ วันนี้ท่านต้องอยู่ด้วยกัน 11 สัปดาห์เหมือนนักเรียนใหม่ ท่านสามารถจดไว้ในบันทึก 11 สัปดาห์นี้เป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดในชีวิต ที่จะได้พบกับเพื่อนที่มีวุฒิภาวะอย่างเต็มที่  ได้มีการแชร์ประสบการณ์แชร์ความรู้ด้วยกัน จะได้เห็นถึงคุณค่า หลักสูตรนี้สำคัญกว่า วปอ. เพราะว่า วปอ.ยังไม่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ คำว่านักบริหารเป็นการชอนไชไปไม่มีที่สิ้นสุด ตนจบวิศวะทำงานภาคเอกชนมาตลอด แต่เมื่อเข้าทำงานด้านการเมืองเป็นครั้งแรก เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไม่เคยมีความรู้ด้านแพทย์แม้แต่นิดเดียว

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนที่ตนได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตนไม่ได้เรียนนปส.แบบนี้ อยู่ดีๆมีผู้ใหญ่มาชวนให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตนก็อยากไปเพราะเราเรียนจบต่างประเทศ เราชอบอยู่แล้ว ทำงานกับบริษัทฝรั่งมาโดยตลอด  คิดว่าการไปอยู่กระทรวงการต่างประเทศคงสนุกน่าดู ตกล่องปล่องชิ้นรับคำเชิญไป

อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่มีอะไรแน่นอนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จัดอะไรไม่ลงตัว จะให้ตนเป็น แต่มีการต่อรองเอาตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาให้แทน ซึ่งตนก็คิดว่าจะเอาไปหรือเปล่าเพราะการให้ปลอบใจไม่ได้ให้ตามที่พูดคุยกันไว้  ตนคิดแบบนักบริหารว่าเมื่อเขาชวนมาแล้วตนก็ส่งงานภาคเอกชนให้กับคนที่มารับต่อไปแล้ว ยังไงก็เป็นรัฐมนตรี

นายอนุทิน กล่าวว่า จำไว้นะ ยังไงก็เป็นซี 9 ยังไงก็เป็นนายอำเภอยังไงก็เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเป็นผู้บริหารแล้วตนจึงสู้ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตนอยู่สองปีกว่า ในสมัยแรกตนอยู่จนพรรคพวกทางการเมืองบอกว่าจากนี้ไปถ้ามีการเจรจาตั้งรัฐบาลอย่าให้อนุทินไปเจรจาเพราะถ้าได้สาธารณสุขหยุดเจรจาทันทีเพราะชอบ  ทุกคนถ้าจะเจรจากับอนุทินให้ยื่นสาธารณสุขมา ความอยากต่อรองหายไป 3 ใน 4 ให้ได้กระทรวงอื่นๆ

“ทางการเมือง เหมือนเป็นพจมาน สว่างวงศ์ในบ้านทรายทอง อยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราสักคนเราทำได้อย่างเดียวคือต้องไปบริหารเขาให้ได้  ผมไม่มีความรู้ด้านการสาธารณสุขแม้แต่น้อย ผมไม่มีโนฮาว หรือ ความรอบรู้ในงาน แต่มีโนฮู หรือ ความสัมพันธ์ ผมเป็นยิ่งกว่าแมวตัวน้อยๆ เดินเข้าไปในถ้ำเสือ แต่ถ้าเราไม่ไปอวดความรู้ไม่ไปแสดงเป็นรัฐมนตรีต้องใช้พระเอกอย่างเดียวต้องปกครองคนด้วย พระเอกใครพูดอะไรมาต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกเรื่องต้องแกล้งทำเป็นดุทำเป็นด่า ท่านไปไหนไม่ได้ชีวิตตนคงจบตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ตอนเข้าไปเป็นนักเรียน เรียนทำงานกับปลัดกระทรวง และใช้สิ่งที่ผมมีแลกกับสิ่งที่เขามี นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดนี่คือถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ก็จะข้ามไปได้อีก มีความตั้งใจที่อยากให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้”

“โดยเมื่ออยู่ในระบบราชการแล้วมีการก็หมุนกัน พรรคการเมืองไม่มีทางใหญ่กว่าพรรคราชการ คนที่ประคองระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยไม่ใช่พวกตน เพราะผมมาแล้วก็ไป ทุกคนที่เข้ามาถ้ามาแบบตั้งใจที่จะมาทำให้สิ่งที่วางไว้และเป็นสิ่งที่ชอบสิ่งที่ชอบก็ต้องจากไปด้วยความชอกช้ำ ผมบอกตัวเองว่าจะไม่มีวันเป็นเช่นนั้นเมื่อผมออกไปต้องมีพวกมีเพื่อนมีสิ่งที่ทิ้งเอาไว้และคนพูดถึงผมตอนออกไป” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ตนอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยมา 2 ปี  ถ้าตนไม่รู้จักผู้ว่าฯ ไม่รู้จักอธิบดีมาก่อน การเข้ามาตรงนี้ก็คงเข้ามานั่งรำมวยไหว้ครูอีกครึ่งปีเป็นอย่างต่ำกว่าจะรู้เรื่อง  แต่ก็ใช้ความนักบริหาร  และเมื่อตอนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตนจำได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดคนไหนมารับตอนตนลงพื้นที่  ผู้ว่าฯคนไหนอยู่ด้วยกันตลอดงาน หรือผู้ว่าคนไหนติดงานไม่เคยมารับเลย ยิ่งถ้าท่านทนได้ ปัญหาต่างๆก็จะไม่มีปัญหา ซึ่งตอนตนอยู่กระทรวงสาธารณสุขช่วยตนตรงนี้ เพราะมีกรมสุขภาพจิต

“กระทรวงมหาดไทย​ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน ไม่มีเจ๊ง มีแต่ห่วยหรือไม่ห่วย เพราะเราเป็นระบบราชการ เราก็อย่าทำให้มันห่วย บริหารให้มันเจ๋ง เปลี่ยนไม้ตรีเป็นไม้จัตวา” นายอนุทิน​ กล่าว

‘ภูมิธรรม’เผยแผนซื้ออาวุธสหรัฐฯ ต้องไม่กระทบแผนปฏิรูปกองทัพ

'ภูมิธรรม'เผยแผนซื้ออาวุธสหรัฐฯ ต้องไม่กระทบแผนปฏิรูปกองทัพ

‘ภูมิธรรม’เผยแผนซื้ออาวุธสหรัฐฯ ต้องไม่กระทบแผนปฏิรูปกองทัพ

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

“รมว.กลาโหม”เผยแผนซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ จะต้องไม่กระทบแผน‘ปฏิรูปกองทัพ’ ย้ำข้อเสนอ กู้เงินซื้อ“เอฟ16”ไม่สามารถทำได้ รอผลเจรจาไทยก่อน ย้ำ ครม.ยังไม่เคาะ“กริพเพน” ขณะที่สแผนซื้อ“สไตรเกอร์”เพิ่มต้องรอดูงบฯ69

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 เมษายน 2568 ที่บริเวณศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงคณะเจรจาเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการปรับขึ้นภาษีกับทางรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เตรียมเจรจาในวันที่ 23 เม.ย. นี้ ได้มีการปรึกษาหารือด้านการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทางกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ จากสหรัฐฯ หรือไม่ว่า คงต้องหารือกับนายพิชัย หลังจากเดินทางกลับมาก่อน ซึ่งท่านก็ได้นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับพวกเรา และพูดคุยกับทีมที่ปรึกษาฯ แล้ว ก็คงจะได้นำไปพูดคุยเจรจาซึ่งกระทรวงกลาโหมไทยและกองทัพสหรัฐไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามเรายังดำรงความสัมพันธ์ในการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ซึ่งสนับสนุนและดูแลกันอย่างดีมาตลอด

ส่วนข่าวลือที่รัฐบาลอาจสั่งให้ กองทัพอากาศจัดหาเครื่องบินเอฟ 16 ของสหรัฐแทนเครื่องบินกริพเพน ของสวีเดนที่กองทัพอากาศได้คัดเลือกแบบไว้แล้วนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนเคยได้พูดคุยกับทางสหรัฐฯ ซึ่งได้มาเสนอโครงการเอฟ 16 ให้ไทยแต่เงื่อนไขสำคัญที่เสนอมาคือการให้เรากู้เงินจากธนาคารของสหรัฐเพื่อนำมาซื้อเอฟ 16 ซึ่งเราไม่เคยทำแบบนั้นในการใช้เงินกู้มาซื้อขณะที่บ้านเรายังมีปัญหาเรื่องอื่นๆ อยู่ จึงได้เรียนไปแล้วว่าเงื่อนไขนี้ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมกองทัพอากาศมีเอฟ 16 ประจำการ2 ฝูงบิน กริพเพน 1 ฝูงบิน ส่วนกริพเพนอีก 1 ฝูง เรายังไม่ได้ตัดสินใจและยังไม่ได้มีการเสนออะไรทั้งสิ้นเข้าครม. เป็นเพียงความต้องการของกองทัพอากาศ ซึ่งเราก็รับฟัง

ส่วนแนวคิดการจัดหาเครื่องบินลำเลียง C-130 เพื่อทดแทนของเก่าที่จะประจำการอยู่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า คงจะไปคิดล่วงหน้าไม่ได้ รอให้มีความชัดเจนในเรื่องข้อต่อรอง และจำเป็นต้องทำอะไร รวมทั้งสิ่งใดที่เราทำแล้วได้ประโยชน์กับประเทศ ไม่กระทบกระเทือนกับแผนปฏิรูปแห่งชาติของกระทรวงกลาโหม

สำหรับแผนการจัดซื้อยานเกราะสไตรเกอร์จากสหรัฐฯ ของกองทัพบกนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่เห็นแผนการจัดซื้อชัดเจน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบ  2569 ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่ทราบว่าเหล่าทัพใดจะได้รับยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมบ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม ได้ตรวจเยี่ยมการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยกรมทหารราบเฉพาะกิจกองพลทหารราบที่ 11 ณ สนามฝึกทางยุทธวิธีศูนย์การทหารปืนใหญ่ อําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรีโดยมี พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกให้การต้อนรับ

การฝึกในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและตรวจสอบความพร้อมรบของกรมทหารราบเฉพาะกิจกอง พลทหารราบที่ 11 ในด้านขีดความสามารถกําลังพล ยุทโธปกรณ์ หลักนิยม การประกอบกําลังแบบผสมเหล่าและ แผนปฏิบัติการ โดยกองทัพบกได้จัดการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยกรมทหารราบเฉพาะกิจกองพลทหารราบที่ 11 ในครั้งนี้บนพื้นฐานของกรอบสถานการณ์สมมุติของภัยคุกคามตามแบบ (Conventional Warfare) เพื่อให้กรม ทหารราบเฉพาะกิจกองพลทหารราบที่ 11 มีความพร้อมในการตอบสนองต่อภัยคุกคามตามแบบตามนโยบายของ กองทัพบก กระทรวงกลาโหมและรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองพลทหารราบที่ 11 เป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่ฝากการบังคับบัญชาไว้กับกองทัพภาคที่ 1 โดย เป็นหน่วยกําลังรบหลักระดับกองพลของกองทัพบกที่มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในหลากหลายมิติ และมีรถ ยานเกราะล้อยางแบบสไตรเกอร์ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักที่จัดหาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและมีความทันสมัย (Modernization) ประจําการอยู่ ณ กรมทหารราบที่ 112

‘อนุทิน’ ยัน ‘ภท.’ ยังหนุนนโยบาย‘นายกฯ’ ชี้ปม‘ลูกเนวิน’ ผิดคิวไม่เอา ’กาสิโน’ จบแล้ว

‘อนุทิน’ ยัน ‘ภท.’ ยังหนุนนโยบาย‘นายกฯ’ ชี้ปม‘ลูกเนวิน’ ผิดคิวไม่เอา ’กาสิโน’ จบแล้ว

‘อนุทิน’ ยัน ‘ภท.’ ยังหนุนนโยบาย‘นายกฯ’ ชี้ปม‘ลูกเนวิน’ ผิดคิวไม่เอา ’กาสิโน’ จบแล้ว

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.36 น.

‘อนุทิน’ แจงเคลียร์เรื่อง ‘ลูกเนวิน’ ผิดคิวไม่เอา ’กาสิโน’ จบแล้ว ย้ำเป็นความเห็นส่วนตัว ยัน ‘ภท.’ พรรคร่วมฯยังหนุนนโยบาย ‘นายกฯ’ เหมือนเดิม ชี้ไม่ใช่โรงเรียนที่จะมาลงโทษ

วันที่ 21 เมษายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในช่วงสงกรานต์ได้มีการพูดคุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จากประเด็นมีการผิดคิวเรื่องความเห็นไม่เอากาสิโน ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่านายไชยชนก จะเข้ามารดน้ำดำหัว แต่ตนบอกว่าคงไม่สะดวก เพราะนายไชยชนกอยู่บุรีรัมย์ ส่วนตนอยู่ที่ชลบุรี และนายไชยชนกเองก็เปรียบเสมือนลูกหลาน เช่นเดียวกับลูกตน ที่เสมือนลูกหลานของครอบครัวชิดชอบเช่นกัน เรามีความผูกพันกันลึกมากอยู่แล้ว  ซึ่งเราได้พูดคุยกันไปหมดแล้ว ว่าพรรคภูมิใจไทยยังจะสนับสนุนนโยบายของนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล  

เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวต้องมีการทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หรือถือว่าจบแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ไม่ใช่โรงเรียนใครทำผิดอะไรนิดหน่อยต้องมีบทลงโทษ ทุกคนสามารถที่จะแสดงความเห็นของตนเองได้ ซึ่งตนได้ยืนยันตั้งแต่วันแรกแล้วว่า สิ่งที่นายไชยชนกพูดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติของพรรคภูมิใจไทย และหากไปคัดลอกบันทึกการประชุมของพรรคภูมิใจไทยสองครั้งล่าสุด ไม่มีมติใดๆ ในเรื่องนี้