ตม.สมุทรสาคร รวบครูต่างด้าว สอนภาษาไทย คิดหัวละพันห้า

ตม.สมุทรสาคร รวบครูต่างด้าว สอนภาษาไทย คิดหัวละพันห้า

ตม.สมุทรสาคร รวบครูต่างด้าว สอนภาษาไทย คิดหัวละพันห้า

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตม.สมุทรสาคร รวบครูต่างด้าวสอนภาษาไทยคิดหัวละพันห้า

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร รวบครูสาวต่างด้าวมีผู้ติดตามหลักแสน แอบสอนภาษาไทยออนไลน์

วันที่ 19 เม.ย.68 ที่สำนักงาน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร โดย พ.ต.อ.ปกฉัตร ชัยสุกวัฒน์ผกก.ตม.จว.สมุทรสาครได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้สั่งการให้พ.ต.ท.เศรษฐพงศ์ ชูเมือง รอง ผกก.ตม.,พ.ต.ต.จิรายุ เชิดฉาย สว.ตม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เข้าทำการ จับกุมครูสาวต่างด้าวชาวเมียนมาที่เปิดคอร์สสอนภาษาไทยทางออนไลน์ซึ่ง้ป็นไปตาม นโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ให้เร่งรัดปราบปรามเข้มงวดกวดขัน คนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย แย่งอาชีพคนไทย ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด

ทางตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาครได้สืบสวนพบว่ามีคนต่างด้าวชาวเมียนมาลักลอบทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook และระบบซูมได้เปิดเป็นคอร์สสอนภาษาไทยอ่านออกเขียนได้สื่อสารขั้นพื้นฐาน เป็น ผ่านระบบซูมแบบกลุ่ม เรียนเฉพาะวันศุกร์ และวันเสาร์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง ติดต่อกัน เป็นเวลา 2 เดือน โดยเก็บค่าเล่าเรียนเป็นรายหัวตกคนละ 1,500 บาท

ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สมุทรสาคร จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสาร พบว่าได้รับการอนุญาตให้ทำงานประเภท กรรมกร ไม่มีสิทธิ์ในการสอนหนังสือแต่อย่างใด จึงทำการจับกุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้“ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และเพิกถอนสิทธิ์การอยู่ต่อในราชอาณาจักรต่อไป

ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร ยังกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พระราชกําหนดการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 8 วางหลักไว้ว่าห้ามคนต่างด้าวทํางานโดยไม่มีใบอนุญาตทํางานหรือทํางานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทําได้ หากมีการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา 8 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท พร้อมทั้งให้ส่งคนต่างด้าวผู้นั้นกลับออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเร็วตามมาตรา 101 และตามมาตรา 9 ห้ามผู้ใดรับคนต่างด้าวทํางาน โดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทํางานหรือให้คนต่างด้าวทํางานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทําได้ หากมีการฝ่าฝืนกฎหมายมาตรา 9 ผู้รับคนต่างด้าวเข้าทำงานต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หากมีการกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และห้ามผู้นั้นจ้างคนต่างด้าวทํางานเป็นเวลาสามปีนับแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด

‘พีช’โร่ขอขมา ถือพวงมาลัยเคลียร์ลุงป้าคู่กรณี ย่องขึ้นโรงพักกลางดึก

'พีช’โร่ขอขมา ถือพวงมาลัยเคลียร์ลุงป้าคู่กรณี ย่องขึ้นโรงพักกลางดึก

‘พีช’โร่ขอขมา ถือพวงมาลัยเคลียร์ลุงป้าคู่กรณี ย่องขึ้นโรงพักกลางดึก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘พีช’โร่ขอขมา ถือพวงมาลัยเคลียร์ลุงป้าคู่กรณี ย่องขึ้นโรงพักกลางดึก มอบตัวโดนคดี4ข้อหา ไร้ประเด็นพยายามฆ่า ส่งBMWให้ตร.ตรวจ

ลูกชายนักการเมืองชื่อดัง ขับเก๋งหรูปาดหน้ากระบะลุงป้า ย่องพบตำรวจกลางดึก รับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ และทำให้เสียทรัพย์ ก่อนที่ช่วงบ่ายอีกวันจะถือพวงมาลัย 2 พวง มาขอโทษผู้เสียหาย โดยมี “นายกเบี้ยว” ผู้เป็นพ่อตามประกบ ด้าน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ตรวจพิสูจน์รถหรูป้ายแดงคันก่อเหตุ เผยยังไม่แจ้งข้อหา “พยายามฆ่า” ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทั้งหมด ส่วนรถหรู จอด สภ.ลำลูกกา

ความคืบหน้าเหตุการณ์ที่ นายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช หลีนวรัตน์ อายุ 28 ปี ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ต.ธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีขาว ป้ายแดง ทะเบียน ท-6523 กรุงเทพมหานคร ปาดหน้ารถกระบะลุงกับป้า จนเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ และยังไม่ลดละจอดรถลงจากรถพร้อมถอดเสื้อแล้วตะโกนด่าคู่กรณีอย่างดุเดือด อ้างตัวเป็นหลาน ผบ.ตร.และมีพ่อเป็นผู้มากบารมีแสดงความก้าวร้าวอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เหตุเกิดที่ถนนกาญจนาภิเษกหมายเลข 9 บางนา-บางปะอิน มุ่งหน้าบางปะอิน กม.22 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 18 เมษายน 2568 นายสมิทธิพัฒน์ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อรับทราบ 4 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส (กรณีลุง) 2.ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ (กรณีป้า) 3.ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ 4.ทำให้เสียทรัพย์ ก่อนเดินทางกลับไป

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 เมษายน 2568 ที่ สภ.ลำลูกกา พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ถิรเดช จันทร์ลาด ผกก.สภ.ลำลูกกา เปิดเผยว่า เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 18 เมษายน 2568 นายสมิทธิพัฒน์ ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งไปทั้งหมด 4 ข้อหา โดยวันนี้ให้เขาได้นำรถมาเพื่อทำการตรวจ โดยพึ่งเดินทางไปดูในจุดต่างๆ ตามคลิปที่ชน ซึ่งเราเองก็รับคดีต่อมาจากทางหลวง โดยของเราเป็นคดีอาญาที่เป็นจุดที่ 2 ที่เกิดการชนกันรถของคุณลุงคุณป้า ซึ่งเราได้ดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 17-18 แล้วเพื่อเข้าไปสอบปากคำ ทั้งลุงป้า และทางคุณหมอ

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ได้แก่ 1. ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส (กรณีคุณลุง) 2.ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ (กรณีคุณป้า) 3.ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ และ 4.ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งในเบื้องต้นก็จะเป็นประมาณนี้ไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นถ้าเข้าข่ายเราก็จะได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

ในส่วนเรื่องของทะเบียนป้ายแดงที่ว่าปลอมหรือไม่ปลอมนั้น เราได้ประสานไปทางขนส่งให้ดำเนินการตรวจสอบอีกครั้ง รวมถึงในส่วนเรื่องของใบขับขี่ด้วย ถ้าเราตรวจสอบพบเราก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมไป ทางตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ขอยืนยันว่าทั้ง ผบ.ตร. ทั้ง ผบช.ภ.1 ก็ได้สั่งการมาอย่างชัดเจนว่าให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการฝากใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ส่วนกรณีมีกระแสข่าวออกมาว่า ตัวผู้ต้องหายึกยักไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ เดินออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ ที่ด้านหน้าโรงพักนั้น ผกก.สภ.ลำลูกกา ยืนยันว่าทางตำรวจก็พิมพ์ลายนิ้วมือตามปกติ เหมือนผู้ต้องหาคนอื่นทั่วไป และนายสมิทธิพัฒน์ ก็ไม่ได้มีอาการมึนเมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วน 4 ข้อกล่าวหาที่แจ้งไปแล้วนั้น ในส่วนพฤติการณ์แห่งคดี ในเรื่องการให้สัมภาษณ์สื่อรายการสด เจตนาในใจ หรือเจตนาพิเศษ จะโยงไปถึงการเข้าข่ายพยายามฆ่าหรือไม่ เนื่องจากมีพฤติกรรมการขับขี่อันตราย หยุดรถแล้วสะบัด และมีเจตนาคำพูดที่บ่งบอก ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า ทางเราก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นประจักษ์พยานที่เห็น พยานแวดล้อมทั้งหมด รวมถึงรถคันที่เกิดเหตุ เราก็ต้องเอามาตรวจพิสูจน์ทั้งหมด และในส่วนต่างๆ ทางตำรวจก็อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งไม่อยากพูดไปมาก เดี๋ยวจะเป็นการชี้นำ และในส่วนที่นายสมิทธิพัฒน์จะไปให้การหรืออย่างไรก็เป็นในส่วนของเขาที่สามารถให้การได้ แต่ในส่วนของตำรวจก็คงต้องยึดตามพยานหลักฐาน

ส่วนเรื่องของรถ BMW ที่จากการตรวจสอบ พบว่ามีรอยขนาดใหญ่ที่บริเวณท้าย ในส่วนหน้ารถที่เป็นจุดชนจุดแรก เราก็ต้องไปดู แต่อันนี้เป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการ ในส่วนของเราจะเป็นจุดที่สองที่มีรอยเฉี่ยวชน เราดำเนินการในส่วนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ภายหลังจากที่มีตัวแทนของนายสมิทธิพัฒน์ นำรถหรูมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อนำไปตรวจสอบก่อนจะยึดเป็นของกลางในคดี จากนั้นในเวลา 12.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้นำรถกระบะของลุงผู้เสียหาย มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป โดยบริเวณด้านหน้าซ้ายของรถมีรอยครูดสีขาวของรถหรูติดอยู่ พร้อมกันนี้พบว่าบริเวณยางรถด้านหน้าขวาที่เสียหลักไปกระแทกกับแบริเออร์ ได้ฉีกขาดและบิดออก โดยจุดที่หนักที่สุดคือบริเวณกันชนหน้าและบังโคลนหน้าขวาที่มีสภาพเละ

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดกระแสโซเชียลมีการนำภาพของรถทั้ง 2 คัน ไปเปรียบเทียบกันว่า รถหรูยี่ห้อ BMW ถูกจอดไว้ในที่เก็บของกลางที่มีหลังคาอยู่ในรั้วมิดชิด ขณะเดียวกันรถของลุงผู้เสียหาย ถูกจอดเอาไว้ข้างนอกกลางแดด ทำให้เกิดประเด็นข้อถกเถียงกันในโลกโซเชียล ว่า มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่

ร.ต.อ.สมชาย รอดเล็ก รองสารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.ลำลูกกา ได้ชี้แจงว่า ที่ตนได้นำรถหรูมาจอดในบริเวณนี้เนื่องจากเป็นที่เก็บสำหรับรถของกลางในคดีอาญา ซึ่งรถหรูคันดังกล่าวก็เป็นของกลางในคดีอาญา จึงจำเป็นต้องนำมาเก็บไว้ โดยเมื่อเช้า รถหรูมาก่อน ประกอบกับวันนี้เป็นวันหยุด จึงนำรถมาเก็บ และตนเองก็ไม่รู้ว่ารถคันนี้มีกุญแจกี่ชุด ถ้าหากตนจอดรถไว้ข้างนอก ถ้ากลับบ้านนอน ตกดึกรถหายขึ้นมา ตำรวจก็จะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ส่วนรถของคุณลุงคุณป้า ยืมมาจากตำรวจทางหลวง เพื่อนำมาเทียบรอยชนและนำมาประกอบสำนวนในคดี เมื่อเทียบเสร็จแล้วก็ต้องส่งมอบให้กับเจ้าของรถเพื่อนำรถไปซ่อม จึงไม่สามารถนำมาเก็บในห้องเก็บของกลางได้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน

จากนั้น เวลา 15.10 น. นายสมิทธิพัฒน์ และนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือเฮียเบี้ยว นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้เดินทางมาที่ สภ.ลำลูกกา โดยนายสมิทธิพัฒน์ ได้ถือพวงมาลัยมา 2 พวง พร้อมยกมือไหว้ตลอดทาง และกล่าวสั้นๆ ว่า ได้ประสานญาติมาเรียบร้อยแล้ว วันนี้ตั้งใจที่จะมาขอโทษครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งมีสื่อมวลชนถามว่าแผลที่หัวนั้นหายแล้วหรือยัง นายพีช ตอบว่า “ยังเป็นแผลเย็บอยู่นะครับ ยังเจ็บอยู่ครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทางเดิน นายกฤษฎาพยายามกันสื่อมวลชน และยกมือไหว้บอกว่า “อย่าเข้ามาเบียด” “วันนี้พอแล้วครับ” “ขอร้อง” จนถึงในระดับหนึ่ง นายกฤษฎาได้มีการขึ้นเสียงใส่สื่อมวลชนเสียงดังว่า “อย่าเบียด” ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินทางเข้าไปพบกับพนักงานสอบสวน

ทางด้าน พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า พี่น้องประชาชนมีความเป็นห่วงถึงการสอบสวนดำเนินคดีเนื่องจากคู่กรณีได้กล่าวอ้างว่า รู้จักผู้ใหญ่จำนวนมาก พนักงานสอบสวน ระดับรองสารวัตร หรือสารวัตรอาจจะเกรงกลัว หรือเกรงใจ ในส่วนตัวมีความเป็นห่วงในเคสนี้ เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นการกระทำผิด ต่างกรรมต่างวาระ ต่อเนื่องกัน และอยู่ในเขตพื้นที่การสอบสวนหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบ สภ. ที่รับผิดชอบคดีอาญาในเขตพื้นที่เกิดเหตุ และกองบังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งดูแลรับผิดชอบคดีจราจรที่เกิดขึ้น ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ต้องพิจารณาว่า จะรวมหรือแยกคดีและใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หรือใครเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน

“ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจตำรวจทางหลวง 8 กองกำกับการ 2 ทล. ที่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ แม้ว่าคู่กรณีจะกล่าวอ้างอย่างไรก็ตาม ควรดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย สมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และขอบคุณท่าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ได้สั่งการให้ดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างตรงไปตรงมา เท่าที่ติดตามข่าว ยังไม่เห็นว่าได้มีการพิจารณา ในความผิดฐาน ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8) และมีการตรวจสอบป้ายทะเบียน(ป้ายแดง) ว่าเป็นป้ายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกหรือไม่ เป็นป้ายทะเบียนปลอมแล้วหรือไม่อย่างไร” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

พท.จ้องแลกกระทรวงพรรคร่วม ปรับครม.หลังผ่านงบ คาดช่วงปลายส.ค.-ก.ย.นี้

พท.จ้องแลกกระทรวงพรรคร่วม ปรับครม.หลังผ่านงบ คาดช่วงปลายส.ค.-ก.ย.นี้

พท.จ้องแลกกระทรวงพรรคร่วม ปรับครม.หลังผ่านงบ คาดช่วงปลายส.ค.-ก.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.จ้องแลกกระทรวงพรรคร่วม ปรับครม.หลังผ่านงบ คาดช่วงปลายส.ค.-ก.ย.นี้ รอจังหวะเจรจาทุกฝ่าย ‘วราวุธ’ปัดถูกโยกนั่งกต. แทงกั๊กร่างพรบ.กาสิโน

ชัดแล้ว “เพื่อไทย” ส่งสัญญาณปรับ ครม.หลังผ่านงบประมาณปี’69 คาดหลังสิงหาคม พร้อมเคาะแลกกระทรวงกับพรรคร่วมรัฐบาล ด้าน “ลูกท็อป-วราวุธ” หัวหน้าค่ายปลาไหล สยบข่าวถูกโยกไปกระทรวง การต่างประเทศ ย้ำยังทำงานตามปกติ พร้อมแทงกั๊กร่างพ.ร.บ. กาสิโน บอกมีทั้งข้อดีข้อเสีย

วันที่ 19 เมษายน 2568 มีรายงานข่าวถึงการปรับครม.โดยภายหลังมีกระแสข่าวว่าจะปรับครม.ปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคมออกมาในขณะนี้ ล่าสุดมีรายงานว่า การปรับครม. จะมีการปรับแน่ แต่น่าจะเป็นช่วงเวลา หลังจากร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว โดยคาดว่า น่าจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน
อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสมัยวิสามัญฯ เมื่อผ่านวาระแรกแล้วจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2569 โดยจะใช้เวลาพิจารณาแปรญัตติ ประมาณ 2 เดือน จากนั้นเสนอกลับเข้าสู่สภาฯเพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ประมาณเดือนสิงหาคม จากนั้นจะส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อ และเมื่อผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาแล้วก็จะประกาศบังคับใช้
ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ดังนั้นเป็นไปได้ว่านายกรัฐมนตรีจะใช้ช่วงเวลานั้นประกาศปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในช่วงเวลานั้น(สิงหาคม)

ลดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เหตุที่ยังไม่ปรับครม.ในช่วงนี้ เนื่องจาก เกรงว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล จึงรอให้ผ่านการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไปก่อน
ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวสะพัดจะปรับ ครม.หลังเทศกาลสงกรานต์ แรงขึ้นโดยเฉพาะ 2 พิชัย’ คือ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง กับ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่โดนส.ส.พรรคเพื่อไทยวิจารณ์กันอย่างหนัก เข้าข่ายส่อหลุดเก้าอี้รัฐมนตรีสูงมาก ถึงขณะนี้ยังไร้สัญญาณการปรับเนื่องจากรัฐบาลมีประเด็นใหญ่ที่จะต้องรับมือ หลังประธานาธิบดี ทรัมป์ จากสหรัฐ ประกาศขึ้นกำแพงภาษี ทำให้ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา จึงต้องเร่งดำเนินการเจรจาต่อไป

จับตา‘พท.’ขยับแลก’ภูมิใจไทย’
สำหรับในส่วนพรรคภูมิใจไทย หลังจากนี้ต้องจับตาว่าจะยังได้อยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่หรือ แต่ต้องมีการแลกสลับกระทรวงดูแลกันเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะทางพรรคเพื่อไทยนั้น อยากได้กระทรวงมหาดไทย มาดูแล ก่อนจะมีการเลือกตั้งในสมัยหน้า โดยกระทรวงหลักที่ พรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลอยู่ มีแนวโน้มสูงทางพรรคเพื่อไทย อาจแลกกับ กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงคมนาคม ,กระทรวงท่องเที่ยวฯ กับทางพรรคภูมิใจไทย ดูแล กระทรวงมหาดไทย (อนุทิน ชาญวีรกูล ) กระทรวงแรงงาน (พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ,กระทรวงศึกษาธิการ (พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศุภมาส อิศรภักดี )

ปรับใหญ่ครม.สลับแลกกระทรวง
สำหรับในส่วนพรรคแกนนำรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อไทย อาจจะปรับ ครม.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแต่ละกระทรวงที่อยู่ในการกำกับดูแล ทั้ง กระทรวงการคลัง (พิชัย ชุณหวชิร ),กระทรวงพาณิชณ์ (พิชัย นริพทะพันธุ์ ) , กระทรวงดีอีเอส (ประเสริฐ จันทรรวงทอง ) , กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา (สรวงศ์ เทียนทอง ) , กระทรวงต่างประเทศ (มาริษ เสงี่ยมพงษ์)
โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจจะปรับ ครม.เพื่อแก้ปัญหาขัดแย้งภายในพรรค โดยขณะนี้พรรค รทสช. กำกับดูแล 2 สำคัญ คือ กระทรวงพลังงาน (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ) และ กระทรวงอุตสาหกรรม (เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ) นอกจากนี้ โอกาสที่จะมีการปรับเพื่อแลกกระทรวง ระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคชาติไทยพัฒนา อาจโยก นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมฯ ไปนั่ง กระทรวงการต่างประเทศ แทน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี แม้เดือนเมษายน อาจไม่ร้อน แต่การเมืองก็ยังร้อนระอุภายในที่พร้อมสั่นคลอนขั้วในรัฐบาล และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่อจัดวางอำนาจใหม่ทั้งกระดานครั้งสำคัญ

‘วราวุธ’ยันไร้สัญญาณปรับครม.
ที่โรงแรมสองพันบุรึ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มีชื่ออาจถูกโยกไปเป็นรมว.ต่างประเทศว่า สงสัยเวลาไปต่างประเทศ ตนจะถูกแชร์ในโซเชียลเรื่องของการพูดภาษาอังกฤษแต่การจะเป็น รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้แปลว่าต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งอย่างเดียว ต้องมีองค์ความรู้หลายอย่าง
“และการจะปรับ ครม.หรือไม่ อย่างไรมากน้อยขนาดไหน เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้รับสัญญาณที่จะปรับ หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใน ครม. ฉะนั้น ทำงานไปตามปกติ ไม่มีอะไรน่ากังวล”นายวราวุธ ย้ำ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถ้ามีการปรับ ครม.ก็พร้อมใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่าอย่าถ้าเลย เพราะพี่น้องข้าราชการกระทรวง พม. ทุกวันนี้ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง และเราไม่อยากให้เพื่อนข้าราชการเสียกำลังใจกับเหตุการณ์ที่ว่าถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ตนได้พูดกับข้าราชการไว้ว่าวันนี้ตนยังดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อยู่

ย้ำอำนาจปรับอยู่ที่นายกฯ‘อิ๊งค์’
“ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนั้น ยังไม่มีพระบรมราชโองการใหม่ออกมา ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องในอนาคตก็แล้วแต่ ให้อนาคตเป็นตัวกำหนด แต่ที่สำคัญที่สุดนายกฯเป็นคนกำหนดว่าจะเป็นคนปรับ ครม.หรือไม่ คงต้องถามนายกฯ”นายวราวุธ ย้ำ
เมื่อถามย้ำว่ามีความพร้อมหรือไม่หากมีการปรับครม.นายวราวุธ กล่าวว่า ตั้งแต่ตอนดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราได้แสดงให้เห็นว่าเนื้องานของทุกกระทรวงมีความสำคัญ มีความจำเป็นต่อประเทศไทย ส่วนเรื่องในอนาคต ตนยังไม่อยากไปพูดถึง เพราะมันเป็นเรื่องของถ้าอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ แต่เราพูดกันในความเป็นจริงว่าวันนี้บริบทของกระทรวงพม.ยังเหลือภารกิจอยู่อีกมาก ความท้าทาย ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปีปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานต่างๆ เหล่านี้ เป็นบริบทที่กระทรวง พม.ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้ทำงานเต็มที่ในตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

คาดพ.ค.เปิดวิสามัญถกงบฯปี69
นายวราวุธกล่าวถึงเอกภาพของรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหลังสงกรานต์แล้วจะเป็นอย่างไรว่า จากสัปดาห์ที่แล้วในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ปิดไป ช่วง3เดือนนี้ก็เป็นช่วงที่ส.ส.แต่ละพรรคจะขะมักเขม้นในการลงพื้นที่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุในวันนี้มีการจัดประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนาที่จ.สุพรรณบุรี เพื่อให้สส.ได้พบปะพี่น้องประชาชน ตนคิดว่าอุณหภูมิทางการเมืองก็จะเบาลงไป เพราะทุกคน คงจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานในพื้นที่มากกว่า และในช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีการเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569ก่อน หลังจากนั้นจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพูดคุยเรื่องญัตติและพระราชบัญญัติต่างๆ

‘พ่อบรรหาร’สอนผูกมิตรทุกพรรค
ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีการแลกกันคนละหมัด แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา มียุทธศาสตร์อย่างไรในการทำงานการเมืองในรัฐบาล นายวราวุธ กล่าวว่า“คุณพ่อสอนอยู่เสมอว่ามีมิตร 100 คนก็น้อยเกินไป มีศัตรู1คน ก็มากเกินไป ดังนั้น แนวทางการทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านมาถึง นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งเป็นพี่สาว จนมาถึงตนเองนั้น ยืนยันว่าเราเน้นในเรื่องการทำงาน และการสร้างพันธมิตรทางการเมืองมากกว่า เพราะการมีพันธมิตรทางการเมือง จะทำให้เราทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นเราคงไม่มีหมัดไปแลกกับใคร

เน้นทำงานแก้ไขปัญหาให้ปชช.
เมื่อถามย้ำว่า เหมือนไผ่ลู่ลมใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่าผลงานของเราจะเป็นสิ่งที่ทำให้การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลว่าเราเดือดร้อนตรงไหนและมีสิ่งใดให้พรรคชาติไทยพัฒนาที่กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแล เราก็ยินดีที่จะช่วยกันทุกพรรค แม้กระทั่งทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เป็น สส. ที่เป็นผู้แทนของประชาชน ดังนั้น การทำงานของเราก็จะเอาผลงานเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน เรามาทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนดีกว่าเรื่องการเมืองก็เอาไว้ก่อน
หลังจบสนามเล็กพรรคร่วมฯค่อยคุย
ส่วนการเลือกตั้งซ่อมสส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ที่พรรคร่วมรัฐบาลแข่งกันเอง จะสร้างความขัดแย้งหรือไม่เพราะในการปราศรัยอาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน นายวราวุธ กล่าวว่า การกระทบกระทั่งเป็นเรื่องปกติ การที่มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคมาอยู่ร่วมกันก็เหมือนการแต่งงาน ลิ้นกับฟัน เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าการเลือกตั้งสนามเล็กกับสนามใหญ่ จะมีความละเอียดอ่อนแตกต่างกันไป ซึ่งตนเองมั่นใจว่าเมื่อสนามเล็กจบแล้วสนามใหญ่ ก็คงจะเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่พรรคร่วมจะมาพูดคุยกันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลา แต่ตอนนี้ยังถึงเวลา

ชี้รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อน
นายวราวุธ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร(เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์)ว่าตอนนี้ผ่านขั้นตอนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไปแล้ว เบื้องต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่ครม.เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะหารายได้ให้กับประเทศ ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ประเทศชาติจะมีรายจ่ายมากมาย แม้แต่กระทรวง พม. ที่เราร้องขอเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุเพิ่ม ทุกอย่างล้วนเป็นรายจ่าย แต่รายได้ของรัฐบาลทุกวันนี้มีจำกัด ส่วนรายจ่ายมีมากมายเหลือเกิน ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลคือหารายได้
“ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ท่านใดมีแนวทางอย่างไร รัฐบาลยินดีรับฟังและจะเอาแนวทางนี้ไปศึกษาเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเร็วที่สุด ขั้นตอนขณะนี้เบื้องต้นรอสมัยประชุมหน้า คงจะมาถกกันว่าแนวทางของสภาจะมีแนวทางอย่างไรในฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งตอนนั้นคงจะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้ง”นายวราวุธ ระบุ


ยังแทงกั๊กบอกมีทั้ง‘ข้อดี-ข้อด้อย’
เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับแนวทางหารายได้ในส่วนนี้หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ตนคิดว่ามีหลายมุม เช่น ตนทำงาน ในฐานะรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หากเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์นี้จะเป็นแหล่งสร้างงานให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบางที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลอยู่ ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะวันนี้คนพิการเกือบ 4ล้านชีวิต มีงานทำยังไม่ถึงครึ่ง หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุในปัจจุบันที่เรามีเกือบ 14 ล้านคน หากพวกเขาเหล่านั้นมีรายได้ของตัวเอง ก็จะแบ่งเบาภารกิจในการเยียวยา ลดการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลไป ดังนั้นมันมีทั้งข้อดีและข้อด้อย การที่จะพิจารณาต่างๆคงต้องเป็นแนวทางของฝ่ายนิติบัญญัตินำไปพิจารณาต่อ


ชทพ.ยังไม่ปรับทัพชี้เลือกตั้ง70อีกไกล
ที่โรงแรมสองพันบุรี จ.สุพรรณบุรีที่ จ. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อรับรองการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และการให้ความเห็นชอบงบการเงินของพรรคการเมือง
โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยก่อนการประชุมใหญ่สามัญพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงการเตรียมพร้อมปรับทัพเพื่อสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2570นั้นว่า ยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมอะไรเนื่องจากการเลือกตั้งยังอีกไกล วันนี้สิ่งที่พรรคดำเนินการ คือการประชุมกับสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเดือนเมษายนนี้ มีการนำเสนอให้กับสมาชิกพรรคได้รับทราบว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง สิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนา ดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมฯ มีการทำครบทุกมิติ แต่การดำเนินการนั้น ก็มีความมากน้อยแตกต่างกันไปตามงบประมาณในแต่ละครั้งที่ได้รับรวมถึงศักยภาพของกระทรวงที่มีอยู่
ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคชาติไทยพัฒนาในครั้งนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคการเมืองในตำแหน่งสำคัญ ๆ โดยนายวราวุธใช้โอกาสนี้ในการ ชี้แจงผลการดำเนินงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้สมาชิกพรรคได้รับทราบ

คาดเริ่มถกงบ68ปลายพค.
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ วุฒิสภา ระบุให้สภาผู้แทนราษฎร รอผลการศึกษาให้เสร็จก่อนดึงดันเสนอร่างฯ และจะยื่นตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของผู้ที่โหวตรับหลักการ ว่า แล้วแต่ ส.ว.จะคิด แต่ระบบนิติบัญญัติเป็นระบบที่ทำกันมาช้านาน เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อะไรก็ตรวจสอบจริยธรรม ต้องมีเหตุผลและความผิดจริงๆ ส่วนจะไปพูดคุยทำความเข้าใจกับ ส.ว.หรือไม่นั้น คงคุยตามรูปแบบที่เป็นไปได้
เมื่อถามว่าเรื่องนี้ยังมีความเห็นต่างในพรรคร่วมรัฐบาล จะส่งผลถึงการทำงานร่วมกันหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า หากพูดคุยก็คงมีความเข้าใจกัน คงไม่มีปัญหา
เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจว่าจะทำงานจนครบเทอมใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลมีหลายเรื่องต้องทำ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้อย่างเดียว และมีหลายเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องทำร่วมกัน เพราะฉะนั้น แต่ละพรรคคงไม่คิดเอาเรื่องนี้เป็นเหตุให้ทำงานต่อไปไม่ได้
เมื่อถามว่า คิดว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อการโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา ทุกคนต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่สุดของการขับเคลื่อนประเทศ หากไปเอาอารมณ์เล็กน้อยมาล้มงบประมาณ คงไม่ใช่ผู้ใหญ่ แต่เป็นเด็กมาทำงาน
นายสุทิน ยังกล่าวถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า คาดว่าจะเป็นวันที่ 28-30 พ.ค.เป็นการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ทั้งนี้ ยังไม่ได้มีการนัดหมายเป็นทางการ เป็นการพูดภายใน


ลบโพสต์‘อันวาร์’หารือ’อิ๊งค์-ทักษิณ’
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก Anwar Ibrahim เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพรวมสรุปการเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-18 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้พบกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่คลิปดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังมีการใส่เพลง “อมพระมาพูด” ที่ขับร้องโดย เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ และ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินชื่อดังชาวไทย
ล่าสุด เวลา 12.00 น. พบว่าคลิปดังกล่าวถูกลบออกไปแล้ว โดยมีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า เพลงดังกล่าวอาจถูกเลือกโดยทีมงานสื่อสารของฝ่ายมาเลเซียที่ไม่เข้าใจภาษาไทยดีพอ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ระดับคลิปทางการของนายกรัฐมนตรีไม่น่าพลาดเรื่องการเลือกเพลงได้ง่าย ๆ

ทอ.เมียนมาถล่ม กะเหรี่ยงอพยพ หนีภัยสงคราม เข้าไทย215คน

ทอ.เมียนมาถล่ม กะเหรี่ยงอพยพ หนีภัยสงคราม เข้าไทย215คน

ทอ.เมียนมาถล่ม กะเหรี่ยงอพยพ หนีภัยสงคราม เข้าไทย215คน

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทอ.เมียนมาถล่ม กะเหรี่ยงอพยพ หนีภัยสงคราม เข้าไทย215คน

กะเหรี่ยงอพยพเข้าไทย กลางดึก 215 คน หลังทหาร เมียนมาเปิดโจมตีทางอากาศ แบบไม่ยั้งมือ ทหาร ฝ่ายปกครองคุ้มครองชายแดนเข้ม

เมื่อวันที่ 19 เมษายน รายงานข่าวจากหน่วยเฉพาะกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู) ว่าในเวลา 23.55 น. ของวันที่ 18 เม.ย. ทหารเมียนมา ได้รุกเข้าโจมตีกองกำลังกองทัพปลดปล่อยกะเหรี่ยง หรือ KNLA โดยใช้เครื่องบินโจมตีทางอากาศ บริเวณพื้นที่บ้านมอพาซู ห่างจากแนวชายแดน 2 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา อพยพข้ามมายังประเทศไทยบริเวณ บ.ห้วยปลากอง ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก จำนวน 215 คน

โดยหน่วยร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาด ประสานรวบรวมผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา เข้าพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวฯ บริเวณสำนักสงฆ์ห้วยปลากอง โดยมียอดผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา จำนวน 215 คน เป็นชาย 39 คน, หญิง 72 คน, ด.ช.53 คน, ด.ญ.51 คน

ทั้งนี้ ฉก.ราชมนู, ฉก.ทพ.35 ร่วมกับฝ่ายปกครอง อ.แม่ระมาด, จนท.ตร. ดูแลความปลอดภัย และให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม พร้อมทั้งวางกำลังเฝ้าตรวจ นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งตามแผนประเชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับ กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง ( Karen National Liberation Army-KNLA) วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อธิบายว่า เป็นหน่วยงานทางทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1948 ได้เกิดความตึงเครียดระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับพม่า ชาวกะเหรี่ยงส่วนหนึ่งต้องการเอกราช อีกส่วนหนึ่งต้องการอยู่กับพม่าต่อไป ความตึงเครียดนี้นำไปสู่สงครามประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง รัฐบาลพม่าปราบปรามกลุ่มต่อต้านด้วยความรุนแรง ผู้นำกองกำลังทหารของกะเหรี่ยงถูกจับกุมและแทนที่ด้วยนายทหารพม่าที่มีแนวคิดหัวรุนแรงในการต่อต้านกะเหรี่ยงคือนายพลเน วิน ผลของการปราบปรามนี้ทำให้ชาวกะเหรี่ยงหันมาต่อต้านรัฐบาลพม่า และนำไปสู่การรวมตัวจัดตั้งกลุ่มการเมืองเพื่อเรียกร้องเอกราชในที่สุด

ในการต่อสู้ช่วงแรก ๆ กองทัพกะเหรี่ยงมีชัยชนะในทางภาคเหนือของพม่า เข้ายึดครองเมืองมัณฑะเลย์ได้ แต่ผลจากการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างพอเพียง จึงต้องถอนกำลังกลับไปยังภาคตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า นับจากเวลานั้น กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยงยังคงต่อสู้เพื่อเอกราชของรัฐกะเหรี่ยงต่อไป โดยมีฐานที่มั่นอยู่ทางตะวันออกของพม่าใกล้แนวชายแดนไทย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวกะเหรี่ยงอยู่เป็นจำนวนมาก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“คุณต้องแยกให้ออก นี่คุณแยกไม่ออก เอาแต่ว่าได้ภาษี ได้รายได้ ทั้งๆ ที่วิธีหาเงินเข้าประเทศมันมีตั้งเยอะแยะ บ้านอื่นเมืองอื่นที่เขามีกาสิโนเขาอยากจะเลิกกันทั้งนั้น แต่ของเราอยากจะสร้าง”

นายเสรี สุวรรณภานนท์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ลดนายพลเริ่มเห็นผลปี71 รมช.กลาโหมแจงกองทัพปรับตัวตามบริบทโลก

ลดนายพลเริ่มเห็นผลปี71 รมช.กลาโหมแจงกองทัพปรับตัวตามบริบทโลก

ลดนายพลเริ่มเห็นผลปี71 รมช.กลาโหมแจงกองทัพปรับตัวตามบริบทโลก

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.36 น.

รมช.กลาโหมย้ำ กองทัพเดินหน้าปฏิรูปปรับตัวตลอด แต่ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ทำตามกระแส ทั้งประเด็นลดจำนวนนายพลที่ปี 2571 จะเริ่มเห็นชัด ขณะที่การเกณฑ์ทหารยังจำเป็น ชี้หากไม่มี เกิดสงครามขึ้น จะเตรียมกำลังไม่ทัน

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี นำเสนอร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. …. ในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 29 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568

โดยช่วงหนึ่ง พลเอก ณัฐพล ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงประเด็นการลดจำนวนนายพลในกองทัพ โดยอธิบายถึงสาเหตุที่กำลังพลในกองทัพในปัจจุบันถูกมองว่ามีจำนวนมากนั้น ส่วนสำคัญ คือ ความจำเป็นในการต่อสู้เอาชนะลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต โดยการสู้รบดังกล่าวกองทัพมีการสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลิตนายทหารเข้าสู่กองทัพ เพื่อปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง และกำลังพลเหล่านั้น ส่วนที่ยังรอดชีวิตอยู่ในวันนี้ ก็ได้เจริญเติบโตในหน้าที่การงานและทำงานเพื่อประเทศชาติ-ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และจะทยอยเกษียณจนถึงปี 2571 ก็จะเห็นการปรับลดจำนวนนายพลลงตามลำดับอย่างชัดเจน 

และ พลเอก ณัฐพล ยังได้กล่าวถึงการปรับตัวของกองทัพไทย ว่า เป็นไปตามบริบทโลก ภัยคุกคาม และงบประมาณของประเทศ รวมทั้งการปรับลดกำลังพลต่าง ๆ ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการทำตามกระแส เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ส่วนเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ยังคงไม่มีหลักประกันได้ ว่า ในแต่ละปีจะมีผู้สมัครใจได้ครบ 100% ซึ่งหากการสมัครใจไม่ครบ ก็ต้องมีระบบเกณฑ์รองรับ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมปฏิบัติภารกิจตามกฎหมาย

และถ้ายกเลิก “กฎหมายเกณฑ์ทหาร” ไปแล้ว หากเกิดสงคราม ประเทศต้องการคนไปรบ-ที่ต้องพร้อมรบ ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เคยฝึกมาก่อน ก็จะส่งผลเสียหายต่อการป้องกันประเทศ

หรือถ้าเกิดสงคราม และเราไม่มีกฎหมายเกณฑ์ทหาร หรือทหารสมัครใจไม่พอ… ก็คงต้องไปดึง นักศึกษาวิชาทหาร ทหารกองหนุน (อดีตทหารเกณฑ์-ทหารเกษียณ) มาทำการรบ ปัญหา คือ จะพร้อมรบหรือไม่ ฝึกทบทวนทันหรือไม่

‘ผูู้นำองค์กรพราหมณ์-ฮินดู’ ออกแถลงการณ์ไทยไม่ควรมีบ่อนกาสิโน ชี้นำความเสื่อมสู่ชาติ

'ผูู้นำองค์กรพราหมณ์-ฮินดู' ออกแถลงการณ์ไทยไม่ควรมีบ่อนกาสิโน ชี้นำความเสื่อมสู่ชาติ

‘ผูู้นำองค์กรพราหมณ์-ฮินดู’ ออกแถลงการณ์ไทยไม่ควรมีบ่อนกาสิโน ชี้นำความเสื่อมสู่ชาติ

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.27 น.

“ผู้นำองค์กรพราหมณ์-ฮินดู”ออกแถลงการณ์ชี้ชัดไทยไม่ควรมีบ่อนกาสิโน จะทำลายภาพลักษณ์วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทย เผยในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีหลักธรรม 10 ประการ ในการดำรงชีวิต ซึ่งการพนันขัดแย้งต่อหลักธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดังนั้น สิ่งที่เป็นอบายต่อประชาชนไม่ควรเกิดขึ้นกับราชอาณาจักรไทย

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568 พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแห่งประเทศไทย  ได้ออกแถลงการณ์ผู้นำองค์กรศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยมีเนื้อหาดังนี้

ใน พ.ศ. 2568 กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 243 ปี ตลอดปีแรกจวบจนปัจจุบัน ประเทศไทยของเรานี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกว่าเป็นประเทศที่สูงค่าไปด้วยวัฒนธรรมและประเพณี รวมถึงการอยู่ร่วมกันของหลากหลายเชื้อชาติ จนเป็นที่มาของประเทศร่ำรวยในวัฒนธรรมและสุขสงบในการอยู่ร่วมกัน จึงเป็นที่กล่าวขานถึงในทั่วโลก

ในประเทศไทยมีอยู่ 5 ศาสนา ที่กรมการศาสนารับรอง คือ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาซิกข์ ทั้ง 5 ศาสนา มุ่งสอนให้ศาสนิกของตัวเองนั้น ละเว้นในการก่อบาป และอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาตนเอง

การพนันจะเป็นข้อเสียต่อประชาชนของชาติ นำมาซึ่งความเสื่อมของชาติ และด้อยค่าวัฒนธรรมของชาติไทย

ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีหลักธรรม 10 ประการ ในการดำรงชีวิต ซึ่งการพนันขัดแย้งต่อหลักธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หลายประการ

1.ธฤติ คือ ความพอใจ คล้ายกับคำว่าสันโดษ หมายความว่า การพอใจที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ติดกับโลภและหลงอยู่ในอบาย

2.ทมะ แปลว่า การระงับจิตใจ คือ การระงับจิตใจไม่ให้หวั่นไหวไปตามสิ่งที่เป็นอบายของความโลภ

3.อินะทริยนิคะรหะ แปลว่า การอดกลั้นอินทรีย์ทั้ง 10 หมายถึง การอดกลั้นใน รูป รส กลิ่น เสียง แล้วยังต้องอดกลั้นหรือความพอต่อกิเลสที่มายั่วยุจากสิ่งภายนอก ซึ่งทำให้ชีวิตเกิดความเสื่อม

4.ธี หมายถึง ปัญญา สติ มติ ความคิด กล่าวคือ ควรจะมีความรู้ มีปัญญา และรู้จักระเบียบ วิธีการต่างๆ ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี ธรรมะ สังคมและวัฒนธรรม

หลักธรรม 4 ประการนี้ เป็นข้อชี้ชัดถึงความขัดแย้งในการใช้ชีวิตที่ผิดหลักธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ส่วนวัฒนธรรมนั้นดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายและสูงค่าไปด้วยวัฒนธรรมแบบแบ่งกว้างได้ 4 ภาค และแบบย่อยได้แทบทุกจังหวัด จึงเป็นที่ซึ่งชาวต่างชาติล้วนเดินทางมาประเทศไทย เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีของชาวไทย โดยไม่ได้มาประเทศไทย เพื่อธุรกิจบันเทิงและการพนัน ส่วนด้านภูมิประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นประเทศที่เหมาะสมกับการเกษตรมาแต่โบราณ อีกทั้งผืนดินแห่งนี้ ยังมีพื้นที่อีกมากที่เหมาะกับการเพาะปลูก

กรณีศึกษา ในคัมภีร์พระเวทที่อยู่ในฤคเวท มันดาลา 10 สุขตะ 34 ยกตัวอย่างของการเล่นพนันว่า “10 ภรรยาของนักพนันถูกทิ้งไว้ให้เศร้าโศกและทุกข์ระทม ส่วนแม่ก็คร่ำครวญถึงลูกชายที่ต้องเร่ร่อนไปโดยไม่มีบ้าน”

ในสมัยก่อนที่ประเทศอินเดีย กษัตริย์ที่มีพระนามว่า นลา ดามายันติ ซึ่งเผชิญกับผลที่เลวร้ายจากการพนันด้วยการเสียอาณาจักรไป

ดังนั้น สิ่งที่เป็นอบายต่อประชาชนไม่ควรเกิดขึ้นกับราชอาณาจักรไทย

‘นพดล’ เชื่อ ‘อันวาร์ -‘อดีตนายกฯทักษิณ’ ทำให้เห็นแสงสว่างสันติภาพในเมียนมา

‘นพดล’ เชื่อ 'อันวาร์ -'อดีตนายกฯทักษิณ' ทำให้เห็นแสงสว่างสันติภาพในเมียนมา

‘นพดล’ เชื่อ ‘อันวาร์ -‘อดีตนายกฯทักษิณ’ ทำให้เห็นแสงสว่างสันติภาพในเมียนมา

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.43 น.

วันที่ 19 เม.ย.2568 นายนพดล ปัทมะ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการพบปะกันระหว่างนายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในขณะนี้และท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เพื่อพูดคุยกันหลายเรื่องโดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจคือเรื่องการ ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการยุติการสู้รบ รวมทั้งสร้างสันติภาพในเมียนมาร์ ซึ่งทราบว่าทางนายอันวาร์ ได้พบปะกับทั้งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่ายผู้นำเมียนมาร์และฝ่ายค้านในพม่าซึ่งตนเห็นว่าการพบปะของนายอันวาร์และ นายทักษิณ ชินวัตรนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะท่านอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น เป็นผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และมีเครือข่ายเพื่อนผู้นำที่มีบทบาทในเวทีโลกอย่างกว้างขวาง คงจะช่วยให้คำแนะนำประธานอาเซียนและทำให้กระบวนการสร้างสันติภาพในเมียนมาร์ได้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและเกิดเป็นจริงรวดเร็วมากขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตั้งแต่อาเซียนมีฉันทามติห้าข้อ เมื่อหลายปีก่อน มีความคืบหน้าเรื่องเมียนมาร์น้อยมาก ถ้าจะพูดว่าเป็นการขับเคลื่อนที่ค่อนข้างเฉื่อยก็คงจะไม่ผิดจากความเป็นจริงนัก ซึ่งหลังจากที่ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทร่วมกับนายอันวาร์ ก็ได้ทำให้การพูดคุยขับเคลื่อนการเจรจาสร้างสันติภาพในเมียนมาร์กับกลุ่มต่างๆได้เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน เป็นรูปธรรม เปลี่ยนการการทูตเฉื่อย เป็นการพูดที่เฉียบคมและมีเป้าหมาย เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมานั้นน่าจะวิน-วิน ทุกฝ่ายทั้งประชาชนชาวเมียนมาร์โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุและสตรีไม่ต้องหลบลี้หนีภัยสู้รบข้ามเขตแดนมาประเทศไทย สันติภาพในเมียนมาร์ก็จะนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาร์ในประเด็นต่างๆได้ดีขึ้น เช่นเรื่องของพีเอ็ม 2.5 ยาเสพติด คอลเซ็นเตอร์  เป็นต้น ส่วนผลในระยะยาวก็จะทำให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพมีความเป็นเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียนก็จะเกิดขึ้นจริง 

“ในยุคที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนายอันวาร์และนายทักษิณ ชินวัตร นับว่าจะเป็นยุคที่การต่างประเทศไทยกลับมาโดดเด่นและวัดกันด้วยผลลัพธ์อีกครั้ง“ นายนพดล กล่าว

‘โฆษก พปชร.’ชื่นชมตร.ทางหลวง ที่ทำคดี ‘ลูกนายกเบี้ยว’ตรงไปตรงมา ชูสมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

‘โฆษก พปชร.’ชื่นชมตร.ทางหลวง ที่ทำคดี ‘ลูกนายกเบี้ยว’ตรงไปตรงมา ชูสมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

‘โฆษก พปชร.’ชื่นชมตร.ทางหลวง ที่ทำคดี ‘ลูกนายกเบี้ยว’ตรงไปตรงมา ชูสมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

“พล.ต.ท.ปิยะ”ชื่นชมพร้อมให้กำลังใจตำรวจทางหลวงที่ทำคดี “ลูกนายกเบี้ยว”ขับ BMW เบียดกระบะ อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัว สมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์             

วันที่ 19 เมษายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)กล่าวถึงกรณีที่ผู้ขับขี่และญาติของฝ่ายรถกระบะร้องขอความเป็นธรรมถึงอุบัติเหตุ BMW ป้ายแดง โดยที่คู่กรณีเป็นนักการเมืองท้องถิ่นว่า พี่น้องประชาชนมีความเป็นห่วงถึงการสอบสวนดำเนินคดีเนื่องจากคู่กรณีได้กล่าวอ้างว่า รู้จักผู้ใหญ่จำนวนมาก  พนักงานสอบสวน ระดับรองสารวัตร หรือสารวัตรอาจจะเกรงกลัว หรือเกรงใจ  ในส่วนตัวมีความเป็นห่วงในเคสนี้ เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน  เนื่องจากเป็นการกระทำผิด ต่างกรรมต่างวาระ ต่อเนื่องกัน  และอยู่ในเขตพื้นที่การสอบสวนหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบ สภ. ที่รับผิดชอบคดีอาญาในเขตพื้นที่เกิดเหตุ  และกองบังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งดูแลรับผิดชอบคดีจราจรที่เกิดขึ้น 

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวต่อว่า ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน  ต้องพิจารณาว่า จะรวมหรือแยกคดีและใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หรือใครเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน โดยสังเกตจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในภาพวงจรปิดจะมีการที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนช่องทางเดินรถตอนออกจากด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง และมีลักษณะคล้ายกับจะเบียดกันบริเวณช่องทางที่สาม ซึ่งคดีแรกนั้น เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซิ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ทางหลวง 8 กองกำกับการ 2  กองบังคับการตำรวจทางหลวง ส่วนการที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งพยายามขับรถปาดหน้าไปมา และไปเฉี่ยวชนรถกระบะในช่วงท้ายนั้น จากพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิดที่สื่อมวลชนทุกสำนักนำเสนอจะเห็นได้ชัดว่า ในระหว่างเกิดเหตุ ในช่วงที่สองนี้  คู่กรณีขับรถปาดหน้าเบียดรถกระบะเป็นระยะๆ  และในช่วงท้ายก่อนเกิดเหตุได้มีการเบียดเข้ามาในช่องทางของรถกระบะและชนรถกระบะเพื่อให้เสียหลัก กรณีดังกล่าว พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบควรเป็น สภ.พื้นที่ หากการสอบสวนปรากฏหลักฐานว่า คู่กรณีมีเจตนาหรือจงใจที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ใช่เป็นการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหายหรือเกิดอันตรายแก่กายและจิตใจของผู้อื่น  ตามมาตรา 43(4)พรบจราจรทางบก  พ.ศ. 2522 แต่จะเป็นความผิดฐาน “ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8)  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 

นอกจากนี้ หากพยานหลักฐานปรากฏชัดว่า คู่กรณีกระทำโดยประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น จะเป็นความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส  อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 297 ความผิดฐานต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี หากแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาลงความเห็นว่า การบาดเจ็บของผู้ได้รับบาดเจ็บอาจจะเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำดังกล่าวอาจจะเป็นฐานพยายามฆ่า ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 80,288 ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี (ความผิดฐานพยายาม -ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกําหนด)

“ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจตำรวจทางหลวง 8 กองกำกับการ 2 ทล. ที่ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ แม้ว่าคู่กรณีจะกล่าวอ้างอย่างไรก็ตาม ควรดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย สมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และขอบคุณท่าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่ได้สั่งการให้ดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างตรงไปตรงมา เท่าที่ติดตามข่าว ยังไม่เห็นว่าได้มีการพิจารณา ในความผิดฐาน ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8) และมีการตรวจสอบป้ายทะเบียน(ป้ายแดง) ว่าเป็นป้ายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกหรือไม่  เป็นป้ายทะเบียนปลอมแล้วหรือไม่อย่างไร“พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

พล.ต.ท.ปิยะ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านพยายามโยงให้มีการเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แบบจับแพะชนแกะว่า ท่านอาจจะได้ข้อมูลผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน จึงอยากอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า เคสนี้ประชาชนและสังคมไม่ได้ให้ความสำคัญว่า คู่กรณีสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่  เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์กับสังคมแต่อย่างใด และที่สำคัญฝ่ายค้าน ไม่ได้โยงแบบจับแพะชนแกะตามที่ท่านเข้าใจ ท่านอาจจะได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ที่สำคัญ ภาพที่ประชาชนและสังคมเห็นนั้น คู่กรณีมีความสนิทสนมกับท่านทักษิณ และผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ซึ่งคนของท่านพูดเอง จนเป็นเหตุให้สังคมหวั่นไหวและให้ความสนใจ  จะเป็นใครเป็นคนพูดนั้น  ท่านรองนายกฯ คงหาตัวไม่ยาก เพราะทั้งตำรวจทางหลวง  ญาติผู้เสียหาย และโซเชียลมีเดีย เช่น ดาวแปดแฉก อีซ้อขยี้ข่าว ฯลฯ หาตัวคนพูดไม่ยาก

ลบโพสต์แล้ว! นายกฯมาเลย์ โพสต์คลิปเยือนไทย หารือ ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ แต่ใส่เพลง’อมพระมาพูด’

ลบโพสต์แล้ว! นายกฯมาเลย์ โพสต์คลิปเยือนไทย หารือ 'อิ๊งค์-ทักษิณ' แต่ใส่เพลง'อมพระมาพูด'

ลบโพสต์แล้ว! นายกฯมาเลย์ โพสต์คลิปเยือนไทย หารือ ‘อิ๊งค์-ทักษิณ’ แต่ใส่เพลง’อมพระมาพูด’

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.39 น.

“อันวาร์” นายกฯ มาเลเซีย และประธานอาเซียน โพสต์คลิปขณะเยือนไทย เจอ “ทักษิณ-แพทองธาร” ทำโซเชียลฮือฮาเพราะใส่เพลง “อมพระมาพูด” ประกอบ ล่าสุดลบคลิปนี้ไปแล้ว

วันที่ 19 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก Anwar Ibrahim เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เผยแพร่คลิปวิดีโอภาพรวมสรุปการเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-18 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้พบกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่คลิปดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังมีการใส่เพลง “อมพระมาพูด” ที่ขับร้องโดย เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ และ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินชื่อดังชาวไทย

ล่าสุดเวลา 12.00 น. พบว่าคลิปดังกล่าวถูกลบออกไปแล้ว โดยมีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า เพลงดังกล่าวอาจถูกเลือกโดยทีมงานสื่อสารของฝ่ายมาเลเซียที่ไม่เข้าใจภาษาไทยดีพอ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ระดับคลิปทางการของนายกรัฐมนตรีไม่น่าพลาดเรื่องการเลือกเพลงได้ง่าย ๆ