‘ธนกร’ จี้ ดีเอสไอ-สตช.เอาผิดถึงที่สุด ผู้รับเหมา-วิศวกรออกแบบ

'ธนกร' จี้ ดีเอสไอ-สตช.เอาผิดถึงที่สุด ผู้รับเหมา-วิศวกรออกแบบ

‘ธนกร’ จี้ ดีเอสไอ-สตช.เอาผิดถึงที่สุด ผู้รับเหมา-วิศวกรออกแบบ

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

“ธนกร” จี้ ดีเอสไอ-สตช.เอาผิดถึงที่สุด ผู้รับเหมา-วิศวกรออกแบบคุมงานตึก สตง. หลังพบ เปลี่ยนแบบแปลน-อ้างชื่อ 51 วิศวกรคุมงานทิพย์ ลั่น ต้องไล่บี้หาผู้รับผิดชอบให้ได้ไม่ละเว้น ขอ รัฐบาลเร่งแก้ต้นตอปัญหา ฝากรื้อระบบประมูลงานก่อสร้างรับช่วงต่อคุมความปลอดภัย

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า ขอให้ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ  (ดีเอสไอ) เร่งรวบรวมพยานหลักฐานข้อมูลและเอกสารสำคัญเพื่อออกหมายจับเอาผิดให้ถึงที่สุด กรณีเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ถล่ม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยขณะนี้ทราบว่าดีเอสไอกับสตช.สั่งอายัดซากตึกเพื่อตรวจสอบแล้ว โดยพบข้อมูลที่สำคัญที่คาดว่าเป็นต้นตอของสาเหตุตึกสตง.ถล่ม ทั้งเรื่องมาตรฐานของวัสดุการก่อสร้าง คุณภาพปูนและเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องการแก้ไขแบบ Core Wall หรือผนังรับแรงเฉือนจากแรงลมในอาคารสูง และการแก้ไขแบบปล่องลิฟต์ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของตึกโดยไม่มีการเสริมเหล็ก นอกจากนั้นยังพบข้อมูลว่ามีการปลอมลายเซ็นวิศวกรผู้ออกแบบวัย 85 ปีและ วิศวกรควบคุมงานอีก 51 คนด้วย รวมไปถึงต้องตรวจสอบคดีการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ส่อเป็นคดีนอมินี และความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ ฮั้วประมูล  

ซึ่งทั้งหมดก็ต้องไปไล่ตรวจสอบเร่งเอาผิดผู้เกี่ยวข้องโดยตรงให้ถึงที่สุดทุกขั้นตอน  โดยเฉพาะบริษัทก่อสร้างหลักที่ได้รับการประมูลงาน 

ทั้งนี้ขอฝากไปยังรัฐบาล หากเห็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ผ่านการประมูลงานก่อสร้างของภาครัฐจุดใด โดยเฉพาะบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่ชนะการประมูลงาน และส่งต่องานให้ผู้รับจ้างงานช่วง หรือ ซับคอนแทรคอีกหลายต่อ อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพการก่อสร้าง ที่ต้องลดสเปควัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างลงเพื่อให้ได้กำไร จำเป็นต้องไปอุดรอยรั่วและแก้ไขอย่างจริงจังทั้งวงจร

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรื้อทั้งระบบให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้มีการทุจริต ในเรื่องการประมูลงานก่อสร้างของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในทุกโครงการ ที่สำคัญมากเป็นเรื่องการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการที่มีส่วนรู้เห็นการฮั้วประมูลกับภาคเอกชน หากจะแก้ต้องแก้ทั้งระบบ ขอนายกฯให้ใช้โอกาสนี้ ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง” นายธนกร ระบุ

‘พิชัย’จับมืออัครราชทูตจีน ชู 4 กลยุทธ์ ดันส่งออกทุเรียนไทยในตลาดจีน

'พิชัย'จับมืออัครราชทูตจีน ชู 4 กลยุทธ์ ดันส่งออกทุเรียนไทยในตลาดจีน

‘พิชัย’จับมืออัครราชทูตจีน ชู 4 กลยุทธ์ ดันส่งออกทุเรียนไทยในตลาดจีน

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

‘พิชัย’ จับมือ ‘อัครราชทูตจีน’ สร้างความมั่นใจทุเรียนไทย ในตลาดจีน ชู 4 กลยุทธ์ ขายผ่านออนไลน์-กระตุ้นการบริโภค ดันส่งออกทุเรียนในตลาดจีน 

วันที่ 19 เมษษยน 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วานนี้ (18 เมษายน 2568) ตนได้พบหารือกับ นายอู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนางสาวจาง เซียวเซียว อุปทูตด้านเศรษฐกิจและการค้าประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสนำทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในจีน ไปให้ท่านเอกอัครทูตจีนได้ชิม ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าอร่อยมาก สมกับเป็นที่รับรู้กันว่า ทุเรียนไทยมีรสชาติที่พิเศษ อยากเห็นยอดการนำเข้าทุเรียนไทยไปจีนเติบโตต่อเนื่อง พร้อมทั้งอยากเห็นการนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดฤดูกาลที่ทุเรียนออกมาก 

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนและนายอู๋ จื้ออู่ ได้พบหารือกันต่อเนื่อง ได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์การส่งออกทุเรียนกันโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่า การส่งออกทุเรียนในปีนี้ จะเป็นไปอย่างราบรื่น กระจายสินค้าเข้าสู่จีนได้รวดเร็ว วันนี้ก็ได้แกะทุเรียนชิมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ทุเรียนไทย เป็นทุเรียนคุณภาพสูง รสชาติชั้นเยี่ยม ตนได้เน้นย้ำให้ทางการจีนผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อน พร้อมทั้งขอให้เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจผ่านด่าน เพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะส่งออกไปยังตลาดจีนในช่วงฤดูผลไม้ 

พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำจากทางการจีนว่า ควรจัดเกรด ควบคุมคุณภาพของล้งในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งหากล้งใด มีสินค้าคุณภาพสูง ไม่ตรวจพบสารอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถใช้วิธีการสุ่มตรวจบางส่วน หรือตรวจน้อยลง ซึ่งจะได้ประสานคำแนะนำนี้ไปยังกรมวิชาการเกษตรต่อไป 

นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปยังจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 833,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97.4 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมดของไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงมีแคมเปญเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และส่งเสริมการขายทุเรียนไทยในตลาดจีน ด้วยกลยุทธ์ครบวงจร มุ่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ ขยายช่องทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภค หวังขยายตลาดในจีนได้อย่างต่อเนื่อง 

1. สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทยโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เน้นจุดเด่นด้านรสชาติ คุณภาพ และความแตกต่างจากคู่แข่งและประสานงานกับด่านศุลกากรและผู้นำเข้า อำนวยความสะดวกด้านการค้าผ่านการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์

2. ขยายตลาดออนไลน์ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ (KOLs) และไลฟ์สตรีมเมอร์ บน Douyin (TikTok), Weibo และ Xiaohongshu สร้างคอนเทนต์โปรโมตทุเรียนไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ และจับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เช่น ทีมอล (Tmall) และเจดีดอตคอมป์ เปิดตัวแคมเปญ “Thai Fruit Golden Month Online” กำหนดวันที่ 5 เดือน 5 เป็นวันทุเรียนไทย สร้างจุดขายให้ตรงกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผลผลิต

3. ดันยอดขายผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติโดยนำทุเรียนไทยเข้าร่วม งานแสดงสินค้านำเข้าในเมืองใหญ่ เช่น งานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน และเชิญผู้นำเข้าจีนมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย เช่น THAIFEX เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจโดยตรง

4. กระตุ้นการบริโภคผ่านกิจกรรมพิเศษ โดยร้านอาหารไทยและคาเฟ่ในจีน นำเสนอเมนูพิเศษ เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ไอศกรีมหมอนทอง และเครื่องดื่มจากทุเรียน รวมถึงการกิจกรรม “ทุเรียนทัวร์” ในซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์การค้า พร้อมบุฟเฟ่ต์ทุเรียนในงานเทศกาลไทย

‘รมว.กต.’ เผยไทย-มาเลเซีย-อาเซียน ช่วยเหลือมนุษยธรรมเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาต่อเนื่อง

‘รมว.กต.’ เผยไทย-มาเลเซีย-อาเซียน ช่วยเหลือมนุษยธรรมเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาต่อเนื่อง

‘รมว.กต.’ เผยไทย-มาเลเซีย-อาเซียน ช่วยเหลือมนุษยธรรมเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาต่อเนื่อง

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘รมว.กต.’ เผยไทย-มาเลเซีย-อาเซียนช่วยเหลือมนุษยธรรมเหตุแผ่นดินไหวเมียนมาต่อเนื่อง – ขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกคนปฏิบัติหน้าที่ขันแข็ง 

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังได้ร่วมเดินทางไปเยือนเมียนมาพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประเทศประธานอาเซียน ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า จากการหารือกับเมียนมา และมาเลเซีย เพื่อประสานการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน เพื่อเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยให้มีประสิทธิภาพขึ้นนั้น ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งไทยมุ่งมั่นทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และตนดีใจที่ได้เห็นการดำเนินการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของไทยอย่างต่อเนื่องผ่านการผลัดเปลี่ยนกำลังคนภารกิจชุดเฉพาะกิจของไทย ชุดที่ 3 ซึ่งเดินทางถึงเมืองมัณฑะเลย์เมื่อวานนี้ (18 เม.ย.) 

นายมาริษ ยังขอขอบคุณชุดทีมแพทย์ และบุคลากรด้านสาธารณสุขจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ทหาร และชุดช่างจากกองบัญชาการกองทัพไทย รวมถึงผู้มีส่วนร่วมทุกคนสำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมยืนหยัดข้างชาวเมียนมาอยู่เสมอ

‘วราวุธ’ชี้เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ มีทั้งข้อดี-ข้อด้อย ยินดีหากเป็นแหล่งรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

'วราวุธ'ชี้เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ มีทั้งข้อดี-ข้อด้อย ยินดีหากเป็นแหล่งรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

‘วราวุธ’ชี้เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ มีทั้งข้อดี-ข้อด้อย ยินดีหากเป็นแหล่งรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.18 น.

“วราวุธ” ชี้ รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ บอก มีทั้งข้อดี ข้อด้อย ยินดีหากเป็นแหล่งรายได้ให้กลุ่มเปราะบาง

วันที่ 19 เมษายน 2568 เวลา 09.25 น. ที่โรงแรมสองพันบุรี จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนา ต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ว่าตอนนี้ผ่านขั้นตอนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว เบื้องต้นเราต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่ครม.เสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะหารายได้ให้กับประเทศ ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่ประเทศชาติจะมีรายจ่ายมากมาย แม้แต่กระทรวง พม. ที่เราร้องขอเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุเพิ่ม ทุกอย่างล้วนเป็นรายจ่าย แต่รายได้ของรัฐบาลทุกวันนี้มีจำกัด ส่วนรายจ่ายมีมากมายเหลือเกิน ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลคือหารายได้ ตนคิดว่า เป็นเวลาที่ท่านใดมีแนวทางอย่างไร รัฐบาลยินดีรับฟัง และจะเอาแนวทางนี้ไปศึกษาเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเร็วที่สุด ขั้นตอนขณะนี้เบื้องต้นรอสมัยประชุมหน้า คงจะมาถกกันว่าแนวทางของสภาจะมีแนวทางอย่างไรในฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งตอนนั้นคงจะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า เห็นด้วยกับแนวทางหารายได้ในส่วนนี้หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่ามีหลายมุม เช่น ตนทำงานในฐานะรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หากเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์นี้จะเป็นแหล่งสร้างงานให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบางที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลอยู่ ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะวันนี้คนพิการเกือบ 4 ล้านชีวิต มีงานทำยังไม่ถึงครึ่ง หรือแม้แต่ผู้สูงอายุในปัจจุบันที่เรามีเกือบ 14 ล้านคน หากพวกเขาเหล่านั้นมีรายได้ของตัวเองก็จะแบ่งเบาภารกิจในการเยียวยา ลดการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลไป ดังนั้น มันมีทั้งข้อดีและข้อด้อย การที่จะพิจารณาต่างๆ คงต้องเป็นแนวทางของฝ่ายนิติบัญญัตินำไปพิจารณาต่อ

‘วราวุธ’ ย้ำ ‘พ่อบรรหาร’สอนไว้ ผูกพันธมิตรทุกพรรค ไม่เว้นฝ่ายค้าน

'วราวุธ' ย้ำ 'พ่อบรรหาร'สอนไว้ ผูกพันธมิตรทุกพรรค ไม่เว้นฝ่ายค้าน

‘วราวุธ’ ย้ำ ‘พ่อบรรหาร’สอนไว้ ผูกพันธมิตรทุกพรรค ไม่เว้นฝ่ายค้าน

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.07 น.

“วราวุธ” ย้ำ “พ่อบรรหาร” สอนไว้ ผูกพันธมิตรทุกพรรค ไม่เว้นฝ่ายค้าน ทำงานให้ประชาชนได้มากกว่า ชี้ ไม่มีหมัดไปแลกกับใคร ส่วนเลือกตั้งซ่อม “เมืองคอน” มอง พรรคร่วมส่งคนสู้ศึก จะกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ เหมือนลิ้นกับฟัน 

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงเอกภาพของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังสงกรานต์แล้วจะเป็นอย่างไร ว่า จากสัปดาห์ที่แล้วในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ปิดไป ช่วงสามเดือนนี้ก็เป็นช่วงที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคจะขมักเขม้นในการลงพื้นที่ จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ในวันนี้มีการจัดประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อให้สส.ได้พบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งตนคิดว่าอุณหภูมิทางการเมืองก็จะเบาลงไป เพราะทุกคนคงจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานในพื้นที่มากกว่า และในช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีการเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อน หลังจากนั้น จะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพูดคุยเรื่องญัตติและพระราชบัญญัติต่างๆ 

ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีการแลกกันคนละหมัด แต่ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา มียุทธศาสตร์ อย่างไรในการทำงานการเมืองในรัฐบาล แพทองธาร นายวราวุธ กล่าวว่า คุณพ่อสอนอยู่เสมอ ว่ามีมิตร 100 คนก็น้อยเกินไป มีศัตรู 1 คนก็มากเกินไป  ดังนั้น แนวทางการทำงานของพรรคชาติไทยพัฒนา ตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านมาถึงนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ซึ่งเป็นพี่สาว จนมาถึงตนเองนั้น เรายืนยันว่า เราเน้นในเรื่องการทำงานและการสร้างพันธมิตรทางการเมืองมากกว่า เพราะการมีพันธมิตรทางการเมืองจะทำให้เราทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนได้มีประสิทธิภาพ ฉะนั้น เราคงไม่มีหมัดไปแลกกับใคร    

เมื่อถามย้ำว่าเหมือนไผ่ลู่ลมใช่หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ผลงานของเราจะเป็นสิ่งที่ทำให้การเจรจา กับพรรคร่วมรัฐบาล ว่าเราเดือดร้อนตรงไหน และมีสิ่งใด ให้พรรคชาติไทยพัฒนาที่กำกับดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแล เราก็ยินดีที่จะช่วยกันทุกพรรค แม้กระทั่งทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะทุกคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นสส.ที่เป็นผู้แทนของประชาชน  ดังนั้น การทำงานของเรา ก็จะเอาผลงานเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน  เรามาทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนดีกว่าเรื่องการเมืองก็เอาไว้ก่อน

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ที่พรรคร่วมรัฐบาลแข่งกันเอง จะสร้างความขัดแย้งหรือไม่ เพราะในการปราศรัยอาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน นายวราวุธ กล่าวว่า การกระทบกระทั่งเป็นเรื่องปกติ การที่มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคมาอยู่ร่วมกันก็เหมือนการแต่งงาน ลิ้นกับฟันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าการเลือกตั้งสนามเล็กกับสนามใหญ่ จะมีความละเอียดอ่อนแตกต่างกันไป ซึ่งตนเองมั่นใจว่าเมื่อสนามเล็กจบแล้วสนามใหญ่ ก็คงจะเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่พรรคร่วมจะมาพูดคุยกันอีกครั้ง เมื่อถึงเวลา แต่ตอนนี้ยังถึงเวลา  

‘วราวุธ’ ดับข่าวถูกโยก นั่งรมว.ต่างประเทศ ลั่นยังทำงานปกติ ไม่มีสัญญาณปรับ ครม.

'วราวุธ' ดับข่าวถูกโยก นั่งรมว.ต่างประเทศ ลั่นยังทำงานปกติ ไม่มีสัญญาณปรับ ครม.

‘วราวุธ’ ดับข่าวถูกโยก นั่งรมว.ต่างประเทศ ลั่นยังทำงานปกติ ไม่มีสัญญาณปรับ ครม.

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.55 น.

“วราวุธ” ยัน ยังไม่ได้รับสัญญาณปรับ ครม.  ชี้ ข่าวถูกโยกนั่ง รมต.บัวแก้ว สงสัยเห็นพูดอังกฤษคล่องตอนไป ตปท. ระบุแค่พูดเก่งไม่พอ ต้องมีองค์ความรู้หลายอย่าง ลั่น ไม่กังวล อำนาจอยู่ที่นายกฯ

วันที่ 19 เมษายน 2568 เวลา 09.25 น. ที่โรงแรมสองพันบุรึ จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีชื่อถูกโยกไปเป็น รมว.ต่างประเทศ ว่า สงสัยเวลาไปต่างประเทศตนจะถูกแชร์ในโซเชียลเรื่องของการพูดภาษาอังกฤษ แต่การจะเป็น รมว.ต่างประเทศไม่ได้แปลว่าต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งอย่างเดียว ต้องมีองค์ความรู้หลายอย่าง และการจะปรับครม.หรือไม่ อย่างไร มากน้อยขนาดไหน เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้รับสัญญาณที่จะปรับหรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใน ครม. ฉะนั้น ทำงานไปตามปกติ ไม่มีอะไรน่ากังวล 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถ้ามีการปรับ ครม. ก็พร้อมใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า อย่าถ้าเลย เพราะพี่น้องข้าราชการกระทรวง พม. ทุกวันนี้ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง และเราไม่อยากให้เพื่อนข้าราชการเสียกำลังใจกับเหตุการณ์ที่ว่าถ้าอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ ตนได้พูดกับข้าราชการไว้ว่าวันนี้ตนยังดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อยู่ ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนั้น ยังไม่มีพระบรมราชโองการใหม่ออกมา ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องในอนาคตก็แล้วแต่ ให้อนาคตเป็นตัวกำหนด แต่ที่สำคัญที่สุดนายกฯเป็นคนกำหนดว่าจะเป็นคนปรับ ครม.หรือไม่ คงต้องถามนายกฯ

เมื่อถามย้ำว่า มีความพร้อมหรือไม่หากมีการปรับครม. นายวราวุธ กล่าวว่า ตั้งแต่ตอนดำรงตำแหน่งรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราได้แสดงให้เห็นว่าเนื้องานของทุกกระทรวงมีความสำคัญ มีความจำเป็นต่อประเทศไทย ส่วนเรื่องในอนาคตตนยังไม่อยากไปพูดถึง เพราะมันเป็นเรื่องของถ้าอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ แต่เราพูดกันในความเป็นจริงว่าวันนี้บริบทของกระทรวง พม. ยังเหลือภารกิจอยู่อีกมาก ความท้าทาย ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปี ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานต่างๆ เหล่านี้ เป็นบริบทที่กระทรวง พม. ต้องเร่งดำเนินการ ตอนนี้ทำงานเต็มที่ในตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

พรรคชาติไทยพัฒนา ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68

พรรคชาติไทยพัฒนา ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68

พรรคชาติไทยพัฒนา ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.50 น.

พรรคชาติไทยพัฒนา ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 68 วราวุธ แจง ผลการทำงานของกระทรวง พม.

วันที่ 19 เมษายน 2568 ที่จ. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2568 ตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมือง จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีขึ้น เพื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อรับรองการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และการให้ความเห็นชอบงบการเงินของพรรคการเมือง

โดยจะมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานในที่ประชุม ร่วมกับนายประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขาธิการพรรค 

สำหรับวาระการประชุมของพรรคชาติไทยพัฒนาในครั้งนี้จะเป็นการประชุม ตามระเบียบวาระทั่วไป โดยจะมีการแจ้งเพื่อทราบการดำเนินการตามแผนงานและโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2567 และแผนงานโครงการที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2568 พร้อมพิจารณาให้ความเห็นชอบงบการเงินประจำปี 2567 และการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปี 2567

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคชาติไทยพัฒนาในครั้งนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคการเมืองในตำแหน่งสำคัญ ๆ โดยนายวราวุธใช้โอกาสนี้ในการ ชี้แจงผลการดำเนินงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้สมาชิกพรรคได้รับทราบ 

สำหรับกรรมการบริหารพรรค และสส.ของพรรค ที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ รองหัวหน้าพรรค นายกนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรค 

นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง รองเลขาธิการพรรค นายอุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา รองเลขาธิการพรรค นางนันทพร ดำรงพงศ์ รองเลขาธิการพรรค 

นางพวงรัตน์ ชัยบุตร เหรัญญิกพรรค นายพิสิษฐ์ พิทยฐากุลเจริญ นายทะเบียนสมาชิกพรรค 

นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ กรรมการบริหารพรรค นายนพดล มาตรศรี กรรมการบริหารพรรค นายสุรชัย ทิณเกิด กรรมการบริหารพรรค นายอภิวัชร บัวพันธ์ กรรมการบริหารพรรค นายพีระวัฒน์ พุ่มทอง กรรมการบริหารพรรค นายพงษ์ศักดิ์ ชมสุวรรณ กรรมการบริหารพรรค

นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส. สุพรรณบุรี นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส. สุพรรณบุรี นาย อุดม โปร่งฟ้า สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา 

‘วราวุธ’ เผย ‘ชาติไทยพัฒนา’ ยังไม่มีแผนปรับทัพ มองเลือกตั้ง 70 ยังอีกไกล

‘วราวุธ’ เผย ‘ชาติไทยพัฒนา’ ยังไม่มีแผนปรับทัพ มองเลือกตั้ง 70 ยังอีกไกล

‘วราวุธ’ เผย ‘ชาติไทยพัฒนา’ ยังไม่มีแผนปรับทัพ มองเลือกตั้ง 70 ยังอีกไกล

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.40 น.

‘วราวุธ’ เผย ‘ชาติไทยพัฒนา’  ยังไม่มีแผนปรับทัพ มองเลือกตั้ง70 ยังอีกไกล 

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยก่อนการประชุมใหญ่สามัญพรรคชาติไทยพัฒนาวันนี้ ถึง กรณีการเตรียมพร้อมปรับทัพเพื่อสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้านั้นขณะนี้ว่า ยังไม่ได้มีการเตรียมพร้อมอะไรเนื่องจากการเลือกตั้งยังอีกไกล 

วันนี้สิ่งที่พรรคดำเนินการก็คือการประชุมกับสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเดือนเมษายนนี้แทบจะทุกพรรคการเมืองก็จะมีการประชุมการ ส่วนจะมีเนื้อหาอะไร ก็จะมีการนำเสนอให้กับสมาชิกพรรคได้รับทราบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง 

ซึ่งสิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาดำเนินการก็เป็นการดูแล กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ซึ่งมีการทำครบทุกมิติ แต่การดำเนินการนั้นก็มีความมากน้อยแตกต่างกันไปตามงบประมาณในแต่ละครั้งที่ได้รับรวมถึงศักยภาพของกระทรวงที่มีอยู่ วันนี้ก็เป็นการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบด้วยว่า พรรคชาติไทยพัฒนา มีการดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ในมิติใดบ้าง / และหลังจากนั้นก็จะเป็นการดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งบทบาทของ สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ในสภา มีการดำเนินการอะไรไปบ้างในส่วนของกรรมาธิการ รวมถึงเรื่องของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

ตั้งคำถามรัฐบาลไทย! ‘อันวาร์-ทักษิณ’ฟอกขาว’มิน อ่อง หล่าย’?

ตั้งคำถามรัฐบาลไทย! 'อันวาร์-ทักษิณ'ฟอกขาว'มิน อ่อง หล่าย'?

ตั้งคำถามรัฐบาลไทย! ‘อันวาร์-ทักษิณ’ฟอกขาว’มิน อ่อง หล่าย’?

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

‘เทพไท’ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ตั้งคำถามรัฐบาลไทย หลังมีรายงาน “อันวาร์–มิน อ่อง หล่าย–ทักษิณ” หารือลับกลางกรุงเทพฯ 

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส. จังหวัดนครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามกรณีการพบปะอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพมหานคร

โดยระบุว่า  อันวาร์-ทักษิณ ฟอกขาว มิน อ่อง หล่าย?

หลังจาก ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้โพสต์ Facebook ว่า ได้พบกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่ประเทศไทย แต่ในภาพที่โพสต์ไม่มี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย นั่งอยู่ด้วย ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมไม่มีภาพปรากฏ และพล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางมาประเทศไทยจริงหรือไม่

หลังจากเป็นกระแสข่าวจาก Facebook ของ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแล้ว จึงทำให้นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาเปิดเผยว่า มีการหารือร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานความมั่นคงแห่งรัฐเมียนมา (SAC) และ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 17 เม.ย. 68 ในกรุงเทพฯจริง

คำถามที่ตามมาคือ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมาเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลไทย หรือแขกของนายทักษิณ ชินวัตร กันแน่ เพราะการที่ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมาและได้พบกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย เพียงเพื่อถ่ายภาพด้วยกัน และพูดคุยกันใช้เวลาไม่นาน

หลังจากนั้นได้เดินทางไปที่โรงแรมโรดวู้ด เพื่อพบกับนายทักษิณ ได้ใช้เวลาอยู่ที่โรงแรมโรดวู๊ด มากกว่าที่ทำเนียบรัฐบาลเสียอีก และการเชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้ามาประเทศไทยในฐานะอะไร ใครเป็นผู้เชิญ เป็นแขกของใคร และเป็นการใช้ประเทศไทยฟอกขาวให้กับผู้นำเผด็จการของพม่าหรือไม่

ถ้าหาก ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางเข้าประเทศไทยในฐานะแขกของนายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องถามว่า นายทักษิณมีบทบาทอะไรในรัฐบาลชุดนี้ และถ้าเป็นแขกของรัฐบาลทำไมพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เข้าพบนางสาวแพทองธารด้วย และยังมีพฤติกรรมลับ ลวง พราง หรือดำเนินการฑูตแบบลับๆล่อๆ จนทำให้สังคมและประชาคมโลก สงสัยในพฤติกรรมของนายทักษิณและรัฐบาลชุดนี้

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีสัมมนา “Decoding Thailand’s AI Future Strategy for Competitive Edge” โดย สวทช. ร่วมกับ Techsauce ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเดตเทรนด์ AI ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการ เปิดอกคุย ครั้งสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจชั้นนำ ถึงทิศทางอนาคต AI ของไทย ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่า แผน AI แห่งชาติที่วางไว้ก่อนยุค ChatGPT จะไปต่ออย่างไร และไทยจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่ที่ AI เขย่าทุกวงการได้อย่างไร

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. ได้ริเริ่มขับเคลื่อนแผน AI แห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งวางรากฐานไว้ก่อนยุค Generative AI จะเฟื่องฟู แต่การมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT ได้พลิกเกม ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งการปรับแผน AI ชาติให้ทันโลก การรับมือภาวะขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง การหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและการกำกับดูแล รวมถึงโจทย์ใหญ่เรื่องสร้างหรือซื้อเทคโนโลยี เมื่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว

“สวทช. ไม่ได้มอง AI ในมิติของ GenAI เท่านั้น แต่ครอบคลุมการวิจัยและประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายสาขาตามความเชี่ยวชาญของ ศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งไบโอเทคเอ็มเทคนาโนเทค เอ็นเทค และเนคเทค โดย สวทช. มุ่งเน้นเป็นตัวกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านงานวิจัยและทรัพยากร ส่งเสริมการเปิดเผยเทคโนโลยีให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างคลังข้อมูล เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนำไปต่อยอด” ดร.ชัย ระบุ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอแนะว่า แผน AI ไทยควรเปลี่ยนจากการมุ่งสร้างปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่การตั้งต้นจาก “โจทย์จริง” หรือปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเน้นการนำ AI ที่มีอยู่และราคาเข้าถึงได้มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับทักษะและต่อยอดจุดแข็งของประเทศ เช่น การแพทย์ การเกษตร และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาในสิ่งที่จำเป็นและไม่มีใครทำแทนได้ การพัฒนา LLM ภาษาไทยที่มีคุณภาพ การสร้างคลังข้อมูลภาษาไทย การทำให้ AI เข้าใจบริบทความเป็นไทย เป็นต้น

ด้าน ดร.พชร อารยะการกุล ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป เผยอินไซต์จากประสบการณ์ตรง 3 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ AI ยังไม่เวิร์กเต็มที่ ประเด็นแรก ดร.พชร เปรียบ AI เป็น ‘สมอง’ การลงทุนด้าน AI โดยไม่พัฒนาองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่เหมือนคาดหวังให้สมองทำงานโดยไม่มีแขนขา ดังนั้น การลงทุนใช้ AI ระบบนิเวศเทคโนโลยีโดยรวมต้องพร้อม ทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น ประเด็นต่อมา คือ การขาด Process ที่ใช่ ด้วยการนำ AI มาปรับใช้ในองค์กรจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน และออกแบบกระบวนการดูแล AI ให้เหมาะสม เพื่อให้โมเดล AI ยังคงประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์องค์กร และท้ายสุด ‘คน’ ยังเป็นคีย์แมน แม้ AI เก่งขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพึ่งพาทักษะและการกำกับดูแลโดยมนุษย์

ด้าน AIS โดย วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ Head of Nationwide Operations and Support Business Unit ได้แชร์ Blueprint for Success ของการทำ AI Transformation ในสเกลใหญ่ จากวิสัยทัศน์ของ AIS ‘Cognitive Tech-co’ สู่การสร้าง Autonomous Network ที่ไม่ได้ทำแค่ตั้งไข่ แต่ทำอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล มีการประเมิน ตั้งเป้า พัฒนา และวัดผลชัดเจน ที่สำคัญคือการทำ Talent Transformation ควบคู่กันไป เพื่อลดความกังวลและสร้างสกิลใหม่ให้พนักงาน จนเกิดเป็น Use Case ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง ตั้งแต่ Predictive Maintenance, Self-Optimizing Network, การจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำ AI มาสร้าง Impact ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลกระทบต่อคนและแรงงานจาก AI เป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Vialink มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค AGI หรือ AI ที่เก่งเทียบเท่ามนุษย์ได้เร็วกว่าที่คิด ซึ่งจะปฏิวัติโลกการทำงานในฐานะ “ทุนทางปัญญา” และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถาม คือ ไทยจะทำอย่างไรให้ AI เข้ามา ‘ส่งเสริม’ มากกว่า ‘ทดแทน’ คน

คำตอบอยู่ที่การพัฒนาทักษะใหม่ที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือ ‘Y-Shaped Skills’  ที่ผสมผสานความเข้าใจ AI (AI Literacy) เข้ากับ ทักษะซอฟต์สกิล เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการคน และ ทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่ง AI ยังทำแทนไม่ได้ ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยจึงเน้นไปที่ การลงทุนในมนุษย์แบบนอกกรอบ พัฒนาคนให้กว้างกว่าแค่การศึกษาแบบเดิม โดยเน้นปัจจัยพื้นฐานอื่นที่สำคัญ เช่น สุขภาพ โอกาสทางสังคม เพื่อสร้างคนให้เก่งและพร้อมปรับตัวทันยุค AI รวมถึงการทำให้ตลาดแรงงานยืดหยุ่น เอื้อต่อการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิต