‘เบียร์ เดอะวอยซ์’โพสต์ฟาดนำเสนอแต่เรื่องผัวเมียอยู่ได้ ลั่นควรให้แสงคนที่ทำเพื่อธรรมชาติ

'เบียร์ เดอะวอยซ์'โพสต์ฟาดนำเสนอแต่เรื่องผัวเมียอยู่ได้ ลั่นควรให้แสงคนที่ทำเพื่อธรรมชาติ

‘เบียร์ เดอะวอยซ์’โพสต์ฟาดนำเสนอแต่เรื่องผัวเมียอยู่ได้ ลั่นควรให้แสงคนที่ทำเพื่อธรรมชาติ

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

19 เมษายน 2568 จากกรณีที่ ‘ทราย’ สิรณัฐ สก๊อต หรือ ‘ทราย สก๊อต’ เจ้าของฉายามนุษย์เงือก – อควาแมนเมืองไทย อดีตที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ขณะนี้กลายเป็นที่สนใจบนโลกโซเชียล หลังจากที่เขาได้เผยคลิปเหตุการณ์ปะทะคารมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมเหยียดสีผิว ก่อนที่เขาจะทำการตักเตือนแต่ฝ่ายนั้นกลับไม่สำนึก จึงสั่งให้เรือกลับฝั่งเพื่อพูดคุยและอธิบายว่าการเหยียดคนไทยหรือชาวเอเชียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ‘ทราย สก๊อต’ ได้ระบุในโพสต์ของเขาบนอินสตาแกรม “@psiscott” ด้วยว่า ตั้งใจเผยแพร่คลิปเพื่อส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ไทย และย้ำว่า แม้เขาจะมาเที่ยวประเทศเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิทธิ์เหยียดคนไทย

ล่าสุดนักร้องสาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ หรือ ‘เบียร์’ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล ได้แชร์ข่าวของ ‘ทราย สก๊อต’ หนุ่มนักอนุรักษ์ทะเล บนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Bizcuitbeer” พร้อมแคปชั่น “นำเสนอแต่เรื่องผัวๆเมียๆอยู่ได้ ทำอย่างกับว่ามันจะทำให้อะไรดีขึ้นงั้นแหละ เอ้า ลองมาสนใจเรื่องที่มีสาระกันบ้างดีกว่าไหม ให้แสงคนที่ทำเพื่อธรรมชาติ คนที่นำเสนอความรู้ดีๆ แต่โดนไล่ออกอย่างไม่มีเหตุผลที่แน่ชัดดูไหม เบียร์ไปเที่ยวทะเลบ่อยนะ และรู้สึกชื่นชม ขอสนับสนุนอะไรแบบนี้ค่ะ”

อีกทั้ง ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ ยังแสดงความคิดเห็นอีกรัวๆ ว่า “ผู้หญิงมานั่งเถียงกันเรื่องของแท้ ของปลอม โคตรไร้สาระ อันนี้ความเห็นโคตรจะส่วนตัว ไม่ชอบก็เรื่องของคุณนะคะ” , “ใครจะชอบก็ชอบไป เรื่องของคุณ ไม่ได้ห้ามให้ไม่ไปเสพ ส่วนนี่ว่าไร้สาระ คนที่คิดว่าไร้สาระก็มี” ,”ในฐานะที่ก็เป็นคนธรรมดาๆไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอที่ไหน เราเห็นสิ่งที่เค้านำเสนอออกมาได้ดี เห็นแล้วก็อยากสนับสนุนเขานะ หวังว่าพื้นที่ตรงนี้จะสามารถเป็นจุดสนใจให้ได้มากขึ้นค่ะ” , “สื่อต่างประเทศเค้ามาทำไปถึงไหนต่อไหนแล้วด้วยซ้ำ” 

‘ธรรมนัส’จ่อลงพื้นที่ปราศรัยช่วย’ก้องเกียรติ’สู้เลือกตั้งซ่อม สส.เมืองคอน 25 เม.ย.นี้

'ธรรมนัส'จ่อลงพื้นที่ปราศรัยช่วย'ก้องเกียรติ'สู้เลือกตั้งซ่อม สส.เมืองคอน 25 เม.ย.นี้

‘ธรรมนัส’จ่อลงพื้นที่ปราศรัยช่วย’ก้องเกียรติ’สู้เลือกตั้งซ่อม สส.เมืองคอน 25 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.46 น.

‘โฆษกกล้าธรรม’เผย’ธรรมนัส’เตรียมนำทัพใหญ่ เปิดเวทีปราศรัยช่วย’ก้องเกียรติ’สู้เลือกตั้งซ่อม สส.เมืองคอน 25 เม.ย.นี้ วอนขอโอกาสเข้าไปเป็นปากเสียงในสภาฯ

เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 20 เม.ย.2568 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะโฆษกพรรค เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 25 เม.ย.2568 นี้ พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ช่วยนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส. นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม หมายเลข 5 รณรงค์หาเสียง ณ สนามที่ว่าการอำเภอช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เวลา 17.00 น. 

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมมั่นใจว่า เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค จะได้รับความสนใจจากประชาชนชาวอำเภอช้างกลาง และพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมฟังการปราศรัยครั้งนี้จำนวนมาก ส่วนการประชาสัมพันธ์หาเสียงในขณะนี้ สส.ของพรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของนายก้องเกียรติทั้ง 24 คน ได้เดินหน้าช่วยผู้สมัครของพรรคลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และขอโอกาสให้คนที่กล้าทำ ทำเป็น เข้าไปรับใช้พ่อแม่พี่น้อง จ.นครศรีธรรมราช เขต 8

“ในการหาเสียงกว่า 10 วันที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมขอขอบคุณชาว จ.นครศรีธรรมราช ทุกท่านที่ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น และขอให้ทุกท่านสนับสนุนเลือกผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ในวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแก้ปัญหาของชาวนครฯ ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย“ นายอัครแสนคีรี กล่าว

ครบรอบ 75 ปีไทย-กัมพูชา ‘นายกฯ’เตรียมเยือนพนมเปญ 23-24 เม.ย.นี้

ครบรอบ 75 ปีไทย-กัมพูชา ‘นายกฯ’เตรียมเยือนพนมเปญ 23-24 เม.ย.นี้

ครบรอบ 75 ปีไทย-กัมพูชา ‘นายกฯ’เตรียมเยือนพนมเปญ 23-24 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

‘นายกรัฐมนตรี’เตรียมเยือนกัมพูชา ตามคำเชิญอย่างเป็นทางการ ในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ 75 ปี 23 – 24 เมษายน นี้

20 เมษายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันพุธ 23 – พฤหัสฯ 24 เมษายน 2568 ณ กรุงพนมเปญ ตามคำเชิญของสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนด (H.E. Samdech Moha Borvor Thipadei Hun Manet) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญในการเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ สำนักนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมหารือเต็มคณะร่วมกับนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะเป็นประธานในพิธีเปิดตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารสำคัญต่าง ๆ ร่วมกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สมเด็จมหารัฐสภาธิการธิบดี ควน โซะดารี ประธานรัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

“การเยือนในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคง การแก้ปัญหาข้ามแดน เศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และความสัมพันธ์ในระดับประชาชน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค” นายจิรายุ กล่าว

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ รื้อแล้ว ลาลับ แนะแช่แข็งงบผุด‘ตึกใหม่สตง.’

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ รื้อแล้ว ลาลับ แนะแช่แข็งงบผุด‘ตึกใหม่สตง.’

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ รื้อแล้ว ลาลับ แนะแช่แข็งงบผุด‘ตึกใหม่สตง.’

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.40 น.

‘ปลอดประสพ’กาง 5 ข้อ รื้อแล้ว ลาลับ แนะแช่แข็งงบผุด‘ตึกใหม่สตง.’  

20 เมษายน 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” หัวข้อ “รื้อแล้ว ลาลับ ตึกใหม่สตง.” มีเนื้อหาดังนี้…

รื้อแล้ว ลาลับ ตึกใหม่สตง.

วันนี้จะเล่าถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่สวนจตุจักรที่อดีตผู้ว่าการสตง.เพิ่งออกมาเล่าด้วยความภูมิใจว่า เหตุใดจึงย้ายมาในที่ใหม่แห่งนี้

ขอทบทวนความจำว่า แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้กว้างใหญ่เป็นพันไร่ อยู่ในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทยมากว่าร้อยปี มีบ้านพักพนักงานจำนวนหลายร้อยหลัง เป็นสถานีชุมทางรถไฟบางซื่อเพื่อแยกรถไฟสายใต้และสายเหนือออกจากกัน กระนั้นพื้นที่ก็ยังเหลืออีกเยอะ จึงให้เอกชนเช่าสร้างอาคารร้านค้าเช่น ห้างเซ็นทรัลซึ่งก็ยังอยู่จนทุกวันนี้ มีสนามฝึกกอล์ฟรวมทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุมที่ผมเองก็ได้เคยเป็นสมาชิกอยู่เมื่อครั้งเริ่มรับราชการใหม่ๆ

ต่อมาท่านอดีตนายกฯเปรม ประสงค์จะสร้างสวนพฤกษศาสตร์เพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ(ในรัชกาลที่ 9) บนพื้นที่สนามกอล์ฟ ซึ่งผมเองในขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ก็ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย

ส่วนทางด้านเหนือ กทม. ก็ได้สร้างสวนสาธารณะ และทางด้านใต้สร้างตลาดนัดจตุจักรเพื่อทดแทนสนามหลวง ซึ่งเป็นตลาดนัดขนาดมหึมา และเป็นประโยชน์ต่อคนไทยจำนวนมหาศาล

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า พื้นที่ทั้งหมดถูกใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะชน โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางและชั้นล่างจำนวนหลายสิบล้านคนทั้งสิ้น หรือจะเรียกว่าทั้งประเทศก็ได้

ผมจึงไม่เข้าใจว่า สตง. ซึ่งเป็นหน่วยราชการที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับกิจกรรมดังที่ผมเล่ามาแต่ต้น ได้เข้ามาใช้ที่นี้ได้อย่างไร ผมไม่เห็นด้วยเลย และก็เชื่อว่าพ่อค้าแม่ขายแถวๆนั้น เขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน

รองผู้ว่าการสตง. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้มาแต่ต้น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า จะขอพื้นที่จากการรถไฟเพิ่มขึ้นอีก 4 ไร่ เพราะมีสิ่งก่อสร้างเพิ่มเข้ามา ผมฟังแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะผมนึกว่า จะมีผู้ใหญ่ของสตง. ออกมาพูดว่า จะหาที่ใหม่ ไม่อยู่ในที่นี้อีกแล้ว

ในการนี้ผมจึงขอให้ความเห็นเพื่อร่วมกันพิจารณา ดังนี้

1. หากสตง. จะต้องมีอาคารใหม่จริงๆ ก็ควรไปหาที่อื่น เพราะเจ้าที่เจ้าทางก็ดูเหมือนจะไม่มีใจกับพวกท่านแล้ว สตง. ควรจะยืนบนหลักการที่มีมาแต่กำเนิดคือ มีที่ทำการที่สร้างใกล้ชิด เชื่อมต่อกับกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ ซึ่งก็เป็นปรัชญาและธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่สมัยรัชกาลที่ 6

2. สถาบันธรรมาภิบาลแห่งชาติก็ยุบยกเลิกไปเถอะครับ เพราะธรรมาภิบาลมันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณและสามัญสำนึกของความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้องมีที่ทำการอะไรเลย

3. ห้องประชุม 1000 ที่นั่ง พร้อมโรงหนังโรงละครตามที่เป็นข่าวจนชาวบ้านเขางงงวยกันนั้น ผมขอเสนอให้มอบให้กทม. ใช้เป็นพื้นเป็น  entertainment areas น่าจะเป็นประโยชน์ที่สุด เช่น เป็นโรงหนัง โรงละคร ที่จัดงาน หรือแม้แต่จัดงานแต่งงาน

4. อาคารสตง. ที่อาจจะสร้างขึ้นมาใหม่อีก สำนักงบประมาณและกรรมาธิการงบประมาณ ควรเข้มงวดหรือแช่แข็งไว้เสียสักพักหนึ่ง และเมื่อใดสร้างขึ้นมาใหม่ ก็อย่าทำให้มันอู้ฟู่ ใช้ของแพงจนคนเขาด่าว่า ให้ใช้มาตรฐานแบบเดียวกับที่สตง. แนะนำหน่วยราชการอื่นให้ปฏิบัตินั่นแหละ เช่น ประธานกรรมการ ผู้ว่าการ ผอ.สำนัก มีห้องทำงานส่วนตัว ตำแหน่งต่ำกว่านั้นต้องอยู่ห้องรวมกัน สำหรับห้องประชุมก็จะจัดโล่งๆ แล้วตั้งเก้าอี้เอาตามจำนวนไม่ต้องมีเก้าอี้อย่างรัฐสภาหรอก และจุผู้คนได้ 4-5ร้อยคนก็พอแล้ว ผมเป็นปลัดกระทรวงเป็นอธิบดีรวมกันแล้วกว่าสิบหน่วย ห้องประชุมก็ใหญ่เท่านี้แหละครับ

5. มีตึกสตง. ผลุดใหม่ในหลายสิบจังหวัด และหลายแห่งก็มีการทิ้งงาน ผมขอให้ทบทวนว่า มันจำเป็นหรือ ท่านไม่ใช่หน่วยงานบริหารราชการส่วนภูมิภาค จึงไม่จำเป็นต้องมีทุกจังหวัด

ท่านนายกรัฐมนตรีและสังคม ได้แสดงความเห็นออกมาชัดเจนว่า เรื่องนี้ต้องหาคนมาลงโทษให้ได้

สำหรับผมเห็นว่า ต้องมีการลงโทษทางอื่นด้วย เช่น การชะลอการก่อสร้างอาคารใหม่ของสตง. ไว้สักพักหนึ่ง เพราะประชาชนเขาไม่ไว้ใจแล้ว

สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่มีส่วนในการดำเนินการโครงการนี้ ก็ไม่ควรจะได้รับเงินเดือนขึ้นไปอีกสักระยะหนึ่ง

ลูกผู้ชายเมื่อทำผิดหรือทำพลาดก็ต้องยืดอกแสดงอะไรออกมาบ้าง

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.10 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

(ผู้ถูกลงโทษทางวินัยหมายความว่า ข้าราชการ…ซึ่งถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์เพราะกระทำผิดวินัยตามกฎหมาย) และข้าราชการจะถูกลงโทษทางวินัยได้ต่อเมื่อกระทำผิดวินัย ดังนั้น เมื่อมีการวินิจฉัยว่าข้าราชการผู้ใดไม่ได้กระทำผิดวินัยตามข้อกล่าวหาแล้ว คำสั่งลงโทษข้าราชการผู้นั้นจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่สุด ก.พ.โดยอ.ก.พ.ฯวินัยฯ ในการประชุมครั้งที่ 28/2539 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติของก.พ.เกี่ยวกับพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2539 (โดยเสียงข้างมาก) ว่าเรื่องที่ควรจะได้รับการพิจารณาในทางเป็นคุณ แต่อยู่ในเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2539 นั้น ก.พ.(อ.ก.พ.ฯ วินัยฯ) จะไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีก (ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้เคยพิจารณาไว้ ครั้งใช้พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2526 ตามหนังสือตอบข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่นร 0501/116 ลงวันที่ 23 มกราคม 2527)

(พระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. ย่อว่า พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2539)

ดีด‘ภูมิใจไทย’พ้นครม. ‘เพื่อไทย’ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

ดีด‘ภูมิใจไทย’พ้นครม. ‘เพื่อไทย’ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

ดีด‘ภูมิใจไทย’พ้นครม. ‘เพื่อไทย’ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.39 น.

ดีด‘ภูมิใจไทย’พ้นครม. ‘เพื่อไทย’ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

20 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ปรับภูมิใจไทยออก : ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” ระบุว่า…

ปรับภูมิใจไทยออก : ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

กระแสข่าวการปรับครม.เริ่มหนาหู มากกว่ากระแสข่าวปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แม้แต่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ก็ยังตอบไม่เต็มปากเต็มคำเกี่ยวกับการปรับครม. โดยโยนให้ไปถามนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีเค้าลางของการปรับคณะรัฐมนตรีค่อนข้างชัดเจน

สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรีที่หลายฝ่ายเชื่อว่า จะมีการปรับแน่นอน จะเป็นปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคมก็ตาม แต่การปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ตามที่แกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนเคยแสดงความเห็นว่ามีส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนอึดอัด กับท่าทีทางการเมือง หรือการแสดงออกของนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่การปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่โจทย์ที่ทำกันง่ายๆ เพราะพรรคภูมิใจไทยมีผนังทองแดงกำแพงเหล็ก มีแบคอัพทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ถ้าหากไม่ได้รับสัญญาณที่ชัดเจน นายไชยชนกคงไม่กล้าประกาศไม่เอากาสิโนออกกลางสภาผู้แทนราษฎรอย่างแน่นอน

การปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีจำนวนส.ส.70 คน ไม่ผล ต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล เพราะยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในลักษณะปริ่มน้ำได้ แต่ไม่มีหลักประกันว่า ถ้าปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว อาจจะมีสัญญาณฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้พรรคร่วมรัฐบาลแท็กทีมกันต่อรองกับพรรคเพื่อไทย ถอนตัวจนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ถ้าพรรคเพื่อไทยจะกระโดดข้ามขั้วไปจับมือกับพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีก เพราะพรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่า จะไม่ร่วมรัฐบาลในสมัยสภาชุดนี้

จึงทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าขายไม่ออก หรือจะเรียกว่ายักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก ก็ได้

#ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก หมายถึง จะทำอะไรก็ติดขัดไปทุกด้าน  

‘ปรับครม.’วันไหนดี!? ‘นิด้าโพล’กางลิสต์‘20 กระทรวง’ ส่วนไหนปชช.ฟันโช๊ะต้อง‘เปลี่ยน’

‘ปรับครม.’วันไหนดี!? ‘นิด้าโพล’กางลิสต์‘20 กระทรวง’ ส่วนไหนปชช.ฟันโช๊ะต้อง‘เปลี่ยน’

‘ปรับครม.’วันไหนดี!? ‘นิด้าโพล’กางลิสต์‘20 กระทรวง’ ส่วนไหนปชช.ฟันโช๊ะต้อง‘เปลี่ยน’

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.25 น.

‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองประชาชนเรื่อง‘ปรับครม.’วันไหนดี เผย 48.24% จี้‘นายกฯ’จำเป็นต้องทำเร็วที่สุด กางลิสต์‘20 กระทรวง’ส่วนไหนถึงเวลาต้อง‘เปลี่ยน’

20 เมษายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ปรับ ครม. วันไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-9 เมษายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อถามถึงการปรับเปลี่ยนกระทรวงในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่า

1.กระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 57.02 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 41.60 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวอย่าง ร้อยละ 48.55 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 49.47 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

3.กระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 46.49 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 51.98 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

4.สำนักนายกรัฐมนตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 44.43 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 52.82 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

5.กระทรวงแรงงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 43.89 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 54.05 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

6.กระทรวงมหาดไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 43.82 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 54.58 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

7.กระทรวงกลาโหม ตัวอย่าง ร้อยละ 42.52 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 55.57 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

8.กระทรวงคมนาคม ตัวอย่าง ร้อยละ 41.53 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

6.กระทรวงศึกษาธิการ ตัวอย่าง ร้อยละ 41.22 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 57.10 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

10.กระทรวงยุติธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 41.07 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 56.79 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

11.กระทรวงสาธารณสุข ตัวอย่าง ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 57.71 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

12.กระทรวงพลังงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 38.09 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 60.53 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.00 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

13.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่าง ร้อยละ 38.09 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 58.17 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.28 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

14.กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 35.26 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 60.69 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

15.กระทรวงอุตสาหกรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 61.83 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

16.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวอย่าง ร้อยละ 34.20 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 62.90 ระบุว่าไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

17.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 61.53 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

18.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่าง ร้อยละ 33.66 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 63.97 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

19.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.59 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 62.98 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 2.90 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

20.กระทรวงวัฒนธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 64.66 ระบุว่า ไม่ควรปรับเปลี่ยน ร้อยละ 3.12 ระบุว่า ไม่มีข้อมูล และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร พบว่า

+ ร้อยละ 48.24 ระบุว่า จำเป็นต้องปรับ ครม. โดยเร็วที่สุด

+ ร้อยละ 16.18 ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.

+ ร้อยละ 15.50 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 3 เดือน

+ ร้อยละ 10.07 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 6 เดือน

+ ร้อยละ 6.95 ระบุว่า การปรับ ครม. ควรรออีก 1 ปี

+ ร้อยละ 1.53 การปรับ ครม. ควรรออีก 9 เดือน และไม่ตอบ/ไม่สนใจ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

จับ‘เจ็ตสกีเถื่อน’ บริการเกลื่อนหาดภูเก็ต

จับ‘เจ็ตสกีเถื่อน’ บริการเกลื่อนหาดภูเก็ต

จับ‘เจ็ตสกีเถื่อน’ บริการเกลื่อนหาดภูเก็ต

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ลุยชายหาดภูเก็ตจับเจ็ตสกีเถื่อน ให้บริการลูกค้า ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบช.ก.,พล.ต.ต.เศรษฐสิริ นิพภยะ ผบก.รน., พ.ต.อ.วัลลพ พวงผกา รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.ธรากร เลิศพรเจริญ รอง ผบก.รน, พ.ต.อ.นิรัตน์ ช่วยจิตต์ รอง ผบก.รน., พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.8 บก.รน., พ.ต.ท.นันทวุฒิ อภิบาลศรี รอง ผกก.8 บก.รน. และพ.ต.ท.ศรัณย์วิทย์ ฐีระเวช รอง ผกก.8 บก.รน.เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.วิษณุ จินาวงษ์ สว.ส.รน.3 กก.8 บก.รน. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รน.3 กก.8 บก.รน.ร่วมกันจับกุม

1.นายกฤษดาฯ อายุ 32 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดฐาน “ใช้เรือก่อนได้รับใบอนุญาตใช้เรือ มาตรา 9 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2481 แก้ไขเพิ่มเติม โดย มาตรา 60 พ.ร.บ.การเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พ.ศ.2535” พร้อมของกลางในคดี 1.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีเขียว และเบาะสีเขียว 2.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีเขียว และเบาะสีดำ

2.นายเชิดชัยฯ อายุ 31 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดฐาน “ใช้เรือก่อนได้รับใบอนุญาตใช้เรือ มาตรา 9 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2481 แก้ไขเพิ่มเติม โดย มาตรา 60 พ.ร.บ.การเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พ.ศ.2535” พร้อมของกลางในคดี 1.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีเขียว-ขาว 2.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีฟ้า-ดำ 3.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีเหลือง-ดำ

3.นางสาวอัญชลีฯ อายุ 34 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดฐาน “ใช้เรือก่อนได้รับใบอนุญาตใช้เรือ มาตรา 9 พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2481 แก้ไขเพิ่มเติม โดย มาตรา 60 พ.ร.บ.การเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พ.ศ.2535” พร้อมของกลางในคดี 1.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีดำ-เขียว 2.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีน้ำเงิน-เบาะขาว 3.เรือเจ็ตสกี ไม่มีชื่อ ไม่มีหมายเลขทะเบียน ตัวเรือสีน้ำเงิน-เหลือง

4.นายพนมพรฯ อายุ 25 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดฐาน “ไม่นำใบอนุญาตใช้เรือมากับเรือ (มาตรา 150 พ.ร.บ.การเดินเรือฯ พ.ศ.2456)”

5.นายบรรเจิดฯ อายุ 40 ปี สัญชาติไทย กระทำความผิดฐาน “ประกาศนียบัตร สิ้นอายุ (มาตรา282 พ.ร.บ.การเดินเรือฯ พ.ศ.2456 แก้ไขเพิ่มเติม โดยมาตรา19 พ.ร.บ.การเดินเรือฯ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2525)”และ “ไม่เก็บประกาศนียบัตรไว้ในเรือ (มาตรา 284 พ.ร.บ.การเดินเรือฯ พ.ศ.2456 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 22 พ.ร.บ.การเดินเรือฯ (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2525)” สถานที่จับกุม บริเวณชายหาดแห่งหนึ่ง ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และ บริเวณท่าเทียบเรือแห่งหนึ่ง ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต

สืบเนื่องจาก ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รน.3 กก.8 บก.รน. ออกตรวจระดมปราบปรามอาชญากรรมในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และได้ตรวจพบผู้ประกอบการลักลอบนำเจ็ตสกีเถื่อนมาใช้ ไม่มีชื่อและไม่มีหมายเลขทะเบียนและได้ผิดตาม พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทยฯ รวมผู้กระทำความผิดจำนวน 5 ราย ดังกล่าวข้างต้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวข้างต้นพร้อมกับได้แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับได้ทำบันทึกจับกุม ส่งพนักงานสอบสวน สภ.กมลา ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และสภ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อึ้ง!ช่วยเยียวยาคอนโดฯร้าว ได้แค่300บาท ‘ปชน.’เกาะติดตามคุ้ยแหลก

อึ้ง!ช่วยเยียวยาคอนโดฯร้าว ได้แค่300บาท ‘ปชน.’เกาะติดตามคุ้ยแหลก

อึ้ง!ช่วยเยียวยาคอนโดฯร้าว ได้แค่300บาท ‘ปชน.’เกาะติดตามคุ้ยแหลก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อึ้ง!ช่วยเยียวยาคอนโดฯร้าว ได้แค่300บาท ‘ปชน.’เกาะติดตามคุ้ยแหลก จี้ผู้รับผิดชอบชี้แจงให้ชัด กทม.เคลียร์ซากตึกสตง. ลุย24ชม.เหลือสูง12เมตร ยังไม่ปรับแผนการรื้อค้น

“ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.กทม. พรรคประชาชน อึ้ง ยอดรัฐเยียวยา แผ่นดินไหวหลายคอนโดฯเสียหายหนัก ต้องซ่อมกันเป็นหมื่น แต่เจ้าหน้าที่ เข้าไปประเมิน ให้ 300 บ้าง 700 บ้าง กำแพงร้าวให้ 75 บาท ต่ำสุด 41 บาท เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงใน กมธ.พฤหัสบดีนี้ ด้าน กทม. เร่งเคลียร์ ซากตึก สตง.เหลือสูง 12 เมตร เดินหน้าค้นหาผู้สูญหายต่อเนื่อง พร้อมเปิดจุดพักคอยให้ประชาชนได้รับผลกระทบเข้าพักชั่วคราว

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กเผยถึงข้อมูลการการมอบเงินเยียวยาประชาชน ในการซ่อมบ้านและคอนโด ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยระบุว่า “รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนกันแบบนี้หรือครับ? เงินเยียวยา ค่าซ่อมบ้านให้ได้น่าเกลียดมากครับ”

หลายคอนโดเสียหายหนัก ต้องซ่อมกันเป็นหมื่น แต่จนท.เข้าไปประเมิน ให้ 300 บ้าง 700 บ้าง กำแพงร้าวให้ 75บาท ได้เฉพาะค่าวัสดุ ไม่ให้ค่าแรง ให้แบบนี้ ยังไม่พอค่าปริ้นเอกสารเลยครับ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าลางานไปดำเนินเรื่อง ล่าสุด มีคนได้ 41 บาท 90 สตางค์ ซาบซึ้งใจรัฐบาลและ กทม.มาก ถ้าจะให้กันแบบนี้ ยังไม่พอค่าปริ้นเอกสารเลยครับ ไหนจะค่าเดินทาง ค่าลางานไปดำเนินเรื่อง

ตอนหน่วยงานมาของบ สร้างสำนักงาน สร้างหอประชุม สร้างหอพัก ขอกันเป็น 1,000 ล้าน บางหน่วยมาขอ ค่าฝ้า 3,000/ตร.ม. ค่าพื้น 8,000/ตร.ม. โต๊ะทำงานหลักแสน แต่กลับช่วยเหลือประชาชนแค่หลักร้อยรัฐควรเห็นค่าและให้เกียรติประชาชนเจ้าของภาษีให้มากกว่านี้นะครับ ปล. ผมเอาเรื่องเข้ากรรมาธิการแล้ว วันพฤหัสบดีนี้ (24 เม.ย.) ให้หน่วยงานมาชี้แจงครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สำนักงานเขตทุกเขต ได้เริ่มทยอยนัดหมายเจ้าของอาคารที่แจ้งความเสียหายเอาไว้ ลงสำรวจและประเมินความเสียหายอาคารที่ได้รับความเสียหายแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.2568 เป็นต้นมา แต่พบว่าเจ้าของอาคารส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน จึงขอแนะนำว่าหากกลับมาหลังช่วงสงกรานต์แล้วสามารถติดต่อสอบถามกับสำนักงานเขตได้ทันที

ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่ทุกแห่ง ภายใน 30 วัน นับแต่วันเกิดเหตุ หรือภายในวันที่ 27 เม.ย.2568 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอำนวยความสะดวก รับแจ้งความที่สำนักงานเขต ทั้ง 50 เขต ในเวลาราชการ

ขณะที่การประเมินจะอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหายโดยรายงานไปยังสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต่อไป

ด้านความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเหตุแผ่นดินไหวที่ ส่งผลให้ตึก สตง.พังถล่ม นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษก กทม. เปิดเผย ได้มีการรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถลดความสูงของยอดซากอาคารลงเหลือ 12 เมตร พร้อมเดินหน้าค้นหาร่างผู้ติดค้างอย่างต่อเนื่อง อัปเดท ล่าสุดวันนี้ ตัวเลขผู้ประสบภัย รวม 103 ราย ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 47 ราย บาดเจ็บ 9 ราย และยังคงติดอยู่ใต้ซากตึกอีก 47 ราย

โดยทีมกู้ภัย ยังคงปฏิบัติงานค้นหาอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละโซนแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ กทม. ทหารเข้าดำเนินการในโซน C และ D ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมูลนิธิเข้าดำเนินงาน โซน A และ B โดยเครื่องจักรหนักถูกระดมเข้าพื้นที่ ต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณโซน อิสราเอล คาดจะพบผู้ติดค้างเพิ่มจากชั้นที่ 18 ลงมา และจนถึงขณะนี้ มีการขนย้ายเศษปูนเหล็กรวม 307 เที่ยว ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว 4,400 ลิตร ทีมพิสูจน์อัตลักษณ์ รวบรวมร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ชิ้นส่วนอวัยวะอีก 14 ชิ้น นำไปตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลต่อไป

ในส่วนของโพรงที่จะอยู่บริเวณด้านล่างของซากตึกนั้น ยังมีความหวังที่จะเจอคนที่งานรอดชีวิตหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญ คาดว่า ไม่น่าจะมีโพรงขนาดใหญ่แล้ว เพราะจากการวิเคราะห์ มองว่า อาคารมีทั้งหมด 30 ชั้น มีความสูง 90 เมตร รวมถึงมีน้ำหนักที่มาก พอถล่มก็ทับถมกันลงมาพร้อมกันในทีเดียวจนไปถึงชั้นใต้ดิน ขนาดหมวกนิรภัยของคนงานที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ 400 กิโลกรัม ก็ถูกทับจนแบน

ด้าน ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการค้นหายังคงใช้แผนเดิมต่อไป ยังไม่มีการปรับแผน ทั้งนี้ มีการคาดว่าจะถึงบริเวณชั้นหนึ่งได้ ในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และอุปสรรคที่มีอยู่ตอนนี้ คือเศษเหล็ก เศษปูนที่นำออกมาแล้วไปไว้ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเริ่มมีพื้นที่ไม่พอ จึงจะทำการประสานกับผู้ว่าการรถไฟ ขอใช้พื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งตอนนี้จะต้องเก็บเศษปูนเหล็กทั้งหมดไว้ในครอบครองของรัฐก่อน ส่วนในอนาคตหากคดีจบลงแล้วตัวเจ้าของทรัพย์สินจะเป็นผู้ดำเนินการ

ส่วน การป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากชั้นใต้ดินของตึก ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังซ้ำเติมสถานการณ์ เปิดศูนย์พักพิง ชั่วคราว 3 แห่ง 1.ศูนย์พักพิง กทม. 2.ศูนย์พักพิงโรงเรียนวัดเสมียนนารี เขตจตุจักร 3.ศูนย์พักคอยญาติผู้ประสบภัย เขตจตุจักร และยังเปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยเดิมได้ ลงทะเบียนขอที่พักผ่าน Airbnb ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 613 ครัวเรือน สำหรับศูนย์พักพิงโรงเรียนวัดเสมียนนารี ยังรองรับได้อีก 150 คน ขณะที่ศูนย์พักคอยญาติ เขตจตุจักร มีความจุ 82 คน ปัจจุบันเข้าพัก 75 คน ยังเหลือที่ว่างอีก 7 คน

ขณะที่เมื่อเย็นวันที่ 18 เมษายน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มอบหมายให้ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เข้าทำการอายัดสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราวของกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี และกิจการร่วมค้าพีเคดับเบิ้ลยู (PKW) จำนวน 24 ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารจอดรถ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่เกิดการถล่ม โดยดีเอสไอ มีหนังสืออาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งไปยัง ผกก.สน.บางซื่อ และ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.ขอความร่วมมือรักษาสถานที่ เพื่อการสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายเจ้าหน้าที่ ตรวจตราสภาพสถานที่ เพื่อป้องกันการยักย้ายทำลายพยานเอกสาร นอกจากนี้ยังมีหนังสือเรียกให้ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจจัดการแทนกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ชี้แจงข้อเท็จจริงส่งบุคคลมาให้ถ้อยคำ แจ้งการอายัดอาคารสำนักงานชั่วคราวและทรัพย์สินในสำนักงานระหว่างการตรวจสอบพิจารณา ทั้งนี้ ตู้คอนเทนเนอร์ 24 ตู้ ซึ่ง กิจการร่วมค้าทั้ง 2 แห่ง มีการจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจมีพยานหลักฐานที่มีความสำคัญต่อรูปคดี

กองทัพบก ได้รับแจ้งเหตุกำลังพลประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทราบชื่อคือ พันเอก พิฆราช สุริยะ รองหัวหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 11 ผู้อำนวยการศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังพลจิตอาสาพระราชทานกองทัพบก ที่เข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน ขณะกำลังพลได้เดินทางไปประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน ณ กองอำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ส่วนหน้า (จตุจักร) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า JJ Mall จากภาพกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุกำลังพลได้หักหลบรถจักรยานยนต์ที่เปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้เสียหลักเข้าชนทางเดินเท้าจนเสียชีวิต

จากเหตุดังกล่าวนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานกองทัพบก ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของกำลังพลที่สูญเสียบุคคลสำคัญในครอบครัว ซึ่งเป็นบุคลากรดีเด่น ร่วมปฏิบัติงานในภารกิจต่างๆ ของกองทัพบก เพื่อประชาชนและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 ประสานและอำนวยความสะดวกครอบครัวในการเดินทางมารับศพ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี และกระทำพิธีทางศาสนา รวมทั้งเร่งดำเนินการในเรื่องสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ของกำลังพลโดยเร็ว เพื่อดูแลช่วยเหลือครอบครัวให้ได้รับตามสิทธิอย่างดีที่สุด

ขณะเดียวกันได้สั่งการให้นายทหารพระธรรมนูญของหน่วย ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ ในการสอบสวนและดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายกับคู่กรณี โดยกองทัพบกพร้อมเป็นตัวแทนครอบครัวในการประสานงานและดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อยุติของคดี และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวโดยเร็ว

โชว์กิน‘หมอนทอง’ทูตจีนแนะคัดเกรดก่อนส่งออก

โชว์กิน‘หมอนทอง’ทูตจีนแนะคัดเกรดก่อนส่งออก

โชว์กิน‘หมอนทอง’ทูตจีนแนะคัดเกรดก่อนส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทูตจีนติดใจรสชาติทุเรียน “หมอนทอง” แนะนำคัดเกรดก่อนส่งออกจีน จะได้ราบรื่น สุ่มตรวจไม่มีปัญหา ด้าน รมว.พาณิชย์ ชู 4 กลยุทธ์ ขายผ่านออนไลน์-กระตุ้นการบริโภค ดันส่งออกทุเรียนในตลาดจีน

วันที่ 19 เมษายน 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้พบหารือกับ นายอู๋ จื้ออู่ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนางสาวจาง เซียวเซียว อุปทูตด้านเศรษฐกิจและการค้าประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสนำทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในจีน ไปให้ท่านเอกอัครทูตจีนได้ชิม ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าอร่อยมาก สมกับเป็นที่รับรู้กันว่า ทุเรียนไทยมีรสชาติที่พิเศษ อยากเห็นยอดการนำเข้าทุเรียนไทยไปจีนเติบโตต่อเนื่อง พร้อมทั้งอยากเห็นการนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดฤดูกาลที่ทุเรียนออกมาก

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนและนายอู๋ จื้ออู่ ได้พบหารือกันต่อเนื่อง ได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์การส่งออกทุเรียนกันโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่า การส่งออกทุเรียนในปีนี้ จะเป็นไปอย่างราบรื่น กระจายสินค้าเข้าสู่จีนได้รวดเร็ว วันนี้ก็ได้แกะทุเรียนชิมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ทุเรียนไทย เป็นทุเรียนคุณภาพสูง รสชาติชั้นเยี่ยม ตนได้เน้นย้ำให้ทางการจีนผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อน พร้อมทั้งขอให้เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจผ่านด่าน เพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะส่งออกไปยังตลาดจีนในช่วงฤดูผลไม้

พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำจากทางการจีนว่า ควรจัดเกรด ควบคุมคุณภาพของล้งในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งหากล้งใด มีสินค้าคุณภาพสูง ไม่ตรวจพบสารอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถใช้วิธีการสุ่มตรวจบางส่วน หรือตรวจน้อยลง ซึ่งจะได้ประสานคำแนะนำนี้ไปยังกรมวิชาการเกษตรต่อไป

นายพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกทุเรียนไปยังจีนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 833,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97.4 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมดของไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงมีแคมเปญเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และส่งเสริมการขายทุเรียนไทยในตลาดจีน ด้วยกลยุทธ์ครบวงจร มุ่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ ขยายช่องทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภค หวังขยายตลาดในจีนได้อย่างต่อเนื่อง

1. สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทยโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เน้นจุดเด่นด้านรสชาติ คุณภาพ และความแตกต่างจากคู่แข่งและประสานงานกับด่านศุลกากรและผู้นำเข้า อำนวยความสะดวกด้านการค้าผ่านการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์

2. ขยายตลาดออนไลน์ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ (KOLs) และไลฟ์สตรีมเมอร์ บน Douyin (TikTok), Weibo และ Xiaohongshu สร้างคอนเทนต์โปรโมตทุเรียนไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ และจับมือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เช่น ทีมอล (Tmall) และเจดีดอตคอมป์ เปิดตัวแคมเปญ “Thai Fruit Golden Month Online” กำหนดวันที่ 5 เดือน 5 เป็นวันทุเรียนไทย สร้างจุดขายให้ตรงกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผลผลิต

3. ดันยอดขายผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติโดยนำทุเรียนไทยเข้าร่วม งานแสดงสินค้านำเข้าในเมืองใหญ่ เช่น งานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน และเชิญผู้นำเข้าจีนมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย เช่น THAIFEX เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจโดยตรง

4. กระตุ้นการบริโภคผ่านกิจกรรมพิเศษ โดยร้านอาหารไทยและคาเฟ่ในจีน นำเสนอเมนูพิเศษ เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ไอศกรีมหมอนทอง และเครื่องดื่มจากทุเรียน รวมถึงการกิจกรรม “ทุเรียนทัวร์” ในซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์การค้า พร้อมบุฟเฟ่ต์ทุเรียนในงานเทศกาลไทย