‘วันนอร์’ชี้เสถียรภาพรัฐบาล บอกไม่ได้ว่ามั่นคงตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เลี่ยงให้ความเห็นพ.ร.บ.กาสิโน

'วันนอร์'ชี้เสถียรภาพรัฐบาล บอกไม่ได้ว่ามั่นคงตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เลี่ยงให้ความเห็นพ.ร.บ.กาสิโน

‘วันนอร์’ชี้เสถียรภาพรัฐบาล บอกไม่ได้ว่ามั่นคงตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เลี่ยงให้ความเห็นพ.ร.บ.กาสิโน

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.46 น.

ต้องวางตัวเป็นกลาง! ‘ประธานสภาฯ’ เลี่ยงให้ความเห็น พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ ชี้เสถียรภาพรัฐบาล บอกไม่ได้ว่ามั่นคงตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เชื่อนิรโทษกรรมไม่สร้างความขัดแย้ง หากทุกฝ่ายคุยกันได้

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงเสถียรภาพของรัฐบาลจากกรณีการเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งมีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่เห็นด้วยว่า รัฐบาลมีเสียงกว่า 300 เสียง เพียงพอต่อการลงมติ แต่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่า มีเรื่องใดที่มีความขัดแย้ง ทุกพรรคการเมือง และ สส.ก็ต้องฟังเสียงประชาชน รวมถึงไม่สามารถบอกได้ว่า มั่นคงตลอดไป เพราะถือเป็นเรื่องการเมือง ต้องมีทั้งบนดิน ใต้ดิน และบนฟ้า ซึ่งก็จะมั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่จะบอกว่า ตลอดไปไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีปัญหาลักษณะนี้มาโดยตลอด และเป็นเรื่องปกติแต่การตัดสินใจสุดท้าย จะอยู่ที่ประชาชนที่จะตัดสินในการเลือกตั้งต่อไป

ส่วนกรณีที่มีผู้ประเมินร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร อาจซ้ำรอยร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็มีร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่รอการพิจารณาอยู่ ซึ่งมีหลายฉบับทั้งจากคณะรัฐมนตรี สส.และพรรคการเมือง 3-4 ฉบับ หากทุกฝ่ายพูดคุยกันได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี และเชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดความขัดแย้ง เพราะทุกคนมุ่งหมายสร้างความปรองดองในประเทศ แต่จะนิรโทษกรรมในระดับใด และกับใครบ้าง ยังจะต้องพูดคุยกัน

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจาก ประธานสภาฯ ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่สามารถชี้แนะไปในทางใดทางหนึ่งได้ 

‘วันนอร์’เช็กคำร้อง’ปชน.’ขอส่งศาลฎีกา สอบจริยธรรม’ประธาน ป.ป.ช.’

'วันนอร์'เช็กคำร้อง'ปชน.'ขอส่งศาลฎีกา สอบจริยธรรม'ประธาน ป.ป.ช.'

‘วันนอร์’เช็กคำร้อง’ปชน.’ขอส่งศาลฎีกา สอบจริยธรรม’ประธาน ป.ป.ช.’

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.26 น.

‘วันนอร์’เผยเช็กคำร้อง ‘ปชน.’ขอส่งศาลฎีกา สอบจริยธรรม ‘ประธาน ป.ป.ช.’อยู่ระหว่างตรวจสอบความสมบูรณ์ ย้ำต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 16 เมษายน2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่ สส.พรรคประชาชน เข้าชื่อกัน เพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา เพื่อตรวจสอบจริยธรรมของประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ประธาน ป.ป.ช.กรณีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.)พามาเข้าพบตนเอง ที่บ้านพักส่วนตัวว่า ขั้นตอนปัจจุบัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราศฎร กำลังตรวจสอบความสมบูรณ์ ของรายชื่อ และสาระ เมื่อสำนักงานฯ เสนอให้ตนพิจารณาแล้ว ก็อาจจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการทั้งฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบรายละเอียด เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234-236 และจะได้พิจารณาความเห็นทุกฝ่าย เชื่อว่า อาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่ไม่มากนัก

ส่วนกรณีการตรวจสอบประธาน ป.ป.ช.ที่หากมีความผิด จะกระทบต่อตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยหรือไม่นั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวยืนยันว่า การพิจารณาทุกด้าน จะเกี่ยวข้องกับตนเองหรือไม่เกี่ยว ก็จะต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และผู้ที่จะชี้ขาดทั้งหมดก็คือ ศาลฎีกา  

กาสิโน : ศึก 2 คู่ 2พ่อ-ลูก ไม่จบง่ายๆ จะมีการเอาคืน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน

กาสิโน : ศึก 2 คู่ 2พ่อ-ลูก ไม่จบง่ายๆ จะมีการเอาคืน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน

กาสิโน : ศึก 2 คู่ 2พ่อ-ลูก ไม่จบง่ายๆ จะมีการเอาคืน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.19 น.

‘เทพไท’ชี้  “กาสิโน:ศึก2คู่ 2พ่อ-ลูก” ไม่จบง่ายๆ เชื่อว่าจะมีการเอาคืนอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน

วันที่ 16 เมษษยน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ “กาสิโน:ศึก2คู่ 2พ่อ-ลูก” ระบุว่า ถ้าจะดูความขัดแย้งทางการเมือง กรณีกฎหมายเปิดบ่อนกาสิโนในตอนนี้ ระหว่างคู่พ่อ-ลูก นางสาวแพทองธาร นายทักษิณ ชินวัตร กับคู่พ่อ-ลูก นายไชยชนก นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นสงครามตัวแทนที่ลูกอยู่เบื้องหน้า มีพ่อสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเชื่อว่าความขัดแย้งในครั้งนี้ มีเดิมพันทางการเมืองอย่างแน่นอนเพราะ

1.ลูกของทั้ง 2 คน มีตำแหน่งในพรรคการเมืองใหญ่คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

2.เป็นลูกของพ่อที่อยู่เบื้องหลังการเมือง คนหนึ่งเป็นลูกสาวนายใหญ่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย อีกคนเป็นลูกชายคนโตของครูใหญ่ เป็นผู้นำจิตวิญญาณภาคภูมิใจไทย

3.คนรุ่นใหม่ หรือคน gen Y พร้อมจะเป็นผู้นำทางการเมืองในยุคสมัยนี้ เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยยังมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็สามารถผลักดันให้นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคภูมิใจไทยได้เช่นกัน

4.พ่อของแต่ละคนตั้งความหวังให้ลูกเป็นผู้นำทางการเมืองในอนาคตได้ เมื่อนายทักษิณผลักดันลูกสาว คือนางสาวแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีได้ มีหรือที่นายเนวิน จะไม่ตั้งความหวังผลักดันลูกชายให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเจริญก้าวหน้าทางการเมืองต่อไป

5.ทางพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยจะต้องช่วงชิงให้มีจำนวน สส.มากที่สุดในฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่เป็นลูก จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

เชื่อว่าทั้ง นายทักษิณและนายเนวิน ต่างมีลูกเป็นความหวังทางการเมือง จึงไม่ยอมให้ลูกของตัวเองถูกกระทำทางการเมืองอย่างแน่นอน นายเนวิน ชิดชอบ ได้ลงทุนยืนเคียงข้างลูกอย่างแน่นอน และนายทักษิณก็เช่นเดียวกัน คงจะไม่ยอมให้ลูกสาวถูกฉีกหน้ากลางสภา เชื่อว่าแค้นนี้ต้องชำระ เพียงแต่ในวันนี้นายทักษิณมีที่ยืนทางการเมืองไม่แข็งแรง เหมือนกับนายทักษิณในสมัยพรรคไทยรักไทย ที่มี สส.จำนวน 377 คนอยู่ในมือ จึงจำเป็นต้องอดทน เก็บอาการแบบหวานอมขมกลืน และประนีประนอมอำนาจให้มากที่สุด

แต่เชื่อว่าจะมีการเอาคืนอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน

รัฐบาลสั่งเข้มดูแลประชาชนเดินทางกลับต้องปลอดภัย

รัฐบาลสั่งเข้มดูแลประชาชนเดินทางกลับต้องปลอดภัย

รัฐบาลสั่งเข้มดูแลประชาชนเดินทางกลับต้องปลอดภัย

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.07 น.

สงกรานต์ ไป-กลับ ต้องปลอดภัย รัฐบาลสั่งเข้มดูแลประชาชนเดินทางกลับ ตรวจเข้มความปลอดภัยทุกเที่ยว เสริมจุดต่อเชื่อมขนส่งสาธารณะ อำนวยความสะดวกครบวงจร

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเน้นย้ำมาตรการดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตลอดช่วงการเดินทางในวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ 2568 โดยกำชับให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนที่จะทยอยเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ จากข้อมูลการเดินรถพบว่า มีผู้โดยสารเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวไป จำนวน 33,170 คน เที่ยวกลับ จำนวน 56,362 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 89,532 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) เที่ยวไป จำนวน 2,789 เที่ยว เที่ยวกลับ จำนวน 3,107 เที่ยว รวมทั้งสิ้น จำนวน 5,896 เที่ยว

นายอนุกูล กล่าวว่า ในช่วงวันเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 15 –17 เมษายน 2568 คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยวันละ 100,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส. และรถร่วมฯ) ประมาณวันละ 4,800 เที่ยว โดย บขส. ได้กำชับให้นายสถานีเดินรถทั่วประเทศ เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกรองรับการเดินทางในเที่ยวกลับเข้ากรุงเทพฯ จัดรถโดยสารและพนักงานขับรถให้เพียงพอพร้อมบริการประชาชน พร้อมเน้นย้ำ พนักงานขับรถของ บขส. และรถร่วมฯ ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้บริการผู้โดยสารเดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

ในส่วนของการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ รถโดยสารของ บขส. ทุกคันจะจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 3 เพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีแดง รถเมล์ และแท็กซี่ ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกับ ขสมก. จัดรถเมล์ให้บริการภายในสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 รวม 15 เส้นทาง และจัดรถ Shuttle Bus เชื่อมต่อระหว่างหมอชิต 2 กับ BTS หมอชิต และ MRT สวนจตุจักร ให้บริการตั้งแต่ 04.00 – 22.00 น. ขอความร่วมมือผู้ประกอบการแท็กซี่เข้าจอดรับผู้โดยสารในจุดที่กำหนด เพื่อความสะดวก ปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทั้งนี้รัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานด้านคมนาคมและขนส่งสาธารณะ พร้อมบริการประชาชน โดยยึดความปลอดภัยและความสะดวกเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการมาใช้บริการ ทั้งนี้  บขส. ได้บูรณาการความร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตรวจความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถทุกเที่ยว ทั้งผ่านการ Checklist และจุดตรวจ (Checking Point) โดยเฉพาะอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิง ประตูฉุกเฉิน พร้อมตรวจสารเสพติดและวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องมีค่าเป็นศูนย์ และกำหนดให้รถโดยสารใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ต้องจัดพนักงานขับรถ 2 คน สำหรับเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 4 ชั่วโมง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนาให้ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ –

‘ธีระชัย’มองอนาคตการค้าไทย ในสงครามการค้าโลก ชี้ในวิกฤตมีโอกาส แต่ต้องเร่งขับเคลื่อน

'ธีระชัย'มองอนาคตการค้าไทย ในสงครามการค้าโลก ชี้ในวิกฤตมีโอกาส แต่ต้องเร่งขับเคลื่อน

‘ธีระชัย’มองอนาคตการค้าไทย ในสงครามการค้าโลก ชี้ในวิกฤตมีโอกาส แต่ต้องเร่งขับเคลื่อน

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.59 น.

‘ธีระชัย’มองอนาคตการค้าไทย ในสงครามการค้าโลก เชื่อในวิกฤตมีโอกาส แต่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเต็มสปีด

วันที่ 16 เมษายน 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “อนาคตการค้าไทยในโลก” ระบุว่า Canton Fair เป็นงานแสดงสินค้าใหญ่สุดในจีน เริ่มมาตั้งแต่ปี 1957 ในปีนี้ พ่อค้าสหรัฐไปเดินน้อย บรรยากาศไม่สดใส

ถามว่า แนวโน้มการค้าโลกจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร?

แนวโน้มที่หนึ่ง สหรัฐกับจีน

คาดว่า จากนี้ไป สหรัฐกับจีนจะเดินแยกทางกันไปตลอด ทรัมป์เรียกร้องโดยไม่หยุด ให้จีนรีบติดต่อเข้าไปเพื่อขอเจรจา แต่เนื่องจากเขาได้แสดงท่าทีดูถูกประเทศคู่ค้าว่าจะต้องเรียงแถวเข้าไปจูบแหวนเหมือนเขาเป็นมหาจักรพรรดิ์ในสมัยโรมัน จีนจึงไม่มีทางจะเป็นผู้เริ่มขอเจรจา ส่วนทรัมป์เองก็ไม่กล้าเสียหน้ากลับลำ ดังนั้น กำแพงภาษีสูงระหว่างสองประเทศจึงจะไม่ลดลงได้เร็ว และถึงแม้จะมีใครเป็นตัวกลางเพื่อให้สองฝ่ายไม่เสียหน้า พ่อค้าทั้งสองประเทศก็จะตระหนักว่าเหตุการณ์สามารถกลับไปหนักอีกครั้งหนึ่งเมื่อใดก็ได้

แนวโน้มที่สอง จีนกับอาเซียน

ใน Canton Fair ที่กำลังจัดอยู่ในขณะนี้ นักธุรกิจจีนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าจำเป็นจะต้องย้านฐานการผลิตไปอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งพันธมิตรและอยู่ใกล้จะสามารถประสานงานได้สะดวก ประกอบกับจีนจะเผชิญปัญหาแรงงานสืบเนื่องจากนโยบายมีลูกคนเดียว จึงต้องมุ่งให้คนรุ่นใหม่ไปเน้นการค้าบริการหรือทำงานไฮเทคมากขึ้น ดังนั้น อาเซียนจึงควรเล็งไปที่โมเดล ให้จีนมาร่วมลงทุน ย้ายฐานการผลิต การออกแบบ วิจัย และเทคโนโลยี มาที่อาเซียน ซึ่งจะมาพร้อมการเปิดตลาดไปยังประเทศกำลังพัฒนาในทุกทวีปได้เป็นครั้งแรก

แนวโน้มที่สาม อาเซียนกับอินเดีย

ในระยะยาว อินเดียจะค่อยๆ พัฒนาความพร้อมด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่เนื่องจากจีนและอินเดียมีการกระทบกระทั่งกันตามชายแดนภูเขาหิมาลัยบ่อย จึงไม่สะดวกที่จะจับมือกันโดยตรง ดังนั้น อาเซียนโดยเฉพาะไทยที่มีนักธุรกิจทั้งสองเชื้อชาติจึงสามารถวางตัวเป็นแม่สื่อ ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเติบโตในอินเดีย โดยอาศัยทุนจีนร่วมอาเซียน ประกอบกับใช้อาเซียนเป็นฐานในการขนส่งซัพพลายจากจีนไปยังอินเดีย

ถามว่า ไทยควรเตรียมรับมือการเปลี่ยนโฉมการค้าโลกอย่างไร?

ด้านการเจรจาภาษีทรัมป์

ต้องเร่งเจรจาโดยเกาะกลุ่มอาเซียน เป้าหมายคือเรียกร้องสหรัฐจะต้องปฏิบัติแก่อาเซียนเสมอภาคกันทุกประเทศ เพื่อมิให้ประเทศใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบในโมเดลใหม่นี้

สำหรับสหรัฐ คาดได้ว่าจะต้องการแหล่งซื้อสินค้า consumer ในราคาย่อมเยาต่อไปอีกนาน จึงน่าจะรับได้กับโมเดลการย้ายฐานการผลิตจีนมาอาเซียน ตราบใดที่มีการเพิ่มมูลค่าภายในอาเซียนมากพอที่จะไม่ถือเป็นการสวมสิทธิ์ประเทศอาเซียน

ด้านการลงทุนจากจีน

ภาครัฐและเอกชนไทยจะต้องประสานงานกับรัฐบาลจีน เดินทางไปเชิญชวนบริษัทจีนที่จะย้ายฐานการผลิต ทั้งนี้ จะต้องมีมาตรการที่จะกีดกันการผลิตสินค้าที่ตกมาตรฐาน การนำเข้าสินค้าที่เป็นอันตราย และอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ

ด้านการขนส่ง

ภาครัฐและเอกชนไทยจะต้องเร่งการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงรางมาตรฐานเชื่อมต่อระหว่างจีนและฐานอุตสาหกรรมในไทย โดยในระหว่างที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ควรเร่งปรับปรุงพิธีการสินค้าผ่านแดนเตรียมไว้ทั้งทางรถไฟและรถยนต์ รวมทั้งควรเร่งพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ระนองเพื่อให้เป็นฮับขนส่งไปยังจีน และเป็นจุดเชื่อม ‘เรือ-ราง’ ระหว่างจีนกับอินเดียในอนาคต

ด้านการเคลื่อนย้ายคน

รัฐบาลไทยจะต้องจัดขบวนการเพื่อเปิดรับคนจีนมาทำงาน ทั้งที่เป็นแรงงานระดับสูงและผู้มีความรู้เทคโนโลยี รวมทั้งปฏิรูปขบวนการนำเข้าแรงงานเพื่อนบ้านให้มีความสะดวกมากขึ้น บริหารจัดการเรื่องสวัสดิการสำหรับคนต่างด้าวมิให้กระทบต่อคนไทย และเร่งโครงการเรียนภาษาจีน/อังกฤษเป็นการด่วน

ในวิกฤตมีโอกาส แต่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเต็มสปีด

‘ดร.อานนท์’ชำแหละ 9 ข้อ! ฟันธง’อเมริกา’พ่ายแพ้สงครามการค้าแน่

'ดร.อานนท์'ชำแหละ 9 ข้อ! ฟันธง'อเมริกา'พ่ายแพ้สงครามการค้าแน่

‘ดร.อานนท์’ชำแหละ 9 ข้อ! ฟันธง’อเมริกา’พ่ายแพ้สงครามการค้าแน่

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ ฟันธง!  สงครามการค้า ตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ อเมริกาคือผู้พ่ายแพ้คแน่

วันที่ 16 เมษายน 2568  ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ฟันธงครับ สงครามการค้า ตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้ อเมริกาคือผู้พ่ายแพ้ครับ

หนึ่ง อเมริกาเริ่มต้นประกาศสงครามก่อน

สอง Trump โหวกเหวกโวยวายตามนิสัย ไม่นิ่ง ไอ้โอ่ ๆ ไม่นิ่งเจอกับ เสือยิ้มยาก พูดน้อย ต่อยหนัก แบบสีจิ้นผิงนี่ ก็เห็นชัด ๆ ว่าใครได้เปรียบ

สาม จีนสายป่านเรื่อง International reserve ยาวกว่า ไม่มีหนี้ เป็นเจ้าหนี้สหรัฐเสียอีก

สี่ จีนเทขายพันธบัตรสหรัฐทีเดียว สหรัฐเดี้ยง

ห้า จีนสายป่านยาวกว่าเรื่องจำนวนประชากร 1400 ล้าน กับ 300 ล้าน คนละเรื่อง

หก จีนมี supply chain ที่สุดยอด ผลิตเองได้เกือบทุกอย่าง ไม่มีประเทศสหรัฐอเมริกา จีนก็อยู่ได้

เจ็ด BRICS และอีกหลายประเทศ เข้าข้างจีน เพราะจีนมีเงินกว่าสหรัฐอเมริกา คนมีเงินเสียงดังกว่า พวกมากกว่า

แปด การเมืองในประเทศของจีน มั่นคง พร้อมใจกันต่อสู้ รักชาติ การเมืองในอเมริกานั้นเละ ต่อต้านสงครามการค้า

เก้า จีนมี rare earth ที่สหรัฐจำเป็นต้องใช้

รวม ๆ แล้ว จีนสายป่านยาวกว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเท่าไหร่นัก ถือไพ่เหนือกว่ามาก

‘นักเขียนซีไรต์’ลั่นรอผลอีก 2 ปี พิสูจน์ใครจะทำอะไรดังที่ประกาศไว้ได้หรือไม่?

'นักเขียนซีไรต์'ลั่นรอผลอีก 2 ปี พิสูจน์ใครจะทำอะไรดังที่ประกาศไว้ได้หรือไม่?

‘นักเขียนซีไรต์’ลั่นรอผลอีก 2 ปี พิสูจน์ใครจะทำอะไรดังที่ประกาศไว้ได้หรือไม่?

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.58 น.

‘วิมล ไทรนิ่มนวล’นักเขียนรางวัลซีไรต์บอกจะรอผลอีก 2 ปี  ว่าใครจะทำอะไรดังที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ หรือที่กองเชียร์เชื่อว่าทำได้ แล้วทำได้จริงหรือไม่

วันที่ 16 เมษายน 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ในหล่มโคลน” ระบุว่า เรื่องการเมืองและที่เกี่ยวกับการเมือง แม้บางเรื่องบางครั้งอยากพูด แต่ก็ไม่พูด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร กลับจะสร้างความแตกแยกด้วยซ้ำ

ดังนั้นใครจะเชียร์ใคร ด้อยค่าใคร ทำลายใคร และเชื่อใครว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้สำเร็จ ผมก็ฟัง ไม่ตัดสินเพราะมันเป็นแค่ความเชื่อ อาจถูกและอาจผิดก็ได้ ตราบใดที่ผลยังไม่เกิด มันก็ยังเป็นแค่ความเชื่อ

ผมจึงรอ “ผล” ภายใน 2 ปีที่เหลืออยู่ ว่าใครจะทำอะไรดังที่ประกาศไว้ได้หรือไม่ หรือที่กองเชียร์เชื่อว่าทำได้ แล้วทำได้จริงหรือไม่

คำถามที่ค้างคาใจผมมาเนิ่นนานก็คือ ใครจะทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากหล่มโคลนลึกนี้ได้ ไม่ใช่แค่ประกาศจะตักโคลนออก หรือกำลังตักโคลนออก และเชียร์คนที่ตักโคลน หรือด่าคนตักเท่านั้น

เพราะจะทุ่มเทตักกันเหนื่อยยากแค่ไหน บ้านเมืองก็ยังอยู่ในหล่มโคลนอยู่ดี.

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครทหารเกณฑ์57%

กองทัพบกปลื้ม!  ชายไทยแห่สมัครทหารเกณฑ์57%

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครทหารเกณฑ์57%

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กองทัพบก”ปลื้ม!ชายไทยแห่สมัครเป็นทหารเกณฑ์ ปีนี้กว่าร้อยละ 57 สะท้อนความตระหนักในหน้าที่ ความสนใจสู่อาชีพทหารในอนาคต

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 พ.ท.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกได้ดำเนินการ ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1–12 เม.ย. 68 โดยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากทหารกองเกินที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะชายไทย ด้วยความพร้อมเพรียงและมีวินัย การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ที่เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน พร้อมสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนจัดตั้งกองอำนวยการประสานงาน เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงานในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดระบบบริการพิเศษ (FAST LANE) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่มีความจำเป็น อาทิ ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้พิการ ผู้สมัครใจร้องขอ หรือผู้ที่ยื่นคำขอผ่อนผัน ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งจัดตั้งจุดประชาสัมพันธ์ ณ สถานที่ตรวจเลือก เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทหารกองประจำการอย่างครบถ้วน อันเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการตรวจเลือกและการฝึกทหารใหม่

พ.ท.หญิง ปวีณา กล่าวด้วยว่า สำหรับสถิติการตรวจเลือกทหารในปี 2568 ทั่วประเทศมีทหารกองเกินเข้ารับการตรวจเลือกจำนวน 429,175 คน ในส่วนของกองทัพบก มียอดความต้องการทหารกองประจำการจำนวน 68,166 นาย โดยมีผู้สมัครใจเข้ารับราชการจำนวน 19,981 นาย เมื่อรวมกับจำนวนทหารกองประจำการที่เลื่อนการปลดประจำการจำนวน 5,207 นาย และผู้สมัครผ่านระบบออนไลน์อีก 14,201 นาย ทำให้มียอดสมัครใจเข้าประจำการรวมทั้งสิ้น 39,389 นาย คิดเป็นร้อยละ 57.78 ของยอดความต้องการ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความตระหนักในบทบาทหน้าที่ การมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติ และความสนใจของชายไทยในการพัฒนาตนเองต่อยอดสู่อาชีพทหารในอนาคต

“กองทัพบกขอขอบคุณทหารกองเกินทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ชายไทยอย่างสมบูรณ์ ด้วยความสมัครใจ และมีวินัยในการเข้ารับการตรวจเลือก พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าทหารกองประจำการทุกนายจะได้รับการฝึกอบรมและการดูแลตามมาตรฐานอย่างเข้มข้น ปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะทหารของชาติ”ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก กล่าวทิ้งท้าย

ปธ.วิปฯยันไม่รีบเร่งบรรจุก.ม.กาสิโน โวชาวบ้านเข้าใจ รอปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วย

ปธ.วิปฯยันไม่รีบเร่งบรรจุก.ม.กาสิโน  โวชาวบ้านเข้าใจ  รอปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วย

ปธ.วิปฯยันไม่รีบเร่งบรรจุก.ม.กาสิโน โวชาวบ้านเข้าใจ รอปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วย

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปธ.วิปฯยันไม่รีบเร่งบรรจุก.ม.กาสิโน โวชาวบ้านเข้าใจ รอปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วย ทำประชามติต้องใช้3พันล้าน โพลล์ชี้การเมืองเปลี่ยนแน่ เหตุพรรคร่วมรบ.ขัดแย้ง

“ซูเปอร์โพล” เผย ปชช. 74% เชื่อ “การเมือง” เปลี่ยนแปลงหลังสงกรานต์ เพราะความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงแรงปลุกปั่นใกล้ตัวผู้นำ-ปัญหาเศรษฐกิจซ้ำเติม คาดอาจจะเกิดขึ้นคือ “ปรับครม.-ยุบสภา-พรรคร่วมแตก-ชุมนุมทางการเมือง” ด้าน“วิสุทธิ์”ปธ.วิปรัฐบาลยันไม่เร่งบรรจุ ก.ม.เอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯหลังเปิดสมัยประชุมทันที รอปชช.ส่วนใหญ่เห็นด้วยก่อน  โวประชาชนเข้าใจว่าไม่ใช่แค่ ‘กาสิโน’ ถามกลับคุ้มหรือไม่ จ่าย3 พันล้าน ทำ“ประชามติ”

เมื่อวันที่ 15 เมษายน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังสงกรานต์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) รวมจำนวนตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งสิ้น 1,102 ราย ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน

74%เชื่อหลังสงกรานต์การเมืองเปลี่ยน

พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ เกือบสามในสี่หรือ 74.2% มีแนวโน้มคาดหวังหรืออย่างน้อย “เชื่อว่า”จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงหลังสงกรานต์ สะท้อนภาวะความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลปัจจุบัน ขณะที่มีเพียง 25.8% ที่เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึก “ไม่แน่นอน” ที่ปกคลุมบรรยากาศทางการเมือง

ผศ.ดร.นพดลกล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อผู้ตอบเลือกได้มากกว่าหนึ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสะท้อนว่า ความขัดแย้งภายในรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคร่วม 36.9% เป็นสาเหตุสำคัญที่ประชาชนมองว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง รองลงมาคือ แรงปลุกปั่นใกล้ตัวผู้นำ 30.6% และ กระแสโซเชียล 27.8% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชน นอกจากนี้ ประเด็น เศรษฐกิจ 20.5% และนโยบายที่ประชาชนไม่พอใจ 14.9% ก็ถือเป็นแรงกดดันระดับรากฐานที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

คาดเกิดปรับครม.-พรรคร่วมรบ.แตกร้าว

เมื่อสอบถามถึง ตัวการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังสงกรานต์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเกิด การปรับคณะรัฐมนตรี (38.4%) และความแตกร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล (37.6%) ซึ่งเป็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่การยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ แต่สะท้อน“ความไม่พอใจต่อการบริหารงาน”ที่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 32.1% เชื่อว่าจะมีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง และ 27.5% คาดว่าจะมีการยุบสภา ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ “การเปลี่ยนโครงสร้างระดับชาติ” หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับแรงกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ 25.6% ระบุว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นับว่าเป็นส่วนน้อยของผู้ตอบแบบสอบถาม สะท้อนให้เห็นความรู้สึกร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ต่อความเปราะบางทางการเมืองในปัจจุบัน

ความไม่ไว้วางใจทางการเมืองพุ่ง

“ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนบรรยากาศความไม่ไว้วางใจทางการเมืองที่แฝงอยู่ในสังคมไทย ประชาชนส่วนใหญ่ มีทัศนะว่ารัฐบาลอาจเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในพรรคร่วมและจากแรงขับเคลื่อนของประชาชนในระดับฐานราก ความขัดแย้ง การสื่อสารในโลกออนไลน์ และผลกระทบด้านเศรษฐกิจได้ผสานกันเป็นพลังทางสังคม ที่อาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ได้”ผอ.ซุปเปอร์โพลกล่าว

และว่า ทางออกคือ เร่งเสริมเอกภาพและความร่วมมือในพรรคร่วมรัฐบาล ขอยกกรณีประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นเป็นแนวทาง โดยเยอรมนีจะมีข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลก่อนการตั้งรัฐบาลเป็นทางการ เอกสารนี้มีสถานะเสมือน “คู่มือ” ที่ชัดเจนทุกด้าน ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สังคม พลังงาน การคลัง และต่างประเทศ โดยแต่ละพรรคต้องยึดถือร่วมกัน และเป็นเกณฑ์ประเมินความรับผิดชอบระหว่างพรรค ขณะที่ญี่ปุ่นจะประชุมร่วมสม่ำเสมอ ป้องกันความเห็นต่างไม่ให้ลุกลามกลายเป็นวิกฤต นอกจากนี้ ยังตกลงแบ่งงานในคณะรัฐมนตรีอย่างชัดเจนตามจุดแข็งของแต่ละพรรค หากพรรคร่วมรัฐบาลขาดกลไกประสานนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้เกิดการส่งสัญญาณขัดแย้งในที่สาธารณะ ลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไม่ช้าแน่นอน

“แม้ว”นายกฯตัวจริง-“อิ๊งค์”แค่หุ่นเชิด

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ทักษิณ:นายกฯตัวจริง ยิ่งนานวัน ยิ่งชัดเจน ถ้าใครติดตามสถานการณ์การเมืองตั้งแต่วันที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จะเห็นว่าเป็นได้แค่นายกฯหุ่นเชิด หรือนายกฯนอมินีเท่านั้น นายทักษิณ ชินวัตร ต่างหากที่เป็นนายกฯตัวจริง เพราะภาพที่เห็นปรากฏชัดขึ้นทุกวัน เห็นจากพฤติการณ์และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น

1.ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ตกอยู่ในสายตาและความสนใจของสื่อมวลชน มากกว่านางสาวแพทองธาร ทุกครั้งที่ปรากฏตัวพร้อมกัน 2.นายทักษิณให้สัมภาษณ์อะไร หรือการแสดงวิสัยทัศน์ใดๆ นั่นคือทิศทางของรัฐบาลชุดนี้ 3.พรรคร่วมรัฐบาลเชื่อฟัง และยอมรับการสั่งการของนายทักษิณเพียงคนเดียว ให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของนางสาวแพทองธารน้อยกว่านายทักษิณ 4.นายทักษิณ ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนรัฐไทย ติดต่อกับต่างประเทศในฐานะรัฐบาล เช่น การต้อนรับนายนเรนทร์ โมดี หรือการพบกับนายพลอาวุโส มิน อ่องหลาย

5.นายทักษิณอยู่เบื้องหลังการบริหารประเทศ และทำหน้าที่ประสานงานกับต่างประเทศด้วยตัวเอง เช่น ยกหูโทรศัพท์เจรจากับคนรอบข้างของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เรื่องกำแพงภาษี 6.นายทักษิณประกาศจะเดินทางไปเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับโดนัล ทรัมป์ด้วยตัวเอง คงเห็นว่าทีมไทยแลนด์ของรัฐบาลไม่มีฝีมือเพียงพอ 7.ถ้าผู้นำประเทศอาเซียน จะยกหูโทรศัพท์คุยกับผู้นำประเทศไทย ต้องคุยกับนายทักษิณเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องคุยกับนางสาวแพทองธารเลย ล่าสุดนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเดินทางมาพบกับนายทักษิณอีก

“ขอให้ยอมรับความจริงกันว่า ตอนนี้การขับเคลื่อนประเทศ และบริหารประเทศ อยู่ภายใต้นายทักษิณเพียงคนเดียว”นายเทพไทกล่าว

ฟันเปรี้ยง!กาสิโนไม่ได้เกิด-รบ.อิ๊งค์ถึงจุดจบ

ด้านรศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองว่า ไม่ต้องถกเถียงกันแล้วว่า การประกาศกลางสภาของนายไชยชนก ชิดชอบระบุ จะไม่มีวันสนับสนุนกาสิโนในประเทศไทย เป็นความเห็นของคนคนเดียวโดยไม่มีใครในพรรคภูมิใจไทยรู้ล่วงหน้าหรือไม่ นายไชยชนก ประกาศก้องว่า ตัวเองเป็นลูกชายคนโตของนายเนวิน และคุณกรุณา ชิดชอบ คงเป็นไปไม่ได้ที่นายเนวินจะไม่ได้รับรู้อะไรล่วงหน้าเลย และหากนายเนวินรู้ล่วงหน้า ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันว่านายอนุทินจะไม่รู้ล่วงหน้า แต่การปฏิเสธว่าไม่รู้ล่วงหน้าของนายอนุทิน และว่าเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของนายไชยชนก และยังบอกผู้สื่อข่าวด้วยว่า ได้ไลน์ไปขอโทษนายกรัฐมนตรีแล้ว น่าจะเป็นการรักษามารยาททางการเมือง เพื่อบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นเท่านั้น

รศ.หริรักษ์กล่าวต่อว่า การที่นายอนุทินบอกผู้สื่อข่าวว่า ความเห็นส่วนตัวของนายไชยชนกไม่ใช่มติพรรค และพรรคภูมิใจไทยยังให้การสนับสนุนร่างพ.รบ. สถานบันเทิงครบวงจรอยู่เช่นเดิม นั่นก็เป็นความจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามติพรรคจะไม่เปลี่ยนไปหลังโหวตผ่านให้ในวาระแรก ถ้ารัฐบาลยังคงจะผลักดันร่างนี้ต่อไป นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยจำใจต้องเลื่อนร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไปก่อน โดยอ้างว่าไม่ได้ถอนร่าง เพียงเลื่อนออกไปก่อน เพื่อรักษาหน้าไว้เท่านั้น

“จากท่าทีของ สว.สายสีน้ำเงิน จากการที่พรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนโลโก้พรรค โดยเหลือเพียงน้ำเงินสีเดียว จากท่าทีของนายไชยชนก เลขาธิการพรรค ซึ่งย่อมเป็นท่าทีของนายเนวินด้วย บอกได้เลยว่า สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน ไม่มีวันได้เกิด ที่ว่าเลื่อนก็คือเลื่อนไปตลอดกาลนั่นเอง ไม่เท่านั้นแต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดว่า รัฐบาลชุดนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายทักษิณ กำกับอยู่ด้านหลัง และบางครั้งก็ออกหน้าเสียเอง กำลังจะถึงจุดจบในอีกไม่นานนี้ และเป็นไปได้สูงว่า ทั้ง 2 คน อาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยต่อไป อีกนานเท่าใด ไม่อาจทราบได้”รศ.หริรักษ์กล่าว และว่า ถึงวันนั้น ประเทศเราคงจะได้ผู้นำที่ดี ที่ไม่ใช่นักการเมืองที่เห็นกันอยู่ปัจจุบัน และจะนำพาประเทศชาติไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเจริญก้าวหน้าต่อไป

ราชธานีอโศกประกาศชัด’No Casino’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศได้ผนึกกำลังมวลชนเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ร.บ.กาสิโนอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเคลื่อนไหวล่ารายชื่อคัดค้านบ่อนถูกกฎหมายคู่ขนาดไปพร้อมกันในหลายจังหวัด ล่าสุดชาวชุมชนราชธานีอโศก ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็ได้ออกมาแสดงพลังเคลื่อนไหวคัดค้านเช่นกัน โดยได้ประกาศชัด ‘No Casino’

น้าหงาร่ายกลอนฉะรบ.-รมต.ขี้กาก

เช่นเดียวกับ สุรชัย จันทิมาธร หรือน้าหงา นักร้องเพลงเพื่อชีวิต วงคาราวาน ศิลปินแห่งชาติ โพสต์กลอนวิจารณ์รัฐบาล ระบุ เรื่องเสียหน้ารัฐบาลท่านกลัวนัก เหมือนเสียศักดิ์หักศรีได้ที่ไหน เพราะเครื่องแบบแยบยลจนเป็นใจ ทำอะไรต้องระวังและยั้งคิด จึงแอบกรรมทำบางอย่างเงียบๆ จะได้เปรียบเสียเปรียบก็ปกปิด ยศตำแหน่งมาเกยเลยโชว์ฤทธิ์ อภิสิทธิ์พิเศษเหตุวิจารณ์ รัฐมนตรีขี้จุ๊ยคุยอวดโอ้ มีผลงานใหญ่โตช่วยชาวบ้าน ทั้งที่เป็นภาระของรัฐบาล สร้างสะพานสร้างถนนชุมชนเจริญ

ขอข้าเพียงหน่อยเดียวในเสี้ยวงบ เรื่องก็จบโดยดีมีสรรเสริญ รัฐมนตรีขี้กากก็มากเกิน เงินสดเทินล้นห้องเป็นของใคร ระบบกินโกยโกงโล่งสว่าง คนก็ต่างมุ่งมั่นแย่งกันใหญ่ เป็นวนลูปธูปเทียนประเทศไทย ที่ไม่ได้เหี่ยวหดแทบหมดแรง ถึงเวลาเอาคืนสักหมื่นล้าน ถ้าพ้นผ่านด้วยดีมีตำแหน่ง สวมเครื่องแบบโอ่อ่าหน้าก็แพง นั่งเรืองแสงโซล่าบารมี

ใครวิจารณ์ต้านตีก็มีโกรธ อยู่ในโหมดปฏิปักษ์ของยักษี ยักษ์ร่ำรวยช่วยชาติอาจว่าดี ยักษ์ตนนี้ที่เหลือเพื่อบ้านเมือง การเมืองไทยไหลวนหล่นที่เก่า น้ำจึงเลยต้องเน่าอย่างต่อเนื่อง รัฐสภาแหวกว่ายน้ำลายเปลือง ขอจบเรื่อง

ปชช.เข้าใจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯไม่ใช่แค่บ่อน

 ด้านนายวิสุทธิ์   ไชยณรุณ  สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาลกล่าวว่า หลังจากที่น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุให้สส. ให้ช่วยกันทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น ในส่วนของสส.คงต้องรอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องนี้ว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่แค่กาสิโนเพียงอย่างเดียว อย่าปล่อยให้เกิดการบิดเบือน ทั้งนี้ ตนกลับมาพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้สอบถามและพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์คืออะไร

                 “ในส่วนกาสิโนมีเพียง 10% เท่านั้น และไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าได้ ถามว่าสถานะทางการเงิน หลักทรัพย์คุณมีถึงหรือไม่ มีรายได้ปีละเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่เสียภาษีก็เข้าไม่ได้ งานนี้เน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวเป็นหลัก อยากให้คนที่คัดค้านคิดให้ดี ที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องมีกาสิโน ถามว่าแล้วใครจะถือเงิน 2 แสนล้านเข้ามาลงทุนในประเทศ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สถานที่สร้างรายได้ใหม่ให้เกิดกับประเทศ เกิดการจ้างงานมากถึง 2 หมื่นตำแหน่ง  ผมยังอยากให้มาสร้างที่จังหวัดผมเลย”นายวิสุทธิ์กล่าว

ถามกลับทำประชามติ3พันล.คุ้มหรือไม่

                และว่า  ส่วนที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ อยากให้คุณลองย้อนไปดูคำสัมภาษณ์สมัยตอนเป็นพรรคก้าวไกล พวกคุณพูดอะไรไว้บ้าง พวกคุณยังสนับสนุน อยากให้ทำเรื่องใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินเลย แต่ตอนนี้กลับออกมาคัดค้าน

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอให้มีการทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า การทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณถึง 3 พันล้านบาท ถ้าหากคุณจะออกกฎหมายในเรื่องนี้หรือกฎหมายอื่นๆ แล้วมีการเรียกร้องให้ทำประชามติกันทุกครั้ง ถามว่าคุ้มหรือไม่

ยันยังไม่เร่งบรรจุกม.กาสิโน

                เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะวิปรัฐบาลต้องไปพูดคุยช่วงก่อนเปิดสมัยประชุม เพื่อให้มั่นใจในเสียงโหวตหรือไม่ นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าเปิดสมัยประชุมแล้วจะเป็นเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ทันที นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนแล้วว่าต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน หากทุกฝ่ายเห็นด้วยถึงจะทำ ตนมีหน้าที่บรรจุระเบียบวาระขึ้นมา หากมีเรื่องด่วนก็เข้ามาแซงได้เรื่อยๆ ส่วนจะบรรจุเมื่อไหร่นั้น ต้องเป็นเวลาที่เหมาะสม ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“แม้จะเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมตำแหน่งทางการค้าในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ”

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์