เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท เสด็จเยือนสกอตแลนด์ในวันครบรอบ 14 ปีพระราชพิธีเสกสมรส

เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท เสด็จเยือนสกอตแลนด์ในวันครบรอบ 14 ปีพระราชพิธีเสกสมรส

29 เม.ย. 2568 13:08 น.

เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท เสด็จเยือนสกอตแลนด์ในวันครบรอบ 14 ปีพระราชพิธีเสกสมรส

เจ้าชายวิลเลียมแห่งราชวงศ์อังกฤษ และเจ้าหญิงเคทพระชายา จะเสด็จเยือนเกาะชนบทที่สวยงามของสกอตแลนด์ในวันอังคารนี้ เพื่อฉลองวันครบรอบพระราชพิธีเสกสมรส 14 ปี 

เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ จะเสด็จเยือนสกอตแลนด์เป็นเวลา 2 วัน โดยมุ่งหน้าไปยังเกาะมัลล์ และ เกาะไอโอนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะเฮบริดีส ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกของสกอตแลนด์

สื่ออังกฤษรายงานว่า หลังจากปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการเสร็จสิ้น ทั้งสองพระองค์จะทรงใช้เวลาฉลองวันครบรอบ 14 ปี พระราชพิธีเสกสมรสที่กระท่อมเล็กๆ บนเกาะมัลล์ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านทัศนียภาพที่สวยงามและมีความเป็นธรรมชาติอย่างมาก

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการปรากฏพระองค์พร้อมกันอย่างเป็นทางการที่หาได้ยากของทั้งสองพระองค์ นับตั้งแต่ที่เจ้าหญิงเคททรงเข้ารับการ เคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็ง ซึ่งขณะนี้พระอาการของพระองค์อยู่ในระยะสงบแล้ว

เจ้าชายวิลเลียม ทรงตรัสไว้เมื่อปี 2021 ว่า”สกอตแลนด์มีความหมายกับข้าพเจ้าอย่างมาก และจะอยู่ในใจของข้าพเจ้าเสมอ” พระองค์ยังตรัสถึงพระโอรสและพระธิดาทั้งสามว่า “จอร์จ, ชาร์ลอตต์ และหลุยส์ ต่างก็รู้ดีว่าสกอตแลนด์มีความสำคัญต่อข้าพเจ้าและเคทเพียงใด และเราก็มั่นใจว่า พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรักและความผูกพันกับแผ่นดินนี้เช่นเดียวกับเรา”

ระหว่างการเสด็จเยือนครั้งนี้ ทั้งสองพระองค์จะเสด็จไปยังเมือง โทเบอร์โมรี บนเกาะมัลล์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องบ้านเรือนสีสันสดใสที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมท่าเรือ และจะทรงเยี่ยมชมตลาด ผู้ผลิตอาหาร และศูนย์กลางของชุมชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับ ความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตามแถลงการณ์จากสำนักงานพระราชวัง

เจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่หนึ่งของราชบัลลังก์อังกฤษ ทรงเข้าพิธีเสกสมรสกับเคท มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี 2011 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งมีผู้ชมทั่วโลกรับชมพิธีผ่านการถ่ายทอดสดนับล้านคน

ทั้งสองพระองค์ทรงพบกันเมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น ระหว่างที่ทรงศึกษาในระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศสกอตแลนด์.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าหญิงเคท

ไฟดับใหญ่ สเปน-โปรตุเกส เริ่มคลี่คลาย สเปนไฟมาแล้ว 99%

ไฟดับใหญ่ สเปน-โปรตุเกส เริ่มคลี่คลาย สเปนไฟมาแล้ว 99%

29 เม.ย. 2568 12:54 น.

ไฟดับใหญ่ สเปน-โปรตุเกส เริ่มคลี่คลาย สเปนไฟมาแล้ว 99%

ในช่วงคืนที่ผ่านมา ไฟฟ้าได้กลับมาจ่ายให้กับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสเปนแล้วประมาณ 99% ส่วนไฟฟ้าในกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ก็กลับมาจ่ายไฟได้อีกครั้ง

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 เม.ย.) ไฟฟ้าเริ่มกลับมาจ่ายสู่พื้นที่บางส่วนของคาบสมุทรไอบีเรียแล้ว หลังจากเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ ทำให้บริการต่างๆ ในสเปนและโปรตุเกสต้องหยุดให้บริการเกือบทั้งหมด ส่งผลให้เครื่องบินต้องจอดนิ่ง ระบบขนส่งสาธารณะต้องหยุดชะงัก และโรงพยาบาลต้องหยุดให้บริการตามปกติ

กระทรวงมหาดไทยของสเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ โดยส่งตำรวจ 30,000 นาย ไปทั่วประเทศเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน เนื่องจากไฟฟ้าดับในระดับดังกล่าวเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในยุโรป

เมื่อเวลา 04:00 น. วันนี้ (29 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริษัท Red Eléctrica ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการที่ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสเปน รายงานว่า 99% ว่าสามารถกลับมาจ่ายไฟฟ้าได้แล้ว ด้านรัฐบาลโปรตุเกสเปิดเผยว่า ขณะนี้ไฟฟ้ากลับมาใช้ได้แล้วในบางส่วนของกรุงลิสบอน โดยผู้ประกอบการระบบส่งไฟฟ้าแห่งชาติแจ้งว่า ขณะนี้ครัวเรือนราว 6.2 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 6.5 ล้านครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้แล้ว

บริษัทผู้ประกอบการด้านพลังงาน REN ของโปรตุเกสกล่าวว่า สามารถส่งไฟฟ้าไปยัง “สถานีไฟฟ้าย่อยและสถานีสับเปลี่ยนไฟฟ้า 85 แห่งจากทั้งหมด 89 แห่ง” ได้สำเร็จ และจ่ายไฟฟ้าให้กับสถานีย่อยทั้งหมดในเครือข่ายการขนส่งแห่งชาติแล้ว

บริการรถไฟใต้ดินมาดริดในเครือข่ายทั้งหมด ยกเว้นสาย 7A จะเริ่มให้บริการเวลา 08:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ อิซาเบล ดิอาซ อายูโซ ประธานของประชาคมมาดริด ยังกล่าวอีกว่ารถไฟ 80% จะให้บริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้าตามปกติ ส่วนรถบัสสาธารณะในเมืองและรถไฟระหว่างเมืองทั้งหมดให้บริการตามปกติและจะให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน ขณะที่จุดเชื่อมต่อระบบขนส่งทั้ง 6 แห่งในภูมิภาคยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

แม้ว่าไฟฟ้าส่วนใหญ่สามารถจ่ายไฟได้ในช่วงข้ามคืน แต่สเปนยังคงประกาศภาวะฉุกเฉินในช่วงเช้านี้ เนื่องจากสถานการณ์ไฟดับอย่างต่อเนื่องทางการระบุว่า สถานการณ์ฉุกเฉินจะใช้กับภูมิภาคที่ร้องขอ จนถึงขณะนี้ ภูมิภาคมาดริด อันดาลูเซีย และเอสเตรมาดูรา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเข้ามาควบคุมความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำหน้าที่อื่นๆ

ทั้งนี้ ภูมิภาค 17 แห่งของสเปนมีหน่วยงานที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งมีหน้าที่จัดการปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ของตน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ภูมิภาคต่างๆ ก็สามารถขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลกลางได้ โดยขอให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน

ผู้คนนั่งบนบันไดเพื่อเตรียมตัวพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ Atocha ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน หลังจากเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่
ผู้คนนั่งบนบันไดเพื่อเตรียมตัวพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ Atocha ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน หลังจากเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่

ขณะสาเหตุของไฟฟ้าดับยังไม่ชัดเจน โดยโปรตุเกสระบุว่าปัญหามีต้นตอมาจากสเปน และสเปนก็ชี้ไปที่การขาดการเชื่อมต่อของระบบไฟฟ้ากับฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีหลุยส์ มอนเตเนโกรของโปรตุเกสกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งบ่งชี้” ว่าการโจมตีทางไซเบอร์เป็นสาเหตุของไฟดับ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.33 น. วานนี้ ตามเวลาท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าอาจมีการก่อวินาศกรรมเกิดขึ้น และนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน กล่าวว่าเขาได้พูดคุยกับนายมาร์ก รุตเต้ เลขาธิการนาโตแล้ว นายซานเชซกล่าวว่าสเปนประสบกับการสูญเสียการผลิตไฟฟ้า 15 กิกะวัตต์ ในเวลา 5 วินาที ซึ่งเทียบเท่ากับ 60% ของความต้องการไฟฟ้าในประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคกำลังพยายามหาสาเหตุว่าเหตุใดจึงลดลงอย่างกะทันหันดังกล่าว

นาย Joao Conceicao กรรมการบริหาร REN ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบส่งไฟฟ้าในโปรตุเกส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า บริษัทไม่ได้ตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่จะเกิด “แรงดันไฟฟ้าผันผวนอย่างรุนแรง โดยเกิดขึ้นกับระบบของสเปนก่อน จากนั้นจึงลามไปยังระบบของโปรตุเกส” “อาจมีสาเหตุมากมายนับพันสาเหตุ จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสาเหตุ” พร้อมเสริมว่า REN ได้ติดต่อกับสเปนแล้ว

Red Eléctrica ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบส่งไฟฟ้าของสเปน กล่าวโทษว่าการเชื่อมต่อกับฝรั่งเศสที่ขัดข้องทำให้เกิดผลกระทบตามมา “ระดับของการสูญเสียพลังงานเกินกว่าที่ระบบของยุโรปจะรับมือได้ และทำให้ระบบส่งไฟฟ้าของสเปนและฝรั่งเศสถูกตัดการเชื่อมต่อ ซึ่งส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของสเปนล่มสลายในที่สุด” 

ก่อนหน้านี้ พื้นที่บางส่วนของฝรั่งเศสประสบปัญหาไฟฟ้าดับชั่วคราว RTE ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระบบส่งไฟฟ้าของฝรั่งเศส กล่าวว่าได้ดำเนินการส่งไฟฟ้าเพิ่มเติมไปยังบางส่วนของภาคเหนือของสเปนหลังจากเกิดเหตุไฟฟ้าดับ.

ที่มา Reuters BBC

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

29 เม.ย. 2568 12:23 น.

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

  • ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในสเปนโปรตุเกส และบางส่วนของฝรั่งเศส ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและการหยุดชะงักในวงกว้าง โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
  • ประธานของสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าของยุโรปกล่าวว่าปัญหาหนึ่งมาจาก การเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน แต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย
  • แม้ว่าล่าสุดจะสามารถกู้ระบบได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่สเปนโปรตุเกสยังคงประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือโดยเร็ว

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนหลายล้านในประเทศ สเปน โปรตุเกส และบางส่วนของ ฝรั่งเศส ไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและการหยุดชะงักในวงกว้าง

ประธานของสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าของยุโรป (Eurelectric) กล่าวว่าปัญหาหนึ่งมาจาก การเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน โดย คริสเตียน รูบี้ ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ The World Tonight ทาง BBC Radio 4 ว่า มีเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นกับสายเชื่อมไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนในวันจันทร์ ทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสเปนถูกตัดขาดจากโครงข่ายไฟฟ้าของยุโรปโดยรวม อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ โดยอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

ผลกระทบวงกว้าง

ตลอดทั้งวันจันทร์ ประเทศที่ได้รับผลกระทบต้องเผชิญกับความโกลาหลหลายด้าน :

-รถไฟหลายขบวนถูกยกเลิก และบางขบวนต้องอพยพผู้โดยสารออก

-สัญญาณไฟจราจรหยุดทำงาน ส่งผลให้การจราจรติดขัดในหลายเมือง

-เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิกหลายสิบเที่ยว ในจำนวนนี้มี 96 เที่ยวบินจากโปรตุเกส 45 เที่ยวบินจากสเปน

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

-การแข่งขันเทนนิส Madrid Open ต้องยกเลิกในวันจันทร์

-ร้านค้า บ้านเรือน และร้านอาหาร หลายแห่งจมอยู่ในความมืด

-มีรายงานว่าคนจำนวนมาก ติดอยู่ในลิฟต์ หน่วยกู้ภัยต้องถูกเรียกให้ไปช่วยเหลือ 286 อาคาร ในมาดริด 

-เกิดความวุ่นวายบนท้องถนน และระบบขนส่งเนื่องจากไฟจราจรไม่ทำงาน

-ตู้ ATM มีคิวยาวเหยียด เนื่องจากระบบบัตรไม่ทำงาน

-บางปั๊มน้ำมันปิดให้บริการ

-รถไฟใต้ดินของ มาดริด ดับไฟ ทำให้ผู้โดยสารเกิดความสับสน

-โรงพยาบาลบางแห่ง ระงับงานประจำ และเปิดใช้แผนฉุกเฉิน

-โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศ หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ

-บริษัทน้ำมันสเปน Moeve หยุดการดำเนินงานที่โรงกลั่นน้ำมัน

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

สถานการณ์ล่าสุด

นาย ออสการ์ พูเอ็นเต้ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของสเปนเปิดเผยว่า จนถึงช่วงเย็นวันจันทร์ ยังมีรถไฟ 11 ขบวนที่ยังคงค้างอยู่

ขณะที่โฆษกเครือข่ายไฟฟ้าของสเปนกล่าวว่า การกู้คืนระบบไฟฟ้าอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง
ส่วนนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชส กล่าวว่า เมื่อคืนวันจันทร์มีไฟฟ้ากลับมาแล้วประมาณ 90% ทั่วประเทศ

ส่วนที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไฟฟ้ากลับมาให้บริการได้ปกติแล้ว แต่ถึงแม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ในบางภูมิภาค และเปิดให้แต่ละภูมิภาคร้องขอให้ได้รับสถานะพิเศษนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว

มีรายงานว่าพื้นที่ทางตอนเหนือ ใต้ และตะวันตกของ คาบสมุทรไอบีเรีย เริ่มมีไฟฟ้ากลับคืนมาแล้ว ส่วนหมู่เกาะแบลีแอริก และ หมู่เกาะคานารี ไม่ได้รับผลกระทบ

สรุปเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่สเปน-โปรตุเกส ใครได้รับผลกระทบ?

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเริ่มต้นขึ้น ประมาณเที่ยงวันจันทร์และลุกลามอย่างรวดเร็ว ชาวกรุงมาดริด ได้รับคำเตือนให้ อยู่กับที่ งดออกจากบ้าน และไม่โทรขอความช่วยเหลือหากไม่จำเป็นจริงๆ 

โดยเบื้องต้นบริษัทผู้ดูแลระบบไฟฟ้าของสเปนกล่าวว่า การกู้คืนระบบอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมง
ส่วน REN ผู้ดูแลไฟฟ้าของโปรตุเกสระบุว่า อาจใช้เวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์ในการฟื้นฟูระบบให้กลับมาสมบูรณ์ โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการสรุปว่าสาเหตุของไฟฟ้าดับครั้งใหญ่นี้เกิดจากอะไรกันแน่ โดยผู้นำโปรตุเกสยืนยันว่า ยังไม่พบหลักฐานว่าเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ ท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการก่อวินาศกรรม ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชส กล่าวว่าเขาได้หารือกับเลขาธิการองค์การนาโต มาร์ก รุตเตอแล้ว โดยสเปนต้องสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้า 15 กิกะวัตต์ ภายในเวลาเพียง 5 วินาที ซึ่งคิดเป็น 60% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่เทคนิคกำลังทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมการสูญเสียอย่างรวดเร็วดังกล่าวจึงเกิดขึ้น.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สเปนโปรตุเกสไฟดับ

ฮ่องกงปล่อยตัว สส. ฝ่ายประชาธิปไตย 4 คน หลังติดคุก 4 ปี ข้อหาล้มล้างรัฐบาล

ฮ่องกงปล่อยตัว สส. ฝ่ายประชาธิปไตย 4 คน หลังติดคุก 4 ปี ข้อหาล้มล้างรัฐบาล

29 เม.ย. 2568 11:53 น.

ฮ่องกงปล่อยตัว สส. ฝ่ายประชาธิปไตย 4 คน หลังติดคุก 4 ปี ข้อหาล้มล้างรัฐบาล

ฮ่องกงได้ปล่อยตัวอดีต สส. ฝ่ายค้าน 4 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยหลายสิบคน ที่ถูกจำคุก 4 ปี ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ จากข้อหาสมคบคิดล้มล้างรัฐบาล

ฮ่องกงได้ปล่อยตัวอดีต สส. ฝ่ายค้าน 4 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยหลายสิบคน ที่ถูกจำคุกภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ จากข้อหาสมคบคิดล้มล้างรัฐบาล โดย สส. ทั้ง 4 คน ได้แก่ คลอเดีย โม, กว็อก กา-กี, เจเรมี แทม และแกรี ฟาน ได้ให้การรับสารภาพหลังถูกตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี 2 เดือน เมื่อเดือนพฤศจิกายน

ตำรวจกล่าวว่า พวกเขาออกจากเรือนจำตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (29 เม.ย.) เนื่องจากข้อเท็จจริงที่พวกเขาถูกจำคุกตั้งแต่ถูกจับกุมในปี 2021 ถูกนำมาพิจารณาในการคำนวณโทษ ทั้งนี้ สส. ทั้ง 4 คนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เรียกว่า “ฮ่องกง 47” (Hong Kong 47) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าพยายามโค่นล้มรัฐบาลโดยจัดการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเลือกผู้สมัครฝ่ายค้านในการเลือกตั้งท้องถิ่น

การพิจารณาคดีครั้งนี้ถือเป็นการพิจารณาคดีครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจีนบังคับใช้กับฮ่องกง ไม่นานหลังจากการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ปะทุขึ้นในปี 2019 ซึ่งผู้คนหลายแสนคนออกมาเดินขบวนบนท้องถนน ที่กินเวลานานหลายเดือน การประท้วงครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากสนธิสัญญาของรัฐบาลที่อนุญาตให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งส่งผลให้การประท้วงขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สะท้อนถึงความต้องการสำหรับการปฏิรูปประชาธิปไตย

ทางการจีนและฮ่องกงโต้แย้งว่ากฎหมายนี้มีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพและปฏิเสธว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้การปกครองตนเองอ่อนแอลงแต่บรรดาผู้ต่อต้านเรียกกฎหมายนี้ว่า “จุดจบของฮ่องกง” และกล่าวว่ากฎหมายนี้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในเมือง

กลุ่มฮ่องกง 47 ยังรวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น โจชัว หว่อง และเบนนี ไท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2014 นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยหลายคน ถูกจับกุมหลังจากบุกเข้าไปในสภานิติบัญญัติฮ่องกง และพ่นสีสเปรย์บนตราสัญลักษณ์ของฮ่องกง ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประท้วงเมื่อปี 2019

มีผู้ถูกจำคุกทั้งหมด 45 คนในข้อหาสมคบคิดก่อกบฏ จำเลย 2 คนพ้นผิดในเดือนพฤษภาคม การลงโทษดังกล่าวถูกประณามจากนานาชาติ รวมถึงสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

ด้านนางคลอเดีย โม ซึ่งมีผู้เรียกชื่อเธอในภาษาจีนกวางตุ้งว่า “ป้าโม” เป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภาที่มีชื่อเสียงที่สุด สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านที่มีชื่อเสียงวัย 67 ปีรายนี้ช่วยจัดตั้งพรรคซีวิก (Civic Party) พรรคฝ่ายค้านซึ่งปัจจุบันถูกยุบไปแล้วในปี 2006 และในปี 2012 เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในสภานิติบัญญัติ

เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา 15 คนที่ลาออกจากสภานิติบัญญัติพร้อมกัน หลังจากสมาชิกรัฐสภาฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย 4 คนถูกขับออกจากสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้สภานิติบัญญัติไม่มีฝ่ายค้านอยู่เลย

กว็อก กา-กี และเจเรมี แทม เคยเป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาจากพรรคซีวิกเช่นกัน ส่วนนายแกรี แฟน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคหนึ่ง คือ พรรค Neo Democrats.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รถพุ่งชนอาคารค่ายหลังเลิกเรียนสหรัฐฯ ผู้เยาว์ดับ 4 ศพ

รถพุ่งชนอาคารค่ายหลังเลิกเรียนสหรัฐฯ ผู้เยาว์ดับ 4 ศพ

29 เม.ย. 2568 11:09 น.

รถพุ่งชนอาคารค่ายหลังเลิกเรียนสหรัฐฯ ผู้เยาว์ดับ 4 ศพ

ตำรวจสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้เยาว์เสียชีวิต 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน หลังจากรถยนต์พุ่งชนอาคารค่ายกิจกรรมหลังเลิกเรียนในเมืองแชธัม รัฐอิลลินอยส์

ตำรวจสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้เยาว์เสียชีวิต 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน หลังจากรถยนต์พุ่งชนอาคารค่ายกิจกรรมหลังเลิกเรียนในเมืองแชธัม รัฐอิลลินอยส์

ตำรวจรัฐอิลลินอยส์ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. ของวันจันทร์ (28 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ หลังจากรถยนต์คันหนึ่งขับพุ่งชนฝั่งตะวันออกของอาคารค่ายกิจกรรมหลังเลิกเรียน “วายน็อต” (YNOT) สก็อตต์ ทาร์เตอร์ รองผู้กำกับการตำรวจแชธัมกล่าวในการแถลงข่าวว่า รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งชนผู้คนหลายคนนอกอาคาร ก่อนจะพุ่งชนฝั่งตะวันออกของอาคาร และขับทะลุออกไปทางฝั่งตะวันตกของอาคาร 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายถูกพุ่งชนด้านนอกอาคาร ขณะที่อีก 1 รายถูกพุ่งชนภายในอาคาร ผู้เสียชีวิตหลายคนถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในท้องถิ่น รวมถึง 1 รายที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ และคาดว่าเหยื่อมีอายุตั้งแต่ 4 ขวบถึง 18 ปี

วิดีโอที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายโรงยิม โดยมีรูขนาดใหญ่ตรงส่วนล่าง โดยมีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคันและเฮลิคอปเตอร์ที่บินอยู่เหนือบริเวณดังกล่าว ตำรวจรัฐระบุว่าคนขับซึ่งเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวไม่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อประเมินอาการ

ทั้งนี้ ค่ายหลังเลิกเรียนของ YNOT ได้รับการระบุว่าเป็น “สถานที่ที่ปลอดภัย สนุกสนาน มีชีวิตชีวา และกระตุ้นความคิดในช่วงฤดูร้อน” ซึ่งให้การดูแลหลังเลิกเรียนและค่ายฤดูร้อน

เจบี พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐฃอิลลินอยส์ กล่าวว่า “กำลังเฝ้าติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด” เขากล่าวในแถลงการณ์ว่า “ผมรู้สึกเสียใจกับครอบครัวและความโศกเศร้าที่ไม่อาจจินตนาการได้ซึ่งพวกเขากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรต้องเผชิญ”

“หากคุณเชื่อในพลังของการอธิษฐาน โปรดใช้เวลาสักครู่เพื่ออธิษฐานให้กับชุมชนแชธัมทั้งหมดทันที” ตำรวจเมืองแชธัมระบุในหน้าเฟซบุ๊กว่า “โศกนาฏกรรมอันเลวร้ายได้เกิดขึ้นที่นี่และส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน”

ทั้งนี้ แชธัมเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีประชากร 14,000 คน ห่างจากเมืองสปริงฟิลด์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐไปประมาณ 4.8 กม.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สเปน-โปรตุเกสไฟฟ้าดับ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดกู้กลับมาได้แล้วบางส่วน

สเปน-โปรตุเกสไฟฟ้าดับ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดกู้กลับมาได้แล้วบางส่วน

29 เม.ย. 2568 09:59 น.

สเปน-โปรตุเกสไฟฟ้าดับ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดกู้กลับมาได้แล้วบางส่วน

สเปน และโปรตุเกส ประกาศภาวะฉุกเฉินจากเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน โดยกำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงจากเหตุไฟดับในครั้งนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์สเปนโปรตุเกสไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ ล่าสุดโฆษกเครือข่ายไฟฟ้าของสเปนกล่าวว่า การกู้คืนระบบไฟฟ้าอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชส กล่าวว่า เมื่อคืนวันจันทร์มีไฟฟ้ากลับมาแล้วประมาณ 50% ทั่วประเทศ

ส่วนบริษัทพลังงานของโปรตุเกสรายงานว่า ไฟฟ้ากลับคืนมาแล้วสำหรับลูกค้า 750,000 ราย แต่อาจใช้เวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์ในการฟื้นฟูระบบให้กลับมาสมบูรณ์

สเปน-โปรตุเกสไฟฟ้าดับ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดกู้กลับมาได้แล้วบางส่วน

แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น แต่รัฐบาลยังคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในบางภูมิภาค และเปิดให้แต่ละภูมิภาคร้องขอให้ได้รับสถานะพิเศษนี้ได้

ขณะที่มีรายงานว่าพื้นที่ทางตอนเหนือ ใต้ และตะวันตกของ คาบสมุทรไอบีเรีย เริ่มมีไฟฟ้ากลับคืนมา โดยผู้นำจากทั้งสเปน โปรตุเกส และสหภาพยุโรปยืนยันว่า ยังไม่พบหลักฐานว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการโจมตีทางไซเบอร์

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เมื่อวันจันทร์ทำให้ผู้คนหลายล้านในประเทศ สเปน โปรตุเกส และบางส่วนของ ฝรั่งเศส ไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและการหยุดชะงักในวงกว้าง จนทำให้ทั้งสองประเทศต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

ประธานของสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าของยุโรป กล่าวว่าปัญหาหนึ่งมาจาก การเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน โดยมีเหตุการณ์ขัดข้องบางอย่างที่เกิดขึ้นกับสายเชื่อมไฟฟ้าระหว่างฝรั่งเศสกับสเปนในวันจันทร์ทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของสเปนถูกตัดขาดจากโครงข่ายไฟฟ้าของยุโรปโดยรวม แต่อาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก

สเปน-โปรตุเกสไฟฟ้าดับ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดกู้กลับมาได้แล้วบางส่วน

เหตุไฟฟ้าดับครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งรถไฟหยุดชะงักหลายขบวนถูกยกเลิก และบางขบวนต้องอพยพผู้โดยสารออก สนามบินไม่สามารถให้บริการได้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิกหลายสิบเที่ยวจนมีผู้โดยสารติดค้างจำนวนมาก และยังมีรายงานคนติดลิฟต์หลายแห่ง

นอกจากนี้สัญญาณไฟจราจรยังหยุดทำงาน ส่งผลให้การจราจรติดขัดในหลายเมือง ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งต้องเข้าสู่แผนฉุกเฉิน และงดบริการบางส่วน.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟดับครั้งใหญ่

สหรัฐฯ เสียเครื่องบินรบ F/A-18 ตกจากเรือบรรทุกเครื่องบินสูญหายในทะเล

สหรัฐฯ เสียเครื่องบินรบ F/A-18 ตกจากเรือบรรทุกเครื่องบินสูญหายในทะเล

29 เม.ย. 2568 06:50 น.

สหรัฐฯ เสียเครื่องบินรบ F/A-18 ตกจากเรือบรรทุกเครื่องบินสูญหายในทะเล

สหรัฐฯ สูญเสียเครื่องบินรบ F/A-18 ราคากว่า 2 พันล้านบาท หลังจากเครื่องบินลำนี้พลัดตกจากเรือบรรทุกเครื่องบินและสูญหายไปในทะเล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ “F/A-18 ซุปเปอร์ ฮอร์เน็ต” ราคาลำละกว่า 60 ล้านดอลลาร์ ของกองทัพเรือสหรัฐฯ (ราว 2 พันล้านบาท) สูญหายในทะเลเมื่อวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. 2568 หลังจากเครื่องบินลำนี้พลัดตกจากเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน” ขณะที่มันถูกลากจูงบนดาดฟ้าเรือ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า รายงานเบื้องต้นจากที่เกิดเหตุบ่งชี้ว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน หักเลี้ยวอย่างรุนแรงเพื่อหลบการโจมตีของกบฏฮูตีในเยเมน ส่งผลให้เครื่องบินขับไล่ F/A-18 ลำดังกล่าวพลัดตกลงไปในทะเล โดยไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดสูญหาย แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

รายงานของสหรัฐฯ สอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของกบฏฮูตี ซึ่งออกมาประกาศในวันจันทร์ว่า พวกเขาส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน ที่ตอนนี้อยู่ในทะเลแดงเพื่อร่วมในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มฮูตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกอีกว่า เครื่องบินรบ F/A-18 ที่สูญหายกำลังถูกลากจูงในพื้นที่เก็บเครื่องบิน ก่อนลูกเรือจะสูญเสียการควบคุมเครื่องบินลำนี้ เนื่องจากเรือบรรทุกเครื่องบินเลี้ยวกะทันหัน ส่งผลให้เครื่องบินลำนี้กับรถแทรกเตอร์ลากจูงตกลงไปในทะเลด้วยกัน อย่างไรก็ตาม กองทัพกำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริงโดยละเอียดอีกครั้ง

กองทัพเรือสหรัฐฯ ยืนยันว่า แม้จะเสียเครื่องบินไป 1 ลำ แต่ทีมปฏิบัติการทางอากาศของพวกเขายังคงมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เด็กซนทำภาพวาดมูลค่า 1.9 พันล้านบาทในพิพิธภัณฑ์ดัตช์เสียหาย

เด็กซนทำภาพวาดมูลค่า 1.9 พันล้านบาทในพิพิธภัณฑ์ดัตช์เสียหาย

29 เม.ย. 2568 04:53 น.

เด็กซนทำภาพวาดมูลค่า 1.9 พันล้านบาทในพิพิธภัณฑ์ดัตช์เสียหาย

เด็กคนหนึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ภาพวาดศิลปะมูลค่ากว่า 1.9 พันล้านบาทภาพหนึ่ง ในพิพิธภัณฑ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ จนท.เผยว่าการซ่อมแซมไม่ใช่เรื่องง่าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 เม.ย. 2568 ว่า เด็กคนหนึ่งซึ่งข่าวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใดๆ สร้างความเสียหายให้แก่ภาพวาดชื่อ “Grey, Orange on Maroon, No. 8” ของ มาร์ก รอทโก จิตรกรชื่อดังชาวลัตเวียผู้ล่วงลับ ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ โบยมันส์ ฟาน โบนิงเกิน (Boijmans Van Beuningen) ในเมืองรอตเทอร์ดาม ของเนเธอร์แลนด์

โฆษกของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในตอนที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันภาพ โดยพวกเขาไม่ระบุว่าเด็กสร้างความเสียหายให้ภาพได้อย่างไร แต่ระบุว่าภาพมีรอยข่วนเล็กๆ แต่มองเห็นได้บริเวณส่วนล่างของภาพวาดที่ไม่ได้มีการเคลือบผิวหน้าภาพนี้ ซึ่งประเมินกันว่ามีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านยูโร หรือราว 1.9 พันล้านบาท

ทางพิพิธภัณฑ์กำลังติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมภาพทั้งในเนเธอร์แลนด์และในต่างประเทศ โดยพวกเขากำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไปในการซ่อมแซมภาพนี้ และพวกเขาคาดว่าภาพจะถูกนำมาจัดแสดงได้อีกครั้งในอนาคต

ด้านนาย จอนนี เฮล์ม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท “โพลว์เดน แอนด์ สมิธ” (Plowden & Smith) ผู้ให้บริการด้านการฟื้นฟูงานศิลปะ กล่าวว่า การซ่อมแซมภาพวาดของรอทโกนั้นเป็นงานที่ยาก เพราะเทคนิคการผสมสีกับยางไม้และกาวของเขาค่อนข้างซับซ้อน

และการรูปไม่ได้ผ่านการเคลือบผิวหน้าแบบผลงานศิลปะยุคใหม่ หมายความว่ามันเปิดโล่งต่อสภาพแวดล้อมทั้งหมด ยิ่งเพิ่มความท้าทายต่อการฟื้นฟูภาพขึ้นไปอีก ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่น่าจะทำการทบทวนเอกสารเกี่ยวกับขอบเขตความเสียหาย และค้นคว้าเรื่องการซ่อมแซมภาพของรอทโกที่ประสบความสำเร็จในอดีต

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพวาดของรอทโกถูกทำให้เสียหาย เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ภาพ “Black on Maroon” ซึ่งจัดแสดงที่หอศิลปะสมัยใหม่ “เทต” ในกรุงลอนดอน ถูกนายวลาดิเมียร์ อูมาเนตซ์ จงใจทำให้เสียหาย โดยสุดท้ายนายอูมาเนตซ์ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปีและต้องออกมาขอโทษ

การซ่อมแซมภาพ Black on Maroon ในตอนนั้นต้องใช้เวลานานถึง 18 เดือน และค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 ปอนด์ (ราว 8.96 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) แต่ตามปกติแล้วบริษัทประกันภัย “Aon” รับผิดชอบความเสียหายต่องานศิลปะ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากฝีมือเด็กหรือผู้มาเยี่ยมชม ยกเว้นบางกรณี

ตอนนี้ พิพิธภัณฑ์ โบยมันส์ ฟาน บือนิงเกิน ยังไม่เปิดเผยว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาพ Grey, Orange on Maroon, No. 8 แต่ในอดีตทางพิพิธภัณฑ์เคยเรียกเก็บค่าซ่อมแซมจากผู้มาเยี่ยมชมที่สร้างความเสียหายแก่งานศิลปะที่จัดแสดงอยู่มาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด

29 เม.ย. 2568 02:52 น.

สเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด

สเปนโปรตุเกสไฟดับ: รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่ หลังเกิดเหตุไฟดับครั้งใหญ่ ขณะที่ไฟฟ้าเริ่มกลับมาบางส่วนแล้ว ต่างจากในโปรตุเกสที่สถานการณ์ยังปั่นป่วน

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. 2568 กระทรวงมหาดไทยของประเทศสเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศตลอดวันที่ผ่านมา โดยทางกระทรวงระบุว่า สถานการณ์ฉุกเฉินจะถูกบังคับใช้ในภูมิภาคที่ร้องขอ ซึ่งรวมถึง กรุงมาดริด, แคว้นอันดาลูเซีย และเขตปกครองตนเองเอ็กซ์เตรมาดูรา

เหตุไฟฟ้าดับซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปนและโปรตุเกส กับบางส่วนของฝรั่งเศสและประเทศอันดอร์รา สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักให้แก่การจราจรและบริการสาธารณะต่างๆ สถานีรถไฟหลายแห่งในสเปนกับโปรตุเกสต้องหยุดทำการ เที่ยวบินจำนวนมากในโปรตุเกสถูกยกเลิกแล้ว 96 เที่ยว ขณะที่สเปนยกเลิก 45 เที่ยวบิน

ห้างสรรพสินค้าในเมืองบาร์เซโลนามืดสนิท หลังเกิดไฟดับทั่วสเปน เมื่อ 28 เม.ย. 2568
ห้างสรรพสินค้าในเมืองบาร์เซโลนามืดสนิท หลังเกิดไฟดับทั่วสเปน เมื่อ 28 เม.ย. 2568

บริษัท เรด อิเล็กตริกา ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสเปน ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ตอนนี้พวกเขาฟื้นฟูระบบพลังงานที่ได้รับผลกระทบกลับมาได้ 35% แล้ว และกำลังฟื้นฟูการจ่ายพลังงานที่เหลือ ซึ่งบางส่วนมาจากแหล่งในประเทศ และบางส่วนมาจากฝรั่งเศส

สถานการณ์ในกรุงมาดริดเริ่มฟื้นตัวกลับมาแล้วเช่นกัน โดยร้านค้าบางแห่งและสถานีรถไฟใต้ดินหลักเริ่มมีไฟฟ้าใช้แล้ว ถึงแม้บริการรถไฟกับรถไฟใต้ดินยังไม่กลับมาเปิดให้บริการ แต่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมารวมตัวกันที่หน้าทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน โซล (Sol) ส่งสัญญาณว่าสถานีกำลังจะเปิดในไม่ช้า ขณะที่อินเทอร์เน็ตก็เริ่มกลับมาใช้การได้แล้ว

สถานีรถไฟฮวาคิน โซโรญา ในเมืองบาเลนเซีย ยังไม่เปิดทำการ หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ในสเปนกับโปรตุเกส เมื่อ 28 เม.ย. 2568
สถานีรถไฟฮวาคิน โซโรญา ในเมืองบาเลนเซีย ยังไม่เปิดทำการ หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ในสเปนกับโปรตุเกส เมื่อ 28 เม.ย. 2568

ส่วนที่โปรตุเกส มีรายงานว่าเว็บไซต์ portugal.gov.pt ของรัฐบาลล่มนานหลายชั่วโมงแล้ว ขณะที่เครือข่ายโทรศัพท์ก็ใช้การไม่ได้ในบางพื้นที่ รถไฟที่ใช้การไม่ได้ทำให้ประชาชนแห่ไปใช้รถบัสโดยสาร ที่ห้างสรรพสินค้ามีผู้คนเข้าคิวรอจ่ายเงินยาวเหยียดเนื่องจากระบบจ่ายเงินด้วยการ์ดใช้การไม่ได้

ในโปรตุเกสเริ่มเกิดกระแสความไม่พอใจรัฐบาลหลังผู้ให้บริการไฟฟ้าในสเปนระบุว่าการแก้ปัญหาไฟดับอาจใช้เวลา 6-10 ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่ของโปรตุเกสประเมินว่าต้องใช้เวลาราว 1 สัปดาห์กว่าสถานการณ์จะกลับเป็นปกติ และหลายเมืองในสเปนเริ่มมีไฟฟ้ากลับมาแล้ว ขณะที่พวกเขายังต้องรับมือกับไฟดับ

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการไฟฟ้าในโปรตุเกสเผยในเวลาต่อมาว่า การจ่ายไฟฟ้าไปยังสถานีย่อย 2 แห่งกลับคืนมาแล้ว ฟื้นฟูกระแสไฟฟ้ากลับมาให้แก่ลูกค้ากว่า 750,000 คนทั่วประเทศ

ผู้คนจำนวนมากรออยู่นอกอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานลิสบอน ในกรุงลิสบอน ของโปรตุเกส หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ เมื่อ 28 เม.ย. 2568
ผู้คนจำนวนมากรออยู่นอกอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานลิสบอน ในกรุงลิสบอน ของโปรตุเกส หลังเกิดไฟดับครั้งใหญ่ เมื่อ 28 เม.ย. 2568

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟดับครั้งใหญ่นี้ โดยบริษัท “เรเดส เอเนอเจติกัส นาซิอองนาลส์” (อาร์อีเอ็น – REN) ผู้ให้บริการพลังงานในโปรตุเกสเผยก่อนหน้านี้ว่า เหตุไฟดับที่เกิดขึ้นเป็นผลจากปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างสุดขั้วในสเปน จนเกิดการแกว่งตัวที่ผิดปกติของสายไฟฟ้าแรงสูงขนาด 400 กิโลโวลต์ หรือที่เรียกกันว่า “การสั่นสะเทือนที่ชักนำโดยสภาพอากาศ” (induced atmospheric vibration)

อาร์อีเอ็น ระบุด้วยว่า การแกว่งตัวนี้ทำให้เกิดความล้มเหลวในเวลาเดียวกันระหว่างระบบไฟฟ้าต่างๆ นำไปสู่การรบกวนระบบต่อเนื่องทั่วเครือข่ายภายในยุโรป แต่ฝ่ายผู้ให้บริการในสเปนยังไม่ยืนยันว่าไฟดับเกิดจากสาเหตุเดียวกันหรือไม่

ด้านผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักรมองว่า เหตุไฟดับที่เกิดขึ้นไม่น่าเป็นผลจากความผิดพลาดเดียว โดยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เหตุไฟดับขนาดใหญ่แบบนี้มักเกิดขึ้นที่ใดสักแห่งในโลกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และแต่ละครั้งล้วนมีความแตกต่างกัน ทั้งการเริ่มต้นของปัญหา และลักษณะของผลกระทบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วาติกันเผย การประชุมเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เริ่ม 7 พ.ค.นี้

วาติกันเผย การประชุมเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เริ่ม 7 พ.ค.นี้

29 เม.ย. 2568 01:39 น.

วาติกันเผย การประชุมเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เริ่ม 7 พ.ค.นี้

วาติกันกำหนดวันจัดประชุมเพื่อเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ หลังจากโป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์แล้ว โดยจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 พ.ค.นี้

สำนักวาติกันเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. 2568 ว่า การประชุมเพื่อเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ หรือการประชุม “คอนเคลฟ” (Conclave) จะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 พ.ค.นี้ โดยพระคาร์ดินัลที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปีจะมาร่วมประชุมกันที่โบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) เพื่อโหวตเลือกประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกพระองค์ใหม่

วันประชุมดังกล่าวได้รับเลือกที่การประชุมของพระคาร์ดินัลทุกช่วงวัย ในวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. หรือ 2 วันหลังจากพระราชพิธีพระศพและพิธีปลงพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ขณะมีพระชนมายุ 88 พรรษา

คณะพระคาร์ดินัลแห่งคริสตจักรคาทอลิกทั้ง 252 องค์ถูกเรียกตัวจากทุกมุมโลกมายังกรุงโรมหลังการสิ้นพระชนม์ของโป๊ปฟรานซิส แต่มีเพียง 135 องค์เท่านั้นที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปีและมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จากคณะพระคาร์ดินัล ซึ่งหลายองค์ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ทั้งนี้เนื่องจากโป๊ปฟรานซิสมักเลือกแต่งตั้งพระคาร์ดินัลจากสถานที่ที่ไม่เคยมีพระคาร์ดินัลมาก่อน เช่นที่เมียนมา, เฮติ และรวันดา

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะพระคาร์ดินัลจัดการประชุมร่วมกันแล้ว 4 ครั้ง เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น

ในวันจันทร์เช่นเดียวกัน สำนักวาติกันสั่งปิดโบสถ์น้อยซิสทีน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคอนเคลฟ และจนถึงตอนนี้มีเบาะแสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นว่า พระคาร์ดินัลองค์ใดจะได้เป็นประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกพระองค์ใหม่

หนึ่งในพระคาร์ดินัลที่มีโอกาสมากที่สุดคือ พระคาร์ดินัล ปิเอโตร ปาโรลิน ชาวอิตาลี ผู้เป็นเลขาธิการแห่งนครรัฐวาติกันภายใต้โป๊ปฟรานซิส ตามด้วยพระคาร์ดินัล ลูอิส อันโตนิโอ เทเกิล ชาวฟิลิปปินส์ อาร์ชบิชอปกิตติคุณแห่งมะนิลา และพระคาร์ดินัล ปีเตอร์ เติร์กสัน ชาวกานา

นอกจากนั้น ยังมีพระคาร์ดินัลอีกหลายองค์ที่ถูกมองว่ามีโอกาส เช่น มัตเตโอ ซัปปี อาร์ชบิชอปแห่งโบโลญญา, คาร์ดินัล โรเบิร์ต ซาราห์ ชาวกินี และคาร์ดินัล ปิเอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา อัครบิดรแห่งเยรูซาเลม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna