ปูตินประกาศหยุดยิง 3 วัน เริ่ม 8 พ.ค. ยูเครนจี้หยุดยิงทันทีนาน 30 วัน

ปูตินประกาศหยุดยิง 3 วัน เริ่ม 8 พ.ค. ยูเครนจี้หยุดยิงทันทีนาน 30 วัน

28 เม.ย. 2568 23:32 น.

ปูตินประกาศหยุดยิง 3 วัน เริ่ม 8 พ.ค. ยูเครนจี้หยุดยิงทันทีนาน 30 วัน

ปูตินประกาศหยุดยิง 3 วันเริ่มตั้งแต่ 8 พ.ค. อ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม ขณะที่ฝ่ายยูเครนเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิงในทันทีเป็นเวลา 30 วัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. 2568 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ประกาศหยุดยิงในยูเครนชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่เช้าวันที่ 8 พ.ค. ถึงวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งตรงกับช่วงการเฉลิมฉลองชัยชนะอันเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

แถลงการณ์ของรัฐบาลเครมลินของรัสเซียระบุว่า นายปูตินประกาศหยุดยิงดังกล่าวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม และยูเครนควรทำแบบเดียวกัน พร้อมเตือนด้วยว่า หากฝ่ายยูเครนละเมิดการหยุดยิง กองทัพรัสเซียจะมีการตอบสนองอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ

“เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายรัสเซียประกาศตนว่าพร้อมสำหรับการเจรจาสันติภาพ อย่างไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตยูเครน และมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับหุ้นส่วนระหว่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุต่อ

ด้านนายอันดรี ไซบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของยูเครน ออกมาตอบสนองต่อการประกาศของนายปูตินทันที โดยเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิงเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน

“หากรัสเซียต้องการสันติจริงๆ พวกเขาต้องหยุดยิงในทันที” นายไซบีฮาระบุผ่านข้อความที่โพสต์บน X “จะรอจนถึง 8 พ.ค.ทำไม? หากการยิงสามารถหยุดได้ในตอนนี้และวันใดก็ได้เป็นเวลา 30 วัน ทำให้มันเป็นความจริง ไม่ใช่แค่เพื่อให้มันผ่านไป”

นายไซบีฮาบอกอีกว่า ยูเครนพร้อมสนับสนุนการหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบ คงทนและยั่งยืน และสิ่งที่ยูเครนเสนอมาตลอดคือ การหยุดยิงอย่างน้อย 30 วัน

ขณะที่ น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเห็นการหยุดยิงถาวร และเขาทนไม่ไหวกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

“ฉันเข้าใจว่าเมื่อเช้านี้ วลาดิเมียร์ ปูติน เสนอการหยุดยิงชั่วคราว แต่ท่านประธานาธิบดีแสดงความชัดเจนไปแล้วว่า เขาต้องการเห็นการหยุดยิงถาวรก่อน เพื่อหยุดการเข่นฆ่า เพื่อหยุดการนองเลือด” น.ส.เลวิตต์กล่าว

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ระบุว่านี่เป็นสัปดาห์วิกฤตสำหรับการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยวอชิงตันพยายามเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย แต่รัฐบาลของนายทรัมป์ขู่จะถอนตัว หากพวกเขาไม่เห็นความคืบหน้า

ฝ่ายยูเครนแสดงออกชัดเจนแล้วว่าพวกเขายอมรับข้อเสนอหยุดยิงเป็นเวลา 30 วันที่ฝ่ายสหรัฐฯ เสนอก่อนหน้านี้ ขณะที่ฝ่ายรัสเซียไม่ตอบรับ แต่พยายามสร้างความประทับใจว่า พวกเขาจริงจังกับการไขว่คว้าสันติภาพ โดยก่อนหน้านี้รัสเซียก็ประกาศหยุดยิงนาน 30 ชั่วโมงในวันอีสเตอร์ แต่การหยุดยิงเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน และรัสเซียกับยูเครนต่างโทษกันว่าอีกฝ่ายละเมิดการหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปน-โปรตุเกสปั่นป่วน เกิดไฟดับครั้งใหญ่ ฝรั่งเศส-อันดอร์รากระทบด้วย

สเปน-โปรตุเกสปั่นป่วน เกิดไฟดับครั้งใหญ่ ฝรั่งเศส-อันดอร์รากระทบด้วย

28 เม.ย. 2568 22:44 น.

สเปน-โปรตุเกสปั่นป่วน เกิดไฟดับครั้งใหญ่ ฝรั่งเศส-อันดอร์รากระทบด้วย

เกิดไฟดับเป็นวงกว้างกระทบพื้นที่ขนาดใหญ่ในสเปนและโปรตุเกส ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก โดยผู้ให้บริการไฟฟ้าในโปรตุเกสระบุว่า สาเหตุเกิดจากปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นได้ยาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. 2566 ว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับในพื้นที่ขนาดใหญ่ของสเปนและโปรตุเกส ทำให้การขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาต การจราจรติดขัดครั้งใหญ่ เที่ยวบินต่างๆ ออกเดินทางล่าช้า และทำให้ผู้ให้บริการพลังงานต้องเร่งมือเพื่อฟื้นฟูพลังงานกลับมา

บริษัท “เรเดส เอเนอเจติกัส นาซิอองนาลส์” (อาร์อีเอ็น – REN) ผู้ให้บริการพลังงานในโปรตุเกสระบุว่า เหตุไฟดับที่เกิดขึ้นเป็นผลจากปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างสุดขั้วในสเปน จนทำให้เกิดการแกว่งตัวที่ผิดปกติของสายไฟฟ้าแรงสูงขนาด 400 กิโลโวลต์ หรือที่เรียกกันว่า “การสั่นสะเทือนที่ชักนำโดยสภาพอากาศ” (induced atmospheric vibration)

อาร์อีเอ็น ระบุด้วยว่า การแกว่งตัวนี้ทำให้เกิดความล้มเหลวในเวลาเดียวกันระหว่างระบบไฟฟ้าต่างๆ นำไปสู่การรบกวนระบบต่อเนื่องทั่วเครือข่ายภายในยุโรป

นักเดินทางจำนวนมากอยู่ที่สถานีรถไฟอะโตชา ในกรุงมาดริด หลังสถานีปิดทำการชั่วคราวเพราะไฟดับ เมื่อ 28 เม.ย. 2568
นักเดินทางจำนวนมากอยู่ที่สถานีรถไฟอะโตชา ในกรุงมาดริด หลังสถานีปิดทำการชั่วคราวเพราะไฟดับ เมื่อ 28 เม.ย. 2568

ด้านผู้ให้บริการในสเปนยังไม่ยืนยันว่าไฟดับเกิดจากสาเหตุเดียวกันหรือไม่ แต่นาย เอดูอาร์โด ปริเอโต ซีอีโอของบริษัท เรด อิเล็กตริกา ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสเปน กล่าวในงานแถลงข่าวว่า การแก้ปัญหาอาจใช้เวลาประมาณ 6-10 ชั่วโมง ส่วน อาร์อีเอ็น คาดว่าอาจต้องใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ระบบจึงจะกลับมาเป็นปกติ

มีรายงานด้วยว่าบางพื้นที่ของฝรั่งเศสและประเทศอันดอร์ราก็ได้รับผลกระทบจากไฟดับเช่นกัน ขณะนายอันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวว่า ไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเหตุไฟดับเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์

ผู้คนจำนวนมากแห่ใช้บริการรถบัสประจำทาง หลังบริการรถไฟใต้ดินหยุดทำงานเนื่องจากไฟดับที่กรุงลิสบอน ของโปรตุเกส เมื่อ 28 เม.ย. 2568
ผู้คนจำนวนมากแห่ใช้บริการรถบัสประจำทาง หลังบริการรถไฟใต้ดินหยุดทำงานเนื่องจากไฟดับที่กรุงลิสบอน ของโปรตุเกส เมื่อ 28 เม.ย. 2568

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการไฟฟ้าในสเปนและโปรตุเกสยืนยันว่า พลังงานเริ่มฟื้นฟูกลับมาในบางพื้นที่แล้ว แต่เหตุไฟดับที่เกิดขึ้นสร้างความปั่นป่วนอย่างหนัก สถานีรถไฟในสเปนและโปรตุเกสหลายแห่ง รวมถึงในกรุงมาดริดและกรุงลิสบอนต้องหยุดให้บริการ ผู้โดยสารต้องถูกอพยพลงจากรถไฟ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ในสเปนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

นายโฮเซ ลูอิส มาร์ติเนซ-อัลเมดา นายกเทศมนตรีกรุงมาดริด ต้องประกาศเตือนประชาชนว่าอย่าเพิ่งเดินทาง และโทรเบอร์ฉุกเฉินเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ เท่านั้น ส่วนสายการบิน ทีเอพี แอร์ ของฝรั่งเศสแจ้งผู้โดยสารว่าไม่ให้เดินทางมายังสนามบินจนกว่าจะมีการแจ้งความคืบหน้า

หลายพื้นที่ในฝรั่งเศสก็เกิดไฟดับช่วงสั้น ๆ โดยบริษัท อาร์ทีอี (RTE) ผู้ให้บริการไฟฟ้าในฝรั่งเศสยืนยันว่า ปฏิบัติการกลับมาเป็นปกติแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มฮูตีเผย สหรัฐฯ โจมตีเยเมน ถล่มศูนย์ผู้อพยพ ดับกว่า 68 ศพ

กลุ่มฮูตีเผย สหรัฐฯ โจมตีเยเมน ถล่มศูนย์ผู้อพยพ ดับกว่า 68 ศพ

28 เม.ย. 2568 16:16 น.

กลุ่มฮูตีเผย สหรัฐฯ โจมตีเยเมน ถล่มศูนย์ผู้อพยพ ดับกว่า 68 ศพ

ผู้อพยพชาวแอฟริกันอย่างน้อย 68 รายเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ศูนย์กักกันแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี

ผู้อพยพชาวแอฟริกันอย่างน้อย 68 รายเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ศูนย์กักกันแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยเมน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตี

อัลมาซีราห์ สถานีโทรทัศน์ของกลุ่มฮูตี รายงานว่าผู้อพยพอีก 47 รายได้รับบาดเจ็บ ส่วนใหญ่อาการสาหัส เมื่อศูนย์กักขังในจังหวัดซาดาถูกโจมตีทางอากาศด้วยระเบิด โดยได้โพสต์ภาพซึ่งแสดงให้เห็นศพหลายศพท่ามกลางเศษซากอาคารที่พังทลาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ประกาศว่ากองกำลังของตนได้โจมตีเป้าหมายมากกว่า 800 แห่งแล้ว นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮูตีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม กองบัญชาการระบุว่าการโจมตีดังกล่าว “สังหารนักรบฮูตีหลายร้อยคนและผู้นำฮูตีจำนวนมาก” รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่กำกับดูแลโครงการขีปนาวุธและโดรน

หน่วยงานที่กลุ่มฮูตีควบคุมอยู่กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้พลเรือนเสียชีวิตหลายสิบคน แต่รายงานว่ามีสมาชิกของกลุ่มเสียชีวิตเพียงเล็กน้อย ขณะที่ศูนย์กักกันผู้อพยพในจังหวัดซาดา มีผู้อพยพชาวแอฟริกัน 115 คนอาศัยอยู่ ขณะถูกโจมตีเมื่อคืนวันอาทิตย์ (27 เม.ย.)

ทั้งนี้ แม้เยเมนจะประสบวิกฤตด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งที่กินเวลานานถึง 11 ปี แต่ผู้อพยพยังคงเดินทางมายังเยเมนโดยทางเรือจากประเทศในแอฟริกาตะวันออก เพื่อข้ามไปยังซาอุดีอาระเบียเพื่อหางานทำ ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีผู้อพยพเกือบ 60,900 คนเดินทางมาถึงเยเมน โดยมักไม่มีหนทางในการเอาชีวิตรอด

เมื่อต้นเดือนนี้ รัฐบาลเยเมนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮูตีกล่าวว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ หลายครั้งที่คลังน้ำมันราสอิซา บนชายฝั่งทะเลแดงทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 74 ราย และบาดเจ็บอีก 171 ราย โดยระบุว่าคลังน้ำมันดังกล่าวเป็นสถานที่สำหรับพลเรือน และการโจมตีดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมสงคราม”

เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์สั่งโจมตีพื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุมอยู่เป็นจำนวนมาก และขู่ว่าจะ “ทำลายล้างพื้นที่เหล่านั้นจนหมดสิ้น” นอกจากนี้ เขายังเตือนอิหร่านไม่ให้ติดอาวุธให้กับกลุ่มนี้ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธ

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 กลุ่มฮูตีได้โจมตีเรือสินค้าหลายสิบลำด้วยขีปนาวุธ โดรน และเรือขนาดเล็กโจมตีในทะเลแดงและอ่าวเอเดน โดยเรือสินค้าจมไป 2 ลำ ยึดเรือลำที่สาม และสังหารลูกเรือไป 4 ราย

กลุ่มฮูตีกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสในฉนวนกาซา และอ้างว่าพวกเขากำลังโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับอิสราเอล สหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักรเท่านั้น

หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มฮูตีเป็น “องค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ” ซึ่งรัฐบาลของไบเดนได้เพิกถอนสถานะดังกล่าวเนื่องจากพวกเขากล่าวว่าจำเป็นต้องบรรเทาปัญหาด้านมนุษยธรรมของประเทศ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เยเมนได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมือง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มฮูตีเข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดิอาระเบียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อพยายามฟื้นฟูการปกครองของเยเมน มีรายงานว่าการสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150,000 ราย และก่อให้เกิดภัยพิบัติทางมนุษยธรรม มีผู้พลัดถิ่น 4.8 ล้านคน และ 19.5 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากร ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักปีนเขาฟูจิได้รับการช่วยเหลือ 2 ครั้ง เพราะกลับไปเอาโทรศัพท์ที่ทำหาย

นักปีนเขาฟูจิได้รับการช่วยเหลือ 2 ครั้ง เพราะกลับไปเอาโทรศัพท์ที่ทำหาย

28 เม.ย. 2568 14:21 น.

นักปีนเขาฟูจิได้รับการช่วยเหลือ 2 ครั้ง เพราะกลับไปเอาโทรศัพท์ที่ทำหาย

นักศึกษาอายุ 27 ปี ซึ่งปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ ได้รับการช่วยเหลือ 2 ครั้งภายในระยะเวลา 4 วัน หลังจากที่เขากลับมาปีนเขาเพื่อค้นหาโทรศัพท์มือถือที่ทำหาย

นักศึกษาอายุ 27 ปี ซึ่งปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ ได้รับการช่วยเหลือ 2 ครั้งภายในระยะเวลา 4 วัน หลังจากที่เขากลับมาปีนเขาเพื่อค้นหาโทรศัพท์มือถือที่ทำหาย

นักศึกษาชาวจีนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้รับการช่วยเหลือครั้งแรกด้วยเฮลิคอปเตอร์เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะอยู่บนเส้นทางฟูจิโนะมิยะ ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 เมตร ในฝั่งจังหวัดชิซุโอกะ  เขาไม่สามารถลงจากเส้นทางปีนเขาได้เนื่องจากทำรองเท้าตะปูสำหรับปีนภูเขาหาย โดยรองเท้าดังกล่าวเป็นอุปกรณ์มีตะปูที่ติดอยู่กับพื้นรองเท้าสำหรับปีนเขาเพื่อให้ยึดเกาะพื้นได้ดีขึ้น

แต่ไม่กี่วันต่อมา เขากลับมาที่ภูเขาอีกครั้งเพื่อนำสิ่งของที่เขาลืมเอาไว้ รวมถึงโทรศัพท์ของเขา เขาได้รับการช่วยเหลืออีกครั้งในวันที่ 26 เม.ย. ใกล้กับสถานีที่ 8 เส้นทางฟูจิโนะมิยะ หลังจากมีภาวะเจ็บป่วยจากการขึ้นที่สูง แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว

เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย เจ้าหน้าที่จึงไม่แนะนำให้ปีนภูเขาไฟฟูจินอกฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมและสิ้นสุดในช่วงต้นเดือนกันยายน ขณะนี้ เส้นทางทั้งหมดที่นำไปสู่ยอดเขาฟูจิปิดให้บริการตามคำกล่าวของกระทรวงสิ่งแวดล้อม

หลังจากการช่วยเหลือชายคนดังกล่าว ตำรวจในจังหวัดชิซูโอกะได้ย้ำคำแนะนำอีกครั้งว่าไม่ควรปีนเขาในช่วงนอกฤดูกาล เนื่องจากสภาพอากาศอาจเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยให้การช่วยเหลือได้ยาก นอกจากนี้ สถานพยาบาลตามเส้นทางยังปิดให้บริการอีกด้วย

โพสต์ของผู้ใช้งาน X บางรายวิพากษ์วิจารณ์ชายคนดังกล่าวที่เพิกเฉยต่อคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่ห้ามปีนเขาในเวลานั้น โดยระบุว่าเขาควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับภารกิจกู้ภัยทั้งสองครั้ง

ภูเขาไฟฟูจิซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้วยรูปทรงกรวยที่สมบูรณ์แบบ สูง 3,776 เมตร เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของญี่ปุ่น และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวมากเกินไปด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมการปีนเขา

ในปี 2023 มีผู้คนมากกว่า 220,000 คน ปีนภูเขาไฟฟูจิระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกาหลีเหนือยืนยันครั้งแรก ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบยูเครน

เกาหลีเหนือยืนยันครั้งแรก ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบยูเครน

28 เม.ย. 2568 12:56 น.

เกาหลีเหนือยืนยันครั้งแรก ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบยูเครน

เกาหลีเหนือยืนยันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่าได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน ปลดปล่อยพื้นที่ชายแดนคูร์สก ตามคำสั่งของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน

วันที่ 28 เมษายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า กองทัพเกาหลีเหนือยืนยันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า ได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบในสงครามยูเครน โดยทหารเกาหลีเหนือได้ร่วมกับกองกำลังรัสเซียในการปลดปล่อยพื้นที่ชายแดนคูร์สก ตามคำสั่งของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ระบุชัดเจนว่าทหารเกาหลีเหนือจะถูกส่งกลับประเทศหรือไม่หลังสิ้นสุดภารกิจที่คูร์สก

การออกมายืนยันในประเด็นนี้มีขึ้นหลังจาก วาเลรี เกราซิมอฟ เสนาธิการทหารรัสเซีย ออกมากล่าวยกย่อง ความกล้าหาญ ของทหารเกาหลีเหนือ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับบทบาทของทหารเกาหลีเหนือในสงครามอย่างเปิดเผย

ด้านสำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า มีทหารเกาหลีเหนือกว่า 11,000 นายถูกส่งไปร่วมรบในยูเครน และเชื่อว่ากว่า 1,000 นายเสียชีวิตภายในระยะเวลา 3 เดือนพร้อม และกองทัพรัสเซียสามารถยึดคืนภูมิภาคคูร์สกได้เต็มรูปแบบ แต่ยูเครนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ขณะที่สหรัฐฯ ตอบโต้ทันที โดยระบุว่า เกาหลีเหนือจะต้องรับผิดชอบต่อการมีส่วนทำให้สงครามยืดเยื้อและรุนแรงยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้และชาติตะวันตกเคยรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารจำนวนมากไปยังคูร์สกตั้งแต่ปีที่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงป้องกันร่วมที่ลงนามระหว่างคิม จองอึน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนกันและกันหากเผชิญการรุกราน.

แคนาดาตั้งข้อหาชายขับรถพุ่งชนคน 11 ศพ งานเทศกาลแวนคูเวอร์

แคนาดาตั้งข้อหาชายขับรถพุ่งชนคน 11 ศพ งานเทศกาลแวนคูเวอร์

28 เม.ย. 2568 12:04 น.

แคนาดาตั้งข้อหาชายขับรถพุ่งชนคน 11 ศพ งานเทศกาลแวนคูเวอร์

ชายวัย 30 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา 8 กระทง หลังจากขับรถยนต์พุ่งเข้าใส่ฝูงชนในงานเทศกาลที่เฉลิมฉลองวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ชายวัย 30 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนา 8 กระทง หลังจากขับรถยนต์พุ่งเข้าใส่ฝูงชนในงานเทศกาลที่เฉลิมฉลองวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ขณะที่การระบุตัวเหยื่อยังคงดำเนินต่อไป ตำรวจกล่าวว่าผู้ต้องสงสัยคือนายไคจี อดัม โล ชาวเมืองแวนคูเวอร์ มีแนวโน้มที่จะถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าวว่าตำรวจรู้จักผู้ต้องสงสัยก่อนเกิดเหตุโจมตี แต่ตัดประเด็นแรงจูงใจเรื่องแนวคิดหัวรุนแรงออกไป โดยให้เหตุผลว่าผู้ต้องสงสัยมีประวัติมีปัญหาสุขภาพจิต ด้านผู้จัดงานเทศกาลลาปูลาปู กล่าวว่าชุมชนชาวฟิลิปปินส์ในเมืองกำลังโศกเศร้า และผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้จะคงอยู่ไปอีกหลายปี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20:14 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ (26 เม.ย.) ที่ถนนอีสต์ 43 และถนนเฟรเซอร์ ทางตอนใต้ของเมืองแวนคูเวอร์ ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนได้เล่าถึงช่วงเวลาที่รถยนต์พุ่งเข้าใส่ฝูงชนและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตามมา

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ร่วมแสดงการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต
นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ร่วมแสดงการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต

ส่วนในที่เกิดเหตุเมื่อวันอาทิตย์ ผู้คนเริ่มวางดอกไม้และแสดงความเคารพแก่ผู้เสียชีวิต ด้านตำรวจเมืองแวนคูเวอร์ กล่าวว่าเป็น “วันที่มืดมนที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของเมือง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ “หลายสิบคน” จากการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งบางคนอาการสาหัส และจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และเสริมว่าเหยื่อมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเยาวชน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายโลไว้ หลังจากถูกผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุได้จับตัวเขาไว้ได้ แม้ว่าตำรวจจะปฏิเสธที่จะระบุแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่กล่าวว่า ” มั่นใจว่าหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ทำให้เราเชื่อว่านี่เป็นการก่อการร้าย” และเสริมว่าผู้ต้องสงสัยมี “ประวัติการพบกับตำรวจและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต”

เทศกาลในเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งมีชาวแคนาดาเชื้อสายฟิลิปปินส์อาศัยอยู่กว่า 140,000 คน จัดขึ้นทุกปีเพื่อรำลึกถึงลาปู-ลาปู วีรบุรุษของชาติที่ต่อต้านการล่าอาณานิคมของสเปนในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 มีผู้คนเข้าร่วมงานหลายหมื่นคน

ตำรวจกล่าวว่า ได้ทำการประเมินภัยคุกคามก่อนเริ่มงานเทศกาล และได้ปิดถนนบางส่วนบนถนนด้านหลังโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองส่วนใหญ่ และเสริมว่าไม่มีสิ่งใดบ่งชี้ถึงระดับภัยคุกคามสำหรับงานดังกล่าว ขณะที่ถนนที่เกิดเหตุส่วนใหญ่มีรถขายอาหาร และไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับสหพันธรัฐของแคนาดาในวันที่ 28 เมษายน ทำให้นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรี ต้องยกเลิกการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเสรีนิยมในเมืองแคลการีและริชมอนด์

คาร์นีย์กล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์ต่อชาวแคนาดา ว่าเขา “หัวใจสลาย” และ “เสียใจมาก” ต่อการโจมตีครั้งนี้ เขาได้เดินทางไปสถานที่เกิดเหตุในเย็นวันอาทิตย์ โดยจุดเทียนและยืนสงบนิ่งร่วมกับสมาชิกในชุมชนท้องถิ่นหลายสิบคน คาร์นีย์ยังได้พบกับสมาชิกในครอบครัวของเหยื่อและวางดอกไม้ระหว่างพิธีไว้อาลัยในโบสถ์.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

อินโดฯ เอาจริง กวาดล้าง “ทำประมงแบบทำลายล้าง” จับกุมผู้ต้องสงสัย 101 ราย

อินโดฯ เอาจริง กวาดล้าง "ทำประมงแบบทำลายล้าง" จับกุมผู้ต้องสงสัย 101 ราย

28 เม.ย. 2568 11:56 น.

อินโดฯ เอาจริง กวาดล้าง “ทำประมงแบบทำลายล้าง” จับกุมผู้ต้องสงสัย 101 ราย

ตำรวจอินโดฯ รวบชาวประมง 101 รายต้องสงสัยทำการประมงแบบทำลายล้าง พร้อมยึดของกลางอุปกรณ์ระเบิดปลา ช็อตไฟฟ้า และสารเคมี ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลจากการประมงแบบทำลายล้างที่สร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเล

วันที่ 28 เมษายน 2568 พลตำรวจตรี ไอดิล ตับรันซยาห์ ผู้อำนวยการหน่วยน้ำและอากาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยมีส่วนพัวพันกับการประมงแบบทำลายล้าง จำนวน 101 ราย ระหว่างการสะสางคดีความ 72 คดี ช่วงวันที่ 24 ก.พ.-24 มี.ค. ที่ผ่านมา

โดยระบุว่าหน่วยตำรวจทางทะเลทั้งระดับภูมิภาคและระดับชาติได้สะสางคดีความเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลจากการประมงแบบทำลายล้างอันเป็นวิธีการที่สร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเล

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยใช้วิธีการจับปลาอย่างผิดกฎหมาย อาทิ ระเบิดปลา อุปกรณ์จับปลาต้องห้าม สารเคมี และอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า โดยทางการสามารถยึดของกลาง อาทิ ตัวจุดระเบิด แอมโมเนียมไนเตรต เรือประมง อุปกรณ์ดำน้ำ และปลาที่จับมาอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้ต้องสงสัยอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือ 20 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีระเบิดปลา ส่วนการประมงแบบทำลายล้างรูปแบบอื่นๆ อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 19.85 ล้านบาท

เกาหลีเหนือยืนยันส่งทหารช่วยรบรัสเซียในสงครามยูเครน

เกาหลีเหนือยืนยันส่งทหารช่วยรบรัสเซียในสงครามยูเครน

28 เม.ย. 2568 11:08 น.

เกาหลีเหนือยืนยันส่งทหารช่วยรบรัสเซียในสงครามยูเครน

ทางการเกาหลีเหนือกล่าวยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ส่งทหารไปช่วยรบให้กับรัสเซียในสงครามยูเครน จนสามารถปลดปล่อยพื้นที่ชายแดนภูมิภาคเคิร์สก์ได้อย่างสมบูรณ์ ตามคำสั่งของนายคิม จองอึน

ทางการเกาหลีเหนือกล่าวยืนยันเป็นครั้งแรกว่าได้ส่งทหารไปช่วยรบให้กับรัสเซียในสงครามยูเครน สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ กองทัพเกาหลีเหนืออ้างว่าทหารของตนช่วยกองกำลังรัสเซียจนสามารถปลดปล่อยพื้นที่ชายแดนภูมิภาคเคิร์สก์ได้อย่างสมบูรณ์ ตามคำสั่งของนายคิม จองอึน

การประกาศครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่นายวาเลรี เกราซิมอฟ เสนาธิการกองทัพรัสเซีย ยกย่องความกล้าหาญของทหารเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับอย่างเปิดเผยถึงการมีส่วนร่วมของเกาหลีเหนือ เขายังกล่าวอ้างว่ารัสเซียได้ควบคุมพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศเคิร์สก์ได้ทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งยูเครนปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกรายงานมานานแล้วว่า เกาหลีเหนือส่งทหารหลายพันนายไปยังภูมิภาคเคิร์สก์เมื่อปีที่แล้ว

เคซีเอ็นเอกล่าวว่าการตัดสินใจส่งทหารเป็นไปตามสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย ด้านนายคิมจองอึน กล่าวตามรายงานของเคซีเอ็นเอว่า “ผู้ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมล้วนเป็นวีรบุรุษและเป็นตัวแทนของเกียรติยศของมาตุภูมิ” เกาหลีเหนือและรัสเซียได้แสดงให้เห็นถึง “พันธมิตรและภราดรภาพ” ในภูมิภาคเคิร์สก์ โดยเสริมว่า “มิตรภาพที่พิสูจน์ด้วยสายเลือด” จะช่วยขยายความสัมพันธ์ในทุก ๆ ด้านอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเคซีเอ็นเอไม่ได้ระบุว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกองทหารเกาหลีเหนือหลังจากภารกิจในภูมิภาคเคิร์สก์สิ้นสุดลง

มีรายงานว่าทหารเกาหลีเหนือถูกส่งไปประจำการเมื่อเดือนตุลาคม หลังจากความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างนายคิม และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการลงนามในข้อตกลงที่ผู้นำรัสเซียและนายคิมตกลงที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน หากประเทศใดประเทศหนึ่งกำลังเผชิญกับการรุกราน

ในเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่ตะวันตกกล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าทหารอย่างน้อย 1,000 นายจากทั้งหมด 11,000 นายที่ส่งมาจากเกาหลีเหนือถูกสังหารในช่วงสามเดือน มีรายงานว่าทหารเกาหลีเหนือ ซึ่งมาจากหน่วย “พิเศษ” ที่เรียกว่า Storm Corps ยังไม่พร้อมสำหรับความเป็นจริงของสงครามยุคใหม่

พันเอกฮามิช เดอ เบรตตัน-กอร์ดอน อดีตผู้บัญชาการรถถังของกองทัพอังกฤษกล่าวเมื่อต้นปีนี้ว่า “ทหารเหล่านี้แทบไม่ได้รับการฝึกฝนและนำโดยนายทหารรัสเซียที่พวกเขาไม่เข้าใจ”  แม้จะเป็นเช่นนี้ พลเอกโอเล็กซานเดอร์ ซิร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน ก็เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่าทหารเกาหลีเหนือกำลังสร้างปัญหาสำคัญให้กับนักรบยูเครนในแนวหน้า

“พวกเขามีจำนวนมาก โดยมีทหารอีก 11,000-12,000 นายที่มีแรงจูงใจสูงและเตรียมตัวมาอย่างดีซึ่งกำลังดำเนินการโจมตี พวกเขาปฏิบัติการตามยุทธวิธีแบบโซเวียต พวกเขาอาศัยทหารที่มีจำนวนมาก”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีนเข้ายึดสันดอนทรายข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

จีนเข้ายึดสันดอนทรายข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

28 เม.ย. 2568 10:27 น.

จีนเข้ายึดสันดอนทรายข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่าหน่วยยามฝั่งของจีน ได้ยึดสันดอนทรายขนาดเล็กในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นการยกระดับข้อพิพาทในภูมิภาคกับฟิลิปปินส์

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ 4 นาย ซึ่งสวมชุดสีดำล้วนและถือธงชาติจีน ยืนอยู่บนแนวปะการังแซนดีเคย์ ที่เป็นข้อในหมู่เกาะสแปรตลีย์ ซีซีทีวีกล่าวว่าจีนได้ดำเนินการควบคุมทางทะเลและใช้เขตอำนาจศาล บนแนวปะการังดังกล่าวเมื่อต้นเดือนเมษายน

ทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างก็อ้างสิทธิ์ในเกาะต่างๆ โดยฟิลิปปินส์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (27 เม.ย.) ว่าได้ขึ้นบนสันดอนทราย 3 แห่ง และได้เผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ถือธงชาติในท่าที่เลียนแบบภาพถ่ายของจีน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสันดอนทรายที่กองกำลังรักษาความปลอดภัยของฟิลิปปินส์ขึ้นนั้นเป็นสันทรายแซนดีเคย์ด้วยหรือไม่

กองกำลังพิเศษแห่งชาติทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก กล่าวว่าพบเรือของหน่วยยามฝั่งจีนปรากฏขึ้นโดยผิดกฎหมาย ห่างจากเนินทรายแห่งหนึ่ง 1,000 หลา หรือราว 914 เมตร รวมทั้งเรือของกองกำลังติดอาวุธจีนอีก 7 ลำ คำแถลงดังกล่าวระบุว่า “ปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละของรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการรักษาอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และเขตอำนาจศาลของประเทศในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก”

ข้อพิพาทระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการเผชิญหน้ากันบ่อยครั้ง รวมทั้งเรือชนกันและทะเลาะวิวาท โดยสันดอนทรายแซนดีเคย์ตั้งอยู่ใกล้กับฐานทัพทหารฟิลิปปินส์บนเกาะทิตู หรือที่รู้จักกันในชื่อปากาซา ซึ่งฟิลิปปินส์ใช้เกาะนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของจีนในพื้นที่ดังกล่าว

ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่าจีนยึดครองเกาะขนาด 200 ตารางเมตรแห่งนี้เป็นการถาวร และรายงานระบุว่าหน่วยยามฝั่งได้ถอนกำลังออกไปแล้วด้านทำเนียบขาวกล่าวว่ารายงานที่จีนยึดแนวปะการังนั้น “น่ากังวลอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องจริง”

ในความเห็นที่รายงานโดย Financial Times ของนายเจมส์ ฮิววิตต์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เตือนว่า “การกระทำเช่นนี้คุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” และเสริมว่าทำเนียบขาว “กำลังปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรของเรา”

การเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ กำลังดำเนินการฝึกซ้อมจำลองสถานการณ์สงครามประจำปี ซึ่งเรียกว่า “บาลิกาตัน” ซึ่งจีนวิพากษ์วิจารณ์ว่าการฝึกซ้อมดังกล่าวเป็นการยั่วยุ

เจ้าหน้าที่มากถึง 17,000 นาย ได้เข้าร่วมการซ้อมรบครั้งนี้ ขีปนาวุธจากระบบบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกยิงนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นการทดสอบยิงจริงครั้งที่สองของระบบและเป็นครั้งแรกที่ระบบนี้ถูกส่งไปประจำการในฟิลิปปินส์ การฝึกซ้อมดังกล่าวจะมีระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือ NMESIS ของสหรัฐฯ ร่วมด้วย

กองทัพฟิลิปปินส์กล่าวว่าการฝึกซ้อมดังกล่าวเป็นการซ้อมรบเพื่อการป้องกันประเทศ แต่ยืนกรานว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

การฝึกซ้อมนี้ช่วยบรรเทาความกังวลให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ บางส่วน ที่คิดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำลายการสนับสนุนทางทหารที่สหรัฐฯ มีในภูมิภาคนี้มาหลายปี ในการเยือนฟิลิปปินส์เมื่อเดือนที่แล้ว นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังเพิ่มกำลังในฟิลิปปินส์ และพิจารณาที่จะแสดงการยับยั้งต่อจีนขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ จีนอ้างสิทธิ์ดินแดนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่แบ่งตาม “เส้นประ 9 เส้น” เส้นดังกล่าวประกอบด้วยเส้นประ 9 เส้นซึ่งทอดยาวไปทางใต้และตะวันออกหลายร้อยกิโลเมตรจากมณฑลไหหลำทางใต้สุดของจีน จีนได้สนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของตนด้วยการสร้างเกาะและลาดตระเวนทางทะเล ขณะที่ประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย และบรูไน ต่างก็อ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะและพื้นที่ต่างๆ ในทะเลจีนใต้เช่นกัน.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นายกฯ ใหม่ย้ำ กรีนแลนด์ไม่ใช้ดินแดนที่จะถูกซื้อได้ ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์

นายกฯ ใหม่ย้ำ กรีนแลนด์ไม่ใช้ดินแดนที่จะถูกซื้อได้ ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์

28 เม.ย. 2568 05:45 น.

นายกฯ ใหม่ย้ำ กรีนแลนด์ไม่ใช้ดินแดนที่จะถูกซื้อได้ ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันว่า ดินแดนของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่จะซื้อกันได้ ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พูดถึงการควบคุมกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเขตปกครองตนเองกรีนแลนด์ ของเดนมาร์ก กล่าวระหว่างเยือนกรุงโคเปนเฮเกนในวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 2568 ว่า กรีนแลนด์และเดนมาร์กต้องยืนเคียงข้างกันเพื่อเผชิญหน้ากับวาทกรรมที่ไร้ความเคารพจากสหรัฐฯ

นายนีลเซนแถลงร่วมกับน.ส. เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับระหว่างผู้นำทั้ง 2 คน และพวกเขาจะแสดงความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีก โดยนายนีลเซนจะกลับกรีนแลนด์ในวันจันทร์นี้ (28 เม.ย.) พร้อมกับสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริก ซึ่งจะเสด็จเยือนดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้นาน 4 วัน

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่า “เราไม่เคยเป็น และจะไม่มีวันเป็นดินแดนที่สามารถถูกใครก็ตามซื้อไปได้ และนั่นคือข้อความที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจ” และเสริมด้วยว่า กรีนแลนด์กับเดนมาร์กจำเป็นต้องขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ด้านนโยบายต่างประเทศใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ คำพูดของนายนีลเซนเป็นการตอบโต้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ด้วยการกล่าวย้ำหลายครั้งว่า เขาจะทำให้กรีนแลนด์มาอยู่ใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

เมื่อเดือนมีนาคม นายทรัมป์กล่าวในสภาคองเกรสว่า การเข้าควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ และความมั่นคงระหว่างประเทศ

นายทรัมป์พูดเรื่องการซื้อเกาะกรีนแลนด์ตั้งแต่ตอนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารในการเข้ายึดครอง แต่นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดียืนยันว่า พวกเขาคิดว่าความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารคงไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำกรีนแลนด์กับเดนมาร์กจะกล่าวโจมตีคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่พวกเขากล่าวในวันอาทิตย์ว่า ยินดีจะพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อพูดคุยกัน โดยนายนีลเซนย้ำว่า กรีนแลนด์พร้อมจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และพวกเขาพร้อมที่จะมีหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งและพัฒนามากกว่า แต่พวกเขาต้องการความเคารพด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc