เจาะโพรงโซนB พบแสงไฟมือถือใต้ซากตึก สตง. กู้ภัยลุ้นเจอผู้รอดชีวิต

เจาะโพรงโซนB พบแสงไฟมือถือใต้ซากตึก สตง. กู้ภัยลุ้นเจอผู้รอดชีวิต

เจาะโพรงโซนB พบแสงไฟมือถือใต้ซากตึก สตง. กู้ภัยลุ้นเจอผู้รอดชีวิต

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เจาะโพรงโซนB พบแสงไฟมือถือใต้ซากตึกสตง. เรดาร์สแกนพบร่างมนุษย์ กู้ภัยลุ้นเจอผู้รอดชีวิต ทีมสุดซอยตลบหลัง บุกค้นบ.‘ซินเคอหยวน’

มท.1 ยังไม่ฟันธงเหตุตึกสตง.ถล่ม รอฟังกก.สอบข้อเท็จจริงสรุปให้ชัด ที่ต้องยืนยันด้วยวิทยาศาสตร์-วิศวกรรมได้ เผยปรับงบเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 แสนบาท ด้านรมว.อุตสาหกรรม สั่งทีมสุดซอยนำหมายศาลเข้าค้นบ.ซินเคอหยวน ยึดคอมฯ-อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกมาตรวจสอบข้อมูลผลิตเหล็ก เป็นการปรับแผนกระทันหันจากเดินจะไปเก็บหลักฐานในจุดเกิดเหตุ ด้านตำรวจ-DSI ลงเก็บชิ้นส่วนหลักฐานเหล็ก-ปูน 12 ชิ้นจากแต่ละโซนส่ง “พระจอมเกล้า-สถาบันเหล็ก”เช็คคุณภาพ ความคืบหน้าการค้นหาผู้เสียชีวิต กู้ภัยพบแสงไฟใต้ซากบริเวณโซนบี คาดเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ ใช้เรดาร์สแกนเจอร่างมนุษย์ 3 ร่าง มีความหวัง 90% เร่งขยายโพรงเข้าช่วย

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์กรณีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวว่า อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานการช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งได้รับงบทดรองฉุกเฉินจากกรมบัญชีกลาง 200 ล้านบาท โดยจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

ปรับงบเยียวยาศพละแสนบาท

นอกจากนี้ อธิบดี ปภ.ได้รายงานว่า จะมีการปรับค่าช่วยเหลือจัดงานศพกรณีผู้เสียชีวิตจากรายละ 2 หมื่นบาท เป็น 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความเห็นชอบโดยหลักการจากกรมบัญชีกลางแล้ว ขณะนี้อยู่ในเรื่องขั้นตอนเอกสารโดยจะเริ่มทำให้เร็วที่สุด ส่วนผู้บาดเจ็บที่เข้าข่ายทุพพลภาพก็จะมีค่าตอบแทน ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าให้ช่วยเหลือเยียวยาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ให้เกินวงเงิน และเป็นการใช้งบประมาณของรัฐให้มีประสิทธิภาพรวมถึงเป็นประโยชน์สูงสุดด้วย

ยังไม่ฟันธงต้นตอตึกสตง.ถล่ม

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) แห่งใหม่ ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ตนได้รับรายงานเป็นรายสัปดาห์ ขณะนี้พอเห็นเหตุผลประกอบขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ยังไม่สามารถฟันธงอะไรได้ เพราะหากฟันธงทันทีอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นต้องได้รับการยืนยัน และพิสูจน์ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ หลักทางวิศวกรรมให้ชัดเจนเพื่อทำรายงานและดำเนินการตามบทกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะที่เคยเป็นวิศวกรมีการคาดการณ์หรือไม่ว่าสาเหตุของอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ถล่มเกิดจากอะไร นายอนุทินกล่าวว่า มีหลายสาเหตุ แต่ก็ต้องนำมาประกอบกัน และเป็นเรื่องคณะกรรมการตรวจสอบ หากตนพูดไปจะเป็นลักษณะในการชี้นำ เราต้องรอให้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ในแวดวงวิชาการ สังคม และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ที่ไม่สามารถมีใครโน้มน้าวหรือชี้นำได้ แต่มีการบอกเหตุเบื้องต้นมาในระดับหนึ่งแล้ว ตนก็ได้ย้ำถามไปว่า สรุปได้เลยหรือไม่ แต่ทางคณะกรรมการตรวจสอบได้ตอบกลับมาว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ เป็นเพียงสารตั้งต้น และจะเอาประเด็นนี้ขยายผลต่อไป และรับรองว่าจะต้องเห็นสาเหตุ

“คือถ้าระดับศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมศาสตร์ ถ้าเขียนรายงานออกมาก็ต้องมีข้อพิสูจน์ วิทยาศาสตร์ก็ต้องมีข้อพิสูจน์ในการคำนวณ เพื่อที่จะไม่ให้ใครโต้แย้งหรือเห็นต่างได้ เพราะการคำนวณด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องใช้เรื่องการสันนิษฐาน จะออกมาเป็นหลักทางวิศวกรรมศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ทุกอย่าง เป็นที่ชัดเจน” นายอนุทิน กล่าว

ส่งทีมสุดซอยตลบหลังค้นซินเคอหยวน

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ รมว.อุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ปรับแผนให้ทีมสุดซอยร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจสอบสวนกลาง นำหมายศาลค้นบริษัท ซิน เคอ หยวน (SKY) โดยทั่วไป สำหรับผม ไม่ว่าผลสอบสาเหตุของตึกถล่มโดยคณะกรรมการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร ผลทดสอบของเหล็ก SKY หรือ ซิน เคอ หยวน ถือว่าสอบตกไปแล้ว 1.ตัวอย่างเหล็กใหม่ที่เก็บจากโรงงานที่ถูกปิดช่วงธันวาคม(จนถึงวันนี้) สอบตกไปสองรอบ และไม่อนุญาตให้ทดสอบใหม่อีกเป็นรอบที่สาม 2. ตัวอย่างที่ผมได้นำทีมไปเก็บจากบริเวณตึกถล่ม ท่ามกลางสื่อฯ ซึ่งในวันนั้น ผมไม่รู้ด้วยซํ้าว่าจะเจอเหล็กยี่ห้ออะไร ตัดเหล็กด้วยอุปกรณ์จากเหล็กท่อนยาวที่ประเมินว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการถล่ม (ได้ถ่ายคลิปเก็บไว้ด้วย) ปรากฏว่าเหล็กข้ออ้อยของ SKY สอบตกไปสองรายการ ในขณะที่เหล็กของยี่ห้ออื่นผ่าน

ยันผลสอบเหล็กskyตกคือตก

“สอบตกก็คือตก แม้ผลสอบสาเหตุตึกถล่มจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ผลทดสอบของเหล็ก SKY ก็ไม่ผ่านอยู่ดี” แต่หากทางเจ้าพนักงานจะประสานเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมไปร่วมเก็บหลักฐานเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ ก็ยินดีให้ความร่วมมือ”รมว.อุตสาหกรรมระบุ

และว่า อย่างไรก็ตาม ต้องเร่งสืบค้นข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเหล็กที่ถูกนำออกสู่ตลาดไปก่อนหน้าที่โรงงานจะถูกปิดช่วงธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ให้ปรากฏต่อสาธารณะโดยเร็วที่สุด ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายต่อไป ซึ่งก่อนหน้า ทีมสุดซอยได้เข้าไปที่บริษัท SKY เพื่อตรวจสอบโรงงาน และได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับเหล็กที่ถูกจำหน่ายออกไป แต่กลับพบความผิดปกติเกี่ยวกับกาก“ฝุ่นแดง” ที่ปรากฏอยู่ในปริมาณมาก ราวๆ 40,000-50,000 ตัน เกินปริมาณที่เคยได้แจ้งไว้ในระบบไปหลายเท่า จึงได้มีคำสั่งให้ทางบริษัทชี้แจง แต่จนถึงวันนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทเกี่ยวกับการจำหน่ายเหล็กกลับไม่เป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องฝุ่นแดง ก็ไม่ได้รับคำชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด

ดังนั้น ตนจึงให้ชุดสุดซอยปรับภารกิจวันนี้ จากเดิมจะไปร่วมเก็บหลักฐานที่บริเวณตึกถล่ม แต่เปลี่ยนให้นำหมายศาลไปเข้าค้นบริษัท SKY พร้อมตำรวจสอบสวนกลาง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI )เพื่อนำคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดมาสืบค้นหาข้อมูลให้ได้

บอร์ดBOIถอนสิทธิซินเคอหยวน

ขณะที่นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีหนังสือถึงบีโอไอเมื่อวันที่ 4 เมษายนแจ้งว่า บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ. โรงงานอุตสาหกรรมฯ และ พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฯ เมื่อวันที่ 11 เมษายน บอร์ดบีโอไอที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณากรณีดังกล่าวและมีมติให้เพิกถอนการใช้สิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว โดยไม่กระทบกับสิทธิประโยชน์ที่ใช้ไปแล้ว ของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ซึ่งได้รับการส่งเสริมในกิจการผลิตเหล็กแท่ง (Billet) ตามบัตรส่งเสริมเลขที่ 1235(2)/2556 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 โดยให้มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ จนกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะมีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานว่าอนุญาตให้บริษัทกลับมาดำเนินการผลิตได้ และหากกระทรวงอุตสาหกรรมได้เพิกถอนหนังสือรับรองการประกอบกิจการโรงงานแล้ว สำนักงานจะนำเสนอคณะกรรมการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างที่กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่น ยังตรวจสอบรายละเอียดและดำเนินการตามกฎหมายไม่แล้วเสร็จ

“ที่ผ่านมาบีโอไอไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของบริษัท ซิน เคอ หยวน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง และมีหนังสือแจ้งเตือนให้บริษัทต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในบัตรส่งเสริม รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเคร่งครัด จากนั้นเร่งนัดประชุมร่วมกันระหว่างบีโอไอและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีรองนายกฯและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 เพื่อพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนประชุมบอร์ดบีโอไอวันนี้เพื่อดำเนินการทันที” นายนฤตม์ กล่าว

ตำรวจ-DSIเก็บหลักฐานปูน-เหล็ก

วันเดียวกัน พ.ต.อ.ธิติพงศ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เปิดเผยหลังเข้าร่วมเก็บพยานหลักฐานกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ว่า ทีมงานได้เก็บตัวอย่างชิ้นส่วนจากจุดเกิดเหตุในแต่ละโซนจำนวน 12 ชิ้นต่อโซน ทั้งที่เป็นส่วนของเสาและพื้น เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ความผิดปกติของเนื้อปูนอย่างละเอียด ยืนยัน การเก็บตัวอย่างเป็นไปอย่างมีระบบ โดยใช้วิธีเจาะพื้นให้มีลักษณะทรงกระบอก เพื่อให้ได้ตัวอย่างปูนที่เพียงพอตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่จะทำการตรวจพิสูจน์เรียบร้อยแล้ว โดยจะส่งตัวอย่างไปตรวจที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า และหากการเก็บตัวอย่างเสร็จสิ้นภายในวันนี้ ก็จะดำเนินการส่งตรวจทันที อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหล็กและปูนไปบ้างแล้ว ซึ่งการทำงานเป็นไปลักษณะคู่ขนาน และขณะนี้ผลตรวจเหล็กบางส่วนออกมาแล้ว แต่รายละเอียดอยู่ในสำนวนการสืบสวนสอบสวน

ส่วนพระจอมเกล้า-สถาบันเหล็กพิสุจน์

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความผิดปกติที่อาจตรวจพบ พ.ต.อ.ธิติพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบทางกายภาพเบื้องต้น สามารถบ่งชี้ได้ถึงแหล่งที่มาของเหล็ก ลอตการผลิต และลักษณะการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญขณะนี้ ส่วนการตรวจสอบทางเคมีของปูนนั้น ยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์อีกครั้ง นอกจากสถาบันพระจอมเกล้าแล้ว ยังส่งตัวอย่างไปตรวจที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยด้วย อยู่ระหว่างรอผลตรวจเช่นกัน ยืนยันหลักการพิสูจน์พยานหลักฐานเป็นไปตามหลักวิชาการทางวิศวกรรม และหารือกับโยธาธิการตำรวจต่อเนื่อง เพื่อเป็นแนวทางสืบสวนสอบสวนสำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงานขณะนี้คือ การแบ่งเวลาเข้าเก็บพยานหลักฐาน โดยพูดคุยและวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ตำรวจเข้าเก็บพยานหลักฐานตอนเช้าที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะหยุดพัก เพื่อให้การปฏิบัติงานของทั้งสองฝ่ายราบรื่น

เจอแสงไฟมือถือ-เร่งขยายโพรงโซนB

ส่วนความคืบหน้าการรื้อถอนซากอาคาร สตง.และค้นหาร่างผู้ติดใต้ซากยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยนายภคพล เมธีภักดี อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษมเผยว่า เจ้าหน้าที่ในทีมพยายามเดินไปในโซน B และพยายามเจาะโพรงเดิมที่พยายามมาหลายวันแล้วแต่ไม่สามารถเจาะได้ แต่เพิ่งจะมาสำเร็จในช่วงเช้านี้ โดยในโพรงนั้นเป็นโพรงที่ค่อนข้างมืด และลึก ก่อนเจ้าหน้าที่จะได้ยินเสียงเปิดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็เอะใจก่อนจะก้มลงไปดู จากนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็หายไป และเห็นเป็นเพียงแสงไฟจากด้านล่าง จึงให้ทีม Usar ที่มีอุปกรณ์นำกล้องส่องลงไปเห็นแสงไฟโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามสอบถามไปว่า “เป็นคนที่รอดชีวิตใช่หรือไม่” ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เจ้าหน้าที่จึงเข้าใจได้ว่าอาจไม่มีแรงตอบโต้ จึงบอกกลับไปว่า “ถ้ายังมีชีวิตอยู่หรือถ้าเป็นคนที่อยู่ข้างล่างให้ปิดไฟหน้าจอมือถือ” ซึ่งไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ก็ดับลง จากนั้นเจ้าหน้าที่บอกอีกครั้งว่า “ให้เปิดไฟหน้าจอมือถือ” แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือก็เปิด ทำซ้ำอยู่แบบนี้ประมาณ 3-4 ครั้ง

เรดาร์สแกนเจอร่างมนุษย์2-3คน

นายภคพลกล่าวต่อว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่นำกล้องเรดาร์เข้ามาตรวจสอบ ปรากฏว่าเห็นเป็นร่างของมนุษย์อยู่ใกล้กันประมาณ 2-3 คน โดยคนที่ 1 เห็นอยู่ที่ความลึกประมาณ 1 เมตร คนที่ 2 อยู่ที่ความลึก 3 เมตร โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพชรเกษมยืนยันว่าไม่ได้กลิ่นเน่าออกมาจากโพรงดังกล่าว แต่เห็นลักษณะคล้ายมนุษย์จริง และทุกทีมจะมีหัวหน้าเป็นทีม Usar ที่มีกล้องเรดาร์ในการตรวจจับ ซึ่งล่าสุดกำลังจะนำกล้อง 360 องศา หย่อนลงไปในโพรงดังกล่าว เพื่อดูลักษณะกายภาพภายในโครง และมีใครอยู่ในนั้นบ้าง และมีทั้งหมดกี่ร่าง ซึ่งอุปสรรคในการทำงานตอนนี้ คือเหล็กเส้น ที่ขวางทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยอยู่จึงไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ เพราะรูของโพรงดังกล่าวมีความกว้างแค่ 50 เซนติเมตร ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่จะต้องเร่งเปิดปากโพรงให้กว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะเข้าไปในความลึก 1 เมตร ให้เร็วที่สุด เพราะคาดว่าจะมี 1 คน อยู่บริเวณนั้น และต้องตรวจสอบว่าเป็นผู้รอดชีวิตหรือไม่ วันนี้ถือว่าเป็นไปได้สูงมีความหวังถึง 90% ที่จะพบผู้รอดชีวิต

ยอดตาย27-สูญหาย67ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.10 น. กองบัญชาการเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่มสรุปจำนวนผู้ประสบเหตุ แบ่งเป็นคนงาน 103 คน ประชาชน 10 คน ผู้เสียชีวิต เป็นคนงาน 27 ราย ผู้รับบาดเจ็บ แบ่งเป็นคนงาน 9 ราย ประชาชน 10 ราย อยู่ระหว่างติดตามค้นหา 67 ราย

โพลชี้คอร์รัปชั่นต้นตอตึกสตง.ถล่ม

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เผยว่า จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านระบบ D-vote หัวข้อ “คุณคิดว่าเหตุการณ์อาคาร สตง. แห่งใหม่ถล่ม เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันหรือไม่?” ซึ่งเปิดให้ประชาชนโหวตระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 98 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่มเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน เมื่อถามเจาะลึกถึงสาเหตุตึกถล่ม ประชาชน ชี้ 3 ปัจจัยหลักได้แก่ คอร์รัปชั่นของผู้เกี่ยวข้อง การใช้วัสดุคุณภาพต่ำ เช่น เหล็กปลอม และกำหนดแบบก่อสร้างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ต้องการเงินทอน

จี้รัฐฟันตัวการใหญ่-อย่า‘จับแพะ’

สำหรับการลงโทษผู้ทำผิด ประชาชนจี้รัฐฟันให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่แค่โยนแพะโดยเสียงส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้แค่หาผู้รับเหมากลับมารับผิด แต่เรียกร้องให้ดำเนินคดี“ผู้มีอำนาจ”ที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งเสนอให้แบล็กลิสต์ บริษัทรับเหมาที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ห้ามรับงานรัฐอีกตลอดชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตผู้เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชันโดยไม่ลดหย่อนโทษ

ส่วนแนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยตึกถล่ม ประชาชนเสนอแนวทางแก้ปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ปรับปรุงกฎหมายให้เข้มงวด บังคับให้ทุกโครงการต้องมีกระบวนการตรวจสอบคอร์รัปชัน ทั้ง ตรวจสอบผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน ตรวจรับวัสดุ 2. บังคับใช้กฎหมายปราบคอร์รัปชันด้วยบทลงโทษเด็ดขาดรุนแรงถึงขั้น จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต 3. รัฐต้องปรับปรุงระบบข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบอย่างโปร่งใส 4. ให้ทุกโครงการเมกะโปรเจกต์ (มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) ต้องผ่านข้อตกลงคุณธรรม ให้ประชาชนร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้น

“โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือโครงการร่วมลงทุนภาครัฐกับเอกชน เป็นโครงการ ที่ใช้งบลงทุนสูงเป็นเป้าหมายของคนโกง โดยอาศัยช่องทางตามระเบียบ ดูเผินๆเหมือนถูกต้องตามระเบียบทุกประการ แต่กลับมีช่องพลิกแพลงให้คอร์รัปชันหลากหลายเทคนิค เช่น การล็อคสเปค เพื่อให้เฉพาะบริษัทบางรายเท่านั้นที่ผ่านคุณสมบัติ การฮั้วประมูล โดยตกลงราคาล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ชนะได้งาน ส่วนผู้แพ้ได้ “ค่าตอบแทน” การแบ่งสัญญา ล่วงหน้าตาม “คิว” ผู้รับเหมาที่ต้องได้รับงาน รวมถึงการหักหัวคิว หรือเงินทอน ร้อยละ 20 – 30 ของมูลค่างาน เพื่อจ่ายให้เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจเอื้อประโยชน์ ที่ผ่านมาพบว่า 3 ขั้วอำนาจที่ร่วมมือกันแนบแน่น ทำให้คอร์รัปชันดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง คือ ข้าราชการ นักการเมือง และนายทุน ข้าราชการที่รู้เห็นแต่เงียบเฉย ก็ถือว่ามีส่วนร่วมเช่นกัน” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว

‘อิ๊งค์’ฝันโกย2.2ล้านบาท ดูดเงินต่างชาติเที่ยวไทย

‘อิ๊งค์’ฝันโกย2.2ล้านบาท ดูดเงินต่างชาติเที่ยวไทย

‘อิ๊งค์’ฝันโกย2.2ล้านบาท ดูดเงินต่างชาติเที่ยวไทย

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิ๊งค์’ฝันโกย2.2ล้านบาท ดูดเงินต่างชาติเที่ยวไทย รบ.เปิดตลาดใหม่ ดึงอินเดียทัวร์ไทย

นายกฯ ประชุมติดตามท่องเที่ยว ระดมสมองดึง‘นักท่องเที่ยว’มาไทยแล้วพักอยู่นานขึ้น ตั้งเป้าเม็ดเงินสะพัดเท่าช่วงก่อนโควิด2.2ล้านล้านบาท ด้าน’สรวงศ์’รับเหตุแผ่นดินไหวกระทบท่องเที่ยว แต่เริ่มฟื้นตัวแล้ว ชวนคนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดีช่วงสงกรานต์ คาดเงินสะพัด 26,500ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 11 เมษายน2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ น.ส.แพองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย โดยมีตัวแทนสำนักงานท่องเที่ยวต่างประเทศในประเทศต่างๆ 34 ราย ร่วมประชุมผ่านระบบซูม โดยนายกฯกล่าวว่า อย่างที่ทราบกันว่าปีนี้เราประกาศไปว่าเป็นปีAmazing Thailand Grand Tourism and Sports Year ซึ่งเราพยายามยกระดับเรื่องการท่องเที่ยวให้ทั่วโลกยอมรับมากขึ้น และเห็นเราในมิติใหม่ๆมากขึ้น ที่เป็นมากกว่าสถานที่ที่ว่าประเทศไทยมีแค่วัดสวย เราพยายามจะเปลี่ยนมิติใหม่ๆให้การท่องเที่ยวมีอะไรเพิ่มขึ้น มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญเราพยายามโปรโมทว่าประเทศไทยเราเที่ยวได้ทุกเดือน ตามฤดูต่างๆก็มีประเทศที่ชอบต่างๆกัน เช่น ฤดูฝน ประเทศทีไม่ค่อยมีฝนก็ชอบ และอยากจะมาท่องเที่ยว ฉะนั้นเราพยายามทำให้การท่องเที่ยวของเราน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นายกฯกล่าวว่า ซึ่งหลังจากช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมายอดการท่องเที่ยวของเราก็ตกลง ซึ่งเราก็พยายามจะเร่งกลับไป แต่โชคร้ายนิดหนึ่งที่มีเรื่องของแผ่นดินไหว จริงๆต้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันโปรโมทว่ามันไม่ได้มีความเสียหายในจุดอื่นๆ นอกจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มที่เห็นชัด แต่นอกเหนือจากนั้นในกรุงเทพฯก็ปลอดภัย ไม่ได้มีอะไรและไซต์งานตรงนั้นก็เริ่มเคลียร์ให้เรียบร้อยหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ทั้งนี้ เมื่อเราดูเข้าไปในไส้ในแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เงินที่เขาเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ เราต้องให้นักท่องเที่ยวเรามีจุดหมายในการท่องเที่ยว จากที่มา 2-3 วันแล้วไป เราทำได้ไหมให้เกิดการอยู่ยาวมากขึ้น เช่น ให้มารักษาตัว และการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไปยังชาติต่างๆก็ต่างกัน นอกจากนี้ การบอกว่าอยากได้นักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ถ้าสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ เราไม่ตอบโจทย์เขา ก็อยากให้ทำทุกรูปแบบให้ครบวงจร ตัวเลขค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2567 อยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขปี 2562 ก่อนโควิด 2.2 ล้านล้านบาท เราไม่ขอพูดตัวเลขที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้ตัวเลขไปถึงยอดเดิมที่เราเคยได้

เวลา 11.40น..ส.แพทองธาร เดินไปโรงอาหารประจำทำเนียบรัฐบาลและรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีน.ส.จิราพร สินธุไพร รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยทันทีที่นายกฯเห็นสื่อมวลชนมายืนดักรอถามว่ารู้ได้อย่างไร ซึ่งสื่อมวลชนตอบว่า “แม่ค้าที่โรงอาหารบอกว่านายกฯจะมาเดิน” ทั้งนี้สื่อมวลชนยังบอกอีกว่านายกฯที่มาเดินคนสุดคือพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกฯเมื่อถามว่า วันนี้จะซื้ออะไร นายกฯ กล่าวว่า “ยังเลย แต่ก็จะไปดูเตรียมเงินไปช้อปปิ้ง ซื้อขนมเต็มที่“พร้อมถามกลับสื่อมวลชนว่ามีอะไรอร่อยบ้าง ซึ่งสื่อมวลชนตอบว่า “อร่อยทุกร้าน”จากนั้น นายกฯเดินมายังโรงอาหาร ซึ่งบริเวณด้านข้างเปิดให้ขายของ ก่อนกล่าวว่า “มีหลายร้านเลย” พร้อมแวะร้านขายผลไม้ โดยแม่ค้าถามว่า นายกฯ กินมะยงชิดไหม นายกฯ บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวอุดหนุน โดยนายกฯ ได้หยิบมะขามหวานโรยน้ำตาล 1 กล่อง มะยงชิดที่ปลอกแล้ว 1 กล่อง โดยในจังหวะนั้นน.ส.จิราพร ยกโทรศัพท์เพื่อสแกนจ่ายเงิน แต่นายกฯบอกว่า “ไม่เป็นไรพร้อมหยิบเงินจ่ายเอง”

นอกจากนี้ นายกฯ ยังอุดหนุนซื้อ เค้กกล้วยหอม เค้กส้ม ทอฟฟี่เค้ก กล้วยน้ำว้า กล้วยแขก ข้าวเหนียวมะม่วง 2กล่อง ทั้งนี้ได้มีข้าราชการพักกลางวันได้เข้ามาขอถ่ายรูปกับนายกฯด้วยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก จากนั้นนายกฯเดินไปที่โรงอาหารที่อยู่ติดกับร้านเซเว่น โดยนายกฯได้สั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเส้นเล็ก ใส่ลูกชิ้น ใส่หมู ไม่ใส่ตับไม่ใส่ถั่วงอก และสั่งร้านอาหารตามสั่ง โดยนายกฯ ได้ตักไก่ย่าง ไข่ดาว และได้สั่งผัดมาม่าไม่เผ็ด และยังมีของกินเล่นคือ ชานมไข่มุก ไส้กรอกทอด และครองแครงด้วย ทั้งนี้ ก่อนเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า นายกฯ ได้เดินไปร้านสวัสดิการทำเนียบฯ โดยอุดหนุนเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำเงินที่มีตราสัญลักษณ์ทำเนียบฯด้วย

ด้าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กรณีผลกระทบของเหตุแผ่นดินไหวต่อการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ว่า ยอมรับว่าจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยช่วงเทศกาลสงกรานต์พอสมควรแต่ในช่วงที่ใกล้เทศกาลสงกรานต์เข้ามานี้ กลับมาดีขึ้น เป็นสิ่งที่ขึ้นและลง ส่วนที่มีการยกเลิกไปจะคล้ายเมื่อตอนเกิดกรณีนายซิงซิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคยเดินทางเข้ามาประเทศไทย และเป็นประเภทกรุ๊ปทัวร์ ส่วนมากแล้วตัวเลขตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วง และอยากเชิญชวนคนไทยให้ใช้ชีวิตตามปกติ เพราะถือเป็นศิลปะวัฒนธรรม เทศกาลที่มีความสำคัญ และเป็นกิจกรรมนอกอาคาร จึงอยากชวนออกมาสนุกสนานกัน และขอเน้นย้ำการเป็นเจ้าบ้าน-เจ้าภาพที่ดี ภาพของการทะเลาะวิวาทและการแต่งกายไม่เหมาะสมก็ขอให้ดูถึงภาพลักษณ์ของประเทศด้วย

เมื่อถามว่า รัฐบาลตั้งเป้ากับเทศกาลสงกานต์เท่าไร นายสรวงศ์ กล่าวว่า คาดการณ์ไว้ว่าจะสร้างเงินสะพัดช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ได้ประมาณ 26,500ล้านบาท และมีการติดตามกันอยู่ว่าจะดึงตลาดใหม่อย่างอินเดียเข้ามา ซึ่งก่อนหน้านี้มีงานสาดสีที่อินเดีย ก็เป็นวัฒนธรรมที่คล้ายกันและทั่วโลกก็จะมีงานเล่นน้ำ (water festival) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสงกรานต์ ซึ่งทำให้ชาวต่างประเทศอยากมาดูเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นต้นฉบับสักครั้งในชีวิต

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างพรรคการเมือง ความคิดอาจไม่ได้เห็นเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วต้องมีการพูดคุยกัน และไปในแนวทางเดียวกัน”

นายสรวงศ์ เทียนทอง

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

อุตุฯเตือนพายุฤดูร้อน พัดถล่ม51จว.ทั่วไทย

อุตุฯเตือนพายุฤดูร้อน พัดถล่ม51จว.ทั่วไทย

อุตุฯเตือนพายุฤดูร้อน พัดถล่ม51จว.ทั่วไทย

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมอุตุฯ เตือน พายุฤดูร้อนพัดถล่ม ช่วงสงกรานต์ 51 จังหวัดทั่วไทย ส่วน กทม. มีฝนตก ขณะที่ไทยตอนบนอากาศร้อน ทั่วไทยมีฝนร้อยละ 40 ลมกระโชกแรง ด้าน 13 จังหวัดภาคใต้ คาดเกิดฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 11 เมษายน กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ เรื่อง “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบบางพื้นที่ในช่วงวันที่ 12-14 เมษายน 2568) ฉบับที่ 4” ว่าบริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าและฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ดังนี้ วันที่ 12 เมษายน 2568 ภาคเหนือ จ.เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี ภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว

วันที่ 13 เมษายน 2568 ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง กำแพงเพชร และตาก ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.นครนายก สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

วันที่ 14 เมษายน 2568 ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน และตาก ภาคกลาง จ.สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนและฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านบริเวณที่มีพายุฝนฟ้าคะนองและเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ มีข้อจำกัดในการระบายน้ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ เนื่องจากการระบายน้ำอาจทำได้ไม่สะดวก เช่นพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น อ.ศรีราชา เทศบาลเมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.ปลวกแดง อ.เมือง จ.ระยอง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ไม่ควรอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเทศกาลสงกรานต์ สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ดังนี้ ภาคเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง และมีลูกเห็บตก ส่วนมากบริเวณ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร ตาก เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณ จ.เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาฯ ภาคกลาง อากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาฯ

กทม.และปริมณฑล อากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาฯ ภาคตะวันออก อากาศร้อนทางตอนบนของภาค โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิสูงสุด 29-37 องศาฯ ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาฯ ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาฯ ทะเลมีคลื่นสูง 1–2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

แวดวงนักปกครอง : 12 เมษายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 12 เมษายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 12 เมษายน 2568

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

กรมการปกครอง ได้รับสมัครเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ.2568 และได้กำหนดการทดสอบสมรรถนะที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายอำเภอ และการสัมภาษณ์รายบุคคล เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน 2568 ซึ่งมีผู้เข้ารับการคัดเลือก จำนวนทั้งสิ้น 1,700 คน ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางสายสมร ทองกองทุน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์ และคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดฯ โดยนายวัลลภ หรั่งเพชร นายอำเภอน้ำปาด ได้นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงปลูกผักหวานของ “ป้าไอ่” เกษตรกรต้นแบบ ณ บ้านห้วยแมง หมู่ที่ 9 ตำบลน้ำไคร้ ซึ่งเป็นแปลงต้นแบบปลูกผักหวานป่าในครัวเรือน โดยอำเภอได้ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกผักหวานไว้ที่บ้านแทนการเข้าไปเก็บในป่า เพื่อลดการเผาป่าที่สร้างฝุ่นละออง PM2.5การปลูกผักหวานไม่เพียงช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ ช่วยให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน และมีแผนจะขยายโครงการไปยังตำบลท่าแฝก เพื่อให้เป็นโมเดลต้นแบบของการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน

นายวิเชษต์ สายกี้เส้ง นายอำเภอสะเดา จ.สงขลา พร้อมด้วยปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่าโต้ ม.4 ต.เขามีเกียรติ อ.สะเดา ได้ร่วมกันตรวจยึดยาบ้าจำนวน 19,990 เม็ด มูลค่ากว่า 597,000 บาท ได้ที่บริเวณถนนสายคลองแงะ -นาทวี หมู่ที่ 4บ้านท่าโต้ ต.เขามีเกียรติ อ.สะเดา จ.สงขลา สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ได้ออกตรวจตรา
ในพื้นที่พบถุงดำวางไว้บริเวณป้ายสิ้นสุดเขตก่อสร้าง จึงได้เปิดถุงดูพบยาบ้าหลายมัด และได้ส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองแงะ ติดตามขยายผลต่อไป

นายเดช เสนาะคำ นายอำเภอจัตุรัส จ.ชัยภูมิ เป็นประธานการประชุมประชาคมเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติหน้าที่แก่ผู้ปฏิบัติงาน ตามโครงการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดชัยภูมิ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ชัยภูมิโมเดล) กิจกรรมโรงเรียนแสงแห่งความหวังในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ ต.บ้านกอก โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม
จำนวน 60 คน ณ วัดเจริญศรีสุข ต.บ้านกอก อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ

นายเชิดศักดิ์ ชุ่มนาเสียว นายอำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการร่วมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและทางน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 พร้อมด้วยการจัดกิจกรรมรณรงค์ เพื่อให้ความรู้ ในการขับขี่อย่างปลอดภัยเมืองไทยไร้อุบัติเหตุ โดยมี ส่วนราชการและภาคเอกชน เข้าร่วมในการปล่อยแถว และให้บริการแก่พี่น้องประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต

นาย..อำเภอน้อย

‘ไทยก้าวหน้า’อวยพรสงกรานต์2568 ขอประชาชนมีความสุข ร่ำรวยตลอดปี

‘ไทยก้าวหน้า’อวยพรสงกรานต์2568 ขอประชาชนมีความสุข ร่ำรวยตลอดปี

‘ไทยก้าวหน้า’อวยพรสงกรานต์2568 ขอประชาชนมีความสุข ร่ำรวยตลอดปี

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.05 น.

‘ไทยก้าวหน้า’อวยพรปีใหม่ไทยสงกรานต์2568 ขอประชาชนมีความสุข ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยตลอดปี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ 

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2568 นายวัชรพล บุษมงคล หัวหน้าพรรคไทยก้าวหน้า ได้กล่าวอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ 2568 ว่า สวัสดีปีใหม่ไทย เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว พรรคไทยก้าวหน้า “ประชาเป็นสุข” ขอให้พี่น้องคนไทยทุกคนมีความสุขในวันสงกรานต์ มีสุขภาพแข็งแรง สุขกาย สบายใจ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง ขอให้ประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้าในทุกสิ่งที่หวังไว้ ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ อย่าได้ป่วย และขอให้ร่ำรวยตลอดปี  สงกรานต์ปีนี้ขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัย

“พรรคไทยก้าวหน้า ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ท่านพร้อมครอบครัว ประสบแต่ความสุขด้วยจตุรพิธพรชัย สมบูรณ์พูนผลในสิ่งที่พึงปรารถนาทุกประการ”  นายวัชรพล กล่าว

‘นายกฯ’นั่งเรือไฟฟ้าดูพัฒนาคลองบางลำพู โดน’ชายสูงวัย‘ตะโกนทวงเงินหมื่น (มีคลิป)

'นายกฯ'นั่งเรือไฟฟ้าดูพัฒนาคลองบางลำพู โดน’ชายสูงวัย‘ตะโกนทวงเงินหมื่น (มีคลิป)

‘นายกฯ’นั่งเรือไฟฟ้าดูพัฒนาคลองบางลำพู โดน’ชายสูงวัย‘ตะโกนทวงเงินหมื่น (มีคลิป)

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

‘นายกฯ’นั่งเรือไฟฟ้าดูพัฒนาคลองบางลำพู เชื่อมคลองโอ่งอ่าง ‘นทท.-ปชช.’โบกมือทักทาย 2 ข้างทาง ขณะ’ชายสูงวัย‘ตะโกนทวงเงินหมื่นเมื่อไหร่จะได้

เมื่อเวลา 15.46 น. วันที่ 11 เม.ย.2568 ที่ป้อมพระสุเมรุ ด้านพิพิธบางลำพู น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่คลองบางลำพู เพื่อดูแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีเส้นทางเชื่อมโยงกับคลองโอ่งอ่าง บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้การต้อนรับ และรับฟังบรรยายสรุปการพัฒนาคลองบางลำพู เชื่อมโยงกับคลองโอ่งอ่าง จากนางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ได้มีการมอบป้อมพระสุเมรุจำลองให้นายกฯ ด้วย

จากนั้นนายกฯ นั่งเรือไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร เพื่อเยี่ยมชมสองฝั่งคลองบางลำพู โดยมีไกด์เด็กบางลำพูคอยแนะนำสถานที่ต่างๆ ตลอดเส้นทาง 

ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางนายกฯ ได้โบกมือทักทายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มารับประทานอาหารร้านอาหารริมคลอง และประชาชนทักทาย และกล่าว สวัสดีนายกฯ ด้วย ซึ่งนายกฯ สวัสดีทักทายตอบกลับด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานตอนหนึ่งว่า เมื่อเรือของนายกฯ แล่นผ่าน มีชายสูงวัย ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณริมคลอง ได้ตะโกนทวงเงินหมื่นดิจิทัลว่า “รอมา 79 ปีแล้วเมื่อไหร่จะได้“ ซึ่งนายกฯ ยิ้มรับ ก่อนลงเรือที่ท่าเรือป้อมมหากาฬ และเดินทางกลับ

วิปริตผิดประเพณี? ‘สมชาย’ฟาดเจ็บ!ยกกลอน‘พี่คนดี’…รดน้ำผู้เด็ก

วิปริตผิดประเพณี? ‘สมชาย’ฟาดเจ็บ!ยกกลอน‘พี่คนดี’...รดน้ำผู้เด็ก

วิปริตผิดประเพณี? ‘สมชาย’ฟาดเจ็บ!ยกกลอน‘พี่คนดี’…รดน้ำผู้เด็ก

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดให้รองนายกฯ , รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ , ข้าราชการ และหน่วยงานราชการในทำเนียบรัฐบาล เข้ารดน้ำขอพรตามประเพณีไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ นั้น

ล่าสุด นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า

วิปริตผิดประเพณีมั้ย
หรือนี่คือ Soft power ที่ประกาศนโยบาย

มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีกินมีใช้ไปพร้อมๆ กัน

เกิดมาทั้งชีวิต ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น
ประจบประแจงเกินสังคมไทยจะรับไหว?

#หมดสภาพ #อายแทน #softpower

ทั้งนี้ นายสมชาย ยังได้ยกบทกลอนของ “P.khondee (พี่คนดี กวีสมัครเล่น)” บทกลอนชื่อ “รดน้ำผู้เด็ก” มีเนื้อหาดังนี้

ประเพณี รดน้ำผู้ใหญ่ ไทยสืบสาน
จากโบราณ นานนม น่าชมแสน
คงผิดไป ถ้าผู้ใหญ่ ต้องรดแทน
เด็กวางแขน ให้รดมือ ถือเป็นลาง

อาจทำให้ คนเด็กกว่า อายุสั้น
ประเพณี ทำกลับกัน ไม่สรรค์สร้าง
พรจะแปร่ง เหมือนกับแช่ง ให้วายวาง
ใครที่ทำ เป็นตัวอย่าง เห็นลางซวย

ความเคารพ ต่อผู้ใหญ่ ของวัยอ่อน
พ่อไม่สอน ให้รู้บ้าง หรือนางหมวย
ผู้ใหญ่ต้อง ก้มให้ฉัน เพราะฉันรวย
อวดชุดที่ คิดว่าสวย ให้อวยยศ

ผู้ใหญ่รด ให้เด็กก่อน ตอนนอนหงาย
บนมือที่ วางข้างกาย ให้สลด
คนแก่กว่า มาก้มหัว ค้อมตัวลด
น้อมประณต ให้เราก่อน คือทอนวัย

ยิ่งไม่มี ความน่าชม ความสมศักดิ์
มีเพียงใจ รักสมัคร มุ่งมักใหญ่
อาจจะเป็น กาลกิณี พามีภัย
งานของไทย ควรทำให้ มันถูกควร

– 006

‘นายกฯ’เน้นย้ำ ตร.ดูอาชญากรรม-สิ่งผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

'นายกฯ'เน้นย้ำ ตร.ดูอาชญากรรม-สิ่งผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

‘นายกฯ’เน้นย้ำ ตร.ดูอาชญากรรม-สิ่งผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นประเทศ

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.54 น.

‘นายกฯ’เน้นย้ำ ตร.ดูอาชญากรรม-สิ่งผิดกฎหมาย อย่าให้เล็ดลอดสายตา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประเทศ

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 11 เม.ย.2568 ที่บริเวณท้องสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อยการบังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 โดยมีพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ รอต้อนรับ 

จากนั้นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวรายงานว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีประชาชนเดินทางกลับจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการสัญจร และเกิดการกระทำผิด รวมถึงจะมีชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมกิจกรรมบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ตำรวจนครบาลได้เตรียมความพร้อมช่วยเหลือ และการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในการท่องเที่ยว จึงจัดให้มีการปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อยการบังคับใช้กฎหมาย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่หลั่งไหลเข้ามาชื่นชมวัฒนธรรมของไทย

จากนั้นนายกฯ กล่าวให้กำลังใจว่า วันนี้เขาบอกให้มาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เห็นทุกท่านแบบนี้ตนรู้สึกมีกำลังใจมากกว่า และคิดว่าประชาชนเห็นแบบนี้ก็คงคิดเหมือนตนเช่นกันว่า เราไปเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้มีทีมงานอันยิ่งใหญ่ที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและรู้สึกปลอดภัยมาก วันหยุดนี้เป็นวันหยุดยาว เป็นวันหยุดที่พี่น้องประชาชนจะออกต่างจังหวัดหรือเข้ามาในกรุงเทพฯ ขอให้ทุกท่านดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ขอบคุณทุกท่านอย่างมาก ในวันหยุดยาวแบบนี้ก็ต้องทำงาน เสียสละมาดูแลประชาชน ขอให้คิดว่าเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มาดูแลประชาชนแบบนี้ ตนอยู่ตรงนี้ก็ภูมิใจในตัวทุกท่านที่ต้องดูแลประชาชนด้วยแรงกาย แรงใจ 

“ขอฝากไว้ว่า มันจะมีเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมาย ก็ขอให้เน้นย้ำในเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้น อย่าให้เล็ดลอดสายตาไปได้  เหล่านี้จะเป็นความเชื่อมั่นให้กับประเทศเรา มีข่าวลือเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับประเทศไทย ยืนยันว่าพอเข้ามาใกล้ชิดทำงานกับทางตำรวจก็ทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างดี รู้สึกว่าจริงๆแล้วมีเรื่องเยอะเยอะที่ถูกเข้าใจผิด ตนพร้อมจะสนับสนุนทุกท่านทำให้การดูแลปกป้องประชาชน และปกป้องประเทศของเราเป็นไปอย่างเข้มแข็ง ถูกต้อง และชัดเจนมากยิ่งขึ้น ให้คนทั่วโลกเข้าใจว่าระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศไทย เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพี่น้องประชาชนทำงานอย่างเต็มที่และแข่งขันทุกคน วันนี้เชื่อฝีมือทุกท่านอยู่แล้วว่าจะทำงานได้อย่างเต็มที่”

นายกฯ กล่าวว่า ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านมีแรงกายแรงใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง และพร้อมดูแลประชาชนไปด้วยกันในด้านต่างๆและขอสวัสดีปีใหม่ไทยให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง และมีพลังที่จะทำในเรื่องดีๆ ให้สำเร็จลุล่วงทุกเรื่อง

จากนั้นนายกฯ ปล่อยแถวป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อยการบังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ประกอบด้วย กำลังพลจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โรงพยาบาลตำรวจ เจ้าหน้าที่สังกัดกรุงเทพมหานคร และอาสาจราจรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามรวม 935 นาย ยานพาหนะ รถจักรยานยนต์ 337 คัน รถยนต์ 86 คัน จักรยาน 25 คัน

ทั้งนี้นายกฯ ได้ให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังได้ให้กำลังใจสุนัขตำรวจหรือ K 9 โดยนายกฯ กล่าวแซวสุนัขตำรวจว่า ใส่เท้ารองเท้าด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า เพราะอากาศมันร้อน นายกฯ จึงได้กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและสุนัขด้วย

 นอกจากนี้นายกฯ ยังเยี่ยมชมระบบปฏิบัติการรถโมบายตำรวจท่องเที่ยวเคลื่อนที่ ที่เตรียมออกปฏิบัติการในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศในปี 2568 ทั้งนี้รถโมบายตำรวจท่องเที่ยวจะเชื่อมต่อกับระบบตรวจจับสแกนใบหน้าผู้กระทำ โดยหากพบผู้กระทำผิดก็จะมีการแจ้งเตือน ก่อนที่นายกฯ จะร่วมถ่ายภาพกับตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่

ผู้ช่วย รมต.กต.มั่นใจ!ทีมเจรจาภาษีรัฐบาล ชี้อย่าผลีผลาม-ในวิกฤตยังมีโอกาส

ผู้ช่วย รมต.กต.มั่นใจ!ทีมเจรจาภาษีรัฐบาล ชี้อย่าผลีผลาม-ในวิกฤตยังมีโอกาส

ผู้ช่วย รมต.กต.มั่นใจ!ทีมเจรจาภาษีรัฐบาล ชี้อย่าผลีผลาม-ในวิกฤตยังมีโอกาส

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสงครามภาษีการค้าที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ว่า มีความเป็นไปได้มากว่าอาจบอบช้ำทั้งสองฝ่าย ซึ่งในขณะนี้ถือว่าโลกอยู่ในสภาวะสงครามทางการค้าแล้ว และขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมจะมีฝ่ายชนะ แต่ก็ยากที่ใครจะหลีกเลี่ยงไม่สูญเสียเลยได้

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยังมั่นใจว่า สำหรับไทยน่าจะพอมีโอกาส เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผลิตอาหาร ที่ทุกคนจะต้องบริโภค จึงขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวอย่างไรในวิกฤตนี้ ซึ่งตนเองก็ทราบว่าไม่ง่ายนัก แต่ก็ต้องตั้งสติและหาโอกาสดังกล่าวนั้นให้เจอ

ส่วนการไปเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า ไม่ควรต้องเร่งรีบวิ่งไปเจรจา เพราะอาจหน้าแตกกลับมาได้ และทำให้สหรัฐฯ รู้แนวทางของประเทศไทยทั้งหมดแต่แรก และไม่มองเพียงแต่ในแง่ร้าย หรือเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง พร้อมมั่นใจว่า ทีมรับมือวิกฤตการณ์ชุดนี้ของรัฐบาล ตนเชื่อมั่นว่า นาทีนี้ดีที่สุดแล้ว