‘วิลเลี่ยม-เอส’ชวนท่องอวกาศสัมผัสความอร่อยแบบลิมิเต็ด

'วิลเลี่ยม-เอส'ชวนท่องอวกาศสัมผัสความอร่อยแบบลิมิเต็ด

‘วิลเลี่ยม-เอส’ชวนท่องอวกาศสัมผัสความอร่อยแบบลิมิเต็ด

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

สองหนุ่มคู่ฮอต “วิลเลี่ยม-เอส” เตรียมขึ้นยานแห่งความสนุก ชวนทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งความอร่อยใหม่ในงานเปิดตัว “โอรีโอ สเปซดังก์” นำพาความอร่อยจากจักรวาลโอรีโอพุ่งทะยานชนโลกใจกลางกรุงเทพฯ ครั้งแรกในเมืองไทย! งานนี้ “วิลเลี่ยม-เอส” พร้อมเสิร์ฟหนักจัดเต็มพาเหล่าแฟนคลับผู้โชคดี ร่วมกิจกรรมสุดฟินทะลุอวกาศจากโอรีโอ สเปซดังก์ รสชาติใหม่ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่บอกได้เลยว่าต้องประทับใจอย่างแน่นอน

ใครเป็นแฟนๆ “วิลเลี่ยม-เอส” อย่ารอช้า เตรียมตัวลุ้นเป็น Lucky Fan ที่จะได้ใกล้ชิดสองหนุ่มกันได้ที่งานนี้ จำกัดผู้โชคดีเพียง 20 ท่าน เท่านั้น!! ดูรายละเอียดการร่วมสนุกลุ้นเป็น Lucky Fan ได้ที่ Facebook: OreoTH และ Instagram: oreo_thailand หรือ Line official Oreo ส่วนใครที่อยากไปร่วมให้กำลังใจสองหนุ่ม “วิลเลี่ยม-เอส” พบกันได้ที่งาน ณ บริเวณลานทางเชื่อม BTS สยามสแควร์วัน ในวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2568 เวลา 17.00 – 20.00 น. แล้วเจอกัน!!

#OreoSpaceDunkxWilliamEst #OreoSpaceDunk

‘ลุงป้อม’ส่งกำลังใจคนไทย! สงกรานต์ขอให้มีความสุข เริ่มต้นสิ่งดีๆ

'ลุงป้อม'ส่งกำลังใจคนไทย! สงกรานต์ขอให้มีความสุข เริ่มต้นสิ่งดีๆ

‘ลุงป้อม’ส่งกำลังใจคนไทย! สงกรานต์ขอให้มีความสุข เริ่มต้นสิ่งดีๆ

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.33 น.

‘พล.อ.ประวิตร’ ส่งกำลังใจถึงประชาชนในเทศกาลปีใหม่ไทย ขอคนไทยทุกคนประสบความสำเร็จ มีแต่สิ่งดีๆ ตลอดไป 

12 เมษายน 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่งคำอำนวยพร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์​ ปีใหม่ไทย ในปีนี้ ขอทุกท่านจงประสบความสำเร็จ เริ่มต้นปีใหม่อีกปี มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา สิ่งร้ายๆ ก็ขอให้ผ่านไป มีสุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดให้สมความปรารถนา ปราศจากโรคภัย อันตรายใดๆ ทั้งปวง และส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชน ให้เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ท่านพร้อมครอบครัว ประสบแต่ความสุข สมบูรณ์พูนผลทุกประการ ขออวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มีความสุขตลอดไป เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลรินไม่มีวันสิ้นสุด

.012

งัดคลิปโต้! ‘ศศิกานต์’ถาม‘พีระพันธุ์’พูดตรงไหน หนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

งัดคลิปโต้! ‘ศศิกานต์’ถาม‘พีระพันธุ์’พูดตรงไหน หนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

งัดคลิปโต้! ‘ศศิกานต์’ถาม‘พีระพันธุ์’พูดตรงไหน หนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.20 น.

งัดคลิปโต้! ‘ศศิกานต์’ถาม‘พีระพันธุ์’พูดตรงไหน หนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

12 เมษายน 2568 จากกรณีมีข่าวว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่าเห็นชอบกับกฎหมายประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า ก็เหมือนเดิม อะไรที่ไม่ผิดกฎหมาย เราก็ไม่มีปัญหา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘พีระพันธุ์’ย้ำจุดยืนรทสช.หนุน’เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ รับ’ทักษิณ’เป็นกุนซือด้านพลังงาน)

ล่าสุดนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงถึงเรื่องนี้ ว่า “สวัสดีค่ะ ดิฉัน จิ๊บ ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ (รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) น้อมรับความคิดเห็นของทุกท่าน ด้วยความเคารพ ค่ะ”

“แต่อยากให้ทุกท่านดูคลิป  ที่นักข่าวถ่ายไว้ก่อนค่ะ  // ว่าที่เค้าพาดหัวกับที่คุณพีระพันธุ์พูดตรงกันไหม ท่านพูดน้อยมากเลยค่ะ”

“จนเราต้องตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้ว นักข่าวเอาคำถามตัวเองมาเขียน แล้วบอกว่าท่านพูด กันแน่?”

https://www.tiktok.com/embed/v2/7492002385934535954?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F877120

‘นายกฯอิ๊งค์’อวยพรเติมพลังใจ ขอคนไทยมีความสุข เที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย

'นายกฯอิ๊งค์'อวยพรเติมพลังใจ ขอคนไทยมีความสุข เที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย

‘นายกฯอิ๊งค์’อวยพรเติมพลังใจ ขอคนไทยมีความสุข เที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.15 น.

นายกฯ อวยพรเติมพลังใจ ให้คนไทย มีความสุข ความเจริญ ร่มเย็น เดินทางเที่ยวสงกรานต์อย่างปลอดภัย 

12 เมษายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความอวยพร เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกที่ทุกท่านเคารพนับถือ ดลบันดาลประทานพร ให้พี่น้องคนไทยทุกคน พร้อมทั้งครอบครัว มีความสุข ความเจริญ และมีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไปค่ะ เดินทางปลอดภัย เติมพลังใจ ใช้เวลากับครอบครัว เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ

.012

‘นายกฯ’เตรียมตรวจ‘สงกรานต์เชียงใหม่’ ขอทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อสั่งการ‘ครม.’

‘นายกฯ’เตรียมตรวจ‘สงกรานต์เชียงใหม่’ ขอทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อสั่งการ‘ครม.’

‘นายกฯ’เตรียมตรวจ‘สงกรานต์เชียงใหม่’ ขอทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อสั่งการ‘ครม.’

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.54 น.

‘นายกฯ’เตรียมตรวจ‘สงกรานต์เชียงใหม่’ ขอทุกหน่วยปฏิบัติตามข้อสั่งการใน‘ครม.’ ย้ำดูแลงานใหญ่ของประเทศในทุกเทศกาลให้เกิดความประทับใจไปทั่วโลก

12 เมษายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้(13 เม.ย.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจการดูแลการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของภาคเหนือ อาทิ การอำนวยความสะดวกของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และฝ่ายปกครอง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพ หน่วยแพทย์ต่างๆในทุกจังหวัดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในการเรื่องการดูแลช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อวันอังคารที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา

ส่วนการสนับสนุนและการสร้างความมั่นใจให้กับการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากนั้น นายกรัฐมนตรีจะไปเป็นประธาน เปิดงานเทศกาลสงกรานต์ระดับนานาชาติ และร่วมสืบสานประเพณี“ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” จังหวัดเชียงใหม่ โดยวันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ที่ ”ข่วงประตูท่าแพ“ (ฝั่งถนนชัยภูมิ) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดงาน  “Amazing Songkran Chiangmai x Boryeong Mud Festival 2025” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศเกาหลีใต้

ภายในงานนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดงาน “อุโมงค์น้ำ Maha Songkran Chiang Mai Amazing Water Splash” และปล่อยขบวน “ตุ๊ก ตุ๊ก ไทยแลนด์ มหาม่วน มหามันส์” และร่วมกิจกรรมต่างๆ กับนักท่องเที่ยว จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปยังวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำพิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเดินทางต่อไปยัง ลานเมญ่าสแควร์ ศูนย์การค้าเมญ่า อำเภอเมืองเชียงใหม่  เพื่อร่วมกิจกรรม “SF My Water World Songkran Festival 2025”

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ในวันจันทร์ที่ 14 เมษายน 2568 นายกรัฐมนตรีจะร่วมงาน “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองสันกำแพง” ณ ชุมชนโหล่งฮิมคาว อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่  ภายในงาน จะรับชมการแสดงต้อนรับจากชาวชุมชนโหล่งฮิมคาว และร่วมสรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุอำเภอสันกำแพง ตลอดจนเดินชม “เทศกาลตามรอยหัตถกรรม ความทรงจำสันกำแพง” ในกิจกรรม “10 โหม้งโหล่งผะญ๋า” และสินค้าของดี OTOP ของอำเภอสันกำแพง

“การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ครั้งนี้  แสดงให้เห็นถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทั้งเรื่องการส่งเสริม วัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทย รวมทั้งการสนับสนุนการท่องเที่ยว และนโยบาย “ซอฟเพาเวอร์” ของไทยที่ได้แปรเปลี่ยนมาเป็น สินค้าอันสำคัญของไทย และเป็นการแสดงเจตนารมณ์สำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านกิจกรรมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” นายจิรายุ กล่าว

‘ประธานรัฐสภา’อวยพร‘สงกรานต์’คนไทยสุขภาพแข็งแรง ช่วยดูแลบ้านเมือง ฝ่าปัญหาศก.โลก

‘ประธานรัฐสภา’อวยพร‘สงกรานต์’คนไทยสุขภาพแข็งแรง ช่วยดูแลบ้านเมือง ฝ่าปัญหาศก.โลก

‘ประธานรัฐสภา’อวยพร‘สงกรานต์’คนไทยสุขภาพแข็งแรง ช่วยดูแลบ้านเมือง ฝ่าปัญหาศก.โลก

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.10 น.

‘ประธานรัฐสภา’อวยพร‘สงกรานต์’คนไทยสุขภาพแข็งแรง ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ฝ่าปัญหาเศรษฐกิจโลก เตือนขับขี่ปลอดภัยรักษาชีวิต

12 เมษายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา อวยพรประชาชนคนไทย เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ หรือ ปีใหม่ไทยว่า สงกรานต์ เป็นวันสำคัญของคนไทยทุกคน เพราะเป็นวันปีใหม่ของไทย จึงขอให้ประชาชนคนไทยทุกคน มีความสุข มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ช่วยกันดูแลบ้านเมืองของพวกเราให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ขณะนี้ จะกำลังมีปัญหาทั่วโลก แต่ก็ต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจได้ขยายเติบโต ไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ให้ลูกหลานต่อไป

ประธานรัฐสภา ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงประชาชน ที่ต้องเดินทางขับขี่ยานพาหนะกลับภูมิลำเนา เพื่อไปพบปะครอบครัว แต่ปีที่ผ่าน ๆ มา ก็จะมีอุบัติเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกันจำนวนมาก ตนจึงอยากให้สติว่า วันมงคลควรใช้ความมงคลให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต อย่าขับรถหลังดื่มสุรา ไม่ขับรถด้วยความประมาท ปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งรัฐบาลอำนวยความสะดวกเต็มที่ทั้งจุดพักรถ จุดแนะนำต่าง ๆ และตนก็คาดหวังว่า อุบัติเหตุในถนนสายรอง และอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ควรจะลดลงให้มาก จึงขอให้ประชาชนรักษาชีวิตของตน เพราะชีวิตทุกคนมีค่า

จับตา 3 ปรากฏการณ์การเมืองหลังสงกรานต์ ‘ทักษิณ’เอาคืน‘เนวิน’?

จับตา 3 ปรากฏการณ์การเมืองหลังสงกรานต์ ‘ทักษิณ’เอาคืน‘เนวิน’?

จับตา 3 ปรากฏการณ์การเมืองหลังสงกรานต์ ‘ทักษิณ’เอาคืน‘เนวิน’?

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.54 น.

จับตา 3 ปรากฏการณ์การเมืองหลังสงกรานต์ ‘ทักษิณ’เอาคืน‘เนวิน’?

12 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ทักษิณเอาคืนเนวิน?” ระบุว่า…

ทักษิณเอาคืนเนวิน?

การที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศจุดยืนไม่เอากาสิโนกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นการฉีกหน้านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แบบชัดๆเต็มๆ ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียรังวัด และโกรธเคืองเป็นเป็นอย่างมาก

เห็นจากท่าทีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาถามว่า ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกุลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคจะเชื่อใคร

และการที่นายไชยชนกบอกว่า เป็นลูกนายเนวิน นางกรุณาต้องการสื่ออะไร นายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.อาวุโส ได้เขียนกลอนไล่ส่งพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าต้องรักษามารยาททางการเมืองบ้าง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจแทนนายใหญ่ ที่เก็บตัวเงียบไม่แสดงท่าทีใดใด

แม้ว่านายอนุทินได้ออกมาขอโทษต่อนางสาวแพทองธารแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นแผลที่ฝังลึกอยู่ในใจ เป็นรอยร้าวระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ยากที่จะประสาน เหมือนกับคำโบราณที่กล่าวว่าอันถ้วยโถโอร้าวเอากาวติด ถึงสนิทก็ยังเห็นว่าเป็นแผล

เชื่อว่าหลังจากเทศกาลสงกรานต์นี้ผ่านพ้นไปแล้ว จะมีการเอาคืนจากนายทักษิณอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะมีปรากฏการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น คือ

1.นายทักษิณต้องความเข้าใจกับหัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้ชัดเจนว่า จะทำงานทางการเมืองร่วมกัน และประสานประโยชน์กันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากัน

2.จะมีการปรับครม.หรือปรับพรรคร่วมรัฐบาลออก ยึดกระทรวงหลักกลับมาเป็นโควต้าของพรรคเพื่อไทย เพื่อกระชับอำนาจ เตรียมการรับมือกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

3.ถ้าหากสถานการณ์ทางการเมืองเดินมาถึงทางตัน จำเป็นต้องยุบสภา คืนอำนาจกับประชาชน เป็นการล้มกระดาน หรือล้างไพ่ใหม่

ขอให้จับตาดูปรากฏการณ์ทางการเมืองหลังสงกรานต์นี้ให้ดีว่า จะเดินไปสู่ 3 ขั้นตอนนี้หรือไม่ และนายทักษิณจะเอาคืนพรรคภูมิใจไทยอย่างไร

เปิดแนวทางไทยสู้‘ภาษีทรัมป์’ พิชัยนำทีมบินเจรจาสหรัฐฯ เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เปิดแนวทางไทยสู้‘ภาษีทรัมป์’ พิชัยนำทีมบินเจรจาสหรัฐฯ เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

เปิดแนวทางไทยสู้‘ภาษีทรัมป์’ พิชัยนำทีมบินเจรจาสหรัฐฯ เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.23 น.

เปิดแนวทางไทยสู้‘ภาษีทรัมป์’ พิชัยนำทีมบินเจรจาสหรัฐฯ เชื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 20 ตึก 150 ปี กระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมแนวทางการดำเนินการของไทยต่อกรณีนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ร่วมกับนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สภาอุตสาหกรรม กรมศุลกากร รวมถึงภาคเอกชน

ภายหลังการประชุมฯ ในเวลา 19.00 น. นายพิชัย แถลงผลการประชุมฯ โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายพิชัย กล่าวว่า ที่ประชุม ซึ่งประกอบได้ด้วยภาครัฐและเอกชน จากทุกมิติ เพื่อร่วมกันหาแนวทางจากมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐ ฯ โดยวันนี้ได้ร่วมกัน กำหนดแนวทางในการเจรจา ในหมวดสินค้าเกษตร และการแปรรูปอาหาร เพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สัดส่วนการนำเข้าและส่งออก ให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในฐานะคู่ค้าที่เป็นหุ้นส่วนกันมายาวนาน โดยพิจารณาจากจุดแข็งของสองประเทศ ซึ่งในส่วนของไทย คือ ภาคเกษตรกรรมและการแปรรูป ขณะที่สหรัฐฯ เองมีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและราคาที่ต่ำ

ประการแรก มีการพิจารณาในอุตสาหกรรมการแปรรูป  โดยรองนายกรัฐมนตรี หยิบยก สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก และไทยมีศักยภาพที่จะส่งออกได้มากกว่าแสนล้านบาท ปัจจุบัน ไทยส่งออกอยู่ที่ 21 ล้านตัน โดยเป็นพรีเมียมเกรดส่วนใหญ่ และเป็นที่นิยมทั่วโลก แต่ยังคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเพียง 3% ของโลก โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และยังมีส่วนต่างที่ต้องนำเข้าอยู่อีกเกือบ 8-9 ล้านตัน และเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการส่งออก และเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการผลิต คือ ข้าวโพด  ที่เป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ส่งออกมากที่สุด และไทยต้องนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตในประเทศอีก 4 ล้านตัน

ดังนั้นไทยสามารถจัดสรรการนำเข้า หากไทยนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ สามารถผลิตได้มากและต้นทุนต่ำ ดังนั้นหากนำเข้าจากสหรัฐฯ จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยอาหารสัตว์ไทยราคาถูกลงด้วย เมื่อต้นทุนถูกลง จะส่งผลต่อ supply chain ทั้งระบบ คือ ผู้ปลูก ผู้นำเข้า ผู้ซื้อ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้ขายอาหารสัตว์ ผู้ส่งให้กับผู้เลี้ยง และทำให้เกษตรการขายได้มากขึ้น สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น เพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกได้มากขึ้น โดยเกษตรกรในประเทศไม่ต้องกังวล เนื่องจากจะรับซื้อภายในประเทศตามฤดูกาล และในช่วงที่ขาดแคลนผลผลิต จึงจะมีการนำเข้าจากสหรัฐฯ ดังนั้น เกษตรกรในประเทศจะไม่กระทบจากการนำเข้า

นอกจากนี้ จะมีการทบทวนเรื่องการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ให้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ในสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยภาคเอกชนที่เข้าร่วมการประชุมและผู้นำเข้าสินค้าหมวดนี้ พิจารณาแล้วว่าสามารถนำเข้าได้เลยและเป็นผลดีต่อประเทศ ซึ่งกำลังพิจารณาปริมาณการนำเข้าให้เหมาะสมต่อไป

ที่ประชุมยังมีการพิจารณาถึงประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจ คือการจัดการอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่อัตราภาษี (Non-tariff barriers) โดยมีการหารือถึงแนวทางที่ทำให้สหรัฐฯ มั่นใจว่า สินค้าที่ส่งออกจากไทยเป็นสินค้าที่ผลิตในไทยตามเงื่อนไขและลักษณะที่เป็นสากล ไม่มีการสวมสิทธิ์ หรือนำเข้ามาจากประเทศที่สามและนำมาส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ โดยรัฐบาลจะเพิ่มมาตรการเข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานที่รัดกุมมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับปรุงมาตรฐานเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าของไทยให้ชัดเจน และลดอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ สำหรับทุกประเทศ ไม่เฉพาะแต่สหรัฐฯ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับสินค้าที่ส่งออกมาจากไทย

นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาถึงการนำเข้าของสินค้าอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกรรม แต่จำเป็นต้องนำเข้า เพราะประเทศไทยผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ หรือ สินค้าที่ไทยไม่สามารถผลิตได้ ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการประชุมครั้งต่อไป อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องนำเข้า ถือเป็นโอกาสทางการค้ากับสหรัฐฯ ด้วย ทั้งยังมีสินค้าที่ไทยกำลังจะซื้อจากสหรัฐฯ ในอนาคตอยู่แล้ว แต่อยู่ระหว่างรอการผลิตจากสหรัฐฯ เช่น เครื่องบินโดยสารขนาดกลาง ซึ่งอยู่ในแผนการจัดหาของบริษัทการบินไทย ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยลดการได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องแจ้งให้สหรัฐฯ ทราบ ต่อไป

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำว่า รัฐบาลไทยจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์ เพื่อจัดทำแผนรับมือ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนมาตลอด ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จากบทเรียนของประเทศต่าง ๆ ไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเดินทางไปสหรัฐฯ และจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาที่ติดขัดอยู่ โดยสิ่งสำคัญ คือ จะไม่ให้กระทบกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการภายในประเทศ และรัฐบาลมองเห็นเป็นโอกาส โดยจะปรับปรุงการบริหารจัดการทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการภายในประเทศใช้โอกาสนี้เติบโตไปด้วยกัน ให้สมกับที่ภาคเกษตรกรรมเป็นเสาหลักของประเทศ และเพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิต การส่งออกและนำเข้าของประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ อ่านเกมกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ป่วนโลก มอง‘ไทย’เจรจาอย่างไรได้บ้าง?

‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ อ่านเกมกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ป่วนโลก มอง‘ไทย’เจรจาอย่างไรได้บ้าง?

‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ อ่านเกมกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ป่วนโลก มอง‘ไทย’เจรจาอย่างไรได้บ้าง?

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

“เมษายน 2568” สำหรับประเทศไทยไม่ได้มีแต่ “ฤดูร้อนตามธรรมชาติ” เพราะในปีนี้ “อุณหภูมิการเมือง-เศรษฐกิจโลกร้อนแรงเหลือเกิน” กับ “กำแพงภาษี” หรือมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่ ผู้นำสหรัฐอเมริกา อย่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ งัดออกมาใช้แบบ “ซัดหมดไม่สนหน้าไหน” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่แข่งหลักอย่างจีน หรือชาติพันธมิตรอย่าง สหภาพยุโรป (EU)  อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อิสราเอล ฯลฯ รวมถึง “ประเทศไทย” ที่เจอไปแบบจุกๆ ในอัตราร้อยละ 36 หากจะส่งสินค้าเข้าไปขายในแดนลุงแซม

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทย อาทิ ในวันที่ 8 เม.ย. 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมติดตามมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกา ว่า ยุทธศาสตร์รวดเร็วไม่ได้เราต้องแม่นยำด้วย รีบไปมันไม่เกิดประโยชน์อะไร การที่เราไม่ได้รีบส่งจดหมายกลายเป็นว่าเราได้รับการตอบกลับมา จาก สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในการรับนัดในการร่วมพูดคุยแล้ว ไม่แน่ใจใจว่าเราเป็นชาติแรกๆ หรือไม่ ที่มีการติดต่อกับทางสหรัฐอเมริกาแล้วว่าสามารถเข้าไปคุยได้ เหลือแค่กำหนดวันคุย

ในวันเดียวกัน ภายหลังการประชุมดังกล่าว พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย 5 ประเด็น เตรียมนำไปหารือกับสหรัฐฯ คือ 1.การหาโอกาสจากการนำเข้าพืชผลทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากสหรัฐ เพิ่มขึ้น เพื่อลดปัญหาการขาดดุลทางการค้า เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหรัฐฯ เข้ามาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาหารขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศ และนำเข้าเครื่องในสัตว์มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและส่งออก

2.การผ่อนคลายการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ โดยบริการจัดการด้านภาษีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรค และการนำเข้าสินค้าต่างๆ ที่มีอยู่กว่า 100 รายการ จะดำเนินการตามโควตาที่มีอยู่ในปัจจุบัน 3.การแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ผ่านการลดขั้นตอนที่นอกเหนือจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขทั้งหมด

4.การตรวจสอบคัดกรองสินค้าป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ จากประเทศอื่นๆ โดยจะมีการออกใบรับรองต้นถิ่นกำเนิดสินค้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านให้น้อยที่สุด และ 5.การหาโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ เช่น การพิจารณาลงทุนด้านการการขนส่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ในอลาสกา หรือการลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ

ย้อนไปในวันที่ 3 เม.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ทรัมป์ประกาศมาตรการกำแพงภาษีแบบชุดใหญ่กับนานาประเทศทั่วโลก ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาร่วมพูดคุยในประเด็นนี้ในรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” โดยอดีต รมว.คลัง เล่าว่า ตนตื่นมาตอนตี 5 เห็นข่าวแล้วก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์มีท่าทีอะลุ้มอล่วย แต่พอออกมาจริงๆ ตัวเลขดูรุนแรงและกระจายไปทั่ว

ดังนั้นนโยบายล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศออกมาจึงสะเทือนไปทั่วโลก เรียกว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ โดยหากย้อนมองประวัติศาสตร์ ช่วงที่อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เคยสูงในระดับนี้ต้องย้อนกลับไปถึงช่วง 10 ปีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเวลานั้นเมื่อสหรัฐฯ ยกระดับภาษีก็ก่อให้เกิดการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า แต่เมื่อตอบโต้กันไป – มาก็ทำให้การค้าโลกลดลงอย่างมาก นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอทั่วโลก หรือ The Great Depression และสุดท้ายก็นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ซึ่งสิ่งที่ตนกำลังจะบอกคือหากมีการคว่ำบาตรทางการค้า อย่าคิดว่าจะจบอยู่ที่การค้า แต่อาจลามไปสู่สิ่งที่ไม่ใช่สงครามเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็นสงครามที่ใช้อาวุธเข้าสู้รบกันจริงๆ อย่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จู่ๆ ญี่ปุ่นก็เข้าร่วมสงครามและส่งฝูงบินไปทิ้งระเบิดถล่มฐานทัพเรือเพิร์ล ฮาร์เบอร์ของสหรัฐฯ เรื่องนี้ไม่ใช่จู่ๆ ก็เกิดขึ้น แต่ต้องย้อนไปดูบริบทขณะนั้นที่สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเพียงรายเดียว

แต่เมื่ออยู่ดีๆ สหรัฐฯ หยุดขายน้ำมันให้ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นคำนวณแล้วว่าปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเหลือไม่มากและไม่รู้จะหาซื้อจากที่ไหน ทำให้ตัดสินใจยกกองทัพไปบุกยึดดินแดนต่างๆ เช่น เกาะบอร์เนียว ก็เพื่อแสดงหาแหล่งน้ำมัน ดังนั้นสิ่งที่ตนเล่าคือประวัติศาสตร์ที่มีการแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการตอบโต้หรือคว่ำบาตรกัน สถานการณ์ที่จะลามจากสงครามเศรษฐกิจไปเป็นสงครามสู้รบจริงสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย

“เวลานี้อย่าลืมว่ามันมีสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกซึ่งผมคิดว่าน่าเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่อง 1.ยูเครน สหรัฐฯ พอเวลานี้เปลี่ยนเป็นทรัมป์เขาเดินหนีจากสงครามยูเครนก็จริง แต่พอสหรัฐฯ เดินหนี ประเทศในยุโรปตะวันตกกลับจับมือกันแล้วจะไปในลักษณะที่ผมคิดว่าน่ากลัว คือก่อนหน้านี้ส่งเงินและส่งอาวุธให้ยูเครนเป็นคนรบ เวลานี้เขาประกาศแล้วว่าลำดับต่อไปจะมีทหารอังกฤษ ฝรั่งเศส และอาจรวมถึงเยอรมันเข้าไปประจำการในยูเครน ร่วมรบด้วย เขาพูดทำนองว่าเข้าไปเพื่อรักษาสันติภาพ แต่ถ้าอาวุธรัสเซียมาโดนเขาก็จะตอบโต้”.

ประการต่อมา 2.สหรัฐฯ พยายามเข้าไปกดดันอิหร่านเพื่อเจรจาเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ โดยหากย้อนมองประวัติศาสตร์ อิสราเอลซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีนิวเคลียร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และไม่ยอมให้ประเทศอื่นได้มีบ้างโดยเด็ดขาด อย่างครั้งหนึ่งอิรักหรือซีเรียสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาก็ถูกอิสราเอลระเบิดทำลายทิ้งทันที ดังนั้นปัจจุบันตนเชื่อว่าอิสราเอลคงจับตามองอิหร่าน โอกาสเกิดปัญหาจึงสูงมากและเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะกระทบทั้งราคาน้ำมันและการขนส่งสินค้า

ซึ่งทั้ง 2 เรื่องข้างต้นเดิมก็น่ากังวลอยู่แล้ว เมื่อมาเจอการประกาศนโยบายภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีทรัมป์เป็นผู้นำเข้าไปอีก ส่วนคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังเร่งให้เกิดสงครามหรือไม่ หากมองลึกไป 2-3 ชั้น เราต้องมองว่าทรัมป์อยากได้อะไร เพราะด้านหนึ่งเข้าใจได้ว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามานาน ซึ่งหากประเทศเล็กๆ ขาดดุลการค้ามานานๆ ค่าเงินจะอ่อน การใช้จ่ายเกินตัวก็ต้องหยุด

แต่ด้วยความที่เงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ เป็นสกุลเงินของโลก ค่าเงินจึงไม่อ่อน แต่ก็ทำให้สถานการณ์ขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เลวลงไปเรื่อยๆ จึงเกิดมาตรการนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากไปดูหนังสือ Trump : The Art of the Deal (ฉบับแปลไทยใช้ชื่อ “เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน”) ซึ่งทรัมป์เคยเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2530 จะเห็นทั้งความมุ่งมั่นและการมีความสามารถสูงในการเจรจา และเทคนิคการเจรจาของทรัมป์คือประกาศอะไรออกมาแบบเข้มๆ ไว้ก่อน เพื่อให้คนอื่นๆ เข้าไปเจรจา

“ผมคิดว่าแนวคิดของเขาขณะนี้คือพอโดนบีบอย่างนี้แล้วหลายๆ ประเทศจะยอมลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ แล้วเขาก็จะออกมาประกาศว่า นี่ไง!..ไปทำให้เกิดการลดภาษีนำเข้าทั่วโลกเลย แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาเวลานี้คือขบวนการขั้นตอนในการที่จะไปสู่เป้าหมายของทรัมป์ไม่ง่าย ถ้าเขาออกมาแล้วภาพออกมาแล้วเขามีพลังอำนาจแล้วมีเทคนิคในการเจรจา แล้วปรากฏว่าวางไพ่ทีแรกเข้มเลย แล้วปรากฏว่าประเทศต่างๆ ก็มา แล้วในที่สุดก็ยอม ภาษีของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะเข้าไปในยุโรปก็ดีอะไรก็ดี เวลานี้ลดลงมาเลย ในแง่นี้ก็ต้องยอมรับว่าการค้าโลกมันก็จะดีขึ้น”

แต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นก็จะเกิดการเบียดกันไป – มา เพราะว่าบางประเทศก็จะไม่ยอมในทันทีและมีการตอบโต้ ขณะที่บางประเทศแม้จะยอม เช่น สมมติไทยยอมลดภาษีให้สหรัฐฯ ก็ต้องลดให้ประเทศอื่นด้วยในสินค้าเดียวกัน เว้นแต่เราสามารถไปเจรจาแล้วไปทำเป็นเขตการค้าเสรีพิเศษระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ดังนั้นขั้นตอนในการเจรจา ดูแล้วสำหรับไทยยังต้องวางแผนดำเนินการอย่างแยบยล

และจริงๆ ที่ทรัมป์บอกจะเก็บภาษีสินค้าจากไทยร้อยละ 36 หากบวกภาษีฐานที่เก็บจากทุกประเทศร้อยละ 10 อยู่แล้ว เท่ากับสินค้านำเข้าจากไทยจะถูกเก็บภาษีถึงร้อยละ 46 เช่น จากของราคา 100 บาท กลายเป็น 146 บาทในสหรัฐฯ และผลกระทบไม่เพียงการส่งสินค้าไปสหรัฐฯ เท่านั้น แต่รวมถึงการส่งสินค้าไปประเทศอื่นๆ ด้วย เพราะการค้าและการบริโภคทั่วโลกก็ลดลง แม้กระทั่งนักลงทุนต่างประเทศที่จะมาลงทุนในไทยเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปขายในสหรัฐฯ ก็จะสะดุดเช่นกัน รัฐบาลจึงต้องรีบวางแผน

ทั้งนี้ แนวคิดที่ไทยจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น พืชไร่ต่างๆ ที่ผลิตในสหรัฐฯ ไม่ใช่สิ่งที่คนไทยกิน หรือน้ำมันที่ผลิตในสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่น้ำมันชนิดที่นำมากลั่นใช้ในไทยได้ โดยสิ่งที่ไทยอาจซื้อจากสหรัฐฯ ได้คือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยสรุปคือคงจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ได้เพียงบางส่วน แต่สำหรับตนคืออยากให้เจรจาลดภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ โดยตรง แต่ก็ต้องคิดต่อไปอีกว่า เมื่อลดให้สหรัฐฯ แล้วก็ต้องลดให้ชาติอื่นด้วย คำถามคือจะรับไหวหรือไม่?

“มันมีปัญหาอีกประการหนึ่ง คือสหรัฐฯ เขาอ้างว่าประเทศไทยขณะนี้เอาเปรียบ เพราะว่าคิดภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 72% เขาก็เลยตอบโต้ แต่เขาบอกเขาใจดีนะ เขาตอบโต้แบบอะลุ้มอล่วย ตอบโต้แค่ครึ่งเดียว เขาเลยคิดเรา 36% ครึ่งหนึ่งของ 72%  แต่กลับไปถามก่อน 72% มาอย่างไร? ตัวเลขที่เราคิดภาษีจริงๆ ผมว่าแค่นิดเดียว ผมก็เลยไปดูสูตรของเขา มันมีอีก 2 ตัวที่เขาพูดถึง คือเขาบอกว่าเอาตรงนี้ด้วย มาตรการกีดกันในการนำเข้าที่ไม่ใช่ภาษีอากร อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเขาเอา VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่เราใช้กันภายในประเทศมารวมด้วยหรือเปล่า?

แต่ว่ามาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี ส่วนใหญ่เขาจะออกมาในแง่ที่ว่าประเทศหนึ่งต้องการที่จะชะลอการนำเข้าสินค้าจากอีกประเทศหนึ่ง วิธีการง่ายๆ อันนี้ต้องตรวจความบริสุทธิ์ก่อน ต้องมีมาตรฐานใบรับรอง ต้องมีการเอาไปทดสอบ ทั้งหมดนี้มันเป็นกระบวนการทำให้การนำเข้ามันช้า – มันยากขึ้น มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ผมกำลังดู ผมคิดว่าเท่าที่ผมดูนะ ลักษณะของมาตรการกีดกันแบบนี้ของไทยไม่ค่อยมี น้อย! เอาจริงๆ เวลานี้ชาวบ้านเขาบ่นบอกเราปล่อยให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาจนตั้งตัวกันไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นผมคิดว่าตรงนี้ไม่น่าใช่

ปัจจัยอีกประการที่สหรัฐฯ นำไปคิดคำนวณตั้งกำแพงภาษี คือเรื่องของการบริหารค่าเงิน ซึ่งก็เป็นอีกข้อที่ตนไม่เข้าใจ จะบอกว่าที่ผ่านมาไทยบริหารค่าเงินบาทก็เพื่อใช้เงินบาทเป็นหัวหอกในการส่งออกก็ไม่น่าใช่ โดยสรุปแล้วสหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีกับประเทศต่างๆ มาก – น้อยเพียงใด จะใช้ 3 ปัจจัยมาพิจารณา คือ 1.ภาษีนำเข้าของประเทศนั้นที่ตั้งไว้กับสินค้าจากสหรัฐฯ 2.มาตรการกีดกันอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี และ 3.การบริหารค่าเงิน ซึ่งกรณีของประเทศไทยที่สหรัฐฯ บอกว่าไทยตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ไว้ถึงร้อยละ 72 ตนมองว่าเป็นตัวเลขที่เกินความจริงไปมาก

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องรีบไปเจรจากับสหรัฐฯ ต้องถามว่าสูตรคำนวณที่ว่ามีที่มาจากไหนบ้าง หรือที่อ้างถึงมาตรการกีดกันอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ภาษีโดยตรง ก็ต้องอธิบายด้วยว่าไทยกีดกันสหรัฐฯ ในส่วนนี้อย่างไร แต่ก็มีปัญหาอีกอีกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำสั่งแบนรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลไทยจากกรณีส่งชาวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเป็นข้อจำกัดด้วยหรือไม่

หรือหากสหรัฐฯ นับรวมภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วยจริง ฝ่ายไทยก็ต้องเจรจาให้เข้าใจว่านี่เป็นภาษีที่ใช้กันภายในประเทศ  หรือหากสหรัฐฯ มองเรื่องการบริหารค่าเงินบาท ฝ่ายไทยก็ต้องชี้ให้เห็นการเทียบเงินบาทกับเงินสกุลอื่นๆ ในทวีปเอเชียอยู่ตลอดเวลา ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยต้องเริ่มวางหมากและรีบเจรจา อนึ่ง การที่ทรัมป์ใช้มาตรการกำแพงภาษีกับแทบทุกประเทศ ก็นำให้ชาติต่างๆ พากันวิ่งไปหาทรัมป์เพื่อขอเจรจา แต่ตนเชื่อว่าการเจรจาคงต้องใช้เวลาอยู่ กว่าจะลดมาอยู่ในระดับที่พอจะรับกันได้  แต่ยิ่งใช้เวลานานก็หมายถึงกำลังการซื้อขายและการลงทุนก็จะกระทบกันไปหมดทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

“ของเราส่งออกอย่างไรก็ต้องไปเจรจา แล้วต้องค่อยๆ คุย แล้วผมเสนอแนะรัฐบาล เราต้องไปทั้งในแง่ประเทศเดี่ยวและเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้อาเซียนเป็นแท็กทีม เพราะเวลานี้โดนกันหมดและโดนกันอย่างรุนแรงเลย ฉะนั้นถ้าเราไปแล้วแท็กทีมกัน เกาะกันไว้ให้ดี ผมคิดว่าก็น่าจะสามารถอธิบายเขาให้เห็นเลยว่ากระบวนการในการผลิตมันหนีไม่พ้นที่จะต้องกระจายออกจากจีนแล้วก็มาที่อาเซียน แต่ภายในอาเซียนเราไม่ตั้งใจเอาเปรียบสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้สหรัฐฯ จำเป็นต้องแก้ปัญหาขาดดุลการค้า เราจะช่วยกันคนละไม้ละมือได้อย่างไร เพื่อที่จะหาข้อตกลงโดยเร็ว”

ส่วนคำถามว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้สามารถเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ได้หรือไม่? ตนมองว่าขณะนี้วิกฤตเริ่มก่อเค้า ที่น่ากลัวคือเริ่มต้นในยูเครน ตามด้วยอิหร่าน และล่าสุดคือสหรัฐฯ รวมถึงเหตุแผ่นดินไหวที่เมียนมาซึ่งส่งผลกระทบมาถึงไทย โดยเฉพาะภาพอาคารถล่มที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก แม้จะมีเพียงอาคารเดียวที่ถล่มลงมาแต่ก็กระทบความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก ดังนั้นหากรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นกับชาวต่างชาติเพื่อหวังให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในระยะยาว สิ่งที่ควรทำคือ

1.มาตรฐานทางวิศวกรรมต้องมี สร้างความเชื่อมั่นว่าการสร้างอาคารในประเทศไทยสามารถควบคุมได้ 2.มาตรการเตือนภัย อย่างที่ประเทศญี่ปุ่น แม้เราไม่ได้สมัครใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของที่นั่น แต่หากแผ่นดินไหวทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือพกติดตัวจะได้รับข้อความแจ้งเตือนพร้อมกันอย่างรวดเร็ว และจริงๆ หน่วยงานเตือนภัยควรเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา ไม่ใช่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หากรัฐบาลทำให้เห็นว่าระบบเตือนภัยช่วยให้อพยพออกจากอาคารได้ทันก็จะช่วยเรื่องความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวได้

“แต่สิ่งที่ต้องทำ ผมคิดว่าสำคัญที่สุดเลยคือต้องทำการสอบสวนการสร้าง การประมูลตึกที่ว่านี้ ต้องหาคนรับผิดชอบแล้วออกมาเลยให้มันชัดว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการใช้วัสดุที่ผิดหรือเปล่า? การออกแบบที่ผิดหรือเปล่า? การประมูลมีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า? แล้วลงโทษ แล้วให้ผลมันออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเราสามารถจับมือร่วมกันกับทางรัฐบาลจีนได้ ตรงนี้จะเป็นตัวที่ฟื้นความเชื่อมั่นได้เร็ว”

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ                        

สหรัฐฯจัดหนักเก็บภาษีสินค้าจีน เพิ่มกระฉูด145%

สหรัฐฯจัดหนักเก็บภาษีสินค้าจีน เพิ่มกระฉูด145%

สหรัฐฯจัดหนักเก็บภาษีสินค้าจีน เพิ่มกระฉูด145%

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สหรัฐฯจัดหนักเก็บภาษีสินค้าจีน เพิ่มกระฉูด145%‘ทรัมป์’ยังหวังเจรจา จีนตอบโต้เอาคืน125% โวยถูกข่มขู่-หักหลัง สั่งแบนหนังฮอลลีวู้ด

สงครามการค้า ระหว่าง 2 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก คือ “สหรัฐกับจีน” ดำดิ่งมากยิ่งขึ้น หลังทำเนียบขาว ยืนยันล่าสุด อัตราภาษีสินค้านำเข้า
จากจีนแท้จริงอยู่ที่ร้อย 145%ไม่ใช่ร้อยละ 125 ที่เพิ่งประกาศไป ด้านจีนตอบโต้หนัก เก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ เป็น 125% พร้อมหยุดนำเข้าหนังฮอลลีวูด พร้อมตำหนิสหรัฐฯ ข่มขู่คุกคามและหักหลังโลกทั้งโลกด้วยมาตรการภาษีศุลกากร

ทำเนียบขาวยืนยันว่า อัตราภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศไว้ที่ 125% นั้น ยังไม่รวมภาษีนำเข้าอีก 20% ในช่วงต้นปีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีนเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เฟนทานิล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดที่มีเป็นสารเสพติด ทะลักเข้าสหรัฐฯ ทำให้อัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนแท้จริงอยู่ที่ร้อย 145% อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ชะลอการเก็บภาษีอัตราใหม่กับประเทศส่วนใหญ่ออกไป 90 วันแล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยอมรับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า อาจมีปัญหาและข้อติดขัดในการเปลี่ยนผ่านภาษี กับนโยบายการค้าของเขาบางประการ แต่ทีมงานของเขากำลังเจรจากับหลายประเทศ พร้อมกับแสดงความหวังว่า สหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงได้

ตัวเลขอัตราภาษีล่าสุดร้อยละ 125% กับสินค้าจีน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาที่สหรัฐฯ มองว่าไม่ยุติธรรมนั้น มีข้อยกเว้นที่สำคัญอยู่หลายประการ โดยไม่รวมสินค้านำเข้า เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และยานยนต์ ซึ่งทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าไว้ก่อนหน้านี้แล้วที่ 25% และยังไม่รวมถึงสินค้าประเภททองแดง ยาและเวชภัณฑ์ สารกึ่งตัวนำ หรือเซมิคอนดักเตอร์ ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน ที่ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าจะกำหนดเป้าหมายแยกไว้ด้วย

ส่วนในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนหน้านั้น มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะบรรลุผลสำเร็จในสมัยการปกครองของทรัมป์คือ การจัดระเบียบโลกใหม่ให้เป็นไปในทางที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการรับใช้ชาติที่ยิ่งใหญ่ของทรัมป์ และสูงสุดคือการรับใช้โลก พร้อมกล่าวหาว่าเป็นเวลานานกว่า 31 ปีมาแล้ว ที่รัฐบาลก่อน ๆ ของสหรัฐฯ ยอมให้จีนทำลายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ แย่งงานและโรงงานและเสาหลักต่าง ๆ ที่เป็นความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ไปจากสหรัฐฯ

ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และจีนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงอีกรอบในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกังวลหนักถึงความไม่แน่นอนของนโยบายศุลกากรของทรัมป์ และกำลังประเมินสถานะของสงครามการค้าโลกในขณะนี้ว่าเป็นเช่นไร รวมทั้งประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนหนักถึง 145% นอกจากนี้ ตลาดยังกังวลถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์ ซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้กลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา จนทำให้นักลงทุนรู้สึกมึนงงสงสัย แม้ทำเนียบขาวแจงว่า การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าและประกาศพักในทันที เป็นกลยุทธ์การเจรจาที่ประสบความสำเร็จของทรัมป์ แต่นักวิเคราะห์ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่านั่นเป็นการถอยของทรัมป์ หรือเป็นกลยุทธ์ในการเจรจาจริงหรือไม่

ในประเด็นนี้ สก็อต เบสเซนท์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เขาไม่เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เคลื่อนไหวอย่างผิดปกติใด ๆ พร้อมเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้บรรลุความตกลงเรื่องภาษีศุลกากรกับหลายประเทศได้แล้ว และจะนำความแน่นอนมาสู่นโยบายการค้า

ในส่วนของความเคลื่อนไหวจากทางการจีน ล่าสุด ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน เผยวานนี้ (11 เม.ย.) เรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรืออียู ร่วมมือกับจีนตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เป็นการข่มขู่คุกคามประชาคมโลก และประกาศว่าจะไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงตำหนิสหรัฐฯข่มขู่คุกคาม และหักหลัง โลกทั้งโลกด้วยมาตรการภาษีศุลกากร เจตนาต้องการบีบคอและระรานข่มเหงประเทศอื่นๆ ให้ยินยอมตามความต้องการของตัว ส่วนโฆษกหญิงกระทรวงพาณิชย์จีนแถลงวานว่า จีนเปิดรับเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นภาษีศุลกากร แต่การเจรจาจะต้องเท่าเทียมบนพื้นฐานเคารพซึ่งกันและกัน และถ้าหากสหรัฐฯ ยังคงดื้อจะทำสงครามภาษีศุลกากรต่อไป จีนจะโต้กลับดุจเดียวกันและจะสู้ต่อไปจนถึงที่สุด การใช้วิธีกดดัน ข่มขู่คุกคาม หรือหักหลังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมที่จะใช้กับจีน

ขณะเดียวกัน สำนักงานภาพยนตร์แห่งชาติของจีน ออกคำสั่งหยุดนำเข้าภาพยนตร์ฮอลลีวูดของสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวันหลังมาตรการของสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน 145% เริ่มมีผลบังคับใช้ ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน จะส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคภาพยนตร์สหรัฐฯ หนักขึ้น จากเดิมที่ความต้องการบริโภคภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดในจีนได้ลดลงติดต่อกันมานานหลายปีแล้ว ทางสำนักภาพยนตร์จึงต้องทำตามกฎเกณฑ์ระบบตลาด เคารพการเลือกของผู้ชมในจีน และลดจำนวนภาพยนตร์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ลง

ทั้งนี้ จีนได้นำเข้าภาพยนตร์ฮอลลีวูด ประมาณ 10 เรื่องต่อปีมานานกว่า 30 ปีแล้ว

ด้าน นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงสงครามภาษีการค้าที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่า มีความเป็นไปได้มากว่า อาจบอบช้ำทั้งสองฝ่าย ซึ่งในขณะนี้ถือว่าโลก อยู่ในสภาวะสงครามทางการค้าแล้ว และขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมจะมีฝ่ายชนะ แต่ก็ยากที่ใครจะหลีกเลี่ยงไม่สูญเสียเลยได้

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยังมั่นใจว่า สำหรับไทยน่าจะพอมีโอกาส เพราะ ประเทศไทยเป็นประเทศผลิตอาหาร ที่ทุกคนจะต้องบริโภค จึงขึ้นอยู่กับว่า จะปรับตัวอย่างไรในวิกฤตนี้ ซึ่งตนเองก็ทราบว่าไม่ง่ายนักแต่ก็ต้องตั้งสติและหาโอกาสดังกล่าวนั้นให้เจอ

ส่วนการไปเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้น ผช.รัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่า ไม่ควรต้องเร่งรีบวิ่งไปเจรจา เพราะอาจหน้าแตกกลับมาได้ และทำให้สหรัฐฯ รู้แนวทางของประเทศไทยทั้งหมดแต่แรก และไม่มองเพียงแต่ในแง่ร้าย หรือเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง พร้อมมั่นใจว่า ทีมรับมือวิกฤตการณ์ชุดนี้ของรัฐบาล ตนเชื่อมั่นว่า นาทีนี้ ดีที่สุดแล้ว