นายกฯ เป็นประธานเปิดงาน ‘คิง เพาเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 68’

นายกฯ เป็นประธานเปิดงาน ‘คิง เพาเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 68’

นายกฯ เป็นประธานเปิดงาน ‘คิง เพาเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 68’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.28 น.

นายกฯ เป็นประธานเปิดงาน ‘คิง เพาเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 68’ ยัน รัฐบาลส่งเสริมท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ  ปลื้มคนสวมกางเกงช้าง ไอเดียคนไทยส่งต่อต่างชาติ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ประเทศ 

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 10 เมษายน 2568 ที่คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็น ประธานเปิดงาน  คิง เพาเวอร์ อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ 2568 “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ 

ขณะที่บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งภายในงานได้จำลองชายหาดชื่อดังของไทยมารวมไว้ อาทิเกาะพะงัน เกาะภูเก็ต เกาะเสม็ด และพัทยา โดยการแสดงของศิลปินดารา ที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวที ทำให้วันนี้มีทั้งนักท่องเที่ยว และกลุ่มแฟนคลับศิลปินดารา มาร่วมพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก 

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ได้มาร่วมงานในกลุ่มคิงพาวเวอร์ และขอสวัสดีปีใหม่ไทย ที่ถือเป็นวัฒนธรรมที่คนไทยสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน และนอกจากคนไทยแล้ว ต่างชาติก็รู้จักวัฒนธรรมนี้ของคนไทย ถือเป็นซอฟพาวเวอร์หนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาที่เมืองไทยอย่างล้นหลามมายาวนาน ปีนี้รัฐบาลหวังว่า จะกระตุ้นนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งสงกรานต์จะเป็นอีกหนึ่งอีเวนท์ที่รัฐบาลจะส่งเสริม โดยในบางพื้นที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.และจะมีวันไหลต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 26 เม.ย.นี้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาก็จะสามารถท่องเที่ยวได้ยาวขึ้น อยู่ได้นานขึ้น รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมขอบคุณกลุ่มบริษัท คิงพาวเวอร์ที่จัดงานสงกรานต์ได้อย่างงดงาม และยิ่งใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสเข้ามาเที่ยวได้ประสบการณ์ใหม่จากประเทศไทย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้เห็นแล้วว่า มีการสวมกางเกงช้างเกิดขึ้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อกางเกงช้างมีชื่อเสียง แต่ละจังหวัดก็นำเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ มาทำเป็นจุดขายบนกางเกงเป็นของที่ระลึกเป็นของฝาก ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้ไอเดียของคนไทยภูมิปัญญาของคนไทยสามารถส่งต่อให้ต่างชาติง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ มีวัฒนธรรมเป็นจุดขาย  ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจตามมาอีกมากมาย จึงเน้นในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายที่จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น 

นายกฯ กล่าวอีกว่า งานสงกรานต์วันนี้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศ เชื่อว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องมาร่วมมือร่วมใจกันทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อทำให้ประเทศเป็นประเทศที่น่าเที่ยวปลอดภัยอีกครั้ง ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ช่วงนี้ต้องทำงานหนัก แต่มั่นใจว่า จะสามารถนำเสนอประเทศไทยให้ต่างชาติได้ประทับใจ  ตัวเลขที่เคยลดลงในช่วงโควิด ปีนี้จะกลับมาถึงเป้า  38 ล้านคนอีกครั้ง และถ้าดีกว่านั้นก็จะถึง 40 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกิจกรรมอภิมหาสงกรานต์รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก  จัดขึ้นโดยกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และชุมชนย่านรางน้ำ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 – 15 เม.ย.ที่คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงสร้างสีสันความสนุกให้กับช่วงเทศกาลสงกรานต์.

‘จาตุรนต์’เร่งดัน กม. ยกเลิกคำสั่ง คสช. 23 ฉบับเข้าสภาฯวาระ 2-3 สมัยหน้า

'จาตุรนต์'เร่งดัน กม. ยกเลิกคำสั่ง คสช. 23 ฉบับเข้าสภาฯวาระ 2-3 สมัยหน้า

‘จาตุรนต์’เร่งดัน กม. ยกเลิกคำสั่ง คสช. 23 ฉบับเข้าสภาฯวาระ 2-3 สมัยหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.16 น.

เนื้อหาซับซ้อนต้องรื้อใหม่! ‘ปธ.กมธ.ยกเลิกคำสั่งคสช.’ เซ็งเขี่ยมรดก ‘ยุครัฐประหาร’ ไม่ได้อีก22ฉบับ ทำสำเร็จ23ฉบับ ดันเข้าสภาฯวาระ 2-3 สมัยหน้า

วันที่ 10 เมษายน 2568 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีราย ชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ยกเลิกประกาศ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่หมดความจำเป็น และไม่เหมาะสมกับการปัจจุบัน พ.ศ….  แถลงว่า จากการทำงานของคณะกรรมาธิการในเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ได้พิจารณาโดยใช้หลักการของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งคสช. ทั้งหมด 23 ฉบับ ที่หมดความจำเป็น หรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเสร็จสิ้นแล้ว และพร้อมที่จะเสนอเข้าสู่สภาฯ เพื่อพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในต้นสมัยประชุมสภาฯหน้า ซึ่งคาดว่าจะผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา

ประธานกมธ.ฯยกเลิกคำสั่งคสช.ฯ กล่าวต่อว่า จากการทำงานของ กมธ.ฯ ได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้เราสามารถยกเลิกคำสั่งคสช. ได้ถึง 55 ฉบับ ซึ่งมากกว่าหลักการที่มีจำนวน23 ฉบับ ทำให้เหลือคำสั่ง คสช.ที่ยังค้างไว้ 22 ฉบับ ซึ่งใน 55 ฉบับ ที่กมธ.ฯยกเลิกได้ครอบคลุมหลากหลาย อาทิ คำสั่งที่ละเมิดสิทธิที่เสรีภาพในการแสดงออก อย่างประกาศคสช.ฉบับที่ 49/2557 ความผิดสำหรับการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งคำสั่งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ให้การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งการกำหนดโทษทางอาญาก็ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างมาก หรือคำสั่งที่เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ราชการ ในการละเมิดประชาชน เช่น คำสั่งคสช13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการ ที่เป็นภยันอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งคำสั่งนี้มีผลให้อำนาจกับข้าราชการไม่ต่างจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่สามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว จับกุมหรือเข้าไปในเคหสถาน เพื่อตรวจยึดทรัพย์สินและควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน ถือเป็นการสร้างปัญหาร้ายแรง และส่งผลต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานนั้นๆ ทางกมธ. จึงพิจารณายกเลิกทันที
 
“การพิจารณาของกมธ.ฯ กระทำได้อย่างจำกัด เป็นผลให้มีประกาศ/คำสั่ง คสช.ที่พิจารณาให้คงไว้ 22 ฉบับ เนื่องจากบางฉบับมีเนื้อหาซับซ้อน ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือเป็นเรื่องนโยบายทางบริหาร รวมถึงบางฉบับจำเป็นต้องตรากฎหมายใหม่ขึ้นมาทดแทน หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันให้สอดคล้องเสียก่อน จึงจะยกเลิกคำสั่งเหล่านั้นได้ ดังนั้นคำสั่งคสช.ที่คงค้างไว้จึงเป็นงานของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐสภาที่จะต้องล้างมรดกนี้ให้สำเร็จไปด้วยกัน” นายจาตุรนต์ กล่าว

‘อดีตรมว.อว.’ชี้ไทยเผชิญกับวงจรอุบาทว์เชิงซ้อน ตกอยู่ใน ‘ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า’

'อดีตรมว.อว.'ชี้ไทยเผชิญกับวงจรอุบาทว์เชิงซ้อน ตกอยู่ใน 'ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า'

‘อดีตรมว.อว.’ชี้ไทยเผชิญกับวงจรอุบาทว์เชิงซ้อน ตกอยู่ใน ‘ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

วันที่ 10 เมษายน 2568 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

ประเทศไทยเผชิญกับวงจรอุบาทว์เชิงซ้อน ทำให้พวกเราตกอยู่ใน “ทศวรรษแห่งความสูญเปล่า“ (Thailand‘s Lost Decades) เป็นเวลายาวนาน จนไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ “ประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกที่หนึ่ง” ได้

เริ่มจากวงจรอุบาทว์แรก เรียกว่า “วงจร 3 ป.” คือการที่ประเทศไทยมี “ประชาธิปไตยเทียม” (Pseudo-Democracy) การลุแก่อำนาจ การบิดเบือนและใช้อำนาจในทางที่มิชอบ คุณธรรมและจริยธรรมบกพร่อง และทุจริตคอรัปชั่น ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมา “ประท้วงต่อต้าน” และนำไปสู่การ “ปฏิวัติรัฐประหาร” และเวียนกลับมาเป็นประชาธิปไตยเทียม กลายเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซากวงที่ 1 วงจรนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2490 ต่อเนื่องมาจวบจนถึงปัจจุบัน

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเทียม ส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนด้วยนโยบายประชานิยม ที่มุ่งหวังชนะการเลือกตั้งเพื่อให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็วนกลับมาทำให้เกิดเป็นประชาธิปไตยเทียม กลายเป็นวงจรอุบาทว์วงที่ 2 เป็นวงจรที่เห็นเด่นชัดขึ้นในห้วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน นโยบายประชานิยมทำให้ประชาชนโดยทั่วไป มีระดับการพึ่งพิงภาครัฐที่มากขึ้น ยิ่งพึ่งพิงมากเท่าไหร่ ระดับความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เมื่อเข้าถึงได้ยาก ก็ต้องจมปลักอยู่กับความยากจนต่อไป เมื่อยิ่งยากจน ก็ยิ่งง่วนอยู่กับประเด็นปากท้องและปัญหาเฉพาะหน้า ยิ่งทำให้ต้องติดอยู่ในกับดับของนโยบายประชานิยมแบบโงหัวไม่ขึ้น เกิดเป็นวงจรอุบาทว์วงที่ 3

เมื่อระดับการพึ่งพิงของประชาชนยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งไปเสริมระบบอุปถัมภ์และอำนาจนิยม ที่ยังฝังตัวหยั่งลึกอยู่ในสังคมไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้น ส่งผลทำให้อำนาจการผูกขาดทั้งทางด้านการปกครองและด้านเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนารูปแบบการกีดกันและเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบ ส่งผลทำให้ระดับการพึ่งพิงของประชาชนยิ่งมากขึ้น เกิดเป็นวงจรอุบาทว์วงที่ 4

ขณะที่อำนาจการผูกขาดทั้งการปกครองและเศรษฐกิจที่เข้มข้น ได้ไปครอบงำกลไกของระบบราชการ ทำให้ระบบราชการเกิดการผิดเพี้ยน จากระบบราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเน้นระบบคุณธรรมอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นระบบราชการที่เอื้อระบอบทุนนิยมพวกพ้องเสริม ยิ่งเสริมให้ระบบอุปถัมภ์และอำนาจนิยมมีความเข้มข้นมากขึ้นกลายเป็นวงจรอุบาทว์วงที่ 5

รูปแบบการกีดกันและการเอารัดเอาเปรียบอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด “แรงต้าน” ต่อการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบ ยังต้องง่วนอยู่กับประเด็นปากท้องและปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เกิด “แรงเฉื่อย” ต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งแรงต้านและแรงเฉื่อยต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ส่งผลให้ เมื่อโลกเปลี่ยน แต่ไทยไม่ยอมปรับ หรือหากจะมีการปรับบ้างก็ปรับในอัตราที่ช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก

การที่โลกเปลี่ยน แต่ไทยไม่ปรับ ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชนและคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตของตนเอง มองประเทศไทยที่มีอนาคตที่มืดมน จนเกิด “แรงส่ง” ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ผลคือแรงส่ง แรงต้าน และแรงเฉื่อยต่อการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง และระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ตามมาด้วยการประท้วงต่อต้านและไปเสริมให้เกิดวงจรอุบาทว์ในวงที่ 1 ในที่สุด

วงจรอุบาทว์เชิงซ้อนนี้ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มีการกีดกันและเอารัดเอาเปรียบกันอย่างเป็นระบบ มีการกระจุกตัวของอำนาจ ความมั่งคั่ง และโอกาส หรือ Extractive Politics and Economy

โดย Extractive Politics ที่เห็นได้ชัด เช่น การเมืองการปกครองที่ถูกกำกับควบคุมโดยกลุ่มคนจำนวนไม่มาก ไม่กี่กลุ่ม ทั้งทางตรงและทางอ้อม การดำรงอยู่ของเครือข่ายระบบอุปถัมภ์และอภิสิทธิ์ชน มีกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลดำเนินธุรกิจสีเทา ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย มีการครอบงำสื่อ ควบคุมสื่อ ตลอดจนเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ฯลฯ

ขณะที่ Extractive Economy สะท้อนผ่านการดำรงอยู่ของระบอบทุนนิยมสามานย์ ที่มีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างกลุ่มนายทุนกับนักการเมือง มีการผูกขาดและต่อต้านขัดขวางการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นระบบ มีการเพิกเฉยละเลยต่อผลกระทบที่มีต่อสาธารณะจากการดำเนินงาน

ฉะนั้น การจะนำพาประเทศไทยไปสู่ “ประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกที่หนึ่ง” ได้ โจทย์ใหญ่คือ จะปรับเปลี่ยนประเทศไทยจาก Extractive Politics and Economy ไปสู่ประเทศที่เป็น Inclusive Politics and Economy เปลี่ยน “สังคมเพื่อพวกกู” (Me Society) มาเป็น “สังคมเพื่อพวกเรา” (We Society) ได้อย่างไร

‘กมธ.อุตสาหกรรม’ ชง ‘กระทรวงอุตฯ’ เพิกถอนสิทธิ BOI ‘บ.ผลิตเหล็กเส้น’ ตกมาตรฐาน

‘กมธ.อุตสาหกรรม’ ชง ‘กระทรวงอุตฯ’ เพิกถอนสิทธิ BOI ‘บ.ผลิตเหล็กเส้น’ ตกมาตรฐาน

‘กมธ.อุตสาหกรรม’ ชง ‘กระทรวงอุตฯ’ เพิกถอนสิทธิ BOI ‘บ.ผลิตเหล็กเส้น’ ตกมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.10 น.

‘กมธ.อุตสาหกรรม’ ชง ‘กระทรวงอุตฯ’ เพิกถอนสิทธิ BOI ‘บ.ผลิตเหล็กเส้น’ ตกมาตรฐาน ลามทำตึก ‘สตง.’ ถล่ม แนะส่งข้อมูลตรวจสอบวัสดุต่ำกว่ามาตรฐานให้ ‘รัฐบาล’ สอบ

10เม.ย.2568 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลัง กมธ.ฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณีปัญหาเหล็กเส้นที่ใช้ในการสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)แห่งใหม่ 30 ชั้น ที่พังถล่มลง ช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์นี้มีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก  กมธ.ฯเชิญสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) มาชี้แจง ทราบว่า เหล็กที่นำไปตรวจสอบมาจากสุ่มตรวจสอบ 9 รายการ เป็นเหล็กข้ออ้อย และลวดเหล็กกล้าตีเกลียว ผลพิสูจน์ปรากฏว่า ตกสเปค 2 รายการ คือ เหล็กDB20 และ DB32 โดยทางรองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ชี้แจงต่อกมธ.ฯ โดยมีข้อกังวลว่าเหล็กที่ใช้ตรวจไม่ใช่เหล็กใหม่  แต่เป็นเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างแล้ว เมื่อเกิดแผ่นดินไหวก่อนอาคารพังถล่ม เหล็กได้ทำหน้าที่รับแรงดึง  ซึ่งเหล็กเมื่อมีการใช้งานไปแล้วอาจมีปัญหาในการตรวจสอบ  กมธ..จึงเสนอแนะว่า ข้อมูลที่จะถูกส่งไปยังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้งโดยรัฐบาล จึงต้องงเก็บรวบรวมข้อมูลให้รอบคอบรัดกุมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ผลิตเหล็กทั้ง 2 รายการนี้  ขณะที่กรมโยธาธิการและผังเมือง ชี้แจงว่า ก่อนจะมีการก่อสร้าง หน่วยงานก่อสร้างจะต้องตัดชิ้นตัวอย่างไปตรวจสอบ ซึ่งกมธ.จะทำหนังสือขอข้อมูลในส่วนของการควบคุมการก่อสร้างจากกรมโยธาธิการฯด้วย เนื่องจากการก่อสร้างหน่วยงานราชการไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าจะมีการสร้างอาคารเท่านั้น

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการกล่าวหาในสื่อโซเชียลว่า สมอ. สั่งอายัดเหล็กที่ตกสเปคจากผู้ผลิตเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สตง.ตั้งแต่เดือน ธ.ค.67 นั้น เป็นกระบวนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพตามพระราชบัญญัติมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยโรงงานดังกล่าวถูกสั่งปิดจากเหตุเพลิงไหม้อยู่ด้วย  โดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้โรงงานนี้ต้องปรับปรุงคุณภาพเหล็กให้ได้มาตรฐานก่อนจะจำหน่ายเหล็กได้อีกครั้ง   ส่วนที่จะผลิตใหม่และจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า หากไม่มีการแก้ไขก็จะไม่สามารถผลิตได้ ขณะที่การเพิกถอนสิทธิประโยชน์การลงทุน (BOI)  กมธ.ได้ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิกถอนสิทธิ BOI กับบริษัทผู้ผลิตเหล็กนี้ ก่อนที่จะมีการเกิดแผ่นดินไหว โดยทางเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ชี้แจงว่า ตามกฎหมายสามารถถอนได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนั้นละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผู้ประกอบการได้ละเมิดกฎหมาย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องทำบันทึกไปถึง BOI เพื่อให้พิจารณาถอนสิทธิประโยชน์ จึงอยากให้BOI ได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่

‘จเด็ศ’ คาดสงกรานต์ ‘พิษณุโลก’ สะพัด 1,000 ล้าน ตั้งเป้า 15,000 ล้านต่อปี

'จเด็ศ' คาดสงกรานต์ 'พิษณุโลก' สะพัด 1,000 ล้าน ตั้งเป้า 15,000 ล้านต่อปี

‘จเด็ศ’ คาดสงกรานต์ ‘พิษณุโลก’ สะพัด 1,000 ล้าน ตั้งเป้า 15,000 ล้านต่อปี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.54 น.

‘จเด็ศ’ หวังสงกรานต์สองแควเงินสะพัด 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยว15,000 ล้านบาทต่อปี จัดเทศกาลดนตรีดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น 

10 เม.ย.2568 นายจเด็ศ จันทรา สส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้งานเทศกาลสงกรานต์พิษณุโลก เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมเทศกาลสงกรานต์ในจังหวัด ทั้งนี้งานเทศกาลสงกรานต์วิถีไทยสองแคว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับจังหวัดไม่ต่ำกว่า 800-1,000 ล้านบาท  

นายจเด็ศ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้เตรียมส่งเสริมการท่องเที่ยวพิษณุโลกเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดมีการหารือกับภาคเอกชนในพื้นที่เตรียมจัดงานเทศกาลดนตรีที่พิษณุโลก พร้อมเชิญศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยและกลุ่มนักดนตรีต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีมาร่วมงานเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้น เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาท่องเที่ยวในพิษณุโลกมากขึ้น รวมทั้งการจัดการแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม และการแข่งขันอีสปอร์ตที่กำลังเป็นที่นิยมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่ให้ความสนใจกันมาก รวมทั้งในแต่ละประเทศจะมีนักกีฬาอีสปอร์ตเป็นจำนวนมาก 

“การยกระดับการท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อต้องการที่จะเพิ่มรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น สำหรับในเรื่องของการผลักดันให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นผลักดันให้เป็นท่องเที่ยวเมืองหลักนั้นตั้งเป้านักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวน 5 ล้านคนขึ้นไป คาดว่ารายได้การท่องเที่ยวพิษณุโลกจะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ตั้งเป้านักท่องเที่ยวเดินทางมาพิษณุโลกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคนต่อปีและสร้างรายได้การท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าปีละ 15,000 ล้านบาท”นายจเด็ศ กล่าว  

‘กรณ์’วิเคราะห์ทรัมป์ถอย สงครามการค้าจะจบอย่างไร ชี้ไทยต้องคิดเผื่อทุกสถานการณ์

'กรณ์'วิเคราะห์ทรัมป์ถอย สงครามการค้าจะจบอย่างไร ชี้ไทยต้องคิดเผื่อทุกสถานการณ์

‘กรณ์’วิเคราะห์ทรัมป์ถอย สงครามการค้าจะจบอย่างไร ชี้ไทยต้องคิดเผื่อทุกสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.23 น.

วันที่ 10 เมษายน 2568  นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ทรัมป์ถอย – สงครามการค้าจะจบอย่างไร? เรื่องนี้เริ่มด้วยอเมริกาประกาศเพดานภาษีกับทุกประเทศทั่วโลก

เมื่อคืนนี้ปรับของทุกประเทศลงมาที่ 10% ถ้วนหน้า แต่เพิ่มของจีนเป็น 125% (ผมว่าเป็นการเพิ่มเพื่อรักษา form ไม่ให้คิดว่ามีแต่ถอย ซึ่งจะ 125 หรือ 104 ไม่ได้ต่างกันเท่าไร)

ดังนั้นตอนนี้หลักๆกลายเป็นสงครามระหว่างอเมริกากับจีน เพราะจีนเป็นประเทศเดียวที่ไม่ยอมอเมริกา (จริงๆมีแคนาดาด้วย แต่เป็นความขัดแย้งคนละระดับกัน)

ทรัมป์คงเห็นแล้วว่าในสงครามนี้ ไม่ควรผลักให้คนอื่นๆกลายเป็นศัตรู ซึ่งประเด็นนี้สำคัญ เพราะจากนี้เริ่มมีการประเมินว่า ขั้นตอนต่อไป คืออเมริกาอาจจะเรียกร้องให้ประเทศคู่ค้าต่างๆเลือกว่าจะค้ากับอเมริกาหรือจีน!

อันนี้เรื่องใหญ่ ฟังแล้วอาจเกินความเป็นจริง แต่หากเรามองว่าเราอยู่ในสภาวะสงคราม สิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจจะเกิดได้

สาเหตุที่อเมริกาอาจจะเรียกร้องตามนี้ก็เพราะ อเมริกาจะยอมตกลงอัตราภาษีกับประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ ถ้าประเทศนั้นยังมีการค้ากับจีนเพราะจะเสมือนอเมริกายอมให้จีนขายสินค้าทางอ้อมให้กับอเมริกาในอัตราภาษีที่ตํ่ากว่าเทียบกับถ้าจีนขายให้อเมริกาโดยตรง

อันนี้ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่ามีสายเหยี่ยวทั้งที่จีนและอเมริกามองเป็นทุนเดิมว่า สุดท้ายแล้วระหว่างจีนกับอเมริกาฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ชนะและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้

วันนี้อเมริกาได้เริ่มกดดันประเทศที่ส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยจีนหรือผลิตด้วยวัตถุดิบจากจีน ขั้นตอนต่อไปก็เพียงออกกฏว่าหากยังซื้อของจากจีนก็จะไม่สามารถค้าขายกับอเมริกาได้เลย เว้นจะโดนภาษี 104% ด้วย …นี่คือสิ่งที่ผมกลัว

หากเราต้องเลือก เราจะเลือกอย่างไร? ไทยเองขาดดุลมหาศาลจากการค้าขายกับจีน เราผลิตสู้เขาไม่ได้ แต่เราก็ไม่อยากต้องเลือก ของเราจะแพงขึ้น ถ้าอเมริกากดดันแบบสุดโต่ง ไม่เพียงจำกัดสินค้าจีนที่เป็นวัตถุดิบ แต่จำกัดสินค้าทุกชนิด เราจะไม่มีทางเลือกที่จะซื้อรถ BYD ทีวี Hisense หรือ โทรศัพท์ Huawei สินค้าของเราหลายอย่าง (เช่นทุเรียนหรือลำใยอบแห้ง) เราก็จะขายใครไม่ได้เลย นักท่องเที่ยวจีนก็จะหาย

จะทิ้งอเมริกาก็อย่าลืมว่าเรามีดุลการค้าที่เป็นบวกกับเขาปีละ 1 ล้านล้านบาท ผู้ประกอบการไทยจะเดือดร้อนแค่ไหนหากเราถูกกีดกันไม่ให้ค้าขายกับอเมริกา

ที่น่ากลัวมากกว่านั้นคืออเมริกาอาจจะใช้ ดอลล่าร์เป็นอาวุธ ใครไม่เลือกข้างเขาอาจจะโดนภาษีการถือครองดอลล่าร์ ดีไม่ดีทรัมป์เล่นบทถนัดในการต่อรองปรับโครงสร้างหนี้กับประเทศเจ้าหนี้อีก (เราเป็นเจ้าหนี้ใหญ่นะครับ ถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกาอยู่นับล้านล้านบาท)

สงครามนี้ประเทศอย่างเราจะลำบากมาก ต้องคิดเผื่อและเตรียมตัว เรามียุทธศาสตร์ไม่เลือกข้างมาตลอด และคิดเสมอว่าทั้งสองประเทศมหาอำนาจเขาต้องแข่งกันมาง้อเรา ตอนนี้ดูเหมือนมีหนึ่งฝ่ายที่เปลี่ยนกลยุทธ์ ไม่ง้อแล้วแต่จะใช้การขู่แทน ว่าจะเลือกใคร

ที่น่ากลัวที่สุดคือประวัติศาสตร์ สาเหตุสำคัญที่ญี่ปุ่นตัดสินใจบุก Pearl Harbour เมื่อ 80 กว่าปีก่อนก็เพราะญี่ปุ่นเกรงว่าจะถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจ

ไทยเราต้องคิดเผื่อทุกสถานการณ์ ทางการทหารตามปกติจะมีการเตรียมตัวป้องกันภัยคุกคามอยู่แล้ว แต่ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มโอกาสสูงกว่า เรานิ่งเฉยไม่คิดเผื่อไม่ได้เลย

นายกฯ สักการะ ‘พระพรหม-ศาลตา ศาลยาย’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ

นายกฯ สักการะ ‘พระพรหม-ศาลตา ศาลยาย’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ

นายกฯ สักการะ ‘พระพรหม-ศาลตา ศาลยาย’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.17 น.

นายกฯ สักการะ ‘พระพรหม-ศาลตา ศาลยาย’ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปี 68 เปิดให้ ‘รองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักฯ-ขรก.’รดน้ำ อวยพรปีใหม่ไทย ขอใช้วันหยุดยาวชาร์จแบตตัวเองเยอะๆอยู่กับครอบครัว กลับมาทำงานเพื่อปท.ต่อ


วันที่ 10 เมษายน 2568 เวลา 08.40น. วันที่ 10 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล  ต่อมาเวลา 08.46 น.นายกฯสักการะศาลพระพรหม ตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล  เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายอนุทินชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล  น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย

จากนั้นเวลา 09.13  น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯและรมว.พลังงานนายชูศักดิ์ ศิรินิล  น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ รองเลขาธิการนายกฯ และข้าราชการเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบเรื่องอะไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครบอกหรอกว่าขอพรอย่างไร แต่ก็ได้ขอพรว่าขอให้มีแต่สิ่งดีๆ 

ต่อมานายกฯ เป็นประธานในพิธีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2568 โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป ประกอบด้วย 1. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร 3.พระพรหมดิลก  วัดสามพระยา 4.พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร  5. พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 6.พระพรหมวัชรวิมลมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร 7.พระพรหมวชิราทร วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร  8.พระธรรมวชิรเมธี วัดหงส์รัตนาราม 9.พระธรรมวชิราธิบดี  วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร และ 10.พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

จากนั้นประธานฝ่ายพระสงฆ์ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ประพรมน้ำมนต์ให้กับนายกฯด้วย และเดินประพรมน้ำมนต์ให้กับรองนายกฯและรมต. ประจำสำนักนายกฯ และผู้ร่วมงานด้วย

จากนั้นนายกฯสรงน้ำพระพุทธรูป และมีพิธีรดน้ำขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 โดยนายกฯ กล่าวอวยพร สวัสดีทุกท่านวันนี้ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับทุกท่านและที่สำคัญได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ประจำปี 2568 ร่วมกับทุกท่านในวันนี้นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีและโอกาสที่ดีที่เราได้มาร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมไทยของเราที่มีกันมาอย่างช้านานให้ยังคงอยู่ต่อไป เพราะเป็นพิธีการและวัฒนธรรมที่สวยงาม ซึ่งเราอยากจะส่งต่อถึงรุ่นต่อไปให้วัฒนธรรมนี้ยังอยู่กับเราไปอีกนาน และวันสงกานต์ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติและเป็นวันครอบครัว จึงนับว่าเป็นวาระสำคัญ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้โอกาสนี้ให้ทุกท่านได้มีโอกาสใช้วันหยุดยาวอยู่กับคนที่ท่านรักและเดินทางไปไหน มาไหนเดินทางปลอดภัย แน่นอนว่าเราจะกลับมาทำงานร่วมกันอีกหลังเทศกาลสงกรานต์ อยากให้ท่านมีเวลาได้พักเพื่อไปชาร์จแบตตัวเอง เพราะคิดว่าผ่านมาประมาณเกือบ 4 เดือน จากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ทุกท่านทำงานหนักกันทุกคน เพื่อช่วยเป็นองค์ประกอบสำคัญในการช่วยเหลือประเทศชาติ และทำเพื่อประชาชน ก็ขอให้ท่านได้พักให้เต็มที่และกลับมาทำงานอย่างมีพลังเยอะๆจะได้ช่วยกันเป็นแรงสำคัญให้ประเทศชาติไปต่อ

“สุดท้ายดิฉันขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขในวันสงกรานต์และขออาราธนาอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านเคารพนับถือตลอดจนพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดดลบันดาลและประทานพรให้ทุกท่านพร้อมครอบครัวมีความสุขความเจริญและมีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป“ นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ นายกฯ ได้เปิดให้รองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รดน้ำขอ จากนั้นข้าราชการ  หน่วยงานราชการในทำเนียบรัฐบาล และสื่อมวลชน รดน้ำขอพรนายกฯและรองนายกฯ โดยนายกฯได้มอบหนังสือ Good Vibes,Good life ใช้คลื่นพลังบวก ดึงดูดพลังสุข ให้แก่ผู้ร่วมงาน สำหรับหนังสือดังกล่าว มีเว็กซ์ คิงส์ เป็นผู้เขียน และกิษรา รัตนาภิรัตืคุโด เป็นผู้แปล 
ซึ่งเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทั่วโลก เนื้อหาในหนังสือจะนำเสนอแนวคิดและเคล็ดลับต่างๆ เกี่ยวกับการดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต และการทำให้ชีวิตดีขึ้น

โดยนายกฯ กล่าวว่า ที่แจกหนังสือนี้เพื่อต้องการให้ทุกคนมีพลังบวก ไปที่ไหนก็จะได้มีความสุข

‘อิ๊งค์’ไม่ติดใจ’ลูกเนวิน’ยี้กาสิโน โยน ภท.เคลียร์กันเอง ชี้ไม่อยากทะเลาะ เดี๋ยวตื่นมาหน้าไม่สดใส

'อิ๊งค์'ไม่ติดใจ'ลูกเนวิน'ยี้กาสิโน โยน ภท.เคลียร์กันเอง ชี้ไม่อยากทะเลาะ เดี๋ยวตื่นมาหน้าไม่สดใส

‘อิ๊งค์’ไม่ติดใจ’ลูกเนวิน’ยี้กาสิโน โยน ภท.เคลียร์กันเอง ชี้ไม่อยากทะเลาะ เดี๋ยวตื่นมาหน้าไม่สดใส

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.39 น.

นายกฯเผย ‘เสี่ยหนู’ขอโทษแล้ว หลัง ‘ลูกเนวิน’ลั่นค้านกาสิโน บอกถึงเวลาโหวตเป็นมติพรรค ‘อิ๊งค์’ น้อมรับปรับปรุงคุยหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่ม

วันที่ 10 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะศาลพระพรหม ตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นายอนุทินชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย  ยืนอยู่ด้านหลัง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะเลขาธิการพรรค อภิปรายคัดค้านกาสิโนในสภา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายอนุทินแล้วหรือยัง  โดยนายกฯหันไปกระเซ้า นายอนุทินว่าคุยกันหรือยัง ก่อนจะตอบว่า คุยกันแล้ว 

เมื่อถามว่า แล้วเข้าใจสิ่งที่นายไชยชนกพูดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ได้กราบขออภัยท่านนายกฯแล้ว” ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า นายอนุทินชี้แจงแล้วว่าไม่ใช่มันมติพรรค ตนเข้าใจทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น

เมื่อถามต่อว่าเมื่อถึงเวลาโหวตพรรคภูมิใจไทย จะให้เป็นเอกสิทธิ์สส.ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ เราสนับสนุนรัฐบาล นายไชยชนกต้องปฏิบัติตามมติพรรคเป็นเรื่องที่เข้าใจกันอยู่แล้ว 

เมื่อถามอีกว่าได้พูดคุยกับนายไชยชนกแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า นายไชยชนกมีความเครียดอยู่ให้เขาได้พักวันสองวัน 

เมื่อถามต่อว่านายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่ติดใจในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า จริงๆแล้วคิดว่าไม่น่ามีอะไร อย่างนายไชยชนกเคยพูดคุยกันนอกรอบ ทราบว่าเป็นห่วงเรื่องภัยพิบัติต่างๆ เขาเป็นห่วงจริงๆ และการอภิปรายเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมามีหลายเรื่องหลายประเด็นอาจทำให้เกิดความสับสนได้ให้เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทยไปเคลียร์กันเอง แต่ตนเข้าใจว่าเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเคยมาพูดส่วนตัวว่าเป็นห่วงในเรื่องนี้ เข้าใจว่าเป็นแบบนั้นแต่มีหลายประเด็น

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะคนรุ่นใหม่เหมือนกับนายไชยชนกจะมีโอกาสพูดคุยกันหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า พูดคุยได้อยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่ต้องบอกกับประชาชนว่าการไปอยู่หน้ากล้องหรือในสภามีแรงกดดัน ตนไปพูดก็ตื่นเต้นอาจ มีหลายประเด็นที่พูดถึงได้อาจไม่ได้ออกมาอย่างที่ตั้งใจ มันเกิดขึ้นได้ 

เมื่อถามต่อว่ายังเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยจะคุยกันได้ นายกฯกล่าวว่า ”ค่ะ ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนั้น คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลนโยบายต่างๆก็เสนอต่อรัฐสภาด้วยกัน คิดว่าน่าจะพูดคุยกันทำความเข้าใจอะไรอยากให้ปรับลด ตนไม่สนับสนุนเรื่องความขัดแย้งอยู่แล้ว เพราะประเทศจะไปต่อยาก อะไรคุยกันได้ก็คุยเป็นแบบนั้นดีกว่า ไม่อยากจะสมมุติต้องทะเลาะกัน ตื่นมาเราทำงานก็ไม่สดชื่น ไม่สดใส เจอหน้ากันก็จะแปลกๆ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

เมื่อถามอีกว่ามีการมองกันว่าวันนึงเป็นอีกอย่าง อีกวันนึงก็อีกอย่าง เราจะรับสภาพตรงนี้อย่างไร นายอนุทิน ที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบกล่าวว่า “ ผมดีตลอด ไม่มีวันไหนไม่ดี ด้านนายกฯ กล่าวว่า ” บางทีมันเป็นข่าวมากกว่า เป็นสิ่งที่เป็นข่าวลือได้ยินมา สถานการณ์อาจจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย ทั้งสองพรรค ทั้งสองฝั่ง ซึ่งเราเป็นฝั่งเดียวกัน ทุกพรรคจะมีข่าวดีพรรคนั้นทำอย่างนั้นพรรรนี้ทำอย่างนี้ ฝ่ายค้านทำอย่างนั้นรัฐบาลทำอย่างนี้ มีข่าวลือตลอดเวลาอยู่แล้วมันเป็นเรื่องของการเมือง เราต้องพูดคุยกันเยอะๆ เข้าใจกันเยอะๆก็จะช่วยได้ 

เมื่อถามต่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลต้องสื่อสารให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ขอน้อมรับตรงนี้ไปปรับปรุง และพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลให้เยอะขึ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน’ขออภัยนายกฯแล้ว ปม’ไชยชนก’ไม่เอากาสิโน ย้ำจากนี้โหวตสวนมติพรรคไม่ได้

‘นายกฯอิ๊งค์’ รับเตรียมตัวทุกมิติ ไทยต่อคิวคุยสหรัฐ หลัง’ทรัมป์’เบรคกำแพงภาษี 90 วัน

'นายกฯอิ๊งค์' รับเตรียมตัวทุกมิติ ไทยต่อคิวคุยสหรัฐ หลัง'ทรัมป์'เบรคกำแพงภาษี 90 วัน

‘นายกฯอิ๊งค์’ รับเตรียมตัวทุกมิติ ไทยต่อคิวคุยสหรัฐ หลัง’ทรัมป์’เบรคกำแพงภาษี 90 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“นายกฯอิ๊งค์” เผย ไทยยังต่อคิวคุยสหรัฐ หลัง “ทรัมป์”เบรคกำแพงภาษี 90 วัน  รับ ต้องเตรียมตัวทุกมิติ บอก “พิชัย” ยังไม่ได้กำหนดเยือนเจรจา ชี้ ปมจับนักวิชาการ 112 ต้องต่อรองแฟร์-แฟร์ บอกสี่อ “สงกรานต์สดใสหน่อย” 

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 10 เม.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์กรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศระงับมาตรการการเก็บกำแพงภาษีหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยออกไป 90 วัน ว่า ในเรื่องของเวลา ตนเข้าใจว่าหลาย ๆ ประเทศ ก็ต้องต่อคิวกันคุย เพราะมีเยอะ ซึ่งแพลนของเราเอง เราก็ต้องเตรียมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็มองทุกมิติ และก็ค่อนข้างครบอยู่แล้ว เหลือเวลาที่เข้าไปคุย มากกว่า 

เมื่อถามว่า นายพิชัย ชุนหวชิระ รองนายกฯและรมว.คลัง มีกำหนดการเดินทางไป สหรัฐอเมริกาเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิว แต่เขาตอบรับกลับมาแล้วว่าจะให้นัด แต่วันที่ยังไม่ได้ลง 

เมื่อถามว่า การที่แต่ละประเทศต่อคิวไปคุยกันกับการที่กลุ่มประเทศอาเซียนจับกลุ่ม แล้วเข้าไปคุยจะมีพลังมากกว่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราจะทำทุกรูปแบบทุกอย่างที่จะช่วยทั้งเราและอาเซียน อะไรที่จับกับอาเซียนแล้วมีพลังกว่าก็ดี แต่เราก็ต้องทำประเทศของเราด้วย คิดว่าทุกประเทศก็ทำแบบนี้เช่นกัน 

เมื่อถามว่า กรณีการที่มีการจับกุมนักวิชาการสหรัฐ ในคดี มาตรา112 จะทำให้การเจรจายากขึ้นหรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เขาเปิดเจรจาด้วยความแฟร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องต่อรองกับด้วยความแฟร์ 

จากนั้นนายกฯหันมาพูดกับสื่อว่า “สงกรานต์ สดใสหน่อยสิคะ” ผู้สื่อข่าวจึงถามนายกฯว่า นางสงกรานต์ปีนี้ ชื่อทุงสะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราค ภักษาหารอุทุมพร (มะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือหลังครุฑเป็นพาหนะ ทำนายว่า ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ โดยนายกฯ ได้หันมายิ้ม พร้อมระบุว่า “อ๋อ เหรอคะ เราไม่รู้เลย” 

‘อนุทิน’ขออภัยนายกฯแล้ว ปม’ไชยชนก’ไม่เอากาสิโน ย้ำจากนี้โหวตสวนมติพรรคไม่ได้

'อนุทิน'ขออภัยนายกฯแล้ว ปม'ไชยชนก'ไม่เอากาสิโน ย้ำจากนี้โหวตสวนมติพรรคไม่ได้

‘อนุทิน’ขออภัยนายกฯแล้ว ปม’ไชยชนก’ไม่เอากาสิโน ย้ำจากนี้โหวตสวนมติพรรคไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

“อนุทิน“แจงส่งไลน์ ขออภัย “นายกฯ” แล้ว หลัง “ไชยชนก” ประกาศกลางสภา ไม่เอากาสิโน!  บอกยังไม่ได้คุยกับเจ้าตัว ยอมรับรู้สึกอึดอัด  แต่วันนี้สบายใจขึ้นแล้ว ขออย่ามองเป็นลูก”เนวิน”ชี้เป็นเอกสิทธิ์ส่วนตัว ย้ำจากนี้สวนมติพรรคไม่ได้ ส่วนจะกระทบตำแหน่งเลขาหรือไม่ ต้องคุยกันเพื่อรักษาเอกภาพพรรค เชื่อไม่กระทบสถานะพรรคร่วมฯ

วันที่ 10 เมษายน 2568 เวลา 08.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)  กล่าวถึง กรณีนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศกลางสภาไม่รับร่างพระราชบัญญัติ ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ได้มีการพูดคุย ทำความเข้าใจกันกับนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ ว่าตนได้ไลน์ไปแจ้งท่านแล้ว ว่าสิ่งที่นายไชยชนกได้อภิปราย เป็นความเห็นส่วนตัว ซึ่งพรรคก็มีแนวทางในเรื่องนี้แล้ว

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีโอเคและไม่ได้ติดใจอะไรใช่หรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่า มันก็ไม่ดีหรอก เพราะก่อนที่สมาชิกพรรคจะขึ้นอภิปราย พรรคต้องอนุมัติก่อน ซึ่งกรณีเมื่อวานพรรคไม่ได้มีการอนุมัติ 

เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ได้มีการเคลียร์กับนายไชยชนก  แล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ต้องเคลียร์ รู้สึกว่าเขามีความเครียดเยอะ ซึ่งนายไชยชนกก็ไม่ได้แจ้งตนว่าจะขึ้นอภิปราย นี่คือเหตุผลที่พรรคจะมีการประชุมทุกครั้งก่อนที่จะประชุมสภา เพื่อที่จะรู้ได้ว่าสมาชิกคนไหนจะพูดเรื่องอะไรบ้าง เราไม่ได้มีมติว่าวันพรุ่งนี้จะให้มีใครขึ้นมาพูด ฉะนั้นตนก็ไม่รู้ เพราะถ้าพรรคมีมติให้นายไชยชนกขึ้นมาพูดเรื่องอย่างนี้ ตนก็ต้องอยู่ในที่ประชุมสภา แต่นี่ตนไปทำงานอยู่ข้างนอก 

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ในฐานะบิดาของนายไชยชนก แล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็คุยแต่อย่างที่ตนบอกว่านายไชยชนก เขาพูดในนามของเขาเอง อย่าไปมองว่าเขาเป็นลูกชายของใคร ทุกคนสามารถมีความคิดเป็นของตัวเองได้ ถ้าเขาพูดในนามพรรคเมื่อไหร่ค่อยเป็นประเด็น แต่นี่เขาพูดในนามส่วนตัวของเขา ก็เหมือนกับพรรคอื่นที่ร่วมรัฐบาล ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยเยอะแยะ บางพรรคก็มี3-4คนที่ไม่เห็นด้วย บางพรรคก็มีสมาชิกอีกหลายคนถึงขั้นออกแถลงการณ์มา ส่วนพรรคภูมิใจไทยตอนแรกคิดว่าจะไม่มี แต่ก็ดันมีแล้วคนนึง ซึ่งคิดว่าตนต้องไปแก้ไข แต่ยืนยันว่าไม่ใช่มติของพรรค ย้ำว่าแนวทางพรรคภูมิใจไทยยังเหมือนเดิม คือสนับสนุนรัฐบาล 

เมื่อถามว่ารู้สึกอึดอัดหรือไม่  นายอนุทินกล่าวว่าอึดอัดเมื่อวานแต่วันนี้ไม่อึดอัดแล้ว ตอนที่นายไชยชนกขึ้นพูดตนรู้สึกอึดอัดเพราะเป็นห่วง ลุ้น แต่ตอนนี้ไม่อึดอัดแล้วเพราะมีความชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยมีหนึ่งคนที่ไม่เห็นด้วย กับเรื่องนี้นโยบายนี้ ซึ่งตนก็ต้องไปแก้ไข ต้องให้ไม่มีคนที่สอง คนที่สาม ส่วนกรณีความเห็นของนายชาดา ไทยเศรษฐ สส. อุทัยธานีพรรคภูมิใจไทย นั้นเป็นเรื่องของศาสนา 

ส่วนที่มีคนมองว่านายไชยชนก อภิปรายนั้น เป็นเลขาธิการพรรค ไม่ใช่สมาชิกธรรมดา นายอนุทินย้ำว่า นายไชยชนกไม่ได้พูดในนามพรรค ถ้าเป็นเลขาธิการพรรคนั้นพูดแบบนี้ เพราะพรรคไม่ได้มีมติ ย้ำว่าพรรคมีแนวทางที่ชัดเจนจะสนับสนุนนโยบายต่างๆของรัฐบาล กรณีนี้ก็เช่นกัน ร่างพระราชบัญญัติทุกอย่าง ที่เข้าสู่สภาได้ ก็ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยมีตั้ง8คน หนึ่งในนั้นเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อร่างนี้ผ่านครม. เข้าสู่สภาก็เท่ากับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เห็นชอบแล้ว ซึ่งแบบนี้ถือเป็นมติพรรค แต่การที่อยู่อยู่มีสส. คนหนึ่ง ที่พอดีท่านเป็นเลขาธิการพรรค แล้วลุกขึ้นอภิปรายในสิ่งที่ไม่ได้หารือกับพรรค อันนี้ต้องถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ เขามีสิทธิ์ตนห้ามเขาไม่ได้ 

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งตนได้เขียนข้อความผ่านไลน์ไปขออภัยท่านนายกฯแล้ว ตนคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย อย่างที่ตนบอกถ้าเรื่องสำคัญแบบนี้ ถ้าตนทราบว่าจะมีการอภิปรายแบบนี้ ถ้าเขาบอกตนก่อน ตนก็ต้องอยู่ในสภาด้วย แต่เมื่อวานตนมีภารกิจสำคัญมาก และไม่คิดว่าจะมีคิวที่นายไชยชนกพูด 


เมื่อถามว่าที่เกิดความสบายใจเพราะได้ชี้แจงกับนายกฯให้เกิดความเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สบายใจขึ้น แต่ถ้าถามในฐานะเลขาธิการพรรคและลูกหลานก็ไม่สบายใจเต็มที่ ซึ่งตอนนายไชยชนกพูดตนนั่งอยู่ในรถ ไม่ได้เห็นภาพก็นั่งเกร็งอยู่หลายระลอกเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็เร่งไปที่สภาฯ ดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าจำเป็น 
อาจจะต้องลุกขึ้นแถลงว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีแนวคิดแบบนั้น แต่เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล และเมื่อเข้าสภาฯเจอผู้สื่อข่าวก่อน ก็มีโอกาสได้พูดให้ผู้สื่อข่าวฟัง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่ากระแสที่จะนำออกจากพรรคร่วมกลับมาอีกครั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นตนไม่ห่วง อย่างที่บอก แนวทางของพรรคภูมิใจไทย เรื่องนี้ผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไปแล้ว และเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่นายกฯเรียกพรรคร่วมรัฐบาลคุยก็มีการแจ้งกันหมดแล้ว มีบางพรรคที่ 4-5 คนไม่เห็นด้วยก็แจ้งไว้ ซึ่งหัวหน้าพรรคบางพรรคบอกไม่มีปัญหา แต่ก็มีแถลงการณ์ออกมาไม่สามารถรับได้ ส่วนตนก็บอกว่า ไม่ได้มีปัญหาพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีปัญหาแบบนี้ แต่ตอนนี้มีปัญหา 1 คนก็ต้องแจ้งท่านนายกฯ และเป็นหน้าที่ของตนที่จะไปบอกส.ส.ทุกคนของพรรค อย่าไปมองว่า นายไชยชนกเป็นลูกชายนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีย์รัมย์ยูไนเต็ดและเลขาธิการพรรค เพราะนายไชยชนกพูดในสภาฯว่าเป็นราษฎรคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งตรงนี้เราห้ามเขาไม่ได้ หน้าที่ตนตอนนี้ก็ต้องไปคุยกับเขา คุณได้แสดงท่าทีออกไปแล้ว แต่ถ้าพรรคมีมติคุณต้องโหวต จะสวนมติพรรคไม่ได้ ถ้าสวนกับพรรคพรรคก็มีกฎระเบียบที่จะดำเนินการเหมือนสมาชิกพรรคทุกคน

เมื่อถามว่าเป็นคนกลางลำบากใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนลำบากใจซิ เวลาต้องมาเป็นกันชนลำบากใจแน่นอน เพราะตนเป็นกันชนถูกชนก่อน เราจะให้คู่กรณีไปชนกันไม่ได้ ลำบากใจ แต่ตนก็เป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องทำตามตน

เมื่อถามว่าปัญหานี้ถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนอะไรในพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวเราไปพูดคุยกัน เพราะเอกลักษณ์ของพรรคที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจ เวลาไปพูดหรือเจรจากับใคร ตนให้ความมั่นใจกับพรรคร่วมรัฐบาล ตนก็บอกว่า ไม่ต้องกังวล อย่างเช่น ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนที่จะรู้ว่านายกฯโดนอยู่คนเดียว ตนก็ได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยสนับสนุนทุกคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และเอกภาพ ซึ่งตนเป็นหัวหน้าพรรคจะให้ใครมาทำลายและแตะไม่ได้ ถ้าใครมาแตะตรงนี้แล้วมีตำแหน่งก็ต้องดำเนินการ