เปิดฉากละคร ‘สายรักสายเลือด’ 2 พระนาง ‘อาเล็ก-จีน่า’ พร้อมโชว์ฝีมือคุณภาพ

เปิดฉากละคร ‘สายรักสายเลือด’  2 พระนาง ‘อาเล็ก-จีน่า’ พร้อมโชว์ฝีมือคุณภาพ

เปิดฉากละคร ‘สายรักสายเลือด’ 2 พระนาง ‘อาเล็ก-จีน่า’ พร้อมโชว์ฝีมือคุณภาพ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.33 น.

ละครฟอร์มยักษ์ “สายรักสายเลือด” ทางช่อง 3 ผลงานของผู้จัดฯ ต้น-ณฐนนท์ ชลลัมพี เปิดตัวอย่างตื่นเต้นด้วยฉากแรกที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นและดราม่า! เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ “เมฆินทร์” รับบทโดย อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ ทายาทหนุ่มของตระกูลเหมรัตน์ศิริ เข้ามาในคลับหรูเพื่อปิดดีลลับทางธุรกิจ แต่พอได้ยินเสียงของ “มนต์มีนา” รับบทโดย จีน่า-ญีนา ซาลาส  นักร้องสาวสวยที่กำลังโชว์เพลงในชุดแดงสะดุดตาบนเวที จนไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทำความรู้จักกัน เสียงปืนก็ดังสนั่น! เมฆินทร์ถูกยิง ทำให้ทุกคนในคลับตกใจและแตกตื่น มนต์มีนาที่อยู่บนเวทีเห็นเหตุการณ์เต็มตา เธอกรีดร้องสุดเสียง

เบื้องหลังฉากนี้ทีมงานใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ฉากนี้สมจริงที่สุด ทั้งคิวปืนที่ต้องยิงแบบนัดเดียวเอาอยู่พร้อมกับการใช้เอฟเฟกต์เลือดที่ต้องมีความแม่นยำ  ขณะที่การโชว์ร้องเพลงของจีน่าก็ต้องผ่านการซักซ้อมอย่างหนัก  ไม่เพียงแค่ร้องเพลงให้เพราะ แต่ยังต้องแสดงออกมาให้ดูมั่นใจและต้องสะกดทุกสายตา ในขณะเดียวกันอาเล็กก็ต้องฝึกซ้อมการรับลูกกระสุนและล้มอย่างระมัดระวัง ซึ่งทีมงานและนักแสดงต่างตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้การถ่ายทำทุกเทคออกมาสมบูรณ์แบบและยิ่งใหญ่ที่สุด

และที่สำคัญที่สุด! ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะตามมาใน “สายรักสายเลือด” ซึ่งจะเต็มไปด้วยความดราม่า ความรักที่ท้าทายและซับซ้อน พร้อมกับการต่อสู้ที่เข้มข้นจากทุกตัวละคร! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกความตื่นเต้นที่กำลังจะมาถึง ติดตามชมได้ ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. เริ่มตอนแรก 10 เมษายนนี้ ทางช่อง 3 

ต้อง‘ถอน’ไม่ใช่‘ถอย’ ใครอยู่เบื้องหลัง ใครผลักดันให้มัน‘ด่วนที่สุด’รัฐบาลรู้ดี

ต้อง‘ถอน’ไม่ใช่‘ถอย’ ใครอยู่เบื้องหลัง ใครผลักดันให้มัน‘ด่วนที่สุด’รัฐบาลรู้ดี

ต้อง‘ถอน’ไม่ใช่‘ถอย’ ใครอยู่เบื้องหลัง ใครผลักดันให้มัน‘ด่วนที่สุด’รัฐบาลรู้ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.27 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวกรณีที่รัฐบาลประกาศเลื่อน พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไปเข้าสภาฯ ในสมัยหน้านั้น กรณีดังกล่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศชัดเจนว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในการคัดค้านไม่เอากาสิโน และยืนยันให้รัฐบาลต้องถอนญัตติ ไม่ใช่ถอยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการกาสิโนเท่านั้น ประชาชนแทบจะไม่ไดัประโยชน์อะไรเลย

“อยากถามท่านนายกฯ ว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ที่ท่านนายกฯ พูดถึงนั้นหมายถึงเอ็นเตอร์เทนเซ็นเตอร์ ที่เต็มไปด้วยตู้เกมส์ ตู้หยอดเหรียญ ตู้สล็อต ตู้ปาจิงโกะ ที่มอมเมาเยาวชนอย่างนั้นเหรอ ถ้ารัฐบาลแน่จริง และมีความตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ ทำไมไม่ชักชวนเอ็นเตอร์เทนเซ็นเตอร์ หรือ สวนสนุกแท้ๆ เช่น ดีสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซล ฯลฯ หรือ ส่งเสริมสวนสนุกของประเทศไทย เช่น ดรีมเวิลด์ สวนสยาม จังเกิ้ลสแปซ เป็นต้น เป็นการสร้างงาน สร้างความสนุกสนานในครอบครัว ไม่ใช่เอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือสวนสนุกบังหน้าแล้วเอาการพนันและผลประโยชน์ แอบแฝงไว้เบื้องหลัง เป็นบ่มเพาะนิสัยนักการพนันของเด็กและเยาวชน ซึ่งกรณีเชิญชวนแกมบังคับให้ข้าราชการทุกภาคส่วนราชการทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องนี้นั้น  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หลายส่วนราชการที่มีศีลธรรม คุณธรรมในจิตใจ บ่นอึดอัด รับราชการมาหลาย 10 ปีไม่เคยทำชั่ว ทำเลว แต่ถ้าไม่ทำตามก็เกรงว่าจะถูกย้าย ไม่ใช่แค่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น นักการเมืองที่ร่วมรัฐบาลก็น่าจะรู้สึกอึดอัดด้วยเช่นกัน”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า สำหรับข้ออ้างจะมีสร้างงานในโรงแรมและศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ กรณีนี้ท่านนายกฯ คุยกับนายกสมาคมโรงแรมแล้วหรือยัง ตั้งแต่ท่านมาเป็นนายกฯ โรงแรมปิดตัว ขาดทุน เตรียมประกาศขาย ปิดกิจการ คนตกงานเพิ่มมากขึ้นกี่แห่ง

สำหรับศูนย์ประชุมที่ทันสมัยของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ , Impact เมืองทองธานี , ไบเทคบางนา , ไอคอนฮอลล์ (ไอคอนสยาม) , ศูนย์ราชการ ศูนย์ประชุม 700 ปีที่เชียงใหม่ , ศูนย์ประชุม ไคร์ส ที่ขอนแก่น , ศูนย์ประชุมไอซีซีที่หาดใหญ่ , สวนนงนุช ชลบุรี และอาคารแสดงสินค้าสมเด็จพระนเรศวร ที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นศูนย์ประชุมที่ทันสมัยมาก และยังมีพื้นที่เหลือเพียงพอ ถ้าท่านนายกฯ จะสนใจศึกษาจะทราบว่าประเทศไทยมีศูนย์ประชุมทันสมัยมาก และกระจายอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศอยู่แล้ว

“ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนและต้องชื่นชม สส.พรรคร่วมรัฐบาล หลายท่าน รวมทั้ง สว.ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เอากาสิโน และไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่จะเอาประโยชน์ของพวกพ้องพี่น้องของตนเอง หรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เหนือประโยชน์ของประเทศชาติไม่ได้ การกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง มันไม่ใช่เกมการเมือง เสียดายที่ท่านนายกฯ แยกแยะไม่ออกระหว่างเกมการเมือง กับคุณธรรมและศีลธรรม แยกแยะอะไรดีอะไรชั่วไม่ออก และตามที่ท่านนายกฯ บอกว่าพื้นที่กาสิโนหรือส่วนที่เป็นบ่อนการพนันไม่เกิน 10% ลองคิดดู ถ้าพื้นที่ 2,000 ไร่ ตามที่รัฐบาลวางมาตรการไว้ จะมีบ่อนการพนัน หรือ กาสิโน ถึง 200 ไร่ ยังไม่รวมพื้นที่เชิงสูง เช่น กาสิโน ขนาด 200 ไร่ มี 5 หรือ 6 หรือ 10 ชั้น ยิ่งเป็นพื้นที่มหาศาล จะมอมเมาประชาชนไปถึงไหน ถ้าท่านนายกฯ ไม่รู้ว่า 200 ไร่ กว้างยาวขนาดไหน ลองนึกดูสนามฟุตบอล 100 สนามต่อกันครับ”

ตอบข้อถามผู้สื่อข่าว กรณีที่รัฐบาลอ้างว่าจะนำเงินรายได้จากกาสิโนมาชดเชยกรณีที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษี พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า รัฐบาลต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศมากกว่า คณะทำงาน 9 กูรู ตั้งมาเมื่อตั้งแต่เดือนมกราคม แต่เพิ่งมาประชุมเร่งรัดเมื่อวันที่ 8 เมษายน นานถึงเกือบ 4 เดือน หลังจากโดนฝ่ายค้านเร่งรัด ผิดจากกาสิโน ผ่าน ครม.วันที่ 27 มีนาคม พยายามดันเข้าสภาฯ ให้ได้ในวันที่ 3 เม.ย.เพียง 5 วันทำการเท่านั้น ขณะที่ปัญหาวิกฤตของประเทศยังคงอยู่ไม่ว่าวิกฤตแผ่นดินไหว หรือปัญหากำแพงภาษี เรื่องนี้ ใครมีส่วนผลักดัน ใครขับเคลื่อนให้มันด่วนที่สุด เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรทั้งนั้นและ รัฐบาลรู้ดี กรณีสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ และต่อสู้เรื่องกำแพงภาษี มีช่องทางที่ถูกต้องหลายช่องทางมาก ไม่จำเป็นต้องเปิดบ่อนกาสิโน โดยอ้างว่าเอาเงินมาแก้ปัญหาวิกฤตชาติ ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ควรให้ กอร์ดอน ถัง คนสนิทอดีตนายกฯ ลอเรนซ์โฮ ตือ คอสโม หรือ สารวัตร ซ. ที่ป้วนเปี้ยนอยู่โรงแรมแถวเพลินจิต มาช่วยบริหารประเทศจะดีกว่าไหม”

ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกรณีนายกฯ กล่าวปัดไม่ติดใจ นายไชยชนก ชิดชอบ นั้น พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า “คงไม่ใช่ไม่ติดใจ แต่ไม่มีปัญญาทำอะไรมากกว่า แค่นี้ เขาเบียดท่านนายกฯ เป็นจำเลยสังคมไปแล้ว จะมีปัญญาทำอะไรเขาได้”

‘นายกฯ’ชมเผายาเสพติดของกลางล็อตใหญ่ 27 ตัน ชี้ผู้บำบัด 3 แสนคนช่วยลดกลับวงจร

'นายกฯ'ชมเผายาเสพติดของกลางล็อตใหญ่ 27 ตัน ชี้ผู้บำบัด 3 แสนคนช่วยลดกลับวงจร

‘นายกฯ’ชมเผายาเสพติดของกลางล็อตใหญ่ 27 ตัน ชี้ผู้บำบัด 3 แสนคนช่วยลดกลับวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

‘นายกฯ’สวมหมวกนิรภัยชมเผายาเสพติดของกลางล็อตใหญ่ 27 ตัน เผยตัวเลขผู้บำบัดยาเสพติด 3 แสนคนช่วยลดกลับวงจร ย้ำคนเสพคือผู้ป่วยต้องรักษา กำชับให้ทุกฝ่ายบูรณาการกำจัดให้หมดไปจากประเทศ

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 ที่บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานตามปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ในห้วง 2 เดือนแรก (1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2568) และเป็นประธานการทำลายยาเสพติดของกลางของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 2)  มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.  พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย 

โดยนายกฯ รับชมวีดิทัศน์ปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ก่อนกล่าวแถลงผลการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “Seal Stop Safe” ว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มีความคืบหน้าเป็น เพราะความร่วมมืออย่างบูรณาการ มันไม่สามารถทำโดยส่วนใดส่วนหนึ่งได้ ก่อนตนมาดำรงตำแหน่งนายกฯ เวลาลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน จะมีเรื่องนึงที่ประชาชนบ่นและเป็นเรื่องที่น่าสาหัสคือ เรื่องยาเสพติด พูดเข้ามาตลอดว่าถ้าเป็นรัฐบาลขอให้ช่วยปราบยาเสพติด เพราะถ้าติด 1 คนในบ้านก็แพร่ระบาดไปในชุมชน ส่งผลเสียต่อสถาบันครอบครัวชุมชน จังหวัด และประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยให้ยาเสพติดน้อยลงมาได้ ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ใช่แหล่งผลิต แต่เป็นทางผ่านที่เราต้องคอยสกัด เพื่อไม่ให้ยาเสพติดถูกลักลอบเข้ามาในประเทศ วันนี้ทางกองทัพเองทำในเรื่องของ Seal Stop Safe ซึ่งได้ผลดีมากๆ พอประชาชนเห็นเครื่องแบบทั้งตำรวจและทหารมีความอุ่นใจ สบายใจ ที่เราเข้ามาปราบอย่างจริงจัง หากยาเสพติดหมดไปแล้ว สิ่งที่เราจะทำต่อคือเรื่องของการบำบัด อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ได้เห็นตัวเลขผู้ถูกบำบัดขณะนี้มี 300,000 กว่าคนแล้ว ถือว่าเยอะมาก คิดว่าจะช่วยลดการกลับเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้ดีมาก จึงอยากเน้นย้ำและคิดเสมอว่าผู้ที่เสพยาคือผู้ป่วย ไม่สบาย เราต้องรักษาให้เขาเข้ากลับสู่สังคมได้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการแก้ไขปัญหาในหลายด้าน โดยใช้ 3 ตัด คือ ตัดน้ำมัน ตัดไฟ และตัด อินเตอร์เน็ต ปฏิบัติการ Seal Stop Safe เป็นสิ่งที่ได้ผลมากใน 51 อำเภอชายแดน และ 76 สถานีตำรวจใน 14 จังหวัด ซึ่งทำมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เบื้องต้นกำหนดเวลาไว้ 6 เดือน เอาให้เด็ดขาดและมีการติดตามทุก 2 เดือนจนมั่นใจแล้วว่าหมดจริงๆ ไม่มีการลักลอบเข้ามาแล้วจริงๆ สำหรับการเผาทำลายยาเสพติดวันนี้ต้องการแสดงให้ประชาชนได้สบายใจว่า ยาเสพติดที่ได้จับกุมมา ได้มีการเผาจริงๆ มันจะไม่ถูกวนกลับไปในสังคมอีก ยาเสพติดทั้งหมดเข้าสู่ระบบการทำลายจริงๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนเข้าใจถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในทุกขั้นตอน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกคนร่วมมือกันอย่างบูรณาการ หากมีปัญหาหรือต้องการการซัพพอร์ต ขอให้พูดคุยกัน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ ขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นเจตนาที่แน่วแน่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนว่ายาเสพติดคือ ปัญหาใหญ่ของประเทศ คือวาระแห่งชาติ เราพร้อมที่จะทำให้ยาเสพติดหมดไปจากประเทศไทยของเรา

จากนั้นนายกฯเยี่ยมชมบูธนิทรรศการ การแสดงผลการดำเนินงานปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด การแก้ไขปัญหาคอลเซ็นเตอร์ และการสกัดกั้นซีลตามแนวชายแดน เป็นต้น โดย ผลการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด ระหว่างวันที่ 1 ก.พ.ถึงวันที่ 31 มี.ค.2568 สามารถจับกุมได้ 23,270 คดี ยึดบ้าได้ 200 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 11 ตันและอายัดทรัพย์สินได้ 1.4 พันล้านบาท

ต่อมานายกฯชมการสุ่มตรวจยาเสพติดของกลาง ด้วยวิธี Color’S Test ก่อนสวมหมวกนิรภัย ชมการเผาทำลายยาเสพติด 27.82 ตัน ที่บริเวณเตาเผาปฏิกรณ์

สตง.ชี้แจงแล้ว! ทำไมสร้างตึกใหญ่โต ตัดพ้อแมลงวันบินผ่านก็ด่าได้

สตง.ชี้แจงแล้ว! ทำไมสร้างตึกใหญ่โต ตัดพ้อแมลงวันบินผ่านก็ด่าได้

สตง.ชี้แจงแล้ว! ทำไมสร้างตึกใหญ่โต ตัดพ้อแมลงวันบินผ่านก็ด่าได้

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

‘กมธ.ศาลฯ’ เรียก ‘สตง.’ แจงปมตึกถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ด้าน ‘มณเฑียร’ ชิ่ง ส่ง ‘รองฯ’ แจงแทน ยันดำเนินการยึดหลักกฎหมาย โอดถนนทุกสายพุ่งเป้า แมลงวันบินผ่านก็ด่าได้ แจงสั่งยกเลิกสัญญาจ้าง เพราะล่าช้าแล้ว ดันมาถล่มพังก่อน เผยบริษัทรับเหมา เร่งเกณฑ์คนงานก่อสร้างตึกเพิ่มวันละ 400คน หลังรู้ข่าวจะถูกยกเลิกสัญญาก่อสร้าง เป็นต้นหตุผู้เสียชีวิตจำนวนมาก 

วันที่ 10 เมษายน 2568  ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) เป็นประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยได้เชิญ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง. ) มาชี้แจง หลังเกิดปัญหาด้านภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ และถูกตั้งคำถามถึงเรื่องความโปร่งใส จากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่28มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง. ได้มอบหมายนายสุทธิพงษ์ บุญนิธ และนางพิมพา วภักดิ์เพชร รองผู้ว่าฯสตง. พร้อมคณะมาชี้แจงแทน และถือเป็นครั้งแรกที่ สตง. มาชี้แจงในเรื่องนี้  

โดยนายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า  สตง.ยินดีชี้แจงเพราะต้องการนำเสนอข้อเท็จจริง และมั่นใจในการปฎิบัติหน้าที่ แต่ถนนทุกสายวิ่งมาที่ สตง. แม้แมลงวันบินผ่านก็ด่าได้ วันนี้ขอพูดข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่พิเศษ ฉะนั้นการก่อสร้างทั้งหมดต้องจ้างออกแบบและจ้างควบคุมงาน  ส่วนเรื่องการป้องกันแผ่นดินไหวต้องไปถามผู้ออกแบบ ซึ่งเขาก็บอกว่าดำเนินการแล้ว มีคนตั้งคำถามว่า  มีคนแค่ 500 คนทำไมต้องสร้างตึกใหญ่โต คนที่พูดแสดงว่าไม่มีความรู้จริงๆ สตง.มีพนักงาน 4,000 คน  จึงต้องสร้างตึกสูงแบบนี้ เห็นเมื่อไรก็เสียใจทุกครั้ง  ตนยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างยึดหลักกฎหมาย ตั้งแต่จ้างผู้ออกแบบ มีการแต่งตั้งกรรมการจ้างออกแบบ ส่งหนังสือเชิญผู้ให้24 ราย แต่มายื่นข้อเสนอ 3 ราย จากนั้นคณะกรรมการพิจารณาตามเกณฑ์คะแนน พบว่า บริษัทบจก.ฟอ-รัม อาร์คิเทค และบจก.ไมนฮาร์ท ประเทศไทย ได้รับคะแนน 91.12 คะแนน จึงอนุมัติจ้างออกแบบ ในวงเงิน73 ล้านบาท  จากนั้นคัดเลือกบริษัทควบคุมงาน คณะกรรมการได้ส่งหนังสือเชิญผู้ให้บริการ จำนวน 19 ราย  มีมา 5 รายที่ส่งข้อเสนอมา ระหว่างนั้น สตง.ได้ขอเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมด้วย แต่คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต แจ้งไม่คัดเลือกตึก สตง.เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมบัญชีกลาง ที่มีผู้เข้าประกวดราคา 16 ราย แต่ “กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี” เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยไม่พบช่องว่า มีการฮั้ว และคำตอบที่ได้รับคือบริษัทดังกล่าวมีทุน และเทคโนโลยีจากจีน โดยบริษัทนี้อ้างว่า ทำงานได้ แม้จะได้งบประมาณตามที่เสนอราคาไว้  ส่วนเรื่องเพื่อความโปร่งใส สตง.ได้ทำ MOU กับ ACT องค์การต่อต้านคอรัปชั่น ประเทศไทย เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบร่วมด้วย  ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี สามารถขยาย 2 ครั้ง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดและมีการปรับรูปแบบแต่ผ่านมา 4 ปี เพิ่งสร้างได้ 33 % เพราะผู้รับเหมาก่อสร้างมีปัญหาเรื่องทุน คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จึงมีมติบอกเลิกสัญญาไป เมื่อวันที่ 15  มกราคม 2568 แล้ว  และอยู่ระหว่างการเสนอผู้มีอำนาจดำเนินการ  แต่ปรากฏว่า ได้มาเกิดเหตุอาคารพังถล่มลงมาเสียก่อน  สตง.ยืนยันว่า ไม่เคยรู้เรื่องบริษัทจีนที่มาร่วมก่อสร้าง เพราะอิตาเลียนไทยออกหน้ามาตลอด  สตง.ยังดีใจว่า ได้บริษัทที่มีระดับเบอร์ 1 ของประเทศ มารับสร้างโครงการนี้   จากนั้นประธานในที่ประชุม ได้ขอเชิญสื่อมวลชน ออกจากห้องประชุมเนื่องจากต้องซักถามในประเด็นที่ละเอียดอ่อน 

ต่อมาในเวลา 14.00น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ.กิจการศาลฯ แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯว่า  กมธ.ได้ซักถามถึงรายละเอียดโครงการก่อสร้างอาคารสตง.แห่งใหม่ ทั้งการออกแบบ การจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง และการควบคุมงานก่อสร้าง ได้รับการยืนยันจากสตง.ว่า ทุกอย่างดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอน ส่วนการแก้ไขสัญญารวม 9ครั้ง เนื่องจากปัญหาแบบงานโครงสร้างด้านวิศวกรรมขัดกับงานสถาปัตยกรรม แต่ทุกกรณีได้หารือไปยังผู้ออกแบบทุกครั้ง สตง.ยืนยันไม่มีการแก้ไขโครงสร้างเสาให้เล็กลง รวมถึงคุณภาพเหล็ก ปูน ก็เป็นไปตามมาตรฐานมอก. มีการทดสอบแรงดึง และการดัดโครงของเหล็กผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ไม่มีการลดคุณภาพ ส่วนที่อาคารใหม่สตง.ต้องก่อสร้างใหญ่โตนั้น เนื่องจากปัจจุบันสตง.ไม่มีสำนักงานของตัวเอง ตึกที่สร้างใหม่จะรองรับข้าราชการได้ 2,400คน รวมถึงรองรับผู้แทนองค์กรตรวจเงินแผ่นดินต่างประเทศด้วย ส่วนเรื่องการประกันภัยตัวอาคารนั้น สตง.ยืนยันว่า ผู้ก่อสร้างได้ซื้อประกันภัยก่อสร้างครอบคลุมเต็มวงเงินในสัญญา 

ด้านนายสัญญา ในฐานะประธานกมธ. กล่าวว่า ตัวแทนสตง.ชี้แจงว่า การก่อสร้างอาคารสตง.ล่าช้า ไม่เป็นไปตามสัญญา เพราะบริษัทรับเหมามีปัญหาเรื่องทุน ดังนั้นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จึงบอกเลิกสัญญาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 15ม.ค.2568 แต่ขั้นตอนยกเลิกสัญญายังไม่เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการสตง.เป็นผู้อนุมัติ แต่ปรากฏว่า เกิดเหตุถล่มลงมาก่อน เมื่อบริษัทผู้รับเหมาทราบว่า จะถูกยกเลิกสัญญาก่อสร้าง เพราะมีปัญหาเรื่องทุน จึงรีบเกณฑ์คนงานเข้ามาก่อสร้าง เพื่อให้เห็นว่า ตัวเองมีศักยภาพทำงานต่อไปได้ จากเดิมที่มีอยู่ 80คนต่อวัน  ขนคนมาเพิ่มเป็น 400คนต่อวัน จึงเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งนี้สตง.ระบุว่า จะออกมาแถลงความชัดเจนทุกเรื่องอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ 

เดือดกลางสภาฯ! ‘มือปราบปลาหมอคางดำ’ลุกโวยแหลก ถูกเมินเลื่อนตอบกระทู้ถาม

เดือดกลางสภาฯ! ‘มือปราบปลาหมอคางดำ’ลุกโวยแหลก ถูกเมินเลื่อนตอบกระทู้ถาม

เดือดกลางสภาฯ! ‘มือปราบปลาหมอคางดำ’ลุกโวยแหลก ถูกเมินเลื่อนตอบกระทู้ถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

เดือดส่งท้ายสมัยประชุม! “มือปราบปลาหมอคางดำ”ลุกโวยแหลกกลางสภาฯ ถูกเมินเลื่อนตอบกระทู้ถาม ซัดเป็นครั้งแรกในสภาฯนั่งมองตาบนบังลังก์กันปริบๆแต่ทำเงียบ ด้าน”พิเชษฐ์”พยายามแจงแต่ไร้ผล คุมไม่อยู่ถึงกับของขึ้นตะเพิดออกนอกห้องประชุม ขณะที่”รมช.เกษตรฯ”กว่าจะลุกตอบแจง เกือบหวิดวุ่น ชี้แถลงไปหมดแล้ว เกรงข้อมูลจะซ้ำซ้อน สุดท้ายเคลียร์ยอมให้กลับมาตั้งถามในวาระ

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 10 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงระหว่างเข้าสู่การพิจารณากระทู้ถาตามวาระการประชุม นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นหารือว่า วันนี้มีการตั้งกระทู้ถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 กระทู้ โดย 3 กระทู้ ถามจากฝั่ง สส.รัฐบาล มีการตอบชี้แจง แต่กระทู้ถามของตน เรื่องความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาปลาหมอสีคางดำ และการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำมาแก้ไบปัญหาดังกล่าว ตั้งถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์ กลับถูกเลื่อน ทั้งที่ตนตั้งถามมาตั้งแต่วันแรกของสมัยประชุมสภาฯ นี้ จนวันนี้วันสุดท้ายของสมัยประชุมฯ ตนกลับได้รับหนังสือให้เลื่อนการตอบกระทู้ในแบบเจ็บช้ำกว่าคนอื่น เพราะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย แต่ไม่สามารถตอบตนได้ กระทวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 3 คน น่าจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาตอบได้ แต่ตนนับไปนับมาได้ 4 คน มีรัฐมนตรีสั่งการ 1 คน รัฐมนตรีว่าการ 1 คน และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 คน ก็น่าหมุนเวียนมาตอบได้ แต่เลื่อนมา 4 เดือนเต็มจนวันสุดท้าย บอกตอบไม่ได้ ทั้งที่นั่งอยู่บนบังลังก์

ด้าน รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงว่า ไม่เป็นไร เพราะได้พูดในสภาฯ แล้ว พอแล้ว แต่นายณัฐชา พยายามยืนยันว่า เรื่องนี้พูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องได้ถาม นายพิเชษฐ์ จึงถามว่า กระทู้ของนายณัฐชา อยู่ลำดับใดในวาระการประชุม นายณัฐชา จึงชี้แจงว่า กระทู้ดังกล่าวของตนได้รับแจ้งประสานจากฝ่ายเลขาฯ ว่าขอเลื่อนการตอบกระทู้ ขอความเห็นใจ ประชาชนรอคอยคำตอบ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุมด้วย

นายพิเชษฐ์ ได้หารือกับฝ่ายเลขาฯ พร้อมชี้แจงอีกครั้งว่า รัฐมนตรีไม่ใช่พหูสูตรที่จะรู้ทุกอย่างหมด ถึงแม้ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จะมาตอบกระทู้วันนี้ แต่ในกระทู้ถามของนายณัฐชา นายอัคราไม่ได้รับมอบหมายในสายงานนี้ ขอให้ไปตอบชี้แจงในราชกิจจานุเบกษา นายณัฐชา จึงกล่าวว่า หากยึดบรรทัดฐานนี้ สภาฯ จะหมดความศักดิ์สิทธิ์ กระทู้ของตนถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนวินาทีสุดท้าย แล้วมานั่งตาปริบๆ บอกไม่ตอบ ไม่ว่าง จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ได้อย่างไร เรื่องนี้เรื่องใหญ่ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบไม่ได้

ทำให้นายพิเชษฐ์ ปิดไมค์นายณัฐชา พร้อมบอกให้พอแล้ว พูดไปไม่มีประโยชน์ เสียเวลาสมาชิกคนอื่น การตอบกระทู้ของรัฐมนตรี แล้วแต่ภารกิจ เขาก็ทำหนังสือแจ้งมาตามระบบ ขอให้ไปตอบชี้แจงในราชกิจจา แต่นายณัฐชา ไม่ยอม พร้อมกล่าวว่า เป็นครั้งแรกในสภาฯ ที่เลื่อนตอบกระทู้แบบมานั่งมองตากันปริบๆ เป็นบรรทัดฐานใหม่ในการเลื่อนตอบกระทู้กลางบัลลังก์ พร้อมยกรัฐธรรมนูญขึ้นมาอ่านเชิงขู่ว่า จะร้องมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายพิเชษฐ์ จึงปิดไมค์นายณัฐชาอีกครั้ง และชี้แจงย้ำถึงขั้นตอนการตอบกระทู้ พร้อมกล่าวว่า มันเสียเวลาสภาฯ แต่นายณัฐชา ประท้วงว่า ประธานฯ ยิ่งชี้แจงแทนรัฐมนตรี ประธานฯ ยิ่งเจ็บ ยิ่งทำให้เสียชื่อประธานฯ ถ้าอย่างนั้นร่างข้อบังคับใหม่เลย เป็นกระทู้ในที่ประชุมพรรค จะได้ตอบกันเสร็จในที่ประชุมพรรค ถ้าจะตอบเฉพาะที่ชงกันหวานๆ แล้วไม่ตอบกระทู้ฝ่ายค้าน ทำให้นายพิเชษฐ์ เริ่มมีอารมณ์ และขอให้นายณัฐชา นั่งลง และพยายามจะชี้แจงหลักการตามข้อบังคับ แต่นายณัฐชา พูดสวนออกมาว่าจะไปร้องเรียน พร้อมยกรัฐธรรมนูญขึ้นมา และพยายามจะลุกขึ้นพูด ทำให้นายพิเชษฐ์ ได้ปิดไมค์ และกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ไม่อนุญาตให้พูด จะไปอ้างอิงที่ไหนก็ไป”

แต่นายณัฐชา พยายามชี้แจงว่า ประธานฯ ไล่สมาชิกแบบนี้ไม่ได้ นายพิเชษฐ์จึงเชิญนายณัฐชาออกจากห้องประชุม แต่นายณัฐชาปฏิเสธ นายพิเชษฐ์จึงเชิญเจ้าหน้าที่ให้พยายามนำตัวนายณัฐชาออกไป แต่นายณัฐชายังปฏิเสธ และไม่ยอม นายพิเชษฐ์ จึงกล่าวอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “เขามีหนังสือมา ไม่ใช่ว่าคุณเป็นดาวสภาฯ แล้วจะทำอะไรก็ได้ ผมทำตามหลักการ เจ้าหน้าที่เอาตัวออกไปเลย เชิญท่านออกไปเลย” พร้อมยืนยันว่า การตอบกระทู้มีขั้นตอนหลักการ ตนทำตามหลักการ อย่าเอาสีข้างมาถู แต่นายณัฐชายังไม่ยอม พร้อมตะโกนสวนขึ้นมาตลอดเวลา นายพิเชษฐ์จึงพยายามให้นายณัฐชาออกไปสงบสติอารมณ์

ขณะที่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ลุกขึ้นกล่าวว่า เรื่องนี้ประธานวินิจฉัยแล้ว และเชิญผู้ที่ประท้วงออกนอกห้องประชุม ประธานฯ ต้องใช้ความเด็ดขาด ทำให้บรรดา สส.จากพรรคประชาชน อาทิ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.ตั้งคำถามว่า ประธานฯ ไม่ต้องชี้แจงแทนรัฐมนตรี แค่อยากรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดรัฐมนตรีนั่งอยู่ในสภาฯ มาตอบ 3 ใน 4 กระทู้ เหลือกระทู้สุดท้ายเหตุใดถึงไม่ลุกขึ้นตอบ จะสละเวลาชี้แจงให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนฟังได้หรือไม่ หรือหากไม่ได้เตรียมข้อมูลมา มีเหตุติดขัดใด ก็ขอให้ชี้แจงมา เหตุใดถึงตอบไม่ได้ ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ก็พยายามตะโกนสวนขึ้นมาว่า ตอบไม่ได้ก็บอกมา

นายพิเชษฐ์ จึงพยายามชี้แจงย้ำว่า จะให้ตนทำอย่างไร เพราะเขามีหนังสือส่งมาตามขั้นตอน แต่ก็ยังถูก สส.พรรคประชาชน ประท้วงว่า อย่าพยายามชี้แจงแทนรัฐมนตรี ทำให้ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ลุกขึ้นเสนอให้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลุกขึ้นชี้แจงสาเหตุสักเล็กน้อย เพื่อให้เรื่องนี้จบ

ทำให้นายอัครา ยอมลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่องปลาหมอคางดำ มีการแถลงข่าว ตั้งกระทู้ถามในสภาฯ และชี้แจงไปแล้ว จนมีการอนุมัติงบประมาณเพื่อมาร่วมกันบูรณาการแก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนกรณีที่ตนไม่ได้ตอบกระทู้ถามของนายณัฐชา ทางคณะทำงานตนทำข้อมูลมาให้ตน 3 กระทู้ แต่ตนไม่ทราบว่ามีประเด็นเร่งด่วนของนายณัฐชา แต่ยืนยันว่า ตนได้แถลงข่าวเรื่องนี้ไปชัดเจนแล้ว เกรงว่าข้อมูลจะซ้ำซ้อนกัน

ท้ายที่สุด นายพิเชษฐ์ จึงยอมให้วาระของนายณัฐชา ได้ตั้งกระทู้อภิปรายตามคิว นายณัฐชาจึงยอม จากนั้นได้ดำเนินการประชุมต่อไป

– 006

‘อิทธิพร’เผยสอบคดีฮั้วเลือกสว.คืบ 30% แล้ว เชื่อไม่ช้าแน่นอน

'อิทธิพร'เผยสอบคดีฮั้วเลือกสว.คืบ 30% แล้ว เชื่อไม่ช้าแน่นอน

‘อิทธิพร’เผยสอบคดีฮั้วเลือกสว.คืบ 30% แล้ว เชื่อไม่ช้าแน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘อิทธิพร’เผยชุดทำงานของ กกต.ร่วม DSI สอบคดีฮั้วเลือกสว.คืบ 30% แล้ว เชื่อไม่ช้าแน่นอน แม้มีพยานบุคคลเยอะ หากรับสำนวนแล้วเปิดโอกาสทุกฝ่ายแก้ข้อกล้าวหาได้

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กทม. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคณะสืบสวน และไต่สวนที่มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเจ้าพนักงานสืบสวน และไต่สวนกรณีฮั้วเลือกสว. ว่า ก่อนหน้านี้ ที่ให้ข้อมูลไปแล้วว่าเราตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนขึ้นมาอีกหนึ่งชุด โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางดีเอสไอเข้ามาร่วมด้วย การทำงานก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะว่าทีมทางดีเอสไอก็ได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริงเบื้องต้นเอาไว้แล้ว ฉะนั้นคณะกรรมการสืบสวน และไต่สวนชุดนี้ ขณะนี้ทำงานคืบหน้าไปแล้วอยู่ที่ร้อยละ 30 แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการสอบพยานบุคคลที่มีจำนวนมากจึงต้องใช้เวลา แต่อย่างที่บอกว่าการทำงานจะเริ่มจากคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน และมาสู่ส่วนกลาง ทั้งความเห็นของเลขาธิการ กกต. ไปยังอนุกรรมการวินิจฉัยเพื่อกลั่นกรองก่อนจะเสนอที่ประชุมชุดใหญ่ ซึ่งกกต. เชื่อว่าเรื่องนี้เราไม่ทำอย่างชักช้าแน่

อย่างไรก็ตามการทำงานของกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดนี้ไม่ต้องแจ้งความคืบหน้ามายัง กกต.ใหญ่ เพียงแต่เรามีการสอบถามแบบไม่เป็นทางการไป เพราะหน้าที่ของเขา เราจะไปแทรกแซงไม่ได้ เมื่อเขาทำเสร็จก็เรื่องจะมาอยู่ที่ส่วนกลางคือสำนักเลขาธิการฯซึ่งทุกคดีทำตามขั้นตอนเหมือนกันทั้งหมด

เมื่อถามว่าจะมีการเรียกคณะสว. สำรองมาให้ปากคำด้วยหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า คงต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดนั้น ถ้ารับเป็นสำนวนแล้วก็ควรจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำให้ครบถ้วน และเปิดโอกาสให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เพื่อสอบ สวนแล้วสรุปสำนวนเป็นอย่างไรก็ส่งมายัง กกต. หรือถ้าเห็นว่าต้องมีการสอบปากคำเพิ่มก็สอบเพิ่มเติมได้ เรื่องนี้เป็นไปตามระเบียบสืบสวนไต่สวน

คืบหน้ามากแล้ว!! ‘ประธาน กกต.’แจงคดียุบ’เพื่อไทย-พรรคร่วม’ ปม’ทักษิณ’ครอบงำ

คืบหน้ามากแล้ว!! 'ประธาน กกต.'แจงคดียุบ'เพื่อไทย-พรรคร่วม' ปม'ทักษิณ'ครอบงำ

คืบหน้ามากแล้ว!! ‘ประธาน กกต.’แจงคดียุบ’เพื่อไทย-พรรคร่วม’ ปม’ทักษิณ’ครอบงำ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

ประธาน กกต.แจงพิจารณาคดียุบ พท.-6 พรรครวมรัฐบาล มีความคืบหน้ามากแล้ว รอขั้นตอนเลขาฯพิจารณาชงเข้าที่ประชุมใหญ่หรือไม่

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคำร้องยื่นยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาล ที่ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีครอบงำพรรคว่า  เลขาธิการ กกต.ได้สั่งให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน และสอบปากคำคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว เข้าใจว่าคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะสามารถเสนอเรื่องให้ เลขาธิการ กกต. พิจารณาได้ในเร็ววันนี้ ว่ากรณีนี้เป็นเหตุอันควรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการยุบพรรคหรือไม่  ซึ่งถ้าหากเลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นเช่นนั้นก็จะต้องเสนอเรื่องให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา และถ้า กกต. เห็นด้วยกับทางเลขาธิการ กกต. เราก็จะส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ  แต่หากเลขาธิการ กกต. เห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอเชื่อถือได้ว่าการกระทำนี้ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมืองก็จะสั่งยุติเรื่อง

คนน่านฮือไม่เอากาสิโน!!! ‘หมอวรงค์’เตือน’อุ๊งอิ๊ง’ดันทุรังเจอต้านหนักกว่านิรโทษสุดซอย

คนน่านฮือไม่เอากาสิโน!!! 'หมอวรงค์'เตือน'อุ๊งอิ๊ง'ดันทุรังเจอต้านหนักกว่านิรโทษสุดซอย

คนน่านฮือไม่เอากาสิโน!!! ‘หมอวรงค์’เตือน’อุ๊งอิ๊ง’ดันทุรังเจอต้านหนักกว่านิรโทษสุดซอย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

คนน่านไม่เอากาสิโน!!! “หมอวรงค์“ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมประชุมเมล็ดพันธุ์ใหม่ไทยภักดี สัญจร ครั้งที่ 2 เตือน“อุ๊งอิ๊ง”ดันทุรังเจอต้านหนักกว่านิรโทษฯสุดซอย ชี้ทางออกที่ดีที่สุดคือยกเลิกไปเลย

10 เม.ย.68 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี พร้อมด้วย นางสาวกรรญดา ณ หนองคาย หัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมประชุมเมล็ดพันธุ์ใหม่ไทยภักดี สัญจร ครั้งที่ 2 ณ วัดศรีดอนชัย ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.นาน โดยมีสมาชิกกว่า 500 คนเข้าร่วม พร้อมแสดงพลังประกาศไม่เอากาสิโน 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า เสียงของประชาชนจังหวัดน่านบ่นถึงปัญหาเศรษฐกิจ ทำมาค้าขายไม่ดี ราคาสินค้าเกษตรมีปัญหา แต่รัฐบาลไม่มีปัญญาแก้ กลับจะเอากาสิโนมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนรับไม่ได้ เพราะจะมีผลกระทบ ปัญหาสังคมเกิดกับประชาชน จึงต้องการแสดงพลังส่งเสียงไปถึงรัฐบาลว่า คนน่านไม่เอากาสิโน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีรวมทั้งพลพรรคหลายคนจะออกมาไว้เชิงว่า รัฐบาลยังพร้อมที่จะเดินหน้ากาสิโน และจะใช้เวลาช่วงปิดสภานี้ ชี้แจงทำความเข้าใจประชาชน ตนคิดว่า แทนที่จะเอาเวลาชี้แจงประชาชน นายกรัฐมนตรีน่าจะเอาเวลา ไปอ่านร่างกฏหมายกาสิโนด้วยตนเอง จะได้เข้าใจประเด็นความเลวร้ายของกฏหมายฉบับนี้ เช่น กฏหมายนี้มี 65 มาตรา เกือบทุกมาตราพูดแต่เรื่องกาสิโน แต่ประเภทของสถานบันเทิงอยู่ในบัญชีแนบท้าย มีแผ่นเดียวเท่านั้น จึงเป็นกฏหมายกาสิโนชัดเจน ประเภทสถานบันเทิง มี 10 ประเภทให้เลือกสร้าง 4 ประเภท ก็ไม่มีคอนเสิร์ตฮอลล์จุได้ 50,000 คน ตามที่เคยพูด แสดงว่าฟังเขามาพูด รายละเอียดที่สำคัญ ก็ไม่เขียนให้ชัดเจน แต่ให้อำนาจกรรมการนโยบาย เช่น จะให้ใบอนุญาตกี่ใบ จะเก็บภาษีเท่าไร กี่เปอร์เซนต์ หรือแม้แต่ที่พูดว่า พื้นที่กาสิโนไม่เกิน 10% ก็ยังหาอ่านไม่เจอ มาตรการป้องกันการฟอกเงินก็ไม่เขียนให้ชัด บางมาตราตั้งใจให้เล่นหมดกระเป๋ายังไม่พอ ยังปล่อยสินเชื่อให้เล่น แถมมีกฏหมายคุ้มครองด้วย คงกะเล่นให้หมดตัว 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจว่า ประชาชนเป็นห่วงลูกหลาน เยาวชนจะติดพนัน เพราะการบังคับใช้กฏหมายแย่มาก รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น คนไทยชอบพนันเป็นพื้นอยู่แล้ว กลัวปัญหาอาชญากรรม ครอบครัวแตกแยก เป็นหนี้เป็นสิน สังคมเสื่อมทราม  อย่ามองมิติเศรษฐกิจแบบลมแล้งๆ เพียงอย่างเดียว

“ย้ำอีกทีนะว่าไม่ต้องไปอธิบายชี้แจงประชาชนหรอก ยังไงวันนี้คนไทยก็ไม่ยอมให้รัฐบาลเปิดบ่อน อีกสองเดือนเปิดสภา ถ้ายังดื้อดึง ขอเตือนไว้เลยนะ ให้นึกถึงการขืนใจประชาชนออก พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย แต่รอบนี้จะหนักกว่าเดิม ทางออกที่ดีที่สุดคือยกเลิกไปเลย” ประธานพรรคไทยภักดีระบุ

อบอุ่น! ‘บิ๊กป้อม’ให้ลูกพรรค พปชร.รดน้ำอวยพร เนื่องในวันปีใหม่ไทย

อบอุ่น! 'บิ๊กป้อม'ให้ลูกพรรค พปชร.รดน้ำอวยพร เนื่องในวันปีใหม่ไทย

อบอุ่น! ‘บิ๊กป้อม’ให้ลูกพรรค พปชร.รดน้ำอวยพร เนื่องในวันปีใหม่ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

“บิ๊กป้อม”ทำบุญสงกรานต์ปีใหม่ไทย แกนนำพรรค สส.เพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่น เข้ารดน้ำดำหัวอวยพร ขอพร อย่างอบอุ่น 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 10 เม.ย.ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้จัดพิธีทำบุญ เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2568 

โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค สส. สมาชิกพรรค ว่าที่ผู้สมัครและเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร เข้ารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ อวยพรและขอพรพล.อ.ประวิตร ตามประเพณีเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ชื่นมื่น และเป็นกันเอง 

โดย พล.อ.ประวิตร ได้อวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จ มีสุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดให้สมความปรารถนา ปราศจากโรคภัย อันตรายใดๆ ทั้งปวง ตนขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนที่กำลังจะเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา ให้เดินทางด้วยความปลอดภัย และพบปะครอบครัวอย่างมีความสุข 

‘ทวี’เปิดเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี เป็นศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังเด็ดขาด

'ทวี'เปิดเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี เป็นศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังเด็ดขาด

‘ทวี’เปิดเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี เป็นศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.32 น.

“รมว.ยุติธรรม” เปิดเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) เป็นศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี – ผู้ต้องขังเด็ดขาด หนุนเปลี่ยนราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่สร้างความปลอดภัย ความมั่นคงและความเจริญให้กับประเทศ

ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) เป็นศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังเด็ดขาดของกลุ่มเรือนจำในกรุงเทพมหานคร โดยมี นายสหการณ์ เพ็ชรนริทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ร่วมให้การต้อนรับ ภายในงาน มีการจัดนิทรรศการเผยแพร่ข้อมูล แนวคิดในการจัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี มีการเสวนา Mini Talk การสื่อสารสาธารณะ: อิสรภาพที่หายไป ก่อนการตัดสิน สิทธิและโอกาส ในการพิสูจน์ตนเองของชีวิตหลังกำแพง โดย นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช (เบนซ์ เรซซิ่ง), นายพัฒนพล มินทะขิน (ดีเจแมน), นายนพนันท์ ทองเคลือ (เอิร์น วัดใหญ่) ฯลฯ เป็นต้น รวมถึง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่มาร่วมเสวนา การสื่อสารสาธารณะ Exclusive Talk การจัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดีด้วย

พันตำรวจเอกทวี กล่าวระหว่างการเสวนา การสื่อสารสาธารณะ Exclusive Talk การจัดตั้งเรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี ว่าการจะนำพาประเทศไปให้เจริญรุ่งเรืองจะวัดจากคุณภาพของคน ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของประเทศ เราต้องให้ความสำคัญกับคน คนทุกคนมีคุณค่า ในประเทศไทย วันนี้ ถ้าเราตรวจสอบอัตราประชากรแสนคน เรามีผู้ต้องราชทัณฑ์มากที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก โดยประชากรจีนแสนคนมีผู้ต้องราชทัณฑ์ประมาณร้อยกว่าคน, ญี่ปุ่น มีประมาณ 40 คนเศษ, เกาหลีใต้ ประมาณ 60 คน, อินโดนีเซีย ประมาณ 100 คน แต่ของไทยเรา มีประมาณ 450 กว่าคน ซึ่งถูกมองว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่พิกลพิการ เขาบอกว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเชิงอำนาจนิยมเกินไป อะไรก็ผิด นักอาชญวิทยาก็รู้ว่า เราไปห้ามแบบ ห้ามอะไรก็ผิด อย่างไรก็ตามอดีตเราแก้ไขไม่ได้ เป็นบทเรียน อนาคตคือความรับผิดชอบ

“ผมคิดว่าคนที่ก้าวพลาด ทุกคนมีสิทธิ์ทำผิดพลาด แต่ผมอยากให้นึกถึงโอกาส บางคนทำผิดพลาดเพราะอยากให้สังคมดีขึ้น วันนี้ ผมต้องการให้คนที่อยากได้โอกาสมากที่สุด คือคนที่อยู่หลังกำแพงและผู้ต้องราชทัณฑ์ คนกลุ่มนี้ไม่ต้องการความสงสาร แต่เขาต้องการโอกาส ซึ่งโอกาสเป็นสิทธิ์ของเขา กฎหมายและรัฐธรรมนูญใจกว้างมาก แต่คนมาบริหารกฎหมายบางครั้งใจแคบแค่ในรัฐธรรมนูญ คดีอาญา ถ้าศาลยังไม่ได้ตัดสินถึงที่สุด ก็ถือว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อเราไปยอมรับกฎหมายนี้แต่เมื่อทุกคนไปอภิปรายฯ ก็ไม่กล่าวถึงอันนี้เลย
ก่อนที่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เราจะไปกระทำต่อเขาเหมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ นี่เกิดกับผู้ต้องราชทัณฑ์ ทำไมเราถึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า ผู้สูงอายุรวมถึงคนหนุ่มสาวของเรา เหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมหมด นอกจากโอกาสแล้ว อยากให้เรือนจำต้องเปลี่ยน นอกจากให้โอกาสเป็นสถานที่ฟื้นฟู ให้เป็นคนใหม่และมีชีวิตใหม่ พระราชบัญญัติฯราชทัณฑ์ที่เขียนมาไม่มีเพื่อนักโทษระหว่างเลย ไม่มีประโยคไหนเพื่อนักโทษระหว่าง เป็นนักโทษเด็ดขาดหมด นักโทษระหว่างนี้เป็นคนที่ถูกฝาก เป็นการฝากมา เป็นคนที่ถูกไม่ได้ประกันเกือบ 70,000 คน แล้วนักโทษเด็ดขาด เขาถูกเนรเทศไปดินแดนต้องห้ามแล้ว ถูกฝึกอาชีพบ้าง แต่นักโทษระหว่าง เราจะต้องไปฝึกอาชีพเขาหรือ เพราะเขายังคิดว่าเขามีโอกาสชนะคดีที่ศาล วันนี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่คิดว่า เราจะต้องเปลี่ยนผมอยากจะเปลี่ยนให้ราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงและความเจริญให้กับประเทศ 

พันตำรวจเอกทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีเด็ดขาดต้องทำอย่างที่ผมพูดคือการฟื้นฟูเพื่อให้เขาเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ มีอาชีพใหม่ เชื่อว่าเขาจะได้ใช้สติปัญญา ศักยภาพ ตัวอย่างเช่น ผู้ต้องราชทัณฑ์ ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือ Drop Out ถึงร้อยละ 77 หรือ 200,000 กว่าคน ซึ่งไม่อยากให้คนเหล่านี้หมุนเวียนไปกับเรือนจำกับยาเสพติด หากมีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าด้านการศึกษา สามารถพักโทษได้ วันนี้เราเลยมีโครงการว่า อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จะพักโทษกี่วัน เรื่องความก้าวหน้าด้านการศึกษา จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคง เฉลี่ยคนไทยทั้งประเทศ อ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัด ถ้าเราให้คนในราชทัณฑ์ อ่านหนังสือมากกว่าค่าเฉลี่ยคนไทย สัก 10 เท่า จะเป็นการสร้างคน เพราะมนุษย์เป็นเชลยของความคิดและปัญญา ดังนั้น ผมคิดว่า การอ่านหนังสือ เป็นการให้ปัญญาเช่นกัน ในกฎหมายราชทัณฑ์ เราไม่เคยพูดถึงคดีระหว่างเลย เพราะเขียนว่าคนฝาก มาฝากไว้ในนิยาม ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายที่สูงที่สุดและเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เราก็อยากจะทำให้มีเรือนจำระหว่าง ซึ่งจริง ๆ ต้องมีเรือนจำระหว่างทุกแห่ง ไม่ใช่ระหว่างที่นี่ที่เดียว การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม บางครั้งก็ยาก เพราะสิ่งที่ดีที่สุด บ้างครั้งต้องเผชิญกับความเชื่อ ความฝังใจมันมีอยู่ ก็เลยอยากจะฝากไว้

”ขอบคุณเรือนจำพิเศษมีนบุรี ที่ผู้ต้องขังระหว่าง ไม่ต้องใส่ชุดลูกวัว และโซ่ตรวน ขึ้นศาล ซึ่งศาลท่านยังบอกเลยให้แต่งตัวธรรมดา คนได้ประกันใส่สูท คนไม่ได้ประกันต้องใส่ชุดลูกวัว เราต้องให้สิทธิ์เขาเป็นต้น เราต้องให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้ต้องราชทัณฑ์ก็เป็นคน ต้องขอขอบคุณอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขอขอบคุณคณะกรรมการราชทัณฑ์ และผู้บัญชาการเรือนจำ และข้าราชการกรมราชทัณฑ์ทุกท่าน วันนี้เราอาจจะมีที่คุมขังอื่น เดิมเรามีกฎกระทรวง เมื่อปี 2563 ไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีเงินไปสร้างเรือนจำ ที่คุมขังอื่น เป็นที่จำกัดสิทธิ์เขาเหมือนกัน ทำอย่างไรจะให้เรือนจำลดการแออัด เพราะเรือนจำมีไว้ออก ไม่ได้มีไว้เข้า ไม่ให้อยากเกิดการกระทำผิดซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจ ว่าอย่างน้อย เราได้เริ่มต้น เมื่อเราเริ่มต้น ก็จะถูกท้าทาย ถูกเสียดทาน ผมก็จะคิดเสมอ ว่า อะไรที่ทำไม่มีไม่ประสบความผิดหวัง คนที่ไม่ประสบความผิดหวัง คือ คนไม่ทำอะไรเลย โดยเฉพาะการไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง“รมว.ยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เรือนจำศูนย์ระหว่างพิจารณาคดี (Hub) เป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติงานควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี แยกการควบคุมจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ตามข้อกำหนดของกรมราชทัณฑ์ ที่เริ่มจาก การจัดตั้งศูนย์แยกการควบคุมผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังเด็ดขาด ให้ทำหน้าที่เป็น Hub ให้กับเรือนจำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดเดียวกัน ซึ่งกรมราชทัณฑ์กำหนดไว้ 8 กลุ่มจังหวัดได้แก่ จังหวัดลำปาง, พิษณุโลก, พระนครศรีอยุธยา, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช, สงขลา, ปทุมธานี และกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม มีการนำร่องเพื่อสร้างแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ให้การควบคุมผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล สำหรับเรือนจำอื่น ๆ ให้ดำเนินการแยกการควบคุมผู้ต้องขังฯ ตามความเหมาะสมของลักษณะกายภาพของเรือนจำแต่ละแห่ง เนื่องจากในบางเรือนจำมีพื้นที่แดนเดียว จึงต้องแบ่งแยก หรือ Block Zone กั้นพื้นที่ อย่างน้อยต้องแยกห้องนอนผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีกับนักโทษเด็ดขาด ออกจากกันชัดเจน พร้อมการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐาน ด้านการควบคุมตัว ตามระเบียบของราชการซึ่งมีการจัดจุดบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด ห้องพยาบาล การบริการเยี่ยมญาติ และการพบทนายความ รวมถึงกิจกรรมที่ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีจะได้รับ บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน 

.-008