ล็อกมือลูกเนวิน! ‘เลขาฯเพื่อไทย’ย้ำถึงเวลาต้องยึดมติ‘ภูมิใจไทย’ปมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

ล็อกมือลูกเนวิน! ‘เลขาฯเพื่อไทย’ย้ำถึงเวลาต้องยึดมติ‘ภูมิใจไทย’ปมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

ล็อกมือลูกเนวิน! ‘เลขาฯเพื่อไทย’ย้ำถึงเวลาต้องยึดมติ‘ภูมิใจไทย’ปมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.56 น.

‘สรวงศ์’บอกเจอ‘อนุทิน’แล้ว หลัง‘ไชยชนก’ประกาศกลางสภาไม่เอา‘กาสิโน’ เป็นความเห็นส่วนตัว ชี้ถึงเวลาต้องยึดมติ‘ภูมิใจไทย’ บอกต้องทำความเข้าใจพรรคร่วมรัฐบาลก่อน

9 เมษายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศกลางสภาว่าไม่มีวันยกมือโหวตร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’) ว่า ตนเองได้เจอกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่รัฐสภาแล้ว โดยนายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้แล้วว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติของพรรคภูมิใจไทย

“เมื่อถึงเวลาโหวตจริงๆ ก็ต้องทำตามมติของพรรค เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้เกิดความหมางใจกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เราเอาคำของหัวหน้าพรรคเป็นหลัก เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคว่าอย่างไร เราก็ว่าอย่างนั้น ซึ่งเรามีการพูดคุยกัน คิดเห็นไม่ตรงกันได้ แต่เมื่อถึงเวลาเป็นมติพรรค ก็ต้องเป็นมติพรรค และยังไม่ได้พูดคุยกับทางนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีภารกิจตลอดทั้งวัน” นายสรวงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะ สส.ที่เป็นมุสลิมหรือไม่ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราเข้าใจในหลักศาสนา แต่ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจกับประชาชนก็ต้องทำความเข้าใจกับพรรคร่วมด้วยกันก่อน ซึ่งจริงๆแล้วอยากให้มองข้ามเรื่องของกาสิโน และเคยย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า เป็นกรอบกฎหมายที่ประเทศไทย และรัฐบาลไทย จะออกกรอบกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนทต์คอมเพล็กซ์ เพื่อดึงดูดนักลงทุน ให้มาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่รัฐบาลไทยจะสร้างกาสิโนหรือสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เสียเอง ซึ่งเราวางกรอบไว้เผื่อมีใครสนใจมาลงทุน หากนักลงทุน อ่านกฎหมายแล้วมีข้อบังคับเยอะ ก็อาจจะไม่สนใจก็ได้ แต่เบื้องต้นเราต้องมีอะไรมารองรับก่อนนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลอยากส่งสารไปถึงประชาชนว่ามันยังไม่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะแล้วเสร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เราก็พยายามที่จะผลักดันในเรื่องนี้ โดยตนมองในมุมที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราจะเห็นว่าประเทศไทย สูญเสียโอกาสไปมากๆ กับที่ไม่มีสถานที่การจัดงาน ไม่มีหน่วยงานที่มารับผิดชอบการจัดงานระดับโลก ที่ประเทศเพื่อนบ้านแย่งเราไปหมด เพราะเราไม่มีสถานที่จัดงาน ซึ่งใหญ่ที่สุดก็คือราชมังคลา ซึ่งเป็น Out door และสภาพอากาศประเทศไทย ที่มีทั้งร้อนและฝนตก จึงไม่มีอะไรที่มาการันตีในการจัดงานแบบนี้ให้สำเร็จได้

‘นายกฯ’ย้ำไทยพร้อมเป็นสมาชิก OECD มุ่งพัฒนาคุณภาพกฎหมายตามมาตรฐานสากล

‘นายกฯ’ย้ำไทยพร้อมเป็นสมาชิก OECD มุ่งพัฒนาคุณภาพกฎหมายตามมาตรฐานสากล

‘นายกฯ’ย้ำไทยพร้อมเป็นสมาชิก OECD มุ่งพัฒนาคุณภาพกฎหมายตามมาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.50 น.

‘นายกฯ’ย้ำไทยพร้อมเป็นสมาชิก OECD มุ่งพัฒนาคุณภาพกฎหมายตามมาตรฐานสากล พร้อมสนับสนุนการใช้ OECD Regulatory Policy Outlook ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

เมื่อเวลา 18.30 น. (ซึ่งตรงกับเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส 13.30 น.) วันที่ 9 เม.ย.68 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาผ่านบันทึกวีดิทัศน์ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านกฎหมายขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายใต้หัวข้อ “ความสำคัญของการพัฒนากฎหมาย” เพื่อแสดงจุดยืนและความตั้งใจของไทยในการดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และสนับสนุนการเปิดตัวรายงานนโยบายด้านกฎหมายของ OECD (OECD Regulatory Policy Outlook) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยสรุปสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้

นายกรัฐมนตรียินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดตัวรายงานนโยบายด้านกฎหมายของ OECD ในวันนี้ พร้อมชื่นชม OECD ที่สามารถคงบทบาทนำในการส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลที่ดี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วโลก โดยไทยยอมรับมาตรฐานและแนวทางของ OECD ซึ่งช่วยปรับนโยบายให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพแวดล้อมการกำกับดูแลจะสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรม ดึดดูดการลงทุน และนำมาซึ่งผลประโยชน์ให้กับประชาชนไทย ตลอดจนช่วยให้ไทยพร้อมรับมือกับความท้าทายในระดับโลก และส่งเสริมบทบาทของไทยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยยึดมั่นต่อการดำเนินการตามคำแนะนำของ OECD ในเรื่องนโยบายกฎระเบียบและธรรมาภิบาล (2012 Recommendation of the Council on Regulatory Policy and Governance) และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตามคำแนะนำของ OECD ต่อไป โดยไทยจะส่งเสริมความร่วมมือกับ OECD ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และมุ่งมั่นเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งจะสนับสนุนไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญกับประเทศสมาชิกมากขึ้น ตลอดจนช่วยปรับปรุงนโยบายของไทยและการรับมือกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณถึงนานาชาติว่า ไทยมุ่งมั่นส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล การปฏิรูปเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรายงานนโยบายด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของโลก แนวปฏิบัติเชิงนวัตกรรม และแนวทางแก้ไขเชิงปฏิบัติเพื่อปรับปรุงระบบการกำกับดูแล โดยสำหรับไทย รายงานดังกล่าวเป็นทั้งมาตรฐานและแผนงานในการปรับปรุงและนำเสนอนโยบาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ในโลกที่มีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้ความสอดคล้องของกฎระเบียบมีความสำคัญต่อการค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งรายงานนี้จะเป็นเครื่องมือและความรู้ที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจที่มองไปข้างหน้าและปรับตัวได้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ OECD สำหรับรายงานดังกล่าว พร้อมหวังว่าไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือนี้ เพื่อขับเคลื่อนวาระการพัฒนาของประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำความมุ่งมั่นของไทยต่อหลักความเป็นเลิศด้านการกำกับดูแล (Regulatory Excellence) และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยการเปิดตัวรายงานนโยบายด้านกฎหมายของ OECD จะเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนความก้าวหน้า แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศสมาชิก และกำหนดเป้าหมายสำหรับอนาคต โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณ OECD และพันธมิตร สำหรับความร่วมมือและการมีบทบาทนำ เพื่อร่วมกันสร้างระบบการกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรือง ความเสมอภาค และความยั่งยืนสำหรับทุกคน

‘ธนกร’แนะเชิญ’อดีตนายกฯเพื่อไทย-บิ๊กธุรกิจ’ช่วยเจรจา’ทรัมป์’

'ธนกร'แนะเชิญ'อดีตนายกฯเพื่อไทย-บิ๊กธุรกิจ'ช่วยเจรจา'ทรัมป์'

‘ธนกร’แนะเชิญ’อดีตนายกฯเพื่อไทย-บิ๊กธุรกิจ’ช่วยเจรจา’ทรัมป์’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“ธนกร” แนะ รัฐบาลเชิญอดีตนายกฯเพื่อไทย – บิ๊กธุรกิจช่วยเจรจา “ทรัมป์” เชื่อใช้ความเก่งแก้ปัญหาประเทศได้แน่ มองควรใช้ล็อบบี้ยิสต์ช่วยคุย เหตุเดาใจปธน.สหรัฐไม่ออก ฝากดูแลอุตสาหกรรม -เกษตร ควบคู่ ชี้ถึงเวลาทุกฝ่ายต้องจับมือร่วมแก้ ไม่ใช่เอาตัวรอด 

9  เมษายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงประเด็นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ประกาศมาตรการขึ้นกำแพงภาษีทั่วโลกรวมถึงไทย ว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศไทย เพราะไทยมีรายได้หลักจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในปี 2567 จากข้อมูลการส่งออก สูงถึงร้อยละ 59 ของ GDP ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร กระทบทุกภาคส่วน วันนี้หลายประเทศเริ่มเจรจากับทรัมป์แล้ว ล่าสุดมีตัวเลขถึง 70 กว่าประเทศที่ติดต่อไปเจรจากับทรัมป์ มีแค่จีนเท่านั้นที่ตอบโต้  ซึ่งทรัมป์ ได้ใช้นโยบายบีบทุกประเทศเพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ แม้ว่าไม่เป็นธรรมแต่ก็เปิดช่องให้ไปเจรจาได้ วันนี้ไม่สามารถเดาใจทรัมป์ได้เลย เพราะเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร  ทุกประเทศมองออกอยู่แล้วว่า สุดท้ายทรัมป์ก็ต้องเรียกไปเจรจา 

“เพราะฉะนั้นในการเจรจากับทรัมป์รัฐบาลต้องใช้นโยบายเจรจาอย่างสร้างสรรค์และมียุทธศาสตร์ระยะยาวเพราะถ้าใช้วิธีปกติ เชื่อว่าคงทำได้ยาก ทีมไทยแลนด์ ควรประสานกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งตนได้พูดคุยกับประธานหอการค้าไทย ได้กล่าวว่า ได้บอกเรื่องนี้กับรัฐบาลไว้แล้ว ซึ่งนายกฯก็ได้ตั้งคณะกรรมการตั้งแต่ต้นปีแล้ว จึงต้องมีการเจรจากันต่อไป“

นายธนกร ได้เสนอต่อสภาว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำทันที คือมีการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ในหมวดที่มีความจำเป็น เช่น เครื่องจักร เทคโนโลยีและสินค้าเกษตรบางประเภท นอกจากนั้น ต้องมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯภายใต้กรอบ WTO โดยต้องไม่กระทบกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ ขณะเดียวกันต้องมีการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาควบคู่ไปด้วย

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญวันนี้ไม่เพียงแต่การเจรจากับสหรัฐฯเท่านั้น แต่รัฐบาลไทยต้องมีมาตรการภายในประเทศ ว่าจะช่วยภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร จะช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้เลี้ยงกุ้ง และสินค้าเกษตรชนิดอื่น ๆอย่างไร ไม่อยากให้มองแค่การเจรจาระหว่างประเทศเท่านั้น แต่จะต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือภายในประเทศให้มีความชัดเจนด้วย

“เชื่อว่าสถานการณ์นี้ จะต้องมีการยกระดับแน่นอน วันนี้ถือเป็นเรื่องของประเทศชาติ ขอเสนอว่า ควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจมากกว่ารมว.คลัง รมว.พาณิชย์หรือกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น วันนี้อาจจะต้องมีการใช้ล็อบบี้ยีสต์ในการเจรจากับทรัมป์หรือไม่ และคิดว่าวันนี้ รัฐบาลควรมีที่ปรึกษาไปช่วยในการเจรจา ขอให้นึกถึง อดีตผู้นำรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าท่านเก่งและประสบความสำเร็จด้านธุรกิจอย่างมาก เพราะฉะนั้นสามารถไหว้วานให้ท่าน ช่วยเจรจากับทรัมป์ได้หรือไม่ นอกจากนั้น ไทยยังมีระดับมหาเศรษฐีและนักธุรกิจใหญ่ต่างก็รู้จักทรัมป์หลายคน ขอให้มีการไหว้วานบุคคลเหล่านี้ มาช่วยเจรจาร่วมกับรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องระดับชาติ ไม่ใช่เวลาที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด ต้องร่วมมือกัน เชื่อว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ ผมจึงขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้และจำเป็นจะต้องทำทันที” นายธนกร ระบุ

ขออภัยผิดคิว!‘อนุทิน’แจง‘ไชยชนก’ไม่หนุนกาสิโน’ไม่ใช่มติ‘ภท.’ เตรียมแจง‘นายกฯ’

ขออภัยผิดคิว!‘อนุทิน’แจง‘ไชยชนก’ไม่หนุนกาสิโน’ไม่ใช่มติ‘ภท.’ เตรียมแจง‘นายกฯ’

ขออภัยผิดคิว!‘อนุทิน’แจง‘ไชยชนก’ไม่หนุนกาสิโน’ไม่ใช่มติ‘ภท.’ เตรียมแจง‘นายกฯ’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

ขออภัยผิดคิว! ‘อนุทิน’โร่แจง‘ไชยชนก’ประกาศลั่นกลางสภาฯ‘ไม่หนุนกาสิโน’เป็นความเห็นส่วนตัวตามเอกสิทธิ์ผู้แทนฯ ไม่ใช่มติ‘ภูมิใจไทย’ ยันต้องยึดตามมติพรรค รับเป็นความในใจ แต่ต้องจัดระเบียบนิดหน่อย เตรียมแจง‘นายกฯ’ให้เข้าใจ ปัดคุย‘เนวิน’

9 เม.ย.2568 เวลา 16.50 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะไม่มีวันยกมือโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’) ว่า ตนได้ฟังการอภิปรายอยู่ ซึ่งตนติดภารกิจอยู่ต่างจังหวัด ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขอยืนยันว่าที่นายไชยชนก ได้พูดไปนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ในฐานะสส.คนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาสามารถให้ความคิดเห็นส่วนตัวได้ แต่ในสถานะของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และเป็นเลขาธิการของพรรคภูมิใจ เขาต้องทำตามมติของพรรค ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา มีการแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ซึ่งมติของพรรคร่วมฯ ทางพรรคภูมิใจไทยพร้อม และยินดีให้การสนับสนุน

เมื่อถามว่าถือเป็นความในใจของนายไชยชนก ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถือเป็นความในใจ แต่คงต้องมีการจัดระเบียบอีกเล็กน้อย เพราะก่อนที่จะมีการประชุมสภาฯ ต้องมีการประชุมพรรคก่อนทุกครั้ง และในครั้งนี้นายไชยชนก ยังไม่ได้แจ้งและได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมพรรคว่าจะให้ลุกขึ้นชี้แจงในเรื่องเหล่านี้ในฐานะส่วนตัว แต่ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ต้องแจ้งทางพรรคก่อน ดังนั้น ตนจึงขออภัยในความไม่สะดวกด้วย

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะเรื่องกาสิโนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพยายามติดต่อนายกรัฐมนตรีอยู่ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด ซึ่งเรื่องนี้ต้องเรียนชี้แจงนายกฯว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่ใช่ในนามพรรคภูมิใจไทย แต่สิ่งที่นายไชยชนก พูดนั้นก็มีความชัดเจน ซึ่งการพูดในวันนี้ พูดในนามของนายไชยชนก ลูกของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และที่ระบุว่าเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้พูดในนามของพรรค ซึ่งได้พูดด้วยว่า ไม่ได้ไม่สนับสนุนกาสิโน เพียงแต่บอกว่าไม่สนับสนุนกฎหมายกาสิโนในช่วงนี้ เพราะเชื่อว่ายังมีเหตุการณ์อื่นที่สำคัญกว่า และที่บอกว่ายังไม่สามารถสนับสนุนร่างดังกล่าวได้นั้น หรือแม้แต่กฎหมายของพรรคภูมิใจไทย เรื่องบ้านเกิดเมืองนอน และกฎหมายอื่นๆ ของพรรคไหนก็จะไม่พิจารณา ซึ่งถือว่าคือความเป็นสส.ของเขา แต่ขอยืนยันว่า ไม่ใช่มติของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความไม่สบายใจหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่หรอก ที่ผมมาพูดตรงนี้ เพื่อให้ทุกคนสบายใจ” เมื่อถามย้ำว่าเบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับนายเนวินแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุย และยังไม่มีการคุยกับใครด้วย ซึ่งหลังจากหมดเวลาราชการ ตนจะขอติดต่อชี้แจงกับนายกฯ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้ทราบเรื่อง

“ผิดคิวนิดหน่อย แต่เขามีสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นสส. ซึ่งความเป็นสส. มีเอกสิทธิ์ล้วนๆ ไม่สามารถห้ามได้ แต่ความเป็นนักการเมืองในอนาคต จะต้องแจ้งให้พรรคทราบก่อน” นายอนุทิน กล่าว

‘ทนายปราบโกง’ร้อง กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกเล็กเมืองโคราชอาจขาดคุณสมบัติ

'ทนายปราบโกง'ร้อง กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกเล็กเมืองโคราชอาจขาดคุณสมบัติ

‘ทนายปราบโกง’ร้อง กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกเล็กเมืองโคราชอาจขาดคุณสมบัติ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.14 น.

“ทนายปราบโกง” ร้อง กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกเล็กเมืองโคราช อาจขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิลงสมัครได้ ปมลุ้นฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ฯสั่งฟ้องผิด ม.157 หรือไม่วันที่ 20 พ.ค.นี้  

วันที่ 9 เม.ย.68 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกฤษฎา อินทามระ หรือ ทนายปราบโกง ยื่นหนังสือร้องต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ขณะนี้เสร็จสิ้นการรับสมัครและผู้สมัครได้รับหมายเลขไปแล้ว จึงมาแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเพื่อไม่ให้ผู้ที่มีประวัติเสื่อมเสียเข้าไปมีอำนาจบริหารองค์กร

นายกฤษฎา กล่าวว่า ตนได้ตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับหมายเลขผู้สมัครไปแล้วทำให้พบว่ามีผู้สมัครรายหนึ่งถูกฟ้องคดีต่อศาลในความผิด มาตรา 157 เกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นการกลั่นแกล้งผู้ประกอบการที่ไปดำเนินการอนุมัติอนุญาตในระหว่างการเป็นนายกเทศมนตรี เมื่อปี 2566 แม้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้ยกคำร้องและมีการยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง เพราะในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจรติและประพฤติมิชอบ ได้นัดฟังคำสั่งศาลในคดีอาญาที่ผู้สมัครรายนี้ตกเป็นจำเลย อาจทำให้ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง 

ดังนั้น หากปล่อยให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งและผู้สมัครรายนี้ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีแล้ว เมื่อถูกศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง ส่งผลให้ผู้สมัครรายนี้มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ก็อาจจะทำให้การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลแห่งนี้มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครรายนี้ก็จะได้รับหมายนัดของศาลแล้วย่อมรู้อยู่แล้วว่าตนอาจจะขาดคุณสมบัติหรืออาจมีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า วันนี้ตนจึงต้องมายื่นหนังสือให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อรับทราบและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรายนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 โดยเคร่งครัดต่อไป แต่หาก กกต.เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ ตนก็ไม่ขัดขวาง เพียงแต่ต้องการตรวจสอบให้เกิดความมั่นใจ เพราะหากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางลบ จะทำให้การเลือกตั้งเกิดความวุ่นวาย ยืนยันว่าการมายื่นเรื่องในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลำลายล้างหรือกลั่นแกล้ง หรือรับใบสั่งจากฝ่ายตรงข้ามมากลั่นแกล้ง

“หากเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งขาดความสุจริต เที่ยงธรรม ผมก็มาใช้สิทธิตามมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้มีความแค้นเคืองหรือทำไปเพื่อผลประโยชน์ใดๆ เลย ทำเพื่อให้ได้คนดีๆเข้าไปบริหารองค์กร ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”  นายกฤษฎา กล่าว  

‘มาดามหยก’จัดเต็มสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี ‘ช่างฟ้อนเล็บอัตลักษณ์เชียงใหม่’บันทึก’กินเนสส์บุ๊ก’19เม.ย.นี้

'มาดามหยก'จัดเต็มสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี 'ช่างฟ้อนเล็บอัตลักษณ์เชียงใหม่'บันทึก'กินเนสส์บุ๊ก'19เม.ย.นี้

‘มาดามหยก’จัดเต็มสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี ‘ช่างฟ้อนเล็บอัตลักษณ์เชียงใหม่’บันทึก’กินเนสส์บุ๊ก’19เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

“มาดามหยก” จัดเต็ม สมโภชเชียงใหม่ 729 ปี จับตาสร้างประวัติศาสตร์ กับการรวมตัวของ “ช่างฟ้อนเล็บอัตลักษณ์เชียงใหม่” เรือนหมื่น บันทึก “กินเนสส์บุ๊ก” 19 เมษายน นี้  

นางสาวกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ประธานชมรม CHANGE TOGETHER & INDY TEAM และ ประธานคณะทำงาน บันทึก World Records งานสมโภช 729 ปีเมืองเชียงใหม่เปิดเผยถึง ความคืบหน้างานสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 2568 เปิดเผยว่างานดังกล่าว ถือเป็นงานที่สำคัญของชาวเชียงใหม่ จัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงและน้อมบูชาถวายบูรพกษัตริย์ตลอดจนบรรพบุรุษแห่งเมืองล้านนา โดยมีสมาคมสตรีนครเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดงาน ร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงประชาชน ที่ร่วมกัน โดยจะมีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 729 รูป เท่ากับอายุของเมืองเชียงใหม่ 

นางสาวกชพร กล่าวว่า ภายในงานจะมีช่างฟ้อนเล็บกว่า 2 หมื่นคน ที่บริเวณราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ซึ่งจะเป็นแถวที่ยาว และงดงามมาก โดยจะมีการบันทึกสถิติโลก กินเนสส์บุ๊ก เวิลด์เรคคอร์ด ด้วย โดยขณะนี้มีความพร้อมแล้วมั่นใจว่าจะทำให้ทั่วโลก และนักท่องเที่ยว จะได้ประจักษ์ถึงความงดงาม ได้เห็นว่าเมืองเชียงใหม่ มีศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และ Soft Power ที่สวยงามมีความเป็นมาอย่างยาวนาน นานาประเทศจะได้เห็นความงดงามของวัฒนธรรมไทยเราว่างดงามมากเพียงใด จนอยากเดินทางมาสัมสัมผัสด้วยตนเองซักครั้ง เป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และชื่อเสียงของเมืองเชียงใหม่อย่างมาก

มาดามหยก กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจ เป็นเกียรติ และยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในงานนี้ อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะชาวเชียงใหม่ได้ภูมิใจ ที่เรามีประเพณีที่ดีงาม มีศิลปะวัฒนธรรมที่สวยงามมากๆ ชาวต่างชาติชื่นชอบ รู้จักวัฒนธรรมไทยเราเป็นอย่างดี จึงอยากให้ชาวเชียงใหม่ทุกคนตระหนักว่าเชียงใหม่เป็นบ้านของพวกเราทุกคน ดังนั้นเราควรเป็นเจ้าบ้านที่ดี อีกทั้งภาคภูมิใจที่เรามีสิ่งดีๆให้สืบสานต่อยอด ยิ่งช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก เราต้องทำให้นักท่องเที่ยวได้มาเห็นความสวยงาม ความพร้อมเพรียง มีระเบียบวินัย ได้เห็นจารีตประเพณีที่งดงาม ของเมืองเชียงใหม่ ที่สำคัญงานนี้ ยังแสดงให้เห็นถึง Soft Power ของเมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย ขอให้ช่วยกันสืบสานต่อยอด ความเป็นอัตลักษณ์ของล้านนาในครั้งนี้ 

นางสาวกชพร กล่าวว่า ภูมิใจที่เมืองเชียงใหม่ มีอายุยาวนานถึง 729 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีรากเหง้า มีพื้นฐานวัฒนธรรมที่ยาวนาน จึงอยากให้ทุกคนภูมิใจ และคงความเป็นอัตลักษณ์ ตรงนี้ไว้ อย่างไรก็ตามคาดว่าในงานครั้งนี้ ซึ่งเป็น Soft Power และส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ในช่วงเวลาอันสั้น โดยยังไม่ต้องหวังพึ่งคาสิโน ที่สำคัญจะเป็นการปูทางไปถึงการพิจารณาเชียงใหม่มรดกโลกได้อีกด้วย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนชาวเชียงใหม่ ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี มารอต้อนรับ ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวในงานนี้ด้วยกัน ท่านที่อยู่ไกลบ้านถือโอกาสช่วงปีใหม่ไทยนี้กลับมาพบเจอพ่อแม่ญาติพี่น้องความอบอุ่นที่เชียงใหม่นะคะ

‘บิ๊กบอสแกร็บ’เข้าพบ’นายกฯ’ ระบุเชื่อมั่นศักยภาพไทยเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติม

'บิ๊กบอสแกร็บ'เข้าพบ'นายกฯ' ระบุเชื่อมั่นศักยภาพไทยเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติม

‘บิ๊กบอสแกร็บ’เข้าพบ’นายกฯ’ ระบุเชื่อมั่นศักยภาพไทยเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติม

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.31 น.

บิ๊กบอสแกร็บ เข้าพบ นายกฯ ระบุเชื่อมั่นศักยภาพไทยเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อพร้อมสนับสนุนการจ้างงานในไทยเดินหน้าความร่วมมือกับภาครัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวและซอฟต์พาวเวอร์ไทยในตลาดทุกมิติ

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.68 เวลา 14.00 น. ทึ่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแอนโธนี ตัน ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท แกร็บ โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยของบริษัทฯ 

นายกรัฐมนตรีและประธานบริษัทแกร็บฯ ต่างยินดีที่ได้พบหารือร่วมกันอีกครั้ง ภายหลังได้หารือร่วมกันกับบริษัทด้านการท่องเที่ยว เมื่อเดือนตุลาคม 2567 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และพบกันในห้วงการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของบริษัทฯ ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ไทยและพัฒนาการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางการรับมือมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อไทย 

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวและซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะฟันเฟื่องสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นช่วง High Season ของไทย โดยรัฐบาลได้วางมาตรการและแนวทางสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการร่วมมือกับบริษัทฯ ในการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ผ่านการส่งเสริมอาหารไทย และภาพยนตร์ไทย เป็นต้น โดยบริษัทฯ สามารถร่วมมือกับ THACCA (Thailand Creative Content Agency) เพื่อสนับสนุนประเด็นดังกล่าว และแสวงหาแนวทางความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มเติมต่อไป

ด้านประธานบริษัทแกร็บฯ ยืนยันว่า บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนจะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในไทยจำนวนมาก โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนการลงทุนของบริษัทฯ และขอให้บริษัทฯ พิจารณาขยายการลงทุนไปยังพื้นที่เมืองรองของไทยมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมเรียกรถในไทย ผ่านการสนับสนุนให้คนขับทำใบขับขี่สาธารณะและจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการให้บริการรับจ้างโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่รัฐบาลให้ความสำคัญด้วย

‘พัชรินทร์’ดันแก้กฎหมายอาญา ช่วยเหยื่อทางเพศในเด็ก-เยาวชนทุกรูปแบบ

'พัชรินทร์'ดันแก้กฎหมายอาญา ช่วยเหยื่อทางเพศในเด็ก-เยาวชนทุกรูปแบบ

‘พัชรินทร์’ดันแก้กฎหมายอาญา ช่วยเหยื่อทางเพศในเด็ก-เยาวชนทุกรูปแบบ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.56 น.

“พัชรินทร์”ดันต่อ! พร้อมขอบคุณ สส.ภท.ลุยแก้กฎหมายอาญาช่วยเหยื่อทางเพศในเด็ก-เยาวชน  เพิ่มวัคซีนอาชญากรรมทางเพศ ทุกรูปแบบ รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์

9 เม.ย.68 ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ รองประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ…. และผู้ร่างกฎหมาย เปิดเผยว่า หลังจากที่สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ขับเคลื่อนเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องของนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” ให้ครอบคลุมในรูปแบบของการกระทำ และทุกเพศ รวมทั้งได้กำหนดบทนิยาม และโทษ “คุกคามทางเพศ” เพื่อคุ้มครองผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ ซึ่งหลายกรณีเป็นต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรมทางเพศอื่น ที่รุนแรงมากขึ้น รวมทั้งมาตรการที่จะให้ผู้ที่ถูกนำภาพ คลิป สื่อ ลามก อนาจารของตนเอง ขึ้นบนแพลตฟอร์มต่างๆ สามารถร้องขอให้ศาลไต่สวนพิจารณาสั่งให้นำสื่อนั้นออกจากระบบได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เสียหายได้รับความบอบช้ำน้อยที่สุด โดยขณะนี้กรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเสร็จ รอเข้าสู่สภาฯ ในวาระ 2-3 ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของกฎหมายไทย ที่ได้แก้ไขให้คุ้มครองผู้เสียหาย และเป็นการฉีดวัคซีนป้องกันอาชญากรรมทางเพศอย่างจริงๆ

ล่าสุด ตน และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย ได้คิดที่จะแก้ไขประมาลกฎหมายอาญาเพิ่มเติม ในประเด็นของเด็ก และเยาวชน  ซึ่งวันนี้ นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ และ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ… สู่สภาผู้แทนราษฎร โดยยึดหลักการให้ความสำคัญของการเพิ่มเกราะป้องกันปัญหาอาชญากรรมให้กับเด็ก และเยาวชน ซึ่งง่ายต่อการตกเป็นเหยื่อในยุคของเทคโนโลยี  ทั้งนี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ที่ได้เสนอแนะ ให้ข้อมูลต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์เพื่อที่จะผลักดันร่วมกันให้สังคมไทยมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเราต้องปรับกฎหมายให้ทันต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์เทคโนโลยีโลกในปัจจุบัน จึงต้องมีการปรับแก้ไขบางประการ เพื่อคุ้มครองสิทธิให้กับเด็ก และเยาวชน ให้ได้รับความปลอดภัย จากภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น จึงได้เดินหน้าต่อในการร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งได้พิจารณาปรับแก้ไขเพิ่มเติมตามแนวทางที่ทางครม.ได้เสนอ และได้ปรับในส่วนของเรื่องคุกคามทางเพศให้สอดคล้องกัน

‘มาริษ’เผยรอกำหนดวันเจรจา’สหรัฐฯ’ ย้ำรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ

'มาริษ'เผยรอกำหนดวันเจรจา'สหรัฐฯ' ย้ำรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ

‘มาริษ’เผยรอกำหนดวันเจรจา’สหรัฐฯ’ ย้ำรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

‘รมว.กต.’ เผยรอกำหนดวันเจรจา ยืนยัน กต.มีบทบาทสำคัญประสานหน่วยงานสหรัฐฯ เปิดเจรจาให้สำเร็จ ย้ำรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ

9 เม.ย.2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำถึงการเตรียมความพร้อมรับมือต่อมาตรการกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือ tariff ว่า กระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทในกระบวนการเจรจาตั้งแต่ต้น ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศมาตรการทางภาษี เนื่องจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ดังนั้น จึงให้คำยืนยันได้ว่า รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

ส่วนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศนั้น นายมาริษ ชี้แจงว่า ได้มอบหมายให้ นางใจไทย อุปการนิติเกษตร รักษาการอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะทำงานของรัฐบาล ที่มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีการเตรียมพร้อม สำหรับมาตรการรับมือต่าง ๆ รวมถึงการคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อนแล้ว

 นายมาริษ ยังเปิดเผยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ยังมีนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ซึ่งเป็นทีมเจรจา และมีบทบาทสำคัญในการประสาน และสนับสนุนการเจรจาของรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเอกอัครราชทูตไทย มีบทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์ในทุกมิติกับสหรัฐฯ ไม่เพียงเรื่องการค้า แต่ยังมีเรื่องของความมั่นคงและการทหาร ที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และมีการพูดคุย รวมถึงเข้าไปโน้มน้าวเจรจาหน่วยงานต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกมิติ ไม่เพียงแต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังมีที่ปรึกษาของประธานาธิบดี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงเกษตร เป็นต้น 

นายมาริษ ย้ำว่า บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการเจรจาเรื่องนี้ จึงไม่ใช่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังอยู่ในสหรัฐฯ ด้วย เพราะมาตรการภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก กระทบต่อการค้า และผู้ประกอบการในวงกว้าง ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศ และทุกหน่วยงานของไทย ล้วนมีบทบาทสำคัญ และต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

ส่วนกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนได้ต่อสายหารือกับผู้นำ 4 ชาติในอาเซียน เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา แต่ไม่มีไทยอยู่ในวงนี้ด้วยนั้น นายมาริษ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้มีการติดต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในวันถัดมา ซึ่งผู้นำจะมีการติดต่อหารือกันอยู่ตลอดอยู่แล้ว 

ส่วนมาตรการของไทยที่เตรียมไว้นั้น นายมาริษ ระบุว่า เป็นท่าทีที่สำคัญของรัฐบาล ที่จะใช้ในการต่อรองกับสหรัฐฯ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะแต่ละประเทศ ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ท่าที และการเจรจาต่อรองจึงแตกต่างกัน แต่ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยจะเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด

นายมาริษ ยังย้ำว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งทีมงานของรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการดังกล่าว โดยสามารถคาดการณ์แนวโน้มได้ล่วงหน้า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ได้มอบหมายให้รักษาการอธิบดีกรมอเมริกาอยู่ในคณะทำงานดังกล่าวของรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมอย่างใกล้ชิด

นายมาริษ ยังเชื่อว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ที่ยาวนานและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการทหาร และยังมีความตกลงระหว่างกันมากมาย เช่น สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ที่เป็นรากฐานของความร่วมมือและความสัมพันธ์ จึงมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา

ล็อกคอพรรคร่วมฯ! ‘ชูศักดิ์’ย้ำสถานบันเทิงครบวงจร เป็น‘นโยบายรัฐบาล’แถลงต่อรัฐสภา

ล็อกคอพรรคร่วมฯ! ‘ชูศักดิ์’ย้ำสถานบันเทิงครบวงจร เป็น‘นโยบายรัฐบาล’แถลงต่อรัฐสภา

ล็อกคอพรรคร่วมฯ! ‘ชูศักดิ์’ย้ำสถานบันเทิงครบวงจร เป็น‘นโยบายรัฐบาล’แถลงต่อรัฐสภา

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.06 น.

‘ชูศักดิ์’ย้ำ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’เป็นโยบายของรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องพรรคใดพรรคหนึ่งทำโดยพลการ หลัง‘เลขาธิการภูมิใจไทย’ประกาศกลางสภาฯไม่เอากาสิโน

เมื่อเวลา 14.15 น.วันที่ 9 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศกลางสภาไม่รับร่างพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’) ว่า ต้องฟังอีกทีหนึ่งว่าท้ายที่สุดผลจะเป็นอย่างไร การประกาศก็ว่ากันไป แต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะพูด

ส่วนคำว่าสถานบันเทิงครบวงจรตนไม่อยากให้ใช้คำว่ากาสิโน เพราะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะหากจะทำเรื่องนี้ไม่ใช่ทำแค่กาสิโนอย่างเดียว ต้องขออนุญาตทำใน 9 ประเภท อย่างน้อย 4 อย่างถึงจะอนุญาตได้ เช่น จะทำสถานบันเทิง สนามกีฬา โรงแรมหรือพูดง่ายๆจะทำกาสิโนอย่างเดียวไม่ได้

“หากจะถามว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ อันนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อเป็นนโยบายรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภา จึงต้องถามว่าใครเป็นรัฐบาลบ้าง เพราะก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายก็ไปร่วมประชุมกัน ตกลงว่าจะทำอย่างไร จะแก้รัฐธรรมนูญ จะทำสถานบันเทิงครบวงจร จึงแถลงต่อรัฐสภา ดังนั้นจึงต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่งที่มาทำโดยพลการ แต่เป็นเรื่องของนโยบาย ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามนโยบายก็ถูกว่าอีกว่าไม่ทำตาม นโยบายที่แถลงไว้ แต่พอสถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้วใครจะพูดอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่รัฐบาลต้องมีความชอบธรรมที่จะพูดว่าสิ่งที่ทำคือนโยบาย แต่เมื่อบอกว่าเลื่อนไปก่อน เพื่อไปพูดจา ทำความเข้าใจให้ชัดเจน ซึ่งผมมองว่า รัฐบาลก็ทำด้วยความชอบธรรม” นายชูศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่านโยบายของรัฐบาลคือการทำแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกสร้างขึ้น (Man-made Destination) จะสามารถตัด 10% ของกาสิโนออกไปได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า หลักแล้วคือสถานบันเทิงครบวงจร ทั่วโลกเขามีแบบนี้ มันจะมีพวกนี้อยู่ด้วย รัฐบาลก็พยายามอธิบายว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่ง มีอยู่นิดเดียว เมื่อใครจะมาทำก็ต้องทำอย่างน้อย 4 อย่างมาจดทะเบียนในประเทศไทย มีเงินชำระแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน ตนก็มองว่าชัดเจนว่าต้องการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หาเงินเข้าประเทศ รวมไปถึงให้คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง โดยยกร่างด้วยความรอบคอบรัดกุม แต่ขณะนี้มีการวิจารณ์กันไป จึงอยากย้อนถามว่า มันเป็นนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่หรือ แต่ใครจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในตอนนี้ก็ไปว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อถามต่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยกับเรื่องนี้หากจะหาความชอบธรรมให้ได้ควรมีการทำประชามติหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญจะพูดว่าพรรคนั้นพรรคนี้ไม่เอา ตนยังไม่อยากจะพูดอย่างนั้น เมื่อนโยบายของรัฐบาลมันเป็นแบบนี้ก็ต้องว่ากันไป แต่ถามว่าจะทำประชามติหรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่ง ประชามติจะทำได้หรือใครจะเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องอนุมัติ

เมื่อถามต่อว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในญัตติของสภาฯแล้วจะสามารถทำประชามติเมื่อใดก็ได้ใช่หรือไม่ เพียงแต่ต้องให้ ครม.เป็นผู้อนุมัติ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องเสนอ ครม. เพราะมันต้องใช้เงินงบประมาณ 3,000 ล้าน ส่วนจะทำประชามติพร้อมกับการแก้รัฐธรรมนูญเลยหรือไม่ก็แล้วแต่ อันนั้นก็ไปคิดกันในอนาคต แต่ตนว่า ช่วงเวลาสองเดือนกว่าๆไตร่ตรองกันให้รอบคอบ

ผู้สื่อข่าวกรณีที่สว.ตั้งกรรมาธิการศึกษาล่วงหน้า 180 วันให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะสามารถ พิจารณาได้ในชั้นสว.ได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายประเภทนี้เป็นกฎหมายการเงินไม่จำเป็นต้องรอ 180 วัน ซึ่งเขามีข้อบังคับว่าสามารถศึกษาไปก่อนล่วงหน้าได้ ส่วนต้องรอ 180 วันหรือไม่ก็แล้วแต่เขา ก็ให้พิจารณากันไป เพียงแต่ยับยั้งพัก 10 วันไม่ใช่ 180 วันเหมือนกฎหมายประชามติ

เมื่อถามย้ำถึงเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องนโยบายรัฐบาลแล้วพรรคร่วมรัฐบาล ควรเห็นไปในทิศทางเดียวกันใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ ย้อนกลับว่า ก็ลองคิดดูแล้วกัน เพราะตอนแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อเป็นพรรคร่วมแล้วแถลงมาแบบนี้ก็ขอให้ไปคิดกันดูว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามต่อว่าพรรคร่วมจะยังอยู่ร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนไม่ทราบเหมือนกัน ส่วนจะเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ ขอให้มองในภาพรวม ตนไม่อยากไปฟันธงว่าพรรคนั้นเอา พรรคนี้ไม่เอา