‘จุรินทร์’เตือน’รัฐบาล’ห่วงข้าวไทย ถ้าไม่ประกันราคาให้เกษตรกร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

'จุรินทร์'เตือน'รัฐบาล'ห่วงข้าวไทย ถ้าไม่ประกันราคาให้เกษตรกร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

‘จุรินทร์’เตือน’รัฐบาล’ห่วงข้าวไทย ถ้าไม่ประกันราคาให้เกษตรกร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.05 น.

อาจโดนปรับภาษีเพิ่มอีกได้! ‘จุรินทร์’ เตือน ‘รัฐบาล’ อย่าทำนิ่งนอนใจ ห่วง ‘ข้าวไทย’ ถาม ถ้าไม่ประกันราคาให้เกษตรกร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร 

9 เม.ย.68 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการรับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เสนอโดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาดังกล่าวโดยพิจารณารวมกับญัตติด่วนด้วยวาจาที่มีหลักการทำนองเดียวกันอีกจำนวน 9 ญัตติ รวมเป็น 10 ญัตติ

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงประกาศของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการลงนามคำสั่งบริหาร เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ และการระบุถึงการดำเนินการครั้งนี้ เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาจากประเทศคู่ค้าให้เท่าเทียมกับที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บจากสหรัฐอเมริกา และให้เกิดความเป็นธรรมกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป็นไปเพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น ยังมีการระบุว่า อาจจะมีการเพิ่มเติมมาตรการขึ้นมาได้อีก หากมาตรการที่ออกมานี้ยังไม่ได้ผล และหากประเทศคู่ค้าใดใช้มาตรการตอบโต้สหรัฐอเมริกา ก็อาจมีการพิจารณาเพิ่มหรือขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีได้อีก แต่หากประเทศใดยอมแก้ไขและเยียวยาให้กับสหรัฐอเมริกา ก็อาจมีการพิจารณาปรับลดหรือจำกัดขอบเขตภาษีที่จัดเก็บให้ ดังนั้น หากเปรียบเทียบประกาศฉบับนี้กับแผ่นดินไหว ถ้าเกิดการตอบโต้ ก็อาจจะกลายเป็นอาฟเตอร์ช็อก และอย่าคิดว่าจะจบลงเท่านี้ อาจมีอะไรตามมาอีกก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่นิ่งนอนใจ เพราะตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าว ยางรถยนต์ และวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะกระทบต่อเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเรา และการส่งออกข้าวของประเทศไทย จะต้องมีการแข่งขันกับประเทศเวียดนาม เพราะเมื่อบวกภาษีเข้าไปแล้ว ราคาข้าวของเราจะแพงกว่าเกือบเท่าตัว ซึ่งจะนับเป็นดาบสาม ที่จะส่งผลต่อชาวนา 

“รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการให้ถูกทาง โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศอย่างแข็งขันว่า จะไม่เอามาตรการประกันรายได้เกษตรกร พร้อมตั้งคำถามว่า จะช่วยผู้ส่งออกและชาวนาอย่างไร ทั้งยังต้องเตรียมมาตรการสำหรับสินค้ายาง เนื่องจากในการซื้อขายจะต้องมีการตกลงราคากันก่อนล่วงหน้า แต่หากถึงวันที่จะมีการปรับภาษีขึ้น จะเกิดการยกเลิกสัญญาหรือไม่ รวมถึงกระแสข่าวรัฐบาลจะต่อรองด้วยการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำอยู่แล้ว ก็ต้องดูแลเรื่องผลกระทบให้ดี” นายจุรินทร์ กล่าว

009

‘ชูศักดิ์’เผยอยากได้‘ประชามติ’แก้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง

‘ชูศักดิ์’เผยอยากได้‘ประชามติ’แก้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง

‘ชูศักดิ์’เผยอยากได้‘ประชามติ’แก้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

‘ชูศักดิ์’บอกศาลรัฐธรรมนูญ รับวินิจฉัยทำ‘ประชามติ’ก่อนแก้รธน.หรือไม่ ถือเป็นเรื่องดี เพื่อความชัดเจน ยัน ส่วนตัวอยากได้ 2 ครั้ง เพราะหาก 3 ครั้ง หาเจ้าภาพทำครั้งแรกยาก

เมื่อเวลา 14.20 น.วันที่ 9 เม.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้อง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. และคำร้องของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เสนอญัตติให้วินิจฉัยว่าทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ศาลรับไว้แล้วถือเป็นเรื่องดี ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล สาเหตุที่ศาลรับไว้พิจารณาตนคิดว่า การยื่นครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เพราะครั้งที่แล้วไม่มีการบรรจุในระเบียบวาระ และไม่มีการพิจารณาในสภา แต่ครั้งนี้บรรจุในระเบียบวาระแล้ว และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว การรับไว้วินิจฉัยจึงเป็นเรื่องดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญให้จัดทำความเห็นส่งต่อศาลภายใน 15 วันนั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะส่งอะไร ทั้งนี้ ตนคิดว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยแล้ว ต่อไปการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเกิดความชัดเจน เพราะจากที่เห็นในสภาที่ผ่านมา ฝ่ายหนึ่งก็ไม่เข้าประชุม ฝ่ายหนึ่งเดินหนี อย่างนู้นอย่างนี้เป็นต้น สาเหตุที่เขาทำอย่างนั้นเพราะเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าทำได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้เกิดอุปสรรคทำให้วนอยู่แบบนี้ ซึ่งการที่ศาลรับไว้ และให้เราพิจารณาว่าจะทำประชามติ 2 หรือ 3  ครั้ง เพื่อที่เราจะได้เดินต่อถูก จึงถือว่าเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ตนหวังว่าจะมีข้อยุติ

เมื่อถามว่า ส่วนตัวหวังไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะให้ทำประชามติกี่ครั้ง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า หวังไว้สองครั้งเพื่อที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จภายในสมัยนี้

เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญให้ทำ 3 ครั้ง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร 3 ก็บอกมาว่า 3 จะได้ทำถูก แต่หากทำ 3 ครั้งตนเคยพูดในสภาไว้แล้วว่าใครเป็นเจ้าภาพ เพราะจะหาเจ้าภาพไม่เจอ ส่วนครม.จะเป็นเจ้าภาพก็ไม่ได้ เพราะเป็นร่างของพรรคการเมือง ตนจึงหวังให้ทำประชามติ 2 ครั้งก็จะไปได้

เมินสังฆกรรม! ‘สว.เปรมศักดิ์’ถอนตัว‘กมธ.ศึกษาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

เมินสังฆกรรม! ‘สว.เปรมศักดิ์’ถอนตัว‘กมธ.ศึกษาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

เมินสังฆกรรม! ‘สว.เปรมศักดิ์’ถอนตัว‘กมธ.ศึกษาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.49 น.

‘สว.เปรมศักดิ์’เมินร่วมสังฆกรรม‘กมธ.ศึกษาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ ชี้สิ้นเปลืองงบประมาณ ไร้ความจำเป็น รัฐบาลถอย‘เลื่อน’ร่างกม.แล้ว

9 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่มีจำนวน 35 คน แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อขอถอนตัวจากการเป็นกมธ.ชุดดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องตั้งกมธ.ชุดดังกล่าว เพราะรัฐบาลยอมถอยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … และไม่มีทิศทางจะดึงดันไปข้างหน้าเหมือนที่มีบางคนพยากรณ์ว่าจะมีเหตุคล้ายกับการดันนิรโทษกรรมสุดซอย ดังนั้นตนจึงมีน้ำใจนักกีฬา และยึดถือว่าหากคนถอย คนล้มอย่าข้าม จึงไม่มีความจำเป็นมีกมธ. ทั้งนี้การเสนอชื่อของตนไม่ได้ถามความสมัครใจของตนก่อน ขณะเดียวกันตนไม่ได้อยู่ในห้องประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา

“ผมใคร่ครวญแล้วเห็นว่า การเดินหน้าตั้งกมธ. วางกรอบเวลาศึกษา 180 วันนั้น สิ้นเปลืองงบประมาณ และผลการศึกษามีความชัดเจนเพียงแค่ว่าจะเอาหรือไม่ ดังนั้นเพื่อประหยัดงบประมาณและไม่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันที่ผิดหลักการทำงาน จึงขอลาออกจากกมธ.ต่อที่ประชุม ทั้งนี้ขอให้พวกเราตั้งหลัก หากรัฐบาลคิดเดินหน้าค่อยว่ากันต่อไป” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายมงคล ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่า การขอลาออกเป็นสิทธิ เมื่อแสดงเจตนาลาออกต่อที่ประชุมวุฒิสภาไม่ผิด เมื่อตั้งกมธ.แล้วการพิจารณาจะตั้งใครเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ตนวินิจฉัยว่าเมื่อ กมธ.ไม่เกินไม่จำเป็นต้องตั้งเอาเท่าที่มี

‘อิ๊งค์’ ควง ‘ทักษิณ’ ปิ๊กบ้านเชียงใหม่ พักผ่อนครอบครัว-ทำบุญ ช่วงสงกรานต์

'อิ๊งค์' ควง 'ทักษิณ' ปิ๊กบ้านเชียงใหม่ พักผ่อนครอบครัว-ทำบุญ ช่วงสงกรานต์

‘อิ๊งค์’ ควง ‘ทักษิณ’ ปิ๊กบ้านเชียงใหม่ พักผ่อนครอบครัว-ทำบุญ ช่วงสงกรานต์

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

อิ๊งค์’ พา ‘พ่อทักษิณ’ ปิ๊กบ้านเชียงใหม่ พักผ่อนครอบครัว-ทำบุญช่วงสงกรานต์  ก่อนเปิดบ้านอ.แม่ริมรดน้ำดำหัว  นายกฯเปิดงานสงกรานต์ท่าแพ

วันที่ 9 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ช่วงวันที่ 12 เม.ย.-16 เม.ย.นี้  โดยในช่วงเย็นวันที่ 12 เม.ย.น.ส.แพทองธาร มีกำหนดการเปิดงาน “  Maha Songkran World Water Festival 2025”ที่ท้องสนามหลวง โดยมีรัฐมนตรีและคณะทูตานุฑูตร่วมกิจกรรมด้วย

จากนั้นวันที่ 13 เม.ย.เข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ น.ส.แพทองธาร  มีกำหนดการเดินทางไปจ.เชียงใหม่  ซึ่งในช่วงบ่ายน.ส.แพทองธาร จะเป็นประธานเปิดงาน “ World Songkran Thapae Chiangmai ”ที่ถนนท่าแพ และในช่วงเย็นจะเป็นประธานเปิดงาน “MY WATER WORLD SONGKRAN FESTIVAL 2025” ที่ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับการเดินทางกลับ จ.เชียงใหม่ในครั้งนี้   น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปพร้อมกับพ่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประเพณีสงกรานต์ โดยน.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ มีกำหนดใช้วันหยุดยาวพักผ่อนกับครอบครัว และพบปะญาติๆ ที่ จ.เชียงใหม่ และถือโอกาสทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กับคนเชียงใหม่ ซึ่งจะเปิดบ้านพักส่วนตัวที่อ.แม่ริม ให้ญาติๆรดน้ำดำหัว ในวันที่ 14 เม.ย.ด้วย  ทั้งนี้น.ส.แพทองธาร จะเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันที่  15 เม.ย. ส่วนนายทักษิณ จะเดินทางกลับในวันที่ 16 เม.ย.

สว.ปีแรกเทอม2 พิจารณากฎหมาย 15 ฉบับ ของประชาชน 183 เรื่อง

สว.ปีแรกเทอม2 พิจารณากฎหมาย 15 ฉบับ ของประชาชน 183 เรื่อง

สว.ปีแรกเทอม2 พิจารณากฎหมาย 15 ฉบับ ของประชาชน 183 เรื่อง

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

สว.ปีแรกเทอม2 พิจารณากฎหมาย 15 ฉบับ ของประชาชน 183 เรื่อง พร้อมรับทราบพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภา 11 เม.ย.นี้

9 เม.ย.2568 การประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม ได้กล่าวถึงผลงานของวุฒิสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ถึง 10 เมษายน 2568 โดยมีการประชุมวุฒิสภา 29 ครั้ง ใช้เวลาในการประชุม 166 ชั่วโมง มีการปรึกษาหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ตามข้อบังคับข้อ 18 จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหารือ 183 เรื่อง ใช้เวลาในการหารือ 13 ชั่วโมง 5 นาที 

ส่วนผลดำเนินงานด้านกฎหมาย  มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ 15 ฉบับ ประกอบไปด้วย วุฒิสภาเห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎร 8 ฉบับ , แก้ไขเพิ่มเติมจากที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไข 1 ฉบับ , และวุฒิสภาเห็นชอบกับคณะกรรมการร่วมร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการร่วมกัน ซึ่งระงับยับยั้ง 1 ฉบับ 

วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมจากที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย  ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการร่วมกัน 1 ฉบับ , วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมรอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 1 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในวาระที่สองชั้นกรรมาธิการ 3 ฉบับ , พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด 1 ฉบับ การพิจารณาพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา 1 ฉบับ 

นอกจากนี้ยังมีผลการดำเนินงานการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ทั้งการตั้งกระทู้ถามจำนวน 95 กระทู้ การพิจารณา รายงานของกรรมาธิการ 8 เรื่อง พิจารณาเสร็จสิ้นหกเรื่องถอนสองเรื่อง การพิจารณาญัตติ 24 เรื่อง การพิจารณา รายงานประจำปีของหน่วยงานหรือองค์กร 29 เรื่อง และยังพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดใดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น  โดยให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่ง 6 คน โดยเห็นชอบจำนวน5คน ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม 2 เรื่อง

ในช่วงท้ายที่ประชุมวุฒิสภาได้รับทราบพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองปี 2568  ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2568 และจะเปิดอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้

‘วราวุธ’ แถลงผลงาน พม. 6 เดือน เดินหน้า เรือธง 9 ด้าน-ศรส.-ศบปภ. ดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง

'วราวุธ' แถลงผลงาน พม. 6 เดือน เดินหน้า เรือธง 9 ด้าน-ศรส.-ศบปภ. ดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง

‘วราวุธ’ แถลงผลงาน พม. 6 เดือน เดินหน้า เรือธง 9 ด้าน-ศรส.-ศบปภ. ดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

“วราวุธ” แถลงผลงาน พม. 6 เดือน ในรัฐบาลนายกฯอิ๊ง เดินหน้า เรือธง 9 ด้าน-ศรส.-ศบปภ. ดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง ย้ำ ขรก.-จนท. พม. อย่าเกียร์ว่าง ทำงานเต็มที่ แม้มีกระแสข่าวปรับ ครม.

วันที่ 9 เมษายน 2568 ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(รมว.พม.) แถลงผลงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในรอบ 6 เดือน (ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568) โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วม

นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้ครบ 6 เดือน หลังจากที่ได้แถลงนโยบายของกระทรวง พม.ไว้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 โดยมีวิสัยทัศน์คือ การทำให้คนไทยมีความมั่นคงในชีวิต และสวัสดิการที่เหมาะสม บนหลักการ “พม. หนึ่งเดียว” อีกทั้งประสานการขับเคลื่อนงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรระหว่างประเทศ โดยผลการดำเนินงานสำคัญนั้น เริ่มจากโครงการในพระราชดำริ ได้แก่ 1. โครงการจิตอาสาพัฒนาคลองเปรมประชากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พัฒนาคลองเปรมประชากรทั้งระบบ ซึ่งกระทรวง พม. ได้สนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง 2.การผลิตล่ามภาษามือตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งกระทรวง พม. ได้สนับสนุนเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้สถาบันการศึกษา (สถาบันราชสุดา และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต) จัดอบรมหลักสูตร 135 ชั่วโมง ให้กับผู้ปฏิบัติงานของศูนย์บริการคนพิการจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และหน่วยงานของคนหูหนวก รวมถึงประชาชนทั่วไป อีกทั้งพัฒนาทักษะล่ามภาษามือ ทำให้ปัจจุบันมีล่ามภาษามือที่จดแจ้งกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) 

และโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ 1.โครงการจัดหากายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการ 72,000 ชุด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยรัฐบาลได้ประกาศให้เป็น 1 ใน 10 โครงการสำคัญของรัฐบาลสวัสดิการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับกลุ่มคนพิการ 2.โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิสงเคราะห์ของสภากาชาดไทยและห้างแว่นท็อปเจริญ โดย 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้สูงวัยด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 2,400 คน 

สำหรับโครงการตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ โครงการเติมเงิน 10,000 บาท บรรเทาภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น กลุ่มเปราะบางที่ได้รับสิทธิ อาทิ กลุ่มคนพิการ ได้รับการโอนเงินสำเร็จไปแล้ว 2,100,000 คน อีกทั้งร่วมร่วมทำงานร่วกับหน่วยงานท้องถิ่นให้บริการออกบัตรให้กับคนพิการเพิ่มเติมกว่า 100,000 คน รวมถึงแจ้งให้คนพิการที่ยังไม่มีช่องทางรับเงินกว่า 30,000 คน ให้เร่งดำเนินการ ในขณะที่ ผู้สูงอายุได้รับการโอนเงินสำเร็จไปแล้วร่วม 2,800,000 คน และมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้สูงอายุที่โอนเงินไม่สำเร็จในรอบแรก อีก 150,000 คน 

ส่วน ปัญหาวิกฤตประชากร กระทรวง พม. มีศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เป็นกลไกการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเหตุด่วนทางสังคม โดย 6 เดือนที่ผ่านมา ศรส. มีการให้บริการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วม 78,000 กรณี โดยขอรับการช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม โทร. 1300 มากที่สุด ร่วม 70,000 กรณี  ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้ ความเป็นอยู่ และคนไร้ที่พึ่ง ขอทาน รวมถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทางกระทรวง พม. ได้เสนอ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติอนุมัติหลักการแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก” พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาบรรจุเข้าวาระที่ประชุม ครม. 
ขณะที่ปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ กระทรวง พม. มีศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยากลุ่มเปราะบางทั่วประเทศจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมภาคเหนือครั้งใหญ่ หรือน้ำท่วมภาคใต้ หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ผ่าน นอกจากนี้ ยังได้ทำการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า และจัดทำแผนการดำเนินงานรายจังหวัดและภาค 

อีกทั้งยังได้หารือร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อขอปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ทำให้ได้รับค่าถุงยังชีพเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเปราะบาง จากเดิมชุดละ 700 บาท เป็นไม่เกิน 1,000 บาท ต่อครอบครัว อีกทั้งยังร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ขับเคลื่อนงานทางสังคมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการพัฒนาแผนที่เสี่ยงภัย ที่แสดงข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบภัยพิบัติ เพื่อการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงทียิ่งขึ้น

สำหรับการเสริมพลังในการขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญ (Flagship Projec) หรือเรือธง 9 ด้าน เป็นการต่อยอดขยายผลจากนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 การยกระดับการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย ซึ่งกระทรวง พม. ได้ยกระดับศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ดำเนินการในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 8 แห่ง และจะขยายผลให้ครบตามเป้าหมาย 462 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล การพัฒนาแอปพลิเคชันในการกำกับดูแลเด็กปฐมวัยอีกด้วย 

ด้านที่ 2 ปรับปรุงโครงสร้างพื้น ฐานในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวง พม. ได้ดำเนินโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน จากเดิมมีเพียง 31 คน โดยภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา ได้เพิ่มขึ้น 311 คน ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล จำนวน 34,200 คน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สวทช. ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Nirun for community เพื่อติดตามและรายงานผลการปฏิบัติงานของผู้บริบาลฯ ซึ่งปัจจุบันเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 

ด้านที่ 3 การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเปราะบาง ซึ่งกระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในระดับจังหวัด  22 จังหวัด และในระดับพื้นที่ในนิคมสร้างตนเอง 25 แห่ง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 3 แห่ง และมีโครงการนิคม Next ที่ส่งเสริมการสร้างอาชีพทั้ง ด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และหัตถกรรม โดยสมาชิกในนิคมสร้างตนเอง 13 แห่ง มีรายได้เพิ่มขึ้น 8 ล้านบาท

ด้านที่ 4 พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยก้าวข้ามความพิการ สามารถอาชีพ มีรายได้ พึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการดำเนินโครงการผู้นำคนพิการที่สร้างแรงบันดาลใจ Top 10 แและได้ลงนาม MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในการพัฒนาทักษะคนพิการให้สามารถประกอบอาชีพได้ โดยที่ผ่านมาสามารถสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่ง อีกทั้งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอ ครม.

ด้านที่ 5 การสร้างหุ้นส่วนทางสังคม สู่สวัสดิการที่ยั่งยืน ซึ่งกระทรวง พม. ได้ผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และดำเนินโครงการเสริมพลังวัดพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นการสร้างหุ้นส่วนทางสังคม โดยมีวัดต้นแบบที่จัดสวัสดิการสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง

ด้านที่ 6 การขับเคลื่อนพันธกรณีระหว่างประเทศที่สำคัญ ซึ่ง 6 เดือนที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ผลักดันเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพของสตรี ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) และการคุ้มครองสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกระทรวงได้ส่งผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมการประชุมเยาวชนโลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ที่ประเทศโมร็อกโก อีกทั้งมีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อคุ้มครองเด็กอพยพหรือเด็กไร้สัญชาติอีกด้วย 

ด้านที่ 7 สื่อสารประชาสัมพันธ์ทางสังคมเชิงรุก เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นที่มีต่อกระทรวง พม. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เป็นที่พึ่งของประชาชน โดยสื่อสารสังคมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ เรื่องสิทธิ สวัสดิการ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง  พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของโฆษกกระทรวง พม. ในทุกระดับทั่วประเทศ 

ด้านที่ 8 การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสังคม ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น โดยมีหลักสูตรเฉพาะเกี่ยวกับงาน (Hard-skill) และทักษะที่สนับสนุนการปฏิบัติงาน (Soft-skills) รวมถึงมีหลักสูตรเพื่อสร้างผู้นำที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการพัฒนาบุคลากรให้เป็นนักพัฒนาสังคมมืออาชีพ

ด้านที่ 9 การพัฒนาระบบ พม. ดิจิทัล และฐานข้อมูล โดยมีโครงการ Digitize Data พม. เพื่อสร้างระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและใช้งานร่วมกัน ผ่านระบบเดียวทั้งกระทรวง , โครงการ Data-Driven พม. เพื่อพัฒนาชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สำหรับติดตามข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย และบูรณาการข้อมูลครัวเรือนเปราะบางเพื่อวางแผนและช่วยเหลือได้แบบครบวงจร และโครงการ Digital Shield พม. ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

สำหรับ Next step 6 เดือนถัดไป กระทรวง พม. ยังต้องขับเคลื่อนการพัฒนาทั้ง ศรส. ศบปภ. และพันธกิจสำคัญ (Flagship Projects) หรือ เรือธง 9 ด้าน ซึ่งงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นใน 6 เดือนต่อไป มีดังนี้ 1) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI Chatbot เพื่อจัดการข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูล และมพัฒนาข้อมูลสถิติแบบ Real time ในการจัดทำแผนบริหารการจัดการกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ภัยพิบัติระดับจังหวัด 2) การขยายผลศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ทั้งในและนอกพื้นที่นิคมสร้างตนเอง 3) การขยายผลโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุมทุกจังหวัด 4) การเร่งรัดขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้ โครงการนิคม Next พมจ. Next และราษฎรบนพื้นที่สูง Next 5) การขยายผลโครงการผู้นำคนพิการและจัดกิจกรรม Career Connect เพื่อเชื่อมโยงระหว่างคนพิการกับผู้ประกอบการ 6) การขยายผลโครงการเสริมพลังวัดพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ไปสู่วัดในทุกจังหวัด พร้อมทั้งดำเนินการไปสู่ศาสนสถานของศาสนาอื่นๆ 7) การจัดงาน Social Development Expo 2025 (SDx 2025) ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะมีการเปิดพื้นที่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จากประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 8) หลักสูตรการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาสังคมระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด โดยสถาบันพระประชาบดี และ 9) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบดิจิทัล เพื่อการบริการประชาชน พม. Smart และ MSO Logbook อีกทั้ง ขยายการใช้งานระบบคลาวด์ Cloud First Policy พร้อมยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

นอกจากพันธกิจสำคัญทุกด้านแล้ว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ยังคงปฏิบัติงานตามขอบเขตความรับผิดชอบอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ การดูแลและจัดการปัญหาคนเร่ร่อน ขอทาน ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้ที่พึ่ง และการประกาศพื้นที่สร้างสรรค์ให้แสดงความสามารถแทนการขอเงิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  รวมถึงการสร้างคนและสร้างเครือข่ายเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) และส่งเสริมบทบาทองค์กรภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (CSR) มากขึ้น

มติเอกฉันท์!‘ศาลรธน.’รับแก้ไขคำร้อง 92 สว. ยื่นสอบ‘ภูมิธรรม-ทวี’ปมคดีฮั้วเลือกสว.

มติเอกฉันท์!‘ศาลรธน.’รับแก้ไขคำร้อง 92 สว. ยื่นสอบ‘ภูมิธรรม-ทวี’ปมคดีฮั้วเลือกสว.

มติเอกฉันท์!‘ศาลรธน.’รับแก้ไขคำร้อง 92 สว. ยื่นสอบ‘ภูมิธรรม-ทวี’ปมคดีฮั้วเลือกสว.

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

มติเอกฉันท์!‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับแก้ไขคำร้อง 92 สว. สอบ‘ภูมิธรรม-ทวี’ปม‘ฮั้วเลือกสว.’ แต่ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว

9 เมษายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาหารือในคดีที่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสว.รวม 92 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ผู้ร้อง โดยกล่าวอ้างว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ

ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอเรื่องขอให้ตรวจสอบกระบวนการเลือกสว. พ.ศ.2567 ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสว. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว.ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่

เนื่องจากต่อมาพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ และสว.รวม 92 คน เข้าชื่อเสนอหนังสือขอส่งคำร้องเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2568 ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 รวมถึงเอกสารแนบท้ายคำร้อง โดยมอบอำนาจให้พล.ต.ต.ฉัตวรรษ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการใดๆ ทั้งปวงในคดีนี้แทนคณะสว. ทุกคนจนเสร็จการ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยไปยังผู้ถูกร้องทั้งสอง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์อนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง ฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 รวมถึงเอกสารแนบท้ายคำร้อง พร้อมส่งสำเนาคำร้องเพิ่มเติมคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้งสองตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 55 แต่ยกคำขอที่ให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพ.รป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 71 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ 2562 ข้อ 37,38,40 ไปยังผู้ถูกร้องทั้งสอง

นอกจากนี้รับทราบว่าพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ เป็นผู้มีอำนาจขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องหรือคำร้องเพิ่มเติม ยื่นบัญชีระบุพยานต่างๆ ยื่นคำร้อง ทำแถลงการเปิดและปิดคดี คำแถลง คำชี้แจง ให้การ ให้ถ้อยคำ หรือให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น ระเบิดความต่อศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินกระบวนพิจารณา หรือดำเนินการใดๆทั้งปวง ในคดีนี้ต่อผู้ร้องแทนคณะสว.ทุกคนจนเสร็จการ

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับตีความอำนาจหน้าที่รัฐสภาเสนอร่าง‘แก้ไขรธน.’

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับตีความอำนาจหน้าที่รัฐสภาเสนอร่าง‘แก้ไขรธน.’

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับตีความอำนาจหน้าที่รัฐสภาเสนอร่าง‘แก้ไขรธน.’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’รับตีความอำนาจ-หน้าที่รัฐสภาในการเสนอร่างแก้ไขรธน. สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน เผย‘อุดม รัฐอมฤต’ขอถอนตัว เนื่องจากเคยเป็น‘กรธ.’

9 เมษายน 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของประธานรัฐสภา ที่ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(2) กรณีที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 6 วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2568 ได้พิจารณาญัตติด่วนของนายเปรมศักดิ์ เพียยุระ  สมาชิกวุฒิสภา และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอให้รัฐสภาพิจารณามีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภากรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการลงมติในญัตติดังกล่าวที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นด้วยให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และวันที่ 21 มีนาคม 2568 ประธานรัฐสภาในฐานะผู้ร้องได้ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย 

ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้รัฐสภาจัดส่งสำเนารายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 เป็นพิเศษในวันที่ 17 มีนาคม 2568 ฉบับชวเลข  ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ซึ่งได้มีการจัดส่งสำเนารายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาต่อศาลรัฐธรรมนูญ 

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง เอกสารประกอบคำร้องและสำเนารายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วเห็นว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาและมีมติโดยเสียงข้างมากให้ส่งปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภาต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องที่ผู้ร้องเสนอ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าเป็นญัตติที่มีการเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และได้มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 มีคำสั่งรับคำร้องตามข้อ 2และ 3 กรณีที่นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอญัตติ และกรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอญัตติไว้พิจารณาวินิจฉัยและเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนดยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 นายอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขอถอนตัวออกจากการพิจารณาคดีนี้  เนื่องจากเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)และเคยให้ถ้อยคำหรือให้ความเห็นในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในคำวินิจฉัยที่ 5/2564 และที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาต

โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’

โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’

โลกจะวิบัติแล้ว! !‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอา‘กาสิโน’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

โลกจะวิบัติแล้ว พอเถอะเล่นเกมการเมือง!‘ไชยชนก’ลุกเปิดใจเข้มๆกลางสภาฯ ลั่น‘ลูกเนวิน-กรุณา’ไม่เอาด้วย‘กาสิโน-กม.อื่นที่ไม่เร่งด่วน’เท่าสารพัดภัยพิบัติธรรมชาติกร่อนทำลายโลก-ประเทศมหาอำนาจขึ้นภาษีเดือด’รุมเร้า แนะ‘ไทย’ถอยมาหนึ่งก้าว หยุดก่อนมองเรื่องพัฒนาลงทุน ขอระดมสรรพกำลังช่วยรักษา‘บุคลากร-ทรัพยากร’ประเทศ เพื่อผ่านวิกฤตนี้ให้ได้

9 เม.ย.2568 เวลา 13.25 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณาศึกษาผลกระทบและมาตรการรับมือจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เสนอโดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาดังกล่าวโดยพิจารณารวมกับญัตติด่วนด้วยวาจาที่มีหลักการทำนองเดียวกันอีกจำนวน 9 ญัตติ รวมเป็น 10 ญัตติ

นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นชี้แจงในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแผนการรับมือจากภัยพิบัติธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมทั้งภัยความมั่นคงจากสถานการณ์โลก ซึ่งถือเป็น1ใน10ญัตติที่ค่อนข้างแตกต่างจากญัตติอื่นที่มุ่งประเด็นไปที่กรณีการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ตอนหนึ่งว่า ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ตนขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีจากใจจริง การที่เราได้มีโอกาสอภิปรายเรื่องประโยชน์สำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยวันนี้ เครดิตต้องอยู่ที่นายกฯคนเดียว

สำหรับตนนายกฯได้โชว์วุฒิภาวะความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง นายกฯคือนายกฯของประเทศไทยอย่างแท้จริง นายกฯได้มองถึงความปลอดภัย และประโยชน์ของประชาชนชาวไทยก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว นายกฯตระหนักถึงข้อมูลที่ตนแม้จะเป็นนักการเมืองตัวเล็กๆคนหนึ่งไปนำเสนอจากใจด้วยความเป็นห่วง ตนขอฝากไปถึงนายกฯว่าตนให้คำสัญญา จากนี้เป็นต้นไปตนจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง สติปัญญาที่ตนมีเพื่อสนับสนุนนายกฯ ด้วยความสุจริตใจ ตราบใดที่นายกฯมองถึงประโยชน์ของประชาชนชาวไทยมาก่อนอย่างนี้ต่อไป

“ฉะนั้นด้วยความจริงใจ ผมขอประกาศในสภาฯอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าผมนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน และไม่ใช่แค่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆพ.ร.บ.หลังจากนี้ แม้กระทั่งพ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย อย่างนโยบายบ้านเกิดเมืองนอน ผมก็จะไม่พิจารณา เพราะสำหรับผมที่ศึกษามามันมีเรื่องที่เร่งด่วนกว่าอย่างมหาศาล หากท่านสงสัยว่าทำไมเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่อยู่จังหวัดบุรีรัมย์ที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลายที่สุด โดยหลายเหตุผลที่ท่านทราบ ผมที่ไม่เคยหิวแสง ผมที่ไม่เคยต้องการสัมภาษณ์ ไม่เคยตอบโต้กระทั่งที่โดนเข้าใจผิดโดยสังคม ทำไมต้องทำขนาดนี้ ขอให้ทุกท่านตั้งใจฟังข้อมูลต่างๆที่ผมรวบรวมสะสมมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อประชาชนชาวไทยทุกคน” นายไชยชนก กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไชยชนก ได้อภิปรายเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกเดือดจนน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย เกิดภาวะโลกร้อน การประทุของดวงอาทิตย์ส่งผลต่อภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว สึนามิ ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างผิดปกติจนต้องแจ้งระวังภัย เป็นต้น พร้อมกล่าวว่า สิ่งที่ตนพยายามจะนำเสนอนายกฯ เขาบอกตนว่าทุกคนจะมองเป็นเรื่องเกมการเมือง พอเถอะเกมการเมือง ซึ่งนายไชยชนก ได้อภิปรายไป ถอนหายใจไปเป็นระยะๆ ทั้งนี้ นายพิเชษฐ์ ในฐานะประธานการประชุม ได้ขอให้นายไชยชนก กระชับเนื้อหาเข้าสู่ประเด็น ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคเดียวกัน ลุกขึ้นชี้แจงว่า ญัตติดังกล่าวของนายไชยชนก แตกต่างจากญัตติอื่นที่เสนอเข้ามาพร้อมกัน ขอให้นายไชยชนก ได้อภิปรายในประเด็นภัยพิบัติ จากนั้นจะเข้าสู่ประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกต่อไป

แต่ทางนายไชยชนก ยังพยายามอภิปรายในเรื่องภัยพิบัติจากธรรมชาติ จนน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องภาษี ไม่ใช่อภิปรายญัตติแผ่นดินไหวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งประธานการประชุม วินิจฉัยว่า ญัตติของนายไชยชนก ค่อนข้างแตกต่างจากญัตติอื่น แต่ขอให้ผู้อภิปรายกระชับเข้าสู่ประเด็นเนื้อหา แต่น.ส.รักชนก ยังขอให้ประธานวินิจฉัยอีกครั้ง เพื่อชื่อเสียง และครอบครัวของผู้อภิปราย ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงน.ส.รักชนกว่า นายไชยชนก ได้ทำหน้าที่สส. ครอบครัวไม่ได้มาเกี่ยวด้วย อย่าพาดพิงไปถึงครอบครัวของผู้อภิปราย

จากนั้นนายไชยชนก ได้อภิปรายเข้าสู่เนื้อหาเกี่ยวกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา  ตอนหนึ่งว่า จากปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในนโยบายของนายโดนัลล์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เราต้องยอมรับในสถานการณ์ว่านี่เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่นายทรัมป์จะทำ เรื่องนี้มีแต่จะดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ขึ้นภาษีจีนมาถึงกว่า100เปอร์เซ็นต์ ขนาดประเทศแคนาดาที่เปรียบเสมือนเป็นประเทศเดียวกันกับอเมริกายังคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเราเป็นใคร ประชาชนจึงจำเป็นจะต้องได้ยินว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาของการพัฒนา การลงทุน หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลานี้เป็นเวลาที่เราไม่ควรจะก้าวไปข้างหน้า เวลานี้เราควรหยุด แล้วถอยมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาบุคลากรและทรัพยากรของประเทศไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันให้ได้ ตนขอให้เริ่มกันตั้งแต่วันนี้ ทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในแบบของตัวเอง ขอให้ไปพิจารณาตัวเองดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยเหลือประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายไชยชนก อภิปรายเสร็จ ได้มีเพื่อนสส.จากพรรคภูมิใจไทย เข้าไปสวมกอดให้กำลังใจนายไชยชนกด้วย แม้แต่กระทั่งน.ส.รักชนก ก็ได้เดินเข้าไปพูดคุยให้กำลังใจนายไชยชนกอีกด้วย

‘สมชาย’จี้‘สว.’ล้มกมธ.ศึกษาฯโชว์จุดยืนค้าน‘กาสิโน’ ฉะ‘แทงกั๊ก’หวังประโยชน์-รอต่อรอง

‘สมชาย’จี้‘สว.’ล้มกมธ.ศึกษาฯโชว์จุดยืนค้าน‘กาสิโน’ ฉะ‘แทงกั๊ก’หวังประโยชน์-รอต่อรอง

‘สมชาย’จี้‘สว.’ล้มกมธ.ศึกษาฯโชว์จุดยืนค้าน‘กาสิโน’ ฉะ‘แทงกั๊ก’หวังประโยชน์-รอต่อรอง

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘สมชาย’จี้‘สว.’ล้มกมธ.ศึกษา‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ โชว์จุดยืนค้าน‘กาสิโน’แท้จริง มองยังตั้งกมธ. เพื่อ‘แทงกั๊ก’ หวังประโยชน์-รอต่อรอง

9 เม.ย.2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอคัดค้านการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ของวุฒิสภา พร้อมขอให้ สว.แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรที่พ่วงกาสิโนหรือไม่

ทั้งนี้ จากที่ตนติดตามทราบว่ามี สว.ส่วนใหญ่ประกาศไม่สนับสนุนต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …ที่ครม. เสนอ ดังนั้นต้องแสดงความชัดเจนว่าจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน ไม่ใช่ตั้งเรื่องสงสัยเพื่อทำการศึกษา

“ผมมองว่าเป็นการแทงกั๊ก เพราะการตั้งกมธ.ศึกษาเรื่องใดๆ ของสภาฯ จากประสบการณ์ของผมคือการทำเรื่องเพื่อมาสนับสนุนสิ่งที่ฝ่ายการเมืองต้องการทำ ดังนั้นหาก สว.ชัดเจนว่าไม่เอา ต้องไม่ศึกษา และยกเลิกไปเลย แต่หากตั้งกมธ.ศึกษาเท่ากับว่าจะเอา ซึ่งขณะนี้มีคนออกมาคัดค้านจำนวนมาก สว.ยิ่งต้องแสดงความชัดเจน ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องแถลงยกเลิกและนำร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรออกจากวาระของสภาฯ ไม่ใช่คาไว้เพื่อรอทีเผลอเพื่อต่อรองผลประโยชน์ รอเวลาให้การต่อรองลงตัว” นายสมชาย กล่าว