The 1 Exclusive จับมือ เซ็นทรัลพัฒนา และสตาร์บัคส์จัด Starbucks Hand Brew Workshop พร้อมสิทธิพิเศษตลอดปี

The 1 Exclusive จับมือ เซ็นทรัลพัฒนา และสตาร์บัคส์จัด Starbucks Hand Brew Workshop พร้อมสิทธิพิเศษตลอดปี

The 1 Exclusive จับมือ เซ็นทรัลพัฒนา และสตาร์บัคส์จัด Starbucks Hand Brew Workshop พร้อมสิทธิพิเศษตลอดปี

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

The 1 Exclusive ผู้นำโปรแกรมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Wealth Segment ของ The 1 เดินหน้ามอบความพิเศษเพื่อสมาชิกคนสำคัญอย่างต่อเนื่อง ครบทุกไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ล่าสุด ได้ร่วมมือกับ เซ็นทรัลพัฒนา และ สตาร์บัคส์ ชวนสมาชิกสัมผัสศาสตร์แห่งการชงกาแฟในกิจกรรม Starbucks Hand Brew Workshop ณ ร้านสตาร์บัคส์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมรับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ Starbucks Special Gift Set, ส่วนลด 10% สำหรับสินค้าเมล็ดกาแฟ, VIA, Origami และอุปกรณ์ทำกาแฟภายในวันงาน เป็นต้น 

นอกจากนี้ สมาชิก The 1 ยังสามารถใช้คะแนนแลกส่วนลดที่ร้านสตาร์บัคส์ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ (จำนวน 55 สาขา) โดยทุก 1,000 คะแนน ใช้เป็นส่วนลด 100 บาท และรับคะแนนสะสม The 1 จำนวน 1 คะแนน ทุกการใช้จ่าย 50 บาท ขณะที่สมาชิก The 1 Exclusive จะได้รับคะแนน 2 เท่า เมื่อช้อปสะสมครบ 10,000 บาท/เดือน (จำกัดสูงสุด 800 คะแนนต่อสมาชิก) เพียงลงทะเบียนก่อนใช้สิทธิ์ และแจ้งหมายเลขสมาชิก The 1 APP ก่อนชำระเงิน

สมาชิก The 1 Exclusive สามารถติดตามประสบการณ์เหนือระดับและสิทธิพิเศษจากสตาร์บัคส์ และแบรนด์พาร์ทเนอร์กว่า 1,000 แบรนด์ ได้ตลอดทั้งปี บน The 1 APP เท่านั้น!

YUZU GROUP คว้ารางวัลระดับ Gold Winners สาขา Loyalty & Reward เวที MarTech Innovation Awards 2025

YUZU GROUP คว้ารางวัลระดับ Gold Winners สาขา Loyalty & Reward เวที MarTech Innovation Awards 2025

YUZU GROUP คว้ารางวัลระดับ Gold Winners สาขา Loyalty & Reward เวที MarTech Innovation Awards 2025

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.13 น.

รางวัลแห่งความภาคภูมิใจของ บริษัท ส้มพาสุข จำกัด หรือ YUZU GROUP (ยูซุ กรุ๊ป) ผู้นำเชนร้านอาหารระดับพรีเมียมชื่อดังของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Taste The New Boundary…ทุกมื้อของคุณ คือโอกาสสร้างสรรค์ของเรา” นำโดย นายปรมินทร์ เปรื่องเมธางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง YUZU GROUP ขึ้นรับรางวัลระดับ Gold Winners ในสาขา Loyalty & Reward รางวัลสร้างความผูกพันลูกค้ายอดเยี่ยม ร่วมกับแบรนด์ ChocoCRM  ผู้เชี่ยวชาญด้าน CRM และการตลาดดิจิทัล โดยมี ดร.ธราภุช จารุวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไอพีจี มีเดีย แบรนด์ส ประเทศไทย (IPG Mediabrands Thailand) เป็นผู้มอบรางวัล ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ปัจจุบัน YUZU GROUP มีแบรนด์ในเครือทั้งหมด 12 แบรนด์ ได้แก่ 1) Yuzu Omakase 2) Yuzu Suki 3) ป.เจริญ 4) Yuzu Ramen 5) Yuzu Honey 6) Thai Thai 7) Kogoro Katsu 8) Chicken Club Thailand  9) KOROTA โค-ร-ต  10) เนื้อนาบุญ Nuer Na Boon 11) Yuzu Yakiniku และ 12) “Duri Buri” คิดรวมทั้งสิ้น 29 สาขาในประเทศไทย และ 4สาขาในต่างประเทศ

โดยแบรนด์ภายใต้เครือ YUZU GROUP สามารถสร้าง Customer Engagement ได้สูงถึง 40% และต่อยอดรายได้ผ่าน Upselling & Cross-selling ระหว่างแบรนด์ในเครือ จากการขยายความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ในเครือให้ลูกค้าสามารถสะสมแต้มและรับสิทธิพิเศษได้ข้ามแบรนด์ ผ่านระบบสะสมแต้ม 2 กระเป๋า ทั้ง Coins สำหรับแต่ละแบรนด์ และ Diamonds ที่คำนวณจากยอดใช้จ่ายรวมในเครือ และยังสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แม้ไม่ได้มาใช้บริการที่หน้าร้านผ่านกิจกรรม Gamification บน LINE OA การสร้าง Loyalty จากการนำเทคโนโลยีทางการตลาดดิจิทัลมาจากแบรนด์ ChocoCRM

รางวัลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ YUZU GROUP สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ทำให้ลูกค้าเก่ามีความผูกพัน หรือการปรับแต่งบริการที่ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภายนอก) และมีเกณฑ์การตัดสินรางวัล แบ่งเป็น Creativity & Innovation 10%, Marketing, Efficiency 30%, Implementation 30%, Data Integration 20% และ New S-Curve 10% 

สำหรับงาน MarTech Expo 2025 เป็นมหกรรมเทคโนโลยีการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่ 1 ปีมีครั้งเดียว! SC ASSET Presents MarTech Expo 2025 จัดขึ้นปีนี้เป็นครั้งที่ 3 เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้ธุรกิจไทยก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเป็นงานที่รวมเครื่องมือ กลยุทธ์ นวัตกรรมล่าสุดของเทคโนโลยีการตลาด (Marketing Technology: MarTech) ไว้ในที่เดียว! นำเสนอผ่านแนวคิด Exploring the Power มุ่งเน้นพลังอันทรงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการตลาด หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยกระดับและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในยุคดิจิทัล

เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ ROYAL IVY REGATTA x ENZO T. ดึงนักแข่งรถฟอร์มูล่า เอ็นโซ่ ธารวณิชกุล ร่วมสร้างสีสันวงการแฟชั่น

เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ ROYAL IVY REGATTA x ENZO T. ดึงนักแข่งรถฟอร์มูล่า เอ็นโซ่ ธารวณิชกุล ร่วมสร้างสีสันวงการแฟชั่น

เปิดตัวคอลเลกชั่นพิเศษ ROYAL IVY REGATTA x ENZO T. ดึงนักแข่งรถฟอร์มูล่า เอ็นโซ่ ธารวณิชกุล ร่วมสร้างสีสันวงการแฟชั่น

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.13 น.

Royal Ivy Regatta แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ American Elegance สะท้อนบุคลิกภาพความเป็นผู้นำและสง่างาม สร้างสรรค์ ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการแฟชั่น ด้วยการจับมือกับ เอ็นโซ่ สุภาวีระ ธารวณิชกุล นักขับรถฟอร์มูล่าดาวรุ่งที่กำลัง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก สร้างสรรค์คอลเลคชั่นพิเศษ ROYAL IVY REGATTA x  ENZO T. ในคอนเซ็ปต์ “Elegance in Motion” สะท้อนความสง่างาม ความฝันของคนรุ่นใหม่ และพลังแห่งมอเตอร์สปอร์ต

โดยภายในงานเปิดตัว ROYAL IVY REGATTA x ENZO T. ได้รับเกียรติจากเซเลบผู้รักความเร็วและกีฬามอเตอร์สปอร์ต อาทิ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, ครอบครัว “พีท ทองเจือ”มิย่า-โรเตอร์”,โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม, นิกกี้- ณฉัตร จันทพันธ์,  มะปราง-อลิสา ขุนแขวง, หญิง-อาณดา ประกอบกิจ, ตู – ต้นตะวัน ตันติเวชกุล, เพิร์ธ-ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร และอีกมากมาย

คอลเลกชั่น Royal Ivy Regatta x ENZO T.  คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความคลาสสิกกับพลัง ความมั่นใจ และความเร็ว ของกีฬามอเตอร์สปอร์ต สะท้อนออกมาเป็นสไตล์ที่ร่วมสมัย เรียบง่าย แต่ทรงพลังดีไซน์ของคอลเลกชั่น สะท้อนถึงตัวตนของเอ็นโซ่ และความหลงใหลในโลกแห่งความเร็ว ผ่านรายละเอียดที่เปี่ยมไปด้วย ความหมาย ไม่ว่าจะเป็น เลข 8 หมายเลขประจำตัวที่ใช้แข่งขัน ลายเซ็นต์อันเป็นเอกลักษณ์ ลายเส้นของชุดแข่ง และลวดลายธงตารางหมากรุก ที่ถูกนำมาตีความใหม่ ให้ดูทันสมัย และลงตัวกับสไตล์ที่เรียบหรูของ Royal Ivy Regatta โทนสีหลักของคอลเลกชั่นนี้เน้นสีกรมท่า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Royal Ivy Regatta สีออฟไวท์ที่สง่างาม สีแดง ดำ ที่สะท้อนถึง ความเร็ว และพลัง ทำให้ทุกชิ้นดูพิเศษและเปี่ยมด้วยความหมายเมื่อสวมใส่

นอกจากนั้นยังมีทั้งเสื้อ T-Shirt เสื้อเชิ้ต  กางเกง แจ็คเก็ต รองเท้าและหมวก ที่สามารถนำมา มิกซ์แอนด์แมตช์ ได้อย่างหลากหลาย เหมาะกับทุกโอกาส ตั้งแต่ลุคสบายๆ ในวันพักผ่อน ไปจนถึงลุคทางการในโอกาสสำคัญเป็นคอลเลกชั่นที่ผสมผสานความเรียบหรู กับความเป็น Sport อย่างลงตัว ด้วยสีแดง ลวดลายโมโนแกรม ของธงหมากรุก และลายเซ็นต์ของเอ็นโซ่ ทุกไอเท็มได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ทั้งคุณภาพ เนื้อผ้าและรายละเอียดการตัดเย็บที่ประณีต ของ Royal Ivy Regatta เสริมให้ ผู้สวมใส่ดูมีสไตล์โดดเด่น สง่างาม

เอ็นโซ่ สุภาวีระ ธารวณิชกุล

เอ็นโซ่ สุภาวีระ ธารวณิชกุล กล่าวว่า “เป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจมากครับ ผมเองก็ชอบแฟชั่นในสไตล์เรียบ หรู ดูเท่ ที่ตรงกับ แบรนด์ ROYAL IVY REGATTA ซึ่งเป็นแนว American Elegance เรามีความต้องการเหมือนกัน คือสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในระดับโลก เป็นคอลเลกชั่นที่ลงตัวมาก ๆ มีหลาย look สามารถนำมา mix and match ได้ในหลาย ๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ วันซ้อม หรือวันที่ต้องการความเป็น formal ผมหวังว่าทุกคนจะชอบครับ”

จับจองคอลเลกชั่นพิเศษ ROYAL IVY REGATTA x  ENZO T. ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน ROYAL IVY REGATTA สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และที่ร้าน ROYAL IVY REGATTA   ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ www.royalivyregatta.com 

คุณแหน : 8 เมษายน 2568

คุณแหน : 8 เมษายน 2568

คุณแหน : 8 เมษายน 2568

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.53 น.

●● ถึงเวลากลับตาลปัตร จากกรณีอาคารสำนักงานสตง.แห่งใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบริเวณสวนจตุจักรถล่มจากแรงแผ่นดินไหวในพม่าที่ผ่านมา สตง.เป็นหน่วยงานที่น่าสะพรึงกลัวในสายตาของหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึง อบจ.และ อบต.ทั่วประเทศ…อบต.รุกตรวจโครงการ “เสาไฟกินรี”, “สนามฟุตซอลใน ตจว.”, “ถนนลาดยางแอสฟัลต์สู่แดนสนธยา” ฯลฯ บัดนี้เกมส์เชนจ์กลายเป็นทั้งแผ่นดินย้อนมารุกไล่ สตง. ขอตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลอาคารสตง. วันนี้เราฟังความเห็นเรื่องนี้จาก 2 อดีตข้าราชการระดับสูง สตง. คือ ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล อดีตประธานกรรมการ และ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าฯสตง. โดยอดีตประธานฯว่า สตง. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั่วไป งานจะตึงตัวมากโดยเฉพาะระยะหลังมีงานเกี่ยวกับไฮเทคและเอ็นจิเนียร์ทำให้ขาดบุคลากรเฉพาะด้าน ในเวลาจำกัดต้องพึ่งพาเอาท์ซอร์ส และสำหรับการสร้างอาคารนี้นัยว่าเป็นเทคนิคใหม่ระดับสากล ซึ่งเชื่อกันว่าปลอดภัยสูงรองรับอุบัติภัยได้ เกิดเหตุเช่นนี้จำเป็นต้องเปิดกว้างให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบได้… ส่วนท่านอดีตผู้ว่าฯกล่าวถึงยุคท่านได้ลงมติเลือกที่ดิน ร.ฟ.ท.ผืนนี้ เพราะต้องการให้สตง. มีที่ทำการใหม่เหมาะสมสามารถรองรับกำลังพลสมเป็นหน่วยงานตรวจสอบสำคัญ แต่เมื่อเกิดเหตุโดยตรงกับอาคาร สตง. ก็ควรที่จะมีหน่วยงาน อาทิ กรมบัญชีกลาง เข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียด…

●● หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว นอกจากอาคารกำลังก่อสร้างของ สตง.ถล่ม เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ มีคนงานเสียชีวิตเป็นจำนวนมากแล้ว อาคารสูงหลายแห่ง ปูนแตกร้าว และมีความเสียหายเกิดขึ้นมากมาย เบื้องต้นไม่ทราบว่ากระทบต่อโครงสร้างตึก ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นิติบุคคลของอาคารหลายแห่ง จึงประกาศ ไม่ให้ผู้พักอาศัยเข้ามาในตัวอาคารหลายวัน จนกว่า ผลการตรวจสอบของคณะวิศวกรโครงสร้างยืนยันว่า อยู่ได้ปลอดภัย… อย่างคอนโดฯของ โซไรดา ซาลวาลา ประธานมูลนิธิเพื่อนช้าง พอกลับมาจากต่างจังหวัด รีบบึ่งรถมาดูคอนโดฯที่อยู่ในกทม. นิติบุคคลบอกต้องซ่อมแซมขอเวลา 1 สัปดาห์ ถึงจะพร้อมเข้าพักได้…ภัยพิบัติครั้งนี้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า…

●● ม.ร.ว.จิราวดี จุฑาสมิต ฝากขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่กรุณาไปร่วมฟังการสวดพระอภิธรรมศพ ดร.สุชาติ สามีพร้อมทั้งร่วมทำบุญด้วย มา ณ โอกาสนี้…

●● หรรษา พันธุ์พิมานมาศ กับคู่ชีวิต ฉลองสมรสพระราชทานมาครบ 28 ปี มีลูกสาวคนเดียว ท.พญ.นนทรี จบจากธรรมศาสตร์ มาร่วมฉลองด้วยอย่างอบอุ่น…

●● อำนวยพร ชลมงคลกุล ช่วงนี้เดินทางขึ้นล่อง อุดรฯ-กทม. บ่อยมาก เพื่อดูแลคุณแม่ที่ป่วย แอดมิทอยู่โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์…

●● ควันหลง จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะที่ผ่านพ้นไปแล้ว ความสนใจส่วนใหญ่ตลอดจนข้อวิพากษ์วิจารณ์จะพุ่งตรงที่การอภิปรายของฝ่ายค้านและการลุกขึ้นชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล ผู้อาวุโส พล.ต.ศรชัย มนตริวัต อยากเบนความสนใจให้เห็นบทบาทและความสำคัญของผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวาระดังกล่าวด้วย เริ่มที่ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา; พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่ 1, และ ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่ 2 ต้องถือว่าทั้ง 3 ท่านต่างทำหน้าที่อย่างแข็งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านวันนอร์ได้รับคำชมจากผู้อภิปรายฝ่ายค้านว่าทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ส่วนท่านรองคนที่ 1 ต้องถือว่าทำคะแนนดีมาตลอดจวบจนเจอหัวข้ออภิปรายร้อน “IO” ของกองทัพ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดเซนซิทีฟ ดุจนักกายกรรมไต่ลวด ถ้าปล่อยให้หลุดโลกก็อาจถึงโหวตปิดประชุมจึงจำเป็นต้องออกมาแตะเบรกไม่ให้ถึงจุดเดือด ส่วนท่านรองฯ ภราดร ปริศนานันทกุล ด้วยอายุอันอ่อนวัย จน FC ออกปากว่าไม่เคยเห็นประธานที่ประชุมแฮนด์ซั่มเช่นนี้ แต่กระนั้นรับรองท่านทำหน้าที่แข็งใน โดยเฉพาะฉากทัศน์ที่ท่านพยายามปรามฝ่ายค้านแล้วไม่เชื่อฟัง ท่านถึงกับลุกขึ้นยืนเพื่อจะใช้กฎข้อบังคับพร้อมขับ สส. ออกนอกสภาทันที…จึงมีเสียงชื่นชมติดตามมาเป็นระยะๆ !!…●●

บารอนเนส

‘บิล เบนสลีย์’ อาร์ติสต์ระดับโลก จับมือ ‘จิม ทอมป์สัน’ กับซีรีส์อีเวนต์ศิลปะครั้งใหญ่เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์

‘บิล เบนสลีย์’ อาร์ติสต์ระดับโลก จับมือ ‘จิม ทอมป์สัน’ กับซีรีส์อีเวนต์ศิลปะครั้งใหญ่เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์

‘บิล เบนสลีย์’ อาร์ติสต์ระดับโลก จับมือ ‘จิม ทอมป์สัน’ กับซีรีส์อีเวนต์ศิลปะครั้งใหญ่เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บิล เบนสลีย์ (Bill Bensley) สถาปนิก ดีไซเนอร์ และนักอนุรักษ์ชื่อดัง ร่วมกับ จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย จัดซีรีส์อีเวนต์ครั้งใหญ่ “Call of the Cardamoms” ที่กรุงเทพฯ จัดเต็มกับโปรเจกต์ศิลปะหลากหลายแขนงเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ผืนป่า คาร์ดามอม ประเทศกัมพูชา หนึ่งในป่าดงดิบขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเตรียมเดบิวต์คอลเลกชัน Bill Bensley x Jim Thompson ทั้งสินค้าแฟชั่นและผ้าตกแต่งบ้าน ซึ่งจะเผยโฉมในปี 2569

ซีรีส์อีเวนต์ที่จัดขึ้นถึง 4 วันเต็มระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้โชว์เคสศิลปะหลากมิติผ่านกิจกรรมอันน่าทึ่ง ชวนผู้คนในแวดวงศิลปะและแฟชั่น มาเข้าใจการอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ ดินเนอร์การกุศลสุดพิเศษที่รวบรวมเหล่าคนดังและผู้สนับสนุนมาร่วมระดมทุนให้แก่องค์กรด้านการอนุรักษ์ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงมิวสิคัล “Silk Road Chronicle” โดย Junkyard Theater, แฟชั่นโชว์ครั้งแรกของบิล เบนสลีย์ และคลาสศิลปะที่นำสอนโดยบิล เบนสลีย์ ร่วมกับศิลปินอีก 22 ท่านที่มาร่วมงานใหญ่ในครั้งนี้จากทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ บิล เบนสลีย์ ได้นำผลิตภัณฑ์ผ้าตกแต่งของจิม ทอมป์สันไปใช้ในโปรเจกต์โรงแรมมากมาย ซึ่งการจับมือกันในครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตจากงานตกแต่ง สู่โลกแฟชั่นและการจัดแสดงศิลปะในรูปแบบอื่นๆ  เพื่อรังสรรค์สิ่งใหม่จากความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตและการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของบิล เบนสลีย์ โดยซีรีส์อีเวนต์ศิลปะครั้งนี้นับเป็นทีเซอร์สำหรับคอลเลกชันสุดยิ่งใหญ่ที่หลายคนตั้งตารอในปี 2569

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับจิม ทอมป์สัน หนึ่งในแบรนด์สุดไอคอนิกของเมืองไทย ที่ผ่านมาผมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผ้าของแบรนด์กับโปรเจกต์ดีไซน์มากมาย การได้ครีเอตคอลเลกชันแฟชั่นที่สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของผม” บิล เบนสลีย์ กล่าว

นันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด จิม ทอมป์สัน กล่าวเสริมว่า “การร่วมงานกับบิล เบนสลีย์ เป็นสิ่งที่พิเศษมากๆ บิลได้นำวิธีคิดนอกกรอบมาพลิกโฉมผลิตภัณฑ์ผ้าเปี่ยมเรื่องราวของเรา ให้กลายเป็นผลงานที่มีสีสัน โดดเด่นด้วยลายพรินต์สัตว์ป่าอันงดงาม พร้อมถ่ายทอดศิลปะสุดล้ำที่เข้ากับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าทึ่ง จิม ทอมป์สัน ให้ความสำคัญกับการรักษามรดกทางศิลปะและงานหัตถศิลป์ การร่วมมือกันในครั้งนี้ช่วยสะท้อนความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทั้งธรรมชาติผ่านงานฝีมืออันล้ำค่า”

ในอีเวนต์ครั้งนี้ จิม ทอมป์สัน ยังได้จัดนิทรรศการศิลปะจัดวางที่ Four Seasons ART Space by MOCA Bangkok โดยนำผ้าตกแต่งบ้านอัปไซเคิลมารังสรรค์เป็นชิ้นงานสุดครีเอต พร้อมยังมีการสาธิตการทอผ้าด้วยมือบนเครื่องทอขนาดใหญ่โดยช่างฝีมือของจิม ทอมป์สัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์งานฝีมือและการสร้างศิลปะอย่างยั่งยืนของแบรนด์

จากความสำเร็จและผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมของซีรีส์ Call of the Cardamoms วงการศิลปะและแฟชั่นต่างตั้งตารอปรากฏการณ์สุดพิเศษจากคอลเลกชัน Bill Bensley x Jim Thompson ในปี 2569 อย่างใจจดใจจ่อ

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ตอกย้ำองค์กรแห่งความยั่งยืน เปลี่ยนขวดพลาสติก สู่ประติมากรรมรักษ์โลก ‘ไนน์’

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ตอกย้ำองค์กรแห่งความยั่งยืน เปลี่ยนขวดพลาสติก สู่ประติมากรรมรักษ์โลก ‘ไนน์’

เดอะไนน์ฯ พระราม 9 ตอกย้ำองค์กรแห่งความยั่งยืน เปลี่ยนขวดพลาสติก สู่ประติมากรรมรักษ์โลก ‘ไนน์’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

18 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นวันรีไซเคิลโลก (World Recycling Day)  เดอะไนน์ เซ็นเตอร์  พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้วัสดุให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมตอกย้ำองค์กรแห่งความยั่งยืนที่ดำเนินธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนกิจกรรมรักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนทุกมิติในการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล หรือ ESG ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ  ล่าสุดร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร สร้างสรรค์ประติมากรรมจากวัสดุรีไซเคิล นอกเหนือจากความสวยงามแล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ด้วยการนำขวดน้ำที่ใช้แล้วขยะที่พบเห็นได้ทั่วไป มาดัดแปลง แปรรูป สร้างสรรค์เติมชีวิตจนเกิดเป็น “ไนน์”  ประติมากรรมสุดคิ้วท์สีสันสดใส กลายเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของสายอาร์ตรักษ์โลก

สรัญญา เจริญศิริ  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า  “ไนน์” ตอบโจทย์ความเป็นศูนย์การค้าสีเขียว ทั้งการเป็นพื้นที่ Pet Friendly และมุ่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการนำขยะที่เกิดขึ้นภายในศูนย์ฯ มารีไซเคิล เป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของสายรักษ์โลก สอดคล้องกับพันธกิจหลักของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค  นอกจากการเปิดพื้นที่ให้บริการลูกค้าและผู้ประกอบการแล้ว  อีกบทบาทที่สำคัญคือทำประโยชน์เพื่อสังคม เช่นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เพื่อการเปิดโอกาสให้นิสิตมีพื้นที่แสดงผลงานของตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ถูกตีกรอบความสามารถแค่ในมหาวิทยาลัย  “เรามีพื้นที่พร้อมให้การสนับสนุน เพราะเด็กทุกคนมีความคิดสร้างสร้างมีศักยภาพในตัวเอง นอกจากนี้ยังได้ทักษะการเรียนรู้ขั้นตอนของการทำงานจริง”

ด้าน ผศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์  มศว. กล่าวว่า ทุกวันนี้โลกกำลังเผิชญกับปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น เราจะทำอย่างไรให้ขยะเหล่านี้กลับมาสร้างประโยชน์อย่างมีคุณค่า ประติมากรรมชิ้นนี้ คาดว่าจะสร้างความตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญของการลดปริมาณขยะ หรือความสำคัญของการนำสิ่งเหล่านี้กลับมาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น “ไนน์ ถือเป็นผลงานที่สองของความร่วมมือ  นิสิตได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาระหว่างทาง ทั้งการติดต่อประสานงานการคำนวนค่าใช้จ่าย รวมถึงการบริหารเวลาเพื่อส่งให้ทันตามกำหนด  ซึ่งภายในห้องเรียนไม่สามารถทำได้”

นครินทร์ โพธิ์แสน นิสิตปี 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาสื่อผสม มศว. ตัวแทนทีมนิสิตผู้ผลิตผลงาน กล่าวว่า แต่ละวันศูนย์การค้าฯ มีขยะเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะขวดน้ำ จึงเลือกขวดพลาสติกเป็นวัสดุของการทำประติมากรรม ซึ่งสามารถดัดให้เข้ากับโครงสร้างที่เป็นส่วนโค้งได้  ตอบโจทย์ที่ท้าทายการรีไซเคิ้ลขยะให้ออกมาให้เป็นงานศิลปะ“ผมชอบแนวคิดการนำขยะมาสร้างเป็นงานศิลปะระหว่างทางมันมีปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ ความท้าทายที่เกิดขึ้นคือความสนุกขอบคุณเอ็มบีเคที่ให้โอกาสพวกเราได้แสดงฝีมือครับ”

สำหรับ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เป็นคอมมูนิตี้มอลล์  ที่ถูกออกแบบให้เหมือนหมู่บ้านที่เน้นความเป็นธรรมชาติ อบอุ่น สะท้อนแนวคิด CLUB of NEIGHBOR คลับสำหรับเพื่อนที่รู้ใจ  ซึ่งตรงกับ “ไนน์”  สุนัขพันธุ์เฟรนช์บูลด็อก มีความขี้เล่น สดใส ร่าเริง และเป็นมิตร สื่อถึงการต้อนรับที่อบอุ่น  โดยการนำเสนอผ่านท่าทางที่ผ่อนคลาย  สะท้อนถึงความสบายใจและความไว้วางใจเช่นเดียวกับประสบการณ์ที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9  ได้มอบให้ทุกท่านและยังเป็นศูนย์การค้า พื้นที่ Pet Friendly ที่ต้อนรับคนรักสัตว์เลี้ยงอีกด้วย 

“ไนน์”  ประติมากรรมจากขวดน้ำพลาสติกกว่า 2,000 ขวด ขยะที่เกิดขึ้นภายในศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์พระราม 9 สะท้อนถึงการนำวัสดุรีไซเคิลมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ประติมากรรมชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความร่วมมือ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของการรักษ์โลกและการสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม ด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่สิ้นสุด 

ออกจากลูปปวดหลังซ้ำซาก ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

ออกจากลูปปวดหลังซ้ำซาก ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

ออกจากลูปปวดหลังซ้ำซาก ด้วยการรักษาที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปวดหลังซ้ำซาก รักษาอาการปวดหลังไม่ชนะสักที อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้น การรักษาด้วยการค้นหาสาเหตุของโรคอย่างแท้จริง จะทำให้คุณอาจออกจากลูปปวดหลังได้

อาการปวดหลัง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามวัฏจักรร่างกายของมนุษย์ แต่จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาการปวดหลังไปกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม บางรายเมื่อมีอาการปวดหลัง ใช้วิธีทานยาและทำกายภาพ สุดท้ายก็กลับมาปวดอีกเหมือนเดิม

การรักษาที่ต้นเหตุเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่ได้รักษาอาการปวดหลังที่ต้นเหตุ ก็จะติดอยู่กับการรักษาอาการปวดแบบเดิมๆที่ไม่สิ้นสุด ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การรับประทานยา การฝังเข็ม แต่ไม่มีวิธีใด ที่จะช่วยให้หายจากอาการปวดได้อย่างถาวร เหมือนติดอยู่ในลูปของความเจ็บปวดที่ไม่มีวันสิ้นสุด บางรายมีโรคแทรกซ้อนอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ซึมเศร้า อัมพฤกษ์ หรืออัมพาต

นายแพทย์ชุมพล  คคนานต์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า เนื่องจากอาการปวดหลัง มีสาเหตุจากหลายปัจจัย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดหลังแบบไหนเข้าขั้นวิกฤต ในเรื่องนี้ข้อมูลจากโรงพยาบาลเอสสไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย พบอาการปวดหลังเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ แต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถระบุได้ว่า อาการปวดเกิดจากอะไร บางครั้งอาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เช่นกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ปวดหลังรุนแรงจนต้องเข้าพบแพทย์ ซึ่งการหาสาเหตุของอาการ ปวดหลังนั้นมีหลายวิธีการตรวจด้วยเครื่อง X-ray และ MRI เป็นวิธีการหาสาเหตุที่แม่นยำและตรงจุด เพราะจะทำให้เห็นว่าข้างในร่างกายของเรามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ โดยส่วนใหญ่ที่พบจะเกิดจากหมอนรองกระดูก สันหลังปลิ้นกดทับเส้นประสาท,โพรงไขสันหลังตีบแคบ ข้อกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือ กระดูกสันหลังคดรวมถึงโรคอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง

การตรวจด้วยเครื่อง MRI จะต้องใช้ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กแรงสูง เพื่อให้ปลอดภัยต่อการ     ใช้งาน และด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคนิคของการออกแบบเครื่อง MRI ทำให้พื้นที่ของการสแกนแคบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัดและเกิดภาวะกลัวที่แคบได้ ทั้งนี้ การตรวจด้วยท่านอนอาจไม่พบความผิดปกติของรอยโรคในบางกรณี

ปัจจุบันเครื่อง MRI ที่มีอยู่ทั่วโลก ประมาณ 90% เป็นแบบอุโมงค์ ซึ่งต่างจากเครื่อง MRI แบบยืนที่มีจำนวนไม่มาก แต่ที่โรงพยาบาลเอส สไปน์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ได้  เล็งเห็นประโยชน์ของเครื่อง MRI แบบยืน จึงนำมาใช้ในการตรวจผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและตรงจุด แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะกลัวที่แคบ

“หมอเคยเจอเคสผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังและชาลงบริเวณเท้าขวา ซึ่งผู้ป่วยมีอาการนี้มาเป็นเวลา 1 ปี รักษาที่อื่นมาก็อยู่ในลูปเดิมๆ คือปวดหลังไม่จบไม่สิ้น แต่เมื่อมารักษาที่   เอส สไปน์ แพทย์จึงทำการเอ็กซเรย์ร่วมกับการทำ MRI ก็พบว่าผู้ป่วยมีหมอนรองกระดูกระหว่าง L4-L5 ปลิ้นกดทับตัวเส้นประสาท นอกจากนี้ ยังมีภาวะโพรงเส้นประสาทที่ตีบแคบด้วย ทำให้เส้นประสาท ถูกเบียดแทบจะสนิท ผู้ป่วยรายนี้เคยรักษาที่อื่นโดยใช้วิธีทานยาร่วมกับการทำกายภาพมาประมาณปีกว่า แต่มาที่รพ.เอส สไปน์ เราตัดสินใจใช้วิธีการผ่าตัดด้วยเทคนิค PSLD ปัจจุบันผู้ป่วยรายดังกล่าว อาการดีขึ้นตามลำดับซึ่งโดยรวมแล้วคิดเป็น 95%”  นายแพทย์ชุมพล กล่าว

ที่ผ่านมา โรงพยาบาล เอส สไปน์ คือโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง 7 ปี ผ่าตัดผู้ป่วยกระดูกสันหลังไปมากกว่า 12,000 เคส เพราะให้ความสำคัญในเรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือทางการแพทย์อย่างมาก เพราะเมื่อมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมการงานของแพทย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยทางโรงพยาบาลให้ความ สำคัญในการเลือกใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยี ในการรักษาก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับผู้ป่วยเป็นหลัก

นอกจากนี้ การหาข้อมูลการรักษาที่ถูกต้อง การพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จึงเป็นทางเลือกอีกวิธีหนึ่งที่จะทำคุณได้ทราบถึงสาเหตุของการรักษา การทำ X-ray และ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการปวดหลัง อย่างตรงจุด พร้อมวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้ คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ เหมือนกับการออกจากลูปของความเจ็บปวด ที่ช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิต ได้อย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดกลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณอีกต่อไป ทั้งนี้ ผู้มีปัญหาปวดหลังเรื้อรัง สามารถสอบถามเพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่โทร. 02 034 0808

โฉมใหม่ ‘AMANOR เชียงใหม่’ แรงบันดาลใจจาก ‘Butler’s Heart’ ที่ซึ่งความหรูหราผสานกับการบริการไร้ที่ติ

โฉมใหม่ ‘AMANOR เชียงใหม่’ แรงบันดาลใจจาก ‘Butler’s Heart’ ที่ซึ่งความหรูหราผสานกับการบริการไร้ที่ติ

โฉมใหม่ ‘AMANOR เชียงใหม่’ แรงบันดาลใจจาก ‘Butler’s Heart’ ที่ซึ่งความหรูหราผสานกับการบริการไร้ที่ติ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Manor Group (แมเนอร์ กรุ๊ป) จับมือ Unicorn Hospitality  รีแบรนด์ “โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่” พลิกโฉมสู่มาตรฐานใหม่ของความหรูหรา นำเสนอประสบการณ์การเข้าพักที่ผสมผสานความสง่างามของดีไซน์สมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์ของล้านนา และความอบอุ่นของบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบบัตเลอร์ส่วนตัว แรงบันดาลใจจาก “Butler’s Heart”  ของ มร. จอห์น ลิม ผู้ก่อตั้ง Manor Group เปิดประตูพร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทุกมุมโลกที่แสวงหาประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความประณีตและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล ภายใต้การนำของ Manor Group และการบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง Unicorn Hospitality ได้เข้าถึงหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  นั่นคือปรัชญาที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Butler’s Heart’ — แนวคิดค่านิยมที่หยั่งรากลึกอยู่ในใจของ มร. จอห์น ลิม ผู้ก่อตั้ง Manor Group ที่มีความชื่นชมในความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพของบริการบัตเลอร์ตั้งแต่วัยเยาว์ มร. ลิม จึงวาดภาพโรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ให้เป็นสถานที่ที่ความใส่ใจในรายละเอียดและการบริการอันพิถีพิถันมารวมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือระดับ

ชื่อ  “AMANOR”  สะท้อนถึงแนวคิดนี้ โดยมีรากศัพท์จากภาษาละติน “manere”  ซึ่งหมายถึงการพัก (stay) และการคงอยู่ (remain) แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรังสรรค์ประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและน่าจดจำ จนทำให้ผู้มาเยือนอยากกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

มร. จอห์น ลิม ผู้ก่อตั้ง Manor Group กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโรงแรมด้วยความตื่นเต้นว่า “เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ Unicorn Hospitality ในการรีแบรนด์ โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่ เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การบริการที่เหนือระดับ ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการบริการที่แท้จริง”

CEO ของ Unicorn Hospitality กล่าวเสริมว่า “การรีแบรนด์ โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ถือเป็นการเปิดบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา เราและ Manor Group ได้ร่วมกันออกแบบโรงแรมที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมล้านนา และถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของเชียงใหม่อย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ไม่ใช่เพียงพักที่สวยงาม แต่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง บริการของเราสะท้อนถึงความใส่ใจที่แท้จริง และเรามั่นใจว่านี่คือสิ่งที่นักเดินทางยุคใหม่กำลังมองหา”

โฉมใหม่ของ โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่  เป็นคำตอบของ “สุนทรียะแห่งการพักผ่อน” ที่ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่เข้ากับความหรูหราร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน ถักทอเรื่องราวเสน่ห์ของประเพณีเก่าแก่ให้เข้ากับประสบการณ์การเดินทางยุคใหม่ การออกแบบและแนวคิดด้านบริการยังสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และบรรยากาศที่งดงามราวบทกวี ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่พัก แต่เป็นจุดหมายของการเดินทาง ที่ซึ่งแขกจะได้รับการบริการที่เหนือกว่า ควบคู่ไปกับต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกช่วงเวลาที่  โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่ คือการดื่มด่ำไปกับเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากอดีตสู่ปัจจุบัน – เปิดประตูสู่การค้นพบและการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

ห้องดีลักซ์  สไตล์ร่วมสมัย ดีไซน์เรียบหรู พร้อมชุดเครื่องนอนสุดหรูและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่ออกแบบมาเพื่อให้แขกรู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่มองหาความพิเศษ, ห้องพรีเมียร์สวีท  ยกระดับการพักผ่อนไปอีกขั้น ด้วยพื้นที่กว้างขวางและอ่างอาบน้ำกลางแจ้งอันเป็นเอกลักษณ์ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งความสงบและความเป็นส่วนตัว และ  ห้องแมเนอร์สวีท  ที่สุดแห่งความหรูหราใจกลางเมือง ด้วยพื้นที่โอ่โถง ห้องน้ำหรูหราขนาดใหญ่พร้อมวอล์กอินโคลเซ็ต และรายละเอียดสุดประณีตที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

โฉมใหม่ อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ยังมาพร้อมกับการเปิดตัวห้องอาหารอิตาเลียน lumi (ลูมิ)  ด้วยแนวคิดด้านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานความประณีตแบบอิตาลีร่วมสมัยเข้ากับรสชาติของความเป็นไทยที่เหนือกาลเวลา ทำให้ “lumi” ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่คือ การเดินทางแห่งรสชาติ ที่จะนำพานักชิมไปสัมผัสถึงแก่นแท้ของสถานที่ ควบคู่ไปกับการเปิดรับรสชาติจากทั่วโลก ที่เชื่อมโยงความเป็นท้องถิ่นและสากลในทุกคำได้อย่างลงตัว

ร่วมเฉลิมฉลองการรีแบรนด์โรงแรม อะเมเนอร์ เชียงใหม่ กับ แพ็กเกจ Blue Lotus ที่จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วยการดื่มด่ำไปกับโลกแห่งการพักผ่อนอันหรูหรา 2 คืน ในห้องสวีทสุดพิเศษ พร้อมโปรแกรมการนวดผ่อนคลายสำหรับคู่รัก จิบค็อกเทลชมพระอาทิตย์ตกดินที่ อะไรซ์ รูฟท๊อป บาร์ (ARISE Rooftop Bar) และบริการรับ-ส่งที่สนามบินฟรี! สร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับและความทรงจำที่น่าประทับใจ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 สำรองห้องพักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.amanorhotels.com

asv ‘Sea you soon’ ปลุกฤดูร้อนให้มีชีวิตชีวา ในบรรยากาศชายฝั่งทะเล

asv ‘Sea you soon’ ปลุกฤดูร้อนให้มีชีวิตชีวา ในบรรยากาศชายฝั่งทะเล

asv ‘Sea you soon’ ปลุกฤดูร้อนให้มีชีวิตชีวา ในบรรยากาศชายฝั่งทะเล

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“Sea You Soon” เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ไปกับ asv (เอเอสวี) คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025 นำโดย พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group ที่จะพาสาวๆ ไปสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนกับบรรยากาศ ของชายฝั่งทะเลในฤดูร้อนอันสดใส และการเดินทางบนเรือสำราญ ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์จากห้วงเวลาของช่วงปี 1950 ทั้งสีสัน ความสนุกสนาน เสียงดนตรี และแฟชั่นสุดไอคอนิกของช่วงเวลานั้น ราวกับได้ท่องไปในภาพยนตร์คลาสสิก พร้อมแล้วที่จะพาสาวๆ  asv ร่วมออกเดินทางเพื่อสร้างความทรงจำสุดพิเศษในฤดูร้อนนี้

ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025 asv ยังคงเอกลักษณ์ของการออกแบบที่สวมใส่สบาย และมีความทะมัดทะแมง พร้อมแต่งเติมด้วยกลิ่นอายของแฟชั่นจากช่วงปี 1950 ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ อาทิ ชุดเดรสคล้องคอ (Halterneck Dress) ที่โดดเด่นด้วยดีเทลกระโปรงรูดวอลลุ่มช่วงสะโพก (Ruched Skirt) มินิเดรสแขนกุดกระโปรงอัดพลีท (Pleated Mini Dress) เสื้อเบลาส์คอเหลี่ยม (Square Neck Blouse)

นอกจากนี้ ยังมีไอเทมประจำฤดูร้อน อย่าง กระโปรงแบบผูก (Wrap Skirt) ในรูปแบบของเดรสเสื้อกล้าม และกระโปรง ที่สามารถนำไปแมทช์กับเสื้อรูปแบบต่างๆ ได้ ตลอดจนกางเกงทรงเทเปอร์ (Tapered Pants) และจัมป์สูท ที่เห็นได้จากคอลเลกชันที่ผ่านมาของ asv ถูกนำมาต่อยอดด้วยรายละเอียดของแฟชั่นในยุค 50s ทั้งวอลลุมที่ใหญ่กว่าเดิม และการตกแต่งด้วยโบ เพิ่มความเป็นผู้หญิง และความสนุกสนานในการแต่งตัว อีกทั้ง ยังสามารถนำไปแมทช์กับลุคอื่นๆ ได้ในทุกโอกาส

ไอเทมหลักของคอลเลกชั่นนี้ ได้นำกลิ่นอายและรายละเอียดจากเครื่องแต่งกายของกะลาสี อย่าง ปกเสื้อแบบ Johnny Collar และดีเทลการมัดปมที่แขนเสื้อ ขากางเกง และช่วงเอว นำมาปรับแต่งให้เข้ากับซิลูเอทอันเป็นเอกลักษณ์ของ asv อีกทั้ง ยังเพิ่มความพลิ้วไหว ด้วยเทคนิคการอัดพลีท และการแต่งระบาย หรือแม้แต่การนำเสื้อผ้าชิ้นเบสิก มาเพิ่มรายละเอียดการจับเดรป ตลอดจนการตกแต่งด้วยปิเกต์ และลูกไม้ มาช่วยเพิ่มสีสันในการแต่งตัวของสาวๆ asv ให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่นี้

asv นำเสนอโทนสีสดใสสำหรับช่วงฤดูร้อนอย่าง สีเหลือง (Empire Yellow) ที่ให้ความสดใส สีน้ำตาลในโทนที่แตกต่างกัน (Almond, Shell, Sand) รวมถึงสีที่ให้ความรู้สึกถึงท้องทะเลในช่วงเวลาต่างๆ ของฤดูร้อน อย่าง สีฟ้า (Morning Mist) สีเขียว (Ocean Wave) และสีม่วง (Pastel Lilac) ร่วมกับสีขาว สีดำ และสีน้ำเงิน ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายของกะลาสี พร้อมวัสดุพิเศษ อาทิ ผ้าคอตตอนฉลุลาย ผ้ากดลูกไม้ลายทาง (Stripe) ผ้าลายจุด (Polka Dot) ซึ่งเป็นลวดลายอันโดดเด่นจากยุค 50s ถูกนำมาออกแบบให้ทันสมัย และคงความคลาสสิกไว้ได้อย่างลงตัว

ภายในงานแฟชั่นโชว์ ณ River City Bangkok คับคั่งไปด้วยดาราและเซเลบริตี้  อาทิ  ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง, เอสเธอร์-สุปรีย์ลีลา, ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, เฌอปราง อารีย์กุล, พลอย หอวัง, ไอซ์-อมีนา กูล, ชาร์เลท-วาศิตา แฮเมเนา, ลิลลี่-ภัณฑิลา วิน ปานสิริธนาโชติ, ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์, มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร, มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, สายไหม-มณีรัตน์ ธรรมมณีวงศ์, เบสท์-ณิชชารีย์ และบุ๊ค-ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ, แพรว-เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค, ตูน-พิมพ์ปวีณ์ โคกระบินทร์, ปุยเมฆ-นภสร วีระยุทธวิไล, น้ำหนึ่ง สุทธิเดชานัย, เจน-รมิดา จีรนรภัทร, พรอยมน-มนสภรณ์ ชาญเฉลิม, ซิดนีย์-สุพิชชา สังขจินดา, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล, ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล, วง QRRA ฟ้อนด์ – ชัญญ่า – นิกี้ – ป๊อปเป้อ – ปาเอญ่า, วง VIIS ปลายฟ้า – ซอนญ่า -อะตอม – ธารา – เชียร์ ฯลฯ

พบกับ asv คอลเลกชัน Spring-Summer 2025 ได้ที่ร้าน asv ทุกสาขา ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ Website: http://www.asavagroup.com, Line Official: @asv_official, Lazada: https://bit.ly/AsvXLazada, Shopee: https://bit.ly/Asv_Shopee, และ Central Online: https://www.central.co.th/th/asv

แพทย์ทั่วเอเชียร่วมลงมติล่าสุด การผ่าคลอดส่งผลต่อภูมิต้านทาน และ เด็กผ่าคลอดควรได้รับนมแม่ที่มี “Synbiotic” เป็นองค์ประกอบ

แพทย์ทั่วเอเชียร่วมลงมติล่าสุด การผ่าคลอดส่งผลต่อภูมิต้านทาน และ เด็กผ่าคลอดควรได้รับนมแม่ที่มี “Synbiotic” เป็นองค์ประกอบ

แพทย์ทั่วเอเชียร่วมลงมติล่าสุด การผ่าคลอดส่งผลต่อภูมิต้านทาน และ เด็กผ่าคลอดควรได้รับนมแม่ที่มี “Synbiotic” เป็นองค์ประกอบ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ร่วมกับ ดานอน สเปเชียลไลซ์ นิวทริชั่น (ประเทศไทย) สนับสนุนความเข้าใจต่อการผ่าคลอด ในโอกาสเดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด

สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก และ ดานอน ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพมากว่า 125 ปี จัดงาน “เสริมภูมิต้านทาน เพื่อพัฒนาการเด็กผ่าคลอด” เพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจใน “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” โดยในงานนี้ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การผ่าคลอดและผลกระทบของการผ่าคลอด รวมถึงวิธีการช่วยลดผลกระทบของสุขภาพเด็กผ่าคลอดได้อย่างตรงจุดด้วยนมแม่ที่มีสารอาหารสำคัญอย่าง “Synbiotic” ที่คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วเอเซียได้ร่วมลงมติโดยอ้างอิงจากงานวิจัยทั่วโลก

การประชุมภายในงาน “เสริมภูมิต้านทาน เพื่อพัฒนาการเด็กผ่าคลอด” ได้กล่าวถึงข้อสรุปจากการร่วมลงมติล่าสุดโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วเอเชีย โดยเห็นตรงกันว่า การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้จากการผ่าคลอดอาจส่งผลกระทบต่อภูมิต้านทานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นมแม่ ซึ่งเป็นแหล่งโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็กทารก รวมถึงเด็กผ่าคลอดในช่วง 6 เดือนแรก โดยเฉพาะ “Synbiotic” ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นรากฐานภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดที่แข็งแรงในอนาคต

จากข้อมูลวิชาการทั่วโลกแพทย์จากทั่วเอเชียลงมติว่า “Synbiotic” ซึ่งประกอบด้วย Prebiotic และ Probiotic โดยเฉพาะ B. breve ที่พบในนมแม่ มีแนวโน้มช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ให้กลับคืนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพเด็กผ่าคลอดได้อย่างตรงจุด  

รองศาสตราจารย์ เรือเอก นายแพทย์ มานพชัย ธรรมคันโธ รองประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ฝ่ายสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ได้กล่าวถึงสถานการณ์การผ่าคลอดที่เพิ่มขึ้น โดยเปิดเผยว่าข้อมูลในปี 2565 พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการผ่าคลอดสูงถึง 40.9% (Multiple Indicator Cluster Survey 2022) ซึ่งแม่ผ่าคลอดส่วนใหญ่มักจะเริ่มให้นมแม่ได้ล่าช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของการผ่าคลอดซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิต้านทานและพัฒนาการทางสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผ่านการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 20 ล้านคน

รองศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ แพทย์หญิง ชนนิกานต์ วิสูตรานุกูล สาขาวิชาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ร่วมลงมตินี้ ยังได้เน้นย้ำว่าการผ่าคลอดส่งผลต่อภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดซึ่งเกิดจากการเสียสมดุลของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ของทารกและยังได้นำเสนอข้อมูลวิธีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กผ่าคลอด โดยเน้นย้ำว่านมแม่ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของนมแม่คือ “Synbiotic” ที่ช่วยคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพได้เร็วกว่าเมื่อไม่ได้รับ “Synbiotic” ซึ่งส่งผลต่อภูมิต้านทานและยังมีงานวิจัยที่พบว่า “Synbiotic” สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อ 5 โรคที่พบบ่อยในเด็กได้อีกด้วย

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ นายกสมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างภูมิต้านทานซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อพัฒนาการรอบด้าน นอกจากนี้ อาจารย์ยังนำเสนอแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าฟังได้นำไปปรับใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กผ่าคลอดได้อย่างเหมาะสม

เภสัชกรหญิง วิรัชดา สุทธยาคม ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้กล่าวถึงงานนี้ว่าที่ผ่านมาดานอนได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยและให้ความรู้ด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพเด็กผ่านความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชน งานนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อให้เด็กที่เกิดจากการผ่าคลอดได้รับการดูแลที่ดีที่สุด ทั้งด้านภูมิต้านทานที่แข็งแรงและพัฒนาการที่เหมาะสมในทุกๆช่วงวัย สะท้อนถึงพันธกิจของดานอนในการส่งมอบสุขภาพที่ดีด้วยอาหารให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด ดานอน ประเทศไทย จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการผ่าคลอดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ จาก Hi-Family Club ผู้สนใจสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์นี้ และสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าคลอดและวิธีการช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพเด็กได้ผ่านช่องทาง https://www.hifamilyclub.com/c-section/synbioticplus.html หรือเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/HiFamilyClub