ฝนถล่ม-น้ำท่วมเมืองหลวงดีอาร์คองโก ดับแล้ว 33 ศพ

ฝนถล่ม-น้ำท่วมเมืองหลวงดีอาร์คองโก ดับแล้ว 33 ศพ

8 เม.ย. 2568 05:33 น.

ฝนถล่ม-น้ำท่วมเมืองหลวงดีอาร์คองโก ดับแล้ว 33 ศพ

กรุงคินชาซา เมืองหลวงของดีอาร์คองโก กำลังเผชิญเหตุน้ำท่วมรุนแรง หลังเกิดฝนตกหนักทำให้แม่น้ำล้นตลิ่ง เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 33 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 7 เม.ย. 2568 ว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในกรุงคินชาซา เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ ซึ่งล่าสุดคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 33 ศพ

เมืองหลวงซึ่งมีประชากร 17 ล้านคนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนแม่น้ำคองโก หนึ่งในแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในโลกและกระจายไปทั่วประเทศ โดยฝนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแห่งนี้เพิ่มขึ้นสู่ค่าสูงสุดในรอบกว่า 6 ทศวรรษ จนหนึ่งในแม่น้ำสาขาล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ชาวบ้านต้องอพยพด้วยการเดินลุยน้ำ, ว่ายน้ำ หรือพายเรือแคนูประดิษฐ์เองไปยังที่ปลอดภัย

หลายพื้นที่ของกรุงคินชาซายังประสบปัญหาดินกัดเซาะ ซึ่งประธานาธิบดี เฟลิกซ์ ชีเซเกดี ออกมาเตือนหลายครั้งว่า วิกฤตสภาพอากาศกำลังทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

เหตุน้ำท่วมล่าสุดซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อช่วงข้ามคืนวันศุกร์และวันเสาร์ (4-5 เม.ย.) ทำให้บ้านเรือนจำนวนมากในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองหลวงแห่งนี้ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำ และกว่าครึ่งของ 26 เขตของกรุงคินชาซา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจุดที่กระทบหนักสุดคือพื้นที่ชานกรุง และย่านยากจน

นายคริสตอฟ โบลา ชาวบ้านท้องถิ่นในเขตเอ็นดานู ของกรุงคินชาซาระบุว่า พวกเขาเผชิญน้ำท่วมสูงถึง 1.5 ม. โดยตัวเขาเอาชีวิตรอดออกมาได้ ขณะที่ยังมีคนอื่นๆ ติดอยู่ในบ้าน

ขณะเดียวกันชาวบ้านคนอื่น บอกกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ และกล่าวหาพวกเขาว่าตอบสนองล่าช้าและไม่ส่งความช่วยเหลือมาอย่างเพียงพอ

เหตุน้ำท่วมยังทำให้ประชาชนในกรุงคินชาซาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากปั๊มบำบัดน้ำเสียถูกน้ำท่วม ถนนหลายสายรวมถึงเส้นที่เชื่อมต่อกับท่าอากาศยานนานาชาติ ก็ถูกน้ำท่วมจนรถวิ่งผ่านไม่ได้ เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์ที่เชื่อมกรุงคินชาซากับท่าเรือมาตาดี ท่าเรือหลักของประเทศ

พยากรณ์อากาศทำนายด้วยว่า จะมีฝนตกหนักในกรุงคินชาซาอีกตลอดช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เช่นเดียวกับที่เมืองโกมา ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งถูกกองกำลังฝ่ายกบฏยึดครองเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคเหนือกับตะวันออกเฉียงเหนือของดีอาร์คองโกก็จะมีฝนตกหนักเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับอิหร่าน หาทางทำข้อตกลงนิวเคลียร์

ทรัมป์เผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับอิหร่าน หาทางทำข้อตกลงนิวเคลียร์

8 เม.ย. 2568 04:59 น.

ทรัมป์เผย เตรียมเจรจาโดยตรงกับอิหร่าน หาทางทำข้อตกลงนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ เตรียมจัดการเจรจาโดยตรงกับอิหร่านในวันเสาร์นี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการทำข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของเตหะราน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในวันที่ 7 เม.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังจะจัดการหารือโดยตรงในวันเสาร์ที่ 12 เม.ย. 2568 นี้ เพื่อมองหาความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ของเตหะราน

นายทรัมป์กล่าวว่า การหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะอยู่ในระดับสูงมาก และเตือนด้วยว่า นั่นจะเป็นวันที่เลวร้ายมากๆ สำหรับอิหร่าน หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม โดนัลด์ ทรัมป์ พูดถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่าน หลังจากผู้นำสูงสุดของเตหะราน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ออกมากล่าวต่อสาธารณะ ปฏิเสธที่จะมีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ

การเปิดเผยเรื่องแผนการเจรจากับอิหร่านครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นหลังจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เดินทางเยือนทำเนียบขาวสหรัฐฯ เพื่อพูดคุยกับนายทรัมป์โดยตรง เรื่องกำแพงภาษี โดยนายเนทันยาฮูก็เคยพูดว่าจะโจมตีอิหร่านเพื่อหยุดไม่ให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจามากไปกว่านี้ รวมถึงรายละเอียดว่าการเจรจาจะดำเนินไปอย่างไร และจะมีเจ้าหน้าที่คนใดเข้าร่วมบ้าง

ฝ่ายอิหร่านยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประกาศล่าสุดของนายทรัมป์ แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (6 เม.ย.) นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านเห็นด้วยกับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่ต้องเป็นการพูดคุยผ่านช่องทาง “ไม่โดยตรง” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าแตะ 3,600 ศพ กองทัพ-กบฏสู้กันต่อแม้บอกหยุดยิง

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าแตะ 3,600 ศพ กองทัพ-กบฏสู้กันต่อแม้บอกหยุดยิง

8 เม.ย. 2568 02:18 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าแตะ 3,600 ศพ กองทัพ-กบฏสู้กันต่อแม้บอกหยุดยิง

การต่อสู้ในประเทศเมียนมายังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กองทัพรัฐบาลกับฝ่ายกบฏจะประกาศหยุดยิงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้แก่ปฏิบัติการช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหว

เมื่อ 7 เม.ย. 2568 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพรัฐบาลประกาศหยุดยิงเมื่อ 2 เม.ย. พวกเขายังคงดำเนินการโจมตีกองกำลังฝ่ายต่อต้านอย่างน้อย 14 ครั้ง นับจนถึงวันศุกร์ที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา

กองทัพรัฐบาลกับฝ่ายกบฏต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เปิดฉากโจมตีก่อน โดยฝ่ายกองทัพรัฐบาลกล่าวหากลุ่มกบฏ 2 กลุ่มที่ประกาศหยุดยิงไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตี ขณะที่หนึ่งในกลุ่มกบฏระบุว่า การต่อสู้ปะทุขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการโจมตีของฝ่ายกองทัพ

พลตรี ซอ มิน ตึน โฆษกสภากองทัพเมียนมา ออกแถลงการณ์ระบุว่า เราจะตอบสนองหากฐานทัพถูกโจมตีโดยไม่มีเหตุผล

ด้านนาย ฟอลเคอร์ เติร์ก เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดปฏิบัติการทางทหาร แล้วมุ่งสมาธิไปที่การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และรับประกันด้วยว่า องค์กรด้านมนุษยธรรมจะสามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยได้โดยไม่มีถูกขัดขวาง

ทั้งนี้ เมียนมาอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของนาง อองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ขณะที่กองกำลังฝ่ายต่อต้านกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ลุกฮือขึ้นทั่วประเทศ

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูด เมื่อ 28 มี.ค. 2568 กลุ่มพันธมิตรฝ่ายต่อต้านก็ประกาศหยุดยิงแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อเปิดทางช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อนที่ในวันที่ 2 เม.ย. กองทัพรัฐบาลจะประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 20 วัน จนถึงวันที่ 22 เม.ย.

แผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักใน 6 รัฐและภาคของเมียนมา โดยเฉพาะในภาคมัณฑะเลย์, ภาคสะกาย และกรุงเนปิดอว์ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 3,600 ศพแล้ว มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5,017 ราย และสูญหาย 160 คน

องค์การสหประชาชาติระบุว่า ปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมกำลังมีความคืบหน้าในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ปฏิบัติการกู้ภัยได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาในช่วงสุดสัปดาห์ โดยที่พยากรณ์อากาศทำนายว่าในสัปดาห์นี้ จะเกิดฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ของเมียนมา ในขณะที่ผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังต้องการอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก และพลังงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่เพิ่มกำแพงภาษีจีนอีก 50% ถ้าไม่ยกเลิกมาตรการตอบโต้

ทรัมป์ขู่เพิ่มกำแพงภาษีจีนอีก 50% ถ้าไม่ยกเลิกมาตรการตอบโต้

7 เม.ย. 2568 23:18 น.

ทรัมป์ขู่เพิ่มกำแพงภาษีจีนอีก 50% ถ้าไม่ยกเลิกมาตรการตอบโต้

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 50% หลังจีนประกาศจะตอบโต้ภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 34%

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในวันจันทร์ที่ 7 เม.ย. 2568 ว่า เขาพร้อมที่จะตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าของประเทศจีนเพิ่มอีก 50% โดยจะมีผลบังคับใช้กลางสัปดาห์นี้ หากรัฐบาลปักกิ่งไม่ยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ต่อสินค้าของสหรัฐฯ ภายในวันอังคาร (8 เม.ย.)

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ 2 เม.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% ต่อสินค้าทั้งหมดจากทุกประเทศที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และจะเก็บ “ภาษีต่างตอบแทน” (reciprocal tariff) ต่อหลายสิบประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุด ในอัตราแตกต่างกันไป

มาตรการดังกล่าวของนายทรัมป์ จะเพิ่มกำแพงภาษีต่อสินค้าจีนอีก 34% จากเดิมที่บังคับใช้อยู่แล้ว 20% ทำให้กำแพงภาษีที่สหรัฐฯ ตั้งไว้ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมีอัตราสูงถึง 54% ทำให้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ จีนประกาศมาตรการตอบโต้ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งหมด ในอัตรา 34% เริ่ม 10 เม.ย.

“เมื่อวานนี้ (6 เม.ย.) จีนประกาศภาษีตอบโต้ในอัตรา 34% เพิ่มเข้าไปในภาษีศุลกากร, มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร, การจ่ายเงินอุดหนุนบริษัทต่างๆ อย่างผิดกฎหมาย และการบิดเบือนค่าเงินขนานใหญ่ที่ทำมานาน” นายทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social

“แม้ผมจะเตือนแล้วว่า ประเทศใดๆ ที่ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีเพิ่มเติม เหนือไปกว่าภาษีระยะยาวที่มีอยู่แล้วและข่มเหงประเทศเรามาอย่างยาวนาน จะเผชิญกับภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นกว่าเดิม เหนือไปกว่าที่กำหนดในตอนแรก”

“ดังนั้นหากจีนไม่ถอนการเพิ่มภาษีศุลกากร 34% เพิ่มเติมจากการข่มเหงทางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพวกเขาภายในวันพรุ่งนี้ 8 เมษายน 2568 สหรัฐฯ จะบังคับใช้ภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนในอัตราเพิ่มอีก 50% มีผลในวันที่ 9 เม.ย.”

นายทรัมป์บอกด้วยว่า นอกจากจะเผชิญภาษีเพิ่มเติมแล้ว คำขอพบปะเจรจาใดๆ ของจีนจะถูกยกเลิก ในขณะที่การเจรจาทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ที่ร้องขอเข้ามา จะเริ่มขึ้นในทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

หุ้นสหรัฐฯ เปิดตลาดร่วงหนัก ทรัมป์ย้ำ อดทนแล้วความยิ่งใหญ่จะตามมา

หุ้นสหรัฐฯ เปิดตลาดร่วงหนัก ทรัมป์ย้ำ อดทนแล้วความยิ่งใหญ่จะตามมา

7 เม.ย. 2568 22:06 น.

หุ้นสหรัฐฯ เปิดตลาดร่วงหนัก ทรัมป์ย้ำ อดทนแล้วความยิ่งใหญ่จะตามมา

หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งแรงหลังเปิดตลาด เอสแอนด์พี 500 เข้าสู่ตลาดหมี ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ บอกให้ชาวอเมริกันเข้มแข็งและอดทน แล้วความยิ่งใหญ่จะตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หุ้นวอลล์สตรีทดิ่งลงสู่พื้นที่ “แบร์ มาร์เก็ต” หรือ “ตลาดหมี” หลังเปิดตลาดในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 7 เม.ย. 2568 เป็นไปในทางเดียวกันกับตลาดโลกท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

การเข้าสู่พื้นที่แบร์ มาร์เก็ต หมายถึง ดัชนีหุ้นร่วงลงมาหลังจากทำนิวไฮครั้งล่าสุด 20% ซึ่งมันกำลังเกิดขึ้นกับดัชนี เอสแอนด์พี 500 ที่ลดลง 3.4% หลังเปิดตลาด ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1,200 จุด หรือ 3.2% ส่วนแนสแด็กร่วง 3.96%

เอสแอนด์พี 500 เพิ่งทำนิวไฮใหม่เมื่อไม่ถึง 7 สัปดาห์ก่อน ทำให้นี่เป็นการตกจากจุดพีกลงสู่ตลาดหมีเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยอันดับที่ 1 เกิดขึ้นในปี 2563 ตอนที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดทั่วโลก

ตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลกก็ดิ่งแรงเช่นกัน เช่น ดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักร ตกลงสู่ค่าต่ำสุดในรอบ 1 ปี โดยลดลงถึง 4.4% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ขณะที่ดัชนี DAX ของเยอรมนีตอนนี้ลดลง 4.7% ฟื้นตัวกลับมาหลังจากตอนเปิดตลาดดิ่งถึง 10% ส่วนดัชนี Cac 40 ของฝรั่งเศส ลดลง 4.7%

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงแสดงความมั่นใจในมาตรการกำแพงภาษีของตัวเองว่าจะส่งผลดีต่อชาวอเมริกัน โดยเขาโพสต์ข้อความใหม่ผ่าน Truth Social ว่า “สหรัฐฯ กำลังมีโอกาสที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่ควรทำตั้งแต่หลายทศวรรษก่อนแล้ว”

นายทรัมป์ยังเรียกร้องชาวอเมริกันไม่ให้ทำตัว “อ่อนแอ” หรือ “โง่เขลา” และเสริมว่า “อย่าเป็นแพนิกัน (PANICAN)” ซึ่งคาดว่าเป็นคำที่สื่อถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันที่กังวลเรื่องมาตรการภาษีของนายทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยโจมตีสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ต่อต้านนโยบายของเขาว่าเป็นพวก “RINO” หรือ “เป็นรีพับลิกันแค่ชื่อ”

นายทรัมป์ปิดท้ายโพสต์ของเขาด้วยว่า “จงเข้มแข็ง, กล้าหาญ และอดทน แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นความยิ่งใหญ่”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.30 น.

‘นฤมล’ลั่นไม่ยอมเอาผลประโยชน์เกษตรกรไทย เข้าแลก‘ดีลสหรัฐ’  

8 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ต่อการประชุมติดตามมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกาช่วงบ่ายวันนี้ (8 เม.ย.) ก่อนที่ทีมไทยจะเดินทางไปเจรจา ว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และให้ข้อคิดเห็นกับผู้ที่จะเดินทางไปเจรจา เพราะกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่ผู้เจรจา จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อเกษตรกร เพราะมันจะไม่ใช่กระทบต่อในประเทศ แต่กระทบต่อสินค้าส่งออกด้วย จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ

เมื่อถามถึงกรณีสมาคมผู้เลี้ยงสุกร คัดค้านการนำเข้าหมูจากสหรัฐอเมริกา นางนฤมล กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องการสะท้อนข้อมูลเนื่องจากสอดคล้องกับทิศทางที่กลุ่มผู้เรียกร้องเสนอ รวมไปถึงจะกระทบกับสุขภาพผู้บริโภคอย่างไรเนื่องจากมีผลวิจัยอยู่

นางนฤมล กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นการประกอบการตัดสินใจของทีมเจรจาที่จะไปเสนอต่อสหรัฐฯ เพราะเมื่อเราจะไปเจรจาอะไรต้องดูผลประโยชน์คนไทยเป็นหลัก แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร และส่วนตัวไม่ต้องการให้เอาภาคเกษตรไปแลกให้ภาคอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ใช่คนไทยด้วยซ้ำ บางทีอุตสาหกรรมต่างๆ อาจเป็นต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยใช้ไทยเป็นทางการผลิต จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.15 น.

‘ผู้เลี้ยงหมู’ยื่นหนังสือถึง‘นายกฯ’ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง‘ภาษีทรัมป์’

8 เมษายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย  ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ให้ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จำนวน 5 คน ได้เข้ามาพูดคุย หารือหาแนวทางต่างๆ พร้อมรับฟังปัญหาความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ในห้องประชุม ประมาณ 40 นาที ก่อนจะออกมารับหนังสือดังกล่าว

สำหรับหนังสือดังกล่าว ระบุว่า เรื่อง ขอเสนอเพื่อแก้ปัญหาตามประกาศคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย ตามประกาศคำสั่ง Exocutive Orders ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tants) สำหรับประเทศไทย ภายได้กฎหมาย Intemalional Emergency Economic Power Act of 1977 (IEEPA) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 โดย Individualized Reciprocal Higher Tariff ประเทศไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 36% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นั้น

ก่อนหน้านี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีการหารือกับกลุ่มภาคการผลิตปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ “สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” โดยมีข้อเสนอรายการสินค้าที่จะนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ เพื่อให้การเกินดุล และขาดดุลการค้าระหว่างไทย-สหรัฐแคบลง เพื่อลดแรงกดดันในการที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะมาสร้างผลกระทบกับเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกรภายในประเทศ หลังจากที่สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGSเพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้เป็นจำนวนถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 25668

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงขอยืนแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ ตามแนวทางเดียวกับสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทยหลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

ผู้เลี้ยงหมูบุกทำเนียบ ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่ม“ผู้เลี้ยงหมู”บุกทำเนียบฯ! 8 เมษายน ยื่นหนังสือ“นายกฯอิ๊งค์” ค้านนำเข้าหมูหวั่นอาชีพล่มสลาย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ แจ้งว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทย มีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้า และลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบและแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ

เสริมความงามที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจใช้บริการ

เสริมความงามที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจใช้บริการ

เสริมความงามที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจใช้บริการ

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

ในปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์และความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ทำให้บริการคลินิกเสริมความงามได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการด้านนี้ เราควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับบริการเสริมความงามที่มีอยู่ เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

บริการยอดนิยมในคลินิกเสริมความงามที่นิยมในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อควรรู้แตกต่างกันไป ตัวอย่างบริการที่ได้รับความนิยมมีดังนี้ ได้แก่

การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) โบท็อกซ์เป็นสารที่ใช้ในการลดริ้วรอยบนใบหน้า เช่น รอยตีนกา รอยย่นหน้าผาก รวมทั้งช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยขึ้น การฉีดโบท็อกซ์มีความปลอดภัยสูงหากดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสามารถเห็นผลได้รวดเร็วภายในไม่กี่วันหลังการฉีด

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มที่ใช้แก้ไขปัญหาต่างๆ บนใบหน้า เช่น ร่องแก้มลึก ร่องใต้ตา คางสั้น หรือปรับรูปทรงริมฝีปากให้อิ่มเอิบสวยงาม ฟิลเลอร์มีหลากหลายชนิดที่เหมาะสมกับจุดต่างๆ บนใบหน้า โดยผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน

เลเซอร์หน้าใส (Facial Laser) เทคโนโลยีเลเซอร์ถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพผิวหน้า ช่วยแก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ รวมถึงลดรอยสิวและหลุมสิวให้จางลง เลเซอร์ยังช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนและดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

HIFU และ Thermage ทั้งสองวิธีนี้เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ต้องการยกกระชับผิวให้เต่งตึงขึ้นแบบไม่ต้องพักฟื้น ผลลัพธ์จะค่อยๆ เห็นได้ชัดเจนภายในไม่กี่สัปดาห์หลังทำ และสามารถคงอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี

แม้ว่าบริการเสริมความงามจะช่วยเสริมความมั่นใจและทำให้บุคลิกภาพดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ดังนั้นก่อนเลือกใช้บริการควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: คลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลโดยตรงย่อมมีความปลอดภัยสูงกว่า และสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

มาตรฐานคลินิกและผลิตภัณฑ์: ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคลินิกมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้มีการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)

รีวิวจากผู้ใช้งานจริง: ศึกษาจากผู้ที่เคยใช้บริการเพื่อดูผลลัพธ์และความพึงพอใจของลูกค้าก่อนหน้า จะช่วยประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น

DR.OH Clinic เป็นหนึ่งในคลินิกที่มีชื่อเสียงในวงการเสริมความงาม ด้วยการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีบริการหลากหลายและครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เลเซอร์ และยกกระชับผิว ที่ได้รับการยอมรับในด้านมาตรฐานและความปลอดภัย

คำแนะนำก่อนและหลังการใช้บริการเสริมความงาม ก่อนตัดสินใจใช้บริการเสริมความงาม ควรเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง แจ้งประวัติสุขภาพอย่างละเอียด หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจมีผลข้างเคียงก่อนเข้ารับบริการ หลังจากเข้ารับบริการแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงในช่วงแรกหลังการทำ ไม่สัมผัสหรือกดบริเวณที่ทำหัตถการจนกว่าจะครบกำหนด ดูแลผิวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่แพทย์แนะนำ

หากสนใจปรึกษาหรือสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการเสริมความงาม สามารถติดต่อ DR.OH Clinic ได้ที่ https://www.drohclinicnan.com  Facebook: DR.OHHCLINIC Instagram: droh.clinic Tiktok: dr.oh.clinic Line: @dr.ohclinic โทร: 094 295 1616

038

‘แนน ชิดชนก’ชวนเที่ยวสงกรานต์ ซื้อผ้าไหม สาดน้ำ ชมคอนเสิร์ตสุดมันส์ ในงาน Colors of Burriram 2025

'แนน ชิดชนก'ชวนเที่ยวสงกรานต์ ซื้อผ้าไหม สาดน้ำ ชมคอนเสิร์ตสุดมันส์ ในงาน Colors of Burriram 2025

‘แนน ชิดชนก’ชวนเที่ยวสงกรานต์ ซื้อผ้าไหม สาดน้ำ ชมคอนเสิร์ตสุดมันส์ ในงาน Colors of Burriram 2025

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

Colors of Burriram 2025 เป็นอีกงานใหญ่แห่งปี ที่คนพูดถึงไม่ขาดสาย นอกจากนิทรรศการจัดแสดงโชว์ผ้าไหม จำหน่ายผ้าไหมนานาชนิดแล้ว ไม่เท่าเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ ยังมีคอนเสิร์ตจากหลายศิลปิน และกิจกรรมมากมาย ไว้เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกเพียบ

ในฐานะผู้จัดงาน ”คุณแนน ชิดชนก ชิดชอบ“ ถึงกับปลื้มใจกับกระแสตอบรับของผู้มาเที่ยวงานอย่าล้นหลาม ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเมืองบุรีรัมย์ได้คึกคัก ”โครงการนี้ Colors of Burriram เป้าหมายโดยตรงคือ กลุ่มผู้ประกอบการ ที่ได้มาออกบูธขายของ หวังว่าทุกคนจะได้ขายตามเป้าที่ทุกคนที่ตั้งใจไว้นะคะ และสิ่งที่เราไม่คาดคิดเลย นอกเหนือจากนั้นคือผลพลอยได้คือ การท่องเที่ยวที่ไหลเข้ามาในจังหวัดบุรีรัมย์ ขอขอบคุณทุกท่านด้วยที่เข้ามาร่วม มันคือแรงผลักดันที่มหาศาลสำหรับผู้ประกอบการอย่างพวกเรามากๆ

ในเชิงของการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ ที่อยู่ในเมือง ขออนุญาตขอบคุณแทนด้วยค่ะ เราสามารถดึงคนเข้าจังหวัดได้ค่อยข้างมาก ก็หวังว่าทุกคนจะเอ็นจอยกับการที่มาเที่ยวบุรีรัมย์ อยากจะเชิญชวนว่าท่านไหนยังไม่เคยมา หรือได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก ก็หวังว่าจะกลับไปพร้อมความประทับใจของความกลิ่นไอยของความเป็นบุรีรัมย์“

ด้านผู้ประกอบการเผยเปิดใจว่า “ขอบคุณสำหรับกิจกรรมดีๆ ของ Colors of Burriram ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นดีครับ อย่างน้อยๆ กิจกรรมที่จัดอยู่ภูมิภาค แต่ว่าใหญ่ระดับประเทศ ก็สร้างชื่อเสียงให้พวกเราได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากตัวสินค้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ทำให้เด็กรุ่นใหม่จะได้เข้าใจคำว่าผ้าไหม ไม่ใช่แค่ผ้าถุง หรือชุดที่ใส่ไปวัด แต่เมื่อไหร่ที่คุณเปิดใจ ได้มาร่วมชมงานนี้ คุณจะเห็นนิทรรศการ ความคืบหน้า วิวัฒนาการของเส้นไหม ผ้าไหม แฟชั่นที่ถูกดีไซน์ครีเอจขึ้นมา คุณจะเห็นว่าผ้าไหมเป็นมากกว่าผ้าไหม

วันสงกรานต์คือวันครอบครัว ไม่รู้จะไปซื้อผ้าไหมที่ไหน อยากให้ทุกคนมาเที่ยวที่งาน Colors of Burriram จะได้ไปสงน้ำ มอบผ้าไหม ผู้หลักผู้ใหญ่ของเรา ตามประเพณี มาเลือกชมเลือกซื้อได้ที่งานของเรา จะได้เห็นความแปลกใหม่ ความงดงามของผ้าไหมแล้ว ยังได้เห็นสีสันความงดงามของ Colors of Burriram ด้วยครับ”

 และเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ ภายในงานยังเตรียมความสนุกสุดมันส์ไว้รอแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13-16 เมษายนนี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 – เที่ยงคืน จัดให้เล่นสงกรานต์ ปาร์ตี้โฟม ที่ลานจอดรถ หน้าสนามฟุตบอลช้างอารีน่า ไม่เท่านั้นยังมีคอนเสิร์ตของศิลปินสุดฮอต อาทิ น้ำแข็ง/ นุ๊ก ธนดล (13 เม.ย.), เก๋าซึม/ เนสกาแฟ (14 เม.ย.), รถแห่วารีศิลป์ อ.โอม/ เก่ง วงเฟรม (15 เม.ย.) และ บุ๊ค ศุภกาญจน์/ รถแห่ ช้าง.ช้าง (16 เม.ย.) สำหรับผู้ที่สนใจมาร่วมสนุกกันได้ที่งาน Coloers of Burriram 2025 ที่ สนามฟุตบอล ช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่วันนี้ – 16 เมษายนนี้