สยามพารากอน ชวนฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ สาดสนุกท่ามกลางสวนดอกไม้เหนือจินตนาการ

สยามพารากอน ชวนฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่    สาดสนุกท่ามกลางสวนดอกไม้เหนือจินตนาการ

สยามพารากอน ชวนฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ สาดสนุกท่ามกลางสวนดอกไม้เหนือจินตนาการ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

สยามพารากอน ผนึกกำลังร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย, INGU  และ JOOX ชวนฉลองเทศกาลมหาสงกรานต์ ท่ามกลางบรรยากาศสวยโลกตะลึง  ไปกับงาน “Siam Paragon Summersive : Happiness in Full Bloom” ครั้งแรกของสวนดอกไม้เหนือจินตนาการสุดตระการตา ที่มอบประสบการณ์เหนือระดับในทุกประสาทสัมผัส  สนุกกับ Water Cannon ที่จะมาสาดความชุ่มฉ่ำรับสงกรานต์ที่พาร์คพารากอน และบริเวณคาสเคด ซึ่งเป็นไฮไลท์หนึ่งในการฉลองสงกรานต์ในย่านสยาม โกลบอลเดสติเนชั่นใจกลางกรุงที่แท้จริง ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2568

ห้ามพลาด! กับโชว์พิเศษครั้งแรกในไทย THE COLORS การแสดง Street Theater ระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และสนุกสนานไปกับคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ตลอดจนผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและดอกไม้ในทุกแง่มุม พร้อมชมภาพยนตร์สารคดีที่จะมอบรอยยิ้มและความสุข เสริมทัพด้วยโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้มค่าระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2568 ณ สยามพารากอน

ตื่นตาตื่นใจกับไฮไลท์ในทุกพื้นที่ของสยามพารากอน อาทิ  Garden of Joy สัมผัสมนต์เสน่ห์ของดอกไม้ขนาดยักษ์ที่จัดแต่งเป็นสวนสุดอลังการ ณ โซนจีเวล และ พาร์ค พารากอน จำลองบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ทั้งซุ้มดอกไม้ขนาดใหญ่ สวนแนวตั้ง และดอกไม้นานาชนิดให้ทุกมุมเต็มไปด้วยความสดชื่น พร้อมจุดถ่ายภาพเช็คอินที่ไม่ควรพลาด

Multi-Sensory เปิดรับมิติใหม่ของความสุขที่จะกระตุ้นทุกประสาทสัมผัส ซึ่งถูกเนรมิตมาให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับซัมเมอร์ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น การสัมผัส : ความงดงามราวกับต้องมนต์ที่โอบล้อมด้วยมวลหมู่ดอกไม้ในทุกย่างก้าว กลิ่นหอม ปลุกความสดชื่นในฤดูกาลอันร้อนแรงด้วยกลิ่นหอมในคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์จากแบรนด์ Copenn. (โคเพนน์)  ตั้งแต่ก้าวย่างเข้าศูนย์การค้า เสียง: เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีที่จะทำให้หัวใจคุณเต้นรัวด้วยจังหวะสนุกสนาน การมองเห็น: ตระการตาไปกับโชว์สุดอลังการและบันทึกภาพความงดงามเก็บเป็นความทรงจำอันประทับใจ และรสชาติ: เติมเต็มความสุขผ่านรสสัมผัสกับเครื่องดื่มและอาหารสุดสร้างสรรค์ที่จะทำให้บรรยากาศของซัมเมอร์สมบูรณ์แบบ

International Show พบกับโชว์พิเศษครั้งแรกในไทย!!  THE COLORS การแสดง Street Theater ระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้มหลามจากเทศกาลศิลปะการแสดงทั่วโลก ร่วมเนรมิต พาร์ค พารากอนให้สว่างไสวด้วยฝูงผีเสื้อในอาภรณ์งดงามวิจิตรบรรจง เจิดจ้าเปล่งประกายเริงระบำบนรุ้งกินน้ำต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขของซัมเมอร์นี้ วันละ 2 รอบ เวลา 18.00 น. และ 20.00 น.

Special Artist Performance พลาดไม่ได้กับคอนเสิร์ตดจากศิลปินแนวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาสร้างสีสันและมอบความสุขในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง อาทิ DAOU OFFROAD, ATLAS, INK WARUNTORN, PROXIE, CHUANG ASIA S2 DEBUT GROUP, JAYLERR เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ 4EVE เป็นต้น

สัมผัสความงามและความสดใสของฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยความสุข ผ่านการแสดงผลงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและดอกไม้ในทุกแง่มุม ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ของสยามพารากอน โดย สยามพารากอน ร่วมกับ สารัตถะ (Saratta.space) นำทีมโดย พัทธมน นิศาบดี Chief Curator พร้อมพาคุณไปพบกับความงดงามที่แสดงออกผ่านผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Happiness in full bloom” ที่เต็มไปด้วยสีสันจาก ดอกไม้ ธรรมชาติและแสงที่สดใส จัดแสดงผลงานจากหลากหลายศิลปิน อาทิ JCCHR, นพนันท์ ทันนารี, จารุวัฒน์ น้อมรับพร, ณัฏฐกรม์ ชุณหะวัณ, พิมพ์ เพิ่มพูลสมบัติ, Hongki Dongki, JATSdeYEHUA, Anxiety Storage และ อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ฯลฯ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook / IG: Siam Paragon และ ONESIAM SuperApp

สยามพิวรรธน์ เปิดศูนย์กลางรับบริจาคเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

สยามพิวรรธน์ เปิดศูนย์กลางรับบริจาคเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

สยามพิวรรธน์ เปิดศูนย์กลางรับบริจาคเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลังพันธมิตร เปิดศูนย์กลางรับบริจาคจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย ช่วยเหลือโรงพยาบาลทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย”

สยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม  และสยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ เดินหน้าสานต่อปณิธานการขับเคลื่อนธุรกิจที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้คน ชุมชน และสังคม ภายใต้แพลตฟอร์มแห่งโอกาสเพื่อการเติบโตของทุกคน ผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจ  ผู้เช่า ผู้ใช้บริการ และประชาชนทั่วไป  เปิดศูนย์กลางรับบริจาคเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย โดยเปิดพื้นที่ศูนย์กลางการรับบริจาค ดังนี้ สยามพารากอนบริเวณพาร์ค พารากอน ชั้น M (ทางเชื่อม BTS)  ไอคอนสยาม บริเวณด้านข้างประตู 4 ชั้น G (ตรงข้ามจุดรับขยะรีไซเคิล RCC)  สยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ บริเวณเซ็นเตอร์คอร์ท ใกล้ประตู D และ G

สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันและให้ความช่วยเหลือโรงพยาบาลทั่วประเทศ ณ จุดรับ

‘เชฟแพม-พิชญา’ คว้าเชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลก ประจำปี 2025 บทพิสูจน์การก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้หญิง สู่ความเป็นเลิศในวงการอาหาร

‘เชฟแพม-พิชญา’ คว้าเชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลก ประจำปี 2025    บทพิสูจน์การก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้หญิง สู่ความเป็นเลิศในวงการอาหาร

‘เชฟแพม-พิชญา’ คว้าเชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลก ประจำปี 2025 บทพิสูจน์การก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้หญิง สู่ความเป็นเลิศในวงการอาหาร

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างชื่อให้กับวงการอาหารและเชฟของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ เจ้าของร้านอาหารมิชลิน Potong (โพทง) ย่านเยาวราช คว้ารางวัล The World’s Best Female Chef 2025 หรือ เชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลกประจำปี 2025  เป็นเชฟชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในประวัติศาสตร์ 14 ปีของการมอบรางวัล ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาหารจากทั่วโลกกว่า 1,120 คน

ก่อนหน้านี้ เชฟแพม-พิชญา  คว้ารางวัล Asia’s Best Female Chef Award 2024  หรือเชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย และเป็นเชฟหญิงชาวไทยคนแรกในรอบ 10 ปีที่คว้ารางวัลนี้จากการโหวตของสมาชิกจำนวน 318 รายจาก Asia’s 50 Best Restaurants Academy เพื่อยกย่องเชฟหญิงที่ยืนหยัดในการก้าวข้ามขีดจำกัดความเป็นเลิศในวงการอาหาร

เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ ก่อตั้งร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งไทย-จีน POTONG  ร้านมิชลิน 1 ดาว  ซึ่งคำว่า Potong ซึ่งแปลว่า “เรียบง่าย” นำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมไทย-จีนที่เชฟแพมสั่งสมมา บวกกับเป็นการยกย่องธุรกิจยาสมุนไพรจีนของครอบครัวเธอ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านเยาวราช ได้เข้ามามีชื่อบนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants ครั้งแรกในอันดับที่ 35  เมื่อปี 2023  ขยับมาอันดับ 17 และอันดับ 13 ในปี 2025  อีกทั้ง ร้านยังมีชื่อบนลิสต์ The World’s 50 Best Restaurants เช่นกัน โดยในปีแรก 2023  อยู่ที่อันดับ 88  ขยับขึ้นมาอันดับ 57 ในปี 2024

นอกจากฝีมือทำอาหารที่เป็นเลิศทั้งรสชาติและความคิดสร้างสรรค์ อีกหนึ่งความมุ่งมั่นเชฟแพม ก็คือ การสนับสนุนเชฟสตรีให้ก้าวข้ามขีดจำกัดในวงการอาหาร  เห็นได้ชัดจากบทบาทของเธอที่ทำงานร่วมกับ Gastronauts Asia และ Women in Gastronomy นอกจากนี้ เธอยังริเริ่มโครงการมอบทุนการศึกษา WFW (Women for Women) ร่วมกับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรอย่างสมาคมสตรีอเมริกันแห่งประเทศไทย หรือ American Women’s Club of Thailand โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนนักเรียนหญิงในพื้นที่ชนบทของประเทศไทยให้บรรลุความฝันในการเป็นเชฟ

ปี 2568 นับว่าเป็นปีทองของ เชฟแพม-พิชญา ที่ก้าวสู่จุดสูงสุดและได้รับการยอมรับในฐานะเชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลก ซึ่งจะเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงอีกมากมายในวงการอาหาร รวมทั้งแวดงวงอื่นๆ ในทุกสาขาอาชีพ ทั้งนี้ สามารถติดตามชีวิตการทำงานของเธอผ่านอินสตาแกรม : chef.pam

ยูเซอรีนเผยความสำเร็จสาร ‘THIAMIDOL®’ เอกสิทธิ์หนึ่งเดียว นวัตกรรมลดฝ้าแดด ทุกรอยดำ ปลอดภัยและทรงพลังที่สุด

ยูเซอรีนเผยความสำเร็จสาร ‘THIAMIDOL®’ เอกสิทธิ์หนึ่งเดียว นวัตกรรมลดฝ้าแดด ทุกรอยดำ ปลอดภัยและทรงพลังที่สุด

ยูเซอรีนเผยความสำเร็จสาร ‘THIAMIDOL®’ เอกสิทธิ์หนึ่งเดียว นวัตกรรมลดฝ้าแดด ทุกรอยดำ ปลอดภัยและทรงพลังที่สุด

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยูเซอริน (Eucerin) แบรนด์เวชสำอางชั้นนำระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในวงการดูแลผิว  ด้วยความสำเร็จจากสาร THIAMIDOL® นวัตกรรมไบรท์เทนนิ่งเอกสิทธิ์หนึ่งเดียว จากการวิจัยและพัฒนานานกว่า 10 ปี สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในผิวมนุษย์ได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของฝ้า กระ และจุดด่างดำ และเป็นสารไบรท์เทนนิ่งที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังว่าปลอดภัยและทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน

THIAMIDOL® คือสารไบรท์เทนนิ่งประสิทธิภาพดีที่สุดเอกสิทธิ์เฉพาะของยูเซอริน ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนานานกว่า 10 ปีโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของไบเออร์สด๊อรฟ ผ่านการคัดกรองสารกว่า 50,000 ชนิด จนค้นพบเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในผิวมนุษย์ได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของฝ้า กระ และจุดด่างดำ ประสิทธิภาพของ THIAMIDOL® คือผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงจากผู้ใช้จริง 98% ที่ยืนยันว่าจุดด่างดำลดเลือนลง  โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และยังได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในสารไบรท์เทนนิ่งที่ปลอดภัยและทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน ยืนยันได้ด้วยการศึกษาทางคลินิกกว่า 110 รายการ และยังได้รับการตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 15 ฉบับอีกด้วย นวัตกรรมนี้จึงทำให้ยูเซอรินสามารถครองใจทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้บริโภค ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเวชสำอางกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยสามารถครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติของร้านวัตสันถึง 5 ปี และยังได้รับรางวัลการันตีอย่างต่อเนื่องจาก Watsons HWB Awards ถึง 5 ปี (2020–2025) ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อยูเซอรินอย่างแท้จริง

ล่าสุด ยูเซอรินเปิดตัว “Spotless Brightening Boosting Essence” เอสเซนส์สูตรใหม่ที่ยกระดับการดูแลผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติไปอีกขั้น ผสาน THIAMIDOL® เข้ากับ 4 พลังการบำรุงในขวดเดียว ได้แก่ วิตามินซีเพื่อผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ, Panthenol และ Ectoin เพื่อเสริมเกราะปกป้องผิว, Carnitine และสารสกัด Garcinia เพื่อช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันส่วนเกิน รวมถึง Glycerol Glucoside ร่วมกับไฮยาลูรอน 3 ชนิด เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกในทุกมิติของผิว สูตรใหม่นี้ได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทางออกเรื่องผิวหมองคล้ำ ฝ้า จุดด่างดำ  และยังเสริมประสิทธิภาพได้สูงสุดแบบสองเท่า เมื่อใช้ร่วมกับ Spotless Brightening Booster Serum สามารถลดเลือนจุดด่างดำได้อย่างเห็นผลเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จของ THIAMIDOL® ไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งก้าวของนวัตกรรมในอุตสาหกรรมความงาม หากแต่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของยูเซอรินในฐานะแบรนด์ผู้นำ ที่มุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันเพื่อผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ  พิสูจน์ได้จริงทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเข้าใจลึกซึ้งในความต้องการของผิวผู้หญิงยุคใหม่ นี่คือจุดยืนอันมั่นคงที่ผลักดันให้ยูเซอรินครองตำแหน่งผู้นำในตลาดไบรท์เทนนิ่งระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง”

สภากาชาดไทย แปรขยะเป็นประโยชน์ มอบโต๊ะ – เก้าอี้รีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในงานกาชาด’67 เสริมย้ำแนวคิด ‘กาชาดสีเขียว’ สร้างคุณค่า สู่โลกยั่งยืน

สภากาชาดไทย แปรขยะเป็นประโยชน์ มอบโต๊ะ - เก้าอี้รีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในงานกาชาด’67 เสริมย้ำแนวคิด ‘กาชาดสีเขียว’ สร้างคุณค่า สู่โลกยั่งยืน

สภากาชาดไทย แปรขยะเป็นประโยชน์ มอบโต๊ะ – เก้าอี้รีไซเคิลจากขยะพลาสติก ในงานกาชาด’67 เสริมย้ำแนวคิด ‘กาชาดสีเขียว’ สร้างคุณค่า สู่โลกยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากากาชาดไทย มอบชุดโต๊ะเก้าอี้ผลิตจากขยะรีไซเคิลจำนวน 2 ชุด จากการจัดกิจกรรมงานกาชาดสีเขียว พลิกโฉมขยะพลาสติกภายในงานกาชาดประจำปี 2567 ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้ใช้สวนลุมพินี โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศานนท์  หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับมอบ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568

ไฮไลต์สำคัญของการส่งเสริมแนวคิดงานกาชาดสีเขียว ผ่านการจัดงานกาชาดประจำปี 2567 ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งจุดแยกขยะ จำนวน 40 จุด ควบคู่กับรณรงค์ให้ประชาชนผู้มาเที่ยวชมงาน หน่วยงาน  และร้านค้าที่มาร่วมออกร้าน ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล ใช้ซ้ำหรือย่อยสลายได้ และให้ความสำคัญในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เน้นย้ำการทิ้งขยะให้ถูกประเภท “ไม่เทรวม”

โดย สภากาชาดไทย ได้รวบรวมขยะจากงานกาชาดประจำปี 2567 ที่ถูกใช้ภายในงานจำนวนกว่า 1,000 กิโลกรัม สำหรับนำไปผลิตเป็นโต๊ะและเก้าอี้ จำนวน 2 ชุด โดยแต่ละชุดประกอบด้วย โต๊ะ 1 ตัว เก้าอี้ 4 ตัว เพื่อใช้ในสาธารณะประโยชน์ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังเป็นการแปรเปลี่ยนขยะที่หลายคนอาจมองว่า ไร้ประโยชน์ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย

กล่าวได้ว่า โต๊ะและเก้าอี้รีไซเคิลเหล่านี้ นับเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างสภากาชาดไทย ประชา ชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้ ‘งานกาชาด’ เป็นมหกรรมรื่นเริงเพื่อการกุศล ที่สามารถส่งมอบคุณค่าสู่สังคมได้ครบทุกมิติ

นฤมิตไพรด์ x กรุงเทพมหานคร จัด ‘Bangkok Pride Festival 2025’ ปักหมุด ‘กรุงเทพฯ’ เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก

นฤมิตไพรด์ x กรุงเทพมหานคร จัด ‘Bangkok Pride Festival 2025’ ปักหมุด ‘กรุงเทพฯ’ เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก

นฤมิตไพรด์ x กรุงเทพมหานคร จัด ‘Bangkok Pride Festival 2025’ ปักหมุด ‘กรุงเทพฯ’ เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกในประเทศไทยและในโลก นฤมิตไพรด์ จับมือ กรุงเทพมหานคร พร้อมพันธมิตรภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ร่วมเนรมิตถนนพระราม 1 เป็นถนนสีรุ้งแห่งการเฉลิมฉลองความเท่าเทียม จัดงาน “Bangkok Pride Festival 2025”  อาทิตย์ที่ มิถุนายน 2568  ภายใต้ธีม Born This Way โดยภาพธงอัตลักษณ์ที่ยาวที่สุดกว่า 200 เมตร พร้อมธงสีรุ้งที่ยิ่งใหญ่อีกเช่นเคยโบกสะบัดใจกลางกรุงเทพมหานครปีนี้ เป็นคำเชิญส่งตรงไปยัง LGBTQIAN+ จากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือนประเทศไทย ในฐานะหมุดหมายของ “ชาวสีรุ้ง” พร้อมตั้งเป้าความสำเร็จในปีนี้ ให้ “กรุงเทพฯ” เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนให้เยาวชน LGBTQIAN+ ตัวแทนประเทศไทย ไปนำเสนอความพร้อมและคุณสมบัติในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok World Pride ปี 2030 สำเร็จ

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) และผู้จัดงาน “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) กล่าวว่า เจตนารมณ์ของการจัดงาน “Bangkok Pride Festival 2025” (บางกอก ไพรด์ เฟสติวัล 2025) ยังคงเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความหลากหลาย ความรักที่ไม่มีข้อจำกัด การรวมไว้ซึ่งความเท่าเทียมสำหรับชุมชน LGBTQIAN+ ในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับในสังคม โดยปีนี้รูปแบบของการจัดงานจะถูกถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้ธีม Born This Way : การต่อสู้ที่เดินต่อไปจากสมรสเท่าเทียม สู่การรับรองอัตลักษณ์

“ปีนี้คาดหวังว่าจะมีคนแห่แหนเข้ามาร่วมขบวนพาเหรดกับเราทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่มีคนเข้าร่วมขบวนพาเหรด 100,000 คน และปี 2024 เพิ่มเป็นกว่า 250,000 คน พร้อมคาดหวังให้ Bangkok Pride Festival 2025 เป็นเทศกาลแห่งชาติ เป็น Pride Destination เป็นขบวนไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียที่คนอยากมาร่วมขบวนไพรด์พาเหรดมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่คนไทย ไม่ใช่แค่ชาว LGBTQIAN+ แต่เป็นผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เทศกาลนี้ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองของ LGBTQIAN+ แต่เป็นการประกาศว่า กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยพร้อมเป็นจุดหมายปลายทางแห่ง Pride ระดับโลก และเป็นเจ้าภาพ Bangkok World Pride 2030 อย่างสมศักดิ์ศรี”

นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่า ต่อไป “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) จะเป็นองค์กรที่ทำเรื่องเทคฯหรือ “เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม” เพื่อชุมชนบางกอกไพรด์ และเป็น One Stop Service สำหรับชาว LGBTQIAN+ ทั่วโลกด้วย ซึ่งหลังจบงาน Bangkok Pride Festival 2025 พร้อมเริ่มดำเนินการเฟสแรกทันที เพื่อเร่งผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก เป็นศูนย์กลางของ Inclusive Tourism และ Wellness Destination ที่ตอบโจทย์ชาว LGBTQIAN+ ทั่วโลก

“การจัดงาน Bangkok Pride Festival 2025 มีแกนหลัก คือ Born This Way : การต่อสู้ที่เดินต่อไปจากสมรสเท่าเทียม สู่การรับรองอัตลักษณ์ และเราจะเปลี่ยนรูปแบบของการเรียกร้องทางสังคมใหม่ โดยใช้ความอ่อนน้อมต่อบุคคล แต่แข็งกร้าวต่อจุดยืน จากการถูกเหยียด ถูกด้อยค่า และความรุนแรง ด้วยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย ความหวัง ความพยายาม สนับสนุนและผลักดันให้ความเท่าเทียมเกิดการยอมรับในสังคมไทย พร้อมตั้งเป้าเข้าร่วมเป็นเครือข่าย Rainbow Cities Network พัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคนทุกเพศ”

เมื่อพูดถึงกลิ่นอายของ “Bangkok Pride Festival 2025” โมเมนต์ที่ทุกคนต่างรอคอยคือ “ขบวนพาเหรด” เสน่ห์และอัตลักษณ์เสมือนการเปิดม่านสู่โลกที่เท่าเทียม และการเฉลิมฉลองความหลากหลายของชุมชน LGBTQIAN+ ในปีนี้เส้นทางขบวนพาเหรดจะอยู่บนถนนพระราม 1 เริ่มตั้งแต่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ผ่านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน วัดปทุมวนาราม ยาวมาจนถึงแยกราชประสงค์ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร โดยจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 22.00 น. 

เซอร์ไพรส์กับ ขบวนพาเหรด 5 ขบวน 5 สี 5 คอนเซปต์ ประกอบด้วย 1.สีแดง Born to be Loved ฉลองความรักและสิทธิสมรสเท่าเทียม 2.สีม่วง Born to be Me ที่ส่งเสริมการรักตัวเองและความภาคภูมิใจในตัวตน  3.สีเขียว Born to be Part of One สะท้อนความเชื่อมโยงของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สังคม และโลก 4.สีเหลือง Born to Create & Inspire ที่ให้พื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชน LGBTQIAN+ 5.สีฟ้า Born to Heal Generations ที่เน้นการเยียวยาและการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม รวมถึงธงอัตลักษณ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความหลากหลายและการยอมรับที่มีความยาวกว่า 200 เมตร เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในประเทศไทยและในโลก, การแสดง Drag Show และการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย บนถนนสีรุ้งแห่งความเท่าเทียม          

อย่างไรก็ตาม Bangkok Pride Festival 2025 ปีนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายครอบคลุมทุกมิติตลอดระยะเวลา 3 วันเต็ม เพื่อสร้างสีสันความสนุก ความยิ่งใหญ่อลังการให้กับเดือนไพรด์ (Pride Month) โดยมี “Bangkok Pride Awards” ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เพื่อเชิดชูบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสิทธิความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียม พร้อมจัด “Bangkok Pride Forum” เปิดพื้นที่เสวนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับ สุขภาวะ LGBTQIAN+, เศรษฐกิจสีรุ้ง, เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อม, สิทธิมนุษยชน และการศึกษา ตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2568

นอกจากนี้ ยังมี “Bangkok Pride Party” ที่จะสร้างสรรค์ค่ำคืนแห่งสีสันและความอลังการ ทำให้กรุงเทพมหานครสั่นสะเทือนด้วยแสง สี เสียง และพลังแห่งความภาคภูมิใจที่ไร้ขีดจำกัด และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คืองาน  “DRAG BANGKOK Festival 2025” ที่จะยกระดับศิลปะแดร็กไทยสู่เวทีโลก ภายใต้ธีม “Thaituristic Drag Scene” ในวันที่ 30-31 พฤษภาคม และ 1 มิถุนายน 2568 ด้วย ซึ่งนำเสนออัตลักษณ์ไทย ผ่านการแสดงที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ และยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับรองศิลปิน “แดร็ก” ให้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของการจัดงานเทศกาล Bangkok Pride และเป็นปีที่สำคัญที่สุดปีหนึ่งของเรา เพราะไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือปีแห่งความพร้อม ปีแห่งการรวมพลังของผู้คน สื่อ ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนนโยบาย ที่จะกลายเป็น “ธงนำ” ของกรุงเทพมหานครในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ทุกกิจกรรม ทุกเวทีเสวนา ทุกเสียงจากขบวนพาเหรด และทุกสีสันจากศิลปวัฒนธรรมในปีนี้ จะสะท้อนให้โลกเห็นว่า กรุงเทพฯ คือเมืองที่พร้อมต้อนรับความหลากหลายจากทั่วโลก เราพร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมด้วยหัวใจของคนกรุงเทพฯ และพร้อมด้วยนโยบายที่มุ่งสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศ ความเชื่อ และตัวตน คือเมืองที่มีความหวัง และสามารถเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับทุกคน Bangkok Pride Festival 2025 จึงไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง แต่คือการแสดงพลังของเราต่อสายตาผู้คนทั่วโลกว่า กรุงเทพฯพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 และเมืองนี้พร้อมเป็นเมืองของทุกคน”           

 ทั้งนี้ “นฤมิตไพรด์” ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจนี้ และช่วยกันสร้างโลกที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน โดยเปิดรับสมัครขบวนทั้งในงานและออนไลน์ผ่าน  http://www.bangkokpride.org 

สายกินดึกระวัง ‘โรคกรดไหลย้อน’ ปรับพฤติกรรม ก่อนชีวิตพังไม่รู้ตัว

สายกินดึกระวัง ‘โรคกรดไหลย้อน’ ปรับพฤติกรรม ก่อนชีวิตพังไม่รู้ตัว

สายกินดึกระวัง ‘โรคกรดไหลย้อน’ ปรับพฤติกรรม ก่อนชีวิตพังไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สังคมการทำงานในปัจจุบันทำให้คนเครียดกว่าเดิม ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ภาระงานที่เยอะกว่าเดิม หลายคนจึงคลายเครียดด้วยการกินของอร่อย โดยเฉพาะของหวานของมัน ส่วนบางคนไม่มีแม้แต่เวลาจะกิน เพราะกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกมาก เลยต้องรีบกินแล้วเข้านอนทันที ซึ่งช่วงแรกก็ทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่นานวันเข้าก็รู้สึกแสบร้อนและแน่นหน้าอกขึ้นมา หรือบางทีก็รู้สึกขย้อนขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเสี่ยง “โรคกรดไหลย้อน” ภาวะที่สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาสู่หลอดอาหาร และหากปล่อยไว้นานไม่รักษาให้ถูกวิธีอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ระบบประสาท ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต  ให้ข้อมูลว่า  โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD) คือภาวะการไหลย้อนของสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหาร กลับไปที่หลอดอาหาร โดยปกติสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ คือ กรดไหลย้อนที่เกิดภายในหลอดอาหาร เป็นประเภทที่พบได้ทั่วไป จะทำให้เกิดอาการแสบร้อน รู้สึกอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมา แน่นหน้าอก ส่วนอีกประเภทคือ กรดไหลย้อนที่เกิดนอกหลอดอาหาร ซึ่งพบในคนส่วนน้อย ส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรัง สารเคลือบฟันมีปัญหา ภาวะหอบหืดตอนกลางคืน หรือภาวะกล่องเสียงอักเสบ นอกเหนือไปจากนั้นยังมีกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดอาหารไวเกิน ซึ่งทำให้มีอาการแบบเดียวกัน

ภาวะกรดไหลย้อนมักเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การกินอาหารแล้วนอนทันที เพราะในระหว่างการย่อย อาหารจะอยู่แค่ส่วนบนของกระเพาะอาหารเท่านั้น ก่อนจะลงไปส่วนล่างของกระเพาะอาหารเมื่อย่อยเสร็จ ซึ่งเมื่อเรานอนลงอาจทำให้อาหารในกระเพาะส่วนบนหลุดพ้นหูรูดขึ้นไปยังหลอดอาหารง่ายขึ้น ปัจจัยต่อมาคือความเครียด ซึ่งมีส่วนทำให้การเคลื่อนไหวในทางเดินอาหารเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กระบวนการย่อยเปลี่ยนไปด้วย ทำให้กรดและอาหารอาจถูกดันย้อนขึ้นมา ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน เพราะน้ำหนักตัวส่วนเกินจะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ทำให้กรดหรืออาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปได้ง่ายขึ้น

“จะอายุเท่าไหร่ก็เป็นกรดไหลย้อนได้ แต่กลุ่มที่เจอบ่อยจะอยู่ในช่วงอายุ 17 – 40 ปี โดยเฉพาะวัยทำงานที่เจอกับความเครียดทุกวัน หรือกินดึกแล้วเข้านอนทันทีอยู่บ่อย ๆ ซึ่งหากเป็นแล้วปล่อยไว้ไม่รักษา ในระยะยาวจะทำให้หลอดอาหารอักเสบหรือมีแผล จากนั้นอาจทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะนำไปสู่โรคมะเร็งหลอดอาหารในที่สุด ยิ่งคนที่พึ่งเคยเป็นโรคกรดไหลย้อนในช่วงอายุ 50 – 60 ปี ก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น” นายแพทย์กุลเทพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาวะกรดไหลย้อนไม่ใช่โรคเรื้อรัง และสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่คนที่มีภาวะกรดไหลย้อนสามารถเป็นซ้ำได้ถึง 60% หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี ดังนั้น ใครที่มีอาการเข้าข่ายภาวะกรดไหลย้อน แสบร้อนแน่นหน้าอก มีอาการขย้อน แนะนำให้เข้ามาตรวจคัดกรองกับแพทย์โดยตรง จะได้รักษาได้ถูกต้อง โดยการตรวจรักษาจะเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อวางแผนให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตเบื้องต้น หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์จะใช้การส่องกล้องและการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของหลอดอาหาร เพื่อวัดสิ่งที่ไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารว่ามีค่ากรดหรือด่างเป็นอย่างไร จะได้วางแผนการรักษาสำหรับแต่ละบุคคลได้ตรงจุดมากขึ้น เมื่อทราบรายละเอียด แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยการจ่ายยาที่เหมาะสมกับชนิดของสาเหตุที่เป็น เช่น เป็นกรดย้อน, น้ำดีหรือด่างย้อน หรือหลอดอาหารไวเกินต่อสิ่งกระตุ้น หรือในบางคนอาจใช้การผ่าตัด

“ทุกวันนี้คนเครียดกันมากขึ้น โดยเฉพาะวัยทำงานที่เครียดกับงานจนเป็นภาวะกรดไหลย้อนกันมาก ถึงแม้กรดไหลย้อนจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และนานไปอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนั้น อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เลี่ยงของกินที่มีกรดสูงอย่างพวกเมนูรสจัด ผลไม้เปรี้ยว น้ำอัดลม หรืออาหารที่ไขมันสูงอย่างพวกของทอด และพยายามอย่ากินแล้วนอนทันที ก็จะช่วยป้องกันโรคกรดไหลย้อนได้ ส่วนใครที่เป็นอยู่ แนะนำให้เข้ามารักษากับแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดและรักษาได้ถูกต้อง เข้าใจว่างานเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทุ่มเท แต่ร่างกายก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมแบ่งเวลามาดูแลตัวเองให้ดี ร่างกายจะได้แข็งแรง พร้อมไปลุยงานต่อได้เต็มที่” นายแพทย์กุลเทพ รัตนโกวิท กล่าวทิ้งท้าย

ปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 หรือโทร.นัดหมาย
02-079-0054 เวลา 8.00-20.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก https://bit.ly/372qexX

กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย

กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย

กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศิลปะไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสุนทรียะ แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนสังคม วัฒนธรรม และแนวคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัย สำหรับประเทศไทยศิลปะร่วมสมัยกำลังเติบโตและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น การสร้างพื้นที่และพัฒนาศิลปินให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีอัตลักษณ์และศักยภาพสู่ระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

ด้วยแนวคิดที่ต้องการยกระดับวงการศิลปะไทยให้แข็งแกร่งขึ้นบนเวทีโลก กลุ่มเซ็นทรัล ได้ริเริ่มโปรเจกต์วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ‘deCentral’ (ดีเซ็นทรัล) ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างระบบนิเวศน์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้เติบโต และพัฒนาผลงานของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แสดงผลงาน การฝึกอบรมเชิงสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายให้ศิลปะกลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมของภูมิภาคกับเวทีโลก มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

ปัญญ์ จิรกิติ  ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารร่วม (ฝ่ายกลยุทธ์) ดีเซ็นทรัล กล่าวว่า “ศิลปะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือแสดงออกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนสังคมและตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มเซ็นทรัลตระหนักถึงพลังของศิลปะและความจำเป็นในการสนับสนุนศิลปินให้สามารถพัฒนาผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับวงการศิลปะไทย deCentral’(ดีเซ็นทรัล) จึงได้เปิดตัวโครงการ “ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ” (Production Grant) เพื่อสนับสนุนศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินที่มีประสบการณ์แต่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยและวิพากษ์ประเด็นสังคมและโลกที่กำลังเผชิญในปัจจุบัน พร้อมพัฒนางานศิลป์ที่มีคุณค่าอย่างเต็มที่  โดยจะมอบ ทุนจำนวน 9 ทุน มูลค่าทุนละ 150,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงที่ ‘deCentral’ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนในแวดวงศิลปะ นักสะสม ภัณฑารักษ์ และผู้ชมจากทั่วโลกได้ชื่นชม

โครงการ ‘ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ’ เปิดรับสมัครศิลปินที่สนใจจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและวิธีการสมัครได้ทาง deCentralth.com  หรือ กรอกใบสมัครผ่านทาง https://forms.gle/GHECnSRhTW18iB5YA

นอกเหนือจากโครงการ deCentral แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนศิลปะผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ในปี 2024 (Venice Biennale 2024 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในโลกโดยนำผลงานของศิลปินไทยไปร่วมจัดแสดง รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย

นับถอยหลังสู่ปรากฏการณ์ศิลปะระดับเอเชีย! ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่ จุดหมายแห่งแรงบันดาลใจของคนรักศิลปะ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศิลปะไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

LYN ต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ 2025 กระเป๋า 3 สไตล์ แรงบันดาลใจจากสีสันแห่งธรรมชาติในฤดูร้อน

LYN ต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ 2025 กระเป๋า 3 สไตล์ แรงบันดาลใจจากสีสันแห่งธรรมชาติในฤดูร้อน

LYN ต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ 2025 กระเป๋า 3 สไตล์ แรงบันดาลใจจากสีสันแห่งธรรมชาติในฤดูร้อน

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

LYN (ลิน) แบรนด์แฟชั่นแอคเซสเซอรี่อันดับหนึ่งที่ครองใจผู้หญิงไทยที่รักในแฟชั่นเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Summer 2025 ที่ได้ผสมผสานจินตนาการและความมีชีวิตชีวาโลกของการออกแบบสร้างสรรค์แอคเซสเซอรี่ที่เต็มไปด้วยความสดใสและเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อยากอัปเดตตู้เสื้อผ้าให้เข้ากับฤดูร้อน พร้อมมอบความสนุกสนานและความมั่นใจในทุกการแต่งตัวที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยสไตล์ไม่เหมือนใคร

เริ่มที่ Jardin Papillon นำเสนอเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการค้นพบความงดงามของธรรมชาติและการใช้ชีวิตในฤดูร้อนอันเต็มไปด้วยอิสระและจินตนาการ คอลเลกชั่นนี้เริ่มต้นด้วยเอเลเมนต์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและอ่อนหวานของผู้หญิง เช่น ผีเสื้อและดอกไม้ที่ผลิบาน ซึ่งถูกจินตนาการออกมาเป็นงานคราฟต์ชิ้นใหญ่แบบสามมิติ สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนและความสวยงามในทุกมุมมอง ก่อนถูกนำมาประดับประดาลงบนกระเป๋าหลากหลายดีไซน์ในตระกูล Papier ไม่ว่าจะเป็นแบบ Crossbody พับหน้าขนาดกะทัดรัดที่สามารถสะพายในวันไปเที่ยวเล่นได้อย่างคล่องตัวแบบ Handbag ขึ้นรูปพร้อมหูหิ้วคู่ที่ให้ความหรูหราทางการมากขึ้น และแบบ Shoulder ทรงครึ่งวงกลมพร้อมสายสะพายโซ่ที่ดูโมเดิร์นปนเก๋ ช่วยเพิ่มกิมมิคให้กับมินิเดรสสุดหรู ทั้งหมดสามารถแมตช์เข้ากับรองเท้าส้นสูงเปิดส้นแบบสวมรุ่น Laly ในเฉดสีไฮไลต์อย่างฟ้าอ่อนและเบจที่ถูกประดับด้วยหมุดรูปดอกไม้ชิ้นเล็ก ๆ ที่ให้ลุคหวานปนขี้เล่นในตัว

ต่อมากับ Casa del Cactus ที่ชวนให้คุณค้นพบความงดงามในแบบ Exotic ที่ซ่อนอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนที่มีต้นกระบองเพชรและพืชพรรณสีเขียวฉ่ำ นำเสนอผลงานดีไซน์ที่ให้กลิ่นอายการแต่งตัวโบฮีเมียนชิค มีจุดเด่นเป็นการใส่เทคนิคแบบสานเพื่อเพิ่มมิติความโปร่งเบาและเท็กซ์เจอร์ให้กับตัวหนังของกระเป๋าที่ดูมินิมัล ไม่ว่าจะเป็น City Look ที่มาในทั้งรูปแบบทรง Hobo, Tote และ Pouch สีสันที่เลือกใช้ช่วยเติมเต็มพลังงานแห่งฤดูร้อน อย่างเหลืองมัสตาร์ดและน้ำตาลทะเลทราย ก่อนประดับด้วยชาร์มห้อยตัวอักษร L ขึ้นเงาสีทอง ในส่วนของรองเท้า สาวๆ ได้สนุกกับไอเทมที่มีความวาไรตี้ ซึ่งมีจุดเด่นร่วมกันเป็นการใช้เทคนิคสานและดีไซน์ส้นรองเท้าที่มีมิติมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นรองเท้าส้นสูงรัดส้นรุ่น Nin ที่เชื่อมโยงลุคทางการเข้ากับบรรยากาศของฤดูร้อนที่มีความชิลล์ รองเท้าแตะส้นเตี้ยรุ่น Lulu สีเหลืองสด รองเท้าแพลตฟอร์มส้นเตารีดแบบสวมรุ่น Baci ที่ลงเท็กซ์เจอร์แบบผ้าถักที่ตัวส้น หรือรองเท้าแตะรุ่น Handa ในดีไซน์ผ้าถักสลับสีลายทาง

สุดท้ายเรื่องราวของคอลเลกชั่นนี้มาบรรจบที่  Beyond The Reefs ท้องทะเลและหาดทราย บรรยากาศทางธรรมชาติในช่วงฤดูร้อน ที่มากับคอนเซปต์แห่งความสนุกและสดใส ไอเทมกระเป๋าและรองเท้าต่างอวดจุดเด่นที่เป็นเอเลเมนต์จากท้องทะเลและสิ่งมีชีวิตต่างๆ พร้อมคอมพลีตลุคออกทริปเที่ยวทะเลได้อย่างมีกิมมิค ความหรูหราของดีเทลไข่มุกถูกนำมาแต่งแต้มลงบนกระเป๋าครอสบอดี้รูปหอยเชลล์รุ่น Moana Sea ห้อยชาร์มลงยารูปปลาดาว และกระเป๋าสะพายไหล่รุ่น Calla ในดีไซน์หนังเรียบ ที่ขับความโดดเด่นของหมุดไข่มุกขึ้นมาให้ชัดเจนสำหรับลุคที่ดูแกลม และกระเป๋าพิมพ์ลายกราฟิกปลาโลมารุ่น Nikko ที่สะดุดตาด้วยโลโก้ตัวอักษร LYN แบบอะคริลิคใสที่ได้แรงบันดาลใจจากหยดน้ำจากทะเล

สนุกกับไลฟ์สไตล์และธรรมชาติอันงดงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในซัมเมอร์นี้ไปกับ LYN Summer 2025 ที่ LYN ทุกสาขาและออนไลน์ LYNACCS.COM

อายุเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระดูกพรุน ตรวจเจอเร็ว รักษาป้องกันได้

อายุเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระดูกพรุน ตรวจเจอเร็ว รักษาป้องกันได้

อายุเพิ่มขึ้น เสี่ยงกระดูกพรุน ตรวจเจอเร็ว รักษาป้องกันได้

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเสื่อมถอย เช่นเดียวกับกระดูก เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นจะมีภาวะกระดูกบางลงเรื่อยๆจนนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุน ภาวะกระดูกพรุนจะไม่ส่งสัญญาณเลย รู้อีกทีเมื่อภาวะกระดูกหักแล้ว หรือบางคนรู้สึกว่าความสูงลดลงเพราะกระดูกสันหลังค่อยๆ ยุบตัว ซึ่งภาวะกระดูกพรุน ถ้าตรวจพบเร็วช่วยให้วางแผนป้องกันและรักษาได้

พญ.กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Medical Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลว่า กระดูกพรุนเป็นภาวะที่มีการเสื่อมสลายของเนื้อกระดูกทำให้เนื้อกระดูกบางลงเรื่อยๆ  โดยทั่วไปมวลกระดูกจะหนาแน่นที่สุดในช่วงอายุ 30 ปี  และมวลกระดูกจะค่อยๆ ลดลง และจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปี สำหรับผู้หญิงพบ ได้ 1 ใน 2 คน และผู้ชายพบได้ 1 ใน 5 คน

เมื่อเกิดภาวะกระดูกพรุน จะเสี่ยงกระดูกหักได้ง่าย เมื่อกระดูกเคยหักแล้ว ก็มีโอกาสที่จะหักซ้ำได้อีกเรื่อยๆ  วิธีการที่จะป้องกันได้ดี และรวดเร็วที่สุด คือ การตรวจหามวลกระดูก เป็นการใช้รังสีที่มีความเข้มข้นน้อยมาก ผ่านไปที่บริเวณกระดูกเพื่อตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก ปริมาณรังสีที่ใช้จะน้อยกว่าการเอกซ์เรย์ปอด โดยจะมีการตรวจในตำแหน่งต่างๆ ที่มีโอกาสหักได้ง่าย ได้แก่ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลังส่วนเอว และกระดูกส่วนปลาย เช่น ข้อมือหรือข้อเท้า การตรวจใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที สามารถทราบผลและแปลผลได้ทันทีหลังตรวจ

ใครบ้างที่ควรตรวจมวลกระดูก : คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป  ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย คนที่มีรูปร่างผอมบาง ก็ยิ่งมีความเสี่ยงกระดูกหักได้ง่าย คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานก็สามารถทำให้กระดูกบางได้ กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว บางโรคก็อาจจะทำให้มวลกระดูกลดลงได้ เช่น โรคไตวาย โรคข้อต่างๆ โรคเบาหวาน หรือคนที่มีโรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ผิดปกติ พฤติกรรมเสี่ยง เช่น คนที่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ คนที่ดื่มชากาแฟน้ำอัดลมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะมีภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย

สำหรับคนที่อายุยังไม่มาก สามารถป้องกันให้ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนด้วยการเริ่มดูแลตนเองแบบง่ายๆ คือ

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และอาหารที่ให้แคลเซียมสูง เช่น นมหรือปลาแห้งตัวเล็กๆ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า ใบชะพลู หรือพวกเต้าหู้ งาดำก็ช่วยได้ รับประทานอาหารที่มีวิตามินดีเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ รวมทั้งควรตรวจสุขภาพและตรวจมวลกระดูกอย่างน้อยปีละครั้ง