‘เทพไท’ขอชัดๆปมกาสิโน ‘ปชป.-รทสช.’เลือกทางไหนมวลชน หรือ ระบอบทักษิณ

‘เทพไท’ขอชัดๆปมกาสิโน ‘ปชป.-รทสช.’เลือกทางไหนมวลชน หรือ ระบอบทักษิณ

‘เทพไท’ขอชัดๆปมกาสิโน ‘ปชป.-รทสช.’เลือกทางไหนมวลชน หรือ ระบอบทักษิณ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.40 น.

‘เทพไท’ขอชัดๆปมกาสิโน ‘ปชป.-รทสช.’เลือกทางไหนมวลชน หรือ ระบอบทักษิณ

7 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ถาม ปชป.-รทสช.เลือกมวลชนหรือกาสิโน” ระบุว่า…

ถาม ปชป.-รทสช.เลือกมวลชนหรือกาสิโน

เมื่อวาน (6เมษายน 2568) เป็นวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ครบรอบ 79 ปี หัวหน้าพรรคได้กล่าวยืนยันกับสมาชิกพรรคว่า จะรักษาอุดมการณ์ของพรรคไว้ จะไม่เนรคุณประชาชน

ผมในฐานะเป็นศิษย์เก่าของพรรคประชาธิปัตย์และยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด แต่วันนี้อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผมเข้าใจและยึดมั่น ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้เข้าใจและยึดมั่นหรือไม่

การยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ คือการต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แต่ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สืบทอดอำนาจมาจากคสช. และการเข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณในตอนนี้ ไม่ทราบว่าผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ จะอธิบายถึงอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร

ผมขอตั้งคำถามต่อคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในประเด็นปัญหาที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ คือพรบ.สถานบันเทิงครบวงจร มีกาสิโนถูกกฎหมาย ที่มีประชาชนทุกภาคส่วนคัดค้าน รวมถึงองค์กรต่างๆมากมาย ขยายผลไปทั่วประเทศ ร่วมคัดค้านเช่นเดียวกัน รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มคปท.และเชื่อมั่นว่ามวลชนที่มาชุมนุมกับกลุ่มคปท.ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมือง2พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตอนนี้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่

จึงอยากตั้งคำถามไปยัง2พรรคนี้ว่า ในวันที่ 9 เมษายนนี้ จะมีการพิจารณาพรบ.สถานบันเทิงครบวงจร ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติ จะลงมติในการพิจารณาพรบ.ฉบับนี้อย่างไร

อยากให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ตัดสินใจเลือกจุดยืนทางการเมืองว่า

จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน

หรือยืนหยัดเคียงข้างกับรัฐบาลในระบอบทักษิณ

‘ต้านกาสิโน’ลามทุ่ง! ‘สมชัย’ยก 5 เหตุผลทำไมขยายวงเร็ว ดึงสติถอยเองดีกว่าโดนไล่

‘ต้านกาสิโน’ลามทุ่ง! ‘สมชัย’ยก 5 เหตุผลทำไมขยายวงเร็ว ดึงสติถอยเองดีกว่าโดนไล่

‘ต้านกาสิโน’ลามทุ่ง! ‘สมชัย’ยก 5 เหตุผลทำไมขยายวงเร็ว ดึงสติถอยเองดีกว่าโดนไล่

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.01 น.

‘ต้านกาสิโน’ลามทุ่ง! ‘สมชัย’ยก 5 เหตุผลทำไมขยายวงเร็ว ดึงสติถอยเองดีกว่าโดนไล่

7 เมษายน 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ดังนี้…

5 เหตุผลที่ทำไมการค้านกาสิโน จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

1. การเสนอ กม.ขาดความโปร่งใส อ้างการสำรวจความเห็นที่ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ ปั้นแต่งตัวเลขคนเห็นด้วย  เพื่อสร้างหลักฐานว่ามีประชาชนเห็นด้วยมากมาย 

2. เร่งรีบจนเกินงาม ผ่าน ครม. เพียง ไม่ถึงสัปดาห์ ก็รีบบรรจุวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  และยังใช้เสียงข้างมากลากไปเพื่อเลื่อนวาระแซงหน้า กม. อื่น ๆ ที่เข้าคิวก่อนหน้ามากกว่า 60 ฉบับ

3. มีพฤติกรรมเจ้าเล่ห์เพทุบาย  มีเจตนาอยากสร้างกาสิโนเสรี เพื่อจูงใจให้ประโยชน์แก่ผู้มาลงทุนสูงสุด แต่ทำเป็นร่าง กม. จำกัดคนไทยเข้าบ่อนต้องมีเงินฝาก 50 ล้านบาท แต่วางแผนไปแก้ไขในขั้นกรรมาธิการให้เหลือแค่มีเงิน 5,000 บาท ก็เข้าไปเล่นได้ 

4. ไม่เชื่อถือในนักการเมืองว่าจะทำโดยเห็นประโยชน์แก่ประเทศหรือจะเพื่อประโยชน์ของตนเอง  ยิ่งระบุใน กม. ให้นักการเมืองเป็นกรรมการนโยบายที่จะตัดสินใจเลือกจำนวน ที่ตั้ง หลักเกณฑ์อนุญาต และตัดสินว่าใครจะได้  ยิ่งไม่เชื่อว่าจะไม่มีผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ยิ่งขนาดการลงทุนและผลตอบแทนยิ่งมาก ความเชื่อเรื่องเงินใต้โต๊ะ ยิ่งมาก

5. การจัดความสำคัญบ้าบอเกินเหตุ ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตระหนกกับภาษีตอบโต้ของอเมริกาและต้องหาทางแก้ไข นักการเมืองไทยกลับมีตรรกะติงต๊องว่าต้องรีบเปิดบ่อนเพื่อหารายได้เข้าประเทศ ทั้ง ๆ ที่บอกเองว่า กม.กว่าจะผ่านก็ มากกว่า 6 เดือน การยิ่งสักแต่พูด ยิ่งด้อยค่าปัญญาของผู้ออกความเห็น

ถอยเองแบบมีสติ ยังดีกว่าถอยเพราะโดนไล่มากมายครับ

เลือกเอาเอง

ปลุก‘ม็อบเสื้อขาว’! จตุพรมั่นใจ 9 เม.ย.พรึ่บต้าน‘กาสิโน’ ฟันเปรี้ยงเวลา‘อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้หมด

ปลุก‘ม็อบเสื้อขาว’! จตุพรมั่นใจ 9 เม.ย.พรึ่บต้าน‘กาสิโน’ ฟันเปรี้ยงเวลา‘อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้หมด

ปลุก‘ม็อบเสื้อขาว’! จตุพรมั่นใจ 9 เม.ย.พรึ่บต้าน‘กาสิโน’ ฟันเปรี้ยงเวลา‘อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้หมด

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.41 น.

‘จตุพร’เผยคนไทยใส่เสื้อขาวเริ่มทยอยสมทบหน้าสภา ท้ารัฐบาลนายหน้าบ่อนกาสิโน รอดู 9 เม.ย. จุดติดหรือไม่ ต่างจังหวัดแสดงพลังแทบทุกองค์กร เบื่อจินตนาการไอโอ‘บิ๊กอ้วน’โยงทำบ่อนสู้‘ทรัมป์’ขึ้นภาษี เชื่อเวลา‘อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้จบลงแล้ว

7 เมษายน 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ปราศรัยเวที คปท. ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 เม.ย.68 ว่าเสียงคัดค้านการทำบ่อนกาสิโนและการพนันออนไลน์ เริ่มดังขึ้นทั่วประเทศแล้ว สิ่งสำคัญมีองค์กรทุกศาสนาออกแถลงการณ์คัดค้านอย่างพร้อมเพรียง แกนหลักทุกศาสนาทั้งพุทธสมาคม สภาคริสตจักร และสำนักงานจุฬาราชมนตรีศาสนาอิสลาม ล้วนออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับบ่อนกาสิโน แสดงว่าทุกศาสนาไม่เอาบ่อนกาสิโน นักศึกษาแพทย์หลายรุ่น รวมทั้งกลุ่มพลังทางสังคมเริ่มส่งเสียงมากขึ้นว่า ไม่เอาบ่อนกาสิโน

“บัดนี้เสียงต่อต้านบ่อนกาสิโนได้ดังไปทั้งแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว เพื่อสื่อความถึงรัฐบาล ไม่ว่าบิ๊กอ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย ไอ้นี่ไปไกลมาก บอกว่าเหตุต้องทำบ่อนกาสิโน เพราะการขึ้นภาษี 36% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องตั้งบ่อนสู้กับอเมริกา”

นายจตุพร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามหาเหตุผลสารพัดอธิบายการทำบ่อนกาสิโนว่านำเงินไปแจกทุนการศึกษาเด็ก นอกจากนี้ ยังอ้างจะนำเงินไปจัดสวัสดิการให้คนแก่ คนพิการ แล้วสุดท้ายอ้างเหตุตั้งบ่อนกาสิโนและพนันออนไลน์เอาไว้สู้กับอเมริกา จินตนาการเพ้อเข็นโยงกันไปไกลเลย ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลอ้างอีกว่า การตั้งบ่อนกาสิโนเพื่อไม่ให้คนไทยไปเล่นการพนันในบ่อนประเทศข้างบ้าน ได้กลับมาเล่นบ่อนในประเทศ แต่สิ่งที่ขัดแย้งกันคือ นักพนันคนไทยเหล่านี้มีเงินติดบัญชี 50 ล้านบาทตามเกณฑ์เข้าเล่นในบ่อนกาสิโนหรือไม่ ซึ่งแน่นอนนักพนันเหล่านี้ไม่มีเงินเข้าเกณฑ์ 50 ล้านบาทตามที่กฎหมายบ่อนการสิโนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำหนดไว้

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเริ่มแบ่งบทแปลกๆ ให้พ่อนายกฯ และนายกฯ อีกทั้งสภา เล่นละครตั้งบ่อนกาสิโน โดยนายกฯ บอกไม่รีบต้องทำความเข้าใจบ่อนกาสิโนก่อน แต่กฎหมายอยู่ในสภาแล้ว เพราะ สส.เพื่อไทยเร่งผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายตามความต้องการของพ่อนายกฯ

“วันนี้เรื่องกาสิโนกับการพนันออนไลน์มันมาพร้อมกับใคร ประเทศไทยพยายามคิดทำก็ล้มเลิกไป แต่บ่อนกาสิโนและพนันออนไลน์รอบนี้มันมาพร้อมกับทักษิณ ชินวัตร พ่อนายกฯ ลำพังน้ำหน้าอย่างนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐา ทวีสิน หรืออุ๊งอิ๊งค์ ก็ตาม คงคิดทำได้ยาก”

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ได้ทักษิณ กลับมาไทยกระบวนการยุติธรรมถูกทำลายย่อยยับที่สุด และกำลังจะได้บ่อนกาสิโนและการพนันออนไลน์อีก ส่วน นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภาฯ ในฐานะประธานอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจของแพทยสภา ทำสำนวนสอบสวน ได้ขีดเส้นตายให้ รพ.ตำรวจและราชทัณฑ์ ยืนเอกสารได้ในวันไหน จนนัดแถลงผลสอบสวนถึง 99.99% เป็นที่เรียบร้อย แต่ รพ.ตำรวจและราชทัณฑ์ ได้ส่งเอกสารมายังแพทยสภาวันที่ 31 มี.ค. แล้วแพทยสภาใช้ชื่อคณะผู้บริหารให้เลื่อนการแถลงผลการสอบสวนออกไป โดยอ้างเอกสารมีจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นข่าวดีของทักษิณ คงไม่ต้องเลื่อนแถลงผลการสอบสวนออกไปอีก ดังนั้นต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เหตุที่เลื่อนเพราะมันเป็นข่าวร้ายต่อทักษิณ ชั้น 14

นายจตุพร กล่าวว่า เอกสารที่ส่งมาให้นั้น ต้องการเพียงการขยายเวลา แต่ความเป็นจริงแล้ว วิญญูชนเชื่อไปแล้วว่า ทักษิณ ไม่ได้ป่วยจริง ดังนั้น ถึงจะมีการดิ้นรนแค่ไหนก็ตาม อีกในเร็ววันนี้คงได้ยินข่าวร้ายของทักษิณ จะสำแดงออกมา

อย่างไรก็ตาม การแสดงพลังของประชาชนทุกวันอังคารการประชุม ครม. ต้องมาเจอหน้าพวกนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล และที่สำคัญคือ ในวันที่ 9 เม.ย. พลังประชาชนต้องเริ่มปรับทัพต่อสู้กันใหม่ โดยเริ่มนำขวดน้ำโพลาลิตรมาเคาะส่งเสียงแทนมือตบ และให้ใส่เสื้อขาว ซึ่งจะเรียกประชาชนอีกฝ่ายเข้ามาร่วมต่อสู้กันมากขึ้น นอกจากนี้สีขาวเป็นสีที่ปลอดจากการเมือง และความขัดแย้ง เมื่อประเทศไทยอยู่ในยุคมืดมนอนธการแล้ว ภาระหน้าที่เราต้องทำประเทศให้เป็นสีขาว ให้กระบวนการยุติธรรมและรัฐบาลเป็นสีขาว และปลอดทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกสิ่งก็ให้เป็นสีขาว ถ้าเราไม่ล้างชาติบ้านเมืองให้สะอาด บ้านเมืองก็สกปรกจนคนอยู่ไม่ได้ 

นายจตุพร กล่าวถึง สส.ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่า ที่กล่าวหาประชาชนต่อต้านบ่อนกาสิโนบนถนนเป็นพวกคนหน้าเดิมนั้น ตนจึงถามว่า แล้วทักษิณ ชินวัตร เป็นคนหน้าใหม่หรืออย่างไง ฝ่ายจะทำบ่อนก็หน้าเดิม และก็เป็นพวกหน้าเดิมๆ กันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากกลุ่มที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐนั้น เวียดนามถูกเก็บ 46% ก็ต่อรองให้เก็บ 0% โดยทั้งเวียดนามและสหรัฐไม่เก็บภาษีกันเลย แต่สินค้าที่ส่งเข้าสหรัฐเป็นชนิดเดียวกับไทย ดังนั้น สินค้าไทยส่งออกคงกระอักและลำบากทันที ส่วนไทยเอาแต่พูด บอกว่ารู้ก่อนแล้ว เตรียมรับมือไว้แล้ว แต่พยายามโทรศัพท์พูดคุยกับสหรัฐ กลับไม่รับสายจากไทย อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้รัฐบาลบอกว่า ทีมงานเจรจากับสหรัฐยังหารือกันไม่ได้เพราะติดวันหยุดยาว แต่นักการเมืองเป็นคนของประชาชนเมื่อมีเรื่องเร่งด่วนต้องไม่มีวันหยุด แต่อ้างวันหยุดจึงไม่สามารถประชุมเพื่อสู้กับสหรัฐในยามประเทศกำลังเดือดร้อนการขึ้นภาษีของทรัมป์

นายจตุพร เชื่อว่า กรณีบ่อนกาสิโนจะมีผลลัพธ์ตอนจบไม่แตกต่างจากรัฐบาลออก พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย โดยกฎหมายจะผ่านวาระหนึ่งหรือวาระใดก็ตาม ประชาชนต้องไม่ให้โอกาสรัฐบาลอีก เพราะสิ่งสำคัญคือ ความชอบธรรมเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารัฐบาลไม่ชอบธรรมมากเท่าใดต้องพังทลายลงไป และเวลาของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กำลังใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว

“รัฐบาลที่จะอยู่ยาวนั้น ไม่คิดทำบ่อนกาสิโนกัน ไม่คิดจะขายที่ดิน 3 แสนไร่ให้ต่างชาติอยู่ยาว 99 ปี ไม่คิดจะแบ่งพลังงาน 50 ต่อ 50 กับกัมพูชา แต่การทำสิ่งเหล่านี้เรียกว่ามาเร็วเคลมเร็ว เพราะคนที่จะอยู่ยาวไม่ทำบ่อนกันเท่ากับเรียกองค์กรทุกศาสนาออกมาต่อต้านหมด ทุกองค์กรประชาชนออกหมด แล้วยังไม่เห็นอาการแบบนี้อีกเหรอ ที่ไม่ยอมให้บ่อนกาสิโนเกิดขึ้นในไทย”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้ากฎหมายบ่อนกาสิโนผ่านวาระหนึ่งใช้เสียงข้างมากลากจนผ่านในวันที่ 9 เม.ย. เท่ากับทักษิณและอุ๊งอิ๊งค์กำลังจุดพลังประชาชนออกมาต้านครั้งใหญ่ เรียกว่าจุดติด แม้วันนี้มีการขู่จากฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าสภามีปัญหาก็จะเจอรัฐประหาร แต่คนที่จะเรียกการรัฐประหารตัวจริงก็คือ พวกทำบ่อนกาสิโนและการพนันออนไลน์

“ร.5 ทรงยกเลิกบ่อน แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกลับมาสร้างบ่อน ซึ่งใครสวนปณิธาน ร.5 ไม่ได้ดีกันสักราย อยากถามคำถามง่ายๆว่า มึงเป็นใคร ไม่ฟัง ร.5 ไม่รู้สึกรู้สาเลยที่คิดมาทำบ่อนกาสิโน แล้วอ้างจะสู้กับอเมริกาขึ้นภาษี” นายจตุพร กล่าว

ไม่มีวันเนรคุณปชช. ‘เฉลิมชัย’ปลุกใจประชาธิปัตย์สู้ เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าเสริมทัพ

ไม่มีวันเนรคุณปชช.  ‘เฉลิมชัย’ปลุกใจประชาธิปัตย์สู้  เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าเสริมทัพ

ไม่มีวันเนรคุณปชช. ‘เฉลิมชัย’ปลุกใจประชาธิปัตย์สู้ เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าเสริมทัพ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่มีวันเนรคุณปชช. ‘เฉลิมชัย’ปลุกใจประชาธิปัตย์สู้ เปิดทางคนรุ่นใหม่เข้าเสริมทัพ

“เฉลิมชัย” ปลุกขวัญลูกพรรคปชป.เดินหน้าต่อไป ไม่มีวันเนรคุณประชาชน ยันที่ผ่านมา ไม่เคยทำผิดหลักการพรรค พร้อม เปิดทาง “รุ่นใหม่” สยบครหาพรรคไดโนเสาร์ ด้าน “ภูมิใจไทย” ก้าวเข้าสู่ 17 ปี เล่นใหญ่เปลี่ยนโลโก้เป็น “พรรคสีน้ำเงิน” ตัวจริง มาพร้อมสโลแกน “เดินหน้าการเมือง สันติสามัคคี เทิดทูนสถาบัน”

เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการจัดงาน พรรคประชาธิปัตย์ในโอกาสครบรอบ 79 ปีภายใต้แนวคิด “ก้าวต่อไปสู่ทศวรรษที่ 8”นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค
ได้ขึ้นเวทีพบปะสมาชิกพรรคที่มาร่วมงานตนตั้งใจจะพูดถึงแนวทางการทำงานของพรรคฯ ในวันประชุมใหญ่ของพรรคฯ วันที่ 26เม.ย.นี้ โดยตั้งใจจะพูดถึงการที่ตนมาพร้อมกับกรรมการบริหารทุกคนจะพาพรรคเดินไปแบบใด การที่หลายๆ คนกำลังมองว่า ตนจะทำพรรครอดหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของผม เป็นทั้งแรงกำลังใจที่ผมจะต้องนำความสบประมาทมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ และยืนยันว่าไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนประชาธิปัตย์ไม่เคยผิดหลักการและอุดมการณ์ตั้งแต่วันแรกที่ตั้งพรรค ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นการปกครองในประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือหัวใจของการเมืองไทย หัวใจของประเทศไทย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ไม่ว่าเขาจะรู้จักประชาธิปัตย์มากหรือน้อย เขาจะรักหรืออยากทำลายพรรคประชาธิปัตย์ก็แล้วแต่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของตน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหลักการและอุดมการณ์อย่างเด็ดขาด ตนขอขอบคุณพี่น้องชาวประชาธิปัตย์ทุกคนที่ยังเชื่อมั่นในพรรคฯ ดังนั้นกรรมการบริหารพรรค และ สส. ของพรรคจะไม่ทำให้ผิดหวัง สิ่งหนึ่งที่ตนติดตัวอยู่ในไขสันหลังไม่ใช่เลือด แต่มากกว่า ตนจะไม่มีวันเนรคุณพี่น้องประชาชน และประเทศชาติอย่างเด็ดขาด พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าไปข้างหน้าได้ด้วยเอกภาพของพวกเราทุกคน ให้เทวดาคนใดคนหนึ่งมาคนเดียวก็ทำไม่ได้หรอก สิ่งที่ตนได้ทำมาในรอบปีก็คือการสร้างความเป็นเอกภาพภายในพรรค ประชาธิปัตย์กำลังเดินไปข้างหน้า อาจจะไม่ได้วิ่ง อาจจะไม่ได้ปีนภูเขา แต่เราค่อยๆ ขึ้นเนินไปเรื่อยๆ และเมื่อตนมั่นใจว่าประชาธิปัตย์เราตั้งมั่นได้แล้ว ตนจะพาประชาธิปัตย์ลุยเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง และเป็นพรรคเดียวที่มีตัวแทนจังหวัดพร้อมส่งผู้แทนทั้ง 77 จังหวัด

“เพราะรากฐานเดิมของพรรคประชาธิปัตย์คือสมาชิกพรรค สาขาพรรค ตัวแทนพรรค เราได้ดำเนินการมาประมาณ 6 เดือน ด้วยกันเดินอย่างมั่นคง ไม่ได้เดินแบบฉาบฉวย ไม่มีนักการเมืองคนไหนในประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการซื้อเสียง วันนี้ที่นครศรีธรรมราช เขต 8 ผมบอกพี่ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมฯ พรรคประชาธิปัตย์ว่า ให้ประกาศตั้งแต่วันแรกว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ซื้อเสียง คนที่ต้องการประชาธิปไตยไม่เห็นมาเชียร์ผมเลยสักนิด ผมยืนในหลักการที่ถูกต้อง”หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ถามว่าตนมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นเชื่อถือได้แค่ไหน ทราบหรือไม่ว่า ตนเป็น สส.ประจวบคีรีขันธ์ 4 สมัย เป็นคนที่ในทางการเมืองบอกว่าสอบตกยากที่สุดเปอร์เซ็นต์สอบตกเป็นศูนย์ ตนยึดมั่นในความเป็นประชาธิปัตย์ ยึดมั่นในความเป็นประชาธิปไตยสุจริต ชีวิตตนไม่เคยซื้อเสียงเลย ไม่เคยซื้อเสียงเลยแม้แต่เสียงเดียว และวันที่ตนแพ้ คนถามตนว่าทำไมไม่ซื้อ ตนบอกว่าขอให้ตนเป็นนักการเมืองในความตั้งใจของตนสักคนได้หรือไม่ การเลือกตั้งปี 2562 ตนแพ้ไป 106 เสียง ตนไม่ขอนับคะแนนใหม่ แต่ตนภูมิใจว่าชีวิตทางการเมืองของตนไม่เคยซื้อเสียง คนที่บอกว่าอย่าซื้อเสียง ไม่เคยให้กำลังใจตนด้วยซ้ำ แต่ตนก็ยังยึดมั่นอย่างนั้น เพราะชีวิตตนอยากบันทึกไว้ว่า ตนไม่เคยซื้อเสียง เพราะตนจะไม่ลง สส.เขตอีกแล้ว แล้วมันก็จะเป็นประวัติกับตัวเองว่า ชีวิตทางการเมืองของตนทั้งชีวิตไม่ซื้อเสียง ถ้าบอกว่าการเมืองต้องสุจริต ต้องไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีอามิสสินจ้าง ก็มาช่วยกัน มาช่วยประชาธิปัตย์วันนี้ มาช่วยตน มาช่วยพวกเราทุกคน ตนจะทำการเมืองสุจริตคนเดียวได้อย่างไร ถ้าตนไม่มีพี่น้องประชาชน ไม่มีสมาชิกพรรคคอยเป็นกำลังใจให้ตน คอยอยู่ข้างหลังตน

“ผมต้องการนำพรรคประชาธิปัตย์ก้าวสู่ทศวรรษที่ 8 ด้วยศักดิ์ศรี ด้วยการเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักการและอุดมการณ์ที่ชัดเจน ผมมั่นใจว่าประชาธิปัตย์เกลียดการทุจริต เพราะฉะนั้น วันที่ประชาธิปัตย์ไปเป็นรัฐบาล เงื่อนไขอย่างหนึ่งคือจะต้องไม่มีการทุจริต ถ้ามีการทุจริตและไม่มีการดำเนินการประชาธิปัตย์ก็ร่วมไม่ได้ การตัดสินใจทางการเมืองในความเป็นนักการเมืองมีได้ 2 อย่าง 1. เป็นฝ่ายค้าน 2. เป็นรัฐบาล มีพรรคการเมืองไหนบอกว่าเป็นกลางๆ ผมยังไม่เคยเห็น และผมก็ไม่เคยเห็นพรรคการเมืองไหนที่ตั้งพรรคมาแล้วบอกว่าผมจะขอเป็นฝ่ายค้านทั้งชีวิต ผมว่าชาวบ้านคงไม่เลือกหรอก เพราะจะเลือกไปทำไม ในเมื่อไปแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ แต่การไปร่วมรัฐบาลจะต้องมีเหตุและผล จะต้องมีการพิจารณาว่าสถานการณ์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของประชาธิปัตย์ทุกครั้งเป็นการตัดสินใจโดยรวมเพื่อพรรคเป็นหลัก” นายเฉลิมชัย กล่าว

ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคภูมิใจไทย จัดพิธีทำบุญครบรอบวันก่อตั้งพรรค ก้าวสู่ปีที่ 17 มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 มีวาระสำคัญคือ การแก้ไขข้อบังคับพรรคภูมิใจไทย และเปลี่ยนโลโก้พรรค เป็นสีน้ำเงิน ล้วนทั้งหมดซึ่งหมายถึงการดำเนินงานทางการเมืองที่ยึดมั่นในวิถีของความเป็นไทย สื่อถึงความรักชาติ จรรโลงศาสนาและเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยทั้งชาติ ภายในการปกครองในระะบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีอายุครบ 16 ปี ในวันนี้ว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีประสบการณ์การทำงานทางการเมือง และการบริหารมาแล้วทุกรูปแบบ ในทุกสถานการณ์การเมือง เป็นพรรคการเมืองฝ่ายบริหาร เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เป็นพรรคการเมืองที่ถูกแช่แข็งในห้วงเวลาการเมืองไม่ปกติไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด พรรคภูมิใจไทย สามารถบริหารจัดการพรรค ดูแลสมาชิกพรรคและดำเนินงานทางการเมือง มาได้โดยไม่มีสะดุด ไม่มีหยุดพัก เราตั้งใจทำงานเพื่อตอบแทนพี่น้องประชาชน เพราะเราคิดกันแบบนี้ ทำงานกันแบบนี้ เพราะคนภูมิใจไทย เป็นแบบนี้จึงเป็นเหตุให้พรรคภูมิใจไทย เติบโตขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง พี่น้องประชาชน ไว้ใจเชื่อใจเรามากขึ้น จำนวนส.ส.ที่เพิ่มขึ้น คือ คำตอบว่า การทำงานของพรรคภูมิใจไทย เป็นที่ชื่นชอบ ของประชาชนมากขึ้นหรือไม่ เชื่อว่าเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไร พรรคภูมิใจไทย จะเติบโตมากขึ้นกว่าปัจจุบัน จะได้รับโอกาส และความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น อีกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ดังนั้น วันนี้ พรรคภูมิใจไทย โดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค จึงมีมติให้เปลี่ยนสีตราสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย เป็น สีน้ำเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเรียก หรือ ฉายาที่พี่น้องประชาชน สื่อมวลชนเรียกเรา พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทุกคน จากนี้ไป เมื่อกล่าวถึงพรรคสีน้ำเงิน ให้เป็นที่รับรู้ว่า คือ พรรคภูมิใจไทย แต่เราจะไม่นำความเป็นพรรคสีน้ำเงิน ไปแบ่งแยกพี่น้องประชาชน หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยก หรือ สร้างสงครามสีเสื้อ สร้างความบอบช้ำ สูญเสียให้แก่พี่น้องประชาชน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ความเป็นพรรคสีน้ำเงิน ของพรรคภูมิใจไทย จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นหลักให้กับการเมืองไทย ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง เข้มแข็ง ด้วยความสงบ สันติ สามัคคี สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศไทย และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตลอดไป

รัฐบาลเพิ่งตื่น ‘แพทองธาร’นัดถก8เมษายน ช่วยภาคธุรกิจสู้ภาษีโหดสหรัฐ

รัฐบาลเพิ่งตื่น  ‘แพทองธาร’นัดถก8เมษายน  ช่วยภาคธุรกิจสู้ภาษีโหดสหรัฐ

รัฐบาลเพิ่งตื่น ‘แพทองธาร’นัดถก8เมษายน ช่วยภาคธุรกิจสู้ภาษีโหดสหรัฐ

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลเพิ่งตื่น

‘แพทองธาร’นัดถก8เมษายน ช่วยภาคธุรกิจสู้ภาษีโหดสหรัฐ

นายกฯออกแถลงการณ์รับมือกำแพงภาษีสหรัฐ ส่ง “พิชัย” บินเจรจาสัปดาห์หน้า เสนอแนวทางเพิ่มนำเข้า-ลดเงื่อนไข เชื่อบรรลุผลเพราะเป็นคู่ค้า-เป็นมิตรต่อกัน ให้คำมั่นภาคธุรกิจไม่โดดเดี่ยว มีมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือ ขยายตลาดส่งออกใหม่ เผย 8 เมษายนนี้ สรุปแนวทาง ด้านรมช.พาณิชย์ ยันมีมาตรการรับมือ มั่นใจไทยมีจุดแข็งตลาดผลไม้ ใช้การตลาดนำการผลิต

เมื่อวันที่ 6เมษายน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ท่าทีของประเทศไทยกับนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ว่า เรียนพี่น้องประชาชน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้เผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่คาดคิด ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตทรัพย์สินและสภาพจิตใจของคนไทย รัฐบาลได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกมิติ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เราเคยผ่านวิกฤตของประเทศมาแล้วหลายครั้งและด้วยความสามัคคีความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเอื้ออารีต่อกันของคนในชาติ ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

วันนี้ประเทศไทย กำลังเผชิญกับมาตรการในการขึ้นภาษีสินค้าของไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ36 อีกทั้งหลายประเทศก็ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับประเทศไทยและก็ต่างเตรียมมาตรการรับมือ ซึ่งเราเชื่อว่าทั่วโลกกำลังจะเห็นการตอบโต้กันอย่างหนักหน่วงผ่านเครื่องมือทางภาษี และหลายประเทศก็ตัดสินใจไปเจรจาพูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้ข้อสรุปของการเจรจาแต่อย่างใด ในส่วนของประเทศไทยมาตรการนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกสินค้าของเราโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตร

รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ และมีการหารือกับภาคเอกชนรวมทั้งตัวแทนของสหรัฐฯถึงข้อเสนออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มาโดยตลอด และในสัปดาห์หน้านี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะเดินทางไปหารือกับหลายภาคส่วนในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐ เอกชนและผู้ที่มีส่วนได้เสีย จากการเปลี่ยนแปลงการค้าที่สำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯในครั้งนี้ สำหรับสิ่งที่เราจะสื่อสารกับรัฐบาลสหรัฐฯก็คือประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้น แต่เราคือพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯเชื่อถือได้ในระยะยาว

ขณะนี้รัฐบาลได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ เช่นการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และสินค้าเกษตร โดยประเทศไทยมีแผนที่จะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียดในนโยบายอีกมาก โดยขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านี้ล้วนแต่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ประเทศไทย จะมีการเจรจาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯและลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรครวมถึงการปราบปรามการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ

ดิฉันมั่นใจว่าข้อเสนอข้างต้นนี้ จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ บรรลุผลเพื่อให้ประเทศไทยและสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรและคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่พร้อมจะรับฟังและพูดคุยเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ และขอให้ความมั่นใจว่าข้อเสนอที่รัฐบาลเตรียมไว้ ล้วนคำนึงถึงประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญและเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจของเราและคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยทุกท่าน ดิฉันขอให้คำมั่นว่าทุกท่านไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งยังจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย ที่เรามุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้า ในการเปิดตลาดใหม่ๆ ในตะวันออกกลาง ยุโรป และ อินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น

ท้ายนี้ ดิฉันขอเรียนว่าในวันที่ 8 เมษายนนี้ หลังจากประชุมสรุปกับคณะกรรมการและทุกหน่วยงานอีกครั้งหนึ่ง จะสรุปแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญและขอเรียนย้ำอีกครั้ง ว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง แข็งแรง และเท่าทันโลก และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีเพื่อประเทศไทยของเรา

ด้านนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าไทย 36% ว่าเรื่องนี้นายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยตรง มีทั้งกระทรวงพาณิชย์กระทรวงการคลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดว่าเราจะใช้วิธีการต่อรอง แต่เราจะเอาอะไรบ้างไปต่อรองยังขอไม่ลงรายละเอียดเนื่องจากตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

นายนภินทรกล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว เพียงแต่เราขอดูว่าภาษีที่ขึ้นมีอะไรบ้าง และเหตุผลที่เขาขึ้นภาษีเรา 36%มาจากอะไร ซึ่งอาจจะมาจากโควตานำเข้า ส่วนเกินโควตาประเทศไทย72% สิ่งเหล่านี้เราต้องมาดูว่าตัวเลข 72% เอามาจากอะไรและเอาไปต่อรองสินค้าบางอย่าง หรือสินค้าบางอย่างที่เราคุมโควตานำเข้าเราก็อาจจะเพิ่มโควตาต่างๆ แต่เรื่องนี้ขอให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มี รมว.พาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์รวมอยู่ในคณะกรรมการ

เมื่อถามถึงการหาตลาดใหม่เพิ่มเติม นายนภินทร กล่าวว่า เรื่องตลาดใหม่ในส่วนของผลไม้ ได้เตรียมไว้หมดแล้วประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องผลไม้เพราะเราเป็นประเทศเมืองร้อนที่ผลิตผลไม้ที่ดีที่สุดของโลก โดยเตรียมทั้งตลาดจีนที่เราบุกเพิ่มขึ้น ตลาดอินเดีย ตลาดตุรกีเชื่อได้ว่าในส่วนของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ประเทศไทยพร้อมที่จะผลิตเพิ่มเติมได้ ดังนั้นพืชเกษตรที่รัฐต้องลงไปอุดหนุน ช่วยเหลือต้องสามารถนำไปปรับเปลี่ยนเป็นพืชที่ทำกำไรได้โดยที่รัฐไม่ต้องเข้าไปอุดหนุน แต่ต้องให้เวลาโดยการตลาดต้องนำการผลิต อะไรที่ต้องอุดหนุนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเข้าไปดูว่าพื้นที่ตรงนั้นสามารถปลูกอะไรได้บ้าง เลือกมา4-5อย่างและถ้าหากขายไม่ได้กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปสนับสนุนให้

ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายกฯ ได้เร่งตั้งคณะทำงานพิเศษ รับมือหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษี ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องนี้ทาง สหรัฐฯ ได้ขับเคลื่อนมาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว ตนคิดว่านายกฯ และรัฐบาล ดำเนินการช้าเกินไป เพราะประเทศอื่น อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีการเจรจาไปเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว ขณะที่สิงคโปร์ เวียดนาม ก็มีการเจรจากับทางสหรัฐฯ แล้วเช่นเดียวกัน แต่ของเราเพิ่งเตรียมไป ซึ่งตนคิดว่าช้ามาก

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับศักยภาพทีมเจรจาของไทยที่นายกฯ แต่งตั้งในการเดินทางไปเจรจา พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ดูแล้วยังเด็กไป ถ้าหากเป็นทีมระดับนี้ไปคุยกับทางสหรัฐฯ เขาก็คงไม่ให้น้ำหนัก ซึ่งตนมองว่านายกฯ ควรจะต้องจัดทีมใหม่ เอาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ และที่สำคัญควรที่จะเอาคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับคนที่เคยทำงานร่วมกับทางสหรัฐฯ หรือคนที่เขาให้ความเกรงใจมาเป็นตัวหลักในการเจรจา มิเช่นนั้นการเจรจาครั้งนี้จะไม่ได้ผล

ต่อข้อถามถึงภาวะผู้นำของนายกฯ ในการตัดสินใจเรื่องนี้ถือว่าช้าไปหรือไม่ พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ช้าไป เพราะอย่างที่กล่าวข้างต้นว่าทางสหรัฐฯ มีการเตรียมการเรื่องนี้มาแล้ว 3-4เดือน ประเทศอื่นเขาก็รีบจับมือไปเจรจา แต่ของเราเหมือนโดดเดี่ยว มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เพิ่งจะไปคุย

ซัดทำลายล้างอนาคตประเทศไทย ค้าน‘กาสิโน’! อ.เศรษฐศาสตร์มธ.ออกโรง

ซัดทำลายล้างอนาคตประเทศไทย  ค้าน‘กาสิโน’!  อ.เศรษฐศาสตร์มธ.ออกโรง

ซัดทำลายล้างอนาคตประเทศไทย ค้าน‘กาสิโน’! อ.เศรษฐศาสตร์มธ.ออกโรง

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัดทำลายล้างอนาคตประเทศไทย ค้าน‘กาสิโน’! อ.เศรษฐศาสตร์มธ.ออกโรง แพทย์เชียงใหม่-อดีตสสร.ไล่บี้ ผนึกกำลังต่อต้านจนถึงที่สุด นัดรวมพลหน้าสภาฯ9เม.ย.

“กลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์” มธ.แถลงการณ์ค้าน “กฎหมายกาสิโน” ซัดอ้างผลได้เศรษฐกิจ “เลื่อนลอย” ด้านกลุ่มแพทย์เชียงใหม่ประกาศคัดค้าน
“เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” ขณะที่‘บิ๊กเนม’อดีตสสร.50ออกโรง ร่อนหนังสือถึงประธานรัฐสภา กาง6ข้อต้านกาสิโน นัดรวมตัวหน้าสภาฯ9เมษายนนี้

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลายภาคส่วนทยอยแสดงจุดยืนไม่ต้องการให้มีกาสิโน หรือสถานที่เล่นการพนันถูกกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งจะมาพร้อมกับร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ อาทิ ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ2550 ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา เรื่อง “คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…..” ระบุว่า ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …ที่ประชาชนเรียกกันโดยทั่วไปว่า ร่างกฎหมายบ่อนกาสิโน และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวบรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตามระเบียบวาระ นั้น ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ไม่สมควรบรรจุเข้าเป็นวาระเพื่อการพิจารณา ด้วยเหตุผลดังนี้

ซัดรัฐธรรมนูญ-ยุทธศาสตร์ชาติ

1.ร่างกฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเร่งรีบพิจารณา เพราะไม่ปรากฏในนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย และนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่หาเสียงไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่นายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ที่เนชั่นทีวี และรัฐบาลไปรับมาบรรจุในนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 2.การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้เป็นการกระทำที่มาจากนโยบายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 65 พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ของชาติ พ.ศ.2560 และประกาศพระบรมราชโองการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ลงวันที่ 6 ต.ค. 2561 ในส่วนสำคัญคือ วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ระบุว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” 3.ร่างกฎหมายนี้ส่งผลกระทบต่อความคงอยู่และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐอย่างมากมาย เพราะนำที่ดินรัฐที่หน่วยงานรัฐครอบครองใช้ประโยชน์ไปให้เอกชนทำสถานบันเทิงครบวงจรโดยไม่ปรากฏการตอบแทนที่คุ้มค่า เท่ากับเป็นการแปลงและนำทรัพย์สินของรัฐไปแปลงให้กับเอกชนใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สินของรัฐ โดยขัดหรือแย้งกับหน้าที่ของรัฐในการดูแล

เอื้อทุนมาเฟีย-ไม่ช่วยปากท้องปชช.

4.การเสนอร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของชาติและปัญหาปากท้องของประชาชนได้ แต่กลับเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนมาเฟียการพนันต่างชาติเพียงบางกลุ่ม โดยที่ประเทศไทยจะได้รับความสูญเสียและมีความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจมีอาชญากรรม และกระทบต่อสังคมทุกระดับอย่างมากมายเป็นเวลายาวนาน ร่างกฎหมายนี้จึงเป็นเรื่องที่เอื้อต่อผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มทุนมาเฟียการพนันบางกลุ่มให้ได้รับประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จึงเป็นร่างกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 75 วรรคหนึ่งและวรรคท้า 5.ร่างกฎหมายนี้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงอบายมุขที่จะเกิดขึ้นในสถานบันเทิงครบวงจร และการพนันออนไลน์ที่จะมีการพยายามทำให้ถูกกฎหมายแอบแฝงอยู่กับบ่อนกาสิโนให้มีการเล่นที่แพร่หลายจนไม่อาจควบคุมได้ ทั้งอาจทำให้เยาวชนของชาติเข้าไปมัวเมาในการพนันหลากหลายรูปแบบจนทำให้เสียผู้เสียคนอันอาจส่งผลให้ต้องก่ออาชญากรรมและการค้ามนุษย์เกิดขึ้นขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ทำลายคุณภาพเยาวชน-พลเมือง

อันจะทำให้เยาวชนเหล่านั้นกลายเป็นพลเมืองที่ด้อยคุณภาพของประเทศชาติ นำไปสู่ความวิบัติของบ้านเมืองในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และ 6.ร่างกฎหมายนี้ไม่มีมาตรการใดๆ ในการคุ้มครองป้องกันมิให้ประชาชนในชาติมีภูมิคุ้มกันต่ออบายมุขในรูปแบบต่างๆ ของสถานประกอบการธุรกิจบันเทิงครบวงจรได้ อันจะนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงถือว่าเรืองดังกล่าวเป็นการการกระทำที่ไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีตามหลักการของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยมีมาในราชอาณาจักรไทย

เป็นการดำเนินการตามนโยบายที่ขัดแย้งต่อ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ของชาติ พ.ศ. 2560 เป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรม ไร้ศีลธรรมและคุณธรรมที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงมีและต้องรับผิดชอบต่อประชาชน บิดเบือนการใช้อำนาจอธิปไตยที่ได้รับมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมุ่งหวังเพียงเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องโดยไม่ฟังการเรียกร้องและการปฏิเสธของสังคมที่ปฏิเสธการตรากฎหมายฉบับนี้ อันเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 261

เรียกร้องสมาชิกรัฐสภาไม่รับหลักการ

และข้ออ้างของตนที่ให้ไว้กับประชาชนตามที่อ้างตัวเองว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงขอเรียกร้องต่อ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติของปวงชนชาวไทย ควรพิจารณาทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ด้วยการมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …

“เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม อันจะนำไปสู่สันสู่สันติสุขของสังคมประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาไม่รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การประกอบการธรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…ที่ ครม.เป็นผู้เสนอด้วยเหตุผลข้างต้น” จดหมายเปิดผนึกของชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุ

‘บิ๊กเนม’ร่วมลงชื่อต้านกาสิโนเพียบ

ในจดหมายเปิดผนึกของชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ปรากฏรายชื่อผู้ร่วมลงนาม อาทิ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ นายโอรส วงษ์สิทธิ์ รศ.รุจิรา เตชางกูร นางกรรณิการ์ บันเทิงจิตร นายสมยศ สมวิวัฒน์ชัย ดร.วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล นาย ช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง ศ.ไชยยศ เหมะรัชตะ ศ.ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ นายมานิจ สุขสมจิตร

นายเกียรติรติชัย พงษ์พาณิชย์ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ รศ.ดวงสุดา เตโชติรส ผศ.พรรณราย แสงวิเชียร ดร.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล นางสาวพวงเพชร สารคุณ นายคมสัน โพธิ์คง ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ดร.อภิชาติ ดำดี นายชาลี กางอิ่ม นายสมเกียรติ รอดเจริญ นายปริญญา ศิริสารการ ดร.วีนัส ม่านมุ่งศิลป์ นายรัฐ ชูกลิ่น นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

‘อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.’ร่วมต้านด้วย

ในวันเดียวกัน กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์คัดค้านการออก พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เพื่อตั้งบ่อนกาสิโน) ระบุว่า “นี่คือความเลวร้าย แค่คิดก็เลวร้าย สร้างอุบายทั้งอกุศลเกิดขึ้น เพื่อชักนำไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าถูกต้อง คนพวกนี้ไม่ควร ปกครองแผ่นดิน” พระราชวัชรสุทธิวงศ์ (พระอาจารย์อารยวังโส) 29 มี.ค. 2568

‘ผลดีเศรษฐกิจ’ข้ออ้างเลื่อนลอย

การดำเนินนโยบายจัดตั้งบ่อนกาสิโน โดยรัฐบาลอ้างว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น พิจารณาโดยรอบด้านแล้วเห็นว่า ผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานอย่างแน่นอน และจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ไม่ปลอดภัย ปัญหาสังคมต่างๆ ในสังคมไทยที่รุนแรงเรื้อรังขยายตัวสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนมากเกี่ยวโยงบ่มเพาะจากการพนันและการเสี่ยงโชคทุกชนิด เป็นอบายมุขที่คนไทยที่ตั้งใจทำงานต้องรับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้น

หวั่นเกิดปัญหาสังคมอื้อ

ปัญหาความยากจน กลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ กู้เงินดอกเบี้ยรายวันเพื่อเสี่ยงโชคซื้อหวยใต้ดิน คนกลุ่มนี้จึงมีหนี้อมตะ คนที่รายได้มากขึ้นก็เสี่ยงโชคกับล็อตเตอรี่รัฐบาล ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เพิ่มนับล้านใบ ต่อไปความยากจนจะมากขึ้น เพราะมีแหล่งอบายมุขเพิ่มมาก ปัญหาทักษะอาชีพตกต่ำไร้คุณภาพ มีเงินเท่าไรจึงหมดไปกับการเสี่ยงโชค ไม่คิดที่จะใช้ เงินเพื่อเพิ่มทักษะการประกอบอาชีพ เพิ่มพูนรายได้เป็นเงินออมไว้ใช้ในยามชรา ปัญหาครอบครัวแตกแยก หากผู้ใหญ่ในครอบครัวหมกมุ่นอยู่กับการเสี่ยงโชคการพนันละเลยการดูแลเอาใจใส่ อบรมสั่งสอนลูกหลาน

จึงเป็นการทำร้ายเยาวชนของชาติ ทั้งยังเป็นตัวอย่างเลวร้ายแก่บุตรหลานอีกด้วย ปัญหาอาชญากรรม จะเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันนักโทษล้นคุกก็แก้ปัญหาโดยระบายนักโทษจำนวนหนึ่งออกจากคุกเป็นระยะๆ อาจก่ออาชญากรรมซ้ำซาก จะเกิดนักโทษมือใหม่จี้ปล้นหาเงินไปเสพอบายมุข ซึ่งรวมการพนันต่างๆ ทุกชนิดที่มีพร้อมในเวลานี้ ปัญหาความฉ้อฉลของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมการรับสินบนส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับการพนันและการเสี่ยงโชคที่ฝังอยู่ในกมลสันดานของคนไทยจำนวนมาก

หากดื้อดึงก็ไม่สมควรปกครองประเทศ

ความไม่พร้อมในการควบคุมให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ กฎหมายจะทำให้บ่อนกาสิโน และพนันออนไลน์ขยายตัว ปัญหาการฟอกเงิน บ่อนกาสิโนเป็นแหล่งฟอกเงินของคนโกง สามารถอ้างว่าทรัพย์สินที่ถือครองอย่างผิดปกติ ได้จากการเสี่ยงโชคในสถานกาสิโน ทำลายล้างอนาคตประเทศไทย เมื่อเยาวชนถูกมอมเมาด้วยการพนันและการเสี่ยงโชค นอกเหนือจากยาเสพติดที่ฝังรากอยู่แล้ว สมรรถภาพทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจจึงถูกทำลาย ทำการงานไม่ได้ แถมยังกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม

“กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.จึงจำเป็นต้องคัดค้าน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร อันมีเป้าหมายหลักคือการเปิดบ่อนกาสิโนและคัดค้าน พ.ร.บ.เกี่ยวกับการพนันออนไลน์ที่จ่อคิวตามมา หากรัฐบาลแพทองธาร ยังดื้อดึงผลักดันให้มีบ่อนกาสิโนพนันออนไลน์ จะถือว่า รัฐบาลนี้มุ่งมั่นทำลายประเทศและสังคมไทย ซึ่งไม่ควรให้เป็นผู้ปกครองประเทศอีกต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ รายนามนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.สุกัญญา นิธังกร 2.รศ.วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน 3.รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 4.ศ.ดร. ปราณี ทินกร 5.ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน 6.รศ.ดร.ภาวดี ทองอุไทย 7.ดร.สาธิต อุทัยศรี 8.ผศ.จินตนา เชิญศิริ 9.อาจารย์ สุพรรณ นพสุวรรณชัย 10.รศ.พรพิมล สันติมณีรัตน์ 11.รศ.ชูศรี มณีพฤกษ์ 12.รศ.สุขุม อัตวาวุฒิชัย 13.รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย 14.รศ.ดร. เพลินพิศ สัตย์สงวน 15.รศ.ดร.ดาว มงคลสมัย

16.รศ.ดร.เยาวเรศ ทับพันธุ์ 17.รศ.ดร. สมนึก ทับพันธุ์ 18.รศ.ดร.ลิลี่ โกศัยยานนท์ 19.รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ 20.ผศ.ดร.วัชรียา โตสงวน 21.ผศ.จรินทร์ พิพัฒนกุล 22.รศ.ชยันต์ ตันติวัสดาการ 23.ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร 24.ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี 25..อาจารย์ พงศ์พลิน ยิ่งชนม์เจริญ 26.รศ.รัชนีวรรณ อุทัยศรี 27.ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ 28.รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ 29.รศ.มณีรัตน์ ภิญโญภูษาฤกษ์ และ 30.รศ.วณี จีระแพทย์

‘แพทย์เชียงใหม่’รับไม่ได้หากมีกาสิโน

ยังมีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า “กลุ่มแพทย์เชียงใหม่” ได้ร่วมคัดค้านร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยระบุว่า เสียงจากแพทย์เชียงใหม่รุ่น 15 (พ.ศ.2515-2521) พวกเราเกิดในแผ่นดินไทย มีความภูมิใจในความเป็นคนไทยและประเทศไทยของเรา เรามีในหลวง ร.9เ ป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต มีศรัทธาในการทำงานและปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีมาโดยตลอด

“พวกเราไม่เคยร่วมกันแสดงความเห็นเป็นสาธารณะมาก่อน แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีความคิดที่จะสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีบ่อนกาสิโนแฝงมาด้วย พวกเราจึงยอมรับไม่ได้ ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามากมาย มีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือน ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ที่จะมาเป็นปัญหาในระยะยาวให้กับลูกหลานของเรา” กลุ่มแพทย์เชียงใหม่ กล่าวในแถลงการณ์

‘เศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม’ยก6ข้อค้านกาสิโน

เช่นเดียวกับกลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ออกจดหมายเปิดผนึก คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค มีเนื้อหาดังนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ที่มีกาสิโนเป็นส่วนประกอบสำคัญ และได้เลื่อนขึ้นพิจารณาเป็นการด่วนในวันที่ 9 เมษายนนี้ กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียดและมีมติคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้ 1.การละเมิดหลักสัญญาประชาคม ด้วยเหตุว่าพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลปัจจุบันไม่มีพรรคใดหาเสียง ต่อประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่าจะให้มีบ่อนพนันถูกกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ประชาชนมอบให้ แม้ประชาชนจะมอบให้แล้วก็ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ 2.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนเป็นหลัก อาจไม่สามารถสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เพราะการพนันไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ เป็นเพียงการโอนย้ายเงินจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการใดๆ ในทางกลับกันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและก่อให้เกิดต้นทุนสาธารณะที่สังคมโดยรวมต้องมาแบกรับ จึงไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

3.ขาดธรรมาภิบาล ร่างพระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการนโยบายและคณะรัฐมนตรีอย่างล้นเกิน ขาดการแบ่งแยกอำนาจเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุล เสมือนการให้เช็คเปล่ากับฝ่ายบริหารสามารถแสวงประโยชน์อย่างไรก็ได้ 4.ความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและอาชญากรรม กาสิโนสามารถถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินของธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากร รวมถึงข้าราชการและนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น หากพื้นฐานของประเทศนั้นไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่ดีพอ มีการทุจริตคอรัปชั่นสูง รวมถึงการมีกฎหมายที่มีช่องโหว่ 5.การไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชน ทั้งองค์กรศาสนา แพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุข นักวิชาชีพ และกลุ่มมวลชนต่างๆ การเร่งผ่านกฎหมายโดยไม่ฟังความเห็นค้านของประชาชน อาจนำไปสู่การจุดชนวนความขัดแย้งทางสังคม ซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งไม่เป็นที่คนไทยโดยส่วนใหญ่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นอีก

‘ทำประชามติ’หากคิดว่าปชช.ได้ประโยชน์

และ 6.การเคารพมติมหาชน หากรัฐบาลเชื่อมั่นในนโยบายนี้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และพร้อมจะชี้แจงเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน รัฐบาลสมควรจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ขอเรียกร้องต่อประธานรัฐสภาโปรดยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว และขอเรียกร้องต่อพรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ได้ใช้มโนสำนึกตัดสินใจอย่างอิสระปราศจากการถูกครอบงำใดๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ

‘หมอตุลย์’ปลุกปชช.ต้านกาสิโน9เมษานี้

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เผยแพร่บทความ ระบุว่า #Save ประเทศไทย อย่าให้ประเทศไทยล่มสลายในรุ่นเรา ถึงพี่น้องชาวไทยที่รักชาติทุกท่าน รัฐบาลแพทองธารภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร กระเหี้ยนกระหือรือที่จะออกกฎหมายเพื่อรองรับการก่อตั้งกาสิโน หรือบ่อนการพนันขนาดใหญ่อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยอ้างการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และประโยชน์ในทางรายได้

โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านที่ดังกระหึ่มทั่วสื่อโซเชียล ว่าจะสร้างความวิบัติชิบหายให้กับสังคมไทยอย่างเลวร้ายที่สุดและจะนำร่างพรบ.ดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 เม.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ อันแสดงถึงว่าคณะรัฐบาลนี้เต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน สนใจแต่ประโยชน์มหาศาลที่พรรคพวกของเขาจะได้รับ ไม่ว่าจะในรูปการออกใบอนุญาตตั้งกาสิโน หรือแม้แต่การฟอกเงิน อ้างว่าร่ำรวยจากการชนะพนัน แต่ประเทศไทยและสังคมไทยจะวิบัติล่มสลายเหมือนตึก สตง. ก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น“จึงขอประกาศเชิญชวนทุกคน ทุกองค์กร ที่มีเจตจำนงแรงกล้าที่ #Save ประเทศไทย มาร่วมกันแสดงตนคัดค้านพรบ.จัดตั้งกาสิโนที่หน้าสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 เม.ย. 2568 เวลา 9.00 น เพื่อให้การคัดค้านครั้งนี้สัมฤทธิ์ผล เราคงต้องสละเวลา และแรงกาย แรงใจ ฝ่าเปลวร้อน มาที่หน้าสภาฯให้มืดฟ้ามัวดิน ถ้ากันน้อย รัฐบาลและสส.มันก็จะได้ใจและอ้างว่าคนคัดค้านมีน้อยแค่หยิบมือเดียว อย่าลืมนะครับ พบกันหน้าสภา 9 เมษายน เวลา 9.00น.” นพ.ตุลย์ กล่าว

‘สรวงศ์’วอนอย่าเรียก‘กม.กาสิโน’

อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 6 เม.ย. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรฯ หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ จะยังคงพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 เม.ย. 2568 นี้อยู่หรือไม่ ท่ามกลางเสียงค้านในสังคม ว่า ตนขอทำความเข้าใจก่อนว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้อย่าเรียกว่ากฎหมายกาสิโน เลิกทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นลบเสียที ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเวลาทำความเข้าใจ และสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้คือช่วงเวลาของการศึกษา ดังนั้นการที่จะศึกษาได้กฎหมายต้องเอื้อด้วย เราจึงยังไม่ฟันว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ การจะทำอะไรก็แล้วแต่ ตนมั่นใจว่าทุกภาคส่วนหวังดีกับประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนหรือต่อต้าน แต่ต้องเปิดโอกาสให้พวกเราได้ชี้แจงหรือพูดคุยกันบ้าง

เชื่อพรรคร่วมรัฐบาลเห็นไปทางเดียวกัน

เมื่อถามว่า ในชั้นรับหลักการ พรรคร่วมรัฐบาลเห็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เท่าที่คุยก็โอเค เพราะทำความเข้าใจกันแล้วว่าตรงนี้เป็นช่วงของการศึกษาจริงๆ ในเรื่องของกฎหมายหรืออะไรต่างๆ ที่จะมารองรับ เพราะเราคุยกันบนพื้นฐานของเหตุผล ส่วนคำถามว่าพรรคร่วมทุกพรรคจะโหวตเห็นด้วยใช่หรือไม่ ในเมื่อร่วมรัฐบาลแล้ว เราคุยกันว่าก็ต้องไปด้วยกัน ความคิดเห็นต้องไปด้วยกัน ตนคิดว่าพรรคมีจุดยืน แต่ในเมื่อมาร่วมรัฐบาลและทำนโยบายร่วมกันแล้วตนคิดว่าทุกพรรคต้องไปด้วยกัน ทั้งนี้ หัวหน้าทุกพรรคคุยกันอยู่

‘นายกฯ’รุดให้กำลังใจ จนท.-อาสาสมัครปฏิบัติงานเหตุตึก สตง.ถล่ม

‘นายกฯ’รุดให้กำลังใจ จนท.-อาสาสมัครปฏิบัติงานเหตุตึก สตง.ถล่ม

‘นายกฯ’รุดให้กำลังใจ จนท.-อาสาสมัครปฏิบัติงานเหตุตึก สตง.ถล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.44 น.

นายกฯรุดให้กำลังใจ จนท.-อาสาสมัครปฏิบัติงานเหตุตึก สตง.ถล่ม ยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือ-เยียวยาความเสียหาย-ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุอาคารถล่ม โครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ที่เขตจตุจักร เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งจากภาครัฐและอาสาสมัครจากเอกชนที่ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ พร้อมได้สอบถามถึงกระบวนการทำงานอุปสรรค และความต้องการที่อยากให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมด้วย

จากนั้น นายกฯ ได้พูดคุยติดตามการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถึงกระบวนการเก็บหลักฐานเพื่อนำไปดำเนินการในทางกฎหมายต่อไป พร้อมยืนยันว่า “รัฐบาลจะเร่งดำเนินการทุกมิติ ทั้งการเยียวยาความเสียหาย การกู้ภัย การตรวจสอบข้อเท็จจริง และทำงานทุกมิติอย่างเต็มที่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย” ก่อนนายกฯ เดินทางกลับ

– 006

‘ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น35’แสดงจุดยืน! ค้าน’ร่าง พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร’

'ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น35'แสดงจุดยืน! ค้าน'ร่าง พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร'

‘ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น35’แสดงจุดยืน! ค้าน’ร่าง พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.32 น.

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ รุ่น 35 ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเรา ในนามของศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 35 ผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ขอร่วมคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจากเห็นว่า ร่างฯ ดังกล่าว มีการอนุญาตให้มีการเล่นการพนันอย่างถูกกฎหมายอยู่ จะน้ามาซึ่งความเสื่อมทางศีลธรรรรมของสังคมไทยอย่างมาก

ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะมีการพนัน แม้จะทำให้ถูกกฎหมายในช่วงเวลานี้ อีกทั้งกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย หรือความโปร่งใส่ในการบิริหารจัดการ ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ และยังไม่มีความชัดเจนในหลายส่วน

เราไม่สนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดบ่อนการพนัน หรือกาสิโนในประเทศไทย จึงได้ร่วมลงนามคัดค้านการเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่สภาฯ ในช่วงเวลานี้ ขอให้รัฐบาลและนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง โปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง

รายชื่อดังต่อไปนี้

สะเทือน‘เศรษฐกิจไทย’ ‘หญิงหน่อย’ชงเรื่อง‘ภาษีสหรัฐฯ’เข้าสภาฯด่วน!

สะเทือน‘เศรษฐกิจไทย’ ‘หญิงหน่อย’ชงเรื่อง‘ภาษีสหรัฐฯ’เข้าสภาฯด่วน!

สะเทือน‘เศรษฐกิจไทย’ ‘หญิงหน่อย’ชงเรื่อง‘ภาษีสหรัฐฯ’เข้าสภาฯด่วน!

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อสังเกต #แถลงการณ์นายก ที่ออกวันนี้ เรื่อง Reciprocal Tariff ของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังไทยถูกขึ้นภาษีสูงถึง 37% ซึ่งอาจจะกระทบกับเศรษฐกิจไทยถึง 5 แสนล้าน และกระทบ GDP สูงถึง 1.2%

1) ทรัมป์ประกาศ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษา แต่นายกไทย เพิ่งออกแถลงการณ์วันที่ 6 ซึ่งเป็นวันแรกที่เราถูกคิดภาษีเริ่มต้น 10% ไปแล้ว กระทบสินค้าส่งออกไทยไปแล้ว

2) การนายกอ้างว่ามีการตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมแล้ว เป็นการตั้งเพียงปลัดกระทรวงพาณิชย์ให้รับผิดชอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของรัฐบาล เพราะปลัดพาณิชย์ จะไม่สามารถทำอะไรได้มาก ยิ่งในระบบราชการไทยที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ผลจึงออกมาอย่างที่เราเห็นว่ายังไม่มีทางออกใดๆ จนถึงวันนี้

ดิฉันจึงได้พยายามเสนอให้เร่งตั้ง Spacial Task Force ที่นายกต้องนั่งเป็นหัวโต๊ะเอง อย่างที่จะนั่งเป็นหัวโต๊ะในเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ซึ่งปัญหาภาษีทรั้มป์ เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ที่ต้องระดมความคิดเห็นร่วมกัน ต้องนำเอาภาคเอกชน นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เข้ามานั่งระดมสมองร่วมมือกันเป็นทีม

3) ในแถลงการณ์นายกบอกว่าจะมีการประชุมสรุปการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ในวันที่ 8 เมษายน ซึ่งวันที่ 9 เมษายน Reciprocal Tariff ของทรัมป์ ที่จะขึ้นภาษีไทยสูงถึง 37% จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่นายกจะเรียกประชุมก่อนหน้าเพียงวันเดียว เป็นเพราะอะไรคะ หรือว่าติดวันหยุด นี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายของประเทศ ที่ต้องเร่งลงมือทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อแก้ไขปัญหามหาวิกฤตินี้ให้ทันเหตุการณ์หรือ

ในแถลงการณ์ มีดีอยู่เพียงการให้ รองนายกฯพิชัย ไปเจรจากับสหรัฐ แต่ดิฉันรู้สึกเห็นใจรองนายกพิชัย ว่ายังไม่มีข้อสรุปจากตัวนายก คณะรัฐมนตรี หรือสภา ที่จะมอบหมายขอบเขตการเจรจา และผลประโยชน์คนไทยที่ต้องนำไปแลกเปลี่ยน ดังนั้นการทำงานของท่านคงยากน่าดู

และที่สำคัญผลประโยชน์ของประเทศและคนไทยที่จะนำไปแลกเปลี่ยนนั้น รัฐบาลและนายกอุ๋งอิ๋ง ควรจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะชน ไม่ใช่เอาผลประโยชน์ของ #คนตัวเล็ก ที่ไม่มีเสียง ไปแลกผลประโยชน์ให้กับคนตัวใหญ่ ดังนั้นการกำหนดผลประโยชน์ที่จะนำไปแลกต้องโปร่งใสและเผยแพร่ต่อประชาชน

ดิฉันจึงเสนอให้นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในสภาเป็นเรื่องเร่งด่วนในสัปดาห์นี้ แทนการนำเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ซึ่งสาธารณะชนยังรอได้ เพราะถ้าจะอ้างเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ กว่าเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์จะสร้างรายได้อย่างที่รัฐบาล กล่าวอ้าง ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่เรื่อง #ภาษีทรัมป์ จะมีผลสมบูรณ์ในวันที่ 9 นี้แล้ว ซึ่งจะส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย และภาคเอกชนไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

#ไทยสร้างไทย #ขึ้นภาษีไทย #สร้างการเมืองสุจริต

‘จักรภพ เพ็ญแข’ชี้ ‘สิทธิรัฐ-สิทธิประชาชน’ต้องสมดุล

‘จักรภพ เพ็ญแข’ชี้ ‘สิทธิรัฐ-สิทธิประชาชน’ต้องสมดุล

‘จักรภพ เพ็ญแข’ชี้ ‘สิทธิรัฐ-สิทธิประชาชน’ต้องสมดุล

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

“จักรภพ เพ็ญแข”ชี้ “สิทธิรัฐ-สิทธิประชาชน”ต้องสมดุล หนุนภาคประชาชนตรวจสอบอำนาจรัฐในเวทีเสวนา”เกม Werewolf ฉบับรัฐไทย”

วานนี้ (5 เมษายน 2568) นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “เกม Werewolf ฉบับรัฐไทย : เมื่อความเป็นอื่นถูกกำหนดผ่านอำนาจรัฐ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประเพณีสัมพันธ์สิงห์ดำ-สิงห์แดงครั้งที่ 56 ณ อาคารจามจุรี 9 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในงานเสวนาครั้งนี้ นายจักรภพได้กล่าวถึงประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับ สิทธิของรัฐ และ สิทธิของปัจเจกบุคคล โดยกล่าวว่า “สิทธิของรัฐ หมายถึง อำนาจหรือสิทธิที่รัฐได้รับในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการปกครองและการรักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งรัฐมีสิทธิในการดำเนินการเพื่อป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมการกระทำที่เป็นภัยต่อรัฐ และการจัดการกับการก่อการร้าย”

นายจักรภพ ยังได้กล่าวถึง สิทธิของปัจเจกบุคคล ว่า “สิทธิของปัจเจกบุคคล หมายถึง สิทธิที่แต่ละบุคคลมีในการปกป้องและใช้ชีวิตของตนเองอย่างเสรีในสังคม เช่น สิทธิในการเลือกเสรี สิทธิในความเป็นส่วนตัว สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่ม รวมถึงสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย เป็นต้น”

เขายังกล่าวเสริมว่า “ในสังคมที่มีการปกครองตามกฎหมาย สิทธิของรัฐและสิทธิของปัจเจกบุคคลต้องอยู่ในขอบเขตที่สมดุลและไม่ขัดแย้งกัน แต่ในบางกรณี การรักษาความมั่นคงของรัฐอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของปัจเจกบุคคล เช่น การจำกัดสิทธิในการเดินทางหรือการรวมกลุ่มในสถานการณ์ที่มีภัยคุกคามต่อรัฐ แต่กระนั้น การดำเนินการใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสิทธิของปัจเจกบุคคล จะต้องเป็นไปตามกฎหมายและมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลในทางสาธารณะ ดังนั้น การหาสมดุลระหว่างสิทธิของรัฐและสิทธิของปัจเจกบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบกฎหมายและการปกครองสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม”

นอกจากนี้ นายจักรภพ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของภาคประชาชน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ โดยกล่าวว่า “ภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น และช่วยลดการทุจริต รวมถึงการใช้อำนาจในทางที่ผิด การเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจจะช่วยให้รัฐสามารถรับรู้ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น การตรวจสอบจากภาคประชาชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคม”

นายจักรภพ ได้ทิ้งท้ายว่า “การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐในทางบวกจากภาคประชาชนจะช่วยรักษาความสมดุลในสังคมและสร้างความยุติธรรมในระบบการปกครอง โดยเฉพาะในระบบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ”

– 006