ไร้ภาวะผู้นำ! ‘ปิยะ’ซัด‘อิ๊งค์’แก้วิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐฯล่าช้า

ไร้ภาวะผู้นำ! ‘ปิยะ’ซัด‘อิ๊งค์’แก้วิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐฯล่าช้า

ไร้ภาวะผู้นำ! ‘ปิยะ’ซัด‘อิ๊งค์’แก้วิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐฯล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.30 น.

“ปิยะ”ซัด”แพทองธาร”แก้วิกฤตกำแพงภาษีสหรัฐฯล่าช้า สะท้อนไร้ภาวะผู้นำ มองทีมเจรจาไทยยังอ่อนเกินไป หวั่นเจรจาจะไร้ผล

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการเร่งตั้งคณะทำงานพิเศษ (Special Task Force) เพื่อรับมือภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นกำแพงภาษี ว่า อันดับแรกการเตรียมตัวเพื่อรับมือในการแก้ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลเคลื่อนตัวช้ามาก ทางสหรัฐฯ มีท่าทีและนโยบายในการปรับมาตรการทางด้านภาษีและการค้ากับคู่ค้าต่างๆ ตั้งแต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง และรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 แต่รัฐบาลเพิ่งมาแก้ปัญหาหรือประสานงานหลังจากสหรัฐฯ ประกาศนโยบายจะขึ้นภาษีไปเรียบร้อยแล้ว จนฝ่ายค้านต้องเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งทีมงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ผมมองว่าล่าช้าอย่างมาก สหรัฐอเมริกาประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 แต่รัฐบาลเพิ่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหานี้ หลังจากที่ฝ่ายค้านกดดัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้มีการเตรียมการ และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของ 3 ประเทศ ได้แก่ จีน , ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดท่าทีรับมือกรณีนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น ประเทศเวียดนาม ได้แต่งตั้ง นายโฮ ดุค ฟ็อก รองนายกรัฐมนตรี และนายเหวียน ฮอง เตี่ยน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ดูแลเรื่องนี้ และทราบว่าได้หารือกับ นายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) มีแนวโน้มจะเลื่อนการใช้อัตราภาษีอากรใหม่ไปอีก 3 เดือน ส่วนประเทศสิงคโปร์ นายกรัฐมนตรีออกโรงเป็นหัวเรือในการแก้ปัญหาเอง และประเทศอื่นเขารีบไปจับมือไปเจรจา แต่ของเราเหมือนโดดเดี่ยว มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เพิ่งจะรู้ว่าต้องส่งทีมไปเจรจา” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวต่อว่า ศักยภาพทีมเจรจาของไทยที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งในการเดินทางไปเจรจา ดูแล้วยังอ่อนเกินไป ถ้าหากเป็นทีมระดับนี้ไปคุยกับทางสหรัฐฯ เขาก็คงไม่ให้น้ำหนักอะไร โดยปกติการเจรจาระหว่างประเทศจะยึดหลักอธิปไตยและความเสมอภาคของรัฐ (sovereign Eguality of State) เป็นหลักสำคัญถือกันมาโดยตลอดในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยยึดถือหลักการที่ว่า การเจรจาต้องเคารพสิทธิ กฎหมาย และให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยถือว่าทุกประเทศเท่าเทียมกัน ต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถ้าทางไทยส่งเบอร์เล็กไป ทางสหรัฐฯ เขาจะส่งเบอร์เล็กมาเจรจาด้วย แล้วกี่วันจะประสบผลสำเร็จ โดยตนมองว่า นายกรัฐมนตรีควรจะต้องจัดทีมใหม่ เอาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ และที่สำคัญคือ ควรที่จะเอาคนที่เคยมีความสัมพันธ์หรือคนที่เคยทำงานร่วมกับทางสหรัฐฯ หรือคนที่เขาให้ความเกรงใจมาเป็นตัวหลักในการเจรจา มิเช่นนั้น การเจรจาครั้งนี้จะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน ทีมที่ท่านนายกฯ จัดตั้งมา ทำงานส่วนใหญ่เป็นทีมซอฟพาวเวอร์ ซึ่งทำงานมาตั้งแต่ 13 กันยายน 2566 ยังไม่เกิด impact อะไรเลย คงจะมีแต่ปลัดกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น นอกนั้นเป็นข้าราชการระดับต่ำกว่าอธิบดี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เป็นตัวนายกฯ เองหรือรองนายกฯ หรือรัฐมนตรี เหมือนไม่ให้เกียรติคู่เจรจา และหวังผลอะไรกับการเจรจา”

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ฉะยับ! รัฐบาลรับมือช้าปม‘ทรัมป์’โขกภาษี

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ฉะยับ! รัฐบาลรับมือช้าปม‘ทรัมป์’โขกภาษี

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ฉะยับ! รัฐบาลรับมือช้าปม‘ทรัมป์’โขกภาษี

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.16 น.

“ผู้นำฝ่ายค้าน”ฉะยับ! รัฐบาลรับมือช้าปม”ทรัมป์”โขกภาษี แนะทีมเจรจาต้องรู้ของในมือสร้างอำนาจต่อรองสหรัฐฯ ให้ไทยได้คุ้มเสีย เตือนส่ง”ทักษิณ”ม้าเร็วเจรจา “แพทองธาร”งานเข้าแน่

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีถึงท่าทีของประเทศไทยกับนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ว่า เป็นการดำเนินการของรัฐบาลที่ช้า เพราะเพิ่งจะมีการออกมาชี้แจงให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเพียงพอหลังจากที่มีการประกาศมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิชาการหลายคนได้ออกมาคาดการณ์แล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกมาตรการทางภาษี และเห็นการขยับท่าทีของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่แสดงบทบาทประธานอาเซียน 2568 เพื่อใช้กรอบการเจรจาในภูมิภาคอาเซียนในการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มอาเซียน แต่ไทยก็ยังไม่เห็นบทบาท ทั้งที่เป็นประเทศสำคัญในอาเซียน

ส่วนทีมเจรจาที่จะเป็นผู้เดินทางไปเจรจากับสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ปรากฏชื่อ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือรวมไปถึงกรณีที่ปรากฏชื่อ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะเป็นทีมไปเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ มองว่า แม้ว่าตัวบุคคลที่จะไปเจรจาจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศไทย ก่อนที่จะมีการเจรจาควรจะต้องรู้ตัวเองก่อนว่า มีอำนาจต่อรองใดบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี อาจจะยังไม่ได้ออกมาชี้แจงความชัดเจนให้กับสังคมว่า ประเทศไทยมีอำนาจจต่อรองใดบ้าง มีเพียงความเป็นมิตรภาพระหว่างไทย และสหรัฐฯ แต่ตนก็เห็นว่า สหรัฐฯ รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ก็ยังเลือกดำเนินนโยบายนี้ ฉะนั้น ก่อนที่จะมีการเจรจาจึงควรรู้อำนาจต่อรองของตนเองก่อน

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้เสนอให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นม้าเร็วในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา โดยเห็นว่า ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคณะทำงานที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีโดยตรง เพราะตนอยากให้มีนายกรัฐมนตรีตัวจริง ที่ทำหน้าที่ไปเจรจา และไม่อยากให้นายทักษิณ ซึ่งเป็นบิดาของนายกรัฐมนตรีไปเจรจาแทน และหากนายทักษิณ เป็นม้าเร็วเจรจาเองจริง ก็จะยิ่งเกิดผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรี ที่จะขาดความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ส่วนตามแถลงการณ์ที่มีการระบุแนวทางการเจรจาเพื่อขอผ่อนปรนอัตราภาษีจากสหรัฐอเมริกา ทั้งก็เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และลดเงื่อนไขการนำเข้าต่าง ๆ จะกลายเป็นทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเพิ่มมากหรือไม่นั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุว่า ตามที่สหรัฐฯ ออกมาตรการออกมาเพื่อไม่ให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบหากมองในมุมดุลการค้า และตนก็มองว่า มีความเป็นไปได้ในการไปเจรจาการค้า เพื่อให้เกิดดุลการค้า โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ดังนั้น ประเทศไทย จึงต้องมีของในมือ หรืออำนาจต่อรองที่สหรัฐอเมริกาอยากได้ และประเทศไทยจะได้ประโยชน์ที่คุ้มเสีย ซึ่งเชื่อว่า ประชาชน และภาคเอกชนของไทยก็อยากได้ความชัดเจนจากรัฐบาลเช่นเดียวกันว่า ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมใดจะได้รับผลกระทบบ้าง

‘ปชน.’จัดทัพ สส. เตรียมชำแหละ‘พรบ.สถานบันเทิงฯ’

‘ปชน.’จัดทัพ สส. เตรียมชำแหละ‘พรบ.สถานบันเทิงฯ’

‘ปชน.’จัดทัพ สส. เตรียมชำแหละ‘พรบ.สถานบันเทิงฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.04 น.

“หน.ปชน.”จัด สส.เตรียมชำแหละ พ.ร.บ.สถานบันเทิงฯ แล้ว เชื่อรัฐบาลมีเบื้องหลังร่างกฎหมายฉบับนี้ เตือน”วิสุทธิ์”ระวังอารมณ์โกรธเคืองสังคมซ้ำรอยนิรโทษฯ

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงแนวทางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ที่จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของพรรคประชาชน ว่า พรรคประชาชนได้มีการจัดเตรียม สส.ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพรรคประชาชนยังขอตั้งข้อสังเกตย้ำว่า รัฐบาลมีความรีบเร่งเกินความจำเป็น ทั้งที่เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม จึงอยากให้รัฐบาลเปิดโอกาสในการพูดคุยให้มากขึ้น

ส่วนพรรคประชาชนจะมีแนวทางอย่างไรในการยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ชี้แจงว่า ในฐานะฝ่ายค้านที่ถือเสียงข้างน้อย หากรัฐบาลจะผลักดันให้ร่างกฎหมายผ่านวาระแรกโดยเสียงข้างมากก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว และย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้ขัดขวางกระบวนการดังกล่าว เพียงแต่เห็นว่า การเลื่อนระเบียบวาระร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ของรัฐบาล เพื่อให้แซงหน้ากฎหมายฉบับอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กันนั้น สะท้อนได้ชัดว่า รัฐบาลมีเหตุใดเบื้องหลังในการเร่งรับผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้

ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล ออกมาเตือนฝ่ายค้านอย่าเล่นการเมืองในสภาฯ มาก เพราะประชาชนจะเบื่อ และทหารจะออกมา ว่า ในมุมหนึ่งตนเองก็ไม่อยากให้รัฐบาลมองฝ่ายค้านเล่นเกมการเมือง เพราะการสื่อสารของฝ่ายค้าน ก็ย้ำมาตลอดว่า ต้องการให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายตรงไปตรงมาตามระเบียบวาระ ตามลำดับ และฝ่ายค้านไม่ได้บิดเบือนหรือโจมตีทางการเมืองอย่างใด มีเพียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า ที่พยายามโยนกลับมาฝ่ายค้านว่าเล่นเกมการเมือง ดังนั้น ประชาชนกำลังจับตาอยู่ และคิดว่าประชาชนจะสามารถตัดสินได้ดีที่สุด

ส่วนมองร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะเป็นจุดจบของรัฐบาล ซ้ำรอยร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเหมือนในอดีตหรือไม่นั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ มองว่า จะต้องรอดูต่อ เพราะหากรัฐบาลขาดความชอบธรรมมากๆ ดำเนินการสิ่งใดไม่ฟังเสียงประชาชน อารมณ์ความโกรธขอสังคมก็น่าจะยิ่งสูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจะดำเนินการใด ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะตนเองก็ไม่อยากให้ภาพการเมืองไทยกลับไปซ้ำรอยอดีต

‘อ.ไชยันต์’ถือฤกษ์‘วันจักรี’ ลงสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

‘อ.ไชยันต์’ถือฤกษ์‘วันจักรี’ ลงสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

‘อ.ไชยันต์’ถือฤกษ์‘วันจักรี’ ลงสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.55 น.

‘อ.ไชยันต์’ถือฤกษ์‘วันจักรี’ ลงสมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

6 เมษายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า “วันนี้ วันดี วันจักรี มาสมัครในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครับ”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ในการประชุมวุฒิสภา(สว.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ ซึ่งที่ประชุมไม่เห็นชอบให้นางสิริพรรณ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียง 136 ต่อ 43 งดออกเสียง7 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เช่นเดียวกับนายชาตรี ที่ประชุมไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 115 ต่อ 47 งดออกเสียง 22 ไม่ลงคะแนน 3 ทำให้บุคคลทั้ง 2 ได้รับความเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่ลงคะแนนได้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แรงอวยไม่ช่วยอะไร! สว.ลง‘มติลับ’ปัดตก‘สิริพรรณ-ชาตรี’วืดเก้าอี้ตุลาการศาลรธน.)

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘ฝ่ายค้าน’ อย่าตีรวนถก‘ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘ฝ่ายค้าน’ อย่าตีรวนถก‘ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

‘วิสุทธิ์’ดักคอ‘ฝ่ายค้าน’ อย่าตีรวนถก‘ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“วิสุทธิ์”ดักคอ”ฝ่ายค้าน” อย่าตีรวนถก”ร่าง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” 9เม.ย.นี้ เย้ยฝ่ายต้านคนหน้าเดิมๆ

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 เม.ย.ว่า จะเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแน่นอน ไม่ได้เร่งรีบ เอาเหตุผลมาคุยกันในสภาฯ เป็นที่ตัดสินปัญหา แต่จะพิจารณาจบภายในวันเดียวหรือไม่ ยังไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่อยากให้พิจารณาจบภายในวันเดียว ถ้ายังอภิปรายยืดเยื้อวนเวียนไปมา ก็ต้องใช้มติที่ประชุมแก้ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดว่าการประชุมวันที่ 9 เม.ย.จะมีเหตุวุ่นวายในห้องประชุมเหมือนสัปดาห์ก่อน ระหว่างการเสนอญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหว และการเสนอเลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่า ไม่เชื่อว่าจะมีการตีรวน ไม่อยากให้เกิดเหตุวุ่นวายเหมือนรอบที่แล้ว ต้องใช้เวทีสภาฯ แก้ปัญหา ฝ่ายค้านอาจอภิปรายด้วยเหตุผลก็ได้

นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกระแสต่อต้านร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้นนั้น รัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม อยากให้ใช้เวทีสภาฯ แก้ปัญหา อย่างกรณีม็อบต่อต้านก็เป็นคนหน้าเดิมๆ ต่อให้รัฐบาลไม่ได้ทำอะไร ก็ไล่รัฐบาลยู่แล้ว อยากให้ฟังเหตุผลว่า บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายมีเพียง 10% ที่เหลืออีก 90% เป็นโรงแรม ร้านอาหาร สวนสนุก สนามกีฬา

“ทุกวันนี้คนไทยเดินทางไปเล่นพนันต่างประเทศจำนวนมาก ทั่วโลกเปิดได้ แต่ทำไมประเทศไทยห้ามเปิด คนมาเที่ยวเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ได้ต้องมาเล่นพนัน อาจไปพักผ่อนหย่อนใจที่โรงแรม กินอาหารก็ได้ ช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ” นายวิสุทธิ์ กล่าว

‘ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น34’แสดงจุดยืน! ค้านเปิด’บ่อนการพนัน-กาสิโน’

'ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น34'แสดงจุดยืน! ค้านเปิด'บ่อนการพนัน-กาสิโน'

‘ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯรุ่น34’แสดงจุดยืน! ค้านเปิด’บ่อนการพนัน-กาสิโน’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ รุ่น 34 ออกแถลงการณ์ระบุว่า ศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ รุ่น 34 มีความกังวลต่อการเร่งดำเนินการของรัฐบาล นักการเมือง และผู้เกี่ยวข้อง ในการผลักดันให้การเปิดบ่อนการพนัน หรือ กาสิโนถูกกฎหมาย โดยมิได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างรอบด้าน ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมโดยรวม ผ่านกระบวนการออกพระราชบัญญัติธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

เราผู้มีรายชื่อต่อไปนี้ ขอแสดงจุดยืนในฐานะพลเมืองไทยที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ว่า “เราไม่สนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้มีการเปิดบ่อนการพนัน หรือ กาสิโน ในประเทศไทย”

1.ผศ.พญ สุวิรากร โอภาสวงศ์ 
2.พญ.สุรีย์ จิรวิทยากุล
3.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
4.นพ.สุวิทย์ เด่นศิริอักษร
5.ศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์

6.รศ.นพ.อดิศักดิ์ ตรีนวรัตน์
7.รศ.พญ.ปานฤทัย ตรีนวรัตน์
8.พญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ
9.พญ.สุวรรณี สายสังข์
10.นพ.สมชัย โชคพัฒนาพงศ์

11.พ.ต.ท.นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์
12.นพ.บุญเลิศ เตรียมอมรวุฒิ
13.ศ.นพ.พิเชฐ สัมปทานุกุล  
14.นพ.องอาจ ดีศิริ
15.นพ.วิชัย อัศวภาคย์

16.นพ.สุพจน์ หาญนิรัญกูร
17.นพ.วุฑฒิชัย บุญญาปะมัย
18.รศ.พญ.จิตลัดดา ดีโรจนวงศ์
19.นพ ไพศาล รัมณีย์ธร
20.นพ.บุญชัย เอื้อไพโรจน์กิจ

21.นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์
22.พญ.สมลักษณ์ กาญจนาพงศ์กุล
23.พญ.วิไลวรรณ ศิริฤกษ์อุดมพร
24.นพ.สงวน คุณาพร
25.นพ.ไพโรจน์ จิรันดร

26.พล.ร.ต.หญิง พญ.สุพิชชา แสงโชติ
27.นพ.สุนทร เสรีเชษฐพงศ์

ยก 6 เหตุผล! ‘กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม’ค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

ยก 6 เหตุผล! 'กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม'ค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

ยก 6 เหตุผล! ‘กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม’ค้านร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ออกจดหมายเปิดผนึก คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค มีเนื้อหาดังนี้

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ที่มีกาสิโนเป็นส่วนประกอบสำคัญ และได้เลื่อนขึ้นพิจารณาเป็นการด่วนในวันที่ 9 เมษายนนี้ กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด และมีมติคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

1.การละเมิดหลักสัญญาประชาคม ด้วยเหตุว่าพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลปัจจุบันไม่มีพรรคใดหาเสียง ต่อประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่าจะให้มีบ่อนพนันถูกกฎหมาย จึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ประชาชนมอบให้ แม้ประชาชนจะมอบให้แล้วก็ไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้

2.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนเป็นหลัก อาจไม่สามารถสร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เพราะการพนันไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ เป็นเพียงการโอนย้ายเงินจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการใดๆ ในทางกลับกันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและก่อให้เกิดต้นทุนสาธารณะที่สังคมโดยรวมต้องมาแบกรับ จึงไม่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

3.ขาดธรรมาภิบาล ร่างพระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการนโยบายและคณะรัฐมนตรีอย่างล้นเกิน  ขาดการแบ่งแยกอำนาจเพื่อการตรวจสอบและถ่วงดุล เสมือนการให้เช็คเปล่ากับฝ่ายบริหารสามารถแสวงประโยชน์อย่างไรก็ได้

4.ความเสี่ยงต่อการฟอกเงินและอาชญากรรม กาสิโนสามารถถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินของธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากร รวมถึงข้าราชการและนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น หากพื้นฐานของประเทศนั้นไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่ดีพอ มีการทุจริตคอรัปชั่นสูง รวมถึงการมีกฎหมายที่มีช่องโหว่

5.การไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชน ปัจจุบันปรากฏเสียงคัดค้านจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งองค์กรศาสนา แพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุข นักวิชาชีพ และกลุ่มมวลชนต่าง ๆ  การเร่งผ่านกฎหมายโดยไม่ฟังความเห็นค้านของประชาชน อาจนำไปสู่การจุดชนวนความขัดแย้งทางสังคม ซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งไม่เป็นที่คนไทยโดยส่วนใหญ่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นอีก

6.การเคารพมติมหาชน หากรัฐบาลเชื่อมั่นในนโยบายนี้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม  และพร้อมจะชี้แจงเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชน รัฐบาลสมควรจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ขอเรียกร้องต่อประธานรัฐสภาโปรดยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว และขอเรียกร้องต่อพรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ได้ใช้มโนสำนึกตัดสินใจอย่างอิสระปราศจากการถูกครอบงำใดๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ

หนุนร่าง‘รทสช.’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน‘เพื่อไทย’ไม่เสนอ‘กม.นิรโทษฯ’ประกบ

หนุนร่าง‘รทสช.’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน‘เพื่อไทย’ไม่เสนอ‘กม.นิรโทษฯ’ประกบ

หนุนร่าง‘รทสช.’ ​‘วิสุทธิ์’ยัน‘เพื่อไทย’ไม่เสนอ‘กม.นิรโทษฯ’ประกบ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

“วิสุทธิ์”ยัน”เพื่อไทย”ไม่เสนอ”กม.นิรโทษฯ”ประกบ หนุนร่าง”รทสช.”ครอบคลุมเพียงพอ-หลายกลุ่มได้อานิสงส์ โต้”ปชน.”อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมือง อ้างเอาเป็นตัวประกันโยงดิสเครดิต”พรรคส้ม”ไม่จริงใจ ล็อกเป้าถกให้จบชั้น”รับหลักการ”ก่อนปิดสมัยประชุม

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม อีก 4 ฉบับ ที่จะต่อจากร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ว่า อยากให้พิจารณารับหลักการวาระแรกให้จบสมัยประชุมนี้ ภายในวันที่ 10 เม.ย.เช่นกัน เพื่อให้ช่วงปิดสมัยประชุมไปพิจารณาต่อในชั้น กมธ.วิสามัญต่อได้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ ลดความขัดแย้งโดยเร็ว ตนมองว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 4 ฉบับ ที่อยู่ในสภาฯ ขณะนี้ เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่พรรคเพื่อไทยจะต้องยื่นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับของตัวเองเข้ามาประกบเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอมา พรรคเพื่อไทยพิจารณาเห็นว่า เนื้อหาครอบคลุมเพียงพอแล้ว ทำให้ประเทศเกิดสันติสุขได้ โดยไม่มีการแตะต้องความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเป็นร่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีร่างพรรคเพื่อไทยเพิ่มเติมมาอีก

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาระบุว่า พรรคเพื่อไทยใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นตัวประกัน ไม่ให้มีผู้ได้อานิสงส์การนิรโทษกรรมทุกกลุ่ม เพื่อดิสเครดิตพรรคประชาชนไม่จริงใจกับการนิรโทษกรรม นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้คุยกับพรรครวมไทยสร้างชาติหลายครั้งเรื่องนี้ เนื้อหาในร่างพรรครวมไทยสร้างชาติมีประโยชน์ มีหลายกลุ่มได้อานิสงส์นิรโทษกรรม อย่าไปคิดว่าจับกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นตัวประกัน

“เรามีเจตนาดี อย่าไปมองทุกอย่างเป็นเรื่องการเมือง ในวันที่ 9 เม.ย.วิปรัฐบาลจะหารือกันอีกครั้งว่าจะรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้ง 4 ฉบับ หรือรับแค่ร่างใดร่างหนึ่ง แต่ตั้งใจจะต้องพิจารณาวาระแรกให้จบในวันที่ 10 เม.ย.นี้” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

Saveประเทศไทย! ‘หมอตุลย์’ปลุกมวลชน 9 เม.ย.รวมพลหน้าสภาค้าน‘กม.กาสิโน’

#Saveประเทศไทย! ‘หมอตุลย์’ปลุกมวลชน 9 เม.ย.รวมพลหน้าสภาค้าน‘กม.กาสิโน’

#Saveประเทศไทย! ‘หมอตุลย์’ปลุกมวลชน 9 เม.ย.รวมพลหน้าสภาค้าน‘กม.กาสิโน’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

#Saveประเทศไทย! ‘หมอตุลย์’ปลุกมวลชน 9 เม.ย.รวมพลหน้าสภาค้าน‘กม.กาสิโน’

6 เมษายน 2568 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เผยแพร่บทความ ระบุว่า…

#Save ประเทศไทย

อย่าให้ประเทศไทยล่มสลายในรุ่นเรา

ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

6 เมษายน 68

ถึงพี่น้องชาวไทยที่รักชาติทุกท่าน

รัฐบาลแพทองธารภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร กระเหี้ยนกระหือรือที่จะออกกฎหมายเพื่อรองรับการก่อตั้งกาสิโน หรือบ่อนการพนันขนาดใหญ่อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยอ้างการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบ Entertainment complex และประโยชน์ในทางรายได้ โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านที่ดังกระหึ่มทั่วสื่อโซเชี่ยล ว่าจะสร้างความวิบัติชิบหายให้กับสังคมไทยอย่างเลวร้ายที่สุด  และจะนำร่างพรบ.ดังกล่าวเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9 เมษายน 2568 ที่จะถึงนี้ อันแสดงถึงว่าคณะรัฐบาลนี้เต็มไปด้วยความโลภโมโทสัน สนใจแต่ประโยชน์มหาศาลที่พรรคพวกของเขาจะได้รับ ไม่ว่าจะในรูปการออกใบอนุญาตตั้งกาสิโน หรือแม้แต่การฟอกเงิน อ้างว่าร่ำรวยจากการชนะพนัน แต่ประเทศไทยและสังคมไทยจะวิบัติล่มสลายเหมือนตึกสตง. ก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ผมจึงขอประกาศเชิญชวนทุกคน ทุกองค์กร ที่มีเจตจำนงแรงกล้าที่

#Save ประเทศไทย มาร่วมกันแสดงตนคัดค้านพรบ.จัดตั้งกาสิโนที่หน้าสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่  9 เมษายน 2568 เวลา 9.00 น

เพื่อให้การคัดค้านครั้งนี้สัมฤทธิ์ผล เราคงต้องสละเวลา และแรงกาย แรงใจ ฝ่าเปลวร้อน มาที่หน้าสภาฯให้มืดฟ้ามัวดิน ถ้ากันน้อย รัฐบาลและสส.มันก็จะได้ใจ และอ้างว่าคนคัดค้านมีน้อยแค่หยิบมือเดียว

อย่าลืมนะครับ พบกันหน้าสภา 9 เมษา นี้ เวลา 9.00 น. ครับ

#Save ประเทศไทย

ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

ขับเคลื่อน‘30บาทรักษาทุกที่’ ‘A-MED Care’ระบบสุขภาพหลังบ้าน

วันจันทร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีเสวนา A-MED Care ร่วมถกแนวทางต่อยอดเพื่อยกระดับระบบสู่ “แพลตฟอร์มกลาง บันทึกบริการ-เบิกจ่าย หน่วยบริการระดับปฐมภูมิ” ในระบบบัตรทอง ด้าน สปสช. ระบุ เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการหลังบ้าน ขับเคลื่อน  “30 บาทรักษาทุกที่” ดูแลประชาชนได้ใช้สิทธิบัตรทองใกล้บ้าน ร่วมสร้างระบบสุขภาพไทยให้เข้มแข็ง

ในการเสวนา “แนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมในงานสัมมนา “A-MED Care ระบบสุขภาพหลังบ้าน ขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่” จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อมุ่งพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางในการให้บริการดูแลรักษาโรคทั่วไปสำหรับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา

ในงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิในระบบสุขภาพเข้าร่วมพร้อมร่วมแลกความคิดเห็นและประสบการณ์ในเวทีเสวนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศไทย อาทิ ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. ภญ.ฐานิติ สินชัยกิจ จากร้านยา DD health store นายบุญสาม ศรีตะวัน บุญสามคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ นายศุภวัฒน์ รักซ้อน สายรุ้งคลินิกเวชกรรม พท.ประสพสุข บาลี มังกรสินคลินิกการแพทย์แผนไทย และ นายวัชรากร หนูทอง  หัวหน้าทีมวิจัย กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สวทช.

ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมเปิดการสัมมนาฯ และกล่าวในเวทีเสวนาฯ ว่า  “A-MED Care” เป็นความร่วมมือระหว่าง สปสช. และ สวทช. ในการพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลการให้บริการและการเบิกจ่ายค่าบริการ ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และได้ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีการใช้กับหน่วยนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ไม่ว่าจะเป็น ร้านยาคุณภาพ คลินิกชุมชนอบอุ่น คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เป็นต้น

ซึ่งหน่วยบริการเหล่านี้ ได้เข้ามามีบทบาทเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายด้วยบัตรประชาชนเพียงใบเดียว ด้วยความร่วมมือกันที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วนนี้ภายใต้การพัฒนาระบบ A-MED Care เชื่อมั่นว่าจะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบสุขภาพของคนไทยมีความเข้มแข็ง สามารถเข้ารับบริการโดยใช้สิทธิบัตรทอง ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทาง และช่วยลดความแออัดในหน่วยบริการ

ซึ่งประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพและมาตรฐานบริการของหน่วยบริการนวัตกรรมนี้ได้ เนื่องจากการเข้าร่วมให้บริการนี้ได้ จะต้องผ่านการอบรมและควบคุมคุณภาพการให้บริการจากสภาวิชาชีพทางการแพทย์นั้นๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็น สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล แพทยสภา เป็นต้น รวมทั้ง สปสช. เองก็มีหลักเกณฑ์ในการประเมินหน่วยบริการที่เข้าร่วมให้บริการด้วยเช่นกัน

ดร.กิตติ วงศ์ถาวราวัฒน์ ผู้อำนวยการ กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาระบบ A-MED Care ได้สนับสนุนหน่วยบริการนวัตกรรม ตามนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ของ สปสช. เพื่อให้หน่วยบริการสามารถบันทึกข้อมูลการให้บริการและบันทึกเบิกจ่ายผ่านระบบเข้ามาที่ สปสช. ซึ่งที่ผ่านมามีหน่วยบริการนวัตกรรมทำการบันทึกข้อมูลการให้บริการผ่านระบบ A-MED Care แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม คลินิกแพทย์แผนไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ดีด้วยกลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพ สวทช. มีเป้าหมายที่จะต่อยอดระบบเพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลาง ในการบันทึกข้อมูลให้บริการดูแลรักษาโรคทั่วไปสำหรับหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ (Primary Care) ในระบบของ สปสช. ดังนั้นจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ขณะที่ ภญ.ฐานิติ สินชัยกิจ ร้านยา DD health store  กล่าวว่า การได้เข้ามาเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมร้านยาคุณภาพในระบบบัตรทองถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ถึงเป็นเพียงร้านยา แต่ก็มีส่วนในการช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นในด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังหน่วยบริการประจำของตนเองที่อยู่ไกล เพื่อให้สามารถใช้สิทธิรับบริการสุขภาพกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อยใกล้บ้านได้

เพียงแค่มาที่ร้านยาที่มีสติ๊กเกอร์ “30 บาทรักษาทุกที่” พร้อมยื่นบัตรประชาชนเพียงใบเดียว แจ้งอาการของท่าน จากนั้นร้านยาก็จะทำการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยผ่านระบบ A-MED Care ที่ระบบที่ใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ในการส่งข้อมูลไปยัง สปสช. จากนั้นผู้ป่วยก็ได้รับยาตามอาการที่ครอบคลุม 32 กลุ่มโรค/อาการ และกลับบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยร้านยาจะทำการเบิกจ่ายกับ สปสช. ต่อไป

                                                 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)