ระเบิดความแซ่บ! ‘กรีน อัษฎาพร’เสิร์ฟบิกินีตัวจิ๋วคลายร้อน

ระเบิดความแซ่บ! 'กรีน อัษฎาพร'เสิร์ฟบิกินีตัวจิ๋วคลายร้อน

ระเบิดความแซ่บ! ‘กรีน อัษฎาพร’เสิร์ฟบิกินีตัวจิ๋วคลายร้อน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.26 น.

สวยครบเครื่องมาก สำหรับนางเอกสาว “กรีน อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล” หรือ กรีน AF5 ที่ล่าสุดทำเอาไอจีแซ่บไฟลุกอีกครั้ง โดยล่าสุดเจ้าตัวก็ได้จัดทริปเที่ยวพักผ่อนที่หัวหินสลัดผ้านุ่งบิกินีตัวจิ๋ว โพสท่าสุดชิคริมสระ อวดหุ่นเซ็กซี่กล้ามท้องเบาๆ เรียกว่าทำเอาแฟนคลับต่างกดไลค์กันรัวๆ เลยทีเดียว

สังคมจับตามอง! ‘สมาชิกแพทยสภา’เตรียมยื่นทบทวน เลื่อนสอบคดีหมอรักษา’ทักษิณ’

สังคมจับตามอง! 'สมาชิกแพทยสภา'เตรียมยื่นทบทวน เลื่อนสอบคดีหมอรักษา'ทักษิณ'

สังคมจับตามอง! ‘สมาชิกแพทยสภา’เตรียมยื่นทบทวน เลื่อนสอบคดีหมอรักษา’ทักษิณ’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.56 น.

‘นพ.ตุลย์’เตรียมยื่นหนังสือถึงแพทยสภา 8 เม.ย.นี้ เพื่อทบทวนกรณีที่มีการประกาศเลื่อนการพิจารณาผลสอบด้านจริยธรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานักโทษชายทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 5 เมษายน 2568 มีรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานแพทยสภา นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาชิกแพทยสภา เตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรรมการแพทยสภา เพื่อทบทวนกรณีที่มีการประกาศเลื่อนการพิจารณาผลสอบด้านจริยธรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานักโทษชายทักษิณ ชินวัตร

โดยในหนังสือดังกล่าว นพ.ตุลย์ ระบุว่า ขณะนี้สังคมกำลังจับตามองแพทยสภาอย่างใกล้ชิด กรณีมาตรฐานการรักษาและจริยธรรมทางการแพทย์ ในช่วงที่นายทักษิณได้รับการรักษานอกเรือนจำ เป็นเวลานานถึง 180 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 จนถึง 18 กุมภาพันธ์ 2568 โดยไม่มีการส่งตัวกลับไปยังเรือนจำ แม้พ้นภาวะวิกฤตแล้วก็ตาม

นพ.ตุลย์ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่แพทยสภาประกาศเลื่อนพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าได้รับเอกสารเพิ่มเติมจากราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจจำนวนมาก หลังพ้นกำหนดส่งเอกสารเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ซึ่งอาจสร้างความเคลือบแคลงใจแก่ทั้งในวงการแพทย์และสาธารณชน และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแพทยสภาอย่างรุนแรง

“ผมขอเรียกร้องให้กรรมการแพทยสภาทุกท่านไม่รับฟังเอกสารที่ส่งล่าช้ากว่ากำหนด และดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ตามแผนเดิมในการประชุมวันที่ 10 เมษายน 2568 เพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์กร หากจำเป็นต้องเลื่อนออกไป ควรไม่เกินการประชุมครั้งถัดไป” นพ.ตุลย์ระบุในหนังสือ

หยุดดันกฎหมาย! 37 แพทย์จุฬาอาวุโสค้านกาสิโน ชี้กระทบสังคมรุนแรง-เศรษฐกิจ

หยุดดันกฎหมาย! 37 แพทย์จุฬาอาวุโสค้านกาสิโน ชี้กระทบสังคมรุนแรง-เศรษฐกิจ

หยุดดันกฎหมาย! 37 แพทย์จุฬาอาวุโสค้านกาสิโน ชี้กระทบสังคมรุนแรง-เศรษฐกิจ

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.31 น.

กลุ่มแพทย์จุฬาอาวุโสรุ่น 27 ร่วมลงชื่อ 37 ราย คัดค้านร่างกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจรของรัฐบาลแพทองธาร 

วันที่ 5 เมษายน 2568 กลุ่มแพทย์จุฬาอาวุโส รุ่นที่ 27 รวม 37 รายชื่อ ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อคัดค้าน (ร่าง)พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่มีเป้าหมายผลักดันให้เกิด Entertainment Complex ซึ่งมีการซ่อนบ่อนกาสิโนไว้ภายใน แม้อ้างว่าเป็นเพียง 10% ของพื้นที่ แต่กลุ่มแพทย์เตือนว่าผลกระทบต่อสังคมจะรุนแรงอย่างไม่อาจประเมินได้

แพทย์กลุ่มนี้ระบุว่า สังคมไทยยังเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน และการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึก การเปิดบ่อนกาสิโนเสรีและการพนันออนไลน์จะยิ่งเป็นการ ซ้ำเติมปัญหาสังคม ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนตกอยู่ในวังวนของการพนัน และนำไปสู่การเพิ่มจำนวนของปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด โสเภณี การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และธุรกิจสีเทา

ในแถลงการณ์ กลุ่มแพทย์ระบุว่า “เศรษฐกิจจะไม่ได้หมุนเวียนดีขึ้นตามที่อ้าง แต่กลับจะล่มจม ประเทศมีแต่จะวิบัติ” พร้อมยืนยันว่า ในฐานะแพทย์ผู้ผ่านชีวิตการทำงานมานานกว่า 50 ปี ได้เห็นปัญหาความทุกข์ยากของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และมีวิจารณญาณพอที่จะตัดสินว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดีต่อประเทศ

รายชื่อแพทย์ทั้ง 37 คนที่ร่วมลงนาม มีดังนี้:

1. พล.อ.ต. นพ.ธนา ปุกหุต (ประธานรุ่น) 2. นพ.สมยศ แจ้งจรัส 3. พญ.สวันทนา เหมะจุฑา 4. นพ.วรวีร์ กิตติวัชร 5. นพ.ปรีดา ทัศนะประดิษฐ์ (รุ่น 12 อดีตรองอธิการบดีจุฬาฯ และผอ.รพ.จุฬาฯ) 6. นพ.ประกอบ แสนมั่นคงกุล 7. นพ.รณไตร เรืองวีรยุทธ (อดีต ผอ.รพ.แม่สอด) 8. พญ.ลักษณะพรรณ เจริญวิศาล 9. นพ.ชูศักดิ์ งามไพบูลย์ 10. ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์

11. ศ.พญ.อรุณี เจตศรีสุภาพ 12. พญ.ดวงใจ วิสุทธิชัยกิจ 13. นพ.สาธิต อาชานานุภาพ 14. พล.ต. นพ.ธัญญะ จันทร 15. รศ.พญ.ประสาทนีย์ จันทร 16. พญ.เรือนแก้ว กนกพงศ์ศักดิ์ 17. พล.อ.ต.ญ.พญ.ชมนาด นวลปลอด 18. นพ.ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ (อดีตผู้แทน WHO อินโดนีเซีย) 19. พญ.สุคนธา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา 20. นพ.สุรเชษฐ์ สุธีรัตน์

21. พญ.ธัญลักษณ์ ชัยเสรี 22. รศ.นพ.วรวัฒน์ จันทร์พัฒนะ 23. นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา 24. พล.ท.สถิตย์ เรืองดิลกรัตน์ (อดีตรองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก) 25. พล.ร.ต.เอนก ตันติวรสิทธิ์ (อดีต ผอ.รพ.อาภากรเกียรติวงศ์) 26. พล.ต.ผศ.พญ.กรรณิกา ตาตะนันทน์ 27. นพ.จำรัส ธรรมนิยม 28. ผศ.นพ.ถวัลย์ เบญจวัง 29. นพ.ประสาน ตั้งจาตุรนต์รัศมี 30. รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล

31. พญ.แกมกาญจน์ วัฒนวรางกูร 32. นพ.ประมวล วีรุตมเสน 33. พญ.กันยาณี อัมพวันนิมิตร 34. พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ 35. นพ.ประสาร วงศ์รัตนโสภา 36. นพ.สมศักดิ์ โชติรัตนพฤกษ์ 37. นพ.ปัญญา สุวรรณวาสี

ทั้งนี้ แพทย์จุฬาอาวุโสกลุ่มนี้เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพของสังคมไทยในระยะยาว

ย้อนคำจาตุรนต์! ‘ทิชา’แขวะหนัก! ถามหาหลักการ นักการเมืองน้ำดี ปม ‘มิน อ่อง หล่าย’

ย้อนคำจาตุรนต์! 'ทิชา'แขวะหนัก! ถามหาหลักการ นักการเมืองน้ำดี ปม 'มิน อ่อง หล่าย'

ย้อนคำจาตุรนต์! ‘ทิชา’แขวะหนัก! ถามหาหลักการ นักการเมืองน้ำดี ปม ‘มิน อ่อง หล่าย’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.19 น.

ทิชา ณ นคร แชร์โพสต์เก่าจาตุรนต์ฉายแสง วิจารณ์พลเอกประยุทธ์เคยต้อนรับรัฐบาลทหารเมียนมา พร้อมแขวะ ถามหาจุดยืนและหลักการจากนักการเมืองน้ำดี หลังรัฐบาลแพทองธารต้อนรับมิน อ่อง หล่าย 

วันที่ 5 เมษายน 2568  จากกรณีที่รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้การต้อนรับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในโอกาสเดินทางร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล (BIMSTEC) ที่กรุงเทพมหานคร จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

ล่าสุด ทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามล” อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก โดยการแชร์โพสต์เก่าของนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อวิจารณ์กรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้อนรับรัฐบาลทหารเมียนมา

ข้อความเดิมของนายจาตุรนต์ ระบุว่า “ขณะที่ UN เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ช่วยกันกดดันให้เมียนมากลับคืนสู่ประชาธิปไตย ประณามการใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยมต่อประชาชน พลเอกประยุทธ์กลับแสดงท่าทีเชื้อเชิญ ต้อนรับและสนับสนุนคณะรัฐประหารเมียนมาเป็นประเทศแรกและประเทศเดียว การกระทำของนายกฯ ไทยจึงทำลายภาพลักษณ์ของไทยอย่างร้ายแรง”

ต่อโพสต์นี้ ทิชาได้เขียนข้อความประกอบว่า “นี่คือสิ่งที่นักการเมือง (น้ำดี) เคยคิด เคยพูด… ใช่! การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่จุดยืน หลักการ ไม่มีคำถาม แต่อย่าสงสัย ถ้าประชาชนที่โหวต ‘ตัดสินคุณ’

#ไม่เอาพรรคการเมืองที่จับมือเผด็จการ #ไม่เอารัฐบาลที่ฆ่าประชาชน”

ถก BIMSTEC ชื่นมื่น ‘อิ๊งค์’เคลียร์‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมแก้ปัญหาไฟป่า-แก๊งคอลฯ

ถก BIMSTEC ชื่นมื่น  ‘อิ๊งค์’เคลียร์‘มิน อ่อง หล่าย’  ร่วมแก้ปัญหาไฟป่า-แก๊งคอลฯ

ถก BIMSTEC ชื่นมื่น ‘อิ๊งค์’เคลียร์‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมแก้ปัญหาไฟป่า-แก๊งคอลฯ

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถก BIMSTEC ชื่นมื่น ‘อิ๊งค์’เคลียร์‘มิน อ่อง หล่าย’ ร่วมแก้ปัญหาไฟป่า-แก๊งคอลฯ

การประชุม 7 ชาติ ในความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ราบรื่น นายกฯ “อิ๊งค์” หารือ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมา ร่วมแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ-คอลเซ็นเตอร์ จับมือ ขุดลอกแม่น้ำภาคเหนือพรมแดนไทย-เมียนมา เตรียมพร้อมป้องกันน้ำท่วม ก่อนฤดูฝน พร้อมโชว์วิชั่นพัฒนาภูมิภาคให้ยั่งยืน

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 4 เมษายน 2568 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผู้นำบิมสเทค (BIMSTEC) ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกแบบตัวต่อตัวในรอบ 7 ปี

โดยการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำทั้ง 7 รวมทั้งไทย เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส ประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ , นายดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน , นายนเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย , พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา , นายเค พี ศรรมะ โอลี นายกรัฐมนตรีแห่งเนปาล , ดร.หริณี อมรสุริยะ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

ก่อนการประชุม น.ส.แพทองธาร ได้พบหารือทวิภาคีกับ พลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาโดยได้กล่าวแสดงความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของแก่ประชาชนเมียนมา ซึ่งได้จัดส่งถึงเมียนมาแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านการป้องกันพิบัติภัย ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ รวมทั้งอาชญากรรมข้ามพรมแดน ยาเสพติด และการลักลอบการค้าที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะความร่วมมือในการปราบปรามแก๊ง call center และขบวนการ online scam รวมทั้งประสานเหยื่อผู้ถูกหลอกลวงกลับประเทศ ซึ่งมาตรการที่เด็ดขาดของประเทศไทย ทำให้การส่งข้อความและการโทรศัพท์หลอกลวง ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้สั่งการหน่วยความมั่นคงให้มีการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่าย ยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินการในการเดินหน้าตาม “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (Clear Sky Strategy) เพื่อยกระดับการป้องกันและแก้ไขไฟป่า ฝุ่นละออง และหมอกควัน โดยมีสมาชิก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย , สปป.ลาว และเมียนมา โดยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก จุดความร้อน และปัญหาฝุ่นควันลดน้อยลง นอกจากนี้ ไทยและเมียนมา ยังได้ร่วมกันเตรียมการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ด้วยการเร่งขุดลอก รื้อถอน สิ่งกีดขวางทางน้ำในแหล่งน้ำ และแม่น้ำระหว่างสองประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ก่อนฤดูฝนในปีนี้

ทั้งนี้ ประเทศไทยและเมียนมา จะร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ทางการเกษตรและปศุสัตว์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่ เช่น ข้าวโพด ให้มีผลผลิตมากขึ้น ให้ทำลายธรรมชาติน้อยลง และลดการเผาพืช รวมทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ ไก่ โค สุกร ซึ่งจะสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ บิมสเทค (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation หรือ BIMSTEC) ครั้งนี้ เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และเป็นการริเริ่มและผลักดันของไทย ตามนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy)

ปัจจุบัน บิมสเทค มีความร่วมมือ 7 สาขา (1) การค้า การลงทุน และการพัฒนา (2) สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3) ความมั่นคง (4) การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (5) การปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน (6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ (7) ความเชื่อมโยง ไทยรับตำแหน่งประธานบิมสเทคต่อจากศรีลังกา

ซึ่งผู้นำทุกประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง สะท้อนถึงการยึดมั่นในพันธสัญญาที่ทุกประเทศร่วมกันในฐานะสมาชิก ที่มีประชากรทั้งหมดราว 1,800 ล้านคน ซึ่งเป็นพลังและความจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องมีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) ครั้งที่ 6 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 6 ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2547 และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พาบิมสเทคกลับมายังกรุงเทพมหานคร และมีโอกาสต่อยอดบนรากฐานที่ได้วางไว้ตลอดช่วง 20 ปี

ส่วนแนวคิดหลักภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานบิมสเทคของไทย คือ “บิมสเทค ที่มั่งคั่ง ยั่งยืน ฟื้นคืน และเปิดกว้าง” ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศ และความท้าทายในภูมิภาค บิมสเทคจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือและการดำเนินการร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านการเตรียมความพร้อม การบรรเทาผลกระทบและการฟื้นฟูประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ผ่านกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ รวมถึงการจัดตั้งกลไกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นบนพื้นฐานจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ที่ประชุมบิมสเทค ได้รับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 6 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรกวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ และถือเป็นวิสัยทัศน์ฉบับแรกของพวกเราที่กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้าง “บิมสเทคที่มั่งคั่ง ยั่งยืน ฟื้นคืน และเปิดกว้าง” (PRO BIMSTEC) ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความมั่นคงของมนุษย์

ฉบับที่สอง ปฏิญญาการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ของพวกเราในการส่งเสริมบิมสเทคและผลักดันวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030

ฉบับที่สาม กฎระเบียบสำหรับกลไกการดำเนินงานของบิมสเทค ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานที่เป็นระบบและมีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นระเบียบแบบแผนในการดำเนินงานของบิมสเทค

ฉบับที่สี่ รายงานของคณะผู้ทรงคุณวุฒิว่าด้วยทิศทางของบิมสเทคในอนาคต ซึ่งนำเสนอข้อเสนอแนะสำคัญที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030ฉบับที่ห้า เราได้เป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเล ซึ่งมีเป้าหมายในการเสริมสร้างการเชื่อมโยงทางทะเลระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการค้า และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและประชาชน

ฉบับที่หก ที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ร่วมของผู้นำบิมสเทคว่าด้วยผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาและไทย ซึ่งเป็นการแสดงความเสียใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความมุ่งมั่นของบิมสเทคในการสนับสนุนประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเป็นการยืนยันความร่วมมือที่แน่นแฟ้นด้านการจัดการภัยพิบัติ และเสริมสร้างกลไกตอบสนองต่อภัยธรรมชาติให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรอบแนวคิด PRO BIMSTEC จะทำให้บิมสเทคสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์การระดับภูมิภาคและองค์การระหว่างประเทศได้อย่างแข็งขันมากขึ้น สิ่งนี้จะทำให้ประชาคมโลกได้ยินเสียงของเราในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ การค้า ความเชื่อมโยง และความมั่นคงของมนุษย์

ส่วนผลลัพธ์ของการประชุมผู้นำครั้งนี้จะนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้สำหรับประชาชนไทย ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเลจะลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นและขยายโอกาสใหม่ด้านการตลาดและการลงทุน การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและความร่วมมือทางวัฒนธรรมจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไทยและสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ ๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนไทย

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีกับประเทศสมาชิกบิมสเทคทุกประเทศต่อความสำเร็จของการประชุมผู้นำในวันนี้ และรอคอยด้วยความมุ่งหวังที่จะได้เห็นความสำเร็จภายใต้การนำของบังกลาเทศต่อไป

จากนั้นนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวและตอบคำถามกับสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ว่า ที่ประชุมบีมสเทค ครั้งนี้ไม่ได้มีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในของเมียนมา

แต่มีการพูดคุยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในเมียนมา โดยได้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการภัยพิบัติในกลุ่มบีมสเทค พร้อมย้ำว่า การที่ไทยในฐานะประธานการประชุมบีมสเทคครั้งนี้เชิญผู้นำเมียนมาเข้าร่วมประชุมด้วย เป็นไปตามกฎบัตรของบีมสเทคที่ต้องเชิญผู้นำทุกประเทศมาร่วมประชุม รวมถึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ข้อตกลงทุกอย่างจะได้รับการรับรองจากทุกประเทศสมาชิก

ส่วนกรณีที่สหรัฐประกาศมาตรการขึ้นภาษีนำเข้านั้น ไม่ได้มีการหารือในที่ประชุม โดยเป็นเพียงการหารือภายใต้กรอบความร่วมมือของกลุ่มประเทศบิมสเทคเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกลุ่มสมาชิกบิมสเทค ที่ถูกสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้า ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เมียนมา 45%, ศรีลังกา 44%, บังกลาเทศและไทย 37%, อินเดีย 27% ขณะที่ เนปาลและภูฏาน 10%

วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมบิมสเทค ที่มีการเชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เข้าร่วมประชุม จะส่งผลอะไรกับไทยหรือไม่ หลังมีนักวิชาการเตือนให้เว้นระยะห่าง เพราะประเทศไทยอาจถูกมองไม่ดี ว่า เป็นเรื่องของกระทรวงต่างประเทศที่ประสานผ่านการประชุมบิมสเทค แต่ตนตนคิดว่าเขามีสิทธิในการสังเกตการประชุมนี้ ก็คงได้คุยประเด็นปัญหาในเมียนมาด้วย ซึ่งก็จะมีโอกาสได้คุยกัน ไม่เช่นนั้นการแก้ไขปัญหาของเมียนมาที่พูดกับทุกส่วนว่าอยากให้มีการแก้ไข มันก็จะไม่ได้แก้ อีกทั้งไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับเมียนมา และก็มีประเด็นหลายเรื่อง ต้องช่วยกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ระบุว่าไม่เคยมีใครเชิญผู้นำเผด็จการมาร่วมประชุมใหญ่แบบนี้ นายภูมิธรรม ย้อนถามกลับว่า “กัณวีร์ อีกแล้ว ไม่มีอะไรมั้งกัณวีร์“

สภาบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ แถลงการณ์ค้านดันเปิดกาสิโน

สภาบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ  แถลงการณ์ค้านดันเปิดกาสิโน

สภาบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ แถลงการณ์ค้านดันเปิดกาสิโน

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภาบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ แถลงการณ์ค้านดันเปิดกาสิโน

“ชูศักดิ์” คาด “ก.ม.เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์” คลอดภายใน 6-8 เดือน แจงก่อนจะสร้างต้องนำเรื่องเข้า ครม. ก่อนตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ปัดเร่งรัดเอื้อนายทุนรอฮุบ “สมคิด” ยันรบ.ขอเลื่อน พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯเพื่อชงเข้าสภา 9 เมษายน ติงฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ ด้าน‘สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ’ออกแถลงการณ์ค้านรัฐบาลดันกม.กาสิโน เรียกร้องให้ทบทวน-ยุติ-ระงับ

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มองว่าจะผ่านวาระแรกหรือไม่ว่าเท่าที่ดูในพรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกัน เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) และใช้ช่วงระหว่างปิดสมัยประชุมสภา เพื่อพิจารณาแก้ไขได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจากการพูดคุยกัน คิดว่าจะเรียบร้อยและผ่านได้

พท.ลั่นไม่รีบเร่งดันพรบ.กาสิโน

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลรีบดันกฎหมายฉบับนี้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว กระบวนการตรากฏหมาย ไม่ใช่ทำแค่1- 2วัน เพราะโดยปกติ การออกกฎหมายต้องนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร3วาระและต้องมีการตั้ง กมธ.ซึ่งใช้เวลานาน อีกทั้งต้องผ่านวุฒิสภาอีก3วาระ เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่ารัฐบาลเร่งรีบ กระบวนการตรากฎหมายโดยเฉลี่ยของประเทศเรา คำนวณดูแล้วไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ที่สำคัญกฎหมายนี้ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา จึงต้องดำเนินการคัดกรองตามปกติ ส่วนที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีกลุ่มทุนมารอ จึงเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้นั้น นายชูศักดิ์ หัวเราะ และกล่าวว่า จะไปรอได้ยังไง นี่คือกระบวนการตามกฏหมาย กฎหมายจะบอกมายังไงยังไม่รู้เลย ว่าจะมีการปรับเกณฑ์อะไรหรือไม่ ซึ่งกว่าจะสำเร็จได้ไม่ต่ำกว่า 6-8เดือน ยืนยันว่า ไม่มีใครรอหรือไม่รอ เป็นการเตรียมการปกติ เป้าหมายคือ ทำให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้

พร้อมรับฟังความเห็นกลุ่มคันค้าน

เมื่อถามย้ำว่า ที่ต้องเร่งผ่านตอนนี้ เพราะเสียงของรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ใช่หรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เสียงรัฐบาลก็เป็นอยู่อย่างนี้ เราผ่านการพูดคุยและทำความเข้าใจกันมา ซึ่งทุกพรรคคิดว่าไปได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหาเงินเข้าประเทศ ถามว่า เสียงคัดค้านจะทำให้นโยบายนี้ชะงักหรือไม่ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและ สว. ที่ออกมาตั้งกําแพง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คัดค้านได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้ ทุกอย่างก็เป็นเหตุเป็นผลของมัน ต้องชี้แจงด้วยเหตุผล เราเปิดโอกาสรับฟังว่าจะคัดค้านอย่างไร นายชูศักดิ์ ยังเปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ประกาศใช้ว่า หากจะมีการสร้างในสถานที่ใด ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และต้องกำหนดพื้นที่ มีแผนที่แนบท้ายว่าจะทำที่อำเภอหรือตำบลใด จำนวนกี่ไร่ แล้วต้องนำเรื่องเข้า ครม.ไม่ใช่ว่า กระทรวงจะอนุมัติใช้ได้เลย

‘สมคิด’ยันขอเลื่อนเข้าสภา9เม.ย

นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นเรื่อง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก ที่ฝ่ายรัฐบาลขอเลื่อนขึ้นมา เพื่อให้เสนอเข้าสภาฯ ได้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 เป็นการขอเลื่อนตามข้อบังคับ ซึ่งก็มีการเลื่อนกันเสมอมา ล่าสุดก็ พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ (หวยเกษียณ) ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ ว่าควรมีญัตติแผ่นดินไหวก่อน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็จะให้พูดอยู่แล้ว เสียเวลาเปล่า สุดท้ายก็ได้อภิปรายอยู่ดี ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก บางคนบอกว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายและเร่งรีบ ขอเรียนว่า รัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 12 กันยายน 2567 ในนโยบายที่ 7 รัฐบาลจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถาบันบรรเทิงครบวงจร ( Eetertainment com plex ) นำคอนเสิร์ต เทศกาล การแข่งกีฬาระดับโลกมาจัดในไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้าสู่ไทย รัฐบาลรับรู้ถึงการคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่ขอให้ทุกท่านเข้าใจว่า90%ของพื้นที่เกิดประโยชน์กับประเทศ ส่วนกาสิโนที่คัดค้านมีพื้นที่10% เราก็ตระหนักดี มีมาตรการควบคุมดูแล เช่น ห้ามออนไลน์ ห้ามเชิญชวน จัดรั้วรอบขอบชิด มีเงินค่าเข้า ต้องมีเงินฝาก เป็นต้น พรบ.ฉบับนี้เพิ่งจะเริ่มจะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญ จากทุกพรรคมาพิจารณา ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็เสนอผ่านช่องทางนี้ได้”นายสมคิด กล่าว

สภาประมุขฯโรมันคาทอลิกฯค้าน

ด้านสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง “ขอคัดค้าน (ร่าง) พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ระบุว่า ‘คนที่อยากรวยก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกผจญ ติดกับดัก และตกลงไปในตัณหาชั่วร้ายโง่เขลามากมาย ซึ่งทำให้มนุษย์จมลงสู่ความพินาศย่อยยับ ความรักในเงินตรา เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกประการ บางคนเมื่อแสวงหาแต่เงินก็พลัดหลงในความเชื่อและเป็นเหตุให้ตนเองได้รับความทุกข์เป็นอันมาก พระศาสนจักรคาทอลิก มีพันธกิจในการเป็นครูสอนศีลธรรมแก่มนุษยชาติ มีหน้าที่ประกาศหลักการด้านศีลธรรม และเกี่ยวกับระเบียบสังคมทุกเวลาและสถานที่ ด้วยการสั่งสอน อบรม เพื่อประโยชน์ของการดำรงชีวิตอันดีงามของสังคมที่มุ่งไปสู่การพัฒนามนุษย์ทั้งครบและจากการที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ.….สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงบทบาทในการปกป้องประชาชน ด้วยการออกกฎหมายที่ชอบธรรม เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีของบุคคลมนุษย์และเป็นไปตามเหตุผลที่ถูกต้อง

เรียกร้องรัฐบาลไทยทบทวน-ยุติ

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ของพระศาสนจักรคาทอลิก ในการแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนักแน่นและขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดทบทวน ยุติ ระงับ ร่าง พรบ.ดังกล่าว จะนำพาชีวิตผู้คนในสังคมไปสู่ปัญหาเชิงสังคมอีกมากมาย การติดพนันของประชาชน จะนำไปสู่ปัญหาทางการเงินและหนี้สิน ปัญหาอาชญากรรม การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถูกล่อลวง รวมไปถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กๆและเยาวชน ตลอดจนปัญหาสังคมต่างๆที่อาจเกิดขึ้นตามมาและรุนแรงในสังคมไทย สภาประมุขฯจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักเสมอว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางด้านศีลธรรม มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องตามศีลธรรม เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนามนุษย์โดยรวม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสมดุลสอดคล้องการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชน อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

‘เทพไท’บี้4กลุ่มการเมืองเปิดจุดยืน

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ถามดังๆ จุดยืนต่อกาสิโน ของแต่ละพรรค”ว่า การพิจารณาพรบ.สถานบันเทิงครบวงจร ในวาระ1 ต้องมีเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองในสภาฯจึงอยากถามท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองว่า เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนในสถานบันเทิงครบวงจรตามที่รัฐบาลพยายามผลักดันหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 4กลุ่ม คือ 1.พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย คงไม่ต้องถามจุดยืน เพราะทั้ง2พรรคได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า สนับสนุนให้เปิดบ่อนกาสิโนตามที่รัฐบาลเสนอ 2.พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เอาการเปิดบ่อนกาสิโน จึงไม่ต้องถามหาจุดยืนเช่นเดียวกัน คือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทย 3.พรรคการเมืองที่ซุ่มเงียบไม่กล้าแสดงจุดยืนกลัวเสียมวลชน คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งต้องประกาศตัวให้ชัดเจนว่า เอาบ่อนกาสิโน หรือไม่ 4.พรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนและท่าทีการเปิดบ่อนกาสิโนไม่ชัดเจน ไม่ฟันธง พูดแบบกั๊กๆ คือพรรคประชาชน และพรรคประชาชาติ จึงอยากถามหาจุดยืนพรรคการเมืองทุกพรรค ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อประกอบการตัดสินใจ ของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

‘หมอวรงค์’ปลุกประชาชนร่วมต่อต้าน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ“เรื่องกาสิโนที่คนไทยต้องรู้” ระบุว่า…#เรื่องกาสิโนที่คนไทยต้องรู้ เรื่องกาสิโน อุ๊งอิ๊งค์ก็ยังท่องบทพูดเหมือนเดิม นั่นคืออ้างว่าไม่ได้เร่งรีบ รวบรัดที่จะดันกฎหมายกาสิโน ทั้งๆที่เร่งเข้าครม.27มีนาคม รีบส่งมาให้สภาบรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภา วันที่ 3เมษายน สส.พรรคของตัวเอง เสนอเลื่อนวาระ จากต้องพิจารณาลำดับที่15 มาเป็นลำดับ 1 ในการประชุมวันที่ 9เมษายนที่จะถึงนี้สิ่งที่ต้องฝากอุ๊งอิ๊งค์และคนไทยทุกคนต้องตระหนักนั่นคือ การเปิดบ่อนกาสิโนโดยรัฐบาล เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสมัยจอมพล ป. ในปีพ.ศ.2481 และสมัยนายควง อภัยวงศ์ ในปีพ.ศ.2490 และเหตุผลเหมือนกันนั่นคือ รัฐบาลต้องการหารายได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ระวังหาเงินได้มากแต่สังคมล่มสลาย

รัฐบาลสมัยนั้นก็ได้เงิน จำนวนมากสมที่คาดหวัง แต่ปัญหาทางสังคมตามมาเกินคาด ทั้งหนี้สิน คนไทยติดพนัน ปัญหาอาชญากรรม ฆ่าตัวตาย สุดท้ายการเปิดบ่อนพนันแต่ละยุค รัฐบาลต้องยอมปิดสมัยจอมพล ป. รัฐบาลเปิดปีพ.ศ.2481 ต้องปิดเองปีพ.ศ. 2483 สมัยนายควง เปิดปีพ.ศ. 2490 ต้องปิดในปีพ.ศ.2491 เพราะปัญหาสังคมตามมามากกว่าที่คิด สิ่งที่อุ๊งอิ๊งค์และพี่น้องคนไทยทุกคนต้องตระหนัก การเปิดบ่อนกาสิโน ในอดีตเปิดโดยรัฐบาล ดำเนินการโดยรัฐบาล เมื่อสังคมมีปัญหารุนแรง รัฐบาลสามารถปิดได้แต่การเปิดรอบนี้ ถ้าสังคมมีปัญหาเกินที่จะเยียวยา รัฐบาลจะปิดไม่ได้ เพราะรัฐบาลมอบให้เอกชนดำเนินการ สังคมไทย คนไทยต้องอยู่กับความเหลวแหลก จนกว่าจะหมดอายุใบอนุญาต 30 ปีทางออกที่ดีที่สุดคือ คนไทยทุกฝ่าย ต้องช่วยกันคัดค้านให้ถึงที่สุด ไม่ให้กฎหมายกาสิโนเกิดขึ้น ถ้ามันผ่านออกมาจริง คนไทยเราต้องทนอยู่กับความเหลวแหลกอีก 30 ปี ทนความเหลวแหลกแค่นี้ก็แย่แล้ว

แวดวงนักปกครอง : 5 เมษายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 5 เมษายน 2568

แวดวงนักปกครอง : 5 เมษายน 2568

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1 เมษายน 2568 ครบรอบ 133 ปี วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พร้อมนำผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำถวายสดุดีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพื่อน้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2435 และได้ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพระองค์ทรงวางรากฐานตลอดระยะเวลา 133 ปี ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชนตลอดมา

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัด “กิจกรรมสัปดาห์การให้บริการประชาชน” เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยได้ประสานความร่วมมือไปยัง สำนักทะเบียนอำเภอทุกแห่ง ขยายเวลาการให้บริการด้านงานทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนนอกเวลาราชการ ณ ที่ตั้งของหน่วยงานราชการ (Onsite Service) ระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน 2568 เวลา 08.00-12.00 น.

อีกทั้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ กรมการปกครอง ได้ดำเนินการเปิดให้บริการด้านงานทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ขอรับบริการที่มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารในการติดต่อราชการหรือเพื่อขอความช่วยเหลือด้านต่างๆ ได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น และจุดเคาน์เตอร์บริการอำเภอ…ยิ้ม ในเขตพื้นที่ เปิดให้บริการด้านงานทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ในระหว่างวันเสาร์ที่ 12 เมษายน ถึงวันพุธที่ 16 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. สามารถตรวจสอบ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น และจุดเคาน์เตอร์บริการ อำเภอ…ยิ้ม ที่เปิดให้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง http://www.bora.dopa.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมการทะเบียนและบัตร สำนักบริหารการทะเบียน หมายเลขโทรศัพท์ 081-8487630 และ 062-5946076 หรือสำนักทะเบียนอำเภอ/สำนักทะเบียนท้องถิ่น ในพื้นที่

นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่หมู่ที่ 9 ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจและมอบสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาหัก เนื่องจากพลัดตกบันไดขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา

นายเสกสรร สวัสดิ์ศรี นายอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์เป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน อสม.แห่งชาติ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และได้มอบใบประกาศเกียรติคุณ อสม.ดีเด่น ระดับอำเภอ ทั้ง12 สาขา โดยการจัดงานวัน อสม. เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งความสามัคคีในหมู่คณะ และสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของ อสม.

นาย..อำเภอน้อย

‘แพทยสภา’เลื่อน ตัดสิน‘จริยธรรม’ หมอราชทัณฑ์-ตร. รักษา‘เทวดาชั้น14’

‘แพทยสภา’เลื่อน ตัดสิน‘จริยธรรม’ หมอราชทัณฑ์-ตร. รักษา‘เทวดาชั้น14’

‘แพทยสภา’เลื่อน ตัดสิน‘จริยธรรม’ หมอราชทัณฑ์-ตร. รักษา‘เทวดาชั้น14’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แพทยสภา’เลื่อน ตัดสิน‘จริยธรรม’ หมอราชทัณฑ์-ตร. รักษา‘เทวดาชั้น14’

“แพทยสภา”เลื่อนการตัดสินจริยธรรม “แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ” เกี่ยวกับกรณีการรักษา“ทักษิณ” ที่ชั้น 14 ระบุ เพิ่งได้รับเอกสาร เพิ่มจากทั้ง 2 รพ. ซึ่งมีจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาขึ้น ส่งผลให้สรุปไม่ทันส่งเข้าบอร์ด 10 เมษายนนี้ “อดีต สว.สมชาย” เตือนระวัง“ศรัทธา”ล้มครืน! หลังมีกลิ่นตุๆ

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 คณะกรรมการบริหารแพทยสภา ออกประกาศแจ้งว่า ตามที่แพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนให้มีการตรวจสอบจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่ให้การดูแลรักษา นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาสอบสวน และมีข่าวว่าจะมีการพิจารณาตัดสินผลการตรวจสอบ ในวันที่ 10 เม.ย.2568 นั้น

เนื่องจากในขณะนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะถึงวันที่ 10 เม.ย.2568 ทางคณะอนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารแพทยสภาว่า ได้รับเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.เอกสารจากโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 31 มี.ค.2568 2.เอกสารจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 1 เม.ย.2568

เอกสารจากทั้ง 2 หน่วยงานมีจำนวนมาก ทำให้กระบวนการพิจารณาจากข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว ต้องใช้เวลามากขึ้น จึงไม่สามารถสรุปผลการตัดสินได้ทันวันที่ 10 เม.ย.2568

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ 10 เม.ย.2568 จึงยังไม่มีการบรรจุเรื่องการพิจารณาของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีกลิ่นตุๆ ที่แพทยสภามั้ยหรือผมคิดมากไปเอง เช้านี้อาจารย์ ที่เคยเป็นกรรมการแพทยสภา ตั้งคำถาม เมื่อเห็นข่าวการเลื่อนลงมติแพทยสภากรณีการรักษาอาการป่วยของนักโทษชั้น 14 วันที่ 10 เม.ย.2568 ออกไป แบบน่าฉงนว่า “ปกติจะมีการกำหนดวันสุดท้ายของการส่งหลักฐานและเอกสารต่างๆ นี่เป็นการส่งหลังวันหมดเขตการส่งหรือเปล่า??”

เกิดอะไรขึ้น ครับ หรือมีเทคนิคการส่งเอกสารดึงเกม รวมถึงข่าวคาวที่อาจทำให้วงการแพทย์ที่ได้รับความเชื่อถือที่สุด อาจถูกด้อยค่าความน่าเชื่อถือศรัทธาเหมือนหลายวงการที่ล่มสลายลงเพราะระบอบอุปถัมภ์คนๆ เดียว

ส่วนตัวผมยังเชื่อมั่นและศรัทธาในแพทยสภา แต่ข่าวกรองที่ได้รับมา ไม่ค่อยดีนัก? อาจทำให้ศรัทธาต่อแพทยสภาต้องล้มครืนพังพาบแบบเดียวกับตึก สตง.ก็เป็นไปได้ หวังลึกๆ แค่เพียงว่า กรรมการแพทยสภาทั้งหลาย จักได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 มาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดไปครับ

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ตัดเกรดฝ่ายค้าน‘พรรคประชาชน’ อภิปรายรัฐบาลนายกฯแพทองธาร

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ตัดเกรดฝ่ายค้าน‘พรรคประชาชน’ อภิปรายรัฐบาลนายกฯแพทองธาร

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ตัดเกรดฝ่ายค้าน‘พรรคประชาชน’ อภิปรายรัฐบาลนายกฯแพทองธาร

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล” เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว ตลอดการอภิปรายระหว่างวันที่ 24 – 25 มี.ค. 2568 และแม้ในวันที่ 26 มี.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะลงมติไว้วางใจ 319 เสียง มากกว่าไม่ไว้วางใจ 162 เสียง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 7 คนงดออกเสียง เป็นอันว่านายกฯ แพทองธาร ยังได้อยู่บริหารประเทศต่อไป แต่ในส่วนการทำหน้าที่ของแกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนก็ถือว่าน่าจับตามอง

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 26 มี.ค. 2568 พูดคุยกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงการอภิปรายครั้งนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คะแนนลงมติที่ออกมานั้นไม่น่าแปลกใจ เพราะในเมื่อฝ่ายค้านตัดสินใจอภิปราบนายกฯ เพียงคนเดียว บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องผนึกกำลังกัน แม้จะมีปัญหาบ้าง 1-2 คนก็ตาม

แต่ในส่วนของฝ่ายค้าน ตนเข้าใจว่าทางพรรคประชาชนน่าจะครบ แต่ในส่วนของพรรคอื่นๆ ก็เห็นมีการให้สัมภาษณ์หรือมีการเคลื่อนไหวกันมาตลอด แต่โดยรวมก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสมการของคะแนนเสียง ซึ่งคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าหากไม่มีข้อมูลในการอภิปรายที่ทำให้ทุกคนแปลกใจและกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา คะแนนแบบนี้ทุกคนก็คาดการณ์ได้

ส่วนกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส. 4 คน ในจำนวนนี้เป็นระดับอดีตหัวหน้าพรรคถึง 3 คน ที่งดออกเสียง ก็เข้าใจได้ว่าเป็นการแสดงจุดยืน เพราะเป็นคนที่ต่อสู้มาตลอดเรื่องไม่เห็นด้วยที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องไปคุยกัน ทั้งนี้ ในช่วงที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค หากใครประสงค์จะไม่ลงมติตามมติของพรรคหรือของวิป ส่วนใหญ่ก็จะมาชี้แจงเหตุผลกับพรรคและวิปไว้ล่วงหน้า ซึ่งบางครั้งก็จะอะลุ้มอล่วยให้ แต่บางเรื่องก็ต้องบอกว่าเรื่องสำคัญ

ส่วนการอภิปรายตลอด 2 วันที่ผ่านมา ในส่วนของฝ่ายค้านแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ แต่ก็ได้แสดงบทบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในการตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ และน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่หยิบประเด็นซึ่งมีความแหลมคมที่เกี่ยวข้องกับตัวของนายกฯ คือเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินกับเรื่องชั้น 14 ที่มีการออกมาพูดแบบชัดเจน ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การไม่ทำตามสัญญาเรื่องปฏิรูปการเมือง เรื่องค่าไฟฟ้า เรื่องฝุ่น เรื่องการแสดงออกของนายกฯ ที่ถูกมองว่าขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ

เรื่องเหล่านี้พูดง่ายๆ หากเป็นคนที่ไม่ชอบนายกฯ ไม่ชอบรัฐบาลคงถูกใจ เห็นว่าสอบผ่าน แต่ตนก็เห็นในบางประเด็นที่หยิบขึ้นมาแล้วหวังให้ขยายผลได้ เช่น ไอโอหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ เพราะประเด็นที่ตามาคือแล้วรัฐบาลจะไปจัดการอย่างไร ซึ่งหากเอกสารที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงในสภาเป็นความจริง ก็กลายเป็นมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลอยู่ในเป้าหมายด้วย ก็อาจมีการขยายผลทางการเมือง

“เรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี เรื่องชั้น 14 ก็ดี รวมไปถึงเรื่องโรงแรม เรื่องอัลไพน์ ก็คงไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป ในแง่นี้ความจริงเลยมีทั้งด้านบวกและด้านลบกับฝ่ายค้าน ด้านบวกคือแปลว่าถึงแม้ว่าวันนี้คะแนนเสียงจะแพ้ไป แต่ยังมีประเด็นที่อาจนำไปสู่การขยายผลได้ ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าแต่ละเรื่องเขาจะดำเนินการอย่างไร? เพราะมันไปได้หลายช่องทาง อาจเป็นเรื่องจริยธรรม จะไปผ่านผู้ตรวจการไหม? หรือ ป.ป.ช. แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องโดยตรง เรื่องภาษีอากร เรื่องกรมที่ดินหรืออะไรต่างๆ”

แต่ที่หลายคนมองว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความสั่นสะเทือนเท่าที่ควร เพราะเหมือนกับเรื่องยังไม่จบ อย่างกรณีชั้น 14 นายกฯ บอกให้รอฟังแพทยสภา จึงทำให้การพูดหลายอย่างไม่ได้มีประเด็นที่จบครบและสามารถที่จะบอกว่านี่คือความเสียหายและใครต้องรับผิดชอบ ส่วนการเปรียบเทียบการอภิปรายระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชน ประเด็นนี้อย่าลืมว่าพรรคประชาชนเป็นพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทยมานาน ยังไม่ต้องนำว่าผู้นำทางจิตวิญญาณของทั้ง 2 ฝ่าย ถูกพูดถึงว่ามีการติดต่อกันอยู่เสมอ

ซึ่งตนไม่ได้พูดว่ามีการไปตกลงอะไรหรือไม่ แต่พูดในแง่ว่าเมื่อเราฟังการอภิปรายเราจะเห็นว่าเรื่องไหนที่ย้อนกลับไปถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพูดอย่างหนักหน่วงได้ เพราะนั่นเป็นธรรมชาติซึ่งเขาต่อสู้กับตรงนี้มา และยังยืนยันว่าเขาต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า ข้อหาที่พรรคประชาชนตั้งก็คือพรรคเพื่อไทยไปสยบยอมกับอำนาจเก่าแล้ว ดังนั้นหลายครั้งเวลาคนฟังก็กลายเป็นว่าเป้าไปที่กลุ่มอำนาจเก่ามากกว่าพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ที่นายกฯ ตั้งคำถามกึ่งท้าว่าพรรคประชาชนจะกล้าประกาศหรือไม่ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร แล้วก็ไม่มีคำตอบ จุดนี้ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกว่ายังขาดบางสิ่งบางอย่างไปซึ่งไม่เหมือนกับยุคที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทยต่อสู้กัน รวมถึงเรื่องประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาอภิปรายในเวลานั้น เช่น จำนำข้าว CTX จะมีเรื่องเฉพาะที่แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดหรือการทำผิดที่ชัดเจนอยู่แล้ว และพร้อมยื่นเรื่องต่อ จึงต้องดูกันต่อไปว่าประเด็นที่พอขยายผลได้ ทางพรรคประชาชนจะทำได้มาก – น้อยเพียงใด

แต่ตนก็มองว่าสำหรับผู้สนับสนุนพรรคประชาชนคงไม่ผิดหวัง เพราะมาตรฐานการอภิปรายที่ยังคงมีข้อมูลที่แน่นพอสมควรแม้จะเป็นข้อมูลที่เคยปรากฏต่อสาธารณะแล้วก็ตาม รวมถึงการเรียบเรียงประเด็นและการนำเสนอ ตนมองว่าพรรคประชาชนทำได้ดี ส่วนคำถามว่า ในเมื่อพรรคประชาชนมีความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย การอภิปรายจะเหมือนกับการเล่นละครหรือไม่ ตนมองว่าหากให้ความเป็นธรรม หากดู สส. ที่อภิปราย เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายรังสิมันต์ โรม หรือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ การพูดก็ดูไม่ใช่ลักษณะเป็นมิตรเท่าไร

“เพียงแต่ในภาพรวมทั้งหมดมันก็ยังมีปัญหาที่ว่าทางการต่อสู้ของพรรคประชาชน เขายังมุ่งไปสู่โครงสร้างอำนาจมากกว่า มันก็เลยทำให้เวลามาอยู่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉพาะพรรคเพื่อไทย คนก็อาจจะมองด้วยความงงๆ นิดหน่อยว่าทำไมกลับไปตรงโน้น”

ส่วนข้อสังเกตที่ว่า พรรคประชาชนตั้งหัวข้อการอภิปรายครั้งนี้ว่า “ดีลแลกประเทศ” แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคืออะไร รวมถึงที่พูดถึงการครอบงำก็เช่นกัน ประเด็นนี้จริงๆ ตนมองว่าพรรคประชาชนมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง รวมถึงในช่วงต้นที่ผู้นำฝ่ายค้านได้สรุปก็แหลมคมพอสมควร ที่บอกว่าประเทศไทยยอมเสียทุกอย่างเมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกไป แต่วันนี้กำลังจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อให้นายทักษิณกลับมา  ตนมองว่าคำกล่าวนี้ก็สื่อความหมายอยู่ในตัวเรื่องดีลแลกประเทศ

อีกทั้งตลอดการอภิปรายทั้ง 2 วัน พรรคประชาชนก็ย้ำเสมอว่าการที่พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงจุดยืนไปในเรื่องต่างๆ ทั้งที่เคยหาเสียง ที่เคยโจมตี หรือที่เคยมีจุดยินเดียวกันแต่กลับเปลี่ยนไป เพราะไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้รับในรูปการกลับมาของนายทักษิณหรืออะไรต่างๆ เพียงแต่ที่คนคาดหวังว่าจะมีการเปิดข้อมูลที่สร้างความฮือฮา เป็นหมัดเด็ดหรือหมัดน็อก หรืออภิปรายแล้วเกิดแรงสั่นสะเทือน ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น

ส่วนที่คาดหวังกันว่าจะนำไปสู่การยุบสภาหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตนมองว่าตลอด 2 วันที่ผ่านมา พรรคประชาชนต้องการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จากจุดนี้ทำให้พรรคประชาชนยังสามารถยึดมั่นฐานต่างๆ และหวังว่าจากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งครั้งหน้า คนที่มองเห็นว่าประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะสนับสนุนพรรคประชาชน ซึ่งหากมองในแง่นี้พรรคประชาชนก็ไม่ถึงขั้นบรรลุเป้าหมายในการอภิปรายครั้งนี้ แต่ในทางกลับกันก็ต้องบอกว่าผลสะเทือนที่มีต่อรัฐบาลหรือนายกฯ ถือว่าน้อย

โดยสรุปแล้ว ตนมองว่าเป้าหมายของพรรคประชาชน ประการแรกคือรักษาฐาน ประการที่สองคือสำหรับคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีแนวคิดหัวก้าวหน้า หรือไม่พอใจกับความไม่โปร่งใสหรือไร้ทิศทางการทำงานของรัฐบาล ก็จะมาสนับสนุนพรรคประชาชนมากขึ้น อย่างหากไปถามชนชั้นกลางโดยทั่วไป ตนก็คิดว่าคงพึงพอใจการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนในระดับหนึ่ง ดังนั้นพรรคประชาชนไม่เสียแน่นอนและอาจได้คะแนนบวกเล็กน้อย

“ในทางกลับกันผมก็บอกว่ารัฐบาลก็ไม่ได้สะเทือน และนายกรัฐมนตรีผมว่าก็สามารถรักษาฐานของตัวเองได้ ไม่ได้มีปัญหาว่าหลุดหรือทำอะไรที่จะเสียหาย คงไม่สามารถทำให้คนที่ไม่ชอบมาชอบได้หรอก แต่สำหรับคนที่ชอบอาจจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถจะผ่านการอภิปรายแบบนี้ไปได้โดยที่ไม่มีปัญหามากนัก แล้วผมก็สังเกตว่าเรื่องอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะพลาดในเรื่องข้อเท็จจริงต่างๆ นายกฯ ก็จะให้คนอื่นชี้แจง

ส่วนตำถามว่า น.ส.แพทองธาร สอบผ่านหรือไม่ในการอภิปรายครั้งนี้ ตนมองว่าปมบางเรื่องตอบยากหรือตอบไม่ได้ และหากวันนั้นตนอยู่ในสภาฯ ก็คงไม่ยกมือโหวตให้ อย่างหลายเรื่องที่พรรคประชาชนถามไปก็ไม่มีคำตอบ เช่น เรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน คำตอบเดียวที่เข้ามาและเกี่ยวข้องคือตั้งใจจะชำระหนี้ในปีหน้า แน่นอนทุกกคนก็เกิดคำถามขึ้นว่าตั้งใจตั้งแต่เมื่อใด? หรือเพราะมีการอภิปราย? เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นนิติกรรมเรื่องการให้ ไม่ใช่การกู้ยืม และเป็นการซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

และแม้จะเข้าใจว่ากรมสรรพากรจะชี้แจงเบื้องต้นว่าไม่ผิด แต่ก็มีคำถามได้อีกว่าหากหลังจากนี้ทุกคนสามารถยกของให้กันด้วยการใช้วิธีกู้ยืมแต่ไม่ต้องชำระเงินกันจริงๆ เมื่อผู้ให้เสียชีวิตสิ่งนั้นก็ไปตกอยู่กับคนรับ ต่อไปการเก็บภาษีก็จะไม่มีความหมาย ซึ่งจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือมีความตั้งใจจะชำระเงินอยู่แล้วในภายหลัง ก็ต้องไปตรวจสอบว่าที่มาของธุรกรรมนี้คืออะไร? และหากทำแบบนี้ได้โดยไม่ผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปคิดกันต่อว่าจะปิดช่องโหว่เรื่องการเลี่ยงภาษีได้อย่างไร?

ส่วนเรื่องชั้น 14 เท่าที่ฟังการอภิปรายไล่เรียงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละช่วง ตนก็ยังมองไม่ค่อยออกว่าการป่วยที่ไม่สามารถรักษาใน รพ.ราชทัณฑ์ ได้คืออะไร? ยังไม่มีคำตอบตรงนี้ โดยรัฐบาลก็ใช้เรื่องเบี่ยงเบนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นก่อนที่ น.ส.แพทองธาร จะมาเป็นนายกฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ฝ่ายค้านก็พยายามกล่าวหาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีความผิด เพราะหากไม่ได้ป่วยจริง จะมีความผิดตั้งแต่การนำตัวออกมาจากเรือนจำ การให้อยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ไปจนถึงการได้รับการพักโทษ

โดยผู้อภิปรายคือ นายรังสิมันต์ โรม ได้กล่าวว่า บังเอิญระหว่างนั้นนายกฯ แพทองธาร ต้องบอกว่ามีส่วนร่วมรู้เห็น และหากมีความผิดเมื่อมาดำรงตำแหน่งแล้วคือไม่ได้ทำอะไร ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านจะอยู่ตรงนี้ แต่นายกฯ หรือรัฐบาลไม่ได้ตอบ ทำเพียงการบอกว่า 1.เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนมาดำรงตำแหน่ง กับ 2.รอผลสอบของแพทยสภา หรืออย่างรัฐมนตรียุติธรรม ที่ออกมาบอกทำนองว่าเพียงการจำกัดสิทธิ์ให้อยู่ในพื้นที่นั้นก็คือการถูกคุมขังแล้ว แต่ก็ไม่ตรงกับประเด็นที่ว่าหากผู้ต้องขังคนอื่นๆ จะไปอยู่ รพ.ตำรวจ บ้างจะต้องมีอาการป่วยอย่างไร?

“จริงๆ หลายเรื่องมันก็มีประเด็น อย่างกรณีของโรงแรม อันนี้ผมฟังแล้วยังไม่ค่อยชัดเจนว่าตกลงแล้วมันเป็นอย่างไร? เรื่องอัลไพน์ก็ต้องบอกว่าเมื่อมีการเพิกถอนแล้วต่อไปก็เป็นประเด็นเรื่องชดเชยค่าเสียหาย มันก็เหมือนกับเป็นคำตอบอยู่ในตัวว่าข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ผ่านมาตกลงอะไรถูก – อะไรผิด? มันก็ไม่ได้ชัดเจนว่าตัวนายกฯ ในส่วนที่มีการกระทำผิดตอนแรกหรือการมารับรู้ปัญหาทีหลังได้ทำอะไรผิดหรือไม่? และโดยเฉพาะเมื่อมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ถ้ามีการเพิกถอนอะไรต่างๆ มีการชดเชยค่าเสียหายตามกฎหมายจริง มันก็คงไม่มีประเด็นอะไรที่จะไปบอกว่าทำไม่ถูกต้อง”

กับคำถามว่า “ใครคือ ‘ดาวสภา’ ของการอภิปรายครั้งนี้?” ตนมองว่า นายรังสิมันต์ โรม ทำได้ดี เพราะแม้ข้อมูลที่นำมาพูดจะเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว แต่การลำดับเหตุการณ์ การชี้ให้เห็นถึงบทบาทของแต่ละคนที่เกี่ยวข้อง การอ้างอิงกับกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงพูดอย่างชัดเจนว่าที่ไม่ไว้วางใจนายกฯ เพราะหลังจากเรื่องเกิดขึ้นทั้งหมดแล้วมีส่วนในการกระทำผิดหรือไม่? และต้องดำเนินการอย่างไร? ตนมองว่าเป็นการสรุปเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก และตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในเรื่องนั้นมากที่สุด

ส่วนคนอื่นๆ จากพรรคประชาชนที่อภิปรายได้ดี เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรืออย่าง น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ที่แม้จะเป็นเพียงการเรียบเรียงสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้วก็เหมือนกับได้พูดแทนใจคนอีกจำนวนมากที่มีความรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ในส่วนของ น.ส.รักชนก ศรีนอก ที่อภิปรายเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แม้จะเตรียมข้อมูลมาดี แต่บังเอิญว่าเป็นประเด็นที่พูดไปแล้วเสียเปรียบ

“ในแง่ของคนทั่วไป คงไม่ได้ตั้งใจฟังลงลึกถึงขั้นว่าตกลงการปราบปรามมันเกิดขึ้นโดยฝีมือใคร แล้วมันปราบแล้วยังมีปัญหา ยังไม่สำเร็จ หรือไปติดขัดอะไรตรงไหนอย่างไร เพราะคนจะมองแค่ภาพรวมว่ารัฐบาลเขาทำแล้วนี่ จะสังเกตว่าเรื่องนี้นายกฯ ตอบเลยว่ามันลดหลอกลวงไปได้กี่เปอร์เซ็นต์ เหยื่อลดลง จำนวนอะไรต่างๆ ลดลงอย่างนี้เป็นต้นๆ แต่จริงๆ ผมว่าการอภิปรายของคุณรักชนกก็ทำได้ดี จริงๆ คนอื่นๆ ก็ดี เรื่องไฟฟ้า เรื่องอะไรต่างๆ”

ส่วนการทำหน้าที่ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงเปิดประเด็นถือว่าทำได้พีพอสมควร รวมถึงการสรุปในช่วงแรกก็มีความแหลมคม จนมาเกิดปัญหาข้อถกเถียงว่าหากไปพาดพิงนายกฯ เพิ่มเติม แล้วนายกฯ จะมีสิทธิ์ลุกขึ้นชี้แจงได้อีก แล้วก็มีการประท้วงกันว่าข้อบังคับไม่ใช่แบบนั้น ในขณะที่ประธานในที่ประชุมก็งงๆ ถามว่าจะเอาแบบนั้นแบบนี้หรือไม่? ตอนจบก็เหมือนไปเล่นเกมนั้น ทำนองว่ากำลังจะพูดต่อ

แต่จริงๆ หากในเวลาในชั่วโมงนั้นขมวดปมทั้งหมด อย่างตนดูอภิปรายอยู่ก็เห็นผู้นำฝ่ายค้านนั่งจดประเด็นตลอด รวมถึงการสรุปช่วงแรกก็เห็นแล้วว่าสามารถขยายผลให้เห็นว่าอะไรบ้างรัฐบาลไม่ได้ตอบ (หรือตอบไม่ตรง – ตอบผิด) ซึ่งก็น่าเสียดายว่าหากมีเวลาพูดอีกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อขยายความ ก็อาจทำให้เห็นภาพที่ชัดเจขึ้นว่าทั้งหมดที่พูดมาสร้างประเด็นความไม่ไว้วางใจอย่างไร!!

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ

7 วันยังสรุปไม่ได้! มท.1 สอบต่อตึก สตง.ถล่ม พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

7 วันยังสรุปไม่ได้!  มท.1 สอบต่อตึก สตง.ถล่ม พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

7 วันยังสรุปไม่ได้! มท.1 สอบต่อตึก สตง.ถล่ม พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.24 น.

“อนุทิน” แถลงผลการประชุมหลังครบ 7 วันการตรวจสอบตึก สตง.แห่งใหม่ถล่ม เผยต้องใช้เวลาหาสาเหตุเชิงวิศวกรรมโดยละเอียด เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมย้ำ กฎหมายไทยกำหนดมาตรฐานของอาคารทั่วประเทศสูงมาก เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

วันที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 18.50 น. ที่โถงชั้น 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังจากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอาคารสตง.แห่งใหม่ ย่านจตุจักรถล่ม โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายพิศุทธิ์ สุขุม วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมแถลงข่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอาคาร สตง.แห่งใหม่ ย่านจตุจักรถล่ม ซึ่งได้มาประชุมหลังจากครบ 1 สัปดาห์ตามกรอบที่เราได้วางไว้ว่าเราจะพยายามหาสาเหตุ แต่ด้วยสภาพหน้างานที่เจ้าหน้าที่ยังต้องทำงานกอบกู้ชีวิตยังดำเนินอยู่ การที่ไปเก็บตัวอย่างวัสดุเพื่อไปทดสอบอะไรต่าง ๆ ยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น 7 วันที่ผ่านมา การจะหาสาเหตุที่สรุปได้เลยว่า ทำไมตึกนี้ถล่มยังไม่สามารถสรุปได้ เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ สาเหตุเบื้องต้นที่เป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป ในทางวิศวกรรมก็ไปดูที่เรื่องแบบ ซึ่งต้องใช้เวลา แล้วต้องไปทำโมเดลขึ้นมา ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อความมั่นใจ แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ขอให้มั่นใจว่ามาตรฐานทางวิศวกรรมที่มีการกำหนดแบบตามกฎหมายที่จะต้องมีค่าแผ่นดินไหว ค่าสั่นสะเทือนต่าง ๆ กฎหมายตั้งเกณฑ์ไว้สูงมาก และการออกแบบอาคารในประเทศไทยตอนนี้มีความทนพอต่อแผ่นดินไหว

นายอนุทิน กล่าวถึงกรอบระยะเวลาซึ่งในการตรวจสอบเชิงวิชาการ เชิงวิศวกรรมในเรื่องของการหาสาเหตุ ต้องหาโดยละเอียด ซึ่งปกติคอลิฟท์จะอยู่ตรงกลาง แต่ตึกนี้ถูกออกแบบคอลิฟต์ไปอยู่ข้างหลัง มันก็ส่งผลให้เกิดการบิดได้ การใส่พวก Safety Factor ต่าง ๆ เราต้องไปตรวจสอบว่า เขา ใส่เพียงพอหรือเปล่า ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ออกแบบด้วย ก่อนจะกล่าวหาใครก็ต้องไปคำนวณแต่ละชั้น ๆ ว่าออกแบบ และใส่ Safety Factor ถูกต้องหรือไม่ แรงต่อต้าน แรงบิด แรงต่อต้านแรงเฉือน และแรงต่อต้านแรงทุกอย่างที่มี ได้ทำถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นเดือน

นายอนุทิน กล่าวถึงเรื่องการเยียวยาว่า ได้แจ้งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้หาแนวทางการยกเว้นหลักเกณฑ์ เพราะเมื่อวานได้รับรายงานมาว่า ถ้าตามกฎหมาย กรณีเสียชีวิต ได้รับเงินเยียวยา 29,000 บาท กรณีบาดเจ็บ 4,000 บาท ซึ่งพอได้ยินตัวเลข ตนได้บอกอธิบดีให้ไปหาวิธีเยียวยาให้เหมาะสมมากกว่านี้ เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่อาจจะเป็นกฎหมายเก่า นอกจากนี้ ตนได้หารือกับท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง และแจ้งให้ท่านได้ทราบว่า แบบนี้รับไม่ได้ เพราะเรามีเรื่องของงบช่วยเหลือฉุกเฉินอะไรต่าง ๆ นานาที่ผ่านมา ตัวอย่างกรณีน้ำท่วมเชียงรายบ้านเรือนเสียหาย ยังชดใช้เป็นหลัก 50,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งบ้านตั้ง 50,000 บาท แต่นี้เป็นเรื่องชีวิตคน โดยจะเร่งหาช่องทางการช่วยเหลือให้มากที่สุด

ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ได้หาข้อมูลภาคสนามให้ได้มากที่สุด แต่สภาวะตอนนี้ เรายังไม่สามารถทำได้ที่เต็มที่ แต่ก็ได้ย้ำกับหน้างานว่า วัสดุเส้นเหล็กที่เราต้องการเก็บต้องอยู่ในเนื้อคอนกรีต ไม่ใช่เหล็กที่เราเหยียบย่ำแล้วเสียรูปไปแล้ว ในห้วงเวลานี้ยังอยู่ระหว่างการกู้ชีวิตคน เรายังเอาวัสดุลงมาไม่ได้ ต้องใช้เวลาอีกระยะ