‘ครูใหญ่เนวิน’เปิดบุรีรัมย์ ปลุกผู้นำท้องถิ่น ซื้อใจ‘ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.ทั่วประเทศ’

‘ครูใหญ่เนวิน’เปิดบุรีรัมย์ ปลุกผู้นำท้องถิ่น ซื้อใจ‘ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.ทั่วประเทศ’

‘ครูใหญ่เนวิน’เปิดบุรีรัมย์ ปลุกผู้นำท้องถิ่น ซื้อใจ‘ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.ทั่วประเทศ’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

“ครูใหญ่เนวิน”เปิดบุรีรัมย์ ปลุกผู้นำท้องถิ่น ซื้อใจ”ผู้ว่าฯ-นายก อบจ.ทั่วประเทศ” ชูพัฒนาเมืองเติบโตยั่งยืน ต้องปลดล็อควาระดำรงตำแหน่ง 2 สมัย​ และออก กม.​บริจาคภาษีบ้านเกิดเมืองนอน​ คืนงบสู่ท้องถิ่น หลังส่งลูกหลานภูมิใจไทยผลักดัน ก่อนเหน็บคงไม่ด่วนเท่า”กาสิโน” พร้อมจี้ให้ล็อบบี้ สส.ในพื้นที่ช่วยผลักดัน และฝากผู้ว่าฯขอบิณฑบาตใช้งบพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่มรดกคุณปู่

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ที่สนามช้างอารีน่า อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายเนวิน​ ชิดชอบ​ ประธานบริหารสโมสฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ยุคใหม่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด” แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายก อบจ.ทั่วประเทศ ว่า สำหรับตนวันนี้เป็นวันที่ตั้งใจ มีความหวัง และมีความมุ่งหวังว่า สิ่งที่ตนได้นำเสนอต่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดในวันนี้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นในประเทศ

นายเนวิน กล่าวต่อว่า ตนใช้เวลาร่วมกับพี่น้องประชาชน โดยการสนับสนุนของภาคราชการ 15 ปี ในการสร้างบุรีรัมย์จากเมืองผ่านเป็นเมืองพัก ถ้าเทียบกับสุรินทร์ บุรีรัมย์เป็นเมืองตำน้ำกิน ส่วนสุรินทร์กินน้ำตำ เป็นสองประโยคที่อธิบายให้เห็นความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของพี่น้องบุรีรัมย์ในอดีต แต่วันนี้บุรีรัมย์กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยสองเหตุผล คือ เหตุผลแรก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่เสด็จพระราชดำเนินมาดูแลทุกข์สุขของพี่น้องชาว จ.บุรีรัมย์ เรารู้ตัวดีว่าเมืองบุรีรัมย์เริ่มต้นอย่างไร ทำให้เราได้แรงบันดาลใจที่ได้เห็นจากรุ่นสู่รุ่นที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาที่คุณต่อชาวบุรีรัมย์

ส่วนเหตุผลที่สองที่เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เมืองบุรีรัมย์เปลี่ยนแปลงมาจนถึงวันนี้ได้ คืออำนาจของประชาชน กลไกที่ทำให้บุรีรัมย์เปลี่ยนจากเมืองตำน้ำกิน กลายเป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนมาศึกษาดูงานจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นจากอำนาจของประชาชน

นายเนวิน กล่าวว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาจากอำนาจของประชาชน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เพื่อให้ประชาชนมีความสุข โดยนิตินัยเรามีผู้ว่าราชการจังหวัด 76 คน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 1 คน เรามีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 คน บางเมืองยืนอยู่ได้อย่างชัดเจนซึ่งเป็นส่วนน้อย บางเมืองไม่เติบโต บางเมืองแย่ลง เพราะความไม่ต่อเนื่อง ความไม่ยั่งยืนของฝ่ายบริหาร ของรัฐ และของผู้อำนาจที่เข้ามาทำหน้าที่ในบ้านเมือง

นายเนวิน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาที่บุรีรัมย์สะดุดขาดความต่อเนื่องตลอดมา เพราะคำว่านโยบายที่ไม่คำนึงถึงความต้องการของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง ดังนั้น สิ่งที่ตนหวังในวันนี้คือเห็นคนที่มาจากอำนาจของประชาชนคือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และคนที่มาจากอำนาจรัฐอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มานั่งอยู่ในห้องนี้ร่วมกันแชร์ และเคลียร์ว่าถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองต้องมีผู้เสียสละด้วยกันทุกฝ่าย ที่ตนพูดเรื่องความไม่ต่อเนื่องไม่ยั่งยืน ต้องยอมรับความจริงว่ากว่า 80% ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไปดำรงตำแหน่งแต่ละจังหวัดท่านไม่ใช่คนเกิดที่นั่น แต่มาโดยวาระของราชการที่มาแล้วก็ไป ซึ่งการที่บุรีรัมย์ผ่านมาได้เพราะ 15 ปีที่ผ่านมา อำนาจของประชาชนมั่นคงมุ่งมั่นมีจุดยืน มากกว่าอำนาจฝ่ายบริหารที่มาอยู่ที่บุรีรัมย์ นี่คือหัวใจสำคัญ

“ผมเห็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายเข้ามาทำงานที่บุรีรัมย์บ้านของผม ท่านมาพร้อมอำนาจความคิดของตัวเอง แต่พอหมดวาระแล้วก็ไปหลายสิ่งหลายอย่างท่านทิ้งไว้ไม่ได้ดำเนินการต่อ สูญเสียทั้งเวลา งบประมาณ หยาดเหงื่อแรงงานของคนบุรีรัมย์ แต่หลังจากนั้น 15 ปี ชาวบุรีรัมย์จับมือกันยืนอยู่บนพื้นฐานว่าเราจะไม่เปลี่ยน ไม่ว่าใครจะไป ใครจะสั่งอะไร เรายึดหลักรักษาทรัพยากร งบประมาณเพื่อความยั่งยืน และความมั่นคงของคนบุรีรัมย์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำในวันเดียว หรือสำเร็จโดยมีอำนาจการเมืองไปลงงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความยั่งยืน ความต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเดียวกันของคนบุรีรัมย์ สำคัญที่สุดคืออำนาจของประชาชน ที่จะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเมืองของตัวเอง ไม่มีใครรักบ้านเมืองเรามากกว่าคนที่เกิดที่นั่นและจะตายที่นั่น ดังนั้น สำคัญที่สุดคือบ้านเกิดเมืองนอน และความสำเร็จของบุรีรัมย์ที่มีอยู่ผมได้ถ่ายทอดไปสู่เจเนอเรชั่นต่อไป” นายเนวิน กล่าว

นายเนวิน กล่าวอีกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจจริงหรือ ที่จะทำโครงการอะไรก็ทำเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง การที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งหลายได้คะแนนมาของปลอมทั้งนั้น หากท่านเปิดดูข้อบัญญัติจังหวัดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กระจายอำนาจของท้องถิ่น ถามว่าสิ่งที่ท่านจะเสนอต่อจังหวัดท่านมีอำนาจที่จะจัดสรรโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนของท่านจริงหรือไม่ หรือท่านเป็นได้แค่แคชเชียร์ ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความยั่งยืนที่จะใช้งบประมาณที่เหลือน้อยนิดที่จะสร้างบ้านเมืองให้ดีจะทำอย่างไร ในที่สุดก็เอาแบบลูบหน้าปะจมูกหลอกกันไปวันๅ ฉะนั้น สำหรับตนความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นที่จะสร้างบ้านเกิดเมืองนอนของใครก็แล้วแต่ ให้เกิดความเจริญความเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่จะต้องให้ และต้องทำ คือให้อำนาจประชาชน

นายเนวิน กล่าวว่า วิธีที่จะให้อำนาจประชาชน สิ่งแรกคือการตัดสินใจเลือกคน ไม่ว่าจะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหรืออะไรก็ตามในท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนดีพี่น้องประชาชนก็อยากรักษาไว้ ตนมีคำถามว่ารัฐบาลกลางจะรู้ดีกว่าประชาชนในพื้นที่ได้อย่างไร ว่าใครดีใครไม่ดี คุณกลัวว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะแข็งแรงเติบโต ก็ไปออกกฏหมายว่าดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองวาระ ตนถามว่าแบบนี้ใช่หรือ ในเมื่อเรามีการเลือกตั้งทุก 4 ปีอยู่แล้ว ประชาชนรู้ดีกว่าว่าใครไม่ดี ถ้าเป็นแล้วดีต่อให้ตายคาตำแหน่งประชาชนเขาก็เลือก แต่ถ้าเป็นคนไม่ดีไม่ต้องรอให้ถึงวาระที่สอง ไม่ครบวาระประชาชนก็อยากเดินขบวนไล่แล้ว นี่คืออำนาจประชาชน

นายเนวิน กล่าวต่อว่า ตนบอกเรื่องนี้ให้กับลูกหลานในพรรคภูมิใจไทยว่าอำนาจประชาชนคืออะไร ให้เขาตัดสินใจชีวิตของเขาเองในเมื่อเขาเลือกผู้ว่าฯไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเราจะขาดความเป็นส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคไม่ได้ รอยต่อระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมันต้องมี ดังนั้น ทำไมเราถึงไม่ให้อำนาจประชาชนในการตัดสินว่าอยากให้ใครเป็นผู้บริหารท้องถิ่นสำหรับเขา ไม่ใช่มีแต่ความย้อนแย้งเตะสกัด

นายเนวิน กล่าวอีกว่า หลักในการพัฒนาเมือง เราเชื่อเรื่องทรัพยากรที่มีความจำกัด แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีคำว่าจำกัด วันนี้ไทยจะแข่งอะไรกับใครได้ อุตสาหกรรมก็ไปไม่ได้ ไอทีก็ตามเขาไม่ทัน เหลืออย่างเดียวคือท่องเที่ยวและบริการ ถ้าไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวผู้คนลำบากถามว่าจะเอาอะไรไปขาย ผมบอกลูกหลานของผมในพรรคภูมิใจไทยว่าถึงเวลาที่จะต้องกล้าเสนอกฎหมาย คือให้อำนาจประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี ในการที่เขาจะเลือกว่าภาษีที่เขาเสียจะส่งไปท้องถิ่นไหน นี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง นโยบายที่กำหนดจะดำเนินได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน สเต๊ปแรกคือ ภ.ง.ด.9 รายได้ส่วนบุคคล ต้องให้อำนาจตัดสินใจว่าเขาจะเอาเงินภาษีไปไว้ที่ไหน เรายังให้อำนาจประชาชนในการบริจาคเงินพรรคการเมืองได้ ทำไมเราถึงไม่ให้อำนาจประชาชนที่จะส่งเงินไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง นี่คือเรื่องที่เราต้องต่อสู้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งหลายต้องกลับไปบอก สส.ของท่าน ว่าไม่อย่างนั้นให้กลับไปเอาคะแนนที่กรุงเทพฯ เพราะภาษีทั้งหมดไปกองอยู่ที่เดียวคือที่ส่วนกลาง ส่วนภาษีนิติบุคคล ขณะนี้โมเดิร์นเทรดเต็มไปหมด ถามว่ามาเอากำไรไปจากพื้นที่ เอาไปจากบ้านเราใช่หรือไม่ แต่เวลาเสียภาษีเสียให้กรุงเทพฯ ไปอยู่ส่วนกลาง ถามว่าแต่ละจังหวัดจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

“ให้เขามีสิทธิ์กาในแบบฟอร์มเสียภาษี ภ.ง.ด.9 ว่าเขาจะส่งเงินลงไปที่ไหน แล้วแต่ว่าใครจะสำนึกรักบ้านเกิด นี่คือการให้อำนาจประชาชนจริงๆไม่ใช่แค่ให้อำนาจประชาชนหลอกๆ นี่คือหลักเกณฑ์การสร้างความยั่งยืนความเจริญของท้องถิ่นสำหรับผม แน่นอนว่าลูกผม และทีมงานคงพากันไปเสนอกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรคงไม่เร่งด่วนเท่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นี่คือความรู้สึกของคนที่อยากเห็นความยั่งยืนความเจริญเติบโตของบ้านเมืองที่แข็งแรงต่อไป ดังนั้น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งหลายท่านก็มีคะแนน ท่านก็มีประชาชน ถ้าอยากประสบความสำเร็จในสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้ขอให้ช่วยกันกดดันเรื่องนี้ เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่มีคนค้าน เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประชาชนโดยตรง”

นายเนวิน กล่าวต่อว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดคนไหนอยากมาอยู่บุรีรัมย์ต้องเหนื่อยมากกว่า เพราะคุณไม่ใช่ผู้ว่าฯ คุณต้องเป็นผู้ทำ ต้องทำทุกอย่างท่านไม่ใช่ผู้สั่ง ตนกับผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ทุกคนช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เวลาที่เราคิดจะทำพวกเราเริ่มต้นก่อนประชาชน เราทำงานมากกว่าชาวบ้าน เราอยู่กับชาวบ้าน และเราเลิกหลังชาวบ้าน ที่สำคัญเราไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางเป้าหมายของบ้านเมือง หลังปฏิวัติรัฐประหาร เวลามีผู้ว่าฯ มาบุรีรัมย์ ตนพูดอยู่คำเดียวว่า หากเห็นด้วยช่วยกันทำสิ่งที่กำลังสร้างมาอย่างยาวนาน แต่ถ้าไม่เห็นด้วยช่วยอยู่เฉยๆ นี่คือคาถาสำคัญสำหรับการสร้างเมือง คือถ้าเห็นด้วยก็ไปช่วยเขาทำ

“สิ่งที่ต้องฝากไป ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดครับ งบพัฒนาจังหวัด เอาไปใช้พัฒนาจังหวัดนะครับ ไม่ใช่มรดกเจ้าคุณปู่ และท่านนายก อบจ.เขาก็เกิดที่นั่น โตที่นั่น เขาก็ต้องตายที่นั่น เอางบพัฒนา อบจ.กับงบพัฒนาจังหวัด มาช่วยกัน มาต่อยอดสร้างแรงดึงดูด สร้างเมือง สร้างความยั่งยืน ให้กับพี่น้องประชาชนที่ท่านไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นี่คือสิ่งที่ผมอยากขอ ส่วนขุดสระ ซ่อมถนน ไฟฟ้า 3 อย่างนี้ ให้หน่วยงานปกติทำเถอะครับ ขอบิณฑบาตเถอะครับ” นายเนวิน กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายก อบจ.ที่มาร่วมงาน ทั่วประเทศ ต่างสวมเสื้อสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สีน้ำเงิน เกือบทั้งหมด ขณะที่ในช่วงท้าย บรรดานายก อบจ.ก็เดินเข้าหานายเนวิน เพื่อทักทาย และ
ถ่ายรูป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี พร้อมยกมือไหว้ และสวมกอด

– 006

‘สพฐ.-กฟผ.’ ร่วมปล่อยคาราวานวิศวกรและช่างอาสา ตรวจโครงสร้างอาคารโรงเรียน สพฐ. 6 จว.

‘สพฐ.-กฟผ.’ ร่วมปล่อยคาราวานวิศวกรและช่างอาสา ตรวจโครงสร้างอาคารโรงเรียน สพฐ. 6 จว.

‘สพฐ.-กฟผ.’ ร่วมปล่อยคาราวานวิศวกรและช่างอาสา ตรวจโครงสร้างอาคารโรงเรียน สพฐ. 6 จว.

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.05 น.

วันที่ 4 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มอบหมายให้ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ร่วมปล่อยขบวนคาราวานวิศวกรและช่างอาสา กฟผ. กว่า 20 คัน เข้าพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างอาคารของโรงเรียนภายใต้สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว พร้อมกระจายทีมลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 จังหวัด ระหว่างวันที่ 4 – 5 เมษายน 2568 โดยมีนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ในฐานะประธานมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ร่วมเป็นประธานฯ พร้อมด้วย นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ. และคณะผู้บริหาร ร่วมปล่อยขบวนรถจิตอาสาจากสำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี

นายธีร์ ภวังคนันท์ กล่าวว่า จากการประเมินทั่วประเทศมีประมาณเกือบ 3,000 โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา โดยกิจกรรมวันนี้เป็นความร่วมมือกันของ กฟผ. และมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ได้มีการหารือร่วมกับ สพฐ. เพื่อสำรวจโรงเรียนกลุ่มที่สถานการณ์หนัก และปานกลาง ประมาณ 60 โรงเรียน ซึ่งพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้ติดตามและเป็นห่วงมาก โดยส่วนหนึ่งเราได้พยายามประเมินตามแนวทางกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว แต่ด้วยความที่ประสบการณ์และจำนวนคนไม่เพียงพอ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากทาง กฟผ. และมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ในการร่วมมือกันเบื้องต้นก่อน ซึ่งวันนี้ก็จะเป็นการประเมินโดยผู้มีประสบการณ์สูง ซึ่งแต่ละคนเป็นวิศวกรที่มีใบอนุญาตและดูแลงานโครงสร้างเป็น ซึ่งจะช่วยให้เรามั่นใจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สพฐ. ภายใต้การนำของ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มีความห่วงใยเรื่องดังกล่าว และมีข้อสั่งการให้ปรับแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมแผนฯ ในวันนี้ก่อนสำหรับทุกโรงเรียนที่จะจัดการสอบเข้า ม.1 และ ม.4 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 เมษายน 2568 นี้

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ (ผู้ว่าการ กฟผ.) ในฐานะประธานมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา เผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในหลายพื้นที่ของไทยได้รับความเสียหาย รวมทั้งโรงเรียนภายใต้     สังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นช่วงการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 หากจัดการสอบล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง กฟผ. และมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา จึงได้จัดทีมวิศวกรและช่างอาสากว่า 200 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงสร้างและประเมินความเสียหายอาคารเรียนในสังกัด สพฐ. กว่า 60 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน 2568 เพื่อทำการฟื้นฟูอาคารต่อไป โดยแบ่งระดับความเสียหายของอาคารเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 ไม่เสียหายหรือเสียหายเล็กน้อย ระดับ 2 เสียหายปานกลาง สามารถใช้งานอาคารได้บางส่วนหรือทั้งหมด และระดับ 3 เสียหายรุนแรง อาคารอาจพังถล่มได้ สำหรับทีมวิศวกรและช่างอาสาที่จะเข้าตรวจสอบอาคารโรงเรียนสังกัด สพฐ. ใช้วิธีการตรวจสอบแบบพินิจทางกายภาพ (Visual Inspection) และเครื่องมือตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ร่วมกับการ Checklist ตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร เช่น เสา คาน ผิวผนังทั้งภายใน-ภายนอก กระจก ลิฟต์ สายไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า ฯลฯ

ทั้งนี้ โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับความเสียหายและต้องได้รับการตรวจสอบโครงสร้างอาคารในเบื้องต้น ประกอบด้วย พื้นที่กรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนโยธินบูรณะ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, จังหวัดนนทบุรี อาทิ โรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี โรงเรียนวัดลากค้อน, จังหวัดปทุมธานี อาทิ โรงเรียนลำสนุ่น โรงเรียนหนองเสือวิทยาคม, จังหวัดสมุทรปราการ อาทิ โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี โรงเรียนคลองมหาวงก์, จังหวัดสมุทรสาคร อาทิ โรงเรียนวัดบ้านไร่ โรงเรียนวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ และจังหวัดนครปฐม อาทิ โรงเรียนวัดห้วยตะโก โรงเรียนบุณยศรีสวัสดิ์ เป็นต้น

ที่ผ่านมา กฟผ. และมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ได้จัดอบรมแนวทางการตรวจสอบอาคาร หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ให้กับทีมวิศวกรและช่างอาสา เตรียมพร้อมก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพื่อให้มีความเข้าใจ และสามารถตรวจสอบสภาพอาคารได้อย่างถูกต้อง

ถ้อยแถลง’นายกฯอิ๊งค์’ เปิด’วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030′

ถ้อยแถลง'นายกฯอิ๊งค์' เปิด'วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030'

ถ้อยแถลง’นายกฯอิ๊งค์’ เปิด’วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030′

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.46 น.

เปิด”วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ “นายกฯแพทองธาร”ประธานการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 กล่าวถ้อยแถลงกระชับความร่วมมือร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เจริญรุ่งเรืองและเปิดกว้าง เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และพร้อมรับมือต่อภัยพิบัติ ของประชาชน กว่า 1,800 ล้านคน ในทุกประเทศสมาชิก

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (4 เมษายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) ครั้งที่ 6 พร้อมผู้นำและผู้แทนสมาชิก BIMSTEC จากอินเดีย เนปาล ภูฏาน ศรีลังกา เมียนมา บังกลาเทศ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงเปิดการประชุมฯ สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย พร้อมขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกสู่การประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 โดยเป็นความภาคภูมิใจของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม หลังจากที่ไม่ได้จัดการประชุมแบบพบหน้ากันมาเป็นเวลากว่า 7 ปี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และหารือแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ในกลุ่มสมาชิก BIMSTEC

ทั้งนี้ BIMSTEC เป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 1,800 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรโลก และมี GDP รวมกันประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ความร่วมมือนี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนในอนาคต

ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอในที่ประชุมคือ “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ ที่จะนำประเทศสมาชิก BIMSTEC ไปสู่อนาคตที่มีความเจริญรุ่งเรือง ยืดหยุ่น และเปิดกว้าง วิสัยทัศน์นี้ถูกออกแบบเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ส่งเสริมความเชื่อมโยง และการเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับปัญหาระดับโลก

ด้านความเจริญรุ่งเรืองของ BIMSTEC นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของ BIMSTEC ด้วยจำนวนประชากร รวมกันเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรโลก การค้าภายใน BIMSTEC อยู่ที่ประมาณ 6% จึงเสนอให้สมาชิกเร่งผลักดันการจัดทำ BIMSTEC FTA ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า

นอกจากนี้ การลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการขนส่งทางทะเล จะเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าทางทะเลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่โครงการ Landbridge ของไทยจะช่วยเสริมการเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับอ่าวเบงกอลด้วย

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมุ่งมั่นร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อเร่งรัดการก่อสร้างทางหลวงสำคัญระหว่างประเทศที่จะเชื่อมโยงประเทศไทยไปยัง เมียนมาจนถึงอินเดียให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการนี้ นอกจากนี้ สันติภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัน และเสถียรภาพ ตามเส้นทางดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการ ซึ่งไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้

นอกจากนี้ BIMSTEC จำเป็นต้องเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความสามารถทางเทคโนโลยี โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาเร่งด่วน และเตรียมความพร้อมของภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต

ด้านความยืดหยุ่น ความท้าทายระดับโลก เช่น มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาด ทำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบสาธารณสุขและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ ไทยได้เสนอจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเวชศาสตร์เขตร้อน” ของ BIMSTEC

นอกจากนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการภัยพิบัติในกลุ่ม BIMSTEC ซึ่งไทยสนับสนุนข้อเสนอของอินเดียในการจัดตั้ง “ศูนย์จัดการภัยพิบัติ BIMSTEC” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัย พร้อมสนับสนุนการจัดการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือการจัดการภัยพิบัติของ BIMSTEC ครั้งที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยธรรมชาติ

โอกาสนี้ ไทยยังเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกในการดำเนินการตามอนุสัญญา BIMSTEC ว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการค้ายาเสพติด เพื่อยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคและความยืดหยุ่นพร้อมต่อการตอบสนองต่อภัยพัติ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาค SMEs จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตของ BIMSTEC โดยประเทศไทยได้เสนอจัดตั้งสภาที่ปรึกษาธุรกิจ BIMSTEC (BIMSTEC Business Advisory Council) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจ สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงชุมชนที่ถูกมองข้าม ผู้หญิง และเยาวชน โดยยกตัวอย่างการจัดงาน “BIMSTEC Young Gen Forum” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ ICONSIAM กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเวทีสำหรับผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนใน BIMSTEC โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในภูมิภาค การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงสถานที่สำคัญระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจร่วมกัน และเน้นย้ำถึงบทบาทของ BIMSTEC ในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน โดยประเทศไทยในฐานะประธานปัจจุบันของกรอบ Asia Cooperation Dialogue (ACD) มุ่งมั่นที่จะสร้างความร่วมมือระหว่าง BIMSTEC กับเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค

ในช่วงท้าย ที่ประชุมฯ ได้ร่วมกันรับรองปฏิญญาการประชุมผู้นำบิมสเทคครั้งที่ 6 นอกจากนี้ ยังมีการประกาศให้บังกลาเทศเป็นประธาน BIMSTEC ลำดับถัดไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าบังกลาเทศจะนำพา BIMSTEC ไปสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

ระวัง’ศรัทธา’ล้มครืน! กลิ่นตุๆที่’แพทยสภา’ปมชั้น 14 ไม่ค่อยดีนัก?

ระวัง'ศรัทธา'ล้มครืน! กลิ่นตุๆที่'แพทยสภา'ปมชั้น 14 ไม่ค่อยดีนัก?

ระวัง’ศรัทธา’ล้มครืน! กลิ่นตุๆที่’แพทยสภา’ปมชั้น 14 ไม่ค่อยดีนัก?

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.13 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีกลิ่นตุตุที่แพทยสภามั้ยหรือผมคิดมากไปเอง

เช้านี้อาจารย์ที่เคยเป็นกรรมการแพทยสภา ตั้งคำถามเมื่อเห็นข่าวการเลื่อนลงมติแพทยสภา กรณีการรักษาอาการป่วยของนักโทษชั้น 14 วันที่ 10 เม.ย.2568 ออกไปแบบน่าฉงนว่า “ปกติจะมีการกำหนดวันสุดท้ายของการส่งหลักฐานและเอกสารต่างๆ นี่เป็นการส่งหลังวันหมดเขตการส่งหรือเปล่า??”

เกิดอะไรขึ้น ครับ หรือมีเทคนิคการส่งเอกสารดึงเกม รวมถึงข่าวคาวที่อาจทำให้วงการแพทย์ที่ได้รับความเชื่อถือที่สุด อาจถูกด้อยค่าความน่าเชื่อถือศรัทธาเหมือนหลายวงการที่ล่มสลายลงเพราะระบอบอุปถัมภ์คนๆ เดียว

ส่วนตัวผมยังเชื่อมั่นและศรัทธาในแพทยสภา แต่ข่าวกรองที่ได้รับมา ไม่ค่อยดีนัก? อาจทำให้ศรัทธาต่อแพทยสภาต้องล้มครืนพังพาบแบบเดียวกับตึก สตง.ก็เป็นไปได้

หวังลึกๆ แค่เพียงว่า กรรมการแพทยสภาทั้งหลาย จักได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 มาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจตลอดไปครับ

@ข่าว

แพทยสภา เลื่อนตัดสินผลสอบจริยธรรมรักษา ‘ทักษิณ’ รพ.ตร.-ราชทัณฑ์ เพิ่งส่งเอกสารเพิ่ม https://www.isranews.org/…/136989-invesddssdsddsa.html

(อ่านข่าวประกอบ : ‘แพทยสภา’เลื่อนตัดสินจริยธรรม แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ รักษา’ทักษิณ’ชั้น 14)

‘จิราพร’ สั่งเดินหน้าปราบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง แม้พ้น 30 วันตามคำสั่งนายกฯ

‘จิราพร’ สั่งเดินหน้าปราบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง แม้พ้น 30 วันตามคำสั่งนายกฯ

‘จิราพร’ สั่งเดินหน้าปราบบุหรี่ไฟฟ้าต่อเนื่อง แม้พ้น 30 วันตามคำสั่งนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.03 น.

รมต.ประจำสำนักนายกฯ สั่งเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ปลื้มยอดคดีปราบปรามสูงกว่าปี 2567 ทั้งปี  พร้อมรับแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชั่น 

วันที่ 4 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า   โดยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานและรายงานความคืบหน้าการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ,สคบ.,กระทรวงมหาดไทย และศุลกากร ซึ่งยอดของการปรามปรามบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568-2 เมษายน 2568 สามารถจับกุมได้แล้วกว่า 2,000 คดี ยึดของกลางได้ 1.6 ล้านชิ้น มูลค่าประมาณกว่า 295 ล้านบาท ถือว่าเป็นยอดการรายงานที่เกือบจะเทียบเท่ากับปี 2567 ที่ผ่านมา ต้องขอบคุณทุกท่านที่ทำงานอย่างหนัก แต่เราก็จะทำงานต่อไป แม้จะพ้นช่วง 30 วันแล้ว ก็ยังต้องทำงานต่อไป

นางสาวจิราพร กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานให้ที่ประชุมทราบถึง ความคืบหน้าการจัดทำแอปพลิเคชั่นทางรัฐ สำหรับการแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้าว่า สคบ. ได้รับหนังสือจากสำนักงานพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ องค์การมหาชน ที่ได้สั่งการให้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับการแจ้งเบาะแส และได้มีการส่งแอปพลิเคชั่นให้กับ สคบ.  และ สคบ. ก็ได้หารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับที่จะเป็นแอดมิน ซึ่งปัจจุบันประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐได้เลย

อย่างไรก็ตามสำหรับยอดการจับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าพบว่าในปี 2566 สามารถจับกุมดำเนินคดีได้กว่า 900 คดี และในปี 2567 จับกุมดำเนินคดีได้กว่า 2,170 คดี และในปี 2568 ช่วงเวลาตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 – 2 เมษายน 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีแล้วกว่า 2,236 คดี ถือว่ายอดสูงมากกว่าปี 2567 แล้ว

ปัดเร่งรัดเอื้อนายทุนรอฮุบ! ‘ชูศักดิ์’คาด’กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’คลอดใน 6-8 เดือน

ปัดเร่งรัดเอื้อนายทุนรอฮุบ! 'ชูศักดิ์'คาด'กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ'คลอดใน 6-8 เดือน

ปัดเร่งรัดเอื้อนายทุนรอฮุบ! ‘ชูศักดิ์’คาด’กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’คลอดใน 6-8 เดือน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.56 น.

“ชูศักดิ์”คาด”กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”คลอดภายใน 6 – 8 เดือน แจงก่อนจะสร้างต้องนำเรื่องเข้า ครม. ก่อนตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ปัดเร่งรัดเอื้อนายทุนรอฮุบ

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มองว่าจะผ่านวาระแรกหรือไม่ ว่า เท่าที่ดูในพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นพ้องต้องกัน เพื่อให้มีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) และใช้ช่วงระหว่างปิดสมัยประชุมสภา เพื่อพิจารณาแก้ไขได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจากการพูดคุยกัน ก็คิดว่าจะเรียบร้อยและผ่านได้

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลรีบดันกฎหมายฉบับนี้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วกระบวนการตรากฎหมาย ไม่ใช่ทำแค่ 1 – 2 วัน เพราะโดยปกติ การออกกฎหมายต้องนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระ และต้องมีการตั้ง กมธ.ซึ่งใช้เวลานาน อีกทั้งต้องผ่านวุฒิสภาอีก 3 วาระ เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่ารัฐบาลเร่งรีบ กระบวนการตรากฎหมายโดยเฉลี่ยของประเทศเรา คำนวณดูแล้วไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ที่สำคัญกฎหมายนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา จึงต้องดำเนินการคัดกรองตามปกติ

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีกลุ่มทุนมารอ จึงทำให้เร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ นายชูศักดิ์ หัวเราะ และกล่าวว่า จะไปรอได้ยังไง นี่คือกระบวนการตามกฎหมาย กฎหมายจะบอกมายังไงยังไม่รู้เลย ว่าจะมีการปรับเกณฑ์อะไรหรือไม่ ซึ่งกว่าจะสำเร็จได้ก็ไม่ตํ่ากว่า 6 – 8 เดือน และยืนยันว่าไม่มีใครรอหรือไม่รอ เป็นการเตรียมการปกติ เป้าหมายคือทำให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้

เมื่อถามว่า ที่ต้องเร่งผ่านตอนนี้ เพราะเสียงของรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เสียงรัฐบาลก็เป็นอยู่อย่างนี้ เราผ่านการพูดคุยและทำความเข้าใจกันมา ซึ่งทุกพรรคคิดว่าไปได้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหาเงินเข้าประเทศ

เมื่อถามว่า เสียงคัดค้านจะทำให้นโยบายนี้ชะงักหรือไม่ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และ สว.ที่ออกมาตั้งกําแพง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คัดค้านได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้ ทุกอย่างก็เป็นเหตุเป็นผลของมัน ก็ต้องชี้แจงด้วยเหตุผล เราก็เปิดโอกาสรับฟังว่าจะคัดค้านอย่างไร

นายชูศักดิ์ ยังเปิดเผยถึงขั้นตอนภายหลังกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ประกาศใช้ว่า หากจะมีการสร้างในสถานที่ใด ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และต้องกำหนดพื้นที่ มีแผนที่แนบท้ายว่าจะทำที่อำเภอหรือตำบลใด จำนวนกี่ไร่ แล้วต้องนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ใช่ว่ากระทรวงจะอนุมัติใช้ได้เลย

เริ่มแล้วประชุม 7 ชาติ ในความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล BIMSTEC

เริ่มแล้วประชุม 7 ชาติ ในความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล BIMSTEC

เริ่มแล้วประชุม 7 ชาติ ในความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล BIMSTEC

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

เริ่มแล้วประชุม 7 ชาติ ในความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล BIMSTEC ผู้นำทุกประเทศหารือแบบตัวต่อตัวในรอบ 7 ปี ครั้งแรก พร้อมหนุนกระชับความร่วมมือเศรษฐกิจในกลุ่มประชาชนร่วมกันกว่า 1,800 ล้านคน ขณะที่เมียนมาเดินหน้าแก้ปัญหาทุกมิติร่วมกันกับไทย ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ คอลเซ็นเตอร์ และการป้องกันวาตภัยด้วยการเร่งขุดลอกแม่น้ำในภาคเหนือ พรมแดนไทย-เมียนมา

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 4 เมษายน 2568 ที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผู้นำบิมสเทค (BIMSTEC) ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกแบบตัวต่อตัวในรอบ 7 ปี

โดยการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำทั้ง 7 รวมทั้งไทย เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส ประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ , นายดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน , นายนเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย , พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา , นายเค พี ศรรมะ โอลี นายกรัฐมนตรีแห่งเนปาล , ดร.หริณี อมรสุริยะ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย

ก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้พบหารือทวิภาคีกับ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ โดยได้กล่าวแสดงความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของแก่ประชาชนเมียนมา ซึ่งได้จัดส่งถึงเมียนมาแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือครอบคลุมทั้งความร่วมมือด้านการป้องกันพิบัติภัย ทั้งภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย์ รวมทั้งอาชญากรรมข้ามพรมแดน ยาเสพติด และการลักลอบการค้าที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะความร่วมมือในการปราบปรามแก๊ง call center และขบวนการ online scam รวมทั้งประสานเหยื่อผู้ถูกหลอกลวงกลับประเทศ ซึ่งมาตรการที่เด็ดขาดของประเทศไทย ทำให้การส่งข้อความและการโทรศัพท์หลอกลวง ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ได้สั่งการหน่วยความมั่นคงให้มีการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่าย ยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินการในการเดินหน้าตาม “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (Clear Sky Strategy) เพื่อยกระดับการป้องกันและแก้ไขไฟป่า ฝุ่นละออง และหมอกควัน โดยมีสมาชิก 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย , สปป.ลาว และเมียนมา โดยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก จุดความร้อน และปัญหาฝุ่นควันลดน้อยลง นอกจากนี้ ไทยและเมียนมา ยังได้ร่วมกันเตรียมการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ด้วยการเร่งขุดลอก รื้อถอน สิ่งกีดขวางทางน้ำในแหล่งน้ำ และแม่น้ำระหว่างสองประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ก่อนฤดูฝนในปีนี้

ทั้งนี้ ประเทศไทยและเมียนมา จะร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ทางการเกษตรและปศุสัตว์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรสมัยใหม่ เช่น ข้าวโพด ให้มีผลผลิตมากขึ้น ให้ทำลายธรรมชาติน้อยลง และลดการเผาพืช รวมทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ ไก่ โค สุกร ซึ่งจะสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือ บิมสเทค (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation หรือ BIMSTEC) ครั้งนี้ เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และเป็นการริเริ่มและผลักดันของไทย ตามนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy)

ปัจจุบัน บิมสเทค มีความร่วมมือ 7 สาขา (1) การค้า การลงทุน และการพัฒนา (2) สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3) ความมั่นคง (4) การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (5) การปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน (6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ (7) ความเชื่อมโยง ไทยรับตำแหน่งประธานบิมสเทคต่อจากศรีลังกา

ซึ่งผู้นำทุกประเทศสมาชิกได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง สะท้อนถึงการยึดมั่นในพันธสัญญาที่ทุกประเทศร่วมกันในฐานะสมาชิก ที่มีประชากรทั้งหมดราว 1,800 ล้านคน ซึ่งเป็นพลังและความจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องมีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ

– 006

‘สมคิด’ ยัน รบ.ขอเลื่อน พรบ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เพื่อชงเข้าสภาฯ 9 เม.ย ติงฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ

‘สมคิด’ ยัน รบ.ขอเลื่อน พรบ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เพื่อชงเข้าสภาฯ 9 เม.ย ติงฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ

‘สมคิด’ ยัน รบ.ขอเลื่อน พรบ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ เพื่อชงเข้าสภาฯ 9 เม.ย ติงฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.27 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ให้ความเห็นเรื่อง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก ที่ฝ่ายรัฐบาลขอเลื่อนขึ้นมา เพื่อให้เสนอเข้าสภาฯ ได้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 เป็นการขอเลื่อนตามข้อบังคับ ซึ่งก็มีการเลื่อนกันเสมอมา ล่าสุดก็ พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ (หวยเกษียณ) ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร  แต่ฝ่ายค้านเล่นบทเกิดเหตุ ว่าควรมีญัตติแผ่นดินไหวก่อน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็จะให้พูดอยู่แล้ว เสียเวลาเปล่า สุดท้ายก็ได้อภิปรายอยู่ดี

ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็ก บางคนบอกว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายและเร่งรีบ ขอเรียนว่า รัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 12 กันยายน 2567 ในนโยบายที่ 7 รัฐบาลจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถาบันบรรเทิงครบวงจร ( Eetertainment com plex ) นำคอนเสิร์ต เทศกาล การแข่งกีฬาระดับโลกมาจัดในไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้าสู่ไทย

รัฐบาลได้รับรู้ถึงการคัดค้าน ไม่เห็นด้วย แต่ขอให้ทุกท่านเข้าใจว่า 90% ของพื้นที่เกิดประโยชน์กับประเทศ ส่วนกาสิโนที่คัดค้านมีพื้นที่ 10% เราก็ตระหนักดี มีมาตรการควบคุมดูแล เช่น ห้ามออนไลน์ ห้ามเชิญชวน จัดรั้วรอบขอบชิด มีเงินค่าเข้า ต้องมีเงินฝาก เป็นต้น

“พ.ร.บ. ฉบับนี้เพิ่งจะเริ่ม จะมีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ซึ่งมาจากทุกพรรคการเมือง มาพิจารณา ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็เสนอผ่านช่องทางนี้ได้” นายสมคิด กล่าว

ย้อนมุมคิด‘แพทองธาร’เชื่อสุดใจ‘ทรัมป์’คืนเก้าอี้ดีต่อไทย ก่อนเงิบเจอนโยบาย‘กำแพงภาษี’

ย้อนมุมคิด‘แพทองธาร’เชื่อสุดใจ‘ทรัมป์’คืนเก้าอี้ดีต่อไทย ก่อนเงิบเจอนโยบาย‘กำแพงภาษี’

ย้อนมุมคิด‘แพทองธาร’เชื่อสุดใจ‘ทรัมป์’คืนเก้าอี้ดีต่อไทย ก่อนเงิบเจอนโยบาย‘กำแพงภาษี’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.06 น.

ย้อนมุมคิด‘แพทองธาร’เชื่อสุดใจ‘ทรัมป์’คืนเก้าอี้ดีต่อไทย ก่อนเงิบเจอนโยบาย‘กำแพงภาษี’

4 เมษายน 2568 จากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบายจัดเก็บ ภาษีขั้นต่ำ 10% กับผู้ส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังสหรัฐ และจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมกับประเทศต่างๆ ราว 60 ประเทศ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุด  ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้นอย่างมากกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดบางรายของประเทศ เช่น จีน ซึ่งปัจจุบันต้องเผชิญภาษีโดยรวมสูงถึง 54% จากภาษีเดิม 20% บวกกับภาษีตอบโต้ใหม่อีก 34% ส่วนไทยจะถูกเก็บในอัตราสูงถึง 36 % นั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ในส่วนของไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่ามีแผนรับมือระยะสั้น-ยาว แต่ยังต้องตั้งทีมเจรจา​ เพื่อต่อรองได้​ และเชื่อว่าจะไม่ทำให้ “จีดีพี” พลาดเป้า (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อิ๊งค์’โวมีแผนรองรับสหรัฐรีดภาษีแล้ว ตั้งทีมเจรจาเชื่อต่อรองได้ ลั่นไม่ให้พลาดเป้า‘จีดีพี’)

ทั้งนี้ หากย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 น.ส.แพทองธาร เชื่อว่าการกลับมารับตำแหน่งของ ทรัมป์ จะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย

ครั้งนั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ที่นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายหลังเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS) และการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ว่า ได้ติดตามมาตลอดจนถึงวันเลือกตั้ง และแสดงความยินดีกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะการเลือกตั้ง โดยเห็นแต่ละคนมีนโยบายที่จะผลักดันออกมาแตกต่างกัน การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะช่วยในเรื่องส่งออกของไทยให้ดีขึ้น เพราะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และการค้าขายของประเทศไทยกับสหรัฐก็มีมูลค่าสูงมาก ดังนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะสานสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานไว้

ส่วนจะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถผลักดัน soft power ของไทยไปสหรัฐได้มากขึ้นหรือไม่นั้น ยืนยันว่าพร้อมผลักดันประเด็นนี้อย่างเต็มที่

กระตุก‘อิ๊งค์’ฉุกคิด! จับมือ‘มินอ่องหล่าย’…อนาคตจะเป็นอย่างไร?

กระตุก‘อิ๊งค์’ฉุกคิด! จับมือ‘มินอ่องหล่าย’...อนาคตจะเป็นอย่างไร?

กระตุก‘อิ๊งค์’ฉุกคิด! จับมือ‘มินอ่องหล่าย’…อนาคตจะเป็นอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.02 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายภาสกร จำลองราช อดีตผู้สื่อข่าว ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Paskorn Jumlongrach” ระบุว่า “ภาพจำ”

ภาพของ คุณแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย จับมือกับ พล.อ.มินอ่องหล่าย ผู้นำสภาบริหารแห่งรัฐ (The State Administration Council) พม่า กลายเป็น “ภาพจำ” ของสาธารณชนไปอีกยาวนาน

อย่างน้อยก็ชั่วชีวิตของคุณแพทองธาร

หรืออย่างน้อยก็ตลอดวาระที่คุณแพทองธารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้สังคมไทยอาจจำไม่นาน แต่ประชาชนชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หลายล้านคนที่กำลังตกระกำลำบาก รวมทั้งญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตจากฝีมือของกองทัพพม่า ต่างต้องจดจำภาพการกระชับมืออย่างยิ้มแย้มแจ่มใสระหว่างคุณแพทองธาร และ พล.อ.มินอ่องหลาย ไว้ไม่รู้ลืม

วันนี้คุณแพทองธารอาจยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวนัก เพราะรังสี “ความจริง” ยังเข้าไม่ถึง

แต่วันใดที่คุณแพทองธารเติบใหญ่จนมีวุฒิภาวะ “นิ่ง” ในระดับหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาดูภาพที่กำลังจับมือกับ พล.อ.มินอ่องหล่าย อีกครั้ง

คุณแพทองธารอาจต้องตั้งคำถามกับ “บิดา” และคนรอบตัวว่า “ทำไม” และ “ทำไม”