‘แพทยสภา’เลื่อนตัดสินจริยธรรม แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ รักษา’ทักษิณ’ชั้น 14

'แพทยสภา'เลื่อนตัดสินจริยธรรม แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ รักษา'ทักษิณ'ชั้น 14

‘แพทยสภา’เลื่อนตัดสินจริยธรรม แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ รักษา’ทักษิณ’ชั้น 14

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 คณะกรรมการบริหารแพทยสภา ออกประกาศแจ้งว่า ตามที่แพทยสภาได้รับเรื่องร้องเรียนให้มีการตรวจสอบจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่ให้การดูแลรักษา นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาสอบสวน และมีข่าวว่าจะมีการพิจารณาตัดสินผลการตรวจสอบ ในวันที่ 10 เม.ย.2568 นั้น

เนื่องจากในขณะนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะถึงวันที่ 10 เม.ย.2568 ทางคณะอนุกรรมการสอบสวนของแพทยสภาได้รายงานต่อคณะกรรมการบริหารแพทยสภาว่า ได้รับเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.เอกสารจากโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 31 มี.ค.2568  

2.เอกสารจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งส่งเอกสารมาเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2568 และแพทยสภาได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 1 เม.ย.2568

เอกสารจากทั้ง 2 หน่วยงานมีจำนวนมาก ทำให้กระบวนการพิจารณาจากข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว ต้องใช้เวลามากขึ้น จึงไม่สามารถสรุปผลการตัดสินได้ทันวันที่ 10 เม.ย.2568

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ในวันที่ 10 เม.ย.2568 จึงยังไม่มีการบรรจุเรื่องการพิจารณาของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ

นายกฯ เป็นสักขีพยานลงนาม FTA ไทย – ภูฏาน

นายกฯ เป็นสักขีพยานลงนาม FTA ไทย - ภูฏาน

นายกฯ เป็นสักขีพยานลงนาม FTA ไทย – ภูฏาน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.25 น.

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการุถกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ตนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานของภูฏาน (นายนำเยล ดอร์จิ) ได้ร่วมลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน โดยมีนายกรัฐมนตรีของไทย (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) และนายกรัฐมนตรีของภูฏาน (ดาโช เชริง โตบเกย์) เป็นสักขีพยาน ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่ง FTA ไทย – ภูฏาน ถือเป็น FTA ฉบับที่ 17 ของไทย ที่สามารถบรรลุผลการเจรจาภายในเวลา 9 เดือน ทั้งนี้   ภูฏานถือเป็นประเทศลำดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ได้จัดทำ FTA กับไทย ต่อจากอินเดียและศรีลังกา และเป็นตลาดศักยภาพแห่งใหม่ที่มีความต้องการซื้อสินค้าไทย ซึ่งจะช่วยขยายฐานตลาดส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้น

สำหรับ FTA ไทย-ภูฏาน จะครอบคลุมเฉพาะการเปิดเสรีการค้าสินค้า โดยเป็นการยกเว้นภาษีทันทีในวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ ซึ่งภูฏานจะยกเว้นภาษีสินค้าเกือบทั้งหมดให้กับไทยโดยสินค้าสำคัญที่คาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าเกษตรและอาหาร (ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารปรุงแต่ง) สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะที่ไทยจะยกเลิกภาษีสินค้าให้กับภูฏานร้อยละ 94 โดยสินค้าสำคัญที่คาดว่าภูฏานจะได้รับประโยชน์ อาทิ มันฝรั่ง ชาเขียว แยมและเยลลี่ผลไม้และน้ำผลไม้

ทั้งนี้ ภูฏานมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดรองรับการส่งออกของไทยได้ในระยะยาวได้ ซึ่ง FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนปริมาณการค้าสองฝ่ายเป็น 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากภูฏานมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง และได้ก้าวเป็นประเทศกำลังพัฒนาเมื่อปี 2566 โดยคาดว่าการเจรจาจัดทำ FTA ไทย – ภูฏาน จะเป็นประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากจะช่วยสร้างศักยภาพทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูฏาน จากการลดเลิกภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จากการที่ไทยเปิดตลาดให้กับสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตซึทาเกะ และผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทย รวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยจะมีทางเลือกบริโภคสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น

โดยต่อจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ FTA ไทย-ภูฏาน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ FTA ไทย-ภูฏาน ให้แก่ทุกภาคส่วน ทั้งในประเด็นการเปิดตลาดสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ จากนั้นหน่วยงานของไทยจึงจะดำเนินการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการมีผลใช้บังคับของ FTA ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าให้ FTA ไทย – ภูฏาน มีผลใช้บังคับได้ภายในวันที 1 มกราคม 2569ตนจึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทยศึกษาโอกาสและแนวทางการใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-ภูฏานเพื่อเตรียมใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อ FTA มีผลใช้บังคับ

ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยและภูฏานมีมูลค่า 460.47 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปภูฏาน 457 ล้านบาท และนำเข้าจากภูฏาน 3.47 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ยานพาหนะและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เครื่องดื่ม และผลไม้กระป๋องและแปรรูป และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ เครื่องบิน เครื่องร่อนอุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา

ชำแหละ 5 ข้อ! มอง‘บ่อน’ในมุม‘เจิมศักดิ์’ บันเทิงครบวงจร จนเงินหรือจนความคิด

ชำแหละ 5 ข้อ! มอง‘บ่อน’ในมุม‘เจิมศักดิ์’ บันเทิงครบวงจร จนเงินหรือจนความคิด

ชำแหละ 5 ข้อ! มอง‘บ่อน’ในมุม‘เจิมศักดิ์’ บันเทิงครบวงจร จนเงินหรือจนความคิด

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.35 น.

ชำแหละ 5 ข้อ! มอง‘บ่อน’ในมุม‘เจิมศักดิ์’ บันเทิงครบวงจร จนเงินหรือจนความคิด

4 เมษายน 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” หัวข้อ “บ่อน บันเทิงครบวงจร : จนเงินหรือจนความคิด” ดังนี้…

บ่อน บันเทิงครบวงจร : จนเงินหรือจนความคิด

แนวคิดที่ต้องการจะเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศไทย โดยอำพรางไว้ในเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการนำแนวคิดเดิมที่เคยผลักดันในยุครัฐบาลทักษิณ และก็วนเวียนกลับมาอีกครั้ง

คราวนี้เลือกสถานที่ที่ใกล้สนามบินและเมืองใหญ่โดยให้นักลงทุนขนาดใหญ่จึงมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ เพราะตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะต้องมีเงินลงทุนเป็นแสนล้านบาท

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ายามใดที่มีการเสนอแนวคิดว่าจะเปิดบ่อนกาสิโนออกมา ยามนั้นฝ่ายที่ยึดกุมอำนาจรัฐ มักจะตกอยู่ในภาวะ “จนตรอก”หากรัฐบาลไม่จนเงิน ขาดเงินหรือขาดรายได้มาใช้จ่าย รัฐบาลก็มักจะกำลังจนตรอกทางปัญญา

เรียกว่า เป็นตัวชี้วัดความจนตรอกของรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง

1) อ้างกันเรื่อยเปื่อยว่า หากเปิดบ่อนกาสิโนแล้ว จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ

อ้างว่า ธุรกิจการพนันมีเงินหมุนเวียนสูงกว่าหนึ่งแสนล้านบาท

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินหมุนเวียนในกาสิโนนั้นไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจเลย

คนละเรื่องกับเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการผลิตสินค้า ซื้อขายสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจทั่วไป

เพราะการเล่นพนันในบ่อน  เงินได้เสียระหว่างคนเล่นและเจ้ามือ  เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งโดยเงินของคนเล่นเสียก็ตกไปเป็นของคนที่เล่นได้

จำนวนเงินรวมกัน ของผู้ได้รับและผู้เสียเงินทั้งหมด จะเท่าเดิม

มิได้ผลิตสินค้าหรือบริการใดเพิ่มขึ้น จึงไม่เพิ่มรายได้ของระบบเศรษฐกิจส่วนรวม อย่างที่สมัยนี้ชอบเรียกว่ามีตัวคูณ

ไม่เหมือนการลงทุนที่ทำให้เกิดการผลิต การจ้างงานต่อๆกันไป และเกิดการหมุนเวียนทรัพยากรการผลิตต่างๆ ตามมา

การพนันจึงไม่เกิดคุณค่าแก่สังคมส่วนรวม

หากภาครัฐจะมีรายได้บ้าง ก็คงเป็นค่าต๋งหรือภาษีอากร หรือถ้ารัฐเป็นเจ้ามือเองก็คงเพียงแต่กินเงินชาวบ้านมาเข้ากระเป๋าตนเท่านั้นเอง

ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับ ผลกระทบ และความเสียหายที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์และสังคม เสียเวลา เสียโอกาสไปทำมาหากินอย่างอื่น ไปลงทุนที่มีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มผลิตผลที่มีค่ามากกว่านี้

ยังไม่นับถึงปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม การฟอกเงิน และการทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น การฆ่าตัวตาย การจี้ ปล้น ลักทรัพย์ การยักยอกเงินบริษัท การเบี้ยวหนี้ธุรกิจ การทุบตีภรรยา การแย่งชิงมรดก การละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ ฯลฯ ตลอดจนค่านิยมในสังคมที่จะผิดเพี้ยนมากขึ้นไปอีก

2) อ้างกันอีกว่า มีบ่อนชายแดน ทำให้เงินไหลออกไปเล่นบ่อนชายแดน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

อันที่จริง ถ้ารู้ขนาดนี้ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เจ้าของบ่อนชายแดนส่วนใหญ่นั้นก็ล้วนเป็นคนไทย

เพราะฉะนั้น ถ้าคนเล่นได้ก็นำเงินกลับเข้าประเทศ ถ้าเจ้าของบ่อนได้ก็นำรายได้กลับเข้าประเทศ

แต่อันที่จริง หากไม่ต้องการให้คนออกไปเล่นการพนันบ่อนชายแดน  ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ป้องกันและปราบปรามอย่างได้ผล เช่น การเข้มงวดเอาจริงกับการตรวจตราวิธีผ่านด่านชายแดน  การควบคุมการนำเงินเข้าออก รวมถึงกลวิธีแก้เผ็ดดัดสันดานนักพนันตามชายแดนอีกมากมาย

มักจะอ้างกันว่า มีบ่อนกาสิโนในประเทศไทยจะได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ความจริงเพื่อนบ้านของเราก็มีบ่อนคาสิโนอยู่มากมาย ทำไมเค้าเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทยขณะที่ยังไม่มีบ่อน  การมีบ่อนในประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่อะไร  สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลมาจากต่างประเทศเพื่อมาเล่นการพนัน

ยิ่งกว่านั้น หากอ้างว่า เมื่อมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายแล้วก็จะได้แก้ปัญหาบ่อนเถื่อน บ่อนกลางกรุง บ่อนวิ่ง บ่อนลอยฟ้าฯลฯ ข้อนี้ ก็เป็นข้ออ้างเลื่อนลอยอย่างยิ่ง

ไม่มีหลักประกันใดเลยว่า เมื่อมีบ่อนคาสิโนขนาดใหญ่ถูกกฎหมายแล้วจะไม่มีบ่อนเถื่อน

ที่ผ่านมา เมื่อมีสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยรัฐบาล ก็ยังปรากฏว่า มีหวยเถื่อน การพนันออนไลน์แพร่ระบาด

ปัญหาอยู่ที่ตำรวจและผู้มีอำนาจรัฐ จะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือไม่

ถ้าเอาจริง เชื่อแน่ว่าจะปราบสิ่งผิดกฎหมายได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องลดน้อยลงกว่านี้มาก (ไม่ว่าจะหวยใต้ดินบ่อนเถื่อน หรือการออกไปเล่นพนันตามบ่อนชายแดน)

3) นอกจากนี้ บ่อนการพนันถูกกฎหมายยังจะเป็นแหล่งฟอกเงิน เป็นรากฐานขององค์กรอาชญากรรม และการทุจริตทางการเมือง เป็นช่องทางผ่องถ่ายผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่น และธุรกิจอิทธิพลนอกกฎหมาย

คงจำได้ อดีตนักการเมืองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยอ้างต่อศาลในคดีทุจริตว่า ตนเองได้เงินมาจากการเล่นการพนันที่บ่อนคาสิโนประเทศออสเตรเลีย มิใช่การโกง แต่ยังดีที่กรณีนี้ ป.ป.ช. เดินทางไปหาหลักฐานที่บ่อนคาสิโนของออสเตรเลีย จนได้มีหลักฐานอื่นมาโต้แย้ง ทำให้จำนนด้วยข้อเท็จจริง

หากเปิดบ่อนกาสิโนได้จริง นักการเมืองบ้านเราจะฮั้วกับผู้มีอำนาจรัฐที่ดูแลบ่อน ทำการปลอมแปลงเอกสาร หรืออาศัยบ่อนคาสิโนในเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์เป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือปิดบังอำพรางการทุจริตประพฤติมิชอบของพวกตนได้ง่ายขึ้นหรือไม่

4) หากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย ย่อมเป็นความเข้าใจผิดมหันต์

ในความเป็นจริง เราเคยมีบ่อนถูกกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบ่อนจะได้รับชื่อบรรดาศักดิ์ว่า”ขุนพัฒนสมบัติ” สมัยนั้นทางการสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท

ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้กำหนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ย และสามารถเก็บภาษีได้ปีละ 500,000 บาทกระทั่งในปี พ.ศ.2413 เฉพาะในแขวงกรุงเทพฯ ก็ยังมีบ่อนใหญ่ประจำอยู่ 126 ตำบล และยังมีบ่อนเบี้ยขนาดเล็กอีกประมาณ 277 ตำบล

แต่ในที่สุด ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกบ่อนการพนัน ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่า การมีราษฎรมัวเมาในการพนันย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมในความมั่นคงของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย โดยมีประกาศเริ่มลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จนเหลือบ่อนอยู่เพียง 9 ตำบล ในพ.ศ.2453 แต่กว่าจะเลิกบ่อนกาสิโนในประเทศไทยได้ ก็แสนยากลำบาก กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้มีประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายนพ.ศ.2460

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริหลายประการเกี่ยวกับบ่อนการพนัน  เช่น เมื่อครั้งเสด็จฯประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ไปเมืองมอนติกาโล เมืองแห่งการพนัน ทรงเรียนตำราเล่นการพนันต่างๆในกาสิโน และทรงบันทึกในพระราชหัตถเลขาดังพระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 พระราชทานกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พ.ศ.2450 ความบางตอนว่า

“…ได้เรียนตำราเล่นเบี้ยอย่างฝรั่งเข้าใจ ข้อซึ่งเข้าใจกันว่าเล่นไม่น่าสนุกนั้นไม่จริงเลย  สนุกยิ่งกว่าอะไรๆหมด  ถ้าชาวบางกอกได้รู้ไปเล่นแล้วฉิบหายกันไม่เหลือ ถ้าหากว่าไปถึงเมืองเราเข้าเมื่อไรจะรอช้าแต่สักวันเดียวก็ไม่ควร ต้องห้ามทันที”

5) นักการเมืองที่สนับสนุนให้มีบ่อน บันเทิงครบวงจร คงจะมีภรรยาหรือสามี และคงมีลูกชายหรือลูกสาว  ท่านเหล่านี้คงตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว หลีกเลี่ยงป้องกันมิให้คนในครอบครัวของตนตกเป็นทาสการพนัน

อาจจะเริ่มต้น ทดลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า

ถ้าสามีหรือภรรยา ของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะพอใจไหม?

ถ้าลูกของเรา ตกเป็นทาสของการพนันเราจะชื่นชม สุขสบายใจได้ไหม?…”

แต่เพราะเงินและผลประโยชน์ ทำให้คิดสองมาตรฐาน

คิดว่าคนที่ติดการพนันไม่ใช่ลูกเมีย ผัวของเรา

หรือเป็นคนต่างชาติก็คงไม่เป็นไร

‘กาสิโน’ที่คนไทยต้องรู้ 30 ปีที่ต้องอยู่กับความเหลวแหลก ปลุกปชช.ร่วมค้าน

‘กาสิโน’ที่คนไทยต้องรู้ 30 ปีที่ต้องอยู่กับความเหลวแหลก ปลุกปชช.ร่วมค้าน

‘กาสิโน’ที่คนไทยต้องรู้ 30 ปีที่ต้องอยู่กับความเหลวแหลก ปลุกปชช.ร่วมค้าน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.02 น.

‘กาสิโน’ที่คนไทยต้องรู้ 30 ปีที่ต้องอยู่กับความเหลวแหลก ปลุกปชช.ร่วมค้าน

4 เมษายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” หัวข้อ “เรื่องกาสิโนที่คนไทยต้องรู้” ระบุว่า…

#เรื่องกาสิโนที่คนไทยต้องรู้

เรื่องกาสิโน อุ๊งอิ๊งค์ก็ยังท่องบทพูดเหมือนเดิม

นั่นคืออ้างว่าไม่ได้เร่งรีบ รวบรัดที่จะดันกฎหมายกาสิโน ทั้งๆที่เร่งเข้าครม. 27 มีนาคม รีบส่งมาให้สภาบรรจุในระเบียบวาระ

การประชุมสภา วันที่ 3 เมษายนนี้ สส.พรรคของตัวเอง เสนอเลื่อนวาระ จากต้องพิจารณาลำดับที่15 มาเป็นลำดับ 1 ในการประชุมวันที่ 9 เมษายนที่จะถึงนี้

สิ่งที่ต้องฝากอุ๊งอิ๊งค์ และคนไทยทุกคนต้องตระหนักนั่นคือ การเปิดบ่อนกาสิโนโดยรัฐบาล เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสมัยจอมพล ป. ในปีพ.ศ.2481 และสมัยนายควง อภัยวงศ์ ในปีพ.ศ.2490 และเหตุผลเหมือนกันนั่นคือ รัฐบาลต้องการหารายได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลสมัยนั้นก็ได้เงิน จำนวนมากสมที่คาดหวัง แต่ปัญหาทางสังคมตามมาเกินคาด ทั้งหนี้สิน คนไทยติดพนัน ปัญหาอาชญากรรม ฆ่าตัวตาย สุดท้ายการเปิดบ่อนพนันแต่ละยุค รัฐบาลต้องยอมปิด

สมัยจอมพล ป. รัฐบาลเปิดปีพ.ศ.2481 ต้องปิดเองปีพ.ศ. 2483 สมัยนายควง เปิดปีพ.ศ. 2490 ต้องปิดในปีพ.ศ.2491 เพราะปัญหาสังคมตามมามากกว่าที่คิด

สิ่งที่อุ๊งอิ๊งค์ และพี่น้องคนไทยทุกคนต้องตระหนัก การเปิดบ่อนกาสิโน ในอดีตเปิดโดยรัฐบาล ดำเนินการโดยรัฐบาล เมื่อสังคมมีปัญหารุนแรง รัฐบาลสามารถปิดได้

แต่การเปิดรอบนี้ ถ้าสังคมมีปัญหาเกินที่จะเยียวยา รัฐบาลจะปิดไม่ได้ เพราะรัฐบาลมอบให้เอกชนดำเนินการ สังคมไทย คนไทยต้องอยู่กับความเหลวแหลก จนกว่าจะหมดอายุใบอนุญาต 30 ปี

ทางออกที่ดีที่สุดคือ คนไทยทุกฝ่าย ต้องช่วยกันคัดค้านให้ถึงที่สุด ไม่ให้กฎหมายกาสิโนเกิดขึ้น ถ้ามันผ่านออกมาจริง คนไทยเราต้องทนอยู่กับความเหลวแหลกอีก 30 ปี ทนความเหลวแหลกแค่นี้ก็แย่แล้ว

กาง 4 กลุ่มพรรคการเมือง ไล่บี้‘เลิกอีแอบ’ประกาศจุดยืนเอาไม่เอา‘กาสิโน’

กาง 4 กลุ่มพรรคการเมือง ไล่บี้‘เลิกอีแอบ’ประกาศจุดยืนเอาไม่เอา‘กาสิโน’

กาง 4 กลุ่มพรรคการเมือง ไล่บี้‘เลิกอีแอบ’ประกาศจุดยืนเอาไม่เอา‘กาสิโน’

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.03 น.

กาง 4 กลุ่มพรรคการเมือง ไล่บี้‘เลิกอีแอบ’ประกาศจุดยืนเอาไม่เอา‘กาสิโน’

4 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ถามดังๆ จุดยืนต่อกาสิโน ของแต่ละพรรค” ระบุว่า…

ถามดังๆ จุดยืนต่อกาสิโน ของแต่ละพรรค

เมื่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีการลงมติการเรียงลำดับการเสนอญัตติ ซึ่งมติเสียงข้างมากเห็นด้วยให้ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอการเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระ โดยขอเลื่อนร่างพระราชบัญญัติ จำนวน 5 ฉบับ ขึ้นมาพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป คือ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. เป็นลำดับแรก

แสดงว่าพรบ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะมีการพิจารณาในวันที่ 9 เมษายน ตามที่วิปรัฐบาลได้ประกาศไว้ล่วงหน้า และทุกอย่างเป็นไปตามการเตรียมการของรัฐบาลทั้งสิ้น การพิจารณาพรบ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ในวาระ1 จะต้องมีเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร

จึงอยากถามท่าทีและจุดยืนของพรรคการเมืองว่า เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโน ในสถานบันเทิงครบวงจรตามที่รัฐบาล และพรรคเพื่อไทย พยายามผลักดันหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.ในส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย คงไม่ต้องถามจุดยืน เรื่องการเปิดบ่อนกาสิโนอีกแล้ว เพราะทั้ง2พรรคได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า สนับสนุนให้มีการเปิดบ่อนกาสิโนตามที่รัฐบาลเสนอ

2.พรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เอาการเปิดบ่อนกาสิโน จึงไม่ต้องถามหาจุดยืนเช่นเดียวกัน คือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคไทยสร้างไทย

3.พรรคการเมืองที่ซุ่มเงียบไม่กล้าแสดงจุดยืนกลัวเสียมวลชน คือพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งต้องประกาศตัวให้ชัดเจนว่า เอาบ่อนกาสิโน หรือไม่

4.พรรคการเมืองที่แสดงจุดยืน และท่าทีการเปิดบ่อนกาสิโนไม่ชัดเจน แบบไม่ฟันธง พูดแบบกั๊กๆ คือพรรคประชาชน และพรรคประชาชาติ

จึงอยากถามหาจุดยืนของพรรคประชาชน ว่า เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนหรือไม่ ไม่ต้องออกมาแสดงเหตุผลแบบกั๊ก หรือครึ่งๆกลางๆ ตีกรรเชียงอีกต่อไป ฟันธงไปเลยว่า จะเอาหรือไม่เอาไม่ต้องพูดถึงหลักการ กระบวนการ วิธีการให้เสียเวลา  ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ อยากฟังเสียงของประชาชนว่าจะเอาอย่างไร ก็ต้องสนับสนุนให้มีการทำประชามติ สอบถามความเห็นของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อประกอบการตัดสินใจของพรรคประชาชน

ในส่วนของพรรคประชาชาติ ที่มีจุดยืนชัดเจนว่า การเปิดบ่อนกาสิโนขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม เมื่อพรรคประชาชาติมีฐานมวลชน และสมาชิกเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ต้องประกาศจุดยืนให้ชัดเจนว่า สนับสนุนการเปิดบ่อนกาสิโนของรัฐบาลหรือไม่ อย่าทำตัวเป็นแอบ เลียบๆเคียงๆ ลาการประชุมครม.บ้าง แต่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ต้องนั่งเป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณา พรบ.กาสิโน ซึ่งมาจากโควตาของพรรคประชาชาติ จะทำหน้าที่เป็นประธานระหว่างที่พิจารณากฎหมายเปิดบ่อนกาสิโนหรือไม่ หรือจะมอบให้รองประธานทำหน้าที่แทนจนจบกระบวนการพิจารณา

จึงขอเป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน ที่มีข้อสงสัยในเรื่องจุดยืนการเปิดบ่อนกาสิโนของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้พรรคการเมืองทุกพรรค ได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อประกอบการตัดสินใจ ของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

‘สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ’แถลงการณ์ค้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ เรียกร้องทบทวน

‘สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ’แถลงการณ์ค้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ เรียกร้องทบทวน

‘สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ’แถลงการณ์ค้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ เรียกร้องทบทวน

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.37 น.

‘สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกฯ’แถลงการณ์ค้านรัฐบาลดัน‘กม.กาสิโน’ เรียกร้องทบทวน

4 เมษายน 2568 สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรื่อง “ขอคัดค้าน (ร่าง) พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….” ระบุว่า..

“คนที่อยากรวยก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกผจญ ติดกับดัก และตกลงไปในตัณหาชั่วร้ายโง่เขลามากมาย ซึ่งทำให้มนุษย์จมลงสู่ความพินาศย่อยยับ ความรักในเงินตรา เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกประการ บางคนเมื่อแสวงหาแต่เงินก็พลัดหลงในความเชื่อและเป็นเหตุให้ตนเองได้รับความทุกข์เป็นอันมาก”  (1ทิโมธี 6:9-10)

พระศาสนจักรคาทอลิก มีพันธกิจในการเป็นครูสอนศีลธรรมแก่มนุษยชาติ มีหน้าที่ประกาศหลักการด้านศีลธรรม และเกี่ยวกับระเบียบสังคมทุกเวลาและสถานที่ ด้วยการสั่งสอน อบรม เพื่อประโยชน์ของการดำรงชีวิตอันดีงามของสังคมที่มุ่งไปสู่การพัฒนามนุษย์ทั้งครบ

และจากการที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงบทบาทในการปกป้องประชาชน ด้วยการออกกฎหมายที่ชอบธรรม เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีของบุคคลมนุษย์และเป็นไปตามเหตุผลที่ถูกต้อง

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ของพระศาสนจักรคาทอลิก ในการแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนักแน่น และขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดทบทวน ยุติ ระงับ  (ร่าง) พระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เพราะการอนุญาตให้มีการพนัน และการมีคาสิโน จะนำพาชีวิตผู้คนในสังคมไปสู่ปัญหาเชิงสังคมอีกมากมาย การติดพนันของประชาชน จะนำไปสู่ปัญหาทางการเงินและหนี้สิน ปัญหาอาชญากรรม การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การถูกล่อลวง รวมไปถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก ๆ และเยาวชน ตลอดจนปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายและรุนแรงในสังคมไทย

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักเสมอว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมทางด้านศีลธรรม มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องตามศีลธรรม เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนามนุษย์โดยรวม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสมดุลสอดคล้องกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชน

อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์

ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

วันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2025/พ.ศ. 2568

‘อนุทิน’ลงพื้นที่‘ตึก สตง.ถล่ม’ ให้คำมั่นชงครม.เพิ่มเงินช่วยครอบครัวเหยื่อ

‘อนุทิน’ลงพื้นที่‘ตึก สตง.ถล่ม’ ให้คำมั่นชงครม.เพิ่มเงินช่วยครอบครัวเหยื่อ

‘อนุทิน’ลงพื้นที่‘ตึก สตง.ถล่ม’ ให้คำมั่นชงครม.เพิ่มเงินช่วยครอบครัวเหยื่อ

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.07 น.

‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ตึกถล่ม รับประกันดันเพิ่มเงินช่วยเหลือครอบครัวเหยื่อ เตรียมชงเข้า‘ครม.’เชื่อ‘นายกฯ’เห็นด้วย

เมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 3 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังเสร็จภารกิจที่ จ.บุรีรัมย์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เดินทางมายังพื้นที่ซึ่งเกิดเหตุอาคารถล่มขณะเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ ที่กำลังก่อสร้างย่านจตุจักร

ทันทีที่นายอนุทินถึงพื้นที่ได้เข้าไปพูดคุยกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทีมกู้ภัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อรับทราบแผนการปฏิบัติงาน พร้อมให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นนายอนุทินได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีตึกถล่ม โดยเฉพาะในจุดที่มีการค้นพบสัญญาณชีพ นายอนุทิน ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 30 นาที ก่อนเดินออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่รออยู่ด้านนอก

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนและทีมยังมีความหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ มีรายงานเข้ามาว่ามีการจับสัญญาณชีพได้ ทุกคนก็พยายามช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ ทุกชีวิตล้วนมีความหมาย แต่การทำงานย่อมมีอุปสรรคโดยเฉพาะซากปรักหักพัง ที่กีดขวางการทำงาน คนปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเช่นกัน เราทราบดีว่าต้องทำงานแข่งกับเวลาแต่ก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

 เมื่อถามถึง เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกฎหมาย มีรายละเอียดพอสมควร แต่มาบอกว่าได้รับเพียง 29,000 บาท อันนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้ากฎหมายว่าไว้แบบนั้น ต้องแก้เพราะขนาดน้ำท่วม ยังได้เงินเยียวยาเกือบ 50,000 บาท ทั้งที่นั่นเป็นบ้าน แต่นี่คือชีวิตคนและถ้ามันลำบากยุ่งยาก จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับ ครม.เชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. จะเอาด้วย  ///-005

‘อนุทิน’สนองนายกฯ ผู้ว่าฯ-นายกอบจ. ต้องทำงานเป็นทีม ชมเปาะ‘อิ๊งค์’น่ารัก

‘อนุทิน’สนองนายกฯ ผู้ว่าฯ-นายกอบจ. ต้องทำงานเป็นทีม ชมเปาะ‘อิ๊งค์’น่ารัก

‘อนุทิน’สนองนายกฯ ผู้ว่าฯ-นายกอบจ. ต้องทำงานเป็นทีม ชมเปาะ‘อิ๊งค์’น่ารัก

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’สนองนายกฯ ผู้ว่าฯ-นายกอบจ. ต้องทำงานเป็นทีม ชมเปาะ‘อิ๊งค์’น่ารัก

นายกฯ“อิ๊งค์”เยือนบุรีรัมย์ประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการบริหารราชการ“ภูมิภาคและท้องถิ่น”ฝาก“ผู้ว่าฯจับมืออบจ.”ขับเคลื่อนงานสอดรับนโยบายรัฐบาลย้ำ 4 ประเด็น“พัฒนาคุณภาพชีวิตปชช.-ยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด-จัดเก็บรายได้-ร่วมมือภาครัฐทำให้ปชช.อยู่ดีกินดี”พร้อมให้คิวคุยกับผู้ว่าฯจังหวัดอื่นลั่นอายุน้อยพลังยังเหลือ‘เนวิน-ลูกชาย’พาทัวร์สนามช้างฯเซอร์กิต‘อิ๊งค์’ยิ้มบอก‘พท.-ภท.’ไม่มีทะเลาะกันอยู่แล้วขณะเลขาฯภท.ย้ำภท.-พท.สามัคคีกันดีอยู่แล้ว

เมื่อเวลา 08.10น.วันที่ 3เมษายน2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ พร้อมด้วยน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย และคณะบินไปท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ต.รอนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการบริหารราชการระหว่างภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดประจำปีงบประมาณ 2568

นายกฯเยือนบุรีรัมย์เปิดประชุม

เมื่อมาถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ให้การต้อนรับ รวมถึงมีนายชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือ เจ นักฟุตบอลทีมชาติไทย มารอรับด้วย

เวลา 09.40 น.นายกฯเดินทางถึงสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิตอ.เมือง จ.บุรีรัมย์โดยได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงมหาดไทยของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายใต้แนวทางนโยบาย 5 ด้านซึ่งเป็นโครงการของท้องถิ่นขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่น อบจ.บุรีรัมย์ ได้มอบผ้าขาวม้าพับเป็นรูปช้าง 2 ตัว เพื่อให้กับลูกทั้ง 2 คนของนายกฯและมอบผ้าพันคอที่ทำจากผ้าไหมให้นายกฯ

‘อิ๊งค์-หนู’โบกมือทักทับ เนวิน

ระหว่างเดินมาเข้าห้องประชุม นายกฯได้ถามนายอนุทินถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดซึ่งนั่งอยู่ห้องรับรองข้างห้องประชุม ระหว่างเดินผ่านห้องรับรองน.ส.แพทองธาร และนายอนุทินได้โบกมือทักทายนายเนวินผ่านกระจกซึ่งนายเนวินได้โบกมือทักทายกลับ

จากนั้นนายกฯเข้าห้องประชุม รับชมวีดิทัศน์ “ภารกิจขับเคลื่อนนโยบายสำคัญกระทรวงมหาดไทย ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น”โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เข้าร่วมการประชุมด้วย

กำชับให้ทุกคนทำงานใกล้ชิดปชช.

โดยนายกฯกล่าวเปิดการประชุมว่าดีใจที่ได้มาเจอทุกท่าน แค่ได้มาพบเจอก็รู้สึกสีสันถึงความสุข ทุกคนใส่ผ้าไทยกันได้สวยงามมาก และมั่นใจว่าทุกคนจะเป็นตัวแทนในการขายผ้าไทยของเราไปให้ทุกกลุ่มและทั่วโลก วันนี้ขอแสดงความยินดีกับนายก อบจ.ที่ผ่านการเลือกตั้งมา และได้มาดำรงตำแหน่งในวันนี้ ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านอีกครั้ง วันนี้ได้มีโอกาสได้มาเป็นส่วนหนึ่งโครงการประชุมเชิญปฏิบัติการการบริหารราชการระหว่างภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบทุกท่าน มั่นใจว่าในส่วนของท้องถิ่นที่มีตำแหน่งทุกคนทำงานใกล้ชิดกับประชาชนนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด

’เนวิน’พานายกฯทัวร์สนามช้างฯ

เวลา10.35น.ภายหลังนายกฯมอบนโยบายเสร็จสิ้นนายเนวินได้ออกจากห้องรับรองเพื่อมารอรับนายกฯ พร้อมระบุว่า มารับในฐานะเจ้าบ้านและได้พานายกฯเดินทัวร์ชมการบริหารจัดการในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และเข้าไปห้องต่างๆภายในอาคาเช่นห้องรับรองสื่อมวลชนที่มีจอมอนิเตอร์สำหรับการแข่งขันและยังได้พานายกฯออกไปยังอัฒจันทร์รับชมการแข่งขัน โดยช่วงหนึ่งนายโชติชนก ชิดชอบ หรือ แน่น บุตรชายคนเล็กของนายเนวินได้อธิบายวิธีดูความเรียบร้อยในสนามพร้อมทดสอบระบบการควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรลให้กับนายกฯดู

ยัน’พท.-ภท.’ไม่มีทะเลาะกัน

ก่อนที่นายเนวิน และนายอนุทินจะนำ น.ส.แพทองธาร,น.ส.ธีรรัตน์,น.ส.ซาบีดา และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เข้าไปพูดคุยยังห้องประชุมเป็นการส่วนตัว ประมาน 10 นาที จากนั้นนายเนวิน เดินมาส่งน.ส.แพทองธาร ขึ้นรถกลับ กทม.ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายกฯว่าการเจอกับนายเนวินครั้งนี้ทำให้ภาพความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยดีขึ้นหรือไม่ น.ส.แพทองธารตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า“ไม่ได้ทะเลาะกันอยู่แล้ว ปัดโถ่”

ย้ำภท.-พท.สามัคคีกันดีอยู่แล้ว

นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางมาจังหวัดบุรีรัมย์ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯจะช่วยสร้างความสามัคคีให้กับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่าไม่น่าเกี่ยวเพราะเรามีความสามัคคีกันอยู่แล้วอาจจะมีจุดยืนที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติในบางเรื่องแต่ไม่มีจุดไหนที่ไม่เคยพูดคุยกัน ส่วนก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยระหองระแหงกันได้เคลียร์ใจอะไรที่นี่หรือไม่นายไชยชนกเชื่อว่าหัวหน้าพรรคฯคงสื่อสารกันถึงเรื่องนี้ แต่อย่างที่เห็นทุกครั้งที่ได้เจอไม่ว่าไม่ว่าจะเป็น สส.หรือรัฐมนตรีจากทั้งพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยรวมถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทั้ง2พรรคก็ทำงานร่วมกันปกติดี สามัคคีร่วมกันดี

โชว์ความพร้อมลุยต่อโมโตจีพี

ส่วนนายเนวิน และน.ส.แพทองธารได้พูดคุยทางการเมืองกันหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่าไม่เห็นมี เท่าที่เดินเข้ามาโชว์สนามและมีสื่อมวลชนอยู่ด้วยตลอด ส่วนเรื่องโมโตจีพี เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในแบบนั้น แต่เราโชว์ Concept ถึงมุมมองความคิดของเรา ตอนสร้างสนาม ว่าแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร เราเป็นสนามเดียวในโลกที่มองเห็นครบทุกโค้ง เพราะเรานึกถึงผู้ชม สำหรับท่านั่งแกรนด์สแตนด์ แดดจะไม่มีวันส่องหน้า ซึ่งเป็นรายละเอียดยิบย่อยที่นึกถึงคนดู แม้กระทั่งราคาตั๋วที่ถูกที่สุดในโลกในโลก ให้ทุกคนเข้าถึงได้ “นี่เป็นโมเดลของพวกเราพร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องของการต่อสัญญาซึ่งมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคุยเลยเพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬาก็ประกาศชัดเจนแบบเดียวกันว่าศึกษาข้อมูลตัวเลข เรารู้แล้วว่าถ้าดูตัวเลขอย่างไรก็คุ้ม ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจำเป็นจะต้องมาสอบถาม หรือคุยต่อ เพราะเป็นประโยชน์ของประเทศอยู่แล้ว”นายไชยชนก กล่าว

กกต.-DSIสอบฮั้วสว. มั่นใจมีความคืบหน้า โต้ไม่เคยให้ข่าว30สว. ส่อหยุดปฏิบัติหน้าที่

กกต.-DSIสอบฮั้วสว.  มั่นใจมีความคืบหน้า  โต้ไม่เคยให้ข่าว30สว.  ส่อหยุดปฏิบัติหน้าที่

กกต.-DSIสอบฮั้วสว. มั่นใจมีความคืบหน้า โต้ไม่เคยให้ข่าว30สว. ส่อหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.-DSIสอบฮั้วสว. มั่นใจมีความคืบหน้า โต้ไม่เคยให้ข่าว30สว. ส่อหยุดปฏิบัติหน้าที่

“อิทธิพร”ออกโรงโต้ ยันกกต.ไม่เคยให้ข่าว 30 สว.ส่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ย้ำยังอยู่กระบวนการตรวจสอบร่วม“ดีเอสไอกับกกต.”มั่นใจมีความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 3เมษายน2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดกิจกรรมสานพลังภาคีเครือข่ายต่อยอดกลยุทธ์สื่อสารการเลือกตั้ง ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ โดยมี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสานพลังภาคีเครือข่ายต่อยอดกลยุทธ์สื่อสารการเลือกตั้ง และนายวีระ ยี่แพร เลขาธิการ กกต.เป็นผู้กล่าวรายงาน

ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดเสร็จสิ้น นายอิทธิพรให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว.หลังกกต.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่ากกต.ได้เชิญดีเอสไอเข้าร่วมตรวจสอบก็เป็นการทำตามหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย ตามระเบียบว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ซึ่งเริ่มทำงานกันเมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำงานของคณะกรรมการร่วม เชื่อว่าจะต้องมีความคืบหน้าเพราะดีเอสไอได้มีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้นไปแล้ว ซึ่งจะนำข้อเท็จจริงเหล่านี้เข้ามาสู่กระบวน การของการสืบสวนไต่สวน จะไม่ได้เป็นการเริ่มต้นจากศูนย์

เมื่อถามถึงกรณีที่มีรายชื่อ 30 สว.อาจถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น นายอิทธิพร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวเท่านั้น แต่กกต.ไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างนั้น ซึ่งกระบวนการสืบสวนไต่สวนต้องทำด้วยความเรียบร้อย และรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเสียก่อน ยังไม่สามารถด่วนสรุปอะไรได้ง่ายๆ

เมื่อถามอีกว่ากระบวนการสืบสวนตรวจสอบจะมีความคืบหน้าต้องรอให้ถึงขั้นตอนที่รู้กระบวนการฮั้วเลือกสว.ว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้างใช่หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอซึ่งจะมีพยานเอกสาร พยานบุคคลและจะต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อกล่าวหาและแก้ข้อกล่าวหาซึ่งตามกระบวนการจะต้องใช้เวลา แต่จะไม่มากเท่าไรนักเพราะว่าได้มีการกำหนดกรอบการดำเนินการเอาไว้แล้วจะทำให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด โดยไม่ทำให้คดีนั้นเสียไป แต่มีระยะเวลาเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆ ฝ่ายและเพื่อความชัดเจน

นายอิทธิพรกล่าวอีกว่าสำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวนไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนสืบสวนที่ได้ตั้งขึ้นมาอีก 1 คณะเมื่อเร็วๆนี้เพื่อการนี้ และกระบวนการต่อจากนี้เมื่อมีการสืบสวนไต่สวนเสร็จแล้วในระดับคณะฯก็จะต้องส่งให้ส่วนกลางของกกต.เพื่อให้ความเห็นประกอบ จากนั้นเมื่อเลขาธิการกกต.มีความเห็นประกอบผลไต่สวนสืบ สวนประการใดจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯวินิจฉัย ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กกต.

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ตราบใดที่รัฐบาลยังสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานความปลอดภัยและการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้ รวมถึงสร้างระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมทั้งคนไทยและต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวไม่ได้ ย่อมกระทบการท่องเที่ยวของไทย”

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ