แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ

แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ

29 เม.ย. 2568 11:55 น.

แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ

เป็นคุณแม่ลูกสอง แต่ยังสวยและหน้าเด็กเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สำหรับ แพทตี้ อังศุมาลิน ที่ตอนนี้ได้เทเวลาทั้งหมดให้กับลูกแฝด น้องลิกก้า-น้องโรร่า อย่างเต็มที่ ซึ่งแม่แพทตี้เลี้ยงเองกับมือ ที่ผ่านมามักจะมีภาพน่ารักๆ ของเด็กๆ มาฝากแฟนเป็นประจำ

ล่าสุด แม่แพทตี้ ได้เผยภาพขณะใส่เฝือกที่คอและเขียนว่า “แฟชั่นใหม่กำลังมา” หลายคนที่ติดตามก็ได้เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่า คอเป็นอะไร อาทิ คอเป็นอะไรคะ หายไวๆ นะคะ, ไปทำอะไรมาถึงเป็นคะพี่แพท หายไวๆ นะคะ, น้องแพทเป็นอะไรคะ ขอให้หายเร็วๆ, แม่แพทตี้เป็นอะไร หายไวๆ ค่า

และไม่ต้องปล่อยให้สงสัยนาน อินสตาแกรมของน้องลิกก้ากับโรร่า ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “อุ้มพวกหนูจนคออักเสบเลย”

แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ
แพทตี้ ใส่เฝือกที่คอ คนเป็นห่วงเกิดอะไรขึ้น ก่อนเผยสาเหตุอุ้มลูกจนคออักเสบ

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

29 เม.ย. 2568 11:36 น.

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

เปิดหมดเปลือก แพท ณปภา และ พี ชานนท์ ในรายการ WOODY FM หลังควงคู่กันเข้าสู่ประตูวิวาห์กันอย่างเรียบง่าย เล่าเรื่องราวความรักก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เกือบจะไม่มีงานแต่งเพราะจับโป๊ะแฟนหนุ่มได้ หลอกมาเป็นปีกับเรื่องนี้! เผยเป็นคู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน แพลนมีลูกกลางปีนี้

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

อะไรที่คุณเคยทำแล้วเลิกทำไหมจากการที่ได้มาคบกับแพท?

พี : ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ 2 อย่างนี้เลิกทำครับ เหล้าคือเลิกเลยไม่ได้ไปดื่ม ไม่ได้ไปเที่ยวเลย แต่บุหรี่ลดมาเรื่อยๆ เพิ่งมาหยุดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วครับ เพราะโดนจับได้ครับ

แพท : แพทเซนส์แรง แพทเตือนเขาแล้ว จริงๆ เราขอแค่ว่าเหล้าหรือการดื่มสังสรรค์แพทไม่ติด ถามเขาได้ แพทไม่เคยห้าม เขาเลือกที่จะเลิกของเขาเอง แพทจะบอกว่าถ้ามีเพื่อนมีอะไรอยากออกไป ไปเลย ไม่ต้องขออนุญาตแค่แจ้ง แล้วจะกลับกี่โมงก็แค่แจ้ง แต่เขาไม่ไปก็ไม่เข้าใจ

พี : ความสุขมันอยู่ที่บ้านแล้วครับ ก็อยากอยู่กับความสุขของเรา ออกไปเที่ยวมันไม่มีความสุขแล้วครับ

แพท : แต่เรื่องบุหรี่ แพทแพ้ง่าย แล้วแพทมีลูกเล็ก รู้สึกว่าสุขภาพเราสำคัญ ไหนจะลูกอีก แพทเข้าใจว่าเขาคงสูบหนักมาแล้วก็พยายามจะเบา แต่คำว่าเบาเขาไม่ได้แจ้งแพทว่าเขาเบา เขาแจ้งว่าเลิก ไม่สูบแล้วเลิกแล้ว เชื่อไหมแพทบอกว่าอย่าโกหก เพราะสุดท้ายเขาโป๊ะ

พี : มันหล่นครับ เราเหน็บเอวไว้ครับ

หลังจากที่บอกว่าเลิกแล้วมากี่อาทิตย์?

แพท : เป็นปีค่ะ หลอกแพทมาเป็นปี แต่แพทไม่เคยเชื่ออยู่แล้ว แต่เราเป็นคนไม่จับไม่จี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เดี๋ยวมันก็เฉลย

ซึ่งคุณเคยจี้มาก่อนกับคนอื่นๆ ข้อเสียของเรื่องจู้จี้คืออะไร?

แพท : ไม่มีความสุข สมองแพทไม่ทำอย่างอื่นเลย อยากรู้ต้องรู้หาคำตอบมันต้องใช่ ซึ่งแพทเคยพูดกับพีว่าดีแล้วที่มาเจอฉันในเวอร์ชั่นที่พัฒนาแล้ว แพทไม่จี้ แล้วแพทจะเป็นคนไม่เช็กมือถือ ซึ่งเขาอ่ะเช็กแพทในช่วงแรกๆ

แล้วทำไมถึงเช็ก?

พี : เพราะตอนนั้นไม่มั่นใจว่าเราเหมาะสมกับเขา แล้วก็กลัวว่าเดี๋ยวมีคนโน้นคนนี้มาจีบที่โปรไฟล์ดีกว่า กลัวว่าเขาจะคุยกับคนอื่น แล้วไปเลือกคนอื่นแทนเรา เพราะว่าเราไม่เหมาะสมกับเขา

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

แล้วยังไงต่อพอจับได้เรื่องสูบบุหรี่?

พี : ทะเลาะกันครับ เพราะเราโกหกแล้วเขาจับได้ ก่อนงานแต่งอาทิตย์หนึ่งครับ

แพท : ก่อนงานแต่ง ก่อนจะมีงาน แพทบอกว่าแพทจะยกเลิก คือแพทพูดกับเขาว่า คุณดูดบุหรี่มันไม่ติด มันติดที่คุณเริ่มที่จะโกหกมาเป็นปี ถ้าวันนี้คุณยอมรับกับฉันมาเลยว่าทำไม่ได้จริงๆ แพทจะค่อยๆ เข้าใจเขา แล้วจะหาวิธีช่วยกัน 

แต่ ณ จุดเนี้ย เขาเลือกที่จะพูดเลยว่า เฮ้ย! คิดมาก อย่าจับผิด แล้วมันโป๊ะ คือมันหล่นต่อหน้าแพทเลย เราเลยรู้สึกว่าความเชื่อใจของแพทมันหาย แล้วเขาก็ชอบพูดว่า ถ้าพ่อบอกแม่แล้วยังไงก็ทะเลาะกัน แพทก็บอกว่าต้องทะเลาะ แต่อันนี้มันหนัก

แล้วจบยังไง?

พี : ก็จบไปเองครับ

แพท : ตอนแรกแพทจะไม่เลย เขาก็ร้องไห้ เขารู้สึกเฟล พลาดทุกอย่างแล้ว มันจะถึงอยู่แล้ว แล้วเขารู้ว่าแพทตรง ไม่ก็คือไม่ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ ณ วันนั้น แพทชั่งน้ำหนักตัวเองระหว่างเรื่องนี้กับความดี 3 ปี น้ำหนักข้างไหนมันหนักกว่ากัน ซึ่งความดีของเขามันหนักกว่าเรื่องนี้ แพทไม่พูดอีกเลย 

พี่วู้ดดี้เชื่อไหม พีเขาคิดว่าจะโดนไปจนวันแต่ง จะต้องโดนไปทุกวันแน่ๆ แพทพูดวันนั้นแพทไม่พูดอีกเลยถือว่าจบ ไม่รื้อฟื้น ในเมื่อแพทเลือกที่จะเดินต่อแล้ว ปล่อยผ่านแล้ว เขาน่าจะรู้แล้วว่าจะต้องทำยังไงต่อไปในชีวิต

พี : วันนั้นที่กลับไปถึงบ้านกัน แล้วผมทิ้งเลย หลังจากนั้นก็ซื้อเป็นพวกหมากฝรั่งนิโคตินแทนครับ ถึงตอนนี้ตั้งแต่มกราคมก็ 3-4 เดือนแล้วครับ มันก็อยากสูบอยู่ทุกวันแต่เราก็พยายามกินลูกอม หมากฝรั่ง กินน้ำเยอะๆ

คุณรักอะไรในตัวพีมากที่สุด?

แพท : เขาเป็นทุกอย่างเลย แพทไม่รู้ว่าต้องพูดว่าอะไร คือ ณ ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าวันนี้ คือความรู้สึกแต่ถ้าชีวิตจริงมันก็คงอยู่ได้แหละ แต่ในความรู้สึกแค่คิดว่าตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเขา เราจะทำยังไง แค่นี้เลย มันคือคำตอบของแพทเลยว่าการตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเขามันต้องยังไงนะ มันเป็นยังไง

ต่อให้มันเกิดมันก็ต้องเกิด แต่แพทแค่ไม่อยากให้เกิด แปลว่าแพทอยากมีเขาในชีวิตทุกๆ วันจริงๆ ซึ่งเขาไม่รู้หรอก เพราะแพทไม่ค่อยพูด เป็นคนไม่ค่อยชอบพูดหวาน ไม่ชอบซึ้ง แล้วเป็นคนไม่ชอบพูดด้วย ถ้าเกิดทะเลาะกันแพทจะทำยังไง (หันไปถามพี)

พี : พิมพ์ข้อความมาครับ

แพท : นั่งอยู่ด้วยกันไม่พูด เป็นคนแบบนี้จริงๆ

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

ถามหน่อย แล้วมันเวิร์กไหม การสื่อสารผ่านทางข้อความ?

พี : เวิร์กครับ

แพท : แพทแค่รู้สึกว่าบางทีเราอารมณ์ ณ โมเมนต์นั้น ถ้าเราพูดอะไรออกไป ไม่รู้ว่าคำพูดของแพทมันจะแรงด้วยอารมณ์โมเมนต์นั้น ซึ่งแพทจะเป็นบ่อยมาก คือเราตัวติดกันอยู่แล้ว บางทีมีเรื่องไม่เข้าใจกัน แพทจะไม่เลือกพูดออกไป แต่จะกลายเป็นนั่งกดมือถือ เขาก็จะรู้แล้วเมียไม่ปกติแล้ว เขาก็จะชอบพูดว่าพูดมาเลย ก็นั่งกันอยู่แค่นี้จะพิมพ์ทำไม

แต่แพทจะไม่พูด ก็ยังจะนั่งพิมพ์ แล้วนั่งอ่านในสิ่งที่เราพิมพ์ ว่ามันใช่สิ่งที่อยากพูดกับเขาจริงๆ ไหม หรือแค่อารมณ์ แต่ถ้าเราเลือกที่จะหันไปพูดเขามันจะเป็นอารมณ์ที่ไม่โอเค แพทจึงใช้วิธีนี้ทุกครั้ง แล้วมันได้ผล แล้วลูกก็จะไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นอะไร แพทจะบอกเขาว่าจะไม่ทะเลาะต่อหน้าลูกเด็ดขาด ไม่ว่าวันนั้นเราจะโกรธกันด้วยเรื่องอะไร ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเวิร์กไหม แต่สำหรับตัวแพทเราว่าเวิร์ก

พี : ผมก็หันไปบอกเขาว่า “เข้าใจแล้วครับ” อ่านซ้ำๆ หลายรอบ จนเราทำความเข้าใจกับมัน

แพท : เราสองคนจะไม่มี ช็อตเดียวเลยที่แพทโวยวายใส่เขาคือที่ตอนจับได้ว่าเขาสูบบุหรี่ แค่นั้นเลย ถ้าหงุดหงิดแพทจะพิมพ์ ไม่ปะทะเด็ดขาด ซึ่งปกติเราก็ไม่ค่อยทะเลาะกัน

วันที่เห็นใส่ชุดไทยพ่อแม่ลูกน่ารักมากเลย พีรู้สึกยังไงบ้าง?

พี : ดีใจครับ ที่เราพิชิตใจผู้หญิงคนนี้ได้แล้วครับ เพราะเราไม่เคยคุยเรื่องแต่งงานกันเลยครับ

คำว่า “พิชิตใจ” เป็นคำที่มันใช้เวลา ใช้ความอดทน หลายอย่างมาก?

พี : อยากดูแลเขาครับ เพราะว่าวันที่เราเจอกันครั้งแรก พีไม่ได้มีอะไรเลย แต่เขาเลือกเรา วันนั้นไม่ได้มีเงินเยอะ ก็พออยู่พอกินของเรา แต่ระดับแม่เขานี่คือ คนรวยเยอะแยะเลยครับ แต่เขาก็เลือกเรา

แพท: ในโมเมนต์นั้น แพทเลือกที่จะไม่คุยก็ได้เลยนะ แต่เขาได้โอกาสที่เราจะคุย เขาก็เลยรู้สึกว่าอยากทำให้มันเต็มที่ เผื่อโอกาสนั้นมันจะพัฒนาได้ จนมาเป็นวันนี้ 3 ปีกว่าแล้วค่ะ

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

มีมุมไหนที่คนอื่นยังไม่ค่อยเห็น แต่ในผู้หญิงคนนี้บ้าง?

พี : มีมุมที่เขาอ่อนโยน อ่อนหวานนะครับ ไม่ใช่แข็งโป้งป้าง เขามีมุมอ้อน มีมาซบ พ่อวันนี้กินอะไรดี วันนี้ไปช้อปปิ้งกันไหมอะไรอย่างนี้ครับ ชอบมุมนี้มากเลยครับนานๆ ที

เวลาทำงานไลฟ์สดคุณมีทีมหรือพีช่วย?

แพท : พีคนเดียวเลยค่ะ เราคือพาร์ตเนอร์กันทุกอย่าง เรา 2 คนอยู่กันมาจนถึงวันนี้ มันไม่ใช่แค่รักเอยเตยหอม เขาเป็นทุกอย่าง เป็นทั้งคู่ชีวิต เป็น My Best Friend เป็นเพื่อนสนิทที่สุดที่ตอนนี้มี เพื่อนสาวในบางเวลา พาร์ตเนอร์ในการประกอบอาชีพ เป็นแบ็กให้แพท เพราะฉะนั้นเขาอยู่กับชีวิตเราในหลายๆ เวอร์ชั่น หลายๆ มิติ เลยทำให้อยู่กันมาได้นาน 

แล้วเขาก็เป็นคนที่เข้าใจเราสิ่งนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ ศีลเสมอ ต่อให้เรารักเขา เขาชอบเรามากแค่ไหน แต่ถ้าศีลไม่เสมอกัน ไปด้วยกันไม่ได้ ยังไงก็อยู่ไม่ได้ ไม่คิดด้วยว่ามันจะมาถึงวันนี้ ไม่เคยคิดเลย ภาพในหัวอีกอย่างหนึ่งคือไม่เคยคิดจะมีลูกเพิ่ม 

ไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเขาด้วย จะพูดแค่ว่าการมีลูกคนหนึ่งมันเหนื่อยมาก ปีนี้ฉันจะ 39 แล้วนะ เธอเพิ่งจะ 25 ไม่เข้าใจหรอก ลูกฉัน 8 ขวบ ถ้าเกิดมีอีกคน เขาจะห่างกันเยอะมาก แล้วเขาก็ไม่เคยบังคับ คือเขาเคารพร่างกาย ถ้าวันนี้เขาอยากมีแต่ร่างกายเมียเขาไม่ได้ เขาโอเคมากๆ เพราะเขารักเรซซิ่งไปแล้ว แต่ลึกๆ ถ้ามีได้ เขาก็อยากมี DNA ของเขาสักหนึ่งแมตช์

ตอนนี้คือวางโครงการแล้วใช่ไหม?

แพท : ใช่ค่ะ แบบธรรมชาติ ตั้งใจไว้ว่าสักประมาณกลางปีนี้จะเริ่มปฏิบัติการ

แพท-พี คู่ชีวิตที่ศีลเสมอกัน เกือบไม่แต่งงานเพราะโดนหลอกปมเลิกบุหรี่มาเป็นปี

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์

ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์

29 เม.ย. 2568 11:12 น.

ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการปล่อยข่าวลือ คู่รักพระเอกนางเอกที่คบหามานาน แต่ไม่ยอมแต่งงาน เพราะฝ่ายชายมีโลก 2 ใบ รับรองเปิดเมื่อไหร่แฟนๆ ต้องว้าว ทำให้มีคนโยงไปที่คู่ของ ญาญ่า อุรัสยา กับ ณเดชน์ คูกิมิยะ แต่หลายคนก็ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช่คู่ของ ญาญ่ากับณเดชน์ แน่นอน

ล่าสุดได้เจอ ญาญ่า มาร่วมงานกาล่าเปิดตัวภาพยนตร์ “Home Sweet Home: Rebirth” ที่โรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex ชั้น 5 เจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า

ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์

– เห็นกระแสข่าวเรื่องโลก 2 ใบแล้ว หนูก็อะไรเนี่ย แล้วรีบส่งให้ณเดชน์แล้วถามว่า what is that เขาก็บอกว่า “เบบี๋ใจเย็นๆ ไม่ได้พูดถึงเรา”

– ยอมรับตกใจนิดหน่อยส่งให้แม่แล้วเพื่อนทุกคน แต่ไม่ใช่พวกเราแน่นอน อย่างที่เขาออกมาพูดกันแล้ว ถ้าใช่นะไม่ใช่แค่หยุมค่ะ (ทำท่าบีบๆ)

– พร้อมยืนยันว่า เราค่อนข้างมั่นคงมากพวกเรารักกันดี

– ยอมรับตกใจว่าเรื่องนี้มันมาถึงคู่เราได้ยังไง แต่งงมากๆ ว่าเรื่องนี้มันมาถึงเราได้ยังไง แต่ก็เข้าใจได้เพราะเลขมันใกล้เคียงกัน

ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์
ญาญ่า แทบปรี๊ด หลังเห็นข่าวถูกโยงคู่รักโลก 2 ใบ ย้ำยังรักกันดีกับ ณเดชน์

เริ่มการพิจารณาคดี หญิงออสเตรเลียปรุงเมนูเห็ด ทำเสียชีวิต 3 ศพ

เริ่มการพิจารณาคดี หญิงออสเตรเลียปรุงเมนูเห็ด ทำเสียชีวิต 3 ศพ

30 เม.ย. 2568 15:24 น.

เริ่มการพิจารณาคดี หญิงออสเตรเลียปรุงเมนูเห็ด ทำเสียชีวิต 3 ศพ

หญิงชาวออสเตรเลียที่ถูกกล่าวหาว่าปรุงอาหารเมนูเห็ดพิษ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ที่รวมถึงพ่อและแม่ของอดีตสามี ยอมรับว่าเก็บเห็ดป่า โกหกตำรวจ และทิ้งหลักฐาน แต่อาจให้การต่อศาลว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเพียง “อุบัติเหตุร้ายแรง”

หญิงชาวออสเตรเลียที่ถูกกล่าวหาว่าปรุงอาหารเมนูเห็ดพิษ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ที่รวมถึงพ่อและแม่ของอดีตสามี ยอมรับว่าเก็บเห็ดป่า โกหกตำรวจ และทิ้งหลักฐาน แต่อาจให้การต่อศาลว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเพียง “อุบัติเหตุร้ายแรง”

การพิจารณาคดีของเอริน แพตเตอร์สัน วัย 50 ปี ของศาลเริ่มต้นขึ้นที่เมืองมอร์เวลล์ เมืองเล็กๆ ในรัฐวิกตอเรียวันนี้ (30 เม.ย.) และคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาคดีนาน 6 สัปดาห์ เธอถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง และพยายามฆ่า 1 กระทง จากกรณีการเสิร์ฟเมนู “บีฟเวลลิงตัน” เป็นอาหารกลางวันที่บ้านของเธอในเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล 3 รายในช่วงไม่กี่วันหลังจากรับประทานอาหารมื้อดังกล่าว รวมถึนายดอน แพตเตอร์สัน วัย 70 ปี และเกล แพตเตอร์สัน วัย 70 ปี พ่อและแม่ของอดีตสามีของเธอ และฮีเธอร์ วิลกินสัน วัย 66 ปี ซึ่งเป็นน้าของอดีตสามี 

แพตเตอร์สันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และทีมทนายความของเธอกล่าวว่าเธอมีอการ “ตื่นตระหนก” หลังจากที่เสิร์ฟอาหารที่มีพิษให้กับสมาชิกในครอบครัวที่เธอรักโดยไม่ได้ตั้งใจ แขกที่มารับประทานอาหารกลางวันเพียงคนเดียวรอดชีวิตมาได้คือนายเอียน วิลกินสัน ศิษยาภิบาลในท้องถิ่น หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ศาลรับฟังว่าข้อเท็จจริงที่ว่าอาหารกลางวันซึ่งประกอบด้วยเมนูบีฟเวลลิงตัน มันฝรั่งบด และถั่วเขียว มีส่วนประกอบของเห็ดพิษ และทำให้แขกป่วยนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง ผู้พิพากษากล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือเธอตั้งใจจะฆ่าหรือทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส”

เมื่อวันพุธ อัยการแนนเน็ตต์ โรเจอร์ส กล่าวเปิดการพิจารณาคดีว่า เดิมทีคดีนี้คิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารเป็นพิษ แต่ทางอัยการกล่าวหาว่านางแพตเตอร์สัน “จงใจวางยาพิษ” แขกของเธอ “โดยมีเจตนาฆ่า” หลังจากที่เชิญแขกมารับประทานอาหารกลางวัน “โดยแสร้งทำเป็นว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง”

โรเจอร์สกล่าวว่าคณะลูกขุนจะรับฟังหลักฐานที่นางแพตเตอร์สันเดินทางไปที่แห่งหนึ่งใกล้บ้านของเธอในเมืองลีออนกาธา ซึ่งมีการบันทึกการพบเห็นเห็ดพิษไว้ในเว็บไซต์ของนักธรรมชาติวิทยา และหลังอาหารกลางวันมื้อดังกล่าวเพียงไม่กี่วัน อัยการกล่าวหาว่าเธอได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อ “ปกปิด” สิ่งที่เธอทำ 

พวกเขาบอกว่าเธอโกหกเจ้าหน้าที่สืบสวนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเห็ดในจาน โดยบอกว่าเห็ดเหล่านั้นมาจากร้านขายของชำเอเชียในเมืองเมลเบิร์น และเธอไม่เคยเก็บเห็ดป่า และเธอยังได้ไปที่บ่อขยะในท้องถิ่นเพื่อกำจัดเครื่องอบแห้งอาหาร ที่อัยการบอกว่าเธอใช้ในการเตรียมอาหารที่มีพิษ

โรเจอร์สกล่าวว่า สิ่งที่คณะลูกขุนคาดว่าจะได้ยินก็คือคำให้การจากพยานหลายคน รวมถึงนายไซมอน แพตเตอร์สัน อดีตสามีที่แยกทางกันของนางแพตเตอร์สัน เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่รักษาแขกที่มารับประทานอาหารกลางวัน และตำรวจที่ทำการสอบสวน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจำเลยเปิดคดีโดยเตือนคณะลูกขุนว่าพวกเขายังไม่ได้รับทราบหลักฐานใดๆ และจำเป็นต้องเปิดใจ ด้านโคลิน แมนดี้ ทนายความของนางแพตเตอร์สัน กล่าวว่าแม้ว่าฝ่ายโจทก์จะพยายามกล่าวหาว่าพฤติกรรมของนางแพตเตอร์สันหลังรับประทานอาหารกลางวันเป็น “หลักฐานที่กล่าวโทษ” แต่คณะลูกขุนควรพิจารณาว่าบุคคลใดอาจมีปฏิกิริยาอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว

เขากล่าวว่านางแพตเตอร์สันไม่ได้ตั้งใจเสิร์ฟอาหารที่มีพิษให้แขกของเธอ “เธอไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครในวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือโศกนาฏกรรม เป็นอุบัติเหตุที่เลวร้าย”

ที่มา  BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟไหม้วอดโรงแรมอินเดีย ดับแล้ว 14 ศพ

ไฟไหม้วอดโรงแรมอินเดีย ดับแล้ว 14 ศพ

30 เม.ย. 2568 13:29 น.

ไฟไหม้วอดโรงแรมอินเดีย ดับแล้ว 14 ศพ

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย รวมทั้งเด็ก 2 คน หลังจากเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในรัฐเบงกอลตะวันตก ทางตะวันออกของอินเดีย

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย รวมทั้งเด็ก 2 คน หลังจากเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงแรม Rituraj ในเมืองโกลกาตา ในรัฐเบงกอลตะวันตก ทางตะวันออกของอินเดีย ในจำนวนนี้สาหัส 2 รายจากเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อคืนวันอังคาร (29 เม.ย.) 

ขณะนี้เพลิงไหม้สามารถควบคุมได้แล้ว แต่ทางการระบุว่ายังคงดำเนินการกู้ภัยอยู่ ยังไม่ชัดเจนว่าเพลิงไหม้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตำรวจได้จัดตั้งทีมสอบสวนพิเศษเพื่อสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า เหตุเพลิงไหม้โรงแรม 6 ชั้นในย่านเก่าแก่ที่สุดและมีผู้ใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโกลกาตา โดยผู้เสียชีวิต 14 ราย ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 1 รายหลังจากตกลงมาจากอาคารขณะพยายามหนีจากเพลิงไหม้

นายมาโนจ กุมาร์ แวร์มา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองโกลกาตา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้ได้จัดตั้งหน่วย SIT ขึ้นเพื่อสืบหาสาเหตุของเพลิงไหม้และตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่ นอกจากนี้ การสอบสวนจะพิจารณาถึงความยากลำบากที่แขกของโรงแรมต้องเผชิญขณะอพยพออกจากอาคาร

เพลิงไหม้เกิดขึ้นประมาณ 19.30 น. ที่โรงแรม Rituraj ในย่านเบอร์ราบาซาร์ รถดับเพลิง 10 คันถูกส่งไปที่เกิดเหตุ และสามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลาประมาณตี 1 ของวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น รายงานระบุว่า แขกของโรงแรมหนีไปที่ดาดฟ้าของอาคารและใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นผู้คนปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างห้องพักเพื่อหนีไฟ

หนังสือพิมพ์ Indian Express รายงานว่า เหยื่อส่วนใหญ่เป็นแขกที่ไม่สามารถออกจากห้องได้ ขณะที่ควันลอยฟุ้งเต็มบันไดและทางเดิน แขกบางคนพยายามขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อหาที่ปลอดภัย บางคนก็เกาะราวกันตกแคบๆ นอกหน้าต่าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้บันไดไฮดรอลิกเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่บนขอบบันได ส่วนผู้ที่อยู่บนระเบียงก็ใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

มีการติดตั้งเครื่องขยายเสียงเพื่อสื่อสารกับผู้ที่ติดอยู่ด้านบนอาคาร เพื่อพยายามทำให้พวกเขาสงบสติอารมณ์ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำงานฝ่าควันขึ้นไป

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แสดงความเสียใจผ่านโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “เสียใจกับการสูญเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ที่เมืองโกลกาตา ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่สูญเสียคนที่รัก ขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายเร็วๆ นี้” และระบุว่า กองทุนสงเคราะห์แห่งชาติของนายกรัฐมนตรี (PMNRF) จะมอบเงินช่วยเหลือพิเศษ 200,000 รูปี แก่ญาติใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตแต่ละราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจะได้รับเงิน 50,000 รูปี

ซาชิ ปัญจา รัฐมนตรีสวัสดิการสังคมของรัฐเบงกอลตะวันตก เรียกเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ว่าเป็น “เหตุการณ์ที่น่าสลดใจ” และกล่าวว่า “หน่วยดับเพลิงพยายามช่วยเหลือผู้คนทั้งหมด แต่บางคนเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ” “มีเด็กเสียชีวิต 2 คน”

สุกันตา มาจุมดาร์ รัฐมนตรีประจำรัฐ และหัวหน้าพรรคภารติยะชนตาซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของรัฐเบงกอลตะวันตก วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของรัฐ และเรียกร้องให้มีการ “เฝ้าระวัง” มาตรการความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีกในอนาคต.

ที่มา Indian Express  BBC

สตาร์บัคส์ สวนกระแส จ้างบาริสต้าเพิ่ม ลดการใช้เทคโนโลยี

สตาร์บัคส์ สวนกระแส จ้างบาริสต้าเพิ่ม ลดการใช้เทคโนโลยี

30 เม.ย. 2568 12:34 น.

สตาร์บัคส์ สวนกระแส จ้างบาริสต้าเพิ่ม ลดการใช้เทคโนโลยี

ซีอีโอสตาร์บัคส์ สวนกระแส เตรียมจ้างพนักงานบาริสต้าเพิ่ม ลดการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ หวังดึงดูดลูกค้ากลับมา หลังจากที่ยอดขายลดลงต่อเนื่อง


ไบรอัน นิคอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทสตาร์บัคส์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในเดือนกันยายน 2024 เปิดเผยว่า ทางบริษัทเตรียมจ้างบาริสต้าเพิ่มและลดแผนการใช้ระบบอัตโนมัติลง สวนทางกับร้านอาหารและเครื่องดื่มหลายแห่งทั่วโลกที่เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนแรงงาน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้ากลับมา หลังจากยอดขายยังคงลดลงต่อเนื่อง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ต่ำกว่าคาดการณ์ โดยมียอดขายทั่วโลกลดลง 1% ในช่วง 3 เดือน จนถึงเดือนมีนาคม ถือเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยนายไบรอัน นิคอล  กล่าวในการประชุมกับนักลงทุนว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามลดจำนวนแรงงานในร้าน ด้วยความหวังว่าเครื่องจักรจะเข้ามาทดแทนได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมมุติฐานนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

โดยบริษัทเริ่มทดลองเพิ่มจำนวนพนักงานในบางสาขาตั้งแต่ช่วงที่นายไบรอันเข้ารับตำแหน่ง และในปีนี้ได้ขยายแนวทางดังกล่าวไปยังร้านกว่า 3,000 สาขา

ขณะเดียวกันสตาร์บัคส์ ระบุว่าจะลดการใช้งานระบบอัตโนมัติที่เรียกว่า Siren system ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เปิดตัวเมื่อปี 2022 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำเครื่องดื่ม

แม้การเพิ่มพนักงานจะนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น แต่นายนิคอลระบุว่า เขาคาดหวังว่าการลงทุนนี้จะช่วยสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

นอกจากการจ้างงานเพิ่มแล้วสตาร์บัคส์ ยังมีแผนปรับปรุงร้าน เมนู และระเบียบเครื่องแต่งกายของพนักงาน โดยในเดือนเมษายน บริษัทระบุว่า บาริสต้าจะต้องสวมเสื้อสีเข้มแบบสีเดียว เพื่อให้ผ้ากันเปื้อนสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์โดดเด่นและสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้า

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม บริษัทได้ยกเลิกนโยบายที่อนุญาตให้ลูกค้าใช้พื้นที่และห้องน้ำในร้านโดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้มากว่า 6 ปี

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านเกิดขึ้น แต่ผลลัพธ์ยังค่อนข้างจำกัด โดยตลาดหลักอย่าง สหรัฐฯ ยังคงมียอดขายตกต่ำ อย่างไรก็ตาม ยอดขายใน จีนและแคนาดา กลับมีการเติบโต โดยหลังการประกาศผลประกอบการ หุ้นของสตาร์บัคส์ก็ร่วงลงกว่า 6.5% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สตาร์บัคส์

ทรัมป์โทรเคลียร์ “เจฟฟ์ เบซอส” หลังแอมะซอนเตรียมแสดงราคาสินค้าบวกภาษีทรัมป์

ทรัมป์โทรเคลียร์ "เจฟฟ์ เบซอส" หลังแอมะซอนเตรียมแสดงราคาสินค้าบวกภาษีทรัมป์

30 เม.ย. 2568 12:30 น.

ทรัมป์โทรเคลียร์ “เจฟฟ์ เบซอส” หลังแอมะซอนเตรียมแสดงราคาสินค้าบวกภาษีทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ไปหาเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon หลังจากมีรายงานว่ายักษ์ใหญ่ค้าปลีกแห่งนี้วางแผนที่จะแสดงรายละเอียดราคาสินค้า ที่มีการบวกภาษีการค้าภายใต้นโยบายของทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ไปหาเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon หลังจากมีรายงานว่ายักษ์ใหญ่ค้าปลีกแห่งนี้วางแผนที่จะแสดงรายละเอียดราคาสินค้า ที่มีการบวกภาษีการค้าภายใต้นโยบายของทรัมป์

Amazon กล่าวว่าได้พิจารณารายการผลกระทบต่อผู้ซื้อที่ใช้บริการเว็บไซต์ “แอมะซอน ฮอล” (Amazon Haul) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ต้นทุนต่ำที่เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วเพื่อแข่งขันกับ “ชีอิน” (Shein) และ “เทมู” (Temu) แต่ Amazon กล่าวว่าได้ตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินการต่อ และแนวคิดดังกล่าวไม่เคยได้รับการพิจารณาสำหรับแพลตฟอร์มหลักของบริษัท

การตัดสินใจของทำเนียบขาวในการโจมตีรายงานดังกล่าว เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันที่ทำเนียบขาวกำลังเผชิญจากนโยบายภาษีนำเข้า ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีราคาสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ในการแถลงข่าวเนื่องในโอกาส 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันอังคาร (29 เม.ย.) แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าเธอได้หารือเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ Amazon เสนอกับทรัมป์ และโต้แย้งว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็น “อีกเหตุผลหนึ่งที่ชาวอเมริกันควรซื้อสินค้าอเมริกัน”

“นี่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์และเป็นการเมืองของ Amazon” เธอกล่าวว่า “ทำไม Amazon ถึงไม่ทำแบบนี้ในขณะที่รัฐบาลของไบเดนทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี”

ทรัมป์เพิ่มภาษีศุลกากรตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยมาตรการที่เขาโต้แย้งว่าจะช่วยกระตุ้นการผลิตและเพิ่มรายได้จากภาษีให้กับสหรัฐฯ แม้ว่าในเดือนนี้จะยกเลิกแผนเดิมบางส่วนไปแล้ว แต่การประกาศของทรัมป์ก็ทำให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากต้องเสียภาษีใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ขณะที่สินค้าจากจีนต้องเสียภาษีนำเข้าอย่างน้อย 145%

มาตรการดังกล่าวทำให้การค้าระหว่างสองประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว และเกิดความกลัวว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้า เช่น รถเข็นเด็กหรือร่ม ซึ่งเป็นสินค้าที่จีนเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่

ธุรกิจบางแห่งเริ่มให้รายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนของมาตรการดังกล่าวสำหรับลูกค้า โดย Shein และ Temu ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ส่งสินค้าจากผู้ผลิตในจีนไปยังลูกค้าโดยตรง ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประกาศขึ้นราคาสินค้าแล้ว ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่าผู้ขายจากจีนคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ขายบน Amazon ในสหรัฐอเมริกา

แผนการของ Amazon ที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากภาษีศุลกากรต่อลูกค้า ได้รับการรายงานครั้งแรกโดย Punchbowl News เมื่อวันอังคาร โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว นายทิม ดอยล์ โฆษกของ Amazon ยืนยันว่าบริษัทได้พิจารณาแนวคิดที่จะแสดงรายการค่าธรรมเนียมนำเข้าสำหรับผลิตภัณฑ์บางรายการสำหรับ Amazon Haul และกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เคยได้รับการอนุมัติและจะไม่เกิดขึ้น”

แหล่งข่าวที่ทราบเกี่ยวกับการหารือของ Amazon กล่าวว่า การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดของการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการขนส่งจากจีนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ บุคคลดังกล่าวกล่าวว่า การตัดสินใจไม่เปิดเผยต้นทุนใหม่นี้ไม่ใช่การตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

อย่างไรก็ตาม เมื่อนักข่าวถามเกี่ยวกับการโทรศัพท์คุยกับนายเบซอส นายทรัมป์กล่าวว่ามหาเศรษฐีรายนี้ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งซีอีโอในปี 2021 “ได้แก้ปัญหาแล้ว” เจฟฟ์ เบซอสเป็นคนดีมาก เขาเป็นคนดีมาก เขาแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาเป็นคนดี”

Amazon เป็นหนึ่งในธุรกิจมากมายที่บริจาคเงินให้กับพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี และเบซอสได้รับที่นั่งอันทรงเกียรติในงานนี้ โดยเบซอส ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้พบกับทรัมป์หลังการเลือกตั้ง และชื่นชมการผลักดันการยกเลิกกฎระเบียบและลดภาษีของเขา

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่เคยมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดในอดีต ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์ Amazon และวอชิงตันโพสต์หลายครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา ในขณะที่เบซอสกล่าวหาทรัมป์ในปี 2016 ว่าใช้ถ้อยคำที่ “กัดกร่อนประชาธิปไตยของเราจนแทบเป็นแผล” และเคยล้อเล่นเกี่ยวกับการส่งทรัมป์ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด

ในปี 2019 Amazon ได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่ากระทรวงฯ ปฏิเสธสัญญา 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องมาจากการตัดสินใจของทรัมป์ที่จะ “ทำตามเป้าหมายส่วนตัวและทางการเมือง” เพื่อทำร้ายนายเบซอส “ซึ่งเป็น “ศัตรูทางการเมืองที่ตนรู้จัก”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟไหม้ร้านอาหารที่จีน ช่วงพักเที่ยงพอดี ดับสลด 22 ศพ

ไฟไหม้ร้านอาหารที่จีน ช่วงพักเที่ยงพอดี ดับสลด 22 ศพ

30 เม.ย. 2568 11:34 น.

ไฟไหม้ร้านอาหารที่จีน ช่วงพักเที่ยงพอดี ดับสลด 22 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจีน ช่วงเที่ยงเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) ในขณะที่ผู้คนกำลังออกไปรับประทานอาหารกลางวัน เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ศพ

วันที่ 30 เมษายน 2568 สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ของจีน รายงานว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านชุมชน เมืองเหลียวหยาง มณฑลเหลียวหนิง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันที่ 29 เมษายน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 22 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย โดยไฟไหม้ขณะกำลังอยู่ในช่วงมื้อกลางวันที่ร้านแน่นขนัดด้วยลูกค้า

รายงานข่าวระบุว่า เพลิงลุกไหม้เมื่อเวลาประมาณ 12.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ส่งรถดับเพลิง 22 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 85 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ เบื้องต้นสามารถดับไฟและค้นหาผู้รอดชีวิตเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่เจ้าของร้านอาหารถูกควบคุมตัวไว้แล้วเพื่อดำเนินการสอบสวน โดยยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุของเพลิงไหม้อย่างเป็นทางการ

หลังเกิดเหตุประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุ่มเททุกความพยายามในการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และให้ถือเหตุการณ์นี้เป็น บทเรียนที่น่าหวาดหวั่น ในการยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยสาธารณะ

ด้านนายห่าว เผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลเหลียวหนิง กล่าวว่า หน่วยงานท้องถิ่นจะดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด และยืนยันว่าจะลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับความประมาทอย่างถึงที่สุด.

100 วันแรกของ “ทรัมป์ เทอมสอง” สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

30 เม.ย. 2568 11:18 น.

100 วันแรกของ “ทรัมป์ เทอมสอง” สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

  • ทรัมป์ก้าวผ่าน 100 วันแรกของการทำงานที่เป็นจุดชี้วัดเชิงสัญลักษณ์ถึงความสำเร็จของการทำงานในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมีเวลาเหลืออยู่ในตำแหน่งอีก 1,361 วัน โดยไปกล่าวปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนในรัฐมิชิแกน ว่านี่เป็นช่วง 100 วันแรกของการเป็นประธานาธิบดีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ 
  • ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารกว่า 140 ฉบับในเวลาเพียง 100 วัน มากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนใดในยุคหลังสงครามโลก นโยบายเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อยกเลิกสิ่งที่รัฐบาลไบเดนทำไว้ เช่น การถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการผลิตน้ำมันในประเทศ และแม้แต่คำสั่งยกเลิกการแบนหลอดพลาสติก ก็ถูกนำกลับมาใหม่
  • ขณะที่ CNN เผยโพลคะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ ลดลงมาเหลือเพียง 41% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดในช่วงเวลา 100 วันของบรรดาประธานาธิบดียุคใหม่ของสหรัฐฯ ยิ่งเจาะดูความนิยมของทรัมป์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจยิ่งลดลงต่ำเหลือเพียง 39% เท่านั้น

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นว่าในช่วง 100 วันแรกจะทำผลงานให้ออกมาดีเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ทรัมป์ได้พิสูจน์ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เพียงวาทกรรม เพราะการกระทำของเขาได้ก่อแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งประเทศ และส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจโลก

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

คะแนนนิยมต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แต่ฐานเสียงยังแน่น

ข้อมูลจาก Gallup ชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนิยมต่ำกว่า 50% ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย เป็นประธานาธิบดีหลังสงครามโลกคนแรกที่ได้รับคะแนนความนิยมในระดับต่ำแบบนี้ ขณะที่อดีตผู้นำคนอื่นอย่างจอห์น เอฟ. เคนเนดี มีคะแนนนิยมสูงถึง 83% และโรนัลด์ เรแกน อยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ดี ฐานเสียงของทรัมป์ยังคงเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มอนุรักษ์นิยมสายแข็งที่สนับสนุนนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”

ขณะที่ผลโพลของ CNN ซึ่งจัดทำโดยองค์กรวิจัย SSRS ระบุว่า อัตราการยอมรับในผลงานของนายทรัมป์ในตอนนี้อยู่ที่ 41% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดสำหรับประธานาธิบดีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งได้เพียง 100 วัน นับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน

อัตราการยอมรับนายทรัมป์ในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีลดลง 4% นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงตอนนี้ และ 7% หากนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีชาวอเมริกันที่รับการสำรวจความคิดเห็นเพียง 22% ที่ยอมรับการทำหน้าที่ของนายทรัมป์อย่างเต็มที่ ซึ่งต่ำที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ 45% ไม่ยอมรับอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม นายทรัมป์ได้รับการยอมรับจากผู้หญิงและชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกลดลง 7% เหลือ 36% และ 28% ตามลำดับ

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

ลุยใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ง้อสภา
100 วันแรกของทรัมป์เต็มไปด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น เขาออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) มากกว่า 140 ฉบับ สูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี นโยบายเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อยกเลิกสิ่งที่รัฐบาลไบเดนทำไว้ เช่น การถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการผลิตน้ำมันในประเทศ และแม้แต่คำสั่งยกเลิกการแบนหลอดพลาสติก ก็ถูกนำกลับมาใหม่

ในทางกลับกัน ทรัมป์กลับไม่เน้นการออกกฎหมายใหม่ โดยสามารถผลักดันกฎหมายผ่านสภาคองเกรสได้เพียง 5 ฉบับ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สะท้อนชัดถึงแนวทางการบริหารประเทศแบบใช้พลังฝ่ายบริหารเต็มที่

อย่างไรก็ตาม คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ไม่น้อยถูกท้าทายผ่านระบบศาล กลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรอิสระต่างยื่นฟ้องรวมกันกว่า 200 คดี หลายกรณีศาลสั่งระงับคำสั่ง เช่น นโยบายห้ามเข้าเมืองฉบับใหม่ และการระงับสิทธิพลเมืองบางประการในกลุ่มผู้อพยพ

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

ตลาดหุ้นร่วง-ผู้บริโภคขาดความมั่นใจ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนอย่างชัดเจน โดยดัชนี S&P 500 ดิ่งลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบกวาดวงกว้างเมื่อ 2 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้ตลาดสูญมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน แม้ภายหลังทรัมป์จะผ่อนปรนบางมาตรการ แต่ความไม่แน่นอนยังคงส่งผลลบ

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยมิชิแกน เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงติดต่อกัน 4 เดือน และแตะระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา โดยผู้บริโภคแสดงความกังวลถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน และความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งแม้แต่ทรัมป์เองก็ไม่ปฏิเสธว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ช่วงชะลอตัว

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

นโยบายภาษีแรง กระทบทั่วโลก
ทรัมป์กลับมาใช้ยุทธศาสตร์ภาษีเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยประกาศภาษีนำเข้าหลายกลุ่มสินค้า ตั้งแต่เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากจีน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน แม้ทรัมป์จะประกาศพักใช้ภาษีบางรายการ แต่ความไม่แน่นอนทำให้ภาคธุรกิจต้องสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

100 วันแรกของ "ทรัมป์ เทอมสอง" สะเทือนทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายโลก

กวาดล้างคนเข้าเมืองอย่างหนัก
อีกหนึ่งนโยบายที่ทรัมป์ให้คำมั่นสัญญาไว้ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เขาก็ทำจริงตามที่พูดไว้ นั่นคือการรื้อฟื้นนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายและเดินหน้าใช้มาตรการยกเลิก “สิทธิถือสัญชาติจากการเกิด (Birthright Citizenship)” สำหรับเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ แต่พ่อแม่ไม่มีสถานะถูกต้อง

แม้หลายมาตรการจะถูกศาลระงับ แต่ตัวเลขการจับกุมผู้อพยพตามแนวชายแดนเม็กซิโกลดลงเหลือเพียง 7,000 คนในเดือนมีนาคม 2025 เทียบกับ 137,000 คนในยุคไบเดน แสดงให้เห็นถึงผลของการปราบปรามอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าศูนย์กักกันผู้อพยพอาจไม่เพียงพอรองรับ หากแนวโน้มการจับกุมยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

1,361 วันที่เหลือ ทรัมป์ยังไม่ผ่อนเกมรุก
แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากทั้งในและนอกประเทศ แต่ทรัมป์ยังคงไม่ผ่อนแรง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน และการปะทะกับองค์กรระหว่างประเทศ ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่า 100 วันถัดไปจะยิ่งเป็นบททดสอบที่ชัดเจนว่าอเมริกาใต้การนำทรัมป์จะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด และจะรักษาฐานเสียงไปสู่การเลือกตั้งกลางเทอมได้หรือไม่

ผลของนโยบายที่รุนแรงในช่วงต้นเทอม อาจเป็นตัวตัดสินว่าทรัมป์จะถูกจดจำในฐานะผู้นำผู้กล้าเปลี่ยนแปลง หรือเป็นประธานาธิบดีที่แบ่งแยกประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคใหม่

เวียดนามเฉลิมฉลอง 50 ปีสิ้นสุดสงครามเวียดนาม

เวียดนามเฉลิมฉลอง 50 ปีสิ้นสุดสงครามเวียดนาม

30 เม.ย. 2568 11:18 น.

เวียดนามเฉลิมฉลอง 50 ปีสิ้นสุดสงครามเวียดนาม

ชาวเวียดนามนับแสนคน ร่วมเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ซึ่งผู้นำคอมมิวนิสต์ของประเทศกล่าวว่าเป็น “ชัยชนะของความยุติธรรมเหนือการปกครองแบบเผด็จการ”

ชาวเวียดนามนับแสนคน ร่วมเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ซึ่งผู้นำคอมมิวนิสต์ของประเทศกล่าวว่าเป็น “ชัยชนะของความยุติธรรมเหนือการปกครองแบบเผด็จการ”

การเฉลิมฉลองสิ้นสุดลงด้วยขบวนพาเหรดอันยิ่งใหญ่ในนครโฮจิมินห์ โดยมีทหารหลายพันนายเดินขบวน และการแสดงทางอากาศที่ใช้เครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ที่ผลิตโดยรัสเซีย ขณะที่ชาวเวียดนามโบกธงสีแดงและร้องเพลงรักชาติ

วันครบรอบนี้จัดขึ้นรำลึกถึงเหตุการณ์การรวมประเทศครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 เมื่อเวียดนามเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ยึดนครไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และเปลี่ยนชื่อเป็นนครโฮจิมินห์ไม่นานหลังสงคราม เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำผู้ก่อตั้งเวียดนามเหนือ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและผู้นำสูงสุดของประเทศกล่าวว่า “เป็นชัยชนะของความยุติธรรมเหนือการปกครองแบบเผด็จการ” โดยอ้างถึงคติพจน์หนึ่งของโฮจิมินห์ที่ว่า “เวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว แม่น้ำอาจเหือดแห้ง ภูเขาอาจกร่อน แต่ความจริงนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

การล่มสลายของไซง่อน ประมาณ 2 ปีหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนทหารรบชุดสุดท้ายออกจากประเทศ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งที่กินเวลานาน 20 ปี ซึ่งคร่าชีวิตชาวเวียดนามไปราว 3 ล้านคน และชาวอเมริกันเกือบ 60,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารหนุ่มที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนด้วยภาพเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ที่กำลังอพยพผู้คนกว่า 7,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม ขณะที่รถถังของเวียดนามเหนือกำลังเข้ามาใกล้ เที่ยวบินสุดท้ายได้ออกเดินทางจากหลังคาสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อเวลา 7.53 น. ของวันที่ 30 เมษายน โดยมีนาวิกโยธินสหรัฐฯ ชุดสุดท้ายออกจากไซง่อน

การรวมประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการได้เสร็จสิ้นลงในอีกหนึ่งปีต่อมา 22 ปี หลังจากที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลังจากการปกครองแบบอาณานิคมของฝรั่งเศสสิ้นสุดลง

เวียดนามและสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1995 และกระชับความสัมพันธ์ในปี 2023 ในระหว่างการเยือนกรุงฮานอยของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน โฆษกของคณะผู้แทนสหรัฐฯ ในเวียดนามกล่าว “สหรัฐฯ และเวียดนามมีความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แข็งแกร่ง ซึ่งเรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม สายสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังถูกทดสอบจากประเด็นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนาม 46% ที่โดนัลด์ ทรัมป์  ประกาศเมื่อเดือนเมษายน แม้ภาษีจะถูกระงับเป็นส่วนใหญ่จนถึงเดือนกรกฎาคม และการเจรจากำลังดำเนินอยู่ แต่หากได้รับการยืนยัน ภาษีเหล่านี้อาจกระทบการเติบโตของเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออก ซึ่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก

ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ สหรัฐฯ ส่งนางซูซาน เบิร์นส์ กงสุลใหญ่ประจำนครโฮจิมินห์ เป็นตัวแทนของประเทศในขบวนพาเหรด ขณะที่ในการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เข้าร่วม

แม้ว่าเวียดนามจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อีกครั้ง แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซีย ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์อาวุธรายใหญ่ที่สุด เวียดนามยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านอย่างจีน แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์อันซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหลายครั้งและการแข่งขันในทะเลจีนใต้ที่เป็นข้อพิพาทก็ตาม

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในเศรษฐกิจของเวียดนามและเป็นแหล่งที่มาของส่วนประกอบจำนวนมากที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign