กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย สร้างสรรค์งานศิลป์สะท้อนสังคม

กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย สร้างสรรค์งานศิลป์สะท้อนสังคม

กลุ่มเซ็นทรัล เตรียมเปิดตัว ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่แห่งเอเชีย พร้อมโครงการทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะเพื่อศิลปินไทย สร้างสรรค์งานศิลป์สะท้อนสังคม

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.27 น.

ศิลปะไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสุนทรียะ แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนสังคม วัฒนธรรม และแนวคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัย สำหรับประเทศไทยศิลปะร่วมสมัยกำลังเติบโตและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น การสร้างพื้นที่และพัฒนาศิลปินให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีอัตลักษณ์และศักยภาพสู่ระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

ด้วยแนวคิดที่ต้องการยกระดับวงการศิลปะไทยให้แข็งแกร่งขึ้นบนเวทีโลก กลุ่มเซ็นทรัล ได้ริเริ่มโปรเจกต์วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ‘deCentral’ (ดีเซ็นทรัล) ศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างระบบนิเวศน์ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้เติบโต และพัฒนาผลงานของตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แสดงผลงาน การฝึกอบรมเชิงสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายให้ศิลปะกลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมของภูมิภาคกับเวทีโลก มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

ปัญญ์ จิรกิติ  ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารร่วม (ฝ่ายกลยุทธ์) ดีเซ็นทรัล กล่าวว่า “ศิลปะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือแสดงออกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนสังคมและตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มเซ็น ทรัลตระหนักถึงพลังของศิลปะและความจำเป็นในการสนับสนุนศิลปินให้สามารถพัฒนาผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ”

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับวงการศิลปะไทย ‘deCentral’(ดีเซ็นทรัล) จึงได้เปิดตัวโครงการ “ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ” (Production Grant) เพื่อสนับสนุนศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินที่มีประสบการณ์แต่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยและวิพากษ์ประเด็นสังคมและโลกที่กำลังเผชิญในปัจจุบัน พร้อมพัฒนางานศิลป์ที่มีคุณค่าอย่างเต็มที่  โดยจะมอบ ทุนจำนวน 9 ทุน มูลค่าทุนละ 150,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนจะถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงที่ ‘deCentral’ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนในแวดวงศิลปะ นักสะสม ภัณฑารักษ์ และผู้ชมจากทั่วโลกได้ชื่นชม

โครงการ ‘ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ’ เปิดรับสมัครศิลปินที่สนใจจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สนใจสามารถติด ตามรายละเอียดเพิ่มเติมและวิธีการสมัครได้ทาง deCentralth.com  หรือ กรอกใบสมัครผ่านทาง https://forms.gle/GHECnSRhTW18iB5YA นอกเหนือจากโครงการ deCentral แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนศิลปะผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ในปี 2024 (Venice Biennale 2024 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในโลกโดยนำผลงานของศิลปินไทยไปร่วมจัดแสดง รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย

นับถอยหลังสู่ปรากฏการณ์ศิลปะระดับเอเชีย! ‘deCentral’ ศูนย์กลางศิลปะใหม่ จุดหมายแห่งแรงบันดาลใจของคนรักศิลปะ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศิลปะไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

040

ปัญญ์ จิรกิติ

ปัญญ์ จิรกิติ

ไทยเบฟ เตรียมเนรมิต Phuket Water Festival 2025 ‘มหาสงกรานต์ มหาสนุก’ เย็นฉ่ำใจถ้วนหน้า 11-13 เมษายนนี้

ไทยเบฟ เตรียมเนรมิต Phuket Water Festival 2025 ‘มหาสงกรานต์ มหาสนุก’ เย็นฉ่ำใจถ้วนหน้า 11-13 เมษายนนี้

ไทยเบฟ เตรียมเนรมิต Phuket Water Festival 2025 ‘มหาสงกรานต์ มหาสนุก’ เย็นฉ่ำใจถ้วนหน้า 11-13 เมษายนนี้

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผสานความร่วมมือ เครือข่ายภาครัฐ พี่น้องชุมชนในพื้นที่ ชาวจังหวัดภูเก็ต และทุกภาคส่วนร่วมเนรมิตงาน “Phuket Water Festival 2025 เทศกาลวิถีน้ำ … วิถีไทย” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน 2568 นี้ ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในการสืบสาน รักษา ต่อยอด มรดกอันทรงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ที่ถูกกล่าวขานจากทั่วโลกที่ UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียนให้งานสงกรานต์ในประเทศไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากพลัง Soft Power สู่การเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” อันทรงคุณค่าของโลกและเป็นหมุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะเดินทางมาร่วมสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของวิถีความเป็นไทย พร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จการจัดงานที่คำนึงถึงการบริหารจัดการงานอย่างยั่ง ยืนทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อ “บอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก”

ในปีนี้ยังคงจัดเต็มอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ มหาสนุก”เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมฉลองปีใหม่ไทยกับกิจกรรมมงคล 10 ประการ พร้อมก้าวข้ามปีใหม่ด้วยมงคลดีงาม โดยพื้นที่ไฮไลท์ของงานจะถูกจัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านไม้ขาว /วัดไม้ขาว และลานมังกรกลางเมืองภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11 – 13 เมษายน 2568 ที่จะมาร่วมสืบสาน ต่อยอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามผสานความร่วมมือและการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์กับกิจกรรมมงคลมากมาย อาทิ ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป กิจกรรมพาน้องๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านไม้ขาวซ่อมแซมอุปกรณ์โรงเรียน พร้อมทำความสะอาดชายหาด ณ จุดชุมเครื่องบินขึ้น-ลง อุทธยานแห่งชาติสิรินาถ,เพลิดเพลินใจกลางเมืองภูเก็ตด้วยกิจกรรมหลากหลายบริเวณลานมังกร กับกิจกรรมถ่ายรูปชุดเคบายามรดกโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สืบสานความดีงามอีกมากมาย แวะไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมปักษ์ใต้ที่มีให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้ร่วมเก็บความทรงจำสุดชิค แบบไม่รู้ลืม 

นอกจากจังหวัดภูเก็ต  งาน “Water Festival 2025 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ปีนี้การจัดงานยังคงจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ได้แก่ ภาคกลาง จัดที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร บนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร,วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ท่ามหาราช,ท่าสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม, ท่าศาลเจ้ากวนอู (คลองสาน), คลองโอ่งอ่าง-วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร โดยปีนี้ยังได้ขยายพื้นที่จัดงานไปยังใจกลางเยาวราช “ไชน่าทาวน์ มาร์เก็ต เฉลิมบุรี” ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดขอนแก่น นอกจากความตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมการแสดง การละเล่น ชอปปิ้งสินค้าและเช็คอินถ่ายภาพสุดชิล สายมูต้องไม่พลาดกับกิจกรรมมหามงคล 10 ประการ ให้เดินสายสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมมงคล และความปังรับปีใหม่ไทย และยังร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด มรดกอันทรงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม และประเพณีดีงามของไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

มาร่วมสนุก “มหาสงกรานต์ มหาสนุก” กันถ้วนหน้าทั้งเมืองภูเก็ต สืบสานประเพณีและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” และการเป็น Landmark  การท่องเที่ยวระดับโลกในงาน

“Phuket Water Festival 2025 ” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 เมษายนนี้  ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook: Water Festival Thailand

040

แกร็บฟู้ด เปิดโผ “60 สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” คว้ารางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025

แกร็บฟู้ด เปิดโผ “60 สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” คว้ารางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025

แกร็บฟู้ด เปิดโผ “60 สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” คว้ารางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.28 น.

แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับ 1 ในประเทศไทย ประกาศผล “60 สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” ในงาน #GrabThumbsUp Awards 2025 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “The Power of Your Voice” สะท้อนพลังเสียงของผู้ใช้บริการที่ร่วมเทใจยกนิ้วการันตีคุณภาพและความอร่อยให้กับร้านอาหารจากทั่วประเทศ

โดยร้านอาหารที่ได้รับรางวัลในปีนี้ถือเป็นตัวแทนของคุณภาพและความอร่อยที่ครองใจผู้ใช้บริการแกร็บฟู้ดอย่างแท้จริง ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพในการให้บริการ มาตรฐานในการบริหารจัดการ ไปจนถึงชื่อเสียงและความนิยมของร้านค้า ซึ่งแต่ละร้านต้องได้รับคะแนนความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการจริงไม่ต่ำกว่า 4.6 (จากคะแนนเต็ม 5) และรีวิวเชิงบวกไม่น้อยกว่า 100 เสียง โดยปีนี้มี 60 ร้านจากทั่วประเทศที่คว้ารางวัล “สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” ไปครองในหลายสาขา ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้

สุดยอดร้านดาวรุ่งมาแรงแห่งปี เป็นของร้าน Oh! Juice เจ้าของเมนูสมูตตี้สุดฮิตที่สร้างกระแส ไวรัลบนโลกออนไลน์ ตอบรับเทรนด์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ ซึ่งสร้างยอดขายไปอย่างถล่มทลายจนเติบโตขึ้นกว่า 400% ภายในระยะเวลา 3 เดือน 

สุดยอดเมนูยอดนิยมแห่งปี ได้แก่ ทาร์ตไข่สูตรฮ่องกงสุดฮิตจากร้าน YOLK  ซึ่งเป็นร้านน้องใหม่ย่านบรรทัดทองในเครือ Holiday Pastry ของสองหนุ่ม อิน สาริน และ ไท้ วสุวัส และ ดูไบช็อกโกแลต (ช็อกโกแลตสอดไส้คูนาฟ่าพิสตาชิโอ)  สุดไวรัลแห่งปีจากร้าน The Rolling Pinn 

สุดยอดแคมเปญการตลาดแห่งปี กับร้าน Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมสุดครีเอทีฟที่สร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ และการคอลแลปที่น่าตื่นเต้นออกมาเซอร์ไพร์สผู้บริโภคตลอดทั้งปี 

สุดยอดร้านเรตติ้งสูงสุดของ GrabFood ตกเป็นของ 1:2 Coffee ร้านกาแฟคุณภาพคับแก้วจากเชียงราย ที่เสิร์ฟกาแฟรสละมุนในราคาที่เข้าถึงได้ การันตีด้วยคะแนนรีวิวถล่มทลาย

สุดยอดร้านขายดีแห่งปีบน GrabFood มอบให้กับร้าน Emily’s Chicken Noodles เจ้าของเมนูเส้นหมี่ไก่ฉีกซิกเนเจอร์ รสชาติที่ใครได้ลองแล้วเป็นต้องติดใจ 

สุดยอดร้านรัก(ษ์)โลกและสิ่งแวดล้อมแห่งปี เป็นของ Ohkaju ร้านอาหารที่ยึดมั่นในแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การพัฒนาและคัดสรรแหล่งวัตถุดิบถึงการดูแลชุมชน

สุดยอดผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ ได้แก่ วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ตัวแทนจาก SOURI ร้านขนมขวัญใจสายหวานที่ขึ้นชื่อเรื่องมาการองชิ้นโต โดดเด่นด้วยภาพจำสีพาสเทลน่ากิน เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เติบโตและขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา

รางวัลพิเศษที่มอบให้ สุดยอดนักชิมแห่งปีของ GrabFood ได้แก่ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ พระเอกหนุ่มสายฟู้ดดี้เจ้าของช่อง AlekT Official กิ๊ก อารยา จากเพจ วันนี้กินไรดีวะ กับเอกลักษณ์การพากย์ที่ทำให้หลายคนอยากพุ่งตัวตามไปชิม และ นัท อภิวิชญ์ เอกธาราวงศ์ ยูทูบเบอร์จากช่องสุดฮอต NutApiwich ที่เดินทางไปลิ้มลองร้านดังทั่วโลก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน #GrabThumbsUp Awards 2025 คือการเปิดตัว 3 รางวัลพิเศษ เพื่อยกย่องผู้ประกอบการร้านอาหารที่ร่วมขับเคลื่อนวงการอาหารไทย และผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีระดับสากล ผ่านเอกลักษณ์ด้านอาหารที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลก อันได้แก่

สุดยอดผู้นำซอฟต์พาวเวอร์แห่งปี มอบให้กับร้าน Butterbear ผู้สร้างกระแสโด่งดังไกลถึงต่างประเทศ ดึงดูดทัพนักท่องเที่ยวมาสัมผัสความน่ารักของ “น้องหมีเนย” จนสร้างปรากฏการณ์ห้างแตก

สุดยอดผู้ยกระดับวงการอาหารไทย มอบให้กับ อัจฉรา บุรารักษ์ หรือ คุณปลา iberry เจ้าของร้านอาหารในเครือ iberry Group ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของร้านอาหารไทยยอดนิยมที่ครองใจทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

สุดยอดผู้นำเทรนด์อาหารไทยในระดับสากล มอบให้กับร้าน Khao-Sō-i (ข้าวโซอิ) ผู้เผยแพร่รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเมนู “ข้าวซอย” สู่เวทีโลก 

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025 ได้ทางเว็บไซต์ https://www.grab.com/th/campaign/grabthumbsupawards2025/

038

MLB เปิดตัวแคมเปญ Spring-Summer 2025 Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ

MLB เปิดตัวแคมเปญ Spring-Summer 2025  Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ

MLB เปิดตัวแคมเปญ Spring-Summer 2025 Vintage Meets Hip Street: สัมผัสไลฟ์สไตล์สตรีทสุดวินเทจ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.20 น.

MLB แบรนด์พรีเมียมสตรีทไลฟ์สไตล์ เปิดตัวเซ็ตภาพแคมเปญคอลเลกชัน Spring-Summer 2025 ที่นำกลิ่นอายวินเทจมาผสานกับสตรีทสไตล์ได้อย่างลงตัวภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Vintage Meets Hip Street’ ถ่ายทอดเสน่ห์ของแฟชั่นคนเมืองยุคใหม่ผ่านมุมมองของกรุงเทพฯ เมืองแห่งสีสันและสตรีทคัลเจอร์ โดยได้เหล่าศิลปินและเซเลบริตี้เจ้าของ สไตล์อันโดดเด่นอย่างบอยแบนด์วง PROXIE , นัท นัทธมน โชคจินดาชัย, พริมโรส จินดาวนิช และ ไมกี้ ปณิธาน บุตรแก้ว มาร่วมนำเสนอไอเท็มหลักประจำซีซั่น ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืด, แจ็กเก็ต, หมวกเบสบอลวินเทจ, กระเป๋า และรองเท้าผ้าใบ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเหล่าคนรักแฟชั่นสายสตรีททุกคน 


สำหรับคอลเลกชั่นใหม่นี้ได้หยิบยกจุดเด่นของเทรนด์ฮิตอย่าง ‘Gorpcore’ ทั้งงานดีไซน์แบบ Functional Wear และสีสันแนวเอิร์ธโทน มาผสมผสานเข้ากับความวินเทจที่ให้ความเท่เหนือกาลเวลา พร้อมยังคงงานออกแบบในสไตล์สตรีทสุดคลาสสิกตามแบบฉบับของ MLB อันเป็นเอกลักษณ์ โดยถ่ายทอดผ่านแฟชั่นเซ็ตของเหล่าคนดังแถวหน้าของประเทศใจกลางกรุงเทพมหานคร อีกหนึ่งหมุดหมายของสายสตรีทแฟชั่นจากทั่วโลก ซึ่งสะท้อนจังหวะชีวิตของวัยรุ่นไทยที่มีชีวิตชีวา  เต็มไปด้วยเสน่ห์ของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่กล้าที่จะนำเสนอตัวตนในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ ผสมผสานความวินเทจเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว 


หนึ่งในไอเท็มไฮไลต์ของซีซั่นนี้คือ หมวกเบสบอล ที่ได้รับการอัปเกรดให้มีดีไซน์หลากหลายมากขึ้น เพิ่มสัมผัสใหม่ด้วยการใช้วัสดุ เดนิมฟอกนุ่ม ตกแต่งด้วยโลโก้ปักสไตล์วินเทจเสริมกลิ่นอายเรโทรได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ MLB ยังนำเสนอเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง ‘Cap DIY’ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ได้สร้างสรรค์คีย์ไอเท็มของตัวเองผ่านการตกแต่งด้วย หมุด, แพตช์ และของตกแต่งเก๋ ๆ เพื่อเติมความโดดเด่นและบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว


อีกหนึ่งไฮไลต์ของซีซั่นนี้คือ แจ็กเก็ตคอปกสุดคลาสสิก ที่ตัดเย็บในแบบเวิร์กแวร์และเลือกใช้วัสดุคุณภาพที่เหมาะกับการสวมใส่ในทุกสภาพอากาศ อีกทั้งยังเสริมลูกเล่นดีเทลคอปกที่ตัดกับสีตัวเสื้อ ที่จะช่วยเพิ่มมิติให้กับลุคและทำให้การแต่งตัวดูมีสไตล์มากขึ้น

นอกจากนี้ MLB ยังเปิดตัว กระเป๋าทรง Hobo สไตล์ Athleisure ที่ผลิตจากวัสดุ ไนลอนน้ำหนักเบา ดีไซน์เรียบง่าย เน้นโทนสีและขนาดที่แมตช์ได้กับทุกลุค พกพาสะดวก เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ หรือวันที่ต้องการลุคสตรีทสุดเท่

สำหรับสายสตรีทที่ชื่นชอบรองเท้าแฟชั่น MLB SS25 ยังได้นำเสนอรองเท้าผ้าใบสไตล์ Runner หลากหลายรุ่น อาทิ รุ่น Curve Runner และ Cargo Chunky ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าวิ่ง โดยนำมาปรับให้มี พื้นรองเท้าหนานุ่ม น้ำหนักเบา และผ้าตาข่ายระบายอากาศ ที่จะช่วยให้ทุกก้าวเดินสบายขึ้น แต่ยังคงดีไซน์สุดชิคที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองโดยเฉพาะ

สัมผัสความสดใหม่ของ MLB SS25 ที่จะเติมเต็มสตรีทแฟชั่นให้โดดเด่นและต้อนรับซัมเมอร์นี้ด้วยสไตล์ที่เป็นตัวคุณได้แล้ววันนี้ที่ MLB ทุกสาขา

038

“กัลเดอร์มา” เผย 6 เทรนด์ความงามแห่งอนาคต ที่อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกต้องจับตามอง

“กัลเดอร์มา” เผย 6 เทรนด์ความงามแห่งอนาคต ที่อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกต้องจับตามอง

“กัลเดอร์มา” เผย 6 เทรนด์ความงามแห่งอนาคต ที่อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกต้องจับตามอง

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.06 น.

เมื่อศาสตร์แห่งความงามผิวหลอมรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความสวยแบบองค์รวมและการใช้ชีวิต หลาย ๆ คนมีมุมมองความงามที่เปลี่ยนไปไม่ยึดติดกับบิวตี้สแตนดาร์ดเดิม ๆ เปิดรับความงามที่หลากหลายในแบบที่แต่ละคนมั่นใจ และไม่ได้มองว่าความงามเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สะท้อนถึงตัวตน คุณค่าและการแสดงออกทางความคิด “กัลเดอร์มา” (Galderma) ผู้นำด้านนวัตกรรมดูแลผิวและความงามระดับโลก จึงร่วมมือกับ WGSN ผู้นำด้านการคาดการณ์แนวโน้มชั้นนำของโลก จัดทำงานวิจัย “NEXT by Galderma” นำเสนอปัจจัยและคาดการณ์ 6 เทรนด์ความงามที่จะเข้ามามีบทบาทและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมความงามทั่วโลกในอนาคต ได้แก่ Proactive Beauty, Mindful Aesthetics, Fast Aesthetics, Beauty Fandom, Expressionality และ Cancelling Age

ภก. พิรพัฒน์ ศรีวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการแฟรนไชส์กลุ่มธุรกิจความงาม บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์ความงาม พฤติกรรมผู้บริโภค และเทคโนโลยีความงามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ในฐานะผู้นำนวัตกรรมด้านความงามที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 45 ปี กัลเดอร์มา มุ่งขับเคลื่อนวิทยาการด้านความงามให้ก้าวล้ำอยู่เสมอเพื่อตอบทุกเรื่องราวของผิวที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล พร้อมเดินหน้าศึกษาวิจัยทิศทางตลาด เทรนด์ความงาม และความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอยู่เสมอ เพื่อเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวกและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด โครงการ ‘NEXT by Galderma’ จึงเริ่มต้นขึ้น โดยร่วมกับ WGSN สำรวจและรวบรวมอินไซต์จากเครือข่ายผู้นำธุรกิจความงามและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั่วโลก”

NEXT by Galderma พบว่า 3 ปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนโฉมวงการความงามคือ เข้าถึงความงามได้ง่ายขึ้น (Increasing Accessibility) เทคโนโลยีและเทคนิคการรักษาที่ล้ำสมัยช่วยให้ผู้รับบริการเจ็บน้อยลง ฟื้นตัวไวขึ้น ทั้งยังสามารถเข้าถึงหัตถการความงามได้ง่าย โดยมีคลินิกให้เลือกมากมายในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้ สังคมยังเปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายด้านเพศและความงามมากขึ้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวไกล (Advancements in Science and Technology) นวัตกรรมที่ก้าวไปอีกขั้นทำให้สามารถพัฒนาเทคนิคและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดยิ่งขึ้น พลังของโลกโซเชียล (Social Community) โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทรีตเมนต์ความงาม รวมถึงเป็นพื้นที่ในการแชร์ข้อมูลที่รวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6 เทรนด์ความงามที่จะกำหนดทิศทางและแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมความงามในอนาคต 

Proactive Beauty: เวชศาสตร์ความงามที่เน้นการแก้ไขปัญหาริ้วรอยกำลังเปลี่ยนไปสู่การดูแลรักษาเชิงป้องกัน(Prejuvenation) โดยมุ่งเน้น ‘การป้องกันหรือชะลอปัญหา’ มากกว่า ‘การรักษาแก้ไข’ หลายคนเริ่มตระหนักถึงบทบาทของคอลลาเจนที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย มองหาการรักษาแบบเบาบางและเจ็บตัวน้อยอย่างการทำหัตถการหรือทรีตเมนต์เสริมความงาม โดยมองว่าเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลผิวเสริมจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงผู้บริโภคจะหันมาดูแลและปกป้องผิวแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ผิวจะเสื่อมสภาพตามวัย

Mindful Aesthetics: ‘เรียบง่าย ยั่งยืน น้อยแต่มาก’ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ใส่ใจเรื่องความงามภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังตระหนักถึงความยั่งยืนและความเป็นธรรมชาติ โดยใส่ใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ใช้ส่วนประกอบจากพืช ปราศจากสารแต่งเติม เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมทางจริยธรรมของตนเอง ขณะเดียวกันยังมองหาเวชศาสตร์ความงามที่ให้ผลลัพธ์ที่มีความเป็นธรรมชาติ ดูผิวสวย สุขภาพดี ซึ่งเทรนด์นี้จะขยายเข้าสู่แวดวงเวชศาสตร์ความงามในอนาคต

Fast Aesthetics: หลายคนคงทราบกันดีว่าเทรนด์แฟชันและเครื่องสำอางมักจะมาไวไปไว แต่รู้หรือไม่ เทรนด์ความงามตามกระแสก็กำลังเป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน เพราะโลกของเวชศาสตร์ความงามได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียและคนดังอย่างมาก ทำให้เกิดเทรนด์ความงามใหม่ ๆ และกลายเป็น ‘Must-have’ เทรนด์ในชั่วข้ามคืน แต่ก็อาจเสื่อมความนิยมไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เช่น ริมฝีปากสไตล์รัสเซีย (Russian Lips) หรือดวงตาแบบ Fox Eyes เทรนด์นี้สะท้อนถึงการมองหาความแปลกใหม่ ซึ่งแพทย์ด้านความงามควรให้ข้อมูลผู้รับบริการและออกแบบการรักษาที่ปลอดภัย

Beauty Fandom: ปรากฎการณ์แฟนด้อมและโลกดิจิทัลสร้างความหลงใหลในความงามแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นหลงใหลในศิลปิน เซเลบริตี้ ไอคอนทางวัฒนธรรม อนิเมะ หรือฟิลเตอร์ดิจิทัล ซึ่งความหลงใหลเหล่านี้กระตุ้นให้กลุ่มแฟนด้อมอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมือนกับไอคอนที่ชื่นชอบ เช่น การปรับลุคตามแฟชัน Barbiecore หรือ Fairycore การศัลยกรรมใบหูให้ดูเหมือนเอลฟ์ (Fairy Ear Surgery) แต่การให้บริการของแพทย์ด้านความงามตามเทรนด์นี้ถือเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและยังเป็นที่ถกเถียงกันในแง่จริยธรรมและขอบเขตความเหมาะสม

Expressionality: ทุกคนกำลังอยู่ในยุคที่ส่งเสริมให้การแสดงอัตลักษณ์ความเป็นตัวเอง ผ่านแฟชัน ทรงผม การแต่งหน้า และการเสริมความงาม เทรนด์นี้สะท้อนถึงความงามที่เปิดกว้าง ไม่ถูกจำกัดด้วยเพศ วัฒนธรรม หรือค่านิยมดั้งเดิม ซึ่งจะเห็นว่าผู้ชายเริ่มให้ความสนใจเวชศาสตร์ความงามกันมากขึ้น ส่วนผู้หญิงกล้าฉีกกรอบทดลองปรับลุคในแบบที่แตกต่างจากมาตรฐานเดิม หลาย ๆ คนมองหาความงามในแบบที่เหมาะเป็นตัวเอง โดยพบว่า 8 ใน 10 ของคนเจน Z และมิลเลนเนียล เชื่อว่านิยามของความงามที่สำคัญที่สุดคือ ‘การเป็นตัวของตัวเอง’

Cancelling Age: ความแก่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะทัศนคติที่มีต่ออายุในอุตสาหกรรมความงามกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ต้องการให้ผิวเด็กลง แต่อยากคงสภาพผิวของใบหน้าและองค์รวมให้ดูสุขภาพดีเหมาะกับแต่ละช่วงวัย จึงให้ความสำคัญกับดูแลผิวในระยะยาวและสนใจหัตถการ หรือเทคโนโลยีความงามที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายใน เช่น การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

“6 เทรนด์นี้ สะท้อนถึงแนวโน้มนวัตกรรมความงาม ความต้องการตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงความงามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ซึ่งคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคนิคการรักษาและผสานนวัตกรรมความงามต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เราจะเดินหน้าผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและวิทยาการระดับโลก พร้อมผสมผสานมิติใหม่ของความงามเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกและมอบประสบการณ์ความงามที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการแต่ละบุคคล” ภก. พิรพัฒน์ กล่าวทิ้งทาย

แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมฉลองครบรอบ 17 ปี ของกลุ่มโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์

แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมฉลองครบรอบ 17 ปี ของกลุ่มโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์

แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมฉลองครบรอบ 17 ปี ของกลุ่มโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.42 น.

กลุ่มบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) เปิดศักราชแห่งความยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว “โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี” (Grande Centre Point Lumphini) อย่างหรูหราและตระการตา ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรมแบรนด์ไทย พร้อมมอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับธรรมชาติอันงดงามใจกลางเมือง โรงแรมแห่งนี้พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และพร้อมก้าวขึ้นเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ อย่างสง่างาม

สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวถึงความพิเศษในโอกาสครบรอบ 17 ปีของกลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ว่า “ในโอกาสครอบรอบ 17 ปีของกลุ่มโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการโรงแรมในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เราได้เติบโตและขยายพอร์ตโฟลิโอของโรงแรมอย่างต่อเนื่อง จากสาขาแรกที่ราชดำริ สู่เครือโรงแรมหรูในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างพัทยา ปีนี้เป็นปีพิเศษ เพราะเรากำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ Prestige Collection แห่งแรกของแบรนด์ที่สะท้อนถึงความหรูหราระดับเวิลด์คลาส นอกจากนี้ เรายังเตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดปี 2568 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับกลุ่มลูกค้าของเราด้วย

สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เราประสบความสำเร็จ โดยผลประกอบการโดยรวมเติบโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ทั้ง 7 แห่งในกรุงเทพฯ และพัทยา มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงกว่า 85% โดยเฉพาะสาขาที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา, แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 ส่วนปี 2568 นี้ ด้วยการเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ด้วยแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ทางบริษัทคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของรายได้กลุ่มโรงแรมในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15% จากปีก่อน

กิตติ วรบรรพต และ สุวรรณา พุทธประสาท

กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการบริษัทแอล เอช เอ็ม เอช โฮเทล จำกัด (LHMH) เผยถึงโครงการที่เตรียมเปิดต่อเนื่องหลังจากโครงการแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท อีก 3 โครงการ เพิ่มห้องพักจากเดิมกว่า 1,300 ห้อง ขึ้นตั้งอยู่ในโครงการในทำเลที่มีประสบการณ์อันยาวนานและทำเลใหม่เพื่อตอบกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น พร้อมแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับผู้เข้าพัก ได้แก่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพ Grande Centre Point Prestige Bangkok เปิดปลายปี 2568เป็นโรงแรมในกลุ่ม Prestige collection แห่งที่สองของแบรนด์ ตามมาด้วย แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ โวยาจ พัทยา Grande Centre Point Voyage Pattaya เปิดปลายปี 2569     และ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ กรุงเทพ Grande Centre Point Chinatown Bangkok  เปิดกลางปี 2571   

  ด้าน เมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร LHMH กล่าวว่า “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เป็นโรงแรมแรกภายใต้แนวคิด ‘Tier Prestige Collection’ ที่ยกระดับแบรนด์สู่ตลาดโรงแรมหรูระดับเวิลด์คลาส” ซึ่งการพัฒนา Tier Prestige Collection เกิดจากการศึกษาตลาดเชิงลึก และความต้องการของนักเดินทางระดับพรีเมียม ซึ่งพบว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันและอนาคต ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับ ภายใต้แบรนด์ไทยที่มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับโลก

ยิ่งไปกว่านี้ ที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ได้มุ่งมั่นในการพัฒนา ศักยภาพของพนักงาน ระบบการจัดการโรงแรม มาตรฐานบริการที่นำเสนอ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและยกระดับมาตรฐานบริการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส กลยุทธ์การตลาดและขยายฐานลูกค้าของเครือจึงมุ่งเน้น เจาะกลุ่มนักเดินทางระดับพรีเมียม, นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมขยายตลาด การประชุมสัมมนา อีเวนต์ และจัดเลี้ยง ใช้ กลยุทธ์ Customer Centric พัฒนาบริการโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ใช้ Loyalty Program เพื่อ รักษาฐานลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่ ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ควบคู่ไปกับ สร้างพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขยายการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าจดจำและกลับมาใช้บริการซ้ำ LHMH ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจและเสริมแกร่งแบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมหรูของไทยและระดับโลก

เมสินี แก้วราตรี 

สายฝน พลพรพิสิฐ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ได้กล่าวถึงจุดเด่นของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ว่า “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เป็นโครงการ Mixed-Use ที่มีทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาว และพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่รองรับทั้งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ โรงแรมของเรามีจุดเด่นหลายประการ เช่น ทำเลใจกลางเมือง ใกล้สวนลุมพินี เชื่อมต่อกับย่านธุรกิจและศูนย์การค้าใหญ่ นอกจากนี้ โรงแรมยังมอบประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับด้วย Sky Pool, Gravity Fit Club, Let’s Relax Spa & Onsen, Tiny Tree Kids Club และห้องอาหารนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้เข้าพัก

โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี มุ่งเน้นไปที่นักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ นักธุรกิจ และนักเดินทางที่มองหาที่พักที่หรูหรา มีห้องประชุมจัดเลี้ยง สัมมนา บริการครบวงจร และอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนลูกค้าจะเป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 70% และลูกค้าคนไทย 30%”

โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี (Grande Centre Point Lumphini) เป็นส่วนหนึ่งของ “Prestige Tier” ภายใต้แบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์เหนือระดับและการบริการที่ประณีต มอบประสบการณ์เข้าพักที่หรูหราด้วยห้องพักและห้องสวีทสุดหรู 512 ห้อง ที่โดดเด่นด้วยความเงียบสงบ กว้างขวาง หรูหรา พร้อมหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานที่เปิดรับแสงธรรมชาติและมอบวิวอันงดงามของสวนลุมพินี สวนเบญจกิติ และแม่น้ำเจ้าพระยา ทุกห้องพักเพียบพร้อยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีล้ำสมัย ยิ่งไปกว่านั้นยังมอบความเป็นอยู่ที่ดีตลอดการเข้าพัก ด้วยประสบการณ์รับประทานอาหารระดับไฮเอนด์ ในห้องอาหารนานาชาติ ห้องอาหารรูฟทอป ห้องอาหารจีน และคาเฟ่ พร้อมการผ่อนคลายและดูแลสุขภาพในระดับเวิลด์คลาส รวมถึงห้องประชุมจัดเลี้ยงและสัมมนาขนาดใหญ่สุดล้ำสมัย

โรงแรมตั้งอยู่ใกล้ MRT ลุมพินี (ทางออก 1) เพียง 150 เมตร และสามารถเดินทางสะดวกไปยังโซนธุรกิจอย่างสีลม สาทร อโศก รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ และเยาวราช พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2568 โดยสำรองห้องพักได้ที่เว็บไซต์ http://www.grandecentrepointlumphini.com ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรม การจองและโปรโมชั่นพิเศษ ได้ที่ www.grandecentrepointlumphini.com เบอร์โทร: 02 4815888

038

108 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 70 พรรษา พระมิ่งขวัญชาวจุฬาฯ

108 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  70 พรรษา พระมิ่งขวัญชาวจุฬาฯ

108 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 70 พรรษา พระมิ่งขวัญชาวจุฬาฯ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.07 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมงาน 9 รอบ แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 โดยเสด็จฯ ทรงบาตรพระสงฆ์ ณ บริเวณหน้าหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทรงปลูกต้นจามจุรี 1 ต้น และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับตัวแทนอดีตนิสิตจากชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯ 18 จากนั้น เสด็จฯ ไปยังหน้ามุขหอประชุมจุฬาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายกสภามหาวิทยาลัย และคณะผู้บริหารจุฬาฯ ตัวแทนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบันเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในนามประชาคมจุฬาฯ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษาในปี 2568

ในการนี้ทรงมีพระราชดำรัสตอบแด่ประชาคมชาวจุฬาฯ จากนั้นประชาคมชาวจุฬาฯ ร่วมขับร้องเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ เพลงประจำมหาวิทยาลัย ที่สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทำนองเพลงแด่ชาวจุฬาฯ จากนั้น สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ยังห้องรับรองหอประชุมจุฬาฯ ในการนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลประกาศราชสดุดีในฐานะทรงเป็นนิสิตเก่าเกียรติภูมิดีเด่น แล้วทูลเกล้าฯ ถวายเข็มพระเกี้ยวเพชรชมพู ในโอกาสคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 2 เมษายน และทูลเกล้าฯ ถวายโล่นิสิตเก่าเกียรติภูมิดีเด่น ในฐานะทรงประกอบพระราชกรณียกิจอุทิศพระองค์เพื่อทรงสร้างเกียรติภูมิให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด  แล้วเสด็จฯ ยังหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรการบรรเลงปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ โดยวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและตัวแทนนิสิตถวายการอ่านทำนองเสนาะ และตามด้วยการจับระบำถวายพระพรเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา เมื่อทอดพระเนตรการบรรเลงปีพาทย์ดึกดำบรรพ์แล้ว ทรงพระกรุณาฯ ร่วมบรรเลงเพลงกับวงสายใยจามจุรี และวงดนตรีสากล สโมสรนิสิตจุฬาฯ และการแสดงประกอบบทเพลงโดยในการนี้ทรงซอด้วงร่วมกับวงดนตรี โอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ค้างคาว เพื่อใช้เป็นบทขับร้องในการแสดงประจำปี 2568  เมื่อการแสดงจบลงแล้ว เสด็จฯ ไปยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ทรงเปิดแพรคลุมพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วจึงเสด็จฯ ยังเรือนไทยอรุณโรจนา ทรงเปิดแพรคลุมป้ายเรือนไทยโรจนา แล้วเสด็จฯ กลับ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงบาตรพระสงฆ์

สำหรับการแสดงประกอบบทพระราชนิพนธ์ค้างคาว ได้สร้างความสนุกสนานอย่างมากให้กับเหล่าบรรดาผู้ร่วมเข้าเฝ้าฯ ณ หอประชุมจุฬาฯ ต่างรู้สึกประทับใจมากเมื่อได้เห็นพระองค์ทรงฉลองพระองค์แบบเดียวกับเหล่าบรรดานักร้องนักดนตรีสตรีโดยฉลองพระองค์เสื้อค้างคาว  และที่สุดประทับใจ คือ ได้เห็นรอยพระสรวลขององค์พระมิ่งขวัญของชาวจุฬาฯ   

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสแด่ประชาคมจุฬาฯ

โอกาสเดียวกันนี้ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) จัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ ในปี 2568 ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 108 ปี นำโดย ประธานคณะกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อรรถพล  ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมพิธีเปิดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ ภายใต้แนวคิด “๑๐๘ ปี จามจุรีประดับใจ” สื่อให้เห็นถึงความผูกพันของชาวจุฬาฯ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาสร้างความเจริญก้าวหน้าทั้งในประเทศและระดับสากล เฉกเช่นการแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาของต้นจามจุรี ต้นไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรัก ความสามัคคี และความผูกพันของเหล่าน้องพี่สีชมพูภายใต้ร่มเงาของจามจุรี  พี่น้องชาวจุฬาฯ ต่างเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยภายในงานยังมีอาหารเลิศรสจากร้านดังทั่วประเทศกว่า 60 ร้าน และของที่ระลึกเป็นสูจิบัตรและเสื้อ #Chula108 อีกทั้งยังมีเหล่าศิลปินดารามากมายมาร่วมให้ความบันเทิงในกิจกรรมช่วงเย็นที่เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. รวมถึงการแสดงสุดพิเศษจากผู้แทนนิสิตเก่าและปัจจุบัน พร้อมรับฟังดนตรีสดจากวง CU Band และชมการแสดงตื่นตาตื่นใจจากการรวมตัวกันของเหล่า CU Cheerleader ซึ่งงานนี้เป็นโอกาสอันดี ในการพร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพูมาพบปะสัง สรรค์ ระลึกถึงความสุขร่วมกันเมื่อครั้งเป็นนิสิตในรั้วจามจุรี และยังเป็นการสานความผูกพันสายใยน้องพี่สีชมพู สมชื่องานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ “๑๐๘ ปี จามจุรีประดับใจ” ที่สะท้อนถึงสายใยแห่งมิตรภาพและความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ ที่ยังคงแน่นแฟ้นไม่เสื่อมคลาย

038

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกต้นจามจุรี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกต้นจามจุรี

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย “เข็มพระเกี้ยวเพชรชมพู” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพและในฐานะที่ทรงเป็นศิษย์เก่าเกียรติภูมิดีเด่น

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย “เข็มพระเกี้ยวเพชรชมพู” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพและในฐานะที่ทรงเป็นศิษย์เก่าเกียรติภูมิดีเด่น

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายโล่ “ศิษย์เก่าเกียรติภูมิดีเด่น” ในฐานะที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอุทิศพระองค์เพื่อจุฬาลงฯ ต่อเนื่องยาวนาน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายโล่ “ศิษย์เก่าเกียรติภูมิดีเด่น” ในฐานะที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอุทิศพระองค์เพื่อจุฬาลงฯ ต่อเนื่องยาวนาน

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับตัวแทนอดีตนิสิตจากชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯ 18

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับตัวแทนอดีตนิสิตจากชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯ 18

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรการแสดงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เนื่องในโอกาสฉลอง 108 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาฯ และทรงซอด้วงร่วมกับวงสายใยจามจุรีและวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรการแสดงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เนื่องในโอกาสฉลอง 108 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาฯ และทรงซอด้วงร่วมกับวงสายใยจามจุรีและวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานจัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานจัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568

คืนเหย้าชาวจุฬาฯ “๑๐๘ ปี จามจุรีประดับใจ”  โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ,อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานจัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568,อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิ สิตเก่าจุฬาฯ,รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย ,ดนุชา พิชยนันท์ ,รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ และ เสรี กัณฑ์โรจน์ เลขาคณะ กก.จัดงานฯ เข้าร่วมในงาน

คืนเหย้าชาวจุฬาฯ “๑๐๘ ปี จามจุรีประดับใจ” โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ,อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานจัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568,อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิ สิตเก่าจุฬาฯ,รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย ,ดนุชา พิชยนันท์ ,รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ และ เสรี กัณฑ์โรจน์ เลขาคณะ กก.จัดงานฯ เข้าร่วมในงาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.48 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า “นางแก้ว” อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า “ทูลกระหม่อมน้อย”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520 นับเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรก ที่ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ที่ “สยามบรมราชกุมารี” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยพระวิริย อุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง เป็นอเนกประการ ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในหลายวาระ และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระนามาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  นับเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระเกียรติยศที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า โดยยังทรงพระอิสริยยศ กรมสมเด็จพระ และ สยามบรมราชกุมารี ตามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ

พระปรีชาสมารถด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ซึ่งทรงนำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยผู้หนึ่ง โดยทรงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรดทรงอยู่ประจำ คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก

ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เครื่องดนตรีที่ทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่ ระนาดเอกและซอสามสาย ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มเรียนระนาดเอกอย่างจริงจัง เมื่อปีพ.ศ. 2528 หลังจากการเสด็จฯทรงดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนิน ซึ่งเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี สิริชัยชาญ พักจำรูญ เป็นพระอาจารย์ พระองค์ทรงเริ่มเรียนตั้งแต่การจับไม้ระนาด การตีระนาดแบบต่างๆ และท่าที่ประทับขณะทรงระนาด และทรงเริ่มเรียนการตีระนาดตามแบบแผนโบราณ กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยเพลงต้นเพลงฉิ่งสามชั้น แล้วจึงทรงต่อเพลงอื่นๆ ตามมา ทรงทำการบ้านด้วยการไล่ระนาดทุกเช้า หลังจากบรรทมตื่นภายในห้องพระบรรทม จนกระทั่งพุทธศักราช 2529 พระองค์จึงทรงบรรเลงระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลายท่านต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 17 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลงที่ทรงบรรเลง คือ เพลงนกขมิ้น (เถา) นอกจากดนตรีไทยแล้วพระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา แต่ได้ทรงเลิกเรียนหลังจากนั้น 2 ปี และทรงฝึกเครื่องดนตรีสากล ประเภทเครื่องเป่า จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จนสามารถทรงทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำวงดุริยางค์ในงานกาชาดคอนเสิร์ต

ด้านอักษรศาสตร์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดการอ่านหนังสือและการเขียนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนั้น จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกมามากกว่า 100 เล่ม ซึ่งมีหลายหลากประเภททั้งสารคดีท่องเที่ยวเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ทรงใฝ่เรียนรู้วิทยาการหลากสาขา การทรงรู้รอบกว้างไกลด้านจีนวิทยาเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัด เมื่อผสานกับการทรงมีพรสวรรค์ในการประพันธ์และพระวิริยะหมั่นฝึกฝนการเขียน ก่อเกิดเป็นรัตนสารด้านจีนวิทยาจำนวนมาก ทั้งสารคดีเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน พระราชนิพนธ์แปลบทกวีนิพนธ์จีนนวนิยาย เรื่องสั้น บทละครพูด ความเรียงร้อยแก้ว อาทิ บทละครพูดร้านน้ำชาผีเสื้อ, เมฆเหินน้ำไหล, หมู่บ้านเล็กตระกูลเป้า, ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ, นารีนครา, ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน, รอยยิ้มของน้ำตาและหัวใจ,  เมื่อข้าพเจ้าเขียนย่ำแดนมังกร, มุ่งไกลในรอยทราย ฯลฯ มรกต พระราชนิพนธ์แปลเล่มล่าสุด รวมทั้งสารคดีวิชาการ ปาฐกถาทรงบรรยาย และอื่นๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ เกล็ดหิมะในสายหมอก ลาวใกล้บ้าน ทัศนจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้ ประเภทวิชาการและประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์ หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน หนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จแม่กับการศึกษา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระราชกรณียกิจพระราชจริยาวัตรด้านการศึกษา ประเภทพระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี และหนังสือทั่วไป เช่น นิทานเรื่องเกาะ (เรื่องนี้ไม่มีคติ) เรื่องของคนแขนหัก เป็นต้น และมีลักษณะการเขียนที่คล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ นอกจากจะแสดงพระอารมณ์ขันแล้ว ยังทรงแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆ เป็นการแสดงพระมติส่วนพระองค์

นอกจากพระนาม “สิรินธร” แล้ว  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงใช้นามปากกาในการพระราชนิพนธ์หนังสืออีก 4 พระนาม ได้แก่ “ก้อนหินก้อนกรวด” เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย สามารถแยกได้เป็น ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า “เราตัวโตเลยใช้ว่า ก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่า ก้อนกรวด รวมกันจึงเป็น “ก้อนหิน-ก้อนกรวด” นามปากกานี้ทรงใช้ครั้งเดียวขณะประพันธ์บทความ “เรื่องจากเมืองอิสราเอล” เมื่อปี พ.ศ.2520 ขณะที่พระนามแฝง “แว่นแก้ว” เป็นชื่อที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเอง ทรงมีรับสั่งว่า “ชื่อแว่นแก้ว นี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็กๆ ชื่อลูกแก้ว ตัวเองอยากชื่อแก้ว ทำไมถึงเปลี่ยนไปไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงน้อยใจยา นางเอกชื่อ แว่นแก้ว” โดยพระนามแฝง “แว่นแก้ว” นี้ พระองค์เริ่มใช้เมื่อปีพุทธศักราช 2521 เมื่อทรงพระราชนิพนธ์และทรงแปลเรื่องสำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่นและขบวนการนกกางเขน

ส่วนพระนามแฝง “หนูน้อย” ทรงมีรับว่า “เรามีชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลยใช้นามแฝงว่า หนูน้อย” โดยพระองค์ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเรื่อง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ 25 ปีจิตรลดา เมื่อปีพุทธศักราช 2523 และ พระนามแฝง “บันดาล”  ทรงมีรับสั่งว่า “ใช้ว่า บันดาล เพราะคำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง เลยใช้เป็นนามแฝง ไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อนี้เลย” ซึ่งพระองค์ทรงใช้ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่ทรงทำให้สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการเมื่อปีพุทธศักราช 2526 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงเป็นจำนวนมาก โดยบทเพลงที่ดังและนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่ เพลง ส้มตำ รวมทั้งยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้แก่ เพลง รัก และ เพลง เมนูไข่

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ   มาจัดแสดงใน “นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2550   เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จพระราชดำเนินและชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ รวมทั้งเพื่อเป็นความรู้แก่นิสิต  นักศึกษา เริ่มตั้งแต่นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “แสงคือสี สีคือแสง” ในปี 2550  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง” ในปี 2551 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในปี 2552  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สี แสง แสดงชีวิต” ในปี 2553 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อุปบัติ ณ โลกี” ในปี 2554 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ควงกล้องท่องโลก” ในปี 2555   นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “รูปยาตรา ภาพทัศนาจร” ในปี 2556 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อันมีทิพเนตรส่องไป” ในปี 2557  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อยู่มานาน กาลเวลามีสุข” ในปี 2558 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ทัศนียมรรคา” ในปี 2559 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “กาวยประภา” ในปี2560  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สวัสดีปีจอหมา มาคอยท่าปีกุนหมู” ในปี 2562 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “มหัศจรรย์พรรณภาพ”ในปี 2563 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตยามอยู่บ้าน”และในปี 2564 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ธรรมดาแบบใหม่ : New Normal”

ทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2523  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดสินพระทัยเข้ารับราชการในกองทัพบก ทรงเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นสถาบันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งขึ้น ด้วยพระบรมราชปณิธานที่จะให้การศึกษาอบรมและดำเนินการฝึกนักเรียนนายร้อย เพื่อออกไปรับราชการเป็นนายทหารของกองทัพบก ดังเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง “10 ปี ในรั้วแดงกำแพงเหลือง” ความตอนหนึ่งว่า “…พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์และเป็นคนคุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียน จปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ในขณะนั้นข้าพเจ้าเพิ่งสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้ายังมีใจรักที่เป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่ ได้ดำเนินการเรื่องเอกสารการสมัครเข้าทำงานครบตามระเบียบปฎิบัติที่ได้รับคำแนะนำ…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอาจารย์สอนในสายวิชาประวัติศาสตร์ ทรงวางแนวการสอนและทรงปรับปรุงเนื้อหาวิชาให้ทันสมัย และเหมาะสมกับนักเรียนนายร้อยอยู่เสมอ เช่น วิชาประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นบ้าน รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงของไทย ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับไทย ทั้งทางด้านการเมืองและการทหาร จึงเป็นวิชายอดนิยมที่นักเรียนให้ความสนใจเลือกศึกษาเป็นอันมาก นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเป็นที่ปรึกษาในสายวิชาสังคมวิทยาและวิชาพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมนโยบายยุทธศาสตร์พัฒนา ทรงเป็นประธานในการจัดทำตำรา และทรงสนับสนุนการนำนักเรียนนายร้อยไปศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อให้ได้สัมผัสสถานที่จริงที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในแง่ต่างๆ แล้วยังทรงสอดแทรกในเรื่องของความเป็นอยู่ของชุมชน การเจริญเติบโตของชุมชนในด้านต่างๆ ตามยุคตามสมัยไว้ด้วยทุกครั้งไป  ปัจจุบันทรงเกษียณจากการสอนแล้ว พร้อมทั้งพระราชทานเงินเดือนที่ทรงได้รับตลอด 35 ปี คืนให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

พระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทั้งพระราชกรณียกิจที่ทรงสืบสานต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชสมัยปัจจุบัน, พระราชกรณียกิจเยือนต่างประเทศ, พระราชกรณียกิจประจำวัน และพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา ด้านการพัฒนา ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ด้านสาธารณกุศล ด้านสาธารณสุขและโภชนาการ ด้านการต่างประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านเกษตรกรรม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้นมุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์

โครงการตามพระราชดำริฯ ในระยะต่อมาและในปัจจุบันเน้นในด้านการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า “…การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม  พุทธศักราช 2548 ความตอนหนึ่งดังนี้

“…ให้คนทุกคนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะรับสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอาอะไรมาให้ก็ได้ หรือว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเมือง หรือดูแลชุมชนต่างๆ ก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีสิทธิเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น คนด้อยโอกาส หรือบุคคลชายขอบ ที่เรียกกันตอนนี้ว่าคนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือได้รับการดูแล…

…ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิ เราก็จะพูดถึงในแง่ว่าคนเรามีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะอยู่อย่างดี ควรจะได้รับการศึกษา การศึกษานี้เพื่ออะไร เพื่อให้สามารถที่จะพยุงตัวเองและดำเนินชีวิตไปได้อย่างสุขสบาย จะได้เอาความรู้นั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นหรือชุมชนได้อีก…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงาน โดยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความชำนาญ จัดทำเป็นโครงการต่างๆ ที่นำแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งมีหลักการสำคัญในสองแนวทาง คือ แนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ หรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อคิดในการดำเนินงานแก่นักพัฒนา ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการดังกล่าวข้างต้น ความตอนหนึ่งว่า

“…ที่จริงศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติงานเรื่องการพัฒนา ถ้าเราจะเรียกตัวเองเป็นนักพัฒนา หรือว่าจะเป็นการพัฒนาด้านอาหารโภชนาการหรือด้านอื่นๆ เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์น่าจะเป็นไปได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิ ประการแรก คือให้คนที่เราจะพัฒนาได้กระทำด้วยตัวเอง และอยากเอง ทำเอง ก็เป็นศักดิ์ศรีของเขา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป ถ้าเราไปทำให้ถูกในจุดนี้ได้ ก็เป็นเรื่องการส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ประการที่สอง ต้องคิดว่าเวลาไปพัฒนา ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่สูงเด่นกว่าเขา หรือเป็นคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าเขา อุตส่าห์ก้มตัวลงไปทำงานกับเขา ถ้าคิดอย่างนั้นก็อย่าไป คือเราไปทำแล้วเห็นคนอื่นใครๆ ต่ำกว่าหมด ทุกคนต่ำกว่าหมด ทุกคนโง่กว่าหมด อย่างนั้นก็คบกันไม่ได้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ จะไปทำงานกับใครก็ต้องช่วยกัน เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกว่าไปพัฒนาไปช่วย เขาเรียกว่าความร่วมมือกันทั้งนั้น…”

พระราชกรณียกิจด้านองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญๆ อันเป็นประโยชน์หลักของบ้านเมืองเกือบทุกด้าน นอกเหนือจากพระราชภารกิจในหน้าที่ราชการ  และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงปฏิบัติตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย โดยเฉพาะการทรงงานด้านการบริหารองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล อาทิ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งรวมถึงการการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยปัจจุบัน

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงขยายความร่วมมือไปยังโครงการรระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ   วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม ราชอาณาจักรกัมพูชา, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพพม่าในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและมองโกเลีย, การพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก, ทุนการศึกษาพระราชทานสำหรับนักเรียนไทยศึกษาต่อในต่างประเทศ, ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ  เป็นต้น

จากพระวิริยะอุตสาหะในการทรงศึกษาหาความรู้และบำเพ็ญพระราชกิจนานัปการ พระเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งทั้งในราชอาณาจักรและนานาชาติ จึงทรงรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ อีกทั้ง  เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่างๆ มาโดยตลอด จึงมีบุคคล หน่วยงาน สมาคม และองค์กรต่างๆ ทั้งในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ ขอพระราชทานอัญเชิญพระนามาภิไธย และขอพระราชทานนาม ไปเป็นชื่อพรรณพืชและสัตว์ที่ค้นพบใหม่ในโลก รวมทั้งสถานที่และสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นสิริมงคลสืบไป

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2568 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร  ขอทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

038

“ChocoCRM” คว้า 2 รางวัล จากงาน “MarTech Innovation Awards 2025” ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Program ในประเทศไทย

“ChocoCRM” คว้า 2 รางวัล จากงาน “MarTech Innovation Awards 2025” ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Program ในประเทศไทย

“ChocoCRM” คว้า 2 รางวัล จากงาน “MarTech Innovation Awards 2025” ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Program ในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.26 น.

ChocoCRM ตอกย้ำความสำเร็จด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Program ในประเทศไทย คว้า 2 รางวัล จากงาน “MarTech Innovation Awards 2025” ที่จัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่ใช้เทคโนโลยีการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ลูกค้า และสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Marketing Technology & Innovation Expo 2025 (MarTech Expo) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ณ วันที่ 27 มีนาคม 2568


ChocoCRM ร่วมกับแบรนด์ [DragCura] ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์รักษาสุขภาพช่องปากคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ปัจจุบันขยายสู่ 7 สาขา ได้รับรางวัลระดับ Gold ในสาขา Customer Data Intelligence รางวัลจัดการข้อมูลลูกค้าอัจฉริยะ ด้วยการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างชาญฉลาด ทำให้ได้ยอดขายจากฐานลูกค้าปัจจุบันได้ถึง 27% จากแคมเปญการตลาดเพียงแคมเปญเดียว ผ่านการใช้เครื่องมือ ChocoCDP ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าทั้งด้าน Demographic และพฤติกรรมการซื้อ ซึ่งกลยุทธ์สำคัญของ [DragCura] คือ “การใช้ข้อมูลนำทางการตลาด” เพื่อสร้าง Customer Experience ที่แข็งแรงและวัดผลได้จริง ช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ และลดต้นทุนในการทำตลาด สื่อสารได้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา


และอีกหนึ่งรางวัล ChocoCRM ร่วมกับแบรนด์ YUZU GROUP ผู้นำเชนร้านอาหารระดับพรีเมี่ยมของไทย เติบโตต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 7 ได้รับรางวัลระดับ Gold  ในสาขา Loyalty & Reward รางวัลสร้างความผูกพันธ์ลูกค้ายอดเยี่ยม ที่ออกแบบ Loyalty Program ให้รองรับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันมีลูกค้าสมาชิกมากกว่า 90,000 ราย ขยายความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ในเครือให้ลูกค้าสามารถสะสมแต้มและรับสิทธิพิเศษได้ข้ามแบรนด์ ผ่านระบบสะสมแต้ม 2 กระเป๋า ทั้ง Coins สำหรับแต่ละแบรนด์ และ Diamonds ที่คำนวณจากยอดใช้จ่ายรวมในเครือ และยังสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แม้ไม่ได้มาใช้บริการที่หน้าร้านผ่านกิจกรรม Gamification บน LINE OA การสร้าง Loyalty ระหว่างแบรนด์ภายใต้เครือ YUZU GROUP นั้นช่วยสร้าง Customer Engagement ได้สูงถึง 40% และต่อยอดรายได้ผ่าน Upselling & Cross-selling ระหว่างแบรนด์ในเครืออีกด้วย


สิรสิทธิ์ สุริยพัฒนพงศ์ ผู้บริการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กล่าวว่า “อีกหนึ่งสิ่งสำคัญ คือ เรื่องของผลลัพธ์ของทำการตลาด ที่สามารถวัดผลได้ ChocoCRM พยายามพัฒนาฟีเจอร์ที่จะช่วยในการติดตามผลลัพธ์ให้การทำแคมเปญ ตัวอย่างลูกค้า DragCura และ YUZU Group ทำให้เห็นว่านอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำแคมเปญทางการตลาดแล้ว เรื่องการวัดผลเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อยอดการใช้ข้อมูลทำการตลาดได้อย่างถูกต้อง และเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขาย และสร้างฐานลูกค้าประจำได้อย่างแข็งแรง”


รางวัลจากเวที MarTech Innovation Awards 2025 จึงไม่เพียงตอกย้ำความสามารถของทั้งสองแบรนด์ในการนำเทคโนโลยีมาสร้างความแตกต่าง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ Marketing Technology  ที่วางกลยุทธ์ได้อย่างชาญฉลาด และวัดผลได้จริง เพื่อพาธุรกิจไทยฝ่าวิกฤต และเติบโตในอนาคต หากคุณคือแบรนด์ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบยั่งยืน ChocoCRM พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยคุณสร้าง “ผลลัพธ์ที่วัดผลได้” เช่นเดียวกับ YUZU GROUP และ DragCura หนึ่งในลูกค้าของ ChocoCRM

4 แลนด์มาร์คระดับโลก สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม จัด SUMMERSIVE สุดอลังการ! พร้อมฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ครบทุกมิติ

4 แลนด์มาร์คระดับโลก สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม  จัด SUMMERSIVE สุดอลังการ! พร้อมฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ครบทุกมิติ

4 แลนด์มาร์คระดับโลก สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม จัด SUMMERSIVE สุดอลังการ! พร้อมฉลองสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ครบทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.13 น.

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ซัมเมอร์ระดับโลกตลอดเดือนเมษายน มอบประสบการณ์เหนือระดับสุด Extraordinary เนรมิตความตื่นตาตื่นใจในทุกประสาทสัมผัส ปักหมุดเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การฉลองเทศกาลซัมเมอร์และมหาสงกรานต์ ที่ลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาเยือน พบกับสวนดอกไม้เหนือจินตนาการ อินเตอร์เนชั่นแนลโชว์สุดพิเศษพร้อมการแสดงดนตรีสุดมัน กิจกรรมเซอร์ไพรส์จากซีรี่ส์วายแห่งปี และครั้งแรกกับแบรนด์ระดับโลก Alexander Wang ตลอดจนสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ร่วมฉลองเทศกาลมหาสงกรานต์ ประเพณีไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

Siam Paragon Summersive : Happiness in Full Bloom

สยามพารากอน ฉลองซัมเมอร์สุดยิ่งใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศสวยโลกตะลึง ไปกับงาน “Siam Paragon Summersive Happiness in Full Bloom” ครั้งแรกของสวนดอกไม้เหนือจินตนาการสุดตระการตา ที่มอบประสบการณ์เหนือระดับในทุกประสาทสัมผัส อาทิ Garden of Joy สัมผัสมนต์เสน่ห์ของดอกไม้ขนาดยักษ์ที่จัดแต่งเป็นสวนสุดอลังการ ณ พาร์ค พารากอน จำลองบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ทั้งซุ้มดอกไม้ขนาดใหญ่ สวนแนวตั้ง และดอกไม้นานาชนิดให้ทุกมุมเต็มไปด้วยความสดชื่น พร้อมจุดถ่ายภาพเช็คอินที่ไม่ควรพลาด

Multi-Sensory เปิดรับมิติใหม่ของความสุขที่จะกระตุ้นทุกประสาทสัมผัส ซึ่งถูกเนรมิตมาให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับซัมเมอร์ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนไม่ว่าจะเป็น การสัมผัส : ความงดงามราวกับต้องมนต์ที่โอบล้อมด้วยมวลหมู่ดอกไม้ในทุกย่างก้าว กลิ่นหอม : ปลุกความสดชื่นในฤดูกาลอันร้อนแรงด้วยกลิ่นหอมจากแบรนด์ดัง เสียง : เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีที่จะทำให้หัวใจคุณเต้นรัวด้วยจังหวะสนุกสนาน การมองเห็น : ตระการตาไปกับโชว์สุดอลังการและบันทึกภาพความงดงามเก็บเป็นความทรงจำอันประทับใจ และรสชาติ : เติมเต็มความสุขผ่านรสสัมผัสกับเครื่องดื่มและอาหารสุดสร้างสรรค์ที่จะทำให้บรรยากาศของซัมเมอร์สมบูรณ์แบบ

International Show พบกับโชว์พิเศษครั้งแรกในไทย!! THE COLORS การแสดง Street Theater ระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้มหลามจากเทศกาลศิลปะการแสดงทั่วโลก และ Special Artist Performance พลาดไม่ได้กับคอนเสิร์ตจากศิลปินแนวหน้า ที่จะมาสร้างสีสันและมอบความสุขในแต่ละวัน อาทิ DAOU OFFROAD, ATLAS, INK WARUNTORN, 4EVE เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายที่ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ แต่คือการเดินทางผ่านทุกมิติของความสุข ที่สยามพารากอนอย่างเต็มอิ่มใน Siam Paragon Summersive :Happiness in Full Bloom ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2568

Siam Center The Summersive Playground : GELBOYS Joinground

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์นำเสนอแคมเปญสุดสนุก เนรมิตพื้นที่ทั่วสยามเซ็นเตอร์เป็นเพลย์กราวนด์ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังไอเดียสร้างสรรค์ กับงาน “Siam Center Summersive The Summer Playground : GELBOY Joinground” ครองใจเหล่าสยาม DNA ระหว่างวันที่ 4-20 เมษายน 2568 ชวนทุกคนมารับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสดใสของฤดูร้อน นำพลังที่ไร้ขีดจำกัดของเทศกาลดนตรีกลางแจ้งกลายมาเป็นสนามเด็กเล่นแห่งฤดูร้อนที่เต็มอิ่มไปด้วยจังหวะดนตรีที่เร้าใจ ไฮไลท์พิเศษพบกับกิจกรรมพิเศษ Siam Center The Summersive Playground : GELBOYS Joinground จากซีรี่ส์ “GELBOYS สถานะกั๊กใจ” ซีรี่ส์วายแห่งปีที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หนึ่งในพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทยและเป็นงานไทยสร้างสรรค์ หรือ Thai Creative และพบกับ Siam Center x Punpro : MUFEST by Punduang เอาใจสายมูกับสินค้าและเครื่องประดับที่ใส่ได้ชีวิตประจำวันพร้อมพลังงานบวก เพิ่มเอเนอร์จี้ให้กับซัมเมอร์นี้สนุกยิ่งกว่าเคย ระหว่างวันที่ 4-16 เม.ย. 2568

Siam Discovery Summersive : The Summer Exploratorium

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ชวนทุกคนมา Come Play With Us ไปกับ “Siam Discovery Summersive The Summer Exploratorium” ชวนก้าวเข้าสู่โลกแห่งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจอันไร้ขีดจำกัด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Spring Awakening-A Teaser To Summer พาไปค้นหาคอลเลคชั่นจากแบรนด์ดังระดับโลก ให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้อัปเดตก่อนใครพิเศษ!!พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่จากแบรนด์ระดับโลก พบกับ Alexander Wang ฉลองครบรอบ 20 ปีเป็นที่แรกในโลก จัดงาน Wang Water Fest สุดพิเศษใจกลางกรุงเทพฯ และร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ไปกับคอลเลคชั่น Bodywear SS 2025 ที่สะท้อนความแตกต่างและหลากหลายอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมพบกับ #WangSquad ที่จะมาปลุกความเปรี้ยว เท่ สนุก และไอคอนิกในแบบฉบับของ Alexander Wang เริ่มค้นพบประสบการณ์พิเศษนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ณ ดิสคัฟเวอรี่พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่

ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN CELEBRATION 2025

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN CELEBRATION 2025” ภายใต้
แนวคิด “The legendary Festival of Waters สาดสนุกมหาสงกรานต์ สายธารแห่งเสน่ห์ไทย” นำเสน่ห์ของประเพณีอันดั้งเดิมมานำเสนอและถ่ายทอดแบบร่วมสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย พร้อมส่งมอบประสบการณ์วัฒนธรรม สนุกสไตล์ไทย (Thai-Style Fun) ครบทุกมิติ กับ 5 MUST EXPERIENCES อาทิ Sook-Songkran Water Tower สูง 9 เมตร ตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้ไทย พร้อมเอฟเฟกท์น้ำสุดอลังการ, พบกับแลนด์มาร์คเจดีย์ทรายขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมทรายโดย อาจารย์พลุ้ย-ชนาทิปชื่นบำรุง ศิลปินปั้นทรายและแกะสลักไม้แถวหน้าของเมืองไทย, กิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูปหินอ่อนแห่งพระอุโบสถสีน้ำเงิน จากวัดร่องเสือเต้น จังหวัดเชียงราย พิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุกับศิลปินแห่งชาติ พร้อมชมความวิจิตรงดงามของบุษบกเกริน และชมการแสดงโนห์รา ศิลปะการแสดงที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งภาคใต้และการแสดงนาฏศิลป์ไทยอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังอลังการกับขบวนแห่สงกรานต์ร่วมสมัยกับ 8 คนดัง นำโดย โบว์ เมลดา-วินเมธวิน, อิงฟ้า วราหะ-ชาล็อต ออสติน, ลีน่าลลินา-หมิว ณัชชา และ ชมพู่ อารยา-น้องแอบิเกลที่มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์สงกรานต์ 4 วัน 4 สไตล์ และชมฟรี!!! มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดังกว่า 300 ชีวิต รวมถึงอร่อยครบรสเสน่ห์อาหารไทย พร้อมเมนูคลายร้อนสไตล์ไทยและนานาชาติจากร้านอาหารดังและพบกับสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษรับสงกรานต์ “NAKROB MOONMANAS x ICONCRAFT” ผลงานออกแบบของศิลปินดัง นักรบ มูลมานัส ตลอดจนเลือกช็อปงานหัตถศิลป์ ของที่ระลึกสุดพิเศษจาก 1,000 ร้านค้าดังในไอคอนสยามทั้ง ICONCRAFT สยาม ทาคาชิมายะ และเมืองสุขสยาม

ทั้ง 4 แลนด์มาร์คระดับโลก อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยามได้ร่วมสร้างสรรค์และมอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์เป็นการเติมไฮไลท์ที่น่าสนใจ มอบความสุขและประสบการณ์แปลกใหม่และแตกต่าง ให้นักท่องเที่ยวได้สนุก มีความสุข และความประทับใจ