‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’นำคณะ เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'นำคณะ เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล'กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’นำคณะ เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.17 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร กรมปศุสัตว์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เพื่อถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2568 ในการนี้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน จำนวน 100,000 บาท โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และผลิตภัณฑ์แปรรูปปศุสัตว์ จากงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

– 006

ส.ป.ก. ร่วมพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 133 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส.ป.ก. ร่วมพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 133 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ส.ป.ก. ร่วมพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 133 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

1 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย รองเลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายสุรชัย ยุทธชนะ, นายวัฒนา มังธิสาร, และนายปรีชา ลิ้มถวิล ร่วมพิธีวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 133 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร,  นายอัครา พรหมเผ่า   และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ อาคารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โดยพิธี เริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิธีสงฆ์ และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ การจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครบรอบ 133 ปี ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุม 115  อาคารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปีที่ผ่านมา (1 เมษายน ปีพุทธศักราช 2435 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นยุคของการเริ่มต้นปรับปรุงส่วนราชการและจัดตั้งกระทรวงต่างๆ สมัยนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังใช้ชื่อกระทรวงเกษตรพนิชการ : กระทรวงเกษตราธิการ ได้เริ่มบทบาทด้านการบำรุงส่งเสริมการกสิกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากหน้าที่เดิม) และการก้าวสู่ปีที่ 133 กระทรวงเกษตรฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนงานยุทธศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตร 4.0 เพื่อมุ่งสู่บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ทั้งในส่วนของการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานของหน่วยงานให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และการตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชน ด้วยการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนำมาต่อยอดขยายผลให้ใช้ได้จริง สร้างแนวคิดต่อยอด สร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ สำหรับภาคการเกษตรให้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญเดินหน้าต่อไป และสอดรับเป็นอย่างดีกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งและดำเนินงานมาอย่างยาวนาน ภาคการเกษตรมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น ภารกิจสำคัญของกระทรวง คือ การทำให้ภาคการเกษตรไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ทั้งภาคการผลิต การจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรและระบบสหกรณ์ ผ่านการปฏิบัติงานเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ให้การดำเนินงานภาคการเกษตรได้พัฒนาไม่หยุดนิ่ง โดยคำนึงถึงเกษตรกรเป็นหลักสำคัญ รวมถึงผลักดันประเด็นอื่น ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ การผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรและการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต การเร่งขับเคลื่อน BCG Model เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรไปสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง อันจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้ภาคการเกษตรของไทย สามารถส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานในภายภาคหน้า” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าวในตอนท้ายอย่างน่าสนใจ

-(016)

เปิดตัว ‘เก้า นพเก้า-พีพี ปุญญ์ปรีดี’ พรีเซนเตอร์ โจจิ ซันสกรีน

เปิดตัว ‘เก้า นพเก้า-พีพี ปุญญ์ปรีดี’ พรีเซนเตอร์ โจจิ ซันสกรีน

เปิดตัว ‘เก้า นพเก้า-พีพี ปุญญ์ปรีดี’ พรีเซนเตอร์ โจจิ ซันสกรีน

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

พร้อมรับซัมเมอร์ บริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด เปิดตัวพรีเซนเตอร์ ‘เก้า นพเก้า-พีพี ปุญญ์ปรีดี’ โจจิ ซันสกรีน เชิดหน้า ชิลแดด  มั่นใจเกิน8 กันแดดเก้า และ เลม่อนมี สวยฉ่ำได้ทุกเฉด ครีเอทได้ทุกลุค ในงาน JOJI Sunscreen x Lemonme Fun Activity To Try : มั่นใจทุก Activity สนุกเต็มที่ทุกกิจกรรม

แม้เพิ่งเปิดตัวสินค้าน้องใหม่ JOJI Sunscreen โจจิซันสกรีน ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด จิ๊บ จิราภรณ์ ตากิ่มนอก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท โทฟูสกินแคร์ จำกัด ต้อนรับซัมเมอร์ ด้วยการเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์ ‘เก้า นพเก้า-พีพี ปุญญ์ปรีดี’ แบรนด์ JOJI Sunscreen โจจิ ซันสกรีน และ Lemonme เลม่อนมี ในงาน JOJI Sunscreen x Lemonme Fun Activity To Try : มั่นใจทุก Activity สนุกเต็มที่ทุกกิจกรรม โดยมี ดีเจอ๋อง เขมรัชต์ สุนทรนนท์ รับหน้าที่พิธีกร 

จิ๊บ จิราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท โทฟูสกินแคร์ จำกัด กล่าวว่า แบรนด์โจจิ ซีเคร็ท ยัง มี กันแดดที่วางขายอยู่แล้วในท้องตลาด ทั้ง Face และ Body Sunscreen  แต่ด้วย เทคโนโลยี นวัตกรรมและความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โจจิเลยพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย จากผลวิจัยตลาดสกินแคร์ คาดว่าสินค้าครีมกันแดด ในปี 2025 มีแนวโน้มเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แสงแดดมีผลต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน สินค้ากันแดดจึงต้องมีนวัตกรรมเปลี่ยนไป

ปัจจุบัน น้องๆ Gen ใหม่ เริ่มใช้ครีมกันแดดตั้งแต่อายุยังน้อย และเน้นการใช้ในชีวิตประจำวันแม้อยู่ในร่ม ความต้องการในผลิตภัณฑ์กันแดด จะต้อง เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนอะ เช่น เจล น้ำ เซรั่ม และสูตรกันน้ำกันเหงื่อ เป็นต้น มีคุณสมบัติ ป้องกันรังสี UV ควบคุมความมัน ลดสิว ผิวขาวกระจ่างใส และลดเลือนริ้วรอย รวมถึงต้องตอบโจทย์ในการใช้งานกลางแจ้ง เช่น การเล่นกีฬา, การว่ายน้ำ และที่สำคัญต้องรักสิ่งแวดล้อม เป็นมิตรกับปะการัง หรือแม้แต่การใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน อาคารเรียน และออฟฟิศ ผิวเราก็ต้องได้รับการดูแล  ทางโจจิ ซีเคร็ท ยัง จึงพัฒนาสูตรที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคเพื่อดูแลลูกค้าและเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ ในตลาด และที่สำคัญให้ลูกค้าทุกคนได้ “มั่นใจทุก Activity สนุกเต็มที่ทุกกิจกรรม”

สำหรับ แบรนด์ โจจิ ซีเคร็ท ยัง เป็นกลุ่มสกินแคร์ที่วางจำหน่ายในตลาดมาประมาณ 3-4 ปี แบรนด์นี้ตั้งใจทำออกมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ในราคาจับต้องได้ ตอบโจทย์การดูแลตัวเองครบทุกหมวด ตั้งแต่ ศีรษะจรดเท้า อาทิ แชมพู ทรีตเมนต์หมักผม เซรั่ม กันแดด มาส์กหน้า น้ำหอม และคอลลาเจน ส่วน แบรนด์ เลม่อน มี เป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดได้ประมาณ 2 ปี เน้นเอาใจวัยรุ่น ด้วยสีสันสดใสพาสเทล ตอบโจทย์น้องๆ นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน ด้วยแพ็กเกจจิ้งและดีไซน์ที่น่ารัก สดใส’ จิ๊บ กล่าวทิ้งท้าย

-(016

MLAB เจาะตลาด ‘สปอร์ต-แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์’ รับเทรนด์ Active Lifestyle

MLAB เจาะตลาด 'สปอร์ต-แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์' รับเทรนด์ Active Lifestyle

MLAB เจาะตลาด ‘สปอร์ต-แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์’ รับเทรนด์ Active Lifestyle

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

เมนทาแกรม ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า สปอร์ต-แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ จัดเอ็กซ์คลูซีฟอีเว้นท์ เปิดตัว MLAB มัลติแบรนด์สโตร์ใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด “Meet Your Unmet” ที่ MLAB ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านมัลติแบรนด์ แต่เป็นเหมือนศูนย์รวมแบรนด์สปอร์ต-แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ ที่รวบรวมสินค้ากีฬาประสิทธิภาพสูง แฟชั่นไลฟ์สไตล์ และอุปกรณ์เสริมระดับพรีเมียมจากทั่วโลก ตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบค้นหาสิ่งที่พิเศษ และน่าตื่นเต้น โดย MLAB จะเป็นที่แรกเมื่อมีความต้องการหาสินค้าที่ยังไม่เคยเจอ หรืออยากเจอสิ่งใหม่ๆ เพราะแบรนด์ที่ MLAB คัดสรรมานั้นล้วนมีสตอรี่ที่น่าสนใจ ดีไซน์ไม่ซ้ำ MLAB พร้อมเดินหน้าขยายสาขาอีกกว่า 5 แห่ง ในศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อตอบรับกระแสการเติบโตของตลาด Active Lifestyle และเทรนด์ Athleisure ที่กำลังมาแรง

นายณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด กล่าวว่า “MLAB ไม่ใช่เพียงแค่ร้านค้าปลีก แต่คือแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงสินค้า Sport-Active Lifestyle เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอสินค้าที่ดีที่สุด พร้อมสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างให้กับลูกค้า ผ่านการคัดสรรสินค้าอย่างพิถีพิถัน และบริการที่ตอบโจทย์ในทุกมิติ เราเชื่อว่าการสร้าง ‘Destination for the Unconventional’ จะทำให้ MLAB เป็นมากกว่าร้านค้า แต่เป็นพื้นที่ที่รวมเอาความหลงใหลในกีฬา แฟชั่น และไลฟ์สไตล์มาไว้ด้วยกัน MLAB พร้อมขยายตลาดและพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์กระแส Active Lifestyle และ Athleisure ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

MLAB: กลยุทธ์ธุรกิจที่แตกต่างเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในตลาด

MLAB ไม่เพียงเป็นร้านค้าปลีกสินค้า Sport-Active Lifestyle แต่ยังเป็น Lifestyle Hub ที่คัดสรรสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ระดับโลก ทั้งในแง่ของความหลากหลาย นวัตกรรม และประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่าง โดยใช้ 4 กลยุทธ์หลัก ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่

1.        Exclusive Multi-Brand Experience – เพิ่มตัวเลือกสินค้าและแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

MLAB วางแผนขยายพอร์ตสินค้าด้วยการเพิ่มแบรนด์ชั้นนำใหม่ที่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาสินค้า Sport-Active Lifestyle แบบพรีเมียมและแตกต่างจากตลาดทั่วไป ปัจจุบัน MLAB เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก เช่น On รองเท้าวิ่งที่มีเทคโนโลยี CloudTec®, Sunski แว่นกันแดดผลิตจากวัสดุรักษ์โลกจากซานฟรานซิสโก, Flower Mountain แบรนด์รองเท้าแฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่น มาพร้อมความสวยงามที่ได้แรงบนดาลใจจากธรรมชาติผ่านงานฝีมือ Birkenstock รองเท้าแตะจากเยอรมนีที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์เหนือกาลเวลาและความสบาย Athletics FTWR รองเท้าที่ผสานแฟชั่นเข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน Hyperice อุปกรณ์ฟื้นฟูร่างกายที่มาในรูปแบบของเครื่องนวดที่มีให้เลือกหลายรุ่นหลายขนาด และ Cannondale แบรนด์จักรยานที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยี

2.        Curated Selections – คัดสรรสินค้าให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

 MLAB คัดเลือกสินค้าด้วยแนวคิด “Personalized Shopping” เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นพบสินค้าที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกซื้อสินค้า แต่เป็นการ ได้ทดลองสิ่งใหม่ และค้นพบสไตล์ของตัวเอง ทีมผู้เชี่ยวชาญของ MLAB พร้อมให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าและประสบการณ์ที่ดีที่สุด

 3.        Community & Engagement – สร้างแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงคนรัก Sport-Active Lifestyle

 MLAB ไม่ได้เป็นเพียงร้านค้า แต่เป็น Community Space สำหรับคนที่ชื่นชอบ Sport-Active Lifestyle และการออกกำลังกาย ที่สามารถมาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนไอเดียซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ MLAB ยังมีแผนจัด Exclusive Events, Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก และเวิร์กช็อปพิเศษ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

4.    Expansion & Accessibility – ขยายสาขาและช่องทางการจำหน่าย รองรับกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศและต่างชาติ

 MLAB ตั้งเป้าขยายสาขาในศูนย์การค้าชั้นนำและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกที่สุด ปัจจุบันมี 12 สาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, แฟชั่นไอส์แลนด์, เมกาบางนา, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์บางกะปิ, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลเวสเกต, สเปลล์รังสิต, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ และเซ็นทรัลเฟิสติวัลภูเก็ต  พร้อมแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ MLAB ยังขยายไปสู่ตลาดออนไลน์ด้วยแพลตฟอร์ม O2O (Offline-to-Online) ที่เชื่อมโยงกับร้านค้าออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ

“MLAB ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาและปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด Sport-Active Lifestyle ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เรามองเห็นโอกาสในการเติบโตอีกมาก และพร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อยกระดับการดำเนินงานและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์” คุณชนภัฏ จาตุรงคกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด กล่าว

MLAB กับอนาคตของตลาด Sport-Active Lifestyle ในไทย

MLAB ตั้งเป้าตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ Active Lifestyle Seekers อายุ 35-55 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูง และ Trend Enthusiasts อายุ 23-34 ปี กลุ่มคนที่ติดตามเทรนด์แฟชั่น สนใจนวัตกรรม และมองหาสินค้าที่สะท้อนตัวตน โดยในครั้งนี้ MLAB พรีเซนต์ความเป็น Sport-Active Lifestyle ผ่านงานเอ็กซ์คลูซีฟอีเว้นท์ร่วมกับนักแสดงและศิลปินสุดฮอตแห่งยุค “เจมีไนน์ – นรวิชญ์ เลิศบำรุงชัย” มาร่วมแชร์มุมมองการแต่งตัวในแบบของตัวเอง

ธนรักษ์ ธนันต์มณี กรรมการบริหารฝ่ายการเงินบริษัท เมนทาแกรม จำกัด “จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าธุรกิจค้าปลีกในปี 2568 จะเติบโต 3.0% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.3 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มค้าปลีก Modern Trade มีแนวโน้มขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 45% ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือ กระแส Active Lifestyle และเทรนด์การออกกำลังกายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยจาก McKinsey & Company ระบุว่าตลาดสินค้ากีฬาและ Activewear ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี เนื่องจาก ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ และมองหาเสื้อผ้าและรองเท้าที่ผสานดีไซน์กับฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงเทรนด์ Athleisure หรือ การนำรองเท้ากีฬาและเสื้อผ้าแนวสปอร์ตมาผสมผสานเข้ากับแฟชั่นลำลอง กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งทำให้สินค้ากลุ่ม Sport – Active Lifestyle เป็นที่ต้องการมากขึ้นทั้งในตลาดไทยและระดับสากล” กล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม และอัปเดทสินค้าได้ที่: Instagram: @mlab.store และ Facebook: MLAB

-(016)

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ และ และพระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ และ และพระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ และ และพระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ณ พระอุโบสถ วัดราชนัดดารามวรวิหาร โดยก่อนเริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ คณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาม สภากาชาดไทย ได้ร่วมวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ณ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์อีกด้วย

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี และได้รับความเมตตาจาก พระเทพวิสุทธิเวที เจ้าอาวาสวัดราชนัดรามวรวิหาร ให้ พระศรีปริยัติวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์รวม 10 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ คณะทำงาน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯตลอดจนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง คือการร่วมกัน ระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ ตลอดระยะเวลา 28 ปี มูลนิธิฯปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน'”

วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2389 ตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเป็นเกียรติแก่พระราชนัดดา คือ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี มีศาสนสถานที่สำคัญภายในวัด อาทิ พระอุโบสถ เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีโดยมียังมีเครื่องหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องมีเครื่องลำยองประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ การก่อสร้างเป็นรูปแบบที่นิยมในรัชกาลที่ 3 มี พระเสฏฐตมมุนี เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระพุทธมหาโลหาภินันทปฏิมา พระประธานในพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร โดยหล่อจากทองแดงที่ขุดได้จำนวนมากจากอำเภอจันทึก จังหวัดนครราชสีมา โลหะปราสาท ซึ่งรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นแทนการสร้างเจดีย์ นับเป็นโลหะปราสาทแห่งแรกของไทย โดยสร้างเป็นอาคาร 7 ชั้น มียอดปราสาท 37 ยอด หมายถึงโพธิปักขิยธรรมในพระพุทธศาสนา 37 ประการ ยอดปราสาทชั้น 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กลางปราสาทเป็นช่องกลวง มีบันไดเวียน 67 ขั้น ให้เดินขึ้นไปดูทิวทัศน์ข้างบนได้

Carmina ต้อนรับเชฟ ‘โจเซฟ ดาบาห์’ ยกเครื่องเมนูใหม่ ผสานรสชาติสากลเข้ากับจิตวิญญาณลาติน

Carmina ต้อนรับเชฟ ‘โจเซฟ ดาบาห์’  ยกเครื่องเมนูใหม่ ผสานรสชาติสากลเข้ากับจิตวิญญาณลาติน

Carmina ต้อนรับเชฟ ‘โจเซฟ ดาบาห์’ ยกเครื่องเมนูใหม่ ผสานรสชาติสากลเข้ากับจิตวิญญาณลาติน

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

สุขุมวิท 20 : Carmina Latin Cuisine & Bar ร้านอาหารละตินสมัยใหม่ ในโครงการ Mille Malle ซอยสุขุมวิท 20 ต้อนรับเชฟ โจเซฟ ดาบาห์ (เชฟโจ) หัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ ที่จะมายกระดับการปรุงอาหารของ Carmina  ให้เข้าสู่หัวใจของอาหารลาติน ที่ซึ่งอาหารรสชาติสากลจะพบกับจิตวิญญาณลาตินอย่างแท้จริง

ด้วยภูมิหลังที่หลากหลายและความเชี่ยวชาญในการการทำอาหารของเชฟโจ ซึ่งเกิดที่เลบานอน ในปี 2528 จากคุณพ่อชาวซีเรียและคุณแม่ชาวไทย ได้กำหนดมุมมองด้านอาหารที่โดดเด่นของเขา การเดินทางจากเลบานอนสู่ประเทศไทย ซึ่งแวะพักที่เมืองดูไบและซีเรีย ทำให้เขาเข้าใจรสชาติของตะวันออกกลาง เลแวนติน เอเชีย และลาติน อย่างลึกซึ้ง

ในประเทศไทย ศิลปะการทำอาหารของเชฟโจได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และรสชาติ เขาได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 เชฟอาหารลาตินที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภูเก็ต และเป็นเชฟชาวตะวันออกกลาง เลบานอน และเลแวนตินที่ดีที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย  รวมทั้งยังมีชื่อเสียงในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาหารทะเลมังสวิรัติที่ดีที่สุดในภูเก็ต และยังเป็นเชฟคนแรกที่ยกระดับอาหารริมทางในตำนานอย่าง  hummus และ falafel  ซึ่งเป็นสูตรคุณยายของเขา สู่ศิลปะการทำการชั้นเลิศ ที่ Carmina  เชฟโจพร้อมที่จะนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารละติน ตะวันออกกลาง และเอเชีย มาเสิร์ฟพร้อมกับรสชาติที่สดใสร่าเริงของละตินสมัยใหม่ ปรัชญาการทำอาหารของเขาเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง นอกจากจะมอบประสบการณ์การทานอาหารที่โดดเด่นและสนุกสนานแล้ว  เราจะสัมผัสได้ถึงมนต์วิเศษในการทำอาหารของเขา ที่ซึ่งรสชาติอันเป็นสากลจะพบกับจิตวิญญาณลาตินอย่างแท้จริง

นักดื่มต้องไม่พลาดกับคอกเทลของที่นี่ นอกจากความหลากหลายของรสชาติที่ลงตัวกับอาหารแล้ว ยังมีดนตรีสดในช่วงสุดสัปดาห์ ให้ได้เพลิดเพลินและสนุกสนานในบรรยากาศลาตินขนานแท้อีกด้วย

Carmina Latin Cuisine & Bar ตั้งอยู่ในโครงการ Mille Malle ซอยสุขุมวิท 20 เปิดทุกวัน 11:00 – 23:00 น. สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่โทร.095 726 1110 หรือที่ Facebook และ Instagram : carminabkk

-(016)

ผลงานรางวัลผีเสื้อทองคำจากไต้หวัน สร้างความประทับใจผู้อ่านในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ

ผลงานรางวัลผีเสื้อทองคำจากไต้หวัน สร้างความประทับใจผู้อ่านในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ

ผลงานรางวัลผีเสื้อทองคำจากไต้หวัน สร้างความประทับใจผู้อ่านในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติกรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 23 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฝ่ายวัฒนธรรม สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมหนังสือจากไต้หวันภายใต้หัวข้อ “2025 Books from Taiwan ผีเสื้อทองโบยบินสู่กรุงเทพฯ” ที่บูธ T02 จัดแสดงผลงานจากโครงการแปลหนังสือที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน รวมถึงผลงานที่ได้รับรางวัลผีเสื้อทองคำ (Golden Butterfly Award) รางวัลด้านการออกแบบสิ่งพิมพ์ของไต้หวัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 มีนาคม 2568 ยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาโดยได้รับเกียรติจากเจ้าของผลงานรางวัลผีเสื้อทองคำ ประจำปี 2025 อย่างคุณอู๋รุ่ยเจ๋อ (Jui-Che Wu) และคุณหยางซื่ออี้ (Shih-Yi Yang) เจ้าของหนังสือขายดีในหมวดงานศิลปะเรื่อง “Happiness Without Thresholds” ผู้มีผลงานศิลปะการออกแบบที่ดึงดูดสายตาชาวไทยไม่ว่าจะเป็นผู้อ่านหรือสำนักพิมพ์ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับผลงานของตนกับนักออกแบบหนังสือชาวไทยชื่อดังอย่างคุณกนกมาศ มัทนารมยกิจ (Kias Matt) และคุณวรรณประภา ตุงคะสมิต (COLLAGECANTO)

ต่งซือฉี รองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานว่า ฝ่ายวัฒนธรรม สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ตั้งแต่ปี 2020 โดยได้นำหนังสือจากไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม การ์ตูน หนังสือภาพ มาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งสำนักพิมพ์และผู้อ่านชาวไทย และในปีนี้จะนำเสนอเทรนด์ใหม่ของสื่อสิ่งพิมพ์ไต้หวันผ่านงานศิลปะการออกแบบหนังสือที่ได้รับรางวัลผีเสื้อทองคำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะสัมผัสได้ถึงศิลปะและความสร้างสรรค์ในการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน โดยคุณดวงพร สุทธิสมบูรณ์ อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เห็นว่าศิลปะการออกแบบหนังสือของไต้หวันนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมาก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเสวนาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จะทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทยให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายของวันที่ 29 มีนาคม ได้มีการจัดกิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อดึงดูดผู้ประกอบการจากวงการสำนักพิมพ์และนักออกแบบสร้างสรรค์ชาวไทย ซึ่งกิจกรรมได้รับการตอบรับอย่างดีจากสมาชิกชมรมอ่านหนังสือ “泰友緣  Thai Amulets” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อ่านชาวไต้หวันที่อาศัยอยู่ในไทยรวมถึงผู้อ่านทั่วไป ในกิจกรรมเวิร์กชอปนี้ คุณอู๋รุ่ยเจ๋อได้นำเสนอผลงาน “Dancing is to make movements” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลานชายของเขา โดยผลงานชิ้นนี้ผสมผสานหุ่นตุ๊กตากระดาษและโน้ตเพลงเพื่อถ่ายทอดการเต้นรำ เขากล่าวว่าหลังจากหนังสือได้รับการตีพิมพ์ เขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อ่านรุ่นเยาว์เกี่ยวกับวิธีการอ่านที่สร้างสรรค์และน่าสนใจ ส่วนคุณหยางซื่ออี้ ได้แบ่งปันเกี่ยวกับผลงานของเขาที่สะท้อนถึงความห่วงใยต่อมนุษย์ และทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความสุข ผลงานของเขานั้นไม่เพียงแต่แสดงถึงความงดงามทางสายตา แต่ยังชักจูงให้ผู้ชมพบกับความงามในชีวิตประจำวัน โดยการแบ่งปันผลงานและการมีปฏิสัมพันธ์ที่กระตือรือร้นของทั้งสองศิลปินทำให้ผู้อ่านและผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปทุกคนต่างรู้สึกประทับใจและได้รับรู้ถึงเสน่ห์ของหนังสือจากไต้หวัน

 -(016)

เอ็ม ดิสทริค ชวนอิ่มอร่อยรับลมร้อน ‘EMDINING SUMMERLICIOUS’

เอ็ม ดิสทริค ชวนอิ่มอร่อยรับลมร้อน ‘EMDINING SUMMERLICIOUS’

เอ็ม ดิสทริค ชวนอิ่มอร่อยรับลมร้อน ‘EMDINING SUMMERLICIOUS’

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.54 น.

เอ็ม ดิสทริค โดยศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ ชวนอิ่มอร่อยกับเมนูดับร้อนรับซัมเมอร์ที่ EMDINING ศูนย์รวมร้านอาหารชื่อดังระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ซึ่งคัดสรรเมนูพิเศษหลากหลายสไตล์ทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น และตะวันตก ให้คุณได้อิ่มอร่อยแบบจัดเต็ม ในแคมเปญ “EMDINING SUMMERLICIOUS” รวมร้านอาหารชั้นนำทั่วโลกพร้อมเมนูรับซัมเมอร์ที่คุณไม่ควรพลาด อาทิ ร้าน A KEEN HOUSE, DROP BY DOUGH, IKEA RESTAURANT & CAFÉ, MOZZA BY COCOTTE, NARA THAI CUISINE, PAUL, SCOOZI URBAN PIZZA และ THE MATCHA TOKYO เป็นต้น ระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2568 ที่ เอ็ม ดิสทริค  

เริ่มต้นที่ HELIX SKY DINING ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กับร้าน “Nara Thai Cuisine” บนชั้น 7 ด้วย เมนูเซตข้าวแช่ตำรับนารา เมนูพิเศษแห่งฤดูร้อนที่ได้รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ทั้งวิธีการทำและการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพชั้นเยี่ยม โดยใช้ข้าวออร์แกนิกพิเศษ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 10 ชนิด ได้แก่ พริกหยวกยัดไส้หมู, ลูกกะปิปั้นทอด, ปลายี่สนผัดหวาน, พริกแห้งบางช้างทอดสอดไส้ปลาช่อน, ไข่เค็มมุกมณี, กุ้งหวานไชยา, ไชโป๊แผ่นหน้าหมู, หัวหอมยัดไส้ทอด, ไชโป๊เส้นผัดหวาน และหมูหวานฝอย ร่วมด้วยเครื่องว่าง อย่าง แตงโมปลาแห้ง และพิเศษกับ ช่อม่วง ของว่างสูตรพิเศษเฉพาะที่ร้าน Nara Thai Cuisine เท่านั้น

อีกหนึ่งร้านห้ามพลาดสำหรับซัมเมอร์นี้! กับร้าน “On The Table” ที่ทางร้านเสิร์ฟความสดชื่นด้วยเมนูของว่างสุดพิเศษ อย่าง Yuzu Berry Cheese Parfait พาร์เฟต์ยูซุเบอร์รีชีส รสหวานอมเปรี้ยว ช่วยเติมความสดชื่น เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานรับหน้าร้อนที่อยากให้ทุกคนได้ลอง ขยับลงมาที่ ชั้น 6 กับร้าน “KUB KAO’ KUB PLA (ร้านกับข้าว’ กับปลา)” ร้านอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม ชวนทุกคนมาชิมเมนูของหวานแสนอร่อยที่นำผลไม้ไทยขึ้นชื่อ อย่าง “มะยงชิด” มาดัดแปลงเป็นเค้กสไตล์ฝรั่งกับเมนู  ชีสเค้กมะยงชิด เนื้อชีสเค้กเนียนนุ่มตกแต่งด้วยเนื้อมะยงชิดสดชิ้นใหญ่เต็มคำ และราดซอสมะยงชิดหวานๆ เพิ่มความสดชื่น ส่วนที่ ชั้น G ร้าน “Mozza by Cocotte” ร้านอาหารอิตาเลียนโฮมเมดชื่อดังที่ซัมเมอร์ครั้งนี้ เสิร์ฟเมนู Seafood Spaghetti ด้วยส่วนผสมที่ลงตัว อย่าง ไวน์ขาว, กุ้งย่าง, หอยเชลล์, หอยกาบ, หอยแมลงภู่ และน้ำมันพาร์สลีย์ ทำให้กลายเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆ คน

ข้ามมาที่ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ชวนทุกคนมาเติมความหวานที่ร้าน “A KEEN HOUSE” ชั้น G กับเมนู เลมอนเครมบรูเล ที่ทางร้านใช้เลมอนทั้งลูกมาเคี่ยวกับใบเสจเพื่อให้ได้กลิ่นอโรม่า แล้วตีครีมจนเป็นเนื้อนวลชวนรับประทาน ใครที่ได้ชิมเมนูนี้รับรองว่าต้องหลงใหลอย่างแน่นอน เพราะทั้ง หอม หวาน เปรี้ยว แถมสดชื่น ภายในคำเดียว ทางด้าน IKEA SWEDISH RESTAURANT & CAFÉ ชั้น 3 เสิร์ฟเมนู “ส้มตำแซลมอน” ที่ผสมผสานวัตถุดิบยอดนิยมของสวีเดนอย่างแซลมอนฟิลเลย์กับรสชาติจัดจ้านสลัดไทย อย่าง ส้มตำ เข้ากันอย่างลงตัว เพิ่มดีกรีความฮอตในช่วงซัมเมอร์นี้ ปิดท้าย กับร้าน “THE MATCHA TOKYO” ที่ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และชั้น GM ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ชวนทุกคนมาสัมผัสความอร่อยกับเมนู มัทฉะมะม่วง ลาเต้ ด้วยส่วนผสมของมัทฉะเข้มข้น ที่นำมาผสมผสานเข้ากับซอสมะม่วงและเนื้อมะม่วง ทำให้ได้สัมผัสใหม่ที่แตกต่างแต่เข้ากันอย่างลงตัว

เพลิดเพลินกับเมนูดับร้อนต้อนรับซัมเมอร์ในแคมเปญ “EMDINING SUMMERLICIOUS” พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์มากมาย และส่วนลดพิเศษสำหรับทุกคน ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568 ที่ เอ็ม ดิสทริค ห้ามพลาด! กิจกรรมคลายร้อนอื่นๆ อีกมากมาย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook : Emporium Emquartier และ Emsphere at EM District หรือ LINE @EMDISTRICT

‘Take Care Salon of Beauty’ ฉลอง 31 ปี เปิดโซนใหม่ ‘Timeless Beauty, Endless Trust’ สู่มิติใหม่ของบิวตี้ซาลอนไทย

‘Take Care Salon of Beauty’ ฉลอง 31 ปี เปิดโซนใหม่ ‘Timeless Beauty, Endless Trust’ สู่มิติใหม่ของบิวตี้ซาลอนไทย

‘Take Care Salon of Beauty’ ฉลอง 31 ปี เปิดโซนใหม่ ‘Timeless Beauty, Endless Trust’ สู่มิติใหม่ของบิวตี้ซาลอนไทย

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.51 น.

Take Care Salon of Beauty ศูนย์บริการความงามครบวงจรที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนาน ฉลองครบรอบ 31 ปี แห่งความงามที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเปิดตัวโซนใหม่เพิ่มความเป็นส่วนตัวเอ็กซ์คลูซีฟ สะท้อนถึงมาตรฐานบริการระดับพรีเมียม ยกระดับก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล บนคอนเซ็ปต์ “Timeless Beauty, Endless Trust” ความงามที่ไร้กาลเวลา ความไว้วางใจไม่มีที่สิ้นสุด ตอบโจทย์เทรนด์บิวตี้ซาลอนยุคใหม่ ชี้ Personalized Beauty เทรนด์เสริมความงามเฉพาะบุคคล กับนวัตกรรมเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือกุญแจสำคัญส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ ขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน

สุวรรณา ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง Take Care Salon of Beauty กล่าวว่า โอกาสฉลองครบรอบ 31 ปี Take Care Salon of Beauty ครั้งนี้ มาพร้อมการอัปเกรดพื้นที่บริการระดับพรีเมียม เปิดตัวโซนใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟสาขาสุขุมวิท 35 โดยออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูงสุด มอบทุกสัมผัสของการดูแลที่ “เป็นมากกว่าความงาม แต่เป็นการผ่อนคลายที่เหนือระดับ” รับเทรนด์ Personalized Beauty ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรมาพิเศษปลอดภัยมีมาตรฐาน และทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลอย่างมืออาชีพ

พร้อมเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำบิวตี้ซาลอนไทย มองอุตสาหกรรมความงามและบิวตี้ซาลอนไทยคือโอกาส จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับเทรนด์ความงามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดนี้ยังคงมีศักยภาพสูงในการขยายตัว เตรียมแผนเดินหน้ายกระดับความงามที่ครบวงจรสู่การเติบโตที่ยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและบริการแบบพรีเมียม ตอบโจทย์เทรนด์บิวตี้ยุคใหม่ Personalized Beauty สร้างความแตกต่างและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว  ภายใต้แนวคิด “Timeless Beauty, Endless Trust” ความงามที่ไร้กาลเวลา ความไว้วางใจไม่มีที่สิ้นสุด

“ตลอดระยะเวลา 31 ปีที่ผ่านมา Take Care Salon of Beauty เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและได้รับความไว้วางใจจากผู้เข้ามาใช้บริการเสมอมา จาก DNA ความมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาการให้บริการด้วยใจ ผสานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ควบคู่การคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Take Care Salon of Beauty ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ (Loyalty Customers) มาโดยตลอด” สุวรรณา กล่าว

สิรภัทร พิลาสาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Take Care Salon of Beauty กล่าวว่า  โดยหัวใจสำคัญ Take Care Salon of Beauty ในบริการที่เหนือระดับ ก้าวสู่ศูนย์ความงามมาตรฐานระดับสากลประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ Private Service: บริการที่ออกแบบมาเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด ดูแลลูกค้าแบบตัวต่อตัว ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยมาตรฐานระดับสากล Exclusive Experience: 31 ปีที่รวมศาสตร์และศิลป์แห่งการปรนนิบัติ มอบสัมผัสแห่งความหรูหราและเหนือระดับ และ Innovative Beauty: คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตอบโจทย์ความต้องการขอผู้ใช้บริการ

และยังตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่น สีผม ด้วยความร่วมมือต่อเนื่องปีที่ 2 กับ Fiole แบรนด์ทำสีผมชั้นนำจากญี่ปุ่น ซึ่ง Take Care Salon of Beauty เป็นซาลอนแรกและแห่งเดียวในไทยที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งเป็นจุดที่สะท้อนถึงความใส่ใจ ทั้งผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้บริการ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ ทำสีผมลด 31% ด้วยผลิตภัณฑ์ Fiole จากญี่ปุ่น   และแพ็กเกจสมาชิกสุดคุ้ม มอบสิทธิพิเศษและบริการเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก

“อย่างไรก็ดี Take Care Salon of Beauty ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่สำหรับการดูแลความงาม แต่ยังเป็นศูนย์รวมแห่งความผ่อนคลาย และการปรนนิบัติอย่างมืออาชีพ ที่มอบความมั่นใจให้กับผู้เข้ามาใช้บริการเสมอมา กับทุกบริการด้วยใจ เป็นมากกว่าความงาม แต่เป็นประสบการณ์ที่ไร้กาลเวลา สร้างความมั่นใจและความไว้วางใจกับผู้ที่เข้ามาใช้บริการตลอดไป” สิรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.takecarebeauty.com/ หรือบนเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/takecarebeautysalon/ หรือโทร 0-2026-6431

-(016)

ทีมเยาวชนไทย คว้าเหรียญทอง ‘Second prize Award’ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากเวที I-FEST² 2025

ทีมเยาวชนไทย คว้าเหรียญทอง 'Second prize Award' สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากเวที I-FEST² 2025

ทีมเยาวชนไทย คว้าเหรียญทอง ‘Second prize Award’ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากเวที I-FEST² 2025

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.47 น.

ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย กระหึ่มโลกคว้ารางวัลเหรียญทองพร้อม Second prize Award สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพจากผลงาน “วิธีการกำจัดผักตบชวาทางชีวภาพแบบใหม่” ในเวทีการแข่งขัน I-FEST² 2025 ประเทศตูนีเชีย ที่มีกว่า 400 โครงงานจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกเข้าชิงชัย ขณะที่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยและร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์คว้า 2 เหรียญเงิน “ผศ.ดร.รวิน” ชื่นชมเยาวชนไทยทั้ง 3 ทีมสร้างชื่อให้ประเทศไทย

ทีมเยาวชนไทยจากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย คว้ารางวัลเหรียญทอง (Gold Medals) และ Second prize Award (Top 3) สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพในการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ The International Festival of Engineering Science and Technology (I-FEST²) 2025 จัดโดย TUNISIAN ASSOCIATION FOR THE FUTURE OF SCIENCES AND TECHNOLOGY ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยี  กระทรวงเยาวชน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยว MILSET AFRICA และ BRISEC ระหว่างวันที่ 21-27 มี.ค.2568 ณ สาธารณรัฐตูนิเซีย ซึ่งมีผลงานร่วมชิงชัยกว่า 400 โครงงานจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก จากผลงาน “โครงงานวิธีการกำจัดผักตบชวาทางชีวภาพแบบใหม่ที่ผสานประสิทธิภาพของด้วงผักตบชวาและเชื้อราก่อโรคอย่างเหมาะสม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เยาวชนไทยคิดค้นขึ้น โดยใช้ระบบอัตโนมัติล่อด้วงผักตบชวาให้ติดเชื้อรา Alternaria sp. เมื่อด้วงกินผักตบชวา เชื้อราจะแพร่กระจายและกำจัดผักตบชวาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวิธีที่คุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยมีสมาชิกในทีม คือนายพิธิวัฒน์  ฉิมพลี ชั้น ม.6.1 นายธนภัทร สมญาพรเจริญชัย ชั้น ม.6.1 น.ส.ณัฎฐ์ชฎา คำดี ชัิน ม.5.2 และนายเกียรติศักดิ์ อินราษฎร ครูที่ปรึกษา

นอกจากนี้ ยังมีผลงานของทีมเยาวชนไทยที่คว้าอีก 2 เหรียญเงิน จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากผลงาน “โครงงานการตรวจหาภาวะตาขี้เกียจในเด็กโดยเทคนิคการวัดความหนาแน่นของเส้นเลือดจอประสาทตาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับการบำบัดการทำงานร่วมกันของดวงตาผ่านเครื่องจำลองภาพเสมือนจริง” โดยมีสมาชิกในทีม คือ นายธรรมนิตย์ ไชยภัทรสุทธิกุล นายวิชญ์อภิรักษ์คุณวงศ์ นายศิรพัฒน์ จิตสำราญ และนางสาวสุวรรณา อัมพรดนัย ครูที่ปรึกษา และจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากผลงาน “โครงงานนวัตกรรมสารเคลือบหลุมร่องฟันที่ซ่อมแซมเนื้อฟันและลดโอกาสการผุซ้ำ” สมาชิกในทีม คือ นางสาวนิชาภา จัมปากะนันท์  นางสาวพัชร์พิชา เลิศวิสิฐพล นายยศวีร์ วรภาสไพบูลย์ และนางสุภานันท์ สุจริต ครูที่ปรึกษา

ทั้งนี้ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ได้กล่าวแสดงความยินดีกับเยาวชนที่ได้รับรางวัล ว่า ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนไทยทั้ง 3 ทีมที่ได้รับรางวัลถือเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่หาไม่ได้ง่าย ๆ การสนับสนุนและผลักดันเยาวชนไทยให้มีส่วนร่วมในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายของกระทรวง อว.และ NSM ที่มุ่งสร้างศักยภาพของเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย เพื่อก้าวสู่บทบาทพลเมืองของโลกได้อย่างมีคุณภาพ นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

ด้าน ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM ซึ่งได้ร่วมเดินทางไปกำลังใจทีมเยาวชนภายในการแข่งขันฯ กล่าวว่า กระทรวง อว.โดย NSM ร่วมกับ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งทีมเยาวชนไทยเข้าร่วมทั้งหมด 3 ทีม ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม เพื่อสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ และส่งเสริมเยาวชนในการพัฒนากระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ รวมถึงพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารวิทยาศาสตร์ 

ขณะที่ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ทีมเยาวชนที่เข้าร่วมในครั้งนี้ คัดเลือกผลงานมาจากเวทีการประกวดระดับประเทศ ได้แก่ ค่ายเวทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 20 Thailand Young Scientist Festival (TYSF) และการประกวดนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24 (Thailand Innovation Award)” ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีและชื่นชมเยาวชนทุกคนที่ได้มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่จนได้คว้ารางวัลมาได้สำเร็จ ในปีนี้ผลงานของทีมเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย หวังว่าจะสามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคมวิทยาศาสตร์ให้ยั่งยืนต่อไป

น.ส.ณัฎฐ์ชฎา คำดี หนึ่งในตัวแทนทีมเยาวชน รร.ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ กล่าวว่า สำหรับแรงบันดาลใจของการพัฒนาโครงงานฯ นี้มาจากการได้สังเกตเห็นผักตบชวาที่กระจายตัวอยู่ในแหล่งน้ำใกล้บ้าน จึงเกิดความคิดในการหาวิธีการกำจัดผักตบชวาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ และพวกเราทุกคนรู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและมีคุณค่าอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ นอกจากความสุขจากการได้รับรางวัล สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการที่เราได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างชาติ และได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายจากหลายประเทศทั่วโลก การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังช่วยให้โครงงานของเราได้รับความสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้น พวกเราขอขอบคุณทาง NSM สมาคมวิทยาศาสตร์ รวมถึงคุณครูและเพื่อน ๆ ทุกคนที่คอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือจนเรามาถึงจุดนี้ได้สำเร็จ

-(016)