เปิด MOU ‘อุ๊งอิ๊งค์’สักขีพยาน ไทยลงนามร่วมกัมพูชา

เปิด MOU 'อุ๊งอิ๊งค์'สักขีพยาน ไทยลงนามร่วมกัมพูชา

เปิด MOU ‘อุ๊งอิ๊งค์’สักขีพยาน ไทยลงนามร่วมกัมพูชา

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.54 น.

75ปีความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา  ลงนามเอกสารสำคัญ 7 ฉบับ ขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการพัฒนา ยืนยันผลประโยชน์เพื่อประชาชนของทั้งสองประเทศ 
 
วันที่  23 เมษายน 2568 เวลา 11.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงพนมเปญ ซึ่งเท่ากับกรุงเทพฯ) ที่ห้องมะลิ ชั้น 2 วิมานสันติภาพ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนด (Samdech Moha Borvor Thipadei HUN Manet) นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง จำนวน 7 ฉบับ ได้แก่  

1. บันทึกความตกลงว่าด้วยกรรมสิทธิ์ การใช้ การบริหาร และการบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน – สตึงบท) (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Management, Maintenance, and Usage of Thailand – Cambodia Friendship Bridge (Ban Nong Ian – Stung Bot))

2. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน (Memorandum of Understanding between the Ministry of Natural Resources and Environment of the Kingdom of Thailand And the Ministry of Environment of the Kingdom of Cambodia On Transboundary Environmental Pollution Cooperation)

3. หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา – ไทย (Exchange of Notes between Thailand
International Cooperation Agency, Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand and Directorate General of Technical Vocational Education and Training on Revision of Agreement for the Establishment of the Cambodian – Thai Skill Development Center)

4. บันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (Agreement on the Employment Workers between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia)

5. บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยความร่วมมือเรื่องแรงงานและการจัดทำข้อตกลงด้านการจ้างงานไทย – กัมพูชา (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on Labour Cooperation)

6. บันทึกการหารือ สำหรับการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา สำหรับงานออกแบบรายละเอียดโครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 57 (บ้านผักกาด – บ้านปรม จังหวัดไพลิน – ถนนหมายเลข 5 จังหวัดพระตะบอง) ราชอาณาจักรกัมพูชา (Record ofDiscussion between the Neighbouring Countries Economic Development Cooperation Agency (Public Organisation) of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Public Works and Transport of the Kingdom of Cambodia for the Technical Assistance on the Detailed Design for the Improvement of the National Road No.57 (Section of Battambang-Prom International Border Checkpoint) Project)

7. ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Construction of the New Border Bridge at Nation Border Check Point Ban Pak Kard, Pong Nam Ron District, Chanthaburi Province)

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นประธานในพิธีเปิดตราสัญลักษณ์ครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา และการแถลงข่าวร่วมในเวลา 12.00 น. โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เดินทางมาเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา และยินดีที่ได้ร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดีฮุน มาแนด เปิดตัวตราสัญลักษณ์เพื่อเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ในวันนี้ได้มีการหารืออย่างเป็นกันเองและสร้างสรรค์ และต่างแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะกระชับความร่วมมือ บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยได้หารือกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

1) การยืนยันถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยยินดีที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อให้ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวก่อประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงยินดีต่อการเปิดสถานกงสุลใหญ่ไทยที่จังหวัดเสียมราฐ และการเปิดสถานกงสุลใหญ่กัมพูชาที่จังหวัดสงขลาในอนาคตอันใกล้ 

2) การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคง โดยสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางทหารให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกระดับ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สำหรับความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานตำรวจในการปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และจะส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อขจัดเครือข่ายอาชญากรรมให้หมดจากพื้นที่ชายแดน 

พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยมลพิษสิ่งแวดล้อมข้ามแดนในวันนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับมลพิษฝุ่น PM2.5 ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานของทั้งสองประเทศ

3) การเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างไม่เป็นทางการที่พื้่นที่ชายแดน ในโอกาสเปิดสะพานมิตรภาพไทย – กัมพูชา อย่างเป็นทางการ รวมถึงจะเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตลอดจนเร่งเจรจาความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนน เพื่อให้รถยนต์ส่วนบุคคลสามารถข้ามแดนได้ รวมทั้งพัฒนาบริการขนส่งสินค้าข้ามแดนทางราง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงสองประเทศ และในภูมิภาคต่อไป

4) การกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน จาก 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2027 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณกัมพูชาที่สนับสนุนนักลงทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน เป็นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 9 ในกัมพูชา 

นอกจากนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องประสานงานกันภายในกรอบอาเซียน เพื่อส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

5) การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และขับเคลื่อนข้อริเริ่ม “หกประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง” ให้มีความคืบหน้า รวมทั้งจะปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนเพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางข้ามแดนเพื่อการท่องเที่ยว 

6) การส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานชาวกัมพูชาในประเทศไทยผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เพื่อให้แรงงานสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เหมาะสม

7) การเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งในวันนี้ ได้มีการลงนามในเอกสารเพื่อจัดตั้งศูนย์พัฒนาทักษะแรงงานที่ปูนพนม โดยจะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา ตลอดทั้งปีนี้ เพื่อสะท้อนมิติต่าง ๆ ของมิตรภาพอันยาวนาน
 
ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวร่วม นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ณ โถงลำดวล ชั้น 1 วิมานสันติภาพ

‘เท้ง’ปิดประตูร่วม‘เพื่อไทย’สมัยนี้ กางสมการคดี 44 สส. เป็นไปได้ ‘พท.’เขี่ย‘ภท.’ออก

‘เท้ง’ปิดประตูร่วม‘เพื่อไทย’สมัยนี้ กางสมการคดี 44 สส. เป็นไปได้ ‘พท.’เขี่ย‘ภท.’ออก

‘เท้ง’ปิดประตูร่วม‘เพื่อไทย’สมัยนี้ กางสมการคดี 44 สส. เป็นไปได้ ‘พท.’เขี่ย‘ภท.’ออก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.38 น.

‘เท้ง’ยัน‘ปชน.’ไม่ร่วม‘รัฐบาล’สมัยนี้แน่นอน มอง‘สมการ’การเมืองเป็นไปได้ ‘พท.’เขี่ย‘ภท.’ออก เหตุฝ่ายค้านมีคดี 44 สส. ทำตัวเลขเปลี่ยน

23 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความเห็นถึงกระแสข่าวรัฐบาลจะผลักพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออก แล้วเอาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าไปแทน ว่า เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เอง ต้องตัดสินใจ หากจะมองต่อไป ในเรื่องสมการ และตัวเลขทางการเมือง หรือจำนวน สส.ของฝ่ายค้าน ก็ยังมีส่วนของคดี 44 สส. ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ 25 สส.ของพรรคประชาชนที่อยู่ในสภาฯ ด้วย และตัวแปรนี้ อาจส่งผลกระทบทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เราคงตอบแทนรัฐบาลไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้อย่างเต็มที่ คือการเตรียมตัวในการต่อสู้คดี และผลักดันนโยบาย ส่วนรัฐบาลจะเอาอย่างไร ก็อยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนอยากเห็น คือเสถียรภาพของรัฐบาล ในการเดินหน้าแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรให้ความชัดเจนได้มากกว่านี้

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเอาพระภูมิใจไทยออก แล้วเอาพรรคประชาชนเข้าไปแทน นายณัฐพงษ์ มองว่า ไม่น่าเป็นไปได้อยู่แล้ว เรื่องนี้น่าจะตอบได้ค่อนข้างชัด เพราะที่ผ่านมาตนยืนกรานไปหลายครั้งว่า ในสภาชุดนี้ พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่ามีการเจรจาเบื้องลึกเบื้องหลังกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ สำหรับการเลือกตั้งรอบหน้า นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงพรรคอื่นด้วย ก็ไม่มีการพูดคุยกัน เพราะก่อนก็จะมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ น่าจะอยู่ในช่วงใกล้การเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะต้องหารือกันเรื่องจุดยืน อุดมการณ์ทางการเมือง และจุดยืนในการดำเนินนโยบายต่างๆ

“ตอนนี้ยืนยันว่าอย่างไรก็ตามพรรคประชาชน ไม่มีทาง ไม่เคยมีโอกาสเข้าไปคุย และไม่คิดจะเข้าไปคุย” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายของพรรคประชาชนไม่ดุเดือดเท่าการอภิปรายในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเพราะเอาไว้ต่อรองในการเลือกตั้งรอบหน้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าจะจับหรือไม่จับกับพรรคไหน แต่พรรคประชาชนเราชัดเจนว่าต้องการเสนอนโยบายที่เป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก ยังคงยืนยันในจุดเดิม การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในขณะนี้ คือการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเชิงรุก ผลักดันกฎหมาย และยังคงเดินหน้าทำงานต่อไป ส่วนจุดยืนว่าจะจับกับใครนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า คงมีการแสดงจุดยืนชัดเจนมากกว่านี้

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคเพื่อไทยจะนำพรรคภูมิใจไทยออก และส่งผลต่อสมการทางการเมือง จนทำให้เสียงปริ่มน้ำหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้ามองตัวเลขทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ หากมีเรื่อง 44 สส.เข้ามา แต่อย่างไรก็อยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี ตนไม่สามารถตอบแทนพรรคเพื่อไทยได้

เมื่อถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในขณะนี้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แน่นอนว่าในกรอบใหญ่ หรือบริบทการค้าโลก เราอยากได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ในการไปเจรจาผลประโยชน์ประชาชน ถักประชาชนแสดงความคิดเห็นทำทุกอย่างตรงไปตรงมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้เอาทุกอย่างมาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้น คงต้องมองเป็นเรื่องๆ เรื่องไหนที่เราสนับสนุนรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประเทศ เราก็พร้อมทำงาน ถ้าเรื่องไหนที่รัฐบาลทำผิด เราก็พร้อมแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

ทุบเปรี้ยง! ‘เพื่อไทย’ร่อแร่ ‘ทักษิณ’มืดมน ไม่เกิน 4 เดือนถึงจุดสิ้นสุด

ทุบเปรี้ยง! ‘เพื่อไทย’ร่อแร่ ‘ทักษิณ’มืดมน ไม่เกิน 4 เดือนถึงจุดสิ้นสุด

ทุบเปรี้ยง! ‘เพื่อไทย’ร่อแร่ ‘ทักษิณ’มืดมน ไม่เกิน 4 เดือนถึงจุดสิ้นสุด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

ทุบเปรี้ยง! ‘เพื่อไทย’ร่อแร่ ‘ทักษิณ’มืดมน ไม่เกิน 4 เดือนถึงจุดสิ้นสุด

23 เมษายน 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “คุณทักษิณ ก็มีวันที่มืดมน เช่นกัน” มีเนื้อหาระบุว่า…

คุณทักษิณ ก็มีวันที่มืดมน เช่นกัน

ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนักในสายตาประชาชน โดยเฉพาะหลังจากที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกอุ๊งอิ๊ง แล้วยังหน้าทนเป็นตัวการ นำเสนอร่าง พรบ.กาสิโน เข้าสภาอีก โดยไม่มีการออกกฎหมายปิดช่องว่างต่างๆ ไม่ให้เกิดการฟอกเงิน รวมทั้งร่างกติกาที่จะหารายได้เข้ารัฐให้มากที่สุดตามแบบกาสิโนที่ในประเทศอื่นๆเขาทำกัน จนดูเหมือนว่า คนในรัฐบาล หรือญาติพี่น้องจะมาลงทุนหากำไรเสียเอง นอกจากนั้นยังไม่บอกอีกว่า รัฐจะต้องลงทุนทำอะไรให้กาสิโนบ้าง และเป็นเงินเท่าไร

นอกจากนี้ นโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ทำกันมาตั้งแต่รัฐบาลคุณ เศรษฐา จนถึงรัฐบาลคุณอุ๊งอิ๊ง ก็ไม่มีเรื่องไหนที่จะมุ่งไปแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนสักเรื่องเดียว

เช่น เรื่อง MOU.44 , การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบมี สสร. , การเสนอร่าง พรบ.นิรโทษกรรมโดยไม่บอกขอบเขตว่าจะจบตรงไหน , การแจกเงินคนทั้งประเทศ (ในขณะที่ไม่มีตังค์ ต้องไปตัดงบฝนหลวง งบซื้ออาวุธที่ทุกประเทศเขากำลังเพิ่มงบนี้กันทั้งนั้น , งบช่วยเหลือชาวนา-เกษตรกรก็ไม่ตั้งไว้ , ฯลฯ )

รวมถึงบทบาทของคุณ ทักษิณ ที่แสดงออกแบบครอบงำพรรคเพื่อไทย และยังดันไปแจกเป็นเงินดิจิตอลอีก ทำแบบนี้เรื่อยมาจนถึง พรบ.กาสิโน

ซึ่งเรื่อง ที่พรรคเพื่อไทยทำมาทุกเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับประชาชนเลย

ร่าง พรบ.กาสิโน แบบน่าเกลียดนี้ จึงสร้างผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย  และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆแบบเต็มๆเลยครับ

แต่ยกเว้นพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่โดดออกมาได้ทันเวลาก่อนที่เรือจะล่ม จากการอภิปราย “ไม่เอากาสิโน” ของลูกคุณเนวิน ในสภาฯ (ซึ่งลูกเล่นแบบนี้ สส. พรรคภูมิใจไทยทุกคน น่าจะรู้กันดีมาก่อน)

จากสาเหตุที่เป็นไปในทางลบต่อพรรค มากมายขนาดนี้ ผมจึงเชื่อว่า ทาง คุณทักษิณ หรือ คุณหญิงอ้อ คงไม่ตัดสินใจเอาพรรคภูมิใจไทยออก

ซึ่งทางภูมิใจไทย เองก็น่าจะยังไม่พร้อมที่จะออกเหมือนกัน  ดังนั้นคงจะอยู่ร่วมกันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าทั้งคุณทักษิณ และ ตัวนายกฯ จะตกอยู่ในวงล้อมของกฎหมายหลายๆเรื่อง ซึ่งคงตามมาแน่ๆครับ

พวกเราคงจะต้องนั่งดูกันต่อไปอีก 3-4 เดือน เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมา ต้องมีจุดสิ้นสุดกันทั้งนั้นครับ มันคือหลักเหตุและผลธรรมดาของโลกนี้  ซึ่งเรื่องของคุณทักษิณ ก็เช่นกันเดียวกัน

พลโท นันทเดช / 18 เมษายน ‘68

‘สว.สำรอง’บุกไล่ กกต.พิจารณาตัวเอง ชี้ถ้าทำหน้าที่จะกลายเป็นตัวจริง

‘สว.สำรอง’บุกไล่ กกต.พิจารณาตัวเอง ชี้ถ้าทำหน้าที่จะกลายเป็นตัวจริง

‘สว.สำรอง’บุกไล่ กกต.พิจารณาตัวเอง ชี้ถ้าทำหน้าที่จะกลายเป็นตัวจริง

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

‘สว.สำรอง’บุก‘กกต.’ซัดผู้บริหาร ถ้าไม่ทำหน้าที่พิจารณาตัวเอง มั่นใจถ้าทำหน้าที่ได้ดี สว.สำรองคือตัวจริง

23 เมษายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (สว.สำรอง) จำนวนหนึ่ง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อทวงถามความคืบหน้าตามที่เคยยื่นจดหมายเปิดผนึกจำนวน 10 ฉบับ ถึงประธานกกต. โดยฉบับล่าสุดที่มีการมายื่นคือเมื่อวันที่ 9 เม.ย.2568 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและการดำเนินการของกกต. โดยการมาในวันนี้ได้พบเจ้าหน้าที่ สืบสวนสอบสวนท่านหนึ่ง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการพูดคุย หารือกันในชั้นต้น ส่วนผู้บริหารนั้นคิดว่าคงมีการนัดหมายพูดคุยกับเราอีกชั้นหนึ่ง

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า กลุ่มสว. สำรองได้มายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานกกต.แล้วถึง 10 ฉบับ รวมถึงอ่านแถลงการณ์ แต่ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันยังไม่ ได้รับคำตอบใด ๆ ดังนั้น จึงได้ทำหนังสือเพื่อขอพบคณะกรรมการกกต. หรือผู้บริหารของสำนักงานกกต. โดยนัดหมายกันในวันนี้ (23 เม.ย.) เวลา 10.00 น.โดยมีประเด็นสำคัญ คือ

1. ติดตามความคืบหน้ากรณี พ.ต.อ.มนัส นครศรี ได้ร้องกล่าวโทษนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. หลีกเลี่ยงการทำหน้าที่ต้องรับผิดชอบ กรณีที่ไม่ห้ามการนำสมุด สว.3 ที่มีการจดโพยจัดตั้งเข้าไปในการเลือกสว.ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2567 และขอให้มีการทบทวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งที่5/ 2568 ลงวันที่ 6 ม.ค. 2568

2. ขอทราบผลการประเมินผล การปฏิบัติงาน ของนายแสวง บุญมี ในรอบ การประเมินที่ผ่านมา

3. ขอทราบผลการขอให้มีการหยุดการปฏิบัติติหน้าที่ ของนายแสวง บุญมี ในฐานะเลขาธิการกกต. ไว้เป็นการชั่วคราว

4. ติดตามการขอให้มีการเปิดหีบลงคะแนน ในรอบเลือกระดับประเทศ

ด้าน ผศ.ตรีพล เจาะจิตต์ สว.สำ รอง กล่าวว่า สังคมคาดหวังการทำงานของกกต.ในการจัดกากรเลือกสว.อย่างสุจริตเที่ยงธรรม  วันนี้ตนเดินทางมาจากนครศรีธรรม ราชเพื่อพบผู้บริหาร เพราะหน้าที่ของกกต.เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก  ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เลย วันนี้ สว. สำรองทั้งหลายที่จริงเขาเป็นตัวจริงหากมีการเลือกอิสระ ส่วนสว.ที่เป็นอยู่ขณะนี้เป็นอย่างไร สื่อมวล ชนก็คงทราบ ที่ผ่านมาเราทำหนังสือมาถึง 10 ฉบับ แต่ไม่ตอบ ทำให้สงสัยว่าทำงานเพื่อประชาชนหรือเพื่อใคร ถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157  วันนี้เรามาเพื่อพบผู้บริหารก็ไม่มาอีก ทั้ง ๆ ที่หากมีความเที่ยงธรรมในจิตใจก็ต้องมาพบ พี่น้องประชาชนลองคิดดูว่า กกต.ชุดนี้ควรจะอยู่หรือไม่ เป็นตัวแทนประชาชนหรือไม่ ฉะนั้น ตนมีความคิดว่า น่าจะได้มีการพิจารณาตัวเอง 

โกงสหกรณ์สภา! ‘วันนอร์’เตรียมไล่บี้คนเอี่ยว ยันไม่กระทบสมาชิก

โกงสหกรณ์สภา! ‘วันนอร์’เตรียมไล่บี้คนเอี่ยว ยันไม่กระทบสมาชิก

โกงสหกรณ์สภา! ‘วันนอร์’เตรียมไล่บี้คนเอี่ยว ยันไม่กระทบสมาชิก

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.24 น.

ทำธุรกรรมได้เหมือนเดิม!‘ประธานสภาฯ’คอนเฟิร์ม‘ทุจริตสหกรณ์รัฐสภา 14 ล้าน’ ไม่กระทบสมาชิก ลั่นโชคดีที่จับได้เร็ว เตรียมไล่บี้สาวถึงคนเกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด

23 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์รัฐสภา 14 ล้านบาทว่า ได้พูดคุยกับเลขาธิการสภาฯ และรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่ผ่านมาสหกรณ์ ดำเนินการด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด ซึ่งกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นสภาต้องติดตามโดยการบริหารจัดการทั้งหมดเป็นเรื่องของคณะกรรมการ บริหารสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน และทราบแล้วใครกระทำความผิด เพื่อนำตัวมาลงโทษอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย แต่วงเงินที่กระทบประมาณ 14 ล้านบาท

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า ขอให้ความมั่นใจกับสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้ว่า สหกรณ์ไม่มีผลกระทบอะไรมากมาย ยังดำเนินการอย่างเข้มแข็งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก และ เมื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษต้องไล่เบี้ยไปว่า 14 ล้านบาท ว่าใครต้องรับผิดชอบอย่างไร แต่เงินที่เหลืออยู่ในสหกรณ์ไม่มีผลกระทบอะไรถือเป็นบทเรียนที่ สำคัญ ที่ต้องตรวจสอบดูแลอย่างรัดกุม

“ยืนยันไม่มีปัญหาต่อผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างไร ถือว่าโชคดี ที่รู้ตัวผู้กระทำผิดก่อน แล้วคนที่ทำก็รับสารภาพ ว่าได้ทำจริง แต่ต้องสอบต่อไปว่ามีอีกกี่คน ที่เกี่ยวข้องต้องไล่เบี้ยไป แต่วงเงินที่ถูกทุจริตไป 14 ล้านบาทจากยอดทั้งหมดหลาย 100 ล้านบาท สมาชิกต้องมีขวัญกำลังใจไม่สงสัยต่อกิจการสหกรณ์ ขอให้ฝากและและกู้ ถอนไปตามปกติ“ ประธานสภาฯ กล่าว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า สถาบันการเงินก็เป็นเช่นนี้ ตราบใดที่สมาชิกยังมีความมั่นใจ ก็ไม่มีปัญหาแต่ถ้าสมาชิกไม่มั่นใจเมื่อไหร่ ก็จะมีผล ในฐานะที่ตนเป็นประธานสภาฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง สหกรณ์เพราะตนก็ไม่ได้เงินฝากแต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้นในสภาฯ ประธาน รองประธาน เลขาและรองเลขาธิการสภาฯ ต้องดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ซึ่งทั้งหมดก็เป็นบุคลากรของสภา บางคนเกษียณไปแล้วแต่ยังมีเงินฝากอยู่ 

“ดังนั้นขอให้ความมั่นใจว่าคนที่ฝากเงิน รวมถึงทำธุรกรรมทำธุรกรรมกับสหกรณ์ก็ขอให้ทำต่อไป ไม่มีปัญหาเพราะกรรมการจะดูแลเป็นอย่างดี แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะเป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ติดติดตามไม่ดูแลให้ดูแลให้ดีก็จะกระทบได้” ประธานสภาฯ กล่าว

‘วันนอร์’ ประณามคนร้ายก่อเหตุไม่สงบใต้ดักยิง‘สามเณร’มรณภาพอุกอาจ บี้รบ.เร่งลากคอมาดำเนินคดีโดยเร็ว

‘วันนอร์’ ประณามคนร้ายก่อเหตุไม่สงบใต้ดักยิง‘สามเณร’มรณภาพอุกอาจ บี้รบ.เร่งลากคอมาดำเนินคดีโดยเร็ว

‘วันนอร์’ ประณามคนร้ายก่อเหตุไม่สงบใต้ดักยิง‘สามเณร’มรณภาพอุกอาจ บี้รบ.เร่งลากคอมาดำเนินคดีโดยเร็ว

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘วันนอร์’ ประณามคนร้ายก่อเหตุไม่สงบใต้ ดักยิง ‘สามเณร’ มรณภาพอุกอาจ บี้รัฐบาลเร่งลากคอมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เหน็บถ้าแก้ไขถูกทาง คงไม่เกิดเหตุแบบนี้ 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน2568 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนขอประณามคนร้ายก่อเหตุความไม่สงบใช้อาวุธปืนลอบยิงรถกระบะ ขณะพระสงฆ์ และสามเณร วัดกุหร่า อ.สะบ้าย้อยจ.สงขลา ออกบิณฑบาต ส่งผลให้มีสามเณร มรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บ 1 รูป เพราะผู้ที่กระทำการที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ อิสลามหรือคริสต์ ก็ล้วนแต่เป็นการกระทบจิตใจต่อผู้ที่นับถือศาสนาทั้งนั้น และเป็นเรื่องที่รัฐบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องจัดการอย่างรวดเร็ว ต้องจับกุมผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่กระทบต่อจิตใจของประชาชน ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร จึงอยากให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว ประชาชนจะได้คลายความกังวลและความเข้าใจผิดต่างๆ จะได้ลดลง  
      
นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาไฟใต้ ขณะนี้การแก้ไขปัญหาอาจจะยังไม่ถูกจุดซะทีเดียว ต้องพยายามหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต้องทำอย่างครบวงจรให้ได้ ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ ความเป็นธรรมสังคม ต้องทำไปพร้อมกัน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ผลกระทบเกิดกับประเทศไทยทั้งประเทศ ทั้ง 77 จังหวัด ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนก็ล้วนได้รับผลกระทบทั้งหมด จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญแก้ไขให้ลุล่วงสำเร็จ ให้ดีกว่านี้  
     
เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ขณะนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ถ้าถูกทางสถานการณ์คงไม่เกิดขึ้นแบบนี้ ฉะนั้นคงยังไม่ถูกทางทั้งหมด ต้องหาทางแก้ไข ส่วนตัวเพิ่งได้เจอกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ซึ่งดูแลด้านความมั่นคง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทราบว่าในวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรับฟังปัญหาและประเมินสถานการณ์เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น –

‘ภูมิธรรม’ห่วง สถานการณ์ใต้ หลังก่อเหตุรายวัน ขันน็อตฝ่ายความมั่นคง อย่ารอตั้งรับ

'ภูมิธรรม'ห่วง สถานการณ์ใต้ หลังก่อเหตุรายวัน ขันน็อตฝ่ายความมั่นคง อย่ารอตั้งรับ

‘ภูมิธรรม’ห่วง สถานการณ์ใต้ หลังก่อเหตุรายวัน ขันน็อตฝ่ายความมั่นคง อย่ารอตั้งรับ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.53 น.

“ภูมิธรรม” ห่วง สถานการณ์ชายแดนใต้ หลังก่อเหตุรายวัน ขันน็อตฝ่ายความมั่นคง ปรับเปลี่ยนการทำงานเชิงรุก อย่ารอตั้งรับ
 
เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 23 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ว่า ตนห่วงใยสถานการณ์ และเห็นลักษณะการทำงานที่ถูกโจมตีเป็นรายวัน ซึ่งบางวันมีการก่อเหตุ 2-3 ครั้ง ในรอบ 4-5 วัน ที่ผ่านมา โดยจากสถานการณ์ดังกล่าวตนได้หารือกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผ่านทางโทรศัพท์ เนื่องจากขณะนี้ติดภารกิจอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ว่า อยากให้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานเป็นรูปแบบเชิงรุก และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ไม่ใช่การตั้งรับเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งอยากให้ ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร. ได้ประสานงานกัน อีกทั้งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้หารือกับ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรส่วนหน้า ครอบคลุมโครงสร้างทั้งฝ่ายตำรวจภูธรภาค 9, ทหาร และกระทรวงมหาดไทย รวมถึงได้พูดคุยกับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง รวมไปถึงเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผ่านระบบซูม ซึ่งตนเองได้แสดงความห่วงใยและได้สั่งการว่า ต้องมีความเปลี่ยนแปลง ต้องยุติสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ได้ ซึ่งได้ให้ไปวางแผนว่า จะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไร
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานเพิ่มเติมด้านการข่าวหรือไม่ ซึ่งนายภูมิธรรมปฏิเสธตอบคำถาม โดยระบุว่า หากพูดไป ฝ่ายตรงข้ามอาจจะรู้ เมื่อถามว่า มีโอกาสจะนำการทหารมานำการเมืองหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า จะให้ทำ แต่บอกว่า จะต้องสร้างความมั่นใจ ให้กับประชาชนที่เผชิญเหตุการณ์ไม่สงบ ไม่ใช่ว่า ไปยิงประชาชน หรือสามเณร เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และได้สั่งการให้ต้องระงับสถานการณ์ และทำหน้าที่ ใช้ยุทธการ ไม่ใช่นั่งอยู่กับที่ และให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาเอง ต้องระงับยับยั้งสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว อย่างไรก็ตามนโยบาย หากมีอะไรเกิดขึ้นสามารถรายงานตรงมาที่ตนเองได้ทันที

เมื่อถามว่า จะมีการลงไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากลงพื้นที่ไป แทนที่เจ้าหน้าที่จะดูแลประชาชน กลับต้องมาดูแลตนเองแทน จึงอยากจัดการเรื่องนี้ให้จบก่อน แต่อย่างไรก็ตาม จะลงพื้นที่ไปอย่างแน่นอน

‘สว.’ชิ่งตอบตั้ง‘กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ต่อรองการเมือง มั่นใจยึดหลักวิชาการลบครหาได้

‘สว.’ชิ่งตอบตั้ง‘กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ต่อรองการเมือง มั่นใจยึดหลักวิชาการลบครหาได้

‘สว.’ชิ่งตอบตั้ง‘กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ต่อรองการเมือง มั่นใจยึดหลักวิชาการลบครหาได้

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.47 น.

‘แล’ปัดตอบตั้ง‘กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’เพื่อต่อรองการเมือง มั่นใจหากยึดหลักวิชาการ-เป็นกลาง จะเลี่ยงครหาการเมืองเบื้องหลังได้ พร้อมมองการทำงาน ควรยกร่าง‘กม.กาสิโน-พนันออนไลน์’พิจารณารายละเอียด หวังอุดช่องสิ่งที่เป็นกังวล

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 23 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา

นายแล ดิลกวิทยรัตน์  สว. ฐานะกมธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า ในการประชุมนัดแรก เป็นการพิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆ ในกมธ. ทั้งนี้ที่สังคมตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของกมธ. ว่าเป็นเกมการเมือง และตั้งขึ้นเพื่อต่อรองให้กับพรรคการเมือง นั้นตนไม่สามารถตอบได้ และไม่มีความเห็นเพราะไม่ใช่คนที่ริเริ่มเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ตนมองว่าการตั้งกมธ. เพื่อศึกษาการเปิดสถานบันเทิงจะได้ประโยชน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำงานอย่างไร หรือตั้งบนพื้นฐานของวิชาการและมีความเป็นกลาง จะได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม แต่หากความเป็นกลางทางวิชาการ หรือวิชาการน้อยไป จะได้รับความน่าเชื่อถือน้อย

เมื่อถามถึงกรณีการเลือกบุคคลเป็นกมธ. เป็นคนที่มีจุดยืนการเมืองต่อต้านนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย นายแล กล่าวว่า ส่วนตนคิดว่าต้องเน้นย้ำในเรื่องความเป็นกลาง และต้องอิงหลักวิชาการที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะเลี่ยงต่อข้อครหาว่ามีเหตุผลการเมืองอยู่เบื้องหลังการตั้งได้ลำบาก และผลสรุปใดๆ ควรอธิบายได้ในทางวิชาการ

เมื่อถามถึงข้อกังวลต่อเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ที่เสนอต่อสภาฯหรือไม่ นายแล กล่าวว่าตนคิดว่ามองในแง่ผลระยะสั้นและระยะยาว ผลระยะสั้นอาจจะมีรายได้ แต่ผลระยะยาว คือมีสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องและน่ากังวลหลายอย่าง เช่นการบังคับใช้กฎหมาย ว่ามีประสิทธิภาพและเคร่งครัดมากน้อยแค่ไหน เรื่องของโอกาสควบคุมไม่ให้เกิดการฟอกเงินจะเป็นอย่างไร เรื่องการจ้างงานจะมากเท่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ และเมื่อศึกษาประเทศที่ทำเรื่องดังกล่าวมาแล้วพบความล้มเหลวจำนวนมาก แต่อาจจะอ้างได้ว่าบางประเทศประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องชั่งตวงด้วยเหตุผลทางวิชาการที่ชัดเจน

เมื่อถามว่าการทำงานของกมธ.จะพิจารณาร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่รัฐบาลเสนอต่อสภาฯ ด้วยหรือไม่ นายแลกล่าวว่า ต้องทำได้ เพราะสิ่งสำคัญนั้นคือ ข้อความในร่างกฎหมายครอบคลุมหรือไม่ อาจต้องนึกถึงกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพียงพอให้บังคับไปตามบทบัญญัติด้วย  รวมไปถึงต้องการศึกษาผลกระทบอื่นๆที่มีผลต่อกฎหมายฉบับอื่นๆที่บังคับใช้อยู่ด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยการพนัน นอกจากนั้นแล้วตนคิดว่าการศึกษาของกมธ. ต้องขยายการศึกษาไปถึงการพนันออนไลน์ด้วย เพราะการพนันออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่

“เพื่อเป็นช่องทางหลักประกันที่เป็นคุณมากกว่าโทษนั้นต้องครอบคลุมให้ถึงทั้งหมด ส่วนตนไม่แน่ใจว่าการศึกษาจะทำได้ทันตามเวลาที่กำหนดให้ 180 วัน หรือไม่ เพราะต้องดูหน้างานและตามเนื้อผ้าอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมาเคยมีการศึกษาวิจัยมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น การศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ ที่มีคำตอบชัดเจน ดังนั้นหากนำประโยชน์จากงานวิจัยมาพิจารณา การทำงานของกมธ. คงไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่” นายแล กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการประชุมกมธ. นัดแรก นั้น พบว่ามี กมธ.ที่เข้าประชุม รวม 22 คน จากกมธ.ที่มี 34 คน และมีสว.ลาประชุม 6 คนเนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศในช่วงปิดสมัยประชุม โดยการประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานกมธ. นั้น ได้ให้นายแล ฐานะกมธ.ที่อาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราว อย่างไรก็ดีมีรายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับตำแหน่งประธานกมธ. นั้นมีการเสนอชื่อบุคคล อย่างน้อย 3 คน คือ นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย  นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. และนายจรัญ ภักดีธนากุล อย่างไรก็ดีนายจรัญ ให้สัมภาษณ์โดยปฏิเสธการรับตำแหน่งเพราะติดงานสอนจำนวนมาก

ขณะที่การลงคะแนนเลือกตั้งส่วนของ สว. ได้ปล่อยให้ฟรีโหวต

‘ภูมิธรรม’ฟุ้งจับมือ‘เสี่ยหนู’บ่อย เพราะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไร้สัญญาณปรับครม.

‘ภูมิธรรม’ฟุ้งจับมือ‘เสี่ยหนู’บ่อย เพราะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไร้สัญญาณปรับครม.

‘ภูมิธรรม’ฟุ้งจับมือ‘เสี่ยหนู’บ่อย เพราะมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไร้สัญญาณปรับครม.

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.38 น.

‘ภูมิธรรม’ย้ำจับมือคุย‘เสี่ยหนู’บ่อย เหตุมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เผย รมต.ยังไม่มีใครได้รับสัญญาณจะถูกปรับพ้น ครม. บอก‘นายกฯ’คุยหลายฝ่ายปมปัญหาราคาสินค้า

เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 23 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดินจับมือคู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ 

นายภูมิธรรม หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า ตนกับนายอนุทินทำงานร่วมกันมาอย่างดี เมื่อวันที่ 22 เม.ย.เราประชุมเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย เนื่องจากนายกฯห่วงใยในเรื่องเงินค้างจ่าย โดยการประชุมครั้งนี้นายกฯพึงพอใจ เพราะทุกคนสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด และเชื่อว่าเงินทั้งหมดจะถูกใช้ภายในเดือน ก.ย.68 ทั้งนี้ ปกติเราจะเดินคุยกัน จับไม้จับมือกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนเรื่องอื่นเป็นแต่ละเรื่องแต่ละราวไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับพรรคร่วมออกอาจจะไม่มี แต่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในกระทรวงต่างๆ อาจจะมีอยู่ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายกฯบอกไปแล้วว่ายังไม่คิด ณ ตอนนี้ แต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นายกฯให้สัมภาษณ์บอกว่าจะกลับไปคิด ถือเป็นข้อมูลหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าท่านจะปรับ แต่เท่าที่ตนทราบในหมู่รัฐมนตรียังไม่มีการพูดคุยกันว่าจะต้องถูกปรับ

เมื่อถามว่า ประชาชนไม่พอใจในเรื่องปัญหาราคาสินค้า หากไม่ปรับ ครม. จะช่วยดึงคะแนนของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผลอย่างไร อยู่ที่ดุลยพินิจของนายกฯ ซึ่งนายกฯพูดคุยกับหลายฝ่ายอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกันทั้งหมด

ได้เวลาปรับ‘สทร.’ไปเลี้ยงหลาน ปรับภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้น

ได้เวลาปรับ‘สทร.’ไปเลี้ยงหลาน ปรับภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้น

ได้เวลาปรับ‘สทร.’ไปเลี้ยงหลาน ปรับภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้น

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.04 น.

ได้เวลาปรับ‘สทร.’ไปเลี้ยงหลาน ปรับภาพลักษณ์รัฐบาลดูดีขึ้น

23 เมษายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#ได้เวลาปรับทักษิณไปเลี้ยงหลาน

เห็นข่าวเศร้า เกิดเหตุการณ์ยิงรถที่มารับสามเณรไปบิณฑบาตที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ทำให้สามเณร 1 รูปเสียชีวิต เหตุเกิดช่วงเช้าของวันที่ 22 เมษายนนี้

สังเกตไหมครับ ความรุนแรงในพื้นที่ ชายแดนใต้ไม่ได้ลดลง แต่ดูท่าทางแล้ว จะมีมากขึ้น นับตั้งแต่นายอันวาร์ แต่งตั้งนายทักษิณ มาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของประธานอาเซียน

23 กุมภาพันธ์ นายทักษิณลงพื้นชายแดนใต้ หวังว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ในทางตรงข้าม ประชาชนในพื้นที่ คิดถึงแต่ภาพของกรือเซะและตากใบที่เกิดขึ้น ในยุคนายทักษิณมีอำนาจ และยิ่งทำให้ปัญหาใต้รุนแรงขึ้นตามมา

อยากจะบอกนายทักษิณว่า พฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น หลังจากกลับมาประเทศไทย ภาพของสทร. ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น มีแต่ปัญหาตามมา

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนใต้ ปัญหาพื้นที่ทางทะเลภายใต้ MOU44 ปัญหาการใช้อภิสิทธิ์เหนือกฎหมายของนักโทษชั้น14  ปัญหาการเปิดบ่อนกาสิโน ประชาชนจำนวนมากออกมาคัดค้าน ที่สำคัญคือการมีอำนาจเหนือรัฐบาล มีแต่ทำลายความเชื่อมั่น ต่อระบอบประชาธิปไตย

ไหนๆช่วงนี้เป็นช่วงจะปรับคณะรัฐมนตรี มีกระแสข่าวจะปรับนายพิชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าอุ๊งอิ๊งต้องการ ให้รัฐบาลดูดีขึ้น ต้องปรับตำแหน่งสทร.ให้ไปเลี้ยงหลานที่บ้าน ตามคำพูดที่เคยพูด อย่างน้อยรัฐบาลจะดูดีขึ้นทันที