‘ชูศักดิ์’กางคณิตศาสตร์การเมือง เขี่ย‘ภท.’ออก ไม่มีรัฐบาลไหนเสี่ยงไปตายดาบหน้า

‘ชูศักดิ์’กางคณิตศาสตร์การเมือง เขี่ย‘ภท.’ออก ไม่มีรัฐบาลไหนเสี่ยงไปตายดาบหน้า

‘ชูศักดิ์’กางคณิตศาสตร์การเมือง เขี่ย‘ภท.’ออก ไม่มีรัฐบาลไหนเสี่ยงไปตายดาบหน้า

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘ชูศักดิ์’กางคณิตศาสตร์การเมือง หากเขี่ย‘ภูมิใจไทย’ออก ไม่มีรัฐบาลไหนเสี่ยงไปตายดาบหน้า เชื่อยังพอไปกันได้ ยึดคำ‘นายกฯ’ทำสถานการณ์คลี่คลาย มองคว่ำ‘พ.ร.บ.งบฯ’เรื่องใหญ่ ไม่น่าเกิดขึ้น

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 23 เม.ย.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรียืนยันไม่ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะลดแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ถ้านายกฯพูดไปอย่างนั้นก็เป็นไปตามนั้น ส่วนที่ผ่านมาพูดกันตรงไปตรงมา สส.เป็นห่วงเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้นำพูดในทำนองนี้ ตนเข้าใจว่าจะทำให้เหตุการณ์คลี่คลายลง และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายต่างยืนยันว่า ยินดีสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ที่ผ่านมาแค่ผิดคิว ซึ่งก็ว่ากันไป ขณะนี้สถานการณ์มีความเข้าใจกันดีขึ้น เมื่อนายกฯในฐานะผู้นำและมีอำนาจปรับครม.พูดอย่างนี้ พรรคไหนก็ไม่น่าจะมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยากให้เปลี่ยนกระทรวงเกี่ยวกับการค้าขาย แต่เมื่อเป็นอย่างนี้จะทำให้คนในพรรคเพื่อไทยผิดหวังหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในที่ต้องคุยกัน ตนเข้าใจว่า เป็นเรื่องเสียงสะท้อนของสมาชิกในพรรคที่มองว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องใช้มาตรการในการแก้ปัญหา ไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อนายกฯพูดอย่างนี้แล้วผู้มีหน้าที่ก็ต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ จะทำอย่างไรให้ราคาสินค้าดีขึ้น

เมื่อถามว่า หากไม่มีการปรับ ครม.จะฉุดคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยลงหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังวิเคราะห์ไม่ได้หรอกว่าจะฉุดหรือไม่ฉุด แต่ท้ายที่สุดอยู่ที่ว่าเราจะต้องทำงาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์กันภายในหรือไม่ว่า หากมีการปรับพรรคภูมิใจไทยออก จะทำให้รัฐบาลเกิดเสียงปริ่มน้ำ และทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นขี่คอพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พูดกันตรงไปตรงมา มันมีคณิตศาสตร์การเมือง เราเห็นตัวเลขกันอยู่ ว่าถ้าเอาพรรคนั้นออกจะเหลือตัวเลขเท่าไหร่ มันเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง ความมั่นคงทางการเมือง คนที่เขาทำงานการเมืองต้องเอาเรื่องนี้มาดู มาวิเคราะห์ว่าควรจะเป็นอย่างไร

“แต่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรัฐบาลไหนที่เสี่ยงจนถึงขั้นไปตายเอาดาบหน้า ทางการเมืองถือว่าเสี่ยงเกินไป ฉะนั้น ถ้าทำอะไรให้เรียบร้อย พอจะไปกันได้ ก็ต้องว่ากันไป” นายชูศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ต้องทนๆ กันไปอย่างนี้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า อันนี้เราพูดไม่ได้หรอก แต่พูดได้ว่าขณะนี้เป็นอย่างนี้ แต่ในทางการเมืองก็ต้องดูกันต่อไป

เมื่อถามว่า จำนวน 320 เสียงของรัฐบาลเป็นจำนวนที่สามารถลดแรงต่อรองของพรรคร่วมได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ ได้พยักหน้า ก่อนย้อนสื่อว่า “คุณชี้นำเอง”

นายชูศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำประจำปีงบประมาณ 2569 ช่วงวันที่ 28-30 พ.ค. ขณะเดียวกัน จะมีการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) อีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะสถานการณ์การเมืองคลี่คลายแล้ว

เมื่อถามว่า คิดว่าจะมีการโหวตล้มพ.ร.บ.งบประมาณฯ หรือไม่ โดยเอาเรื่องความขัดแย้งมาต่อรอง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การโหวตล้มงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่มาก ตนว่า มันไม่น่าจะเกิดขึ้น มันเดินไปได้ บริหารบ้านเมืองกันไป ทำนโยบายให้สำเร็จ ซึ่งท่านนายกฯว่าอย่างนี้

เมื่อถามว่า เบาใจไปเยอะใช่หรือไม่ที่จะไม่มีการปรับครม. นายชูศักดิ์ หัวเราะ

เมื่อถามย้ำว่า นายกฯระบุว่าใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การเมืองก็แบบนี้ ต้องดูกันไปว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การเมืองต้องดูเป็นช็อตเป็นช็อตไป

เมื่อถามว่า มีโอกาสปรับครม.หลังผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฯใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า อันนี้ต้องดูสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ท่านบอกว่ายังไม่ปรับ ยังไม่คิดอะไร ก็เป็นไปตามนั้น อนิจจังไปก่อน

‘ชูศักดิ์’แสดงความเสียใจ สามเณรใต้มรณภาพ-บาดเจ็บ สั่งสำนักพุทธฯดูแลใกล้ชิด

'ชูศักดิ์'แสดงความเสียใจ สามเณรใต้มรณภาพ-บาดเจ็บ สั่งสำนักพุทธฯดูแลใกล้ชิด

‘ชูศักดิ์’แสดงความเสียใจ สามเณรใต้มรณภาพ-บาดเจ็บ สั่งสำนักพุทธฯดูแลใกล้ชิด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.37 น.

“ชูศักดิ์” แสดงความเสียใจ สามเณรใต้มรณภาพ-บาดเจ็บ สั่ง สำนักพุทธฯ ดูแลใกล้ชิด รับปัญหาใต้ซับซ้อน หวังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแล หามาตรการป้องกันเพิ่ม

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่คนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงรถกระบะ ขณะพระสงฆ์ และสามเณร วัดกุหร่า อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ออกบิณฑบาต ส่งผลให้มีสามเณร มรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บ 1 รูปว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ และเสียดาย
ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจากเหตุความไม่สงบ ซึ่งทราบว่า เมื่อวานนี้ (22 เม.ย.68) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระบัญชาส่งผ้าไตร และปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงไปช่วยเหลือ โดยสามเณรที่มรณภาพ คาดว่า วันนี้จะสามารถนำร่างไปประกอบพิธีศาสนาได้ 

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ทราบว่าทางเจ้าคณะภาคที่ 18 ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำครั้งนี้ อย่างไรก็ตามตนได้สั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงพื้นที่ไปดูแลอย่างใกล้ชิด และไปร่วมพิธีทางศาสนา และได้แจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีหน้าที่ในเรื่องนี้ ทั้งจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล ให้ดูแลอย่างใกล้ชิด 

“ผมขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น โดยมาตรการในการดูแลจากนี้จะต้องมีความเข้มข้นมากขึ้น”

เมื่อถามว่า การออกบิณฑบาต ของพระสงฆ์ในพื้นที่ภาคใต้จะต้องมีความเข้มงวดมากกว่านี้ หรือไม่ โดยเฉพาะหากเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมาก อาจจะต้องมีคำสั่งไม่ให้พระสงฆ์ออกบิณฑบาตในพื้นที่นั้นๆเลย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า พระสงฆ์ในพื้นที่ ก็มีประสบการณ์อยู่ และเจ้าที่บ้านเมืองทั้งทหาร และหน่วยงานราชการ ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จะมีวิธีการอย่างไรก็ต้องช่วยกันทำ 

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาไม่มีเคยเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นกับพระสงฆ์มาก่อน แต่ครั้งนี้กลับมาเกิดเหตุร้ายขึ้นมองว่า เกิดจากสาเหตุอะไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน ต้องวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ว่า เกิดจากอะไร ซึ่งเราเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย 

หยุดบิดเบือน!‘ซูการ์โน มะทา’ยัน‘วันนอร์’ไม่เกี่ยวร่างกฎหมายกาสิโน

หยุดบิดเบือน!‘ซูการ์โน มะทา’ยัน‘วันนอร์’ไม่เกี่ยวร่างกฎหมายกาสิโน

หยุดบิดเบือน!‘ซูการ์โน มะทา’ยัน‘วันนอร์’ไม่เกี่ยวร่างกฎหมายกาสิโน

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.27 น.

หยุดบิดเบือน!‘ซูการ์โน มะทา’ยัน‘วันนอร์’ไม่เกี่ยวร่างกฎหมายกาสิโน

23 เมษายน 2568 นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ และ สส.เขต 2 จ.ยะลา ออกมาชี้แจงกรณีที่มีบุคคลบางกลุ่มพยายามโจมตี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา เป็นผู้นำร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ โดยระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง

นายซูการ์โน ยืนยันว่า การบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่ที่ประชุมเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ ก็จริง แต่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน ประธานสภาฯ ได้ลาเพื่อประกอบศาสนกิจ และเดินทางกลับจังหวัดยะลา โดยมอบหมายให้รองประธานฯ ปฏิบัติหน้าที่แทน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวถูกบรรจุเข้าสู่วาระในวันที่ 1 เมษายน 2568 ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันที่ 2 เมษายน เพื่อตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล

“ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ท่านประธานไม่ได้อยู่ในสภาฯ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบรรจุร่างกฎหมายดังกล่าว จึงขอให้ผู้ไม่หวังดีหยุดการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายชื่อเสียงของท่าน เพราะความจริงก็คือความจริง” นายซูการ์โน กล่าว

กกต.สรุปคำร้องเลือกตั้ง อบจ.มี 505 เรื่อง รอลุ้น 5 เรื่อง เสนอเข้าสู่วาระ กกต.ให้ชี้ขาด

กกต.สรุปคำร้องเลือกตั้ง อบจ.มี 505 เรื่อง รอลุ้น 5 เรื่อง เสนอเข้าสู่วาระ กกต.ให้ชี้ขาด

กกต.สรุปคำร้องเลือกตั้ง อบจ.มี 505 เรื่อง รอลุ้น 5 เรื่อง เสนอเข้าสู่วาระ กกต.ให้ชี้ขาด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.11 น.

กกต.สรุปคำร้องเลือกตั้ง อบจ.มี 505 เรื่อง รอลุ้น 5 เรื่อง เสนอเข้าสู่วาระ กกต.ให้ชี้ขาด

วันที่ 23 เม.ย.68 สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สรุปการดำเนินการคำร้องคัดค้านในการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีการยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา 505 เรื่อง ซึ่งเป็นคำร้องหรือความปรากฏต่อ กกต. โดย กกต.สามารถดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 114 เรื่อง โดยพิจารณาคำร้อง 107 เรื่อง มีคำสั่งไม่รับคำร้องหรือรวมเรื่องการพิจารณา 97 เรื่อง และมี 10 เรื่อง เป็นคำร้องที่ไม่มีมูลจึงมีคำสั่งยกคำร้องหรือสั่งยุติเรื่อง โดยมี 7 สำนวนที่วินิจฉัยชี้ขาด ซึ่ง 3 สำนวนยกคำร้อง ขณะที่มี 3 สำนวนที่สั่งระงับสิทธิของผู้สมัคร และยื่นคำร้องต่อศาลจำนวน 1 สำนวน

ขณะที่สำนวนที่อยู่ระหว่างการพิจารณามี 391 เรื่อง ซึ่งมีการตรวจคำร้อง ตรวจสอบและตรวจมูลแล้วจำนวน 7 เรื่อง มีการสั่งสืบสวนไต่สวนจำนวน 149 เรื่อง และสำนักงาน กกต.เสนอคำสั่งไม่รับคำร้องจำนวน 95 เรื่อง และมี 113 สำนวน สำนักงานฯสรุปสำนวนหรือจัดทำความคิดเห็นเสนอต่อเลขาธิการ กกต.และมี 22 เรื่องที่เสนอสำนวนต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ส่วนอีก 5 สำนวน ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สำนักงาน กกต.เสนอสำนวนเข้าสู่วาระการประชุม กกต.

สำหรับขั้นตอนการพิจารณาคำร้องและสำนวนนั้น เมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้รับสำนวน จะดำเนิน 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนและจัดทำความเห็น เสนอผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้มีความเห็นประกอบสำนวน และจัดส่งสำนวนมายังสำนักงาน กกต. กลาง  ขั้นตอนที่ 2 สำนักงาน กกต. สั่งให้พนักงานสืบสวนและไต่สวนรับผิดชอบสำนวน ดำเนินการวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นเสนอผ่านผู้บริหารฝ่ายและเสนอต่อเลขาธิการ กกต.  ขั้นตอนที่  3 คณะอนุกรรม การวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง พิจารณาทำความเห็น และสำนักงาน กกต.เสนอสำนวนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา และขั้นตอนที่ 4 เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้รับสำนวนจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งก็จะพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการโดยเร็ว  

นายกฯ’แพทองธาร’ควงคู่สมรส เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นายกฯ'แพทองธาร'ควงคู่สมรส เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นายกฯ’แพทองธาร’ควงคู่สมรส เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.05 น.

วันที่ 23 เมษายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เมื่อเวลา 08.30น.ไปเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23 – 24 เมษายน 2568 และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ เวลา 09.50 น.

ยุทธการโรยเกลือ’พรรคส้ม’ย้อนแย้ง! ยื่นฟัน’ประยุทธ์-ศักดิ์สยาม-ธรรมนัส’ แต่โรยแป้งเย็นให้ ‘อุ๊งอิงค์’

ยุทธการโรยเกลือ'พรรคส้ม'ย้อนแย้ง! ยื่นฟัน'ประยุทธ์-ศักดิ์สยาม-ธรรมนัส' แต่โรยแป้งเย็นให้ 'อุ๊งอิงค์'

ยุทธการโรยเกลือ’พรรคส้ม’ย้อนแย้ง! ยื่นฟัน’ประยุทธ์-ศักดิ์สยาม-ธรรมนัส’ แต่โรยแป้งเย็นให้ ‘อุ๊งอิงค์’

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.47 น.

‘ไทกร พลสุวรรณ’ชี้ยุทธการโรยเกลือขพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ดูเหมือนจะย้อนแย้งกับสิ่งที่เคยปฏิบัติม ยื่นศาลรธน.ฟัน ‘ประยุทธ์-ศักดิ์สยาม-ธรรมนัส’ แต่โรยแป้งเย็นให้ ‘แพทองธาร’

วันที่ 23 เมษายน 2568 นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า โรยแป้งเย็น 

ยุทธการโรยเกลือของพรรคแกนนำฝ่ายค้านดูเหมือนจะย้อนแย้งกับสิ่งที่เคยปฏิบัติมา ความสงสัยเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน วัตถุเหลืองอร่ามที่วางอยู่ต่อหน้าเป็นทองคำหรือตะกั่วชุบทองคำ

“ไม่ต้องการใช้มรดกบาปของการทำรัฐประหาร มาเป็นผู้ชี้นิ้วให้ออกจากตำแหน่ง”

มรดกบาปจาก คสช. ในที่นี้หมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ

แปลตรงตัวคือ พรรคประชาชนไม่ต้องการใช้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อยากให้แพทองธารมีสำนึกในตัวเองแล้วลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากการตรวจสอบพรรคก้าวไกล(ถูกยุบแล้ว สส.ย้ายมาสังกัดพรรคประชาชนในปี 2567)เคยใช้กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่มาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง

1. ร่วมกับพรรคเพื่อไทยลงชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยให้พลเอกประยุทธ์พ้นจากตำแหน่ง 3 ครั้ง
– คดีขาดคุณสมบัติเนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
– คดีพักบ้านหลวง
– คดีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี

2. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ร้อยเอกธรรมนัส พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

3. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี

ถึงแม้ทั้ง 5 ครั้งจะไม่ได้ใช้ประเด็นเรื่องจริยธรรมในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แต่ก็เป็นการใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการจัดการกับรัฐมนตรีอยู่ดี

หากบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นมรดกบาปจากการทำรัฐประหาร ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และไม่มีการยึดโยงต่อเจตจำนงของประชาชน มาเป็นผู้ชี้นิ้วไล่ให้ออกจากตำแหน่ง แล้วในอดีตทำไมพรรคก้าวไกลจึงใช้เครื่องมือนี้ในการจัดการกับรัฐมตรีที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ดูเหมือนเหตุผลที่พรรคแกนนำฝ่ายค้านนำมาอ้าง มันย้อนแย้งกับการกระทำในอดีต ซึ่งทำให้ประชาชนมองว่า ที่ยื่น ป.ป.ช.ไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ไม่ใช่การโรยเกลือ แต่เป็นการโรยแป้งเย็นให้แพทองธารต่างหาก

ไทกร พลสุวรรณ

23 เมษายน 2568

007

‘ธนาคารโลก‘ ยก ’หวยเกษียณ’ นวัตกรรมการออมที่น่าทึ่ง เตรียมศึกษาร่วม-ทำโมเดลตัวอย่าง

‘ธนาคารโลก‘ ยก ’หวยเกษียณ’ นวัตกรรมการออมที่น่าทึ่ง เตรียมศึกษาร่วม-ทำโมเดลตัวอย่าง

‘ธนาคารโลก‘ ยก ’หวยเกษียณ’ นวัตกรรมการออมที่น่าทึ่ง เตรียมศึกษาร่วม-ทำโมเดลตัวอย่าง

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.10 น.

‘ธนาคารโลก‘ ยก ’หวยเกษียณ’ นวัตกรรมการออมที่น่าทึ่ง เตรียมศึกษาร่วม-ทำโมเดลตัวอย่าง

วันที่ 23 เมษายน 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WB-IMF Spring Meetings) ประจำปี 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้หารือทวิภาคีกับ Ms. Mamta Murthi รองประธานธนาคารโลก (World Bank) พร้อมคณะผู้บริหารธนาคารโลก ในหัวข้อการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งใน Flagship Report สำหรับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม WB-IMF ในปี 2569 ที่กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับโครงสร้างประชากรของประเทศกำลังพัฒนา โดยทางธนาคารโลกได้ประเมินเบื้องต้นว่าไทยจัดอยู่ในประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยอัตราเร่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย และมีช่องว่างทางการคลังที่จะรับมือปัญหาดังกล่าวอยู่ในระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ย จึงยังมีศักยภาพทางการคลังเพื่อรองรับสังคมสูงวัย 

ธนาคารโลกได้ประเมินเครื่องมือของไทยในการรับมือ ครอบคลุมถึงกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ โดยได้ให้ความสำคัญกับโครงการสลากกองทุนการออมแห่งชาติ (หวยเกษียณ) โดยทางธนาคารโลกชื่นชมโครงการดังกล่าว โดยให้ความเห็นว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่งในการดึงเอาวิถีชีวิตของประชากรในประเทศมาแปลงเป็นระบบการออมที่ใช้แรงจูงใจกระตุ้นอย่างน่าสนใจ โดยเป็นโมเดลตัวอย่างที่ธนาคารโลกประสงค์จะศึกษาเชิงลึกร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปปรับใช้และสร้างเป็นแนวทางสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาการขาดการออมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยต่อไป 

ดร.เผ่าภูมิ  กล่าวอีกว่า นอกจากโมเดลนี้จะสร้างระบบการออมที่ใช้แรงจูงใจแล้ว ยังใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 750 ล้านบาทต่อปี แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดการออมได้ถึงปีละ 13,000 ล้านบาทต่อปี และยังเป็นการดึงเม็ดเงินจากการเสี่ยงโชคนอกระบบของไทย เข้าสู่ระบบ และแปลงเป็นการออมของประชากรในประเทศ 

ทั้งนี้ สลาก กอช. (หวยเกษียณ) เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท ขายให้กับประชาชนทุกคนที่มีสัญชาติไทย และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป และซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน สามารถซื้อสลากได้ทุกวัน แต่ออกรางวัลทุกวันศุกร์ ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออม แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม เงินรางวัลประกอบด้วยรางวัลที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล รางวัลที่ 2 จำนวน 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล และรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี) โดย “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตบวกกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับหลักการในวาระที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และได้ตั้งกรรมมาธิการขึ้นพิจารณาจำนวน 31 คน และจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภา

‘จตุพร’ซัดหน้าด้าน! อ้างเสียงไม่ถึงจึงจับมือฝ่ายทำรัฐประหาร ไม่ใส่ใจการตระบัดสัตย์

'จตุพร'ซัดหน้าด้าน! อ้างเสียงไม่ถึงจึงจับมือฝ่ายทำรัฐประหาร ไม่ใส่ใจการตระบัดสัตย์

‘จตุพร’ซัดหน้าด้าน! อ้างเสียงไม่ถึงจึงจับมือฝ่ายทำรัฐประหาร ไม่ใส่ใจการตระบัดสัตย์

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.48 น.

ภาวะจังงัง ส่ออาการตกตะลึงอำนาจอุ๊งอิ๊ง ถึงกับปลอบใจด้วยคำพระ “อนิจจัง”หลบหลีกแรงกดดัน “ปรับ ครม.” เชื่อ “ประวิตร” เข็ดแล้วจำ เลือกรักษาศักดิ์ศรีอันน้อยนิดไว้ติดตัวยามวัยชราดีกว่าถูกดึงหูเข้าร่วมรัฐบาล มึนนายกฯ บี้ สส.แจงบ่อนกาสิโน 10% ติงอย่าคิดโง่ปลุกม็อบเชียร์บ่อน

วันที่ 23 เมษายน 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยไม่เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเข้าร่วมรัฐบาล ถ้านายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ปรับ ครม.และเขี่ยทิ้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกจากรัฐบาล

“ถ้า พล.อ.ประวิตร เข้าร่วมรัฐบาลจะไม่เป็นผู้เป็นคน ไร้เกียรติศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่อันน้อยนิดทันที สิ่งสำคัญต้องไม่ลืมตอนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถีบ พปชร ออกจากรัฐบาลหลังโหวตให้เป็นนายกฯ แล้ว ดังนั้นมั่นใจว่า พล.อ.ประวิตร ไม่กล้าให้ถูกดึงหูไปเข้าร่วมรัฐบาลได้ง่ายๆ”

นายจตุพร กล่าวว่า นายกฯ ยกคำพระมาพูดถึงภาวะความอนิจจัง (ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง) กับการปรับ ครม. และจับมือกับฝ่ายทำรัฐประหาร ทั้งที่เคยประกาศหาเสียงไม่จับมือด้วย แต่มาบอกว่าเสียงไม่ถึงตั้งรัฐบาลจึงต้องมาจับ โดยไม่ใส่ใจการตระบัดสัตย์สัญญากับประชาชน

“การพูดแบบนี้เป็นความหน้าด้านทางการเมือง แล้วทำไมไม่ประกาศตอนหาเสียงให้ชัดเจนว่า ไม่จับมือกับฝ่ายรัฐประหารเว้นแต่ได้เสียงไม่ถึงเสียเลย สิ่งสำคัญการพูดเช่นนี้คิดจะฆ่าตัวตายทางการเมืองเท่านั้นเอง ซึ่งคงเป็นภาวะความอนิจจังงังกับการตั้งอยู่ในสภาวะเดิมได้ยาก”

นายจตุพร ย้ำว่า พปชร.จะเข้าร่วมรัฐบาลจึงหาความเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเข้าไปเท่ากับฆ่าตัวตายทางการเมือง แล้วรัฐบาลจะอยู่ได้นานสักกี่วัน ยิ่งถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วต้องไปโหวตเห็นชอบกับเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตามที่ พปชร.ประกาศค้านอีก อย่างนี้คงหมดสิ้นศักดิ์ศรีอันน้อยนิดไปทันที

ส่วน ภท. จะถูกปรับออกหรือไม่นั้น การประเมินทางตัวเลขการเมือง ต้องไม่ยึดกับจำนวนเสียงของ ภท.ที่มีประมาณ 69 เสียงเท่านั้น และไม่ควรลืมว่า รัฐบาลยังต้องใช้เสียง สว.ผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาลด้วย แต่เสียง สว.ประมาณ 2 ใน 3 จากจำนวน 200 เสียง เป็นมิตรที่แนบชิดกับ ภท. อย่างไรก็ตาม เสียงของพรรคยังมีค่าน้อยกว่าความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาล

“ถึงที่สุดแล้ว ถ้าปรับ ครม. โดยสูตรเขี่ย ภท.ออก แล้วจับมือกับ พปชร.เข้าร่วมจึงเป็นความยุ่งยากกันทั้งคู่ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะอยู่ได้สักกี่วันกัน เพราะความชอบธรรมย่อมไม่มีเหลือหลออยู่เลย”

นายจตุพร ประเมินถึงการแถลงข่าวของนายกฯ ว่า นายกฯ และรัฐบาลมักพูดเอาแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขาดความจริงใจ และไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ดังนั้น การพูดอะไรไว้ในวันนี้ ต่อไปในวันข้างหน้าก็เลี้ยววกกลับไม่สนใจคำพูดเดิมๆอีกเลย ซึ่งเป็นพฤติกรรมของคนไม่รักษาคำพูด

‘เทพไท’ซัด’อุ๊งอิ๊งค์’ชักสีหน้า แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ตอบคำถามสื่อสะท้อนธาตุแท้!

'เทพไท'ซัด'อุ๊งอิ๊งค์'ชักสีหน้า แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ตอบคำถามสื่อสะท้อนธาตุแท้!

‘เทพไท’ซัด’อุ๊งอิ๊งค์’ชักสีหน้า แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ตอบคำถามสื่อสะท้อนธาตุแท้!

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.09 น.

‘เทพไท’ซัด’อุ๊งอิ๊ง’ชักสีหน้า แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ ตอบคำถามสื่อสะท้อนธาตุแท้ขาดวุฒิภาวะทางการเมือง!

วันที่ 23 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาในหัวข้อ “อุ๊งอิ๊ง ชักสีหน้า แก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆ” ระบุว่า วันก่อนนักข่าวถามนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรีว่า มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง นางสาวแพทองธารไม่ได้ตอบคำถามของนักข่าวในรายละเอียด แต่ได้บอกว่า จะมาตอบให้ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งน่าจะมาจากเหตุผล เรื่องข้อจำกัดการตอบคำถามผู้สื่อข่าวของนางสาวแพทองธารเอง ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวมากที่สุด เพราะกลัวจะตอบผิดและเป็นประเด็นที่นำไปขยายผลต่อในภายหลัง จึงจำเป็นต้องไปตั้งหลักและเตรียมตัวเพื่อจะมาตอบคำถามในวันถัดไป

การที่นางสาวแพทองธาร ยกหลักธรรมของพุทธศาสนามาตอบว่า “ความจริงแล้วใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ไม่ว่าตำแหน่งทุกอย่าง หรือแม้แต่ตำแหน่งของนายกฯก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งของใครคนใดคนหนึ่ง ตำแหน่งของนายกฯก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราก็ทำใจให้นิ่งไว้” คงเป็นการเตรียมคำตอบมาจากบ้านแล้ว

ต่อมานางสาวแพทองธาร ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามว่า ในอนาคตจะมีโอกาสนำพรรคประชารัฐกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้นายกฯ ประกาศไว้ตอนหาเสียงว่า จะไม่จับมือกับคนที่ทำรัฐประหาร นางสาวแพทองธาร ตอบว่า “ใช่ค่ะ ที่เคยบอกว่าดูหน้าดิฉันนะค่ะ จะไม่จับมือกับคนทำรัฐประหาร อันนี้คือ 2 ปีที่แล้ว เผอิญคะแนนมันไม่ถึงก็เลยต้องจับกันหน่อยตอนนั้น จับมาสักพักแล้วเหมือนกันทำไมคำถามมันดีเลย์”

แต่สำหรับคำถามของนักข่าวที่ไม่ได้เตรียมคำตอบมา เป็นการตอบสดๆ สร้างความแปลกใจว่า ทำไมนางสาวแพทองธาร ตอบคำถามแบบกำปั้นทุบดิน เอาสีข้างเข้าถู แก้ตัวไปแบบน้ำขุ่นๆ ว่า ที่ต้องจับมือกับผู้ทำรัฐประหารก็เพราะคะแนนไม่ถึง ซึ่งถ้าตอนนั้นพรรคเพื่อไทยไม่ตระบัดสัตย์ กระโดดข้ามขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ก็เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ และแม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ก็ไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงทางการเมืองได้ ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน และเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยเสมอ ยิ่งตอบยิ่งเข้าตัว

ต้องยอมรับความจริงว่า นางสาวแพทองธาร เป็นคนขาดวุฒิภาวะทางการเมืองจริงๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งแสดงธาตุแท้ให้สังคมเห็นชัดเจนขึ้น

คุก‘เนตร นาคสุข’ อดีตรองอสส.3ปี-คดีช่วย‘บอส’ อัยการอาวุโสโดนด้วย2ปี ‘สมยศ’กับพวก6คนรอด

คุก‘เนตร นาคสุข’  อดีตรองอสส.3ปี-คดีช่วย‘บอส’  อัยการอาวุโสโดนด้วย2ปี  ‘สมยศ’กับพวก6คนรอด

คุก‘เนตร นาคสุข’ อดีตรองอสส.3ปี-คดีช่วย‘บอส’ อัยการอาวุโสโดนด้วย2ปี ‘สมยศ’กับพวก6คนรอด

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลสั่งจำคุก 2 อัยการ อดีตรอง อสส. 3 ปีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งคดี“บอส”ส่วนอดีตอัยการอาวุโส 2 ปี ฐานสนับสนุน แทรกแซง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องในคดีเปลี่ยนความเร็วรถช่วยพ้นผิด ซิ่งรถหรูชน ตร.ทองหล่อดับปี55‘บิ๊กอ๊อด’กับพวกที่เหลือ6คน ศาลยกฟ้อง แต่ให้ขังระหว่างอุทธรณ์ ก่อนให้ประกันคนละ2 แสน

เมื่อวันที่ 22เมษายน2568ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบหมายเลขดำ อท 131/2567 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุดกับพวกรวม 8 คนเป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 200, 83, 86 พรป.ประกอบรัฐธรรมนูญญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172,192

กรณีที่พวกจำเลยทั้งหมด ร่วมกันกระทำผิดเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานในคดี คำให้การพยาน ความเร็วรถยนต์ฯ เพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้ต้องหา เพื่อให้พ้นผิด หรือรับโทษน้อยลง ที่นายวรยุทธขับรถสปอร์ตหรูเฟอร์รารี่ เฉี่ยวชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 3 กันยายน 2555 จำเลยทั้ง 8 คนให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัวคนละ2แสนบาท วันนี้ จำเลย ทั้งหมดทนายความ และผู้ติดตามเดินทางมาศาล โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษากว่า 140 หน้า นานกว่า 3 ชั่วโมง

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความของโจทก์-จำเลย และพยานหลักฐานต่างๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำสืบหักล้างแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า นายชัยณรงค์ จำเลยที่ 4 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ดำรงตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 โดยสำนักงานดังกล่าวนี้ไม่ได้รับผิดชอบคดีที่เกิดพื้นที่สน.ทองหล่อ อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 4 ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เป็นพนักงานอัยการผู้รับชอบสำนวนคดีนี้ และไม่ได้หน้าที่พิเศษตามที่ทางราชการมอบหมายในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นตัวแทนโดยปริยาย ไม่ได้เป็นพยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญ จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าไปร่วมประชุมเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้แก่พนักงานสอบสวน พ.ต.อ.ธ หรือบุคคลอื่น แสดงถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่4ที่จะเข้าไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด จำเลยที่4 ได้อ้างสถานะว่าตนเป็นอัยการ รู้จักกับบุคคลต่างๆทั้งฝ่ายตำรวจและพนักงานอัยการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อให้ พ.ต.อ.ธ เกิดความน่าเชื่อถือ เพื่อโน้มน้าวให้ พ.ต.อ.ธคล้อยตามความเห็นของตน แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจพิเศษที่ต้องการที่จะช่วยให้นายวรยุทธไม่ต้องรับโทษ ยิ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำของจำเลยที่4 ที่ว่า”อยากให้ขอให้ความเร็วเป็น79.22กม.ต่อชั่วโมงตามที่อาจารย์สายประสิทธิคำนวณ” “คือตามกฎหมายห้ามขับเกิน80 อยากจะขอความกรุณาให้มันอยู่ rangeตรงนั้น”

“อันนี้ขอความกรุณาท่านผู้การ ทางอัยการเขาสั่งมาอย่างนี้ คือเขาก็มองว่าเขาจะช่วยนะ คือก็อยากให้เขาสบายใจนิดนึงใช่ไหมฮะ เวลาเขาจะสั่ง คือเขาสั่งมาเนี่ย เขาตั้งใจจะช่วยเต็มที่ แล้วก็อยากจะขอความกรุณานะฮะ เรียนตรง ๆ เลยฮะ” “ไม่เกิน 80 “ แม้ พ.ต.อ. ว ถามจำเลยที่4 ว่า “เอ้อ ท่านอัยการกองคดีอาญา7 ครับ ความเร็วมันกำหนดไว้เท่าไหร่ 80” และจำเลยที่ 4 ตอบว่า “ไม่เกิน 80 “ จำเลยที่ 3 พูดว่า”ในกรุงเทพ ในเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 นอกเขตเทศบาล “ เมื่อ พ.ต.อ.ว ทักท้วงว่า “ผมพยายามคิดตัวเลขในใจของผมได้ประมาณ 88 ผมยังไม่ได้คำนวณแต่ใช้ความทรงจำอย่างเดียว ผมได้ประมาณ 88” แต่จำเลยที่4 พูดขอร้องโน้มน้าวแสดงความต้องการว่า “เรียนตรง ๆเลยครับ ขอความกรุณานะฮะ” พิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา200 วรรคหนึ่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา86 ส่วน จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 และมาตรา200 วรรคหนึ่ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา90 จำเลยที่4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 8 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกจำเลยที่ 4 กำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 กำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่1-3,5-7 แต่ออกให้หมายขังจำเลยที่1-3,5-7 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ ฃ

ต่อมา ทนายความจำเลยทั้ง8คน ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยทั้ง 8คนมีประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์คดีโดยตีราคาประกันคนละ 2 แสนบาท ภายหลังได้รับปล่อยตัว พล.ต.อ.สมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้รู้สึกโล่งใจอย่างมากที่ตนเองสามารถพ้นมลทิน และรู้สึกมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งนี้ตนยืนยันมาโดยตลอดว่ามั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ตนจะได้รับความยุติธรรมจากศาลอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทั้งนี้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯได้ทำความเห็นแย้งคดีนี้ไว้ช่วงท้ายคำพิพากษาด้วยว่า จำเลยที่ 1-3และ5-7มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งความเห็นแย้งนี้ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะแนบไปกับสำนวนในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ด้วย