‘ขุนคลัง’แจงเลื่อนแผนเจรจาภาษีสหรัฐ ขอดูประเทศอื่นก่อน เร็วไปไม่ดี-ช้าเกินไปไม่ได้ เตรียม2เรื่องสำคัญรับมือ

'ขุนคลัง’แจงเลื่อนแผนเจรจาภาษีสหรัฐ  ขอดูประเทศอื่นก่อน  เร็วไปไม่ดี-ช้าเกินไปไม่ได้  เตรียม2เรื่องสำคัญรับมือ

‘ขุนคลัง’แจงเลื่อนแผนเจรจาภาษีสหรัฐ ขอดูประเทศอื่นก่อน เร็วไปไม่ดี-ช้าเกินไปไม่ได้ เตรียม2เรื่องสำคัญรับมือ

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ขุนคลัง’แจงเลื่อนแผนเจรจาภาษีสหรัฐ ขอดูประเทศอื่นก่อน เร็วไปไม่ดี-ช้าเกินไปไม่ได้ เตรียม2เรื่องสำคัญรับมือ มะกันกลัวแทรกแซงค่าเงิน หวั่นสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้า

“อุ๊งอิ๊งค์”เผยเหตุสหรัฐฯ ขอยกเลิกนัดถกภาษีวันที่ 23 เมษายน หลังไทยถูกรีเควสต์ให้ทบทวนเงื่อนไข พร้อมบินไปเจรจาด้วยตัวเองหากจำเป็น ย้ำไทย ต้องบาลานซ์ 2 ประเทศมหาอำนาจ ด้าน“ขุนคลัง”เผยเหตุเลื่อนเจรจาสหรัฐฯ ขอรอดูประเทศอื่นก่อน เจออะไรบ้าง ย้ำรีบเกินไปไม่ดี ช้าเกินไปไม่ได้ แย้มปมสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก เป็นปัญหาใหญ่

เมื่อวันที่ 22เม.ย.68 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยอมรับถึงการเลื่อนเจรจากรณีกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา ออกไปจากเดิมวันที่ 23 เม.ย.นี้ “เรื่องนี้มีการเลื่อน เนื่องจากประเทศไทยทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีการคุยกันในเรื่องของมาตรการของการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เมื่อมีการส่งทีมล่วงหน้าไป มีสาระสำคัญบางอย่างที่เขารีเควสกลับมาให้เราทบทวนในเรื่องที่จะไปเจรจา เดี๋ยวจะมีการนัดกันใหม่อีกครั้ง แต่ในส่วนของรายละเอียดว่าเป็นเรื่องอะไรบ้างนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะชี้แจงต่อไป

เล็งกู้เงินรับมือกำแพงภาษี

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเสนอให้รัฐบาลรื้องบประมาณปี 2569 และเห็นด้วยหากรัฐบาลจะออก พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อรับมือภาษีสหรัฐฯ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รับฟังทุกความคิดเห็นอยู่แล้ว เดี๋ยวก็ลองนำมาพิจารณาประกอบว่าจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย หากระยะยาวมีข้อตกลงหรือการเปลี่ยนแปลงจะเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหนก็จะให้ทีมทบทวนเรื่องนี้อีกที ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ของฝ่ายค้าน

เมื่อถามว่ามีโอกาสหรือไม่นายกฯจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาด้วยตัวเอง นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวลองดูระดับของการคุยกันก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ในส่วนของตนพร้อมอยู่แล้วที่จะไปพูดคุยเจรจา เมื่อถามว่าการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯถือว่าช้าเกินไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่บอกจริงๆเราไม่ได้ช้าเกินไป เนื่องจากสหรัฐฯประกาศระยะเวลา 90 วันก่อนที่การขึ้นภาษีจะมีผล ซึ่งตอนนี้เราทบทวนและพูดคุยกับทีมเจรจาอย่างไม่เป็นทางการว่ามีเรื่องไหนบ้างที่เราจะควรคุยกัน เพราะบางเรื่องเช่นภาษีที่เขาเสียให้เราแพงเกินไปก็ดูว่าควรจะปรับให้สมเหตุสมผลหรือไม่ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ซึ่งขณะนี้ทีมทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อยทุกคน ถ้าถามว่าช้าเกินไปหรือไม่ ไม่ช้าเกินไป

ยอมรับเศรษฐกิจฝืดเคือง

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่กับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย นายกฯ กล่าวว่า จริงๆแล้วเศรษฐกิจทั่วโลกมันก็ลำบากค่อนข้างฝืดเคืองพร้อมๆกัน ก็เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆจัดการด้วยความรอบคอบและต้องมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง ถามว่าหนักใจหรือไม่ทีมทุกคนกำลังทำงานอยู่ไม่ได้ทิ้งไปไหน เรายังอัพเดตและยังมีคนที่อยู่นอกครม. รวมถึงนักวิชาการต่างๆที่เราปรึกษากันอยู่หลายๆทาง ซึ่งมีความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน เพราะฉะนั้นคิดว่าเราทำดีที่สุดในสถานการณ์นี้ เมื่อถามว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศจะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ก็ยังหวังว่ายังเป็นไปตามเป้าอยู่ ถามว่า การร่วมมือกันของกลุ่มประเทศอาเซียนในการเจรจามีความคืบหน้าอย่างไรหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า มีการพูดคุยกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และมีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการอีกเล็กน้อย ในเรื่องการร่วมมือ และการที่ตนจะเดินทางเยือนกัมพูชาวันที่ 23-24 เม.ย.นี้จะมีการพูดคุยกันด้วย เดี๋ยวจะกลับมาอัปเดต

ยังไม่เทหมดหน้าตัก

เมื่อถามว่าการบาลานซ์ของไทยกับประเทศมหาอำนาจซึ่งจีนออกมาเตือนว่าหากประเทศใดยอมให้กับสหรัฐฯมากเกินไปจนกระทบการค้าขายกับจีน ก็อาจจะโดนมาตรการตอบโต้ด้วยเช่นกัน นายกฯ กล่าวว่า เราพูดตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าการเจรจาของเรากับสหรัฐอเมริกาถึงแม้เราจะเป็นประเทศเล็กๆก็ตามแต่เราต้องเจรจาให้เหมือนกับว่าให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย เราไม่ได้เจรจาเหมือนกับว่าเราเป็นประเทศเล็กมากต้องยอมทุกอย่าง มันไม่ได้อยู่แล้ว ทุกๆประเทศมีความสำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเข้าไปคุยต้องมีกระบวนการคิดที่เข้าไปคุยว่าเราพร้อมจะให้เขา เขาพร้อมจะให้เรา เสนอซึ่งกันและกันแบบนี้ ตนก็ได้คุยกับทีมไป การที่ไปคุยไม่ใช่เทหมดหน้าตัก เพราะผู้ประกอบการกับเกษตรกรที่มีความสัมพันธ์กับจีนก็มีมากเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศมหาอำนาจเราก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้นต่อไป เพราะฉะนั้นทั้งสองประเทศเราต้องบาลานซ์ให้ดี

“ทักษิณ”ก็ยังช่วยเหลือ

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการทำเรื่องขอออกนอกประเทศเพื่อไปพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ยัง แต่มีการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการอยู่เรื่อยๆกับทีมทำงาน ไม่ใช่กับตัวประธานาธิบดี เมื่อถามอีกว่าพอจะทราบไทม์ไลน์การนัดหมายครั้งต่อไปของสหรัฐฯหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวให้นายพิชัย แถลงอีกที เพราะตนไม่ได้เป็นคนคุยหน้างาน

ขุนคลังพิชัยแจงรายละเอียด

วันเดียวกันเมื่อเวลา 11.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ แถลงถึงสาเหตุการเลื่อนเจรจากับสหรัฐฯว่า เพราะขอรอดูสถานการณ์ก่อน โดยต้องการศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ไม่อยากไปเจรจา โดยที่ไม่มีการเตรียมตัวให้รอบด้าน

“พูดตรง ๆ นะ เราขอว่าอย่าให้เร็วกว่าคนอื่น และอย่าช้ากว่าคนอื่น เร็วไปก็ไม่ดี ถ้าช้ากว่าคนอื่นก็ไม่ดี เหมาะสมที่สุด คือ ดูก่อนว่า หัวขบวนเขาโดนอะไรบ้าง กลางขบวนโดนอะไรบ้าง เราอยู่กลาง ๆ เกือบท้ายเราจะได้รู้ว่า ควรจะทำอย่างไร จริง ๆ เขาอยากให้ไป อยากให้ทุกคนไป เพียงแต่จะจัดคิวอย่างไร ส่วนผม อาจต้องละเอียดรอบคอบหน่อย” นายพิชัย กล่าว

ปรับปรุงหลักเกณฑ์เจรจา

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ในระหว่างนี้ที่เหลือเวลาอีกประมาณ 70 วัน เชื่อว่าทุกคนร้อนใจ จึงแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนในระดับปฏิบัติการ คือ ส่วนที่อยู่ในสหรัฐฯ นำโดยเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ร่วมกับทีมจากประเทศไทย ประสานกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นอกเหนือจากข้อเสนอของฝั่งไทย และ เพื่อให้ทราบในสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการอย่างแท้จริง

นายพิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้การทำงานในประเทศไทยระดับบริหาร ที่ต้องติดตามสถานการณ์ กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเกิดผลกระทบ แบ่งเป็นเรื่องการเงิน ต้องหารือกับแบงก์ชาติ และ สถาบันการเงิน ว่าจะแก้ไขอย่างไร ส่วนเรื่องการฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบ ที่เกิดการส่งออก การผลิต ลงไปถึงระดับแรงงาน ต้องหารือกับสภาพัฒน์ฯ จะรับมือและมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร รวมถึงเรื่องปฏิรูป คือการปรับปรุงกำหนดหลักเกณฑ์กติกาการส่งออก ให้เกิดความรวดเร็ว โปร่งใส ในลักษณะที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ หรือ วิน-วิน แต่ต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

มีปัญหาสวมสิทธิ์การส่งออก

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้หนึ่งในประเด็นที่คาดว่า สหรัฐฯ มีความกังวล และจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุย คือเรื่องของค่าเงิน เมื่อสหรัฐฯ ต้องการส่งออก จึงหวังว่าประเทศต่าง ๆ จะไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงิน

และอีกเรื่องคือ การสวมสิทธิส่งออกสินค้า ที่จะต้องหารือหลักเกณฑ์ให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย ว่ามีข้อกำหนดวิธีการเงื่อนไขอย่างไร ที่จะชี้วัดว่า สินค้าใดเป็นสินค้าสวมสิทธิ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเดินทางไปเจรจาในช่วงใด ต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสมก่อน เพราะการเจรจาดังกล่าว เหมือนการเจรจาธุรกิจ ตนเองขอใช้ประสบการณ์ส่วนตัว เข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้

‘อ้วน-หนู’โชว์หวานสยบร้าวพท.-ภท. จับมือชั่วนิรันดร์ ‘อิ๊งค์’ยันไม่คิดปรับครม.

'อ้วน-หนู’โชว์หวานสยบร้าวพท.-ภท.  จับมือชั่วนิรันดร์  ‘อิ๊งค์’ยันไม่คิดปรับครม.

‘อ้วน-หนู’โชว์หวานสยบร้าวพท.-ภท. จับมือชั่วนิรันดร์ ‘อิ๊งค์’ยันไม่คิดปรับครม.

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อ้วน-หนู’โชว์หวานสยบร้าวพท.-ภท. จับมือชั่วนิรันดร์ ‘อิ๊งค์’ยันไม่คิดปรับครม. ย้ำทุกอย่างยังเหมือนเดิม พรรคร่วมฯประสานเสียง ยังไม่ได้รับสัญญาณปรับ

นายกฯ“อิ๊งค์”ย้ำชัด ยังไม่คิด“ปรับครม.”ยกคำพระ ทิ้งปริศนา “ทุกอย่างล้วนอนิจจัง”แม้ตำแหน่งนายกฯก็เช่นกัน ทำใจให้นิ่งไว้ ตกใจกระแสเขี่ย“ภูมิใจไทย”ย้ำทุกอย่างยังเหมือนเดิมย้ำยังไม่ปรับก.เศรษฐกิจตามโพลล์“ภูมิธรรม”ย้ำสัมพันธ์ พท.-ภท.เหมือนเดิม นายกฯยังไม่มีสัญญาณปรับครม. ชี้เรื่องลอยขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “อนุทิน”เซ็งสื่อเสี้ยม‘ปรับครม.-เอาภท.ออก โอดตกเป็นเป้าถูกแกล้ง ลามถึงขั้นดึง‘ยิ่งลักษณ์’สั่งเขี่ยทิ้งยันเป็นอำนาจนายกฯไม่ต้องถามใคร ย้ำหากนายกฯไม่ให้ความมั่นใจ คงไม่ยืนตรงนี้ตกบ่าย‘ภูมิธรรม-อนุทิน’ควงแขน โชว์ซีนหวานสยบรอยร้าว บอก‘พท.-ภท.’จะจับมือกันชั่วนิรันดร์‘เสี่ยหนู’หยอกกลับ บอก‘เดี๋ยวหอมแก้ม’ขณะที่แกนนำพรรคร่วมฯประสานเสียงยังไม่ได้รับสัญญาณปรับครม.จากนายกฯ

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในช่วงนี้ข้อเท็จริงเป็นอย่างไร

‘อิ๊งค์’ทิ้งคำทุกอย่างล้วนอนิจจัง

โดยน.ส.แพทองธารหัวเราะก่อนตอบว่าความจริงตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิมและทราบมาว่ามีเรื่องของผลโพลที่ทุกคนให้ความสนใจ ความจริงแล้วตนพร้อมรับฟังทุกความเห็นไม่ว่าจะเป็นผลโพลหรือความเห็นของประชาชนจะนำไปคิดความจริงแล้วใดๆในโลกล้วนอนิจจังไม่ว่าตำแหน่งทุกอย่างหรือแม้แต่ตำแหน่งของนายกฯก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งของใครคนใดคนหนึ่ง ตำแหน่งของนายกฯก็เช่นกันเพราะฉะนั้นเราก็ทำใจให้นิ่งไว้

ยังไม่คิดปรับ/ทุกอย่างเหมือนเดิม

เมื่อถามว่าที่บอกให้ทำใจให้นิ่งเป็นการสื่อสารไปยังรัฐมนตรีทุกคนใช่หรือไม่น.ส.แพทองธารตอบว่า ไม่ค่ะทุกๆคนบอกว่าทุกๆอย่างเราต้องใจนิ่งๆไว้ ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้คิดจะปรับอะไร แต่พอรับฟังความคิดเห็นก็ต้องมาดูว่าอย่างไรบ้าง เพราะความจริงแล้วตนชอบทำงานเป็นทีม ชอบทำงานในแบบที่ทำงานด้วยกันไม่ต้องสู้กันไม่ต้องไฟต์กันในแต่ละกระทรวง ยืนยัน ไม่ชอบความแตกสามัคคี แต่ก็ทำดีที่สุดแล้วดูว่าเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นอะไร

ตกใจข่าวเขี่ย‘ภูมิใจไทย’ปัดไม่มี

เมื่อถามว่าการทำงานของครม.ชุดนี้ที่ผ่านมาในเรื่องความสามัคคีเป็นอย่างที่หวังไว้ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่าถือว่ามีความสามัคคี เมื่อมอบนโยบายใดๆ ทุกคนก็พยายามทำเต็มที่และเกิดขึ้นจริง แต่ก็เข้าใจหลายๆกระทรวงที่บางทีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดไว้ บางนโยบายหรือบางอย่างอาจขลุกขลักบ้างอันนี้เข้าใจได้

เมื่อถามถึงมีการวิเคราะห์กันว่าจะปรับพรรคภูมิใจไทยออกแล้วนำพรรคพลังประชารัฐเข้ามาแทน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “อะไรนะ เอาพรรคภูมิใจไทยออก เอาพลังประชารัฐเข้าแทน หืมอันนี้โอโห คำถามนี้แรง ยังไม่มีอย่างนั้นนะคะ ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนเดิมอยู่”

ย้ำยังคงเดิมไม่ปรับกระทรวงศก.

เมื่อถามย้ำว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นเหมือนในปัจจุบันจนจบรัฐบาลหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ก็อยากให้เป็นเช่นนั้นจะมีอะไรอีกหรือไม่เล่าให้ฟังหน่อยบ้างสิ ดูดวงให้หน่อย

เมื่อถามว่าผลโพลบอกให้ปรับในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจซึ่งสอดคล้องกับเสียงสะท้อนของคนในพรรค เราจะปรับยุทธศาสตร์หรือปรับตัวรัฐมนตรี น.ส.แพทองธารกล่าวว่าตอนนี้ยังไม่ตกผลึกทุกอย่างเหมือนเดิมขอตอบตามนี้ แต่เรารับฟังทุกความคิดเห็น

‘อ้วน’ยืนยันไร้สัญญาณปรับครม.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสปรับ ครม.ว่าเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี หากนายกฯเห็นว่ารัฐมนตรีกระทรวงใดมีความไม่เหมาะสมก็เป็นสิทธิของนายกฯที่จะปรับหากเป็นโควต้าไหนกระทรวงใดและอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดก็ต้องเคลียร์กับพรรคนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครได้สัญญาณอะไรจากนายกฯว่าจะปรับครม.เป็นเรื่องพูดกันแต่คนวงนอกเป็นส่วนใหญ่ ตนรู้สึกว่าอยู่ดีๆเรื่องนี้ก็ลอยขึ้นมาเป็นประเด็น โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ดังนั้น เรื่องนี้ต้องถามนายกฯเอง

ย้ำสัมพันธ์‘พท.-ภท.’เหมือนเดิม

ส่วนความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า แต่ละพรรคก็มีเรื่องภายในของตัวเองที่ต้องไปเคลียร์ แต่สำหรับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีประเด็นอะไรขัดแย้งกัน แต่อาจมีเห็นต่างกันบ้าง ถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ทั้งหมดต้องอาศัยหลักการและความถูกต้อง

เมื่อถามอีกว่าในฐานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมองว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย ยังเดินกันต่อไปได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า“ก็อยู่ที่พรรคภูมิใจไทย และอยู่ที่ภายในของพรรคเพื่อไทย แต่ละพรรคต้องไปทำความเข้าใจของตัวเอง ทำความเข้าใจได้ ยอมรับหลักการได้ พรรคร่วมรัฐบาลก็เดินต่อไปได้”

สรวงศ์’โอดขออย่าโหม‘ปรับ ครม.’

นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลที่ประชาชนอยากให้มีการปรับครม.ในหลายกระทรวงว่า ไม่ทราบเลย อย่างที่นายกรัฐมนตรีพูดและพูดตรงๆข่าวเรื่องการปรับ ครม. ตนรบกวนจริงๆในฐานะที่อยู่ตรงนี้จะโดนปรับหรือไม่โดนปรับ ใครจะโดนหรือไม่โดนมันมีผลต่อการทำงานจริงๆ รบกวนว่าอย่างที่นายกฯได้แจ้งไปกับสื่อมวลชนและประชาชนว่า ณ ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทุกคนยังทำงานตามปกติ

ยันนายกฯพร้อมรับฟังโพล-ปชช.

ส่วนผลโพลที่ออกมาแสดงให้ครม.เห็นว่าควรมีการปรับครม.นั้น นายกฯรับฟังทุกเสียง ทั้งเสียงของผลโพลและเสียงของประชาชนนายกฯรับฟังอยู่แล้ว ต้องให้นายกฯพิจารณาเอง ส่วนหากอยากให้อายุครม.ยืดยาวจนครบวาระควรจะต้องมีการปรับ ครม.ให้เร็วขึ้นหรือไม่นายสรวงศ์ กล่าวว่า ต้องให้นายกฯพิจารณาส่วนหากมีการปรับมีการสลับกระทรวงพรรคร่วมรัฐบาลจะมีความไม่พอใจหรือไม่นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ทุกอย่างเป็นอำนาจตัดสินใจของนายกฯและมั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและเพื่อให้การทำงานราบรื่น แต่อย่างที่นายกฯบอกณ ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

‘หนู’ยันปรับครม.เป็นอำนาจนายกฯ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงมหาดไทย ถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจะถูกปรับออกจากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีมาอย่างต่อเนื่องถึงขั้นมีชื่อของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯน้องสาวนายทักษิณ ชินวัตรกำชับในวงประชุมให้เขี่ยพรรคภูมิใจไทยออกว่าการพูดถึงคนที่ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ไม่แฟร์สำหรับเขาการปรับครม.เป็นเรื่องของนายกฯไม่จำเป็นต้องไปคุยไปถามหรือฟังใครทั้งสิ้น ตั้งแต่เกิดกระแสข่าวก็ได้พูดคุยกับนายกฯตลอดเป็นเรื่องการทำงาน

หากนายกฯไม่มั่นใจคงไม่ยืนตรงนี้

เมื่อถามอีกว่านายกฯได้ให้ความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวย้อนว่า“ถ้าท่านไม่ให้ความมั่นใจ ผมคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้”เมื่อถามว่ายังมั่นใจในความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับอาหนูหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาทำงานมีแต่คำว่าท่านนายกฯกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามต่อว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคภูมิใจไทยจะไปรวมกับพรรคประชาชนจับมือกันเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน กล่าวว่า ปรับครม.ยังไม่ได้ปรับเลย พรรคภูมิใจไทยจะไปเป็นฝ่ายค้านได้อย่างไร ธรรมดาการเมืองสมัยก่อน มีหัวหน้าพรรคเยอะ เขาก็คิดว่าจะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัน มีอะไรก็ไปเขย่าตำแหน่งแต่ตอนนี้ตำแหน่งนายกฯมีความมั่นคง และแข็งแรง ไม่มีคนคิดจะแข่งหรือคิดไม่ดีกับท่าน จะเอาท่านลงมาจากตำแหน่ง ในพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีใครคิดเลยทีนี้ก็เลยมาแกล้งผม แค่นั้นเอง ไม่มีอะไร

‘อ้วน-หนู’ควงแขนโชว์ซีนหวาน

เมื่อเวลา 14.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2568 และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ประจำปีงบประมาณ2567มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย(พท.)ได้เดินคล้องแขน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้า ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และอารมณ์ดี

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเนื้อหาการประชุม นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายกฯเรียกประชุมเร่งรัดการทำงานที่ยังค้างอยู่ของแต่ละกระทรวง เพราะยังมีบางกระทรวงที่ยังมียอดเบิกจ่ายงบประมาณไม่เต็มที่ ซึ่งได้ประชุมไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา และมาถึงขณะนี้ได้เร่งขึ้นมาในอัตราดีพอสมควร และนายกฯก็พึงพอใจ เพราะตัวเลขขึ้นมา ซึ่งทุกคนก็จะกลับไปทำงานได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบและกระต้นเศรษฐกิจ

‘หนู’หยอกกลับบอก‘เดี๋ยวหอมแก้ม’

เมื่อถามว่านายกฯให้ทุกพรรคที่คุมแต่ละกระทรวงไปทำงานปกติแปลว่าสัญญาณการทำงานร่วมกันจะยืดยาวใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมหัวเราะ ก่อนตอบว่า“มันไม่มีประเด็น ที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะทำงานด้วยกันดีมาตลอด”

เมื่อถามต่อว่านอกจากเรื่องงบประมาณแล้วมีการคุยกันเรื่องความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า“เนี่ยผมเดินจูงแขนกันลงมาเลย นี่ไงก็ยังรักกันดีอยู่”จากนั้นนายภูมิธรรม หันไปหานายอนุทิน แล้วบอกให้พูดบ้างนายอนุทินจึงกระเซ้ากลับมาว่า“เดี๋ยวหอมแก้ม”

นายภูมิธรรมจึงกล่าวกับสื่อว่าต้องให้หอมแก้มเหรอก่อนจะหัวเราะพร้อมระบุว่า“ไม่มีอะไรครับ รัฐบาลยังร่วมมือและดำเนินการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายและตอนนี้ก็เร่งรัดให้บริหารการเงินในระบบให้มันดี เอางบเหลื่อมปีมาจัดการให้เต็มที่”

โชว์หวานลั่น’จับมือกันชั่วนิรันดร’

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างประชุม นายกฯได้พูดถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า มีแต่การคุยกันเรื่องตลก อันนี้ตนพูดไม่ใช่นายกฯพูด ยืนยันเรื่องความขัดแย้งไม่มี ตนถูกสื่อถามจนสงสัยแล้วว่ามันมีหรือเปล่า

จากนั้นนายภูมิธรรมได้เดินควงแขนก่อนจะคลายมาจับมือนายอนุทิน ขึ้นตึกบัญชาการ1 ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าจะจับกันจนถึงปี70 เลยหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “จับมือกันชั่วนิรันดร์”

‘เอกนัฏ’ยันไม่ได้สัญญาณปรับครม.

ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับครม.ว่ายังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช.เพราะหากมีการปรับ ครม. จะต้องมีการแจ้งหัวหน้าพรรค ซึ่งในส่วนของหัวหน้าพรรคไม่ได้มีการพูดคุย มีเพียงการพูดคุยในส่วนของการทำงานแต่ละกระทรวง

และยืนยันว่า ตอนนี้ทั้งสมอง สติ คิดแค่ว่าวันนี้อยู่ตรงนี้ทำงานให้ดีที่สุด การเมืองไม่มีอะไรแน่นอนสำคัญวันที่เราอยู่เป็นรัฐมนตรีเราทำอะไรบ้าง ตนคิดแบบนี้จริงๆ ทั้งวัน ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยตอนนี้มุ่งแก้ปัญหาอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญที่กระทบกับมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ

ประกาศลั่นไม่สน ไม่แคร์ ไม่กลัว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวมีเอกชนลงขันเอาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหากมีการถูกปรับจริงจะเกี่ยวข้องหรือไม่นายเอกนัฏ ตอบว่าตนไม่สนใจเรื่องข่าวลือ ไม่แคร์และไม่กลัวก็ทำงานในแบบของตนต่อไป ถ้าคนอย่างตนไม่กล้าทำ ก็ไม่รู้ว่าใครจะกล้าทำ ข่าวลือเอามาผูกโยง ถึงจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง ไม่เอามาสนใจ พร้อมยืนยันว่า ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

‘นฤมล’ยัน‘กล้าธรรม’โควต้าเดิม

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรมกล่าวถึงกระแสข่าวการปรับครม.ว่าท่านนายกฯยังไม่ส่งสัญญาณการปรับครม.ซึ่งกระแสส่วนใหญ่มาจากการวิจารณ์ของสื่อมวลชน ซึ่งจากการฟังข่าวในช่วงวันหยุดบรรดาหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆต่างก็ระบุว่ายังไม่ได้รับสัญญาเช่นกัน หากจะปรับครม.จริงก็ต้องคุยกันในพรรคทั้งหมดเพราะต้องเป็นมติของพรรคอยู่ดีเมื่อถามว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับ ครม.แล้วหรือไม่ นางนฤมล ย้ำว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่ต้องมีการหารือกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่ในส่วนของพรรคเราก็ยืนยันในสัดส่วนเดิม พร้อมที่จะทำงานสนองนโยบายของนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่

ย้ำไม่เคยมีแนวคิดแลกกระทรวง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอยากได้กระทรวงมหาดไทยนางนฤมล กล่าวว่า ไม่มี และเรื่องดังกล่าวก็จะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอย่างกระทรวงมหาดไทย ก็อยู่ภายใต้กรรมกับดูแลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พอมาบอกว่าพรรคเราจะเข้าไป ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลกันเปล่าๆ พรรคกล้าธรรม ทำไม่เคยมีแนวคิดที่จะเอาสัดส่วนของพรรคอื่น และยืนยันว่าเรายังคงดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนี้เกษตรกรก็ยังประสบปัญหาอยู่

“เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งก็มีความเห็นตรงกันว่า ยังพอใจในตำแหน่ง และสัดส่วนเดิมอยู่ ยังไม่ได้มีความคิดที่จะขยับไปตรงไหน”นางนฤมล ระบุและย้ำว่าไม่ได้รู้สึกกังวลถึงกระแสข่าวการเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่หนักอยู่ในขณะนี้ เพราะในกระทรวงเกษตรเองก็ทำงานใกล้ชิดกับทั้งข้าราชการมาโดยตลอด และเป้าหมายก็พูดมาชัดเจน ซึ่งเรื่องการเมืองเราจะไม่เอามาเป็นปัจจัยในการทำงาน

‘วราวุธ’ชี้ยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

นายวราวุธศิลปะอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพลประชาชนอยากให้ปรับครม.มองว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วหรือยังว่า เรื่องนี้มีหลายโพลออกมา ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ท้ายที่สุดนายกฯเป็นผู้ตัดสิน ว่าจะปรับอย่างไรปรับแค่ไหน และจะปรับเมื่อไหร่ ส่วนตัวคงรอฟังข่าว หรือรอฟังการพูดคุยกันก่อนจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการส่งสัญญาณการปรับ ครม.

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะมีการแลกกระทรวงในโควตาของพรรคชทพ.นายวราวุธตอบว่าพรรคชทพ. แม้ไม่ใช่พรรคใหญ่ มีแค่ 10 คน คงไม่ได้ไปต่อรองอะไร จากการทำงานที่ผ่านมา ตนเชื่อมั่นว่าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะอยู่ในภารกิจใด พรรคชทพ.สามารถทำงานให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การไปต่อรองหรือสลับกระทรวง ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแน่นอน

จำให้ขึ้นใจ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือน‘ทีมเจรจาสหรัฐฯ’อย่ามอบกายถวายชีวิต

จำให้ขึ้นใจ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือน‘ทีมเจรจาสหรัฐฯ’อย่ามอบกายถวายชีวิต

จำให้ขึ้นใจ! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือน‘ทีมเจรจาสหรัฐฯ’อย่ามอบกายถวายชีวิต

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.03 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า ภาษีการค้าอเมริกา

ทีมเจรจาการค้าที่จะไปสหรัฐ จำไว้ให้ดี. อย่าไป
มอบกายถวายชีวิตให้ทรัมป์อย่างหมดรูป. อย่า
ยอมจูบตูดอย่างที่ทรัมป์พูด. อย่ายอมทรัมป์ทุกอย่าง
ไทยไม่ได้ค้าขายกับอเมริกาชาติเดียว

จำให้ขึ้นใจ. ผู้นำจีนพูดชัดเจน. ใครที่เจรจาปัญหาภาษีกับอเมริกา. ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อจีน. ต้องไม่มีการกดดันหรือกีดกันจีน. เพราะไทยมีการค้ากับจีนในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน

ล่าสุด. ผู้นำญี่ปุ่นออกมาเน้นย้ำว่า. การเจรจาการค้า
กับสหรัฐ. ญี่ปุ่นจะไม่ก้มหัวให้กับการข่มขู่ใดๆ. ญี่ปุ่น
เป็นชาติแรกที่ผู้นำอเมริกาให้เข้าพบเจรจา.

แม้แต่อียูก็มาชวนไทยและอาเซียนให้ผนึกกำลังกันสู้
กับอเมริกาในเรื่องนี้. ไทยไม่ได้โดดเดี่ยว. ไม่ได้สู้โดยลำพังชาติเดียว.

อเมริกาขึ้นภาษีขาเข้า. คนเดือดร้อนคือผู้บริโภค
ชาวอเมริกัน. ต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น.รัฐบาลไทยอาจต้องชั่งใจว่าจะลดภาษีส่งออกลงเท่าไรหรือไม่. หรือหามาตรการสนับสนุนสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบ. รวมทั้ง. สำรวจสินค้าอุตสาหกรรมใดที่อาศัยไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก. โดยไทยได้ผลประโยชน์ต่ำมาก

ประการสำคัญ. การเจรจาการค้าต้องจำกัดขอบเขตอยู่แค่เรื่องภาษี. การต่างตอบแทนและการต่อรองทางภาษี ต้องไม่มีบริบททางการเมืองระหว่างประเทศมาเกี่ยว ข้อง. ต้องไม่มีเรื่องฐานทัพอเมริกาในไทย. ไม่มีเรื่องการปิดล้อมจีนหรือสัปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย

สุดท้าย หวังว่า. พาณิชย์ไทยจะเจาะตลาด ขยายตลาดอื่นๆให้มากขึ้น. ไม่ว่าจะอินเดีย ตะวันออกกลางหรืออัฟริกา

ระบบพร้อมแล้ว! ‘คลัง’ยันแจก‘เงินหมื่นเฟส 3’ไตรมาส 2 แน่นอน

ระบบพร้อมแล้ว! ‘คลัง’ยันแจก‘เงินหมื่นเฟส 3’ไตรมาส 2 แน่นอน

ระบบพร้อมแล้ว! ‘คลัง’ยันแจก‘เงินหมื่นเฟส 3’ไตรมาส 2 แน่นอน

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 สำหรับกลุ่มผู้มีสิทธิอายุ 16 – 20 ปี นั้น ยังคงดำเนินการตามกำหนดการเดิม คือ จะมีการโอนเงินให้ผู้ได้สิทธิภายในไตรมาส 2 ปี 2568 แน่นอน โดยขณะนี้ระบบมีดิจิทัลวอลเล็ตบนแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเชื่อมระบบกับธนาคารเท่านั้น

“ทางธนาคารต้องมีการพัฒนาระบบเพื่อทำการเชื่อมกับดิจิทัลวอลเล็ตบนแอปทางรัฐ ซึ่งการพัฒนาแต่ละธนาคารก็ใช้เวลาดำเนินการช้าเร็วไม่เท่ากัน และรัฐบาลก็ไม่อยากได้แบบเปิดตัวโครงการเงินดิจิทัล เฟส 3 แล้วเชื่อมระบบแค่ไม่กี่ธนาคาร ก็ดูไม่สมบูรณ์ จึงต้องรอให้พร้อมทั้งหมดก่อน โดยความคืบหน้าขณะนี้ กลุ่มแพลตฟอร์มผู้ให้บริการวอลเล็ตได้ทำการเชื่อมระบบแล้ว เนื่องจากมีระบบรองรับสามารถจัดการได้ในทันที และคาดว่าก่อนสิ้นไตรมาสที่ 2 นี้ ธนาคารใหญ่ของไทยทั้งหมดจะเข้ามาเชื่อมระบบสำเร็จ” นายจุลพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 4 หรือกลุ่มที่เหลืออายุ 21 – 59 ยืนยันว่า จะมีการแจกเงินภายในภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ตามกำหนดการเดิมเช่นกัน เพราะรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตภายในเดือน ก.ย.68 ทั้งนี้ ถ้าระบบดิจิทัลวอลเล็ตมีความเรียบร้อยและปลอดภัย ทั้งโครงการในเฟส 3 การทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 4 ก็จะเดินหน้าต่อได้เลยทันที

‘นายกฯ’กำชับเฝ้าระวัง 65 รายการ สั่งเพิ่มบทลงโทษแรง’บริษัทสวมสิทธิ์’

'นายกฯ'กำชับเฝ้าระวัง 65 รายการ สั่งเพิ่มบทลงโทษแรง'บริษัทสวมสิทธิ์'

‘นายกฯ’กำชับเฝ้าระวัง 65 รายการ สั่งเพิ่มบทลงโทษแรง’บริษัทสวมสิทธิ์’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.27 น.

นายกฯถกหน่วยงานเศรษฐกิจ เน้นย้ำมาตรการสวมสิทธิ์สินค้าในไทยระยะสั้น-ระยะยาว กำชับเฝ้าระวัง 65 รายการ สั่งเพิ่มบทลงโทษแรงบริษัทสวมสิทธิ์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและทวิตผ่าน X ระบุว่า วันนี้ได้เชิญทางกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย เพื่อมาพูดคุยและเน้นย้ำถึงมาตรการสวมสิทธิ์ของสินค้าในไทย และกระบวนการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและการส่งออกของผู้ประกอบการไทย

นายกฯ ระบุต่อว่า โดยในระยะสั้น ทางกรมการค้าต่างประเทศจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการหารือร่วมกับหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ หรือ US Custom and Border Protection (CBP) เพื่อวางหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมทั้งเฝ้าระวังการสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย จำนวน 65 รายการ 224 พิกัด ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อให้การตรวจสอบเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ส่วนในระยะยาว ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นกับบริษัทที่มีการสวมสิทธิ์สินค้าไทยอย่างเด็ดขาด

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า หากเกิดความเข้มงวดในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดของสินค้า จะทำให้ปริมาณการสวมสิทธิ์สินค้าลดลงเป็นอย่างมากภายในระยะเวลา 90 วัน และนี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการในไทย รวมถึง SMEs ไทยในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าไทยและวัตถุดิบไทย ส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการค้าของไทยอย่างแท้จริง” นายกฯ ระบุ

– 006

นักวิชาการเตือน! ตาม‘สหรัฐฯ’มาก…ร้าวกับ‘จีน’แน่ แนะแนวทางลดบาดเจ็บระยะยาว

นักวิชาการเตือน! ตาม‘สหรัฐฯ’มาก...ร้าวกับ‘จีน’แน่ แนะแนวทางลดบาดเจ็บระยะยาว

นักวิชาการเตือน! ตาม‘สหรัฐฯ’มาก…ร้าวกับ‘จีน’แน่ แนะแนวทางลดบาดเจ็บระยะยาว

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.04 น.

เลื่อนเจรจาโอกาส”ไทย”ทบทวนข้อเสนอ นักวิชาการเตือน! ตาม”สหรัฐฯ”มาก…ร้าวกับ”จีน”แน่ แนะแนวทางลดบาดเจ็บระยะยาว

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”ชี้”ไทย”ควรใช้จังหวะเลื่อนการเจรจา”ทรัมป์”กลับมาทบทวนข้อแลกเปลี่ยนให้รอบด้าน และดูผลการต่อรองของประเทศอื่นเพื่อนำมาเปรียบเทียบ เผย”ทีมเจรจา”ต้องรักษาสมดุล ไม่เดินตาม”สหรัฐฯ”มากเกิน หลัง”จีน”ประกาศท่าทีแข็งกร้าว แนะรัฐบาลจริงจังปั้น”กำลังคนทักษะสูง”สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

จากกรณีการเลื่อนนัดระหว่างสหรัฐอเมริกา กับคณะเจรจาเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการปรับขึ้นภาษีกับรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ ทีมไทยแลนด์ ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน จากวันที่ 23 เม.ย.2568 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานะและบทบาทของประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบและต้องเจ็บตัวบนโต๊ะเจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าจากการเลื่อนการเจรจาออกไปในครั้งนี้ ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้กลับมาทบทวนประเด็นข้อเสนอและข้อแลกเปลี่ยนให้มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น รวมทั้งคอยสังเกตผลการต่อรองของประเทศอื่นๆ เพื่อเป็นตัวแบบในการเปรียบเทียบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับประเทศไทย

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า หน้าที่ของคณะทำงานไทยในการเจรจาคือจะต้องรักษาสมดุลระหว่างการยื่นเงื่อนไขหรือข้อเสนอเพื่อทำให้สหรัฐพึงพอใจ กับการรักษาจุดยืนความเป็นกลางไม่เดินตามสหรัฐมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวกับประเทศจีน เพราะช่วงที่ผ่านมาจีนได้ประกาศที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อทุกประเทศที่จะทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และร่วมกันจำกัดการค้าประเทศจีน เพื่อแลกกับการได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะต้องบาดเจ็บจากกรณีที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น แต่โจทย์ที่ต้องคำนึงคือจะทำอย่างไรไม่ให้ข้อตกลงมาทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจของไทย เช่น หากต้องนำเข้าสินค้าการเกษตรมากขึ้น รัฐจะมีมาตรการอย่างไรในการดูแลเกษตรกรไทย หรือหากต้องดำเนินการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีทางการทหารของอเมริกา ก็จะต้องไม่ใช่เพียงแค่นำมาใช้ในทางสงครามเท่านั้น แต่ต้องนำมาต่อยอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมต่อเรือ และอุตสาหกรรมการแปรูปต่างๆ ฯลฯ

“ไทยอาจจะประสบกับการบาดเจ็บระยะสั้น จากการที่ต้องนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกังวลมากจนเกินไป เพราะถึงอย่างไรสิ่งเหล่านี้ย่อมต้องเกิดขึ้นแน่ โจทย์ใหญ่คือเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดกระบวนการป้องกันการบาดเจ็บระยะยาว ส่วนตัวจึงมองว่าไม่ควรแก้ไขเพียงแค่การลดเงื่อนไขการซื้อ-ขาย เป็นรายการสินค้าๆ ซึ่งเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้นเท่านั้น แต่ประเทศควรจะใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโดยไม่ต้องบาดเจ็บมากนัก” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ประเทศไทยอาจจะกำลังประสบกับภาวะสุญญากาศทางด้านการลงทุน เนื่องจากนผู้ประกอบการต่างชาติที่เคยยื่นขอรับการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจชะลอเพื่อรอดูความชัดเจน หรืออาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ประกอบการต่างชาติได้ตัดสินใจชะลอการลงทุนไปแล้วตั้งแต่ที่ทราบว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และขณะนี้นักลงทุนก็กำลังเกิดความไม่เชื่อมั่น

ฉะนั้น ภาครัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะต้องหันกลับมาแก้ปัญหาภายในประเทศ โดยเรื่องเดียวที่จะทำให้แก้ไขปัญหาได้คือ เราต้องสร้างกำลังคนทักษะสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพราะแม้ต่อไปกำแพงภาษีจะเพิ่มขึ้น 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนไทย 1 คน สามารถทำงานเท่ากับคนปกติได้ถึง 3 คน นั่นหมายความว่า เราสามารถประหยัดงบไปได้ถึง 1 ใน 3

“จากข้อมูลตัวเลขที่เคยมีการวิจัยเอาไว้ จะต้องมีการยกระดับแรงงานอย่างน้อย 12 ล้านคน ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่นักลงทุนมองเห็นว่าแรงงานของเรามีคุณภาพ มีทักษะสูง มีประสิทธิภาพจริงๆ มันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เขาตัดสินใจอยากจะลงทุนกับเราในระยะยาว ฉะนั้น ในระยะ 90 วันนี้ หากเราออกตัวเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เร็ว มันทำให้นักลงทุนเห็นว่าเรามีวิสัยทัศน์ แม้ว่ามันจะมีความเสี่ยงเรื่องกำแพงภาษี แต่เขาก็จะรู้สึกว่ามันยังน่าลงทุน ถ้าเราเอาแต่กังวลเรื่องการเจรจาทางการค้า ซึ่งเป็นการวิ่งตามแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาระยะยาว ก็จะทำให้ผู้ประกอบการกังวล เพราะเขาก็ต้องลงทุนอยู่กับเราในระยะยาวเช่นกัน” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

‘จตุพร’ชี้รัฐบาลอิ๊งค์เจอศึกรอบทิศทาง ทุบเปรี้ยง‘พท.’ปรับครม.พรรคเดียว

‘จตุพร’ชี้รัฐบาลอิ๊งค์เจอศึกรอบทิศทาง ทุบเปรี้ยง‘พท.’ปรับครม.พรรคเดียว

‘จตุพร’ชี้รัฐบาลอิ๊งค์เจอศึกรอบทิศทาง ทุบเปรี้ยง‘พท.’ปรับครม.พรรคเดียว

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.49 น.

‘จตุพร’ชี้รัฐบาลอิ๊งค์เจอศึกรอบทิศทาง ทุบเปรี้ยง‘พท.’ปรับครม.พรรคเดียว  

22 เมษายน 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน จัดรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 เม.ย.68 ว่า ขณะนี้กระแสกดดันรัฐบาลพรรคเพื่อไทยรุมเร้ามาทุกทิศทาง ทั้งแรงรุกให้ปรับ ครม. รวมถึงทีมไทยแลนด์ไปเจรจากำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด และจู่ๆคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินร้องต่อศาลปกครองถอนคำสั่งส่งนายทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาตัว รพ.ตำรวจ ชั้น 14

“ขณะนี้ศึกต่างๆของทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นรอบทิศทาง แม้จะไม่จบสิ้นไปด้วยการเชือดจากพรรคฝ่ายค้านที่น่ารักของรัฐบาลอุิ๊งอิ๊งค์ (แพทองธาร ชินวัตร) แต่ดาบอื่นๆ ที่จัดเรียงกันมานั้น หากกรณีของทักษิณทำอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นเลย”

นายจตุพร กล่าวว่า ท่าทีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาชน ฝ่ายค้าน ข้อมูลเล่นงานนายกฯอุ๊งอิ๊งค์ในสภา แล้วยังประกาศปฏิบัติการโรยเกลือข้อหาส่อหลีกเลี่ยงภาษี รุกที่ดินเขาใหญ่สร้างโรงแรมหรู และครอบครองธรณีสงฆ์ทำสนามกอล์ฟอัลไพน์ แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมชัดเจน อย่างไรก็ตามการโรยเกลือนั้น เอาแต่ยื่นหนังสือให้กรรมสรรพากรตรวจสอบและชี้แจง แต่หน่วยงานนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล โอกาสบรรลุเป้าหมายขจัดการทุจริตเพื่อสร้างความเสมอภาคทางภาษีย่อมไม่เกิดขึ้น

“ข้อมูลที่อภิปรายฯนั้น พรรคฝ่ายค้านกลับไม่ใช้สิทธิลงชื่อจำนวน 1 ใน 10 ของสภา เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง โดยอ้างว่าไม่ใช้กลไกที่ไม่ยอมรับความชอบธรรม แล้วลงเลือกตั้งตาม รธน.2560 ที่รัฐประหารร่างขึ้นมาทำไม และรับกลไก ป.ป.ช.ที่รัฐประหารตั้งขึ้นเช่นกันได้อย่างไร ฝ่ายค้านพูดเช่นนี้ และทำตัวได้น่ารักแบบนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์จึงชอบใจ”

นายจตุพร กล่าวถึงชุดทีมไทยแลนด์ เลื่อนไปเจรจากำแพงภาษีทรัมป์ออกไปจาก 23 เม.ย. ว่า ถ้าไทยนัดเจรจากันไว้ชัดเจนแล้ว คงไม่มีเหตุผลที่จะเลื่อนได้ ดังนั้นจึงต้องรอวันนัดครั้งใหม่จากสหรัฐ แต่ทุกอย่างย่อมไม่ง่ายอย่างที่คิดกันไว้

“เรื่องกำแพงภาษีทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่มาก และผู้มีบารมีนอก รธน.บอกว่าคุยกันไว้หมด แล้วเลื่อนทำไม หรือแสดงว่าไม่มีการนัดหมายกันไว้ อีกอย่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ไม่มาเยือนไทยหมายความว่าไง ดังนั้นแต่ละเรื่องใครคิดว่าบรรยากาศท่าจะดี มันไม่ใช่แน่”

นายจตุพร กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า เมื่อโควตาพรรคร่วมรัฐบาลอื่นลงตัวกันหมดแล้ว ถ้ามีการปรับ ครม.จริง คงเป็นเฉพาะโควตาของพรรคเพื่อไทยเท่านั้นต้องปรับ ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางจะแลกโควตากระทรวงกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นต้องเขี่ยออก แต่เสียงรัฐบาลคงไม่เพียงพอต่อเสถียรภาพบริหารประเทศได้อย่างมั่นคงได้

ส่วนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความว่า “สถานการณ์ของไทยในยามนี้ถ้าผู้นำประเทศเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ ยากเหลือเกินจะนำพาประเทศก้าวข้ามความยากลำบากไปได้ เราต้องการผู้นำมืออาชีพที่ปกครองได้ บริหารเป็น ความมืดมนอนธการช่างน่ากลัวยิ่งนัก”

นายจตุพร กล่าวว่า แม้นายสมศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งในพรรคภูมิใจไทย แต่เขาเป็นนักการเมืองคุณภาพคนหนึ่ง เมื่อโพสต์ข้อความถึงผู้นำมืออาชีพมานำประเทศ ไม่ใช่ให้มาเป็นเพียงสัญลักษณ์ ดังนั้น ย่อมสะท้อนถึงทิศทางการปรับ ครม.ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“นักการเมืองภูมิใจไทยกลับมีความคิดเห็นเชิงหลักการถึงผู้นำมืออาชีพ ย่อมสะท้อนได้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยไม่กล้าเสี่ยงปรับออกจาก ครม. เพราะส่วนหนึ่งยังมีความกังวลกับเสียงใน สว.ที่เป็นมิตรกับภูมิใจไทย และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเหลือเสียงสนับสนุนเกินครึ่งสภาเพียงเสียงเดียวเท่านั้น เหตุนี้เสถียรภาพจึงเปราะบางอย่างยิ่ง”

นายจตุพร กล่าวถึง กสม. ทำหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งส่งทักษิณออกไปรักษานอกเรือนจำ อย่างไรก็ตาม การขยับของ กสม. มีความสำคัญ ถ้าไปดูร่องรอยแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า ดาบเชือดทักษิณ ชั้น 14 กำลังจะมา

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาแต่ละเรื่องเริ่มเรียงกันมาใส่เต็มที่ โดยสังเกตจากการมาเยือนไทยของอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย โดยเปิดเพลงอมพระมาพูด ประกอบคลิปการเยือนไทย นอกจากนี้สหรัฐยังไม่ให้ไปตามนัดเจรจากำแพงภาษีทรัมป์ในวันที่ 23 เม.ย. ดังนั้นสภาพรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงตกอยู่ในปัญหากดดันรอบทิศทาง

“กสม. ได้ขยับรุกให้เพิกถอนคำสั่งส่งทักษิณ ไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ขณะที่แพทยสภากลับเลื่อนประกาศผลตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ที่รักษาทักษิณ ถ้าการตรวจสอบได้ข้อสรุปออกมาเป็นด้านดีแล้ว คงไม่จำเป็นต้องขอเลื่อนออกไปอีกโดยอ้างมีเอกสารจำนวนมากต้องพิจารณา สิ่งนี้คือพิรุธและจะเข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้เลย” นายจตุพร กล่าว

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 22 เมษายน 2568

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 22 เมษายน 2568

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 22 เมษายน 2568

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.29 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมวิธีการเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในชั้นร้องทุกข์กล่าวโทษ การให้ปากคำ และคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานในชั้นการไต่สวนมูลฟ้อง และการพิจารณาและการสืบพยานในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.)  เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. ปัจจุบันประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานจากการนึกถึงความทรงจำหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรงไว้เฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยการกำหนดให้มีสหวิชาชีพร่วม (บุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ) เข้ามามีบทบาทในชั้นการสอบสวน ภายใต้สถานที่ที่เป็นส่วนสัดสำหรับเด็ก ทั้งยังห้ามถามปากคำเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และยังกำหนดให้สามารถนำสื่อภาพและเสียงที่ได้บันทึกไว้ในชั้นสอบสวนมาถ่ายทอดในชั้นศาลแทนการเบิกความในชั้นศาลเพื่อป้องกันผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กนั้น อย่างไรก็ตาม หลักการคุ้มครองผู้เสียหายหรือพยานจากการนึกถึงความทรงจำหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรงดังกล่าวไม่ครอบคลุมไปถึงผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นบุคคลอายุเกินสิบแปดปี ซึ่งหากเป็นกรณีผู้เสียหายหรือพยานเป็นบุคคลอายุเกินสิบแปดปี แม้ว่าการเบิกความในชั้นศาลจะส่งผลร้ายหรือผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจของบุคคลนั้นอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่สามารถใช้มาตรการใดเพื่อคุ้มครองบุคคลดังกล่าวได้โดยตรง คงใช้ได้แต่มาตรการที่คุ้มครองในด้านอื่น ๆ เช่น การสืบพยานโดยไม่เผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย ซึ่งแม้ว่าอาจแก้ปัญหาเกี่ยวกับความกลัวเกรงที่ผู้เสียหายมีต่อจำเลยได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพจิตใจของผู้เสียหายจากการต้องนึกถึงข้อเท็จจริงที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจได้

                   2.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับ ..) พ.ศ. …. ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับคำร้องทุกข์ การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยาน การไต่สวนมูลฟ้อง และการพิจารณาและการสืบพยานในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น คดีอนาจาร คดีข่มขืนกระทำชำเรา ฯลฯหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง เช่น คดีที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัว (ทำร้ายร่างกายบุคคลในครอบครัว ฯลฯ) เพื่อให้มีมาตรการคุ้มครองพยานและผู้เสียหายที่อายุเกิน 18 ปีได้เช่นเดียวกับการคุ้มครองพยานและผู้เสียหายที่ใช้กับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยกำหนดให้การรับคำร้องทุกข์ การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยาน ในคดีที่ผู้เสียหายหรือพยานในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือคดีที่มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรงต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดและจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำภายใต้ความยินยอมของผู้เสียหายหรือพยาน กำหนดให้ศาลมีอำนาจในการจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายหรือพยานที่ได้บันทึกไว้ในขั้นสอบสวนหรือในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล (กรณีพยานหรือผู้เสียหายที่มีอายุเกิน 18 ปี ในชั้นการพิจารณาของศาล ยังคงมาปรากฏตัวต่อศาลแต่หากเป็นพยานหรือผู้เสียหายที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี อาจไม่มาศาลได้หากมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น ป่วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่) ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการ

                   3.กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2562) เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ปัจจุบันการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องมาดำเนินการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายด้วยตนเองทุกครั้งที่ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ณ ที่ทำการของนายทะเบียน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก มีภาระค่าใช้จ่ายและจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมา ณ ที่ทำการของนายทะเบียนและไม่สอดคล้องกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 และตามนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e – Government)

                   2. กระทรวงคมนาคม (กรมการขนส่งทางบก) จึงได้จัดทำร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง การขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2563 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

                             2.1 ยกเว้นการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย สำหรับการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ ซึ่งผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องมีอายุไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่มีเงื่อนไขด้านสภาพร่างกายตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

                             2.2 กำหนดให้ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถซึ่งมีอายุและเงื่อนไขของสภาพร่างกายหรือเงื่อนไขอื่นตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนดต้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกายซึ่งอย่างน้อยต้องทำการทดสอบความสามารถของปฏิกิริยาและสายตาและผ่านการอบรม

                             2.3 กฎกระทรวงนี้ให้มีผลเริ่มใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                   ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตขับรถสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้และเป็นไปตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ต้องจัดให้มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทางมาติดต่อราชการและยังคงมาตรฐานในการตรวจสอบและคัดกรองผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต่อไปประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยในหลักการ

3. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2560)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2560) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ภายหลังการประกาศใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ปรากฏว่านโยบายของรัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกรมทางหลวงแจ้งว่ามีแผนงานพัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม – ชะอำ (M8) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองตามแผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทย และแนวเส้นทางโครงการดังกล่าวได้ผ่านพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี มีผลให้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรีฯ ดังกล่าว มีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม – ชะอำ (M8) ได้

                   2. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2560) ที่ มท. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2560 เพื่อเพิ่มเติมข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการสาธารณูปโภค และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการสาธารณูปโภคที่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐหรือภายใต้การกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินเกี่ยวกับประเภท ชนิด ขนาด ที่ว่างหรือความสูงของอาคารตามที่กำหนดไว้ในที่ดินตามที่ได้จำแนกไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวเพื่อรองรับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ การก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม – ชะอำ (M8) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองตามแผนแม่บทการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของประเทศไทยและรองรับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนเป็นส่วนรวม ซึ่ง มท.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 และคณะกรรมการผังเมืองได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่า พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยให้พิจารณาในประเด็นข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และให้รับความเห็นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ปัจจุบันอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับการอนุญาตให้เอกชนเข้าทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติ ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่า เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 1221 (พ.ศ. 2531) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งต่อมาได้ออกพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดเพดานอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่าใหม่แทนอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่าเดิมตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ทำให้อัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าดังกล่าวที่ใช้บังคับในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับบัญชีท้ายพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 และสภาพเศรษฐกิจและสภาวการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่า พ.ศ. …. โดยยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 1221 (พ.ศ. 2531) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในป่าสงวนแห่งชาติ รวมทั้งค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าเพื่อให้สอดคล้องกับบัญชีอัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าที่ใช้บังคับในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญ  (1) ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมของหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าไปทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยของเอกชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เพิ่มขึ้นจากเดิมตามระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2565 เช่น อัตราค่าธรรมเนียมของหนังสืออนุญาตเพื่อการผลิตปิโตรเลียมหรือเพื่อทำเหมืองแร่ ไร่ละ 5,000 บาท (ปัจจุบัน กำหนดไร่ละ 500 บาท) เพื่อการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะไร่ละ 5,000 บาท (ปัจจุบันไม่มีการกำหนด) หรือศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการไร่ละ 10 บาท (ปัจจุบันกำหนดไร่ละ 10 บาท) และระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้ทำการปลูกสร้างสวนป่าหรือปลูกไม้ยืนต้นภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2565 โดยอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติว่ามีการทำลายสภาพป่ามากน้อยเพียงใด รายได้จากการได้รับอนุญาตเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และคำนวณจากค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการบุกรุกทำลายป่า (2) ปรับปรุงอัตรา ค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าสำหรับไม้และของป่าที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายป่าไม้ เช่น ค่าภาคหลวงสำหรับไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติเพื่อการค้า ลูกบาศก์เมตรละ 80 บาท (ปัจจุบันกำหนดลูกบาศก์เมตรละ 20 บาท) ค่าภาคหลวงสำหรับของป่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพื่อการค้า ลูกบาศก์เมตรละ 16 บาท (ปัจจุบันไม่มีการกำหนด) ค่าบำรุงป่าสำหรับไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คิดเป็น 2 เท่าของค่าภาคหลวงสำหรับไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ1 (ปัจจุบันแบ่งเป็นกรณีไม้ปอกระสา คิดเป็นครึ่งเท่าของค่าภาคหลวงข้อ 3 (1)และกรณีไม้ชนิดอื่น ๆ คิดเป็น 2 เท่าของค่าภาคหลวงตามข้อ 3 (1) โดยมีหลักคิดคำนวณจากการพิจารณาอัตราให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อและการแสวงหารายได้จากการดำเนินการของผู้ขออนุญาต

____________________________

                                1ร่างข้อ 4 (1) บัญญัติให้ค่าภาคหลวงสำหรับไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และมีใช่ไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

                             (ก) เพื่อการค้า             ลูกบาศก์เมตรละ 80 บาท

                             (ข) เพื่อการอื่น             ลูกบาศก์เมตรละ 40 บาท

                   สำหรับไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และมิใช่ไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ที่ไม่อาจคำนวณเป็นลูกบาศก์เมตรหรือที่นิยมซื้อขายกันตามมาตรฐานอื่นนอกจากเป็นลูกบาศก์เมตร

                             (ก) เพื่อการค้า ให้คิดร้อยละสิบของราคาตลาดแห่งจังหวัดท้องที่ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ประกาศกำหนด

                             (ข) เพื่อการอื่น ให้คิดร้อยละห้าของราคาตลาดแห่งจังหวัดท้องที่ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ประกาศกำหนด

                                2กฎกระทรวง ฉบับที่ 1221 (พ.ศ. 2531) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ข้อ3 (1) บัญญัติให้ค่าภาคหลวง สำหรับไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และมิใช่ไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้

                             (ก) เพื่อการค้า             ลูกบาศก์ละ 20 บาท

                             (ข) เพื่อใช้สอยส่วนตัว     ลูกบาศก์ละ 20 บาท

                   สำหรับไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และมิใช่ไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ที่ไม่อาจคำนวณเป็นลูกบาศก์เมตรหรือที่นิยมซื้อขายกันตามมาตรฐานอื่นนอกจากเป็นลูกบาศก์เมตร ให้คิดเป็นร้อยละสิบของราคาตลาดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดท้องที่ประกาศกำหนด

5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยได้รับยกเว้นการยื่นรายการตามแบบของคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยได้รับยกเว้นการยื่นรายการตามแบบของคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ โดยได้รับยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กำหนดให้คนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยพาหนะทางอากาศได้รับการยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6)1 ซึ่งประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป ต่อมาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้จัดทำระบบแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรในรูปแบบดิจิทัล (Thailand Digital Arrival Card : TDAC) หรือระบบ ตม.6 ออนไลน์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับลงทะเบียนข้อมูลเพื่อเดินทางเข้าประเทศในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Pre-Arrival Digital Registration) โดยเปิดให้ผู้เดินทางสามารถกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันล่วงหน้าก่อนเดินทางเข้าประเทศ และสามารถตรวจสอบได้ ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทั้งนี้ สตม. ได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ในช่องทางอนุญาตตามด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่ได้รับการยกเว้นการยื่นรายการตามแบบของคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) และจะประกาศใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 โดยให้บริการแก่ผู้เดินทางทุกช่องทางอย่างครอบคลุม ซึ่งระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการท่องเที่ยว การรักษาความมั่นคง และการวางแผนยุทธศาสตร์รวมทั้งการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านการบริหารจัดการเขตแดนแบบอัจฉริยะสนับสนุนการพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)

                   2. ตร. (สตม.) ได้หารือกับกรมการกงสุล กต. และ กก. ในเบื้องต้นแล้ว ไม่ขัดข้องต่อการให้คนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยพาหนะทางอากาศใช้งานระบบแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรในรูปแบบดิจิทัล TDAC หรือระบบ ตม.6 ออนไลน์ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568

                   3. ในคราวประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 เรื่อง การประชาสัมพันธ์และเตรียมความพร้อมการให้บริการระบบ ตม.6 ออนไลน์ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการประชาสัมพันธ์และเตรียมความพร้อมการให้บริการระบบ ตม.6 ออนไลน์ โดยใช้ชื่อ Thailand Digital Arrival Card : TDAC พร้อมทั้งมอบหมายให้ กก. และ สตม. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ระบบ ตม.6 ออนไลน์

                   4. นอกจากนี้ ตร. ได้รายงานประโยชน์และผลกระทบจากการใช้งานระบบ TDAC หรือระบบ ตม.6 ออนไลน์ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจคนเข้าเมืองในการบันทึกข้อมูลของคนต่างที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร เสริมสร้างความปลอดภัยและคัดกรองบุคคล ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถกรอกข้อมูลล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลที่ต้องดำเนินการเมื่อมาถึงและลดความแออัดบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง

____________________________

1คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ( 14 มิถุนายน 2565 ) เห็นชอบในหลักการข้อเสนอการดำเนินการเพื่อยกเว้นการยื่นรายการของคนต่างด้าว ซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) กรณีการเดินทางผ่านด่านท่าอากาศยานเป็นการชั่วคราว

เศรษฐกิจ-สังคม

6. เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบรายการสินค้า จำนวน 2 รายการ ได้แก่ (1) สินค้าเครื่องฟอกอากาศ และ (2) สินค้าตัวดูดฝุ่นไฟฟ้า (เครื่องดูดฝุ่น) เป็นสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ  (กกร.) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม กกร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้สินค้าหรือบริการใดเป็นสินค้าหรือบริการควบคุมได้ ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (25 มิถุนายน 2567) เห็นชอบรายการสินค้าและบริการ จำนวน 57 รายการ จำแนกเป็น 52 สินค้า 5 บริการ และ กกร. ได้ออกประกาศ กกร. ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ด้วยแล้ว 2. เนื่องด้วยปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  มีค่าสูงเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้ประชาชนมีความต้องการเลือกซื้อสินค้าเครื่องฟอกอากาศและสินค้าตัวดูดฝุ่นไฟฟ้า (เครื่องดูดฝุ่น) เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้สินค้าทั้ง 2 ชนิด  มีปริมาณลดลงหรือขาดตลาด ในบางช่วงส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายของสินค้า เนื่องจากสินค้าดังกล่าว สามารถป้องกันหรือบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้ ดังนั้น เพื่อให้ กกร. สามารถกำกับดูแลสินค้าและบริการให้มีราคาที่เหมาะสมและมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งเพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม กกร. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ) จึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศ และตัวดูดฝุ่นไฟฟ้า (เครื่องดูดฝุ่น)

7. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533 เรื่อง ห้ามส่งงูมีชีวิตและหนังงู ที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักร  และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534  เรื่อง ห้ามส่งงูมีชีวิตและหนังงูที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2533 เรื่อง ห้ามส่งงูมีชีวิตและหนังงู ที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักร  และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534  เรื่อง ห้ามส่งงูมีชีวิตและหนังงูที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักร ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (9 ตุลาคม 2533 และ 12 พฤศจิกายน 2534) เห็นชอบห้ามการส่งงูมีชีวิตและหนังงูทุกชนิดที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งทำให้ประชาชนและผู้ประกอบกิจการเพาะขยายพันธุ์งูสวยงามได้รับผลกระทบ โดยในปัจจุบันประเทศไทธมีการเพาะขยายพันธุ์งูสวยงามได้เป็นจำนวนมากและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ  ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีข้างต้นมีความล้าหลัง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเพาะขยายพันธุ์งูสวยงามสามารถส่งออกงูได้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามการส่งงูมีชีวิตและหนังงูทุกชนิดที่ยังไม่แปรรูปออกนอกราชอาณาจักรมาในครั้งนี้

                   2. ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการส่งออกงูมีชีวิตและหนังงูที่ยังไม่ได้แปรรูปออกนอกประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูงสามารถผลิตสายพันธุ์งูที่มีความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาด และผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นข้อได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งขันทางการค้า รวมทั้งก่อให้เกิดการสร้างอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงงู เช่น ธุรกิจอาหารงู ธุรกิจอุปกรณ์การเลี้ยงงู ธุรกิจการรักษาพยาบาลงู เป็นต้น  รวมทั้งแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลักลอบนำงูมีชีวิตออกนอกประเทศเพราะสามารถยื่นขออนุญาตส่งออกงูตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และอนุสัญญา CITES ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีความเข้มงวดในการพิจารณาการอนุญาตนำเข้าและส่งออกสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย

                   3. กระทรวงทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ควรควบคุมการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเพาะพันธุ์และการส่งออกต้องไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

8. เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเร่งด่วน เพื่อลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง 

                   1. ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542   ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการนำเสนอสภาพปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลาเกือบ 25 ปี โดยมีหลักการมุ้งเน้น “การปกป้อง” ผู้ประกอบการภายในประเทศที่สอดคล้องกับกฎหมายของต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการไทยไม่เร่งพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากได้รับการปกป้องอย่างเข้มข้นจากกฎหมายดังกล่าว รวมถึงมาตรการกฎหมายในเรื่องดังกล่าวไม่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายฐานการประกอบธุรกิจแห่งอนาคตที่เข้ามาในประเทศไทย เป็นผลให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น   รวมทั้ง ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจแห่งอนาคตโดยเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างก้าวกระโดดและส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  อัตราการจ้างงานและจำนวนภาษีที่ภาครัฐจัดเก็บได้มีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ธุรกิจสตาร์อัพ  (Startup) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงและมีลักษณะพิเศษในการประกอบกิจการทั้งในเรื่องการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการะดมทุนจากนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกระทบต่อสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ประกอบการที่จะลดน้อยลง เมื่อมีการระดมทุนเพิ่มมากขึ้นจนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  ได้กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าว รวมถึงประเภทของธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวประกอบกิจการ อันส่งผลกระทบต่อการขยายกิจการของธุรกิจสตาร์ทอัพและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม จึงสมควรมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเปลี่ยนจาก “การปกป้อง” เป็น “การเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน” โดยคำนึงถึงศักยภาพและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจต่าง ๆ ด้วย โดยเร่งด่วน เพื่อลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาฉาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   ทั้งนี้  กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยกระทรวงการคลัง เห็นว่า การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ควรคำนึงถึงประเภทของธุรกิจและสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงระดับการพัฒนาของแต่ละประเภทธุรกิจภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วย

9. เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการ

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอ รวมทั้ง มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับองค์กรกลางบริหารงานบุคคลประเภทต่าง ๆ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้สำนักงาน ก.พ.  สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น (1) ให้นำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาเป็นบรรทัดฐานเพื่อแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ โดยให้มีข้อกำหนดว่าเจ้าพนักงานของรัฐที่เคยถูกสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากการทำงานในหน่วยงานของรัฐเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการขอกลับเข้ารับราชการหรือกลับเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ และไม่ให้บรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการหรือบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐโดยเด็ดขาด และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้บังคับบัญชากรณีรับผู้ที่เคยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่กลับเข้ารับราชการหรือกลับเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกประเภท และให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และ (2) ขอความร่วมมือไปยังองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของเจ้าพนักงานของรัฐประเภทต่าง ๆ ให้นำมติ ก.พ. ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 16 ลงวันที่ 23 กันยายน 2556 เรื่อง การบรรจุบุคคลผู้ซึ่งเคยออกจากราชการเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการกลับเข้ารับราชการ มาใช้เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณารับบรรจุผู้ซึ่งเคยออกจากราชการจากการทำงานในหน่วยงานของรัฐเพราะกระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่แล้วขอกลับเข้ารับราชการหรือขอกลับเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอีก ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีและเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการฯ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ครบกำหนดวันที่ 8 มิถุนายน 2568)   

10. เรื่อง ขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ของบริษัท ศิลาสัมพันธ์ จำกัด ที่จังหวัดพัทลุง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการขอผ่อนผันให้บริษัท ศิลาสัมพันธ์ จำกัด (บริษัท ศิลาสัมพันธ์ฯ) ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ ตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2559 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 [เรื่อง มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เรื่องการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำภาคใต้ และข้อเสนอแนะมาตรการการใช้ที่ดินในเขตลุ่มน้ำ] และวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 (เรื่อง การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ อนึ่ง เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่แล้ว อก. โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 กันยายน 2540) เห็นชอบและอนุมัติให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อสามารถดำเนินการอนุญาตประทานบัตรเหมืองหินอุตสาหกรรมในบริเวณภูเขารุน ตำบลพนมวังก์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง (อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1 บี) ซึ่งต่อมามีผู้ได้รับประทานบัตรสำหรับการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างในเขตพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นระยะเวลา 10 ปี (ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2549 – 27 ธันวาคม 2558) และปัจจุบันประทานบัตรดังกล่าวได้หมดอายุแล้ว ซึ่งตั้งแต่ประทานบัตรดังกล่าวหมดอายุ ยังไม่ได้มีการดำเนินการทำเหมืองแร่ต่อในพื้นที่ดังกล่าว

                   2. ในครั้งนี้ บริษัท ศิลาสัมพันธ์ จำกัด (บริษัท ศิลาสัมพันธ์ฯ) ได้ยื่นคำขอประทานบัตรสำหรับการทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างที่ตำบลพนมวังก์ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่เคยได้ประทานบัตรมาแล้ว และจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่ขอประทานบัตรในครั้งนี้เป็นพื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี ตามมติคณะรัฐมนตรี และเป็นพื้นที่ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมฉบับที่ 8 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2540 รวมทั้งเป็นพื้นที่ในเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) จึงเป็นพื้นที่ที่พิจารณาอนุญาตให้ทำเหมืองได้ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และเนื่องจากพื้นที่ตามคำขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี  ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการขอผ่อนผันการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (7 พฤศจิกายน 2532 และ 15 พฤษภาคม 2533) เกี่ยวกับการใช้ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อให้บริษัท ศิลาสัมพันธ์ฯ ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำดังกล่าว ในการทำเหมืองแร่ที่ ตำบลพนมวังก์อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เนื้อที่ 42 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา 3. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการ/เห็นควรอนุมัติตามที่ อก. เสนอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีความเห็นเพิ่มเติม เช่น

ประเด็นความเห็นเพิ่มเติม
ด้านสิ่งแวดล้อมคำนึงถึงความสามารถในการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอันเนื่องมาจากการทำเหมืองแร่หินหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการประกอบกิจการด้านการย่อยหินเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ (พม.)
การกำกับติดตาม การตรวจสอบและการดำเนินการตามาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ อก. และ ทส. กำชับหน่วยงานในสังกัดที่รับผิดชอบดูแล ติดตามบริษัท
ศิลาสัมพันธ์ฯ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมถึงมาตรการ ด้านสาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) อย่างเคร่งครัด (ทส. มท. และ สธ.)
อื่น ๆ – การปฏิบัติของผู้ขออนุญาตขอให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย โดยเฉพาะการดำเนินการใด ๆ ในเขตพื้นที่ป่าให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558 (ทส. และ สธ.) – กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการติดตามตรวจสอบพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการดำเนินโครงการเหมืองแร่ดังกล่าว เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่คำขอประทานบัตร ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากรายงาน EIA หรือไม่ และเพื่อป้องกันมลภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี ที่อยู่รอบบริเวณของพื้นที่โครงการ (สศช.)

11. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2568

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายใต้กรอบวงเงิน 7,404.34 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2568 (โครงการการบริหารจัดการน้ำฯ ปี 2568) จำนวน 2,748 รายการ  ตามที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ โดยรายละเอียดของแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในคราวการประชุม ครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ได้มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2568 (โครงการการบริหารจัดการน้ำฯ ปี 2568) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งให้มีความสอดคล้องตามมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2567/2568 จำนวน 8 มาตรการ ได้แก่ (1) คาดการณ์และเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำพร้อมวางแผนเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ และจัดหาแหล่งน้ำสำรอง (2) สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมปฏิบัติการเติมน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (3) กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด (4) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน (5) เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ (6) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน/องค์กรผู้ใช้น้ำ (7) สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ และ (8) ติดตามและประเมินผลการดำเนินการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงได้ดำเนินการให้หน่วยงานเสนอแผนงานโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสอดคล้อง กับโครงการการบริหารจัดการน้ำฯ ปี 2568 และเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อดำเนินการตามโครงการดังกล่าวในวงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 51,584 ล้านบาท จำนวน 19,970 รายการ โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการให้หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 4 กระทรวง 12 หน่วยงาน ดำเนินตามโครงการการน้ำฯ ปี 2568 จำนวน 2,748 รายการ ภายในกรอบวงเงิน 7,404.34 รายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยมีรายละเอียดแยกรายกระทรวง ดังนี้

หน่วยงานจำนวนโครงการวงเงินงบประมาณ(ล้านบาท)
1) กระทรวงมหาดไทย2,1533,743.31
2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์2431,223.72
3) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม3282,369.02
4) กระทรวงกลาโหม2468.29
รวมจำนวนโครงการและงบประมาณทั้งสิ้น2,7487,404.34

12. เรื่อง การปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการเองได้เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้วในเรื่องการปรับค่าจ้างชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยมีหลักเกณฑ์และอัตราการจ่าย รวมทั้งวันที่มีผลใช้บังคับให้เป็นไปตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง หากรัฐวิสาหกิจแห่งใดจะไม่ดำเนินการตามแนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุดังกล่าว ให้รัฐวิสาหกิจสามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กรแต่ละแห่งได้ ทั้งนี้ กรอบวงเงินในการชดเชยในภาพรวมจะต้องไม่สูงกว่าแนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับ อัตราแรกบรรจุของทางราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ดังกล่าว ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงแรงงานนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับค่าจ้างชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 โดยกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่าย รวมทั้งวันที่มีผลใช้บังคับให้เป็นไปตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง [เป็นหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566  และหากรัฐวิสาหกิจแห่งใดจะไม่ดำเนินการตามแนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุดังกล่าว ให้รัฐวิสาหกิจสามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กรแต่ละแห่งได้ ทั้งนี้ กรอบวงเงินในการชดเชยในภาพรวมจะต้องไม่สูงกว่าแนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของทางราชการที่กำหนดไว้ในหนังสือสำนักงาน ก.พ. ดังกล่าว

                   2. สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 เห็นชอบรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นการปรับเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อมาสำนักงาน ก.พ. ได้มีหนังสือ ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9เมษายน 2567 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง แจ้งเวียนส่วนราชการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดอัตราเงินเดือนแรกบรรจุสำหรับวุฒิที่ ก.พ. รับรอง และการปรับเงินเดือนชดเชยให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุดังกล่าว

                   3. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 สำนักงานคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รง.) ได้สำรวจข้อมูลจากรัฐวิสาหกิจจำนวน 59 แห่ง เกี่ยวกับการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ โดยมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 51 แห่ง ตอบแบบสำรวจ โดยมีผลการสำรวจสรุปข้อมูลได้ เช่น

                             (1) จำนวนพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2567) จำนวน 51 แห่ง พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ทั้งหมด 232,313 คน แบ่งเป็น พนักงาน จำนวน 199,453 คน และลูกจ้าง จำนวน 32,860 คน

                             (2) การดำเนินการเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ

การปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุจำนวนรัฐวิสาหกิจ (แห่ง) (คิดเป็นร้อยละ)รัฐวิสาหกิจหมายเหตุ
ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ   43(84.32) เช่น การเคหะแห่งชาติ
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
การประปานครหลวง
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การยางแห่งประเทศไทย ธนาคาร
ออมสิน
อยู่ระหว่างรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ 
ปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุและได้จ่ายค่าจ้างในอัตราแรกบรรจุใหม่เมื่อวันที่1 พฤษภาคม 2567 แล้ว3(5.88) องค์การเภสัชกรรม บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  
อยู่ระหว่างดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ3(5.88)  ธนาคารอาคารสงเคราะห์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจคาร์ด จำกัด อยู่ระหว่างเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ
ไม่มีนโยบายปรับปรุงค่าชดเชย 2(3.92) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการปรับอัตราแรกบรรจุดังกล่าว

                   4. แนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                             4.1 หลักการในการพิจารณาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                                      (1) เพื่อยกระดับรายได้ให้สอดคล้องและเกิดความเป็นธรรมระหว่างส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
                                      (2) ลูกจ้างระดับปริญญาตรีอัตราแรกบรรจุไม่ต่ำกว่า 16,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และไม่ต่ำกว่า 18,150 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568

                                      (3) อัตราเงินเดือนค่าจ้างที่รวมเงินชดเชยแล้ว ต้องไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนค่าจ้างของผู้ที่เข้าทำงานใหม่ (คนเก่าต้องไม่น้อยกว่าคนใหม่)

                                      (4) ผู้ที่เคยได้รับอัตราเงินเดือนค่าจ้างสูงกว่า หลังจากชดเชยแล้วจะยังคงได้รับอัตราเงินเดือนค่าจ้างสูงกว่าผู้ที่เคยมีอัตราเงินเดือนค่าจ้างน้อยกว่า (คนเก่าไม่แซงกันเอง)

                                      (5) รัฐวิสาหกิจที่มีบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตนเองและรัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 53 ขั้น ใช้แนวทางการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุเดียวกัน

                             4.2) แนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                                      (1) รัฐวิสาหกิจที่มีบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตนเองและรัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 53 ขั้น เห็นควรให้ใช้แนวทางการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจเทียบเคียงกับส่วนราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง

                                      (2) วิธีการปรับเงินเดือนเมื่อรวมจำนวนเงินที่ได้รับการชดเชยแล้วให้เข้ากับโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างของรัฐวิสาหกิจในแต่ละกลุ่ม

                                                (2.1) รัฐวิสาหกิจที่มีบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตนเอง เมื่อคำนวณตามข้อ 4.2 (1) แล้ว หากเงินที่ได้ปรับเมื่อรวมเงินเดือนแล้วไม่ตกตามขั้นในบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เช่น ฐาน 5 ฐาน 10 ให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับเงินเดือนในฐานที่สูงกว่าที่ใกล้ที่สุด

                                                (2.2) รัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 53 ขั้น เมื่อคำนวณตามข้อ 4.2 (1) แล้ว หากเงินที่ได้ปรับเมื่อรวมเงินเดือนแล้วไม่ตกตามขั้นในบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 53 ขั้น ให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นได้รับเงินเดือนในขั้นที่สูงกว่าที่ใกล้ที่สุด

                   อย่างไรก็ตาม หากรัฐวิสาหกิจแห่งใดจะไม่ดำเนินการตามแนวทางการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุดังกล่าว ให้รัฐวิสาหกิจสามารถพิจารณาดำเนินการได้ตามแนวทางที่เหมาะสมกับองค์กรแต่ละแห่งได้ ทั้งนี้ กรอบวงเงินในการชดเชยในภาพรวมจะต้องไม่สูงกว่าแนวทางการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของทางราชการ (จำนวนเงินชดเชยรวมของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจต้องไม่สูงกว่าจำนวนเงินชดเชยรวมของข้าราชการพลเรือนสามัญ)      

                             4.3) แนวทางการปรับค่าจ้างชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุของพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ให้มีผลบังคับใช้เหมือนกับภาคราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012.3/ว 9 ลงวันที่ 9 เมษายน 2567 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง

                   5. ครรส. ได้มีการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ที่ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการเองได้เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้วในเรื่องการปรับค่าจ้างชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

                   6. ประมาณการรายจ่ายภาพรวม จากการสำรวจข้อมูลจากรัฐวิสาหกิจจำนวน 59 แห่ง เกี่ยวกับการปรับค่าจ้างชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของรัฐวิสาหกิจ มีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 51 แห่ง ตอบแบบสำรวจ มีการปรับค่าจ้างชดเชย 2 ครั้ง โดยปรับครั้งที่ 1 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ซึ่งรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้โดยใช้งบประมาณของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งและไม่มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณโดยมีการประมาณการรายจ่ายในการชดเชยลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ สรุปได้ ดังนี้

การชดเชยลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจำนวนลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับการชดเชย(คน)จำนวนเงินที่รัฐวิสาหกิจต้องจ่ายชดเชย(ล้านบาท/ปี)ร้อยละของเงินที่รัฐวิสาหกิจต้องจ่ายเป็นค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิม(ก่อนการปรับครั้งที่ 1)
ครั้งที่ 1(วันที่ 1 พฤษภาคม 2567)58,655867.766.83
ครั้งที่ 2(วันที่ 1 พฤษภาคม 2568)61,1641,159.1111.80

                   7. รง. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลประกอบการขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เรียบร้อยแล้ว

                    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติ (31 มีนาคม 2558) เห็นชอบการปรับค่าจ้างชดเชยให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างแรกบรรจุของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับรายได้ของพนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามวุฒิการศึกษาและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 (เรื่อง การปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ) ซึ่งเป็นเรื่องลักษณะเดียวกัน กับเรื่องที่กระทรวงแรงงานเสนอมาในครั้งนี้ โดยในครั้งนั้นเป็นการปรับค่าจ้างชดเชย ผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราแรกบรรจุเมื่อปี 2557 ที่ได้มีการปรับอัตราแรกบรรจุระดับปริญญาตรีเป็นไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท

13. เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เรื่อง มาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ  ดังนี้

                   1. เห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 [เรื่อง มาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars)] โดยแก้ไขเพิ่มเติมหลักการของมาตรการภาษีรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ดังนี้

                             1.1 ยกเลิกการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอัตราอากรขาเข้าในประเภทที่ 06.03 รถยนต์กระบะ สำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars)

                             1.2 แก้ไขประเภทรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่จะได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า โดยเป็นสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) ตามพิกัด 87.03 รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก รวมถึงสเตชันแวกอนและรถแข่ง และพิกัด 97.06 โบราณวัตถุที่มีอายุเกิน 100 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับนิยามรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่กรมสรรพสามิตกำหนด

                             1.3 เพิ่มหลักการให้รถยนต์โบราณ (Cass Cars) ที่นำเข้าและมีการบูรณะภายในประเทศและส่งออกภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ได้มีการนำเข้าสำเร็จมีสิทธิได้รับคืนภาษีเต็มจำนวนในกรณีส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมาย

                   2. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต  (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 โดยกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) ในอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 45 ของราคาขายปลีกแนะนำ

                   3. เห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่นำเข้ามาแบบสำเร็จรูปทั้งคัน (Completely Built Up: CBU) ตามที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด

                   4. รับทราบการดำเนินมาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เรื่อง มาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการดำเนินการตามผลการประชุมของคณะทำงานติดตามมาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 เพื่อให้ครอบคลุมรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่มีอายุตั้งแต่ 100 ปี ดังนี้

                             1.1 เห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 [เรื่อง มาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars)] โดยแก้ไขเพิ่มเติมหลักการของมาตรการภาษีรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ดังนี้

                                      1) ยกเลิกการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอัตราอากรขาเข้าในประเภทที่ 06.03 รถยนต์กระบะ สำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) (คงเหลือรถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต 06.01 รถยนต์นั่ง และ 06.02 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน)

                                       2) แก้ไขประเภทรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่จะได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า โดยเป็นสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) ตามพิกัด 87.03 รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบสำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก รวมถึงสเตชันแวกอนและรถแข่งและพิกัด 97.06 โบราณวัตถุที่มีอายุเกิน 100 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับนิยามรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่กรมสรรพสามิตกำหนด [เดิมกำหนดรถยนต์ตามพิกัดอัตราศุลกากร 87.03 เฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น (ไม่รวมถึงรถจักรยานยนต์และรถอื่น ๆ)]

                                      3) เพิ่มหลักการให้รถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่นำเข้าและมีการบูรณะภายในประเทศและส่งออกภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่ได้มีการนำเข้าสำเร็จมีสิทธิได้รับคืนภาษีสรรพสามิตเต็มจำนวนในกรณีส่งออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเกิดประโยชน์สูงสุดเต็มศักยภาพและส่งเสริมภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

                             1.2 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 โดยกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) ในอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 45 ของราคาขายปลีกแนะนำ

                             1.3 เห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่นำเข้ามาแบบสำเร็จรูปทั้งคัน (Completely Built Up: BU) ตามที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด

                             1.4 รับทราบการดำเนินมาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องการดำเนินการ
1. กรมการค้าต่างประเทศ· ยกร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถยนต์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยยกเว้นให้สามารถนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ตามพิกัดอัตราศุลกากร 87.03 และ 97.06 เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ใช้แล้วสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ไม่สามารถนำเข้ามาในประเทศได้ โดยภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว จะมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศฉบับดังกล่าว และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ (Regulatory Impact Analysis: RIA) และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
2. กรมควบคุมมลพิษ · ดำเนินการออก (1) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซทิ้งคาร์บอนมอนนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ชนิดเผาไหม้ภายในที่มีการจุดระเบิดด้วยประกายไฟและใช้น้ำมันปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 และ (2) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานค่าควันดำของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยการอัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 โดยแก้ไขนิยามคำว่า “รถยนต์” ให้ไม่ครอบคลุมถึงรถยนต์โบราณ (Classic Cars) เพื่อไม่ต้องตรวจวัดมลพิษจากรถยนต์ดังกล่าว
3. กรมศุลกากร· ยกร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) เพื่อยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) สำหรับรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราศุลกากร 87.03 รถยนต์โบราณที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี แต่ไม่เกิน 100 ปี และพิกัดอัตราศุลกากร 97.06 รถยนต์โบราณ (Classic Cars) ที่มีอายุตั้งแต่ 100 ปี (เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้)
4. กรมสรรพสามิต · ยกร่าง (1) กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้) และ (2) ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนด นิยาม หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) เพื่อกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars)
5. กรมการขนส่งทางบก· เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถและการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ต่อคณะรัฐมนตรี (คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาลงนาม)
6. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ · ยกร่างข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการห้าม มิให้รถยนต์โบราณ (Classic Cars) เดินรถบนถนนทุกสายทั่วราชอาณาจักร เพื่อกำหนดให้ขออนุญาตใช้รถยนต์โบราณ (Classic Cars) นอกเหนือจากวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ได้ครั้งละไม่เกิน 5 วันทำให้มีระยะเวลาอนุญาตให้ใช้รถยนต์โบราณ (Classic Cars) ได้สูงสุด 9 วันสำหรับรองรับการจัดนิทรรศการรถยนต์โบราณ (Classic Cars)

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการสร้างพลังสร้างสรรค์ (Soft Power) และมาตรการส่งเสริมงานศิลปะและรถยนต์โบราณ (Classic Cars) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

                   2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง

                   3. กระทรวงการคลังรายงานว่า การกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) และการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับรถยนต์โบราณ (Classic Cars) ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐ เนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน ได้มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 จึงไม่มีปริมาณการนำเข้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars) ตามประเภทพิกัด 87.03 รถยนต์และยานยนต์อื่น ๆ ที่ออกแบบ สำหรับขนส่งบุคคลเป็นหลัก รวมถึงสเตชันแวกอนและรถแข่ง และประเภทพิกัด 97.06 โบราณวัตถุ และประมาณการว่าการดำเนินมาตรการภาษีดังกล่าว จะสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี และสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มเติมจากเม็ดเงินในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตหรือบูรณะรถยนต์โบราณ (Classic Cars) และภาคการท่องเที่ยวโดยการจัดนิทรรศการและงานแสดงรถยนต์โบราณ (Classic Cars) เป็นต้น

14. เรื่อง ขอความเห็นชอบอนุมัติใช้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติมและขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบวงเงิน และระยะเวลาการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติมจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568  ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ ดังนี้

1.อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมอีก จำนวนเงิน 781.884 ล้านบาท

2.อนุมัติระยะเวลาการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 และที่ขอรับสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้ เพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่ขอรับสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้ โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณ และจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ผ่านธนาคารออมสินให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพื่อเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยเป็นกรณีพิเศษ กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วันให้ความช่วยเหลืออัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 57 จังหวัด จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,045.519 ล้านบาทและในพื้นที่ 17 จังหวัด จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 8,693.514 ล้านบาท แต่เนื่องจากระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 มีนาคม 2568 ประกอบกับมีจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมากกว่าจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินไว้แล้ว และขณะนี้ ยังคงมีผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดตรวจสอบยืนแล้ว รออยู่ในกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ทำให้การดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป

                   2. ผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 รายละเอียดดังนี้

                             2.1 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงดูฝน ปี 2567 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ตามข้อ 1 ได้ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฯ เสร็จสิ้นแล้ว รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,716.143 ล้านบาท และมีงบประมาณคงเหลือจำนวนเงิน 329.376 ล้านบาท (3,045.519 – 2,716.143 ล้านบาท) ซึ่งนำไปใช้ในการจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ต่อไป (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 16.30 น.)

                             2.2 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น.) มีผลการดำเนินการ ดังนี้

                                      (1) ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว จำนวน 596,307 ครัวเรือน จำนวนเงิน 5,366.763 ล้านบาท

                                      (2) อยู่ระหว่างโอนจ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย จำนวน 402,437 ครัวเรือน จำนวนเงิน 3,621.933 ล้านบาท

                                      (3) อยู่ระหว่างปรับปรุงสถานะบุคคล จำนวน 3,532 ครัวเรือน จำนวนเงิน 31.788 ล้านบาท

                   3. การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 กำหนดให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปจากสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 โดยมีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าวในวันที่ 19 มีนาคม 2568 แต่เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือมีขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูลผู้ประสบภัยที่ขอรับความช่วยเหลือ เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ที่กำหนดไว้ให้เกิดความถูกต้อง ชัดเจน ครอบคลุม โปร่งใสเป็นธรรมกับประชาชนที่ประสบภัย ทำให้การจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ประกอบกับมีจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมากกว่าจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยภัยที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้ ยังคงมีผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดตรวจสอบยืนยันแล้วรออยู่ในกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือฯ คงเหลืออยู่อีก 86,876 ครัวเรือน และคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ประมาณ 781.884 ล้านบาท ทำให้การดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

                   4. ขอความเห็นชอบอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติม และขออนุมัติงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติม

                    จากเดิม

                   อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีอุทกภัย ในพื้นที่ 17 จังหวัด จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 8,693.514 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 อัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพิ่มเติม (วันที่ 19 มีนาคม 2568) โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้

                    ขอเพิ่มเติม

                   อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567เพิ่มเติมอีก จำนวน 781.884 ล้านบาท และขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 และที่ขอรับสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้ เพิ่มเติมอีก 15 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่ขอรับสนับสนุนงบประมาณในครั้งนี้ สำหรับกรณีต่อไปนี้

                   (1) เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ในพื้นที่ 4จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท บุรีรัมย์ สมุทรสาคร และจังหวัดสิงห์บุรี

                   (2) เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 ในพื้นที่  13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ครัวเรือนที่จะได้รับความช่วยเหลือในกรณีนี้จะต้องไม่เป็นครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 มาแล้ว โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสิน ให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้

                    ประโยชน์และผลกระทบ

                   ผู้ประสบภัยตามข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท บุรีรัมย์ สิงห์บุรี และจังหวัดสมุทรสาคร และตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 สำหรับเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ และเพื่อให้การดำรงชีพของประชาชนเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ต่างประเทศ

15. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านข้าง ประจำปี พ.ศ. 2567

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ประจำปี พ.ศ. 2567 (บันทึกความเข้าใจฯ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้างช้าง ประจำปี พ.ศ. 2567 ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษ แม่โขง – ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2567 (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียดสำหรับการดำเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติภายใต้กองทุนพิเศษ แม่โขง – ล้านข้าง (Mekong – Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ประจำปี พ.ศ. 2567 จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนสำหรับการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (A Sustainable supply chain for managing agricultural waste in the Mekong region to Manipulate climate change adaption) เป็นจำนวนเงิน 346,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่เกิน 2,497,500 หยวน หรือประมาณ 11.81 ล้านบาท) ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดแนวทางสำหรับการส่งเสริมการลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร การจัดการขยะทางการเกษตรและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินเพื่อความยั่งยืน เป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศสู่บรรยากาศ จากการจัดการดิน ปุ๋ย และการลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรแบบเปิดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เคยได้รับการสนับสนุนจากกองทุน MLCSF มาแล้ว จำนวน 3 ครั้ง ในปี 2561 ปี 2563 และปี 2564 รวมจำนวน 12 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 2,832,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23.66 ล้านหยวน หรือประมาณ 90.48 ล้านบาท)

16. เรื่อง การรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยการบินพลเรือน (เดลี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปฏิญญาระดับรัฐมนตรีเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยการบินพลเรือน (เดลี) (ปฏิญญาเดลีฯ) และเห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมมีหนังสือแจ้งการรับรองปฏิญญาเดลีฯ ถึงผู้อำนวยการสำนักงานสาขาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อทราบต่อไปตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

(จะมีการรับรองปฏิญญาเดลีฯ ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ปฏิญญาระดับรัฐมนตรีเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยการบินพลเรือน (เดลี) (ปฏิญญาเดลีฯ) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค เอเชียและแปซิฟิก เพื่อมุ่งมั่นส่งเสริมการดำเนินการตามแผนงานและมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติด้านต่าง ๆ ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เช่น การดำเนินการตามปฏิญญา ว่าด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการบินพลเรือน (ปฏิญญาปักกิ่งฯ) การดำเนินการตามแผนนิรภัยในการบินพลเรือนของโลก แผนการเดินอากาศโลก และแผนการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของโลก เป็นต้น โดยจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการให้บริการการเดินอากาศ และอุตสาหกรรมการบิน (เช่น จากการวางแผนฉุกเฉินสำหรับการจัดการจราจรทางอากาศกับประเทศอื่น ๆ การปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางการบิน เป็นต้น) ทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจากการเดินทางทางอากาศยานของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของ ICAO สาขาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

17. เรื่อง การรับรองปฏิญญาว่าด้วยสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (COP28 Declaration on Climate and Health)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อการรับรองปฏิญญาว่าด้วยสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (COP28 Declaration on Climate and Health) (ปฏิญญาฯ) และมอบหมายกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามขั้นตอนการรับรองปฏิญญาฯ ต่อไป ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง 

                   1.ปฏิญญาฯ พัฒนาขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 (การประชุม COP28) โดย UAE Ministry of Health and Prevention องค์การอนามัยโลก และ Champion countries จำนวน 12 ประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การอนามัยโลกร่วมกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานการประชุม COP28 (UAE Presidency of the COP28) ได้มีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับร่างปฏิญญาฯ ผ่านการประชุมประเทศสมาชิก จำนวน 105 ประเทศ (Regional Consultation) เรื่อง Health and climate at the upcoming COP28 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 พร้อมทั้งแจ้งเวียนให้ประเทศสมาชิก พิจารณาร่างปฏิญญาฯ ดังกล่าว

                   2. ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 – 12 ธันวาคม 2566 โดยมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประธาน ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งที่ประชุมขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและให้มีการรับรองปฏิญญาว่าด้วยสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ (COP28 Declaration on Climate and Health) (ปฏิญญาฯ) โดยปฏิญญาฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนาในการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพให้มีภูมิคุ้มกันและมีความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนและกลุ่มเปราะบางให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยประเทศต่าง ๆ จะร่วมกันดำเนินการตามวัตถุประสงค์ เช่น สนับสนุนการสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัยแบบบูรณาการและการทำงานร่วมกันข้ามภาคส่วน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับดำเนินกิจกรรมด้านสุขภาพโดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง เป็นต้น โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 ระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 – 12 ธันวาคม 2566 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 ขอให้ประเทศต่าง ๆ มีหนังสือรับรองปฏิญญาฯ อย่างเป็นทางการภายหลังการประชุม ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 พิจารณาแล้วเห็นชอบในหลักการ ต่อการรับรองปฏิญญาฯ ด้วยแล้ว

18. เรื่อง การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและการกำจัด สมัยที่ 17  การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน สมัยที่ 12

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                   1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคี  3 อนุสัญญา [ได้แก่ การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (อนุสัญญาบาเซลฯ) สมัยที่  17 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตรายและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ (อนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ) สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (อนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ) สมัยที่ 12]

                   2. เห็นชอบต่อกรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคี 3 อนุสัญญา ทั้งนี้ หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากกรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทยนี้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (legally binding) ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาโดยนำมติข้อตัดสินใจและสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีในภายหลังการประชุมรัฐภาคี 3 อนุสัญญาต่อไป

                   3. เห็นชอบการแก้ไขข้อบท 16 และการแก้ไขภาคผนวกที่ 3 ของอนุสัญญารอดเตอร์ดัมฯ และการแก้ไขภาคผนวก เอ ของอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ ตามท่าทีของประเทศไทย และมอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองมติข้อตัดสินใจดังกล่าวในการประชุมรัฐภาคี 3 อนุสัญญา

                    สาะสำคัญของเรื่อง

  1. เดิมประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและภาคยานุวัตรสารเพื่อเข้าร่วมใน 3 อนุสัญญา ดังนี้
อนุสัญญาสาระสำคัญของอนุสัญญา
(1) อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตรายและการกำจัด (อนุสัญญาบาเซลฯ)(เข้าร่วมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541)กำหนดให้มีการขอความยินยอมล่วงหน้า ก่อนการนำเข้า – ส่งออก และนำผ่านของเสียอันตรายไปยังประเทศอื่น เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย รวมทั้งกำหนดให้ของเสียอันตรายได้รับการจัดการและกำจัดด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(2) อนุสัญญารอดเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าสำหรับสารเคมีอันตราย และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสัตว์บางชนิดในการค้าระหว่างประเทศ  (อนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ)(เข้าร่วมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547)กำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของสารเคมี (ฉลาก ข้อมูลสุขภาพและความปลอดภัย รวมทั้งการรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสารเคมี) ให้มีการแจ้งข้อมูลสารเคมีล่วงหน้าก่อนการนำเข้า – ส่งออก และให้ภาคีแจ้งท่าทีเกี่ยวกับการนำเข้าสารเคมีที่ถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ ว่าจะอนุญาตให้นำเข้าหรือไม่โดยภาคีจะต้องไม่ส่งออกสารเคมีไปยังภาคีที่ไม่ได้แจ้งท่าทีหรือมีท่าทีไม่อนุญาต
(3) อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (อนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ)     (เข้าร่วมเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2548)กำหนดให้ภาคีต้องจำกัดหรือเลิกการผลิตและการใช้ และมีการบริหารจัดการคลังสารเคมีและของเสียด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีการควบคุมการนำเข้า – ส่งออก ทั้งนี้ อาจให้มีข้อยกเว้นพิเศษ (Specific Exemptions) เพื่อเป็นระยะเวลาปรับตัว หรืออนุญาตให้เฉพาะในวัตถุประสงค์ที่ยอมรับได้
  1. โดยที่อนุสัญญาทั้งสามมีขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่คาบเกี่ยวกันจึงได้มีการบูรณาการความ

ร่วมมือ โดยมีการจัดการประชุมร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ซึ่งในครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ สมัยที่ 17 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญารอตเตอร์ดัมฯ สมัยที่ 12 และการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสตอกโฮล์มฯ สมัยที่ 12 ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 9 พฤษภาคม 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ภายใต้หัวข้อหลักของการประชุม คือ “Make visible the invisible: sound management of chemicals and wastes”  ทั้งนี้  คณะอนุกรรมการของทั้ง 3 อนุญญา ได้มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทย  และสนับสนุนผู้แทนไทยในการเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการภายใต้ 3 อนุสัญญาแล้ว                      ทั้งนี้ ทส. แจ้งว่า การรับรองการแก้ไขอนุสัญญาดังกล่าวไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาอื่นตามมาตรา 178 วรรคสอง ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางตามมาตรา 178 วรรคสาม จึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

19. เรื่อง บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน

                   2. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Instruments of Full Power) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทน เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

                   3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

                   ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (2567 – 2573) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณาจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อร่วมดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนต่อไป

                   2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน โดยไม่จำกัดเพียงหมอกควันข้ามแดนแต่รวมถึงมลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ขยะมูลฝอย ขยะอันตราย และรูปแบบอื่น ๆ ของมลพิษ รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา โดยบันทึกความเข้าใจฯ ประกอบด้วยขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ 1) การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันมลพิษข้ามแดน 2) การเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องในการป้องกันและจัดการมลพิษ 3) การดำเนินโครงการวิจัยด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนร่วมกัน 4) การตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน 5) การร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมข้ามแดนอย่างเหมาะสม และ 6) การดำเนินการและการติดตามผล ทบทวนความก้าวหน้าเป็นประจำ โดยบันทึกความเข้าใจฯ นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมราชอาณาจักรกัมพูชากับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดนจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ได้แก่ มลพิษทางอากาศ หมอกควันมลพิษทางน้ำ ขยะมูลฝอย ขยะอันตราย และมลพิษอื่น ให้ได้รับการแก้ไข่ได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

20. เรื่อง การจัดทำร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี (ร่างความตกลงฯ) และอนุมัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ในการลงนามในร่างความตกลงฯ และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่ผู้ที่รับมอบอำนาจดังกล่าวด้วย ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี (ร่างความตกลงฯ) ซึ่งเดิมเมื่อปี 2552 จังหวัดไพลิน ราชอาณาจักรกัมพูชา ได้มีหนังสือแจ้งจังหวัดจันทบุรี เสนอขอสร้างสะพานข้ามพรมแดน ณ จุดผ่านแดนถาวรปรม – บ้านผักกาด เพื่อทดแทนสะพานเก่า ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมและดินสึกกร่อนจากน้ำฝน (ปัจจุบันประเทศไทยมีจุดผ่านแดนกับราชอาณาจักรกัมพูชา รวม 18 จุด) ต่อมาคณะอนุกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดน (เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นประธาน) ในการประชุมครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2556 มีมติเห็นชอบให้มีการก่อสร้างสะพานใหม่เพื่อทดแทนสะพานเดิมดังกล่าว ดังนั้น คณะกรรมการจัดทำร่างความตกลงว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ (ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานกรรมการ) จึงได้จัดทำร่างความตกลงฯ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความร่วมมือในการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ โดยร่างความตกลงดังกล่าวได้รับความเห็นขอบจากฝ่ายกัมพูชาด้วยแล้ว ซึ่งมีรายละเอียด เช่น

หัวข้อรายละเอียด
(1) ที่ตั้งและขอบเขตของโครงการ – ตั้งอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา โดยฝั่งไทย ตั้งอยู่ที่บ้านผักกาด ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี และฝั่งกัมพูชา ตั้งอยู่ที่บ้านปรม อำเภอศาลากราว จังหวัดไพลิน- ขอบเขตของโครงการ จะดำเนินการก่อสร้าง (1) สะพานหลักข้ามแม่น้ำ 40 เมตร แบ่งเป็น ฝั่งไทย 20 เมตรฝั่งกัมพูชา 20 เมตร และ (2) เชิงลาดสะพาน 20 เมตร แบ่งเป็น ฝั่งไทย 10 เมตร ฝั่งกัมพูชา 10 เมตร
(2) ภาระหน้าที่ – ฝ่ายไทย เช่น รับผิดชอบค่าก่อสร้างทั้งหมดของโครงการ ยกเว้นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ภาษี และค่าธรรมเนียมทุกชนิดในราชอาณาจักรกัมพูชา ควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงออกหนังสือรับรองการทำงานและการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเข้า – ออกประเทศไทย แก่บุคลากรและผู้ติดตามฝ่ายกัมพูชา– ฝ่ายกัมพูชา เช่น จัดเตรียมที่ดินในเขตการก่อสร้างและรื้อย้ายสาธารณูปโภคพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านสาธารณูปโภค อำนวยความสะดวกในเรื่องการตรวจลงตราหนังสือเดินทางแก่บุคลากรและผู้ติดตามของฝ่ายไทย รวมทั้งยกเว้น ภาษี อากร และค่าธรรมเนียมให้กับฝ่ายไทย อาทิ ค่าธรรมเนียมในการเดินทางเข้า – ออกประเทศ ภาษีอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือในการก่อสร้าง รวมถึงยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น เครื่องใช้ส่วนตัวเครื่องใช้ในครัวเรือน และสิ่งของที่ใช้บริโภคของบุคลากรและผู้ติดตามฝ่ายไทย ที่นำเข้าไปในราชอาณาจักรกัมพูชา
(3) การจ้างแรงงาน จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ วิศวกร และแรงงานที่มีทักษะของบุคลากรฝ่ายไทยเป็นผู้ควบคุมงาน และในส่วนของการก่อสร้างจะว่าจ้างแรงงานกัมพูชา แต่หากหาแรงงานกัมพูชาไม่ได้จะว่าจ้างแรงงานไทยแทน
(4) การบริหารและบำรุงรักษาสะพานทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะให้มีการจัดทำความตกลงว่าด้วยการบริหารและบำรุงรักษาสะพาน เพื่อกำหนดรายละเอียดการบริหารจัดการและการบำรุงรักษาสะพาน
(5) ระบบการจราจร สะพานมี 4 ช่องจราจร พร้อมไหล่ทางและทางเดินเท้า โดยจุดเปลี่ยนการจราจรตั้งอยู่ที่บริเวณทางเข้าสะพานของแต่ละประเทศ
(6) ระยะเวลาบังคับใช้ มีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ได้ลงนามเป็นต้นไป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ไปจนกว่าจะถูกยกเลิกโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งความประสงค์ขอยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังอีกฝ่าย ผ่านช่องทางการทูตล่วงหน้า 90 วัน

                   2. กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้ว เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง และมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น สมช. เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการการสัญจรข้ามแดน โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงที่แฝงมากับการสัญจรข้ามแดน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในอนาคตอย่างรอบคอบ และ สศช. เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานควบคุมเกี่ยวกับพืช สัตว์ อาหาร และยา เตรียมความพร้อมวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบริเวณด่านศุลกากร เพื่อรองรับเศรษฐกิจการค้าการขนส่ง และการเดินทางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

21. เรื่อง แผนปฏิบัติการร่วมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – กัมพูชา พ.ศ. 2568 – 2569 (Joint Plan of Action for Thailand – Cambodia Strategic Partnership 2025 – 2026)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – กัมพูชา พ.ศ. 2568 – 2569 (Joint Plan of Action for Thailand – Cambodia Strategic Partnership 2025 – 2026) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1.ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนด นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชาได้ประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

                   2. ต่อมา ในระหว่างการเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้จัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action) เพื่อกำหนดสาขาความร่วมมือที่สำคัญและกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมที่ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการร่วมกันภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

                   3. ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

                             3.1 แผนปฏิบัติการร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้าน ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและก่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

                             3.2 แผนปฏิบัติการร่วมฯ ครอบคลุมความร่วมมือระหว่างไทยกัมพูชาใน 7 สาขา สำคัญได้แก่ (1) การส่งเสริมการพัฒนาชายแดน (2) การรับมือประเด็นข้ามแดนที่มีความท้าทาย (3) การส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (4) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน (5) การกระตุ้นการค้าทวิภาคี (6) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ (7) การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

                             3.3 แผนปฏิบัติการร่วมฯ เป็นเอกสารที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศจะรับรองร่วมกันโดยไม่มีการลมนาม และมิได้มีรูปแบบ ถ้อยคำ หรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมฯ เป็นการกำหนดกรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างไทยกับกัมพูชาในระหว่างปี 2568 – 2569 ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและก่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

22. เรื่อง การกู้เงินจากธนาคารพัฒนาเอเชียสำหรับโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้  

                   1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)* สำหรับโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหลวงหมายเลข 7  ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา (โครงการฯ) กรอบวงเงิน จำนวน 68.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,440.19 ล้านบาท)

                   2. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ และเห็นชอบในการใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับเงินกู้สำหรับการดำเนินงานตามปกติของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank Ordinary Operations Loan Regulations) (ข้อบังคับเงินกู้ฯ ADB) ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ของ ADB

                   3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยในสัญญาเงินกู้โครงการฯ

                   4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดเตรียมทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้โครงการฯ ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว

                   5. มอบหมายให้กรมทางหลวงปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน (Project Administration Manual: PAM) (คู่มือปฏิบัติงานของ ADB) สัญญาเงินกู้โครงการฯ รวมทั้งกฎเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องของ ADB และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้กรมทางหลวงบริหารสัญญาและกำกับดูแลผู้รับจ้างให้ดำเนินโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนด

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 อนุมัติโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา (โครงการฯ)  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อสร้างทางยกระดับแนวใหม่ขนาด 4 ช่องทางจราจร เชื่อมต่อทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา – มาบตาพุด สู่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและปรับปรุงขยายช่องทางจราจรของทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) จากเดิม 4 ช่องทางจราจรเป็น 8 ช่องทางจราจร โดยมีกรอบวงเงิน จำนวน 4,508 ล้านบาท  โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) จัดหาแหล่งเงินกู้ต่างประเทศสำหรับค่าดำเนินการก่อสร้าง  ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด และให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ขอรับการจัดสรรงบประมาณสมทบ ซึ่งรวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อดำเนินโครงการฯ ตามที่ กค. จะทำความตกลงกับแหล่งเงินกู้ สำหรับค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 108 ล้านบาท ให้ใช้จ่ายจากจบประมาณรายจ่ายประจำปี จากนั้น กค. ได้ขอรับการสนับสนุนเงินกู้อย่างเป็นทางการ สำหรับดำเนินโครงการฯ จากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank :ADB) ต่อมากรมทางหลวงในฐานะผู้ดำเนินโครงการฯ ได้เสนอขอปรับเปลี่ยนแบบก่อสร้างใหม่ เป็นผลให้วงเงินโครงการฯ ลดลงเหลือ จำนวน 3,092.90 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินกู้จาก ADB จำนวน 2,440.19 ล้านบาท หรือจำนวน 68.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 78.90 ของวงเงินโครงการ (อีกร้อยละ 21.10 ใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรมทางหลวงจำนวน 652.71 ล้านบาท) โดย ADB ตกลงที่จะให้กรมทางหลวงเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปพลางก่อนได้ และจะลงนามในสัญญาจ้างและเบิกจ่ายเงินกู้ได้ทันทีเมื่อสัญญาเงินกู้มีผลบังคับใช้  จากนั้น กค. ได้ส่งร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ ที่ได้เจรจากับ ADB จนได้ข้อยุติแล้วให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ตรวจพิจารณา ซึ่ง อส. ได้ให้ข้อสังเกตบางประการ ซึ่ง กค. (สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) ได้ชี้แจงและรายงานผลการปฏิบัติตามข้อสังเกตของ อส. แล้ว กค. จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ ระหว่างรัฐบาลไทยอนุมัติให้ กค. กู้เงินจาก ADB และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้โครงการฯ รวมทั้งการใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท ซึ่งถูกกำหนดอยู่ในข้อบังคับเงินกู้สำหรับการดำเนินงานตามปกติของ ADB (ข้อบังคับเงินกู้ฯ ADB) ลงวันที่ 1 มกราคม 2565 ทั้งนี้ โครงการฯ มีกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 30 มิถุนายน 2572 

_______________

* ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADE) ก่อตั้งเมื่อ 19 ธันวาคม 2509 เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ADB มีประเทศสมาชิกจำนวน 68 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

23. เรื่อง เงินกู้จากธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย* (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) วงเงิน 423.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13,891.75 ล้านบาท)

                   2. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้และเอกสารที่เกี่ยวข้องของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2) (โครงการฯ) และเห็นชอบในการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารเงื่อนไขทั่วไปสำหรับเงินกู้รัฐบาล (General Conditions for Sovereign – Backed Loans) ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2564 ของ AIIB

                   3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ และจดหมายการยืนยันข้อผูกพันและการให้ข้อมูลทางการเงินของโครงการฯ

                   4. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้ของโครงการฯ ในโอกาสแรก ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว

                   5. มอบหมายให้กองทัพเรือ (ทร.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือการปฏิบัติงาน สัญญาเงินกู้ กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของ AIIB และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้องของโครงการฯ ตามข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) รวมทั้งข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้ ทร. คำนึงถึงผลกระทบการระงับวงเงินกู้หรือสิทธิในการเรียกให้ชำระคืนเงินกู้ได้ทันทีตามเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ของ AIIB หากจะมีการแก้ไขสัญญาการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกันระหว่าง ทร. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (Joint Use Agreement : JUA) ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญหรือการกระทำผิดเงื่อนไขตามสัญญาเงินกู้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 และ 1 พฤศจิกายน 2565 อนุมัติในหลักการโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ) ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และกองทัพเรือ (ทร.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ กำกับและติดตามแผนการบูรณาการในภาพรวมและการประสานงานกับหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ สอดคล้องตามเงื่อนไขของ PPP รวมถึงอนุมัติกรอบวงเงิน จำนวน 17,768 ล้านบาท ให้กับ ทร. เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2) (โครงการฯ) โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) จัดหาเงินกู้ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรอบวงเงิน 16,210 ล้านบาท ให้กับ ทร. และให้ สงป. จัดสรรงบประมาณสมทบในอัตราส่วนของแหล่งเงินกู้และเงินงบประมาณเป็นไปตามที่ กค. ตกลงกับแหล่งเงินกู้ ต่อมา กค. โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เจรจากับคณะผู้แทนธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) เพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกู้สำหรับโครงการฯ จำนวน 13,891.75 ล้านบาท หรือ 423.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนได้ข้อยุติร่วมกัน ซึ่ง ทร. จะใช้งบประมาณสมทบจากภาครัฐอีก 2,480.53 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่องบประมาณ ประมาณร้อยละ 85: 15 ของกรอบวงเงินสำหรับการก่อสร้างโครงการฯ จากนั้น กค. ได้ส่งร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ตรวจพิจารณา ซึ่ง อส. ได้ให้ข้อสังเกตบางประการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการของ สบน. แล้ว โดย สบน. ได้ประสานกับหน่วยงานดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องรวมทั้ง AIIB เพื่อทบทวนและปรับปรุงรายละเอียดของสัญญาเงินกู้และเอกสาร ที่เกี่ยวข้องตามข้อสังเกตในประเด็นข้อกฎหมายของ อส. เรียบร้อยแล้ว กค. จึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกรอบวงเงินกู้จำนวน 423.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขอให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามที่กำหนดในร่างสัญญาเงินกู้โครงการฯ รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยในสัญญาเงินกู้โครงการฯ

________________

* เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีที่มีภารกิจในการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนเป็นหลัก ซึ่ง AIIB เริ่มดำเนินการในปี 2559 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และได้ขยายการดำเนินงานจนมีประเทศสมาชิกทั้งในและนอกภูมิภาค จำนวน 110 ราย ทั่วโลก

24. เรื่อง ร่างบันทึกความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

                   2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ร่วมลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือฯ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในขอบเขตของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล

                   2. ขอบเขตความร่วมมือภายใต้ร่างบันทึกความร่วมมือฯ เช่น

                   (1) แบ่งปันประสบการณ์ของแต่ละฝ่ายในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาระดับชาติ และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อพัฒนาและนำร่องทางแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรม (innovative solution) มาใช้ภายในขอบเขตการประยุกต์ใช้ที่สำคัญ (key application domains)

                   (2) ส่งเสริมความร่วมมือในด้านการบริหารจัดการภาครัฐในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Governance) โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การบริการสาธารณสุขในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Health) การให้บริการสาธารณะในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Public Services Delivery) รวมถึงการเรียนรู้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning) และอื่น ๆ โดยแบ่งปันแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศ (best practices) การมีส่วนร่วมในการประชุม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ

                   (3) ประสานงานและแบ่งปันแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises (SMEs)) และสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม บริษัทสตาร์ทอัพ (start-ups) และผู้ประกอบการ (entrepreneurship)

                   (4) แบ่งปันแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศสำหรับโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่ได้ดำเนินการและได้ร่วมมือกันยกระดับทักษะใหม่ (re-skill) เสริมทักษะ (up-skill) และสร้างทักษะใหม่ (new-skill) ให้กับเยาวชนที่มีพรสวรรค์เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging technologies) และเทคโนโลยีใหม่ (new technologies)

                   3. บันทึกความร่วมมือฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่มีการลงนาม และจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี และอาจขยายเวลาออกไปได้โดยความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันของผู้เข้าร่วม ทั้งนี้ การหมดอายุหรือการยกเลิกบันทึกความร่วมมือนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ภายใต้บันทึกความร่วมมือนี้ เว้นแต่ผู้เข้าร่วมจะตกลงเป็นอย่างอื่น

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   1. การจัดทำร่างบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว จะเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐคาซัคสถาน ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านการดำเนินกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกันตลอดจนการจัดการฝึกอบรมและสัมมนา และการร่วมมือกันทั้งในเชิงนโยบายและเชิงเทคนิคเพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างครอบคลุม ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของทั้งสองประเทศอย่างมั่นคงและปลอดภัย

                   2. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว มีความสอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561 – 2580 และแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งผลักดันการดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

แต่งตั้ง

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นางธาราพร  สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองพัฒนาธุรกิจและศักยภาพที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่
12 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมสรรพากร ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

27. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการแก้ไขปัญหาธุรกิจที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการแก้ไขปัญหาธุรกิจที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป มีรายละเอียดดังนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็น ประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นกรรมการและเลขานุการ  ผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้อำนวยการฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์และติดตามสอดส่องการประกอบธุรกิจ กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                   หน้าที่และอำนาจ

                   1. พิจารณา ติดตาม ผลการดำเนินงานของส่วนราชการ กรณีมีเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน หรือพิจารณาดำเนินการกรณีที่มีความปรากฏเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดที่อาจเข้าข่ายลักษณะแชร์ลูกโซ่ตามอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                   2. ประสานงานและบูรณาการในการตรวจสอบพฤติการณ์การกระทำผิดที่อาจเข้าข่ายลักษณะแชร์ลูกโซ่ และเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่ของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                   3. เชิญผู้แทนส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐและบุคคล เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ข้อมูล รวมทั้ง จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาติดตามและประเมินผลการแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่

                   4. เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการตรากฎหมาย แก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่และให้ความเห็นแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่

                   5. แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับลักษณะของแชร์ลูกโซ่แก่ประชาชนเพื่อไม่ให้ตกเป็นผู้เสียหาย              

                   6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

                   7. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

28. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รวม 3 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พันจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้

                   1. นายวิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการ

                   2. นายกวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านพลังงาน

                   3. นายสมชาย รังษีธนานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว

29. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นางแพตริเซีย มงคลวนิช(ผู้แทนกระทรวงการคลัง) เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยแทน นายจำเริญ โพธิยอด (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

30. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ รองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ประธานกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา จำนวน 8 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                   1. รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม

                   2. นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร

                   3. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

                   4. นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง

                   5. รองศาสตราจารย์ประวิต เอราวรรณ์

                   6. ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ

                   7. รองศาสตราจารย์ปัทมาวดี โพชนุกูล

                   8. รองศาสตราจารย์สุธีระ ประเสริฐสรรพ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

31. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงการคลัง เสนอมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงแรงงาน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ ภัทรประยูร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง จัดหางานจังหวัด (ผู้อำนวยการสูง) สำนักงานจัดหางานจังหวัดร้อยเอ็ด กรมการจัดหางาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน (นักวิชาการแรงงานทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

33. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบกรณี นางกัมเลช มันจันดา พ้นจากตำแหน่งกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในคณะกรรมการสภาการศึกษา

                   2. เห็นชอบแต่งตั้ง นายธงชัย ประดับชนานุรัตน์ เป็นกรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในคณะกรรมการสภาการศึกษา แทนกรรมการ ที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

34. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง พลอากาศตรี วุฒิ  น้อยเชี่ยวกาญจน์ เป็นกรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ในคณะกรรมการกำกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แทน พลอากาศตรี นาถวุฒิ หยูทอง กรรมการอื่น (ผู้แทนกองทัพอากาศ) ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

35. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แทนชุดเดิม ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งสามปี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 จำนวน 6 คน ดังนี้

                   1. รองศาสตราจารย์ วีระพงษ์ แพสุวรรณ

                   2. นางชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต

                   3. นายอดิสร เตือนตรานนท์

                   4. นางสาวพิมพ์นารา จิรานิธิศนนท์

                   5. นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ

                   6. ศาสตราจารย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

36. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้ง นายสมชัย  สัจจพงษ์  ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิม ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567

                   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

37. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

‘ปลัดฯบุญสงค์’เผยบอร์ดไตรภาคียังไม่เคาะค่าแรง 400 บาท ประชุมอีกครั้ง พ.ค.นี้

'ปลัดฯบุญสงค์'เผยบอร์ดไตรภาคียังไม่เคาะค่าแรง 400 บาท ประชุมอีกครั้ง พ.ค.นี้

‘ปลัดฯบุญสงค์’เผยบอร์ดไตรภาคียังไม่เคาะค่าแรง 400 บาท ประชุมอีกครั้ง พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ครั้งที่ 4/2568 ว่า ตามที่มีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในวันนี้ โดยกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง ฝ่ายรัฐ ฝ่ายละ 5 คน รวมทั้งหมด 15 คน เข้าร่วมประชุมครบทุกคน โดยผมได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงผลการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ผ่านมา ซึ่งในที่ประชุม ได้ร่วมกันพิจารณาการทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 และที่ประชุมมีความเห็นที่ต่างกัน เห็นด้วยส่วนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยอีกส่วน และให้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง โดยมีกำหนดการประชุมครั้งถัดไป ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งวันที่ประชุมจะกำหนดอีกครั้ง ในส่วนของมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้น วันนี้ยังไม่มีมติในที่ประชุมเช่นกัน

“การประชุมค่าจ้างในวันนี้ยังไม่มีการเคาะใดๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอในหลายประเด็น ทั้งนี้ การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ยังคงเป็นไปตามสูตรการคำนวณ เพียงแต่ดูสภาพเศรษฐกิจว่า คนไทย พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ควรได้รับการเยียวยาค่าครองชีพที่เหมาะสมหรือไม่” นายบุญสงค์ กล่าว

– 006

‘อุตตม’เตือนรัฐ! ดูความพร้อมฐานะการคลังของไทยให้ดี ก่อนเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

‘อุตตม’เตือนรัฐ! ดูความพร้อมฐานะการคลังของไทยให้ดี ก่อนเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

‘อุตตม’เตือนรัฐ! ดูความพร้อมฐานะการคลังของไทยให้ดี ก่อนเจรจา‘ภาษีทรัมป์’

วันอังคาร ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.18 น.

“อุตตม”เตือน รบ. ดูความพร้อมฐานะการคลังของไทยให้ดี ก่อนไปเจรจา”ภาษีทรัมป์” ชี้ต้องสื่อให้ ปชช.มั่นใจว่ารับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวถึงกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ สูง สำหรับกรณีของไทย สหรัฐฯ อ้างว่ามีภาษีอยู่ร้อยละ 72 สหรัฐฯ จึงจะคิดภาษีตอบโต้ไทยในอัตรากึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 36 โดยรัฐบาลไทยกำลังเตรียมจะเจรจากับสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลต้องคำนึงถึงความพร้อมของฐานะทางการคลังของประเทศไทยต่อนโยบายทรัมป์ 2.0 เช่นในส่วนของพื้นที่ทางการคลัง เราพร้อมที่จะรับมือความไม่แน่นอนหรือไม่ เพราะนโยบายทรัมป์มีแนวโน้มก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอเพื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอก

นายอุตตม กล่าวต่อว่า ตัวชี้วัดสำคัญที่กำลังสะท้อนความเปราะบางทางการคลังของไทยมีอยู่ 6 ข้อ

1.รายได้สุทธิต่อ GDP เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 14.87% GDP (2564-2568) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาที่ 18-20% (รายงานความเสี่ยงทางการคลัง/สศค.) สะท้อนความสามารถจัดเก็บภาษีที่อ่อนแอ ส่งผลให้รัฐอาจไม่มีงบประมาณเพียงพอรองรับภาวะฉุกเฉิน และต้องพึ่งการกู้เงินมากขึ้นเมื่อเผชิญวิกฤต

2.สัดส่วนงบประมาณที่ปรับลดได้ยากในปี 2568 สูงเกือบถึง 70% งบประมาณ (เพิ่มจาก 62.72% ในปี 2564) ทำให้เหลืองบลงทุนหรืองบกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง ลดความสามารถในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ (รายงานความเสี่ยงทางการคลัง/สศค.) ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายที่ปรับลดได้ยากประกอบไปด้วย 1. รายจ่ายสวัสดิการประชาชน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2. รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เช่น ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เงินบำเหน็จบำนาญ 3. รายจ่ายเงินเดือน เงินสมทบ และค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 4. รายจ่ายเพื่อชำระหนี้และภาระผูกพันต่างๆ เช่น งบลงทุนผูกพันข้ามปี

3.สัดส่วนภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะต่อรายได้ปี 2568 อยู่ที่ 9%และจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.2 % ในปี 2569 ข้อมูลจากสำนักวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา เสียงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจเพิ่มต้นต้นการกู้เงินในอนาคต ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นทั้งระบบ ขณะที่แนวปฏิบัติสากลที่หลายประเทศยึดถือIMF กำหนดไว้ที่ 15%

4.สัดส่วนการขาดดุลงประมาณต่อ GDP ปี 2568 อยู่ที่ -4.5% และปี 2569 จะอยู่ที่ -4.3% (แผนการคลังระยะปานกลาง) ซึ่งสูงกว่าระดับที่มีเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งการขาดดุลไม่ควรเกินร้อยละ 3 หากขาดดุลสูงอย่างต่อเนื่องจะทำให้หนี้พุ่งเร็ว เสี่ยงผิดวินัยการคลัง และเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ข้อมูลสำนักวิเคราะห์งบประมาณ/แผนการคลังของรัฐบาลระบุพยายายามลดการขาดดุลลง

5.ปี 2568 รัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 865,700 ล้านบาท (23.07% งบประมาณ) เกือบชนวงเงินกู้สูงสุด ซึ่งกำหนดไว้ที่ 970,768 ล้านบาท หากเกิดวิกฤติ รัฐจะไม่มีช่องว่างทางกฎหมายให้กู้เพิ่มเพื่อเยียวยาหรือ กระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลไว้สูงสุด 1.ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมกับ 2.ไม่เกิน 80% ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

6.สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาล (ต้นเงิน + ดอกเบี้ย) ต่อรายได้ประจำปีงบประมาณ อยู่ที่ 35.14% โดยเพดานกำหนดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 35 (แผนการคลังระยะปานกลาง) เป็นสัญญาณเตือนด้านวินัยการคลัง จะเบียดงบพัฒนา งบลงทุน และสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นายอุตตม ยังได้เสนอแนะการจัดงบประมาณปี 2569 ไปยังรัฐบาลว่า ต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สร้าง “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” เช่นการพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กในภูมิภาค และการเสริมความสามารถในการแข่งขันของ SMEs รวมถึงต้องจัดงบพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมความเข้มแข็งชุมชน ยกระดับขีดความสามารถผลิตสินค้าบริการป้อนตลาดในประเทศ และสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ในตลาดโลก เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก

“วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 64.21%GDP (4/2568) ซึ่งกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) ประเมินว่าอาจแตะ 70% ใน 2 ปีข้างหน้า และอาจแตะระดับ 80-90% ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีการปฏิรูปการคลังภาครัฐอย่างจริงจัง” นายอุตตม กล่าว