‘อนุทิน’เดือดจัดถูกยื่นยุบภูมิใจไทย ด่ายับโกหก-กักขฬะ ลุยฟ้อง‘กุสุมาลวตี’สว.สำรอง

‘อนุทิน’เดือดจัดถูกยื่นยุบภูมิใจไทย  ด่ายับโกหก-กักขฬะ  ลุยฟ้อง‘กุสุมาลวตี’สว.สำรอง

‘อนุทิน’เดือดจัดถูกยื่นยุบภูมิใจไทย ด่ายับโกหก-กักขฬะ ลุยฟ้อง‘กุสุมาลวตี’สว.สำรอง

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’เดือดจัดถูกยื่นยุบภูมิใจไทย ด่ายับโกหก-กักขฬะ ลุยฟ้อง‘กุสุมาลวตี’สว.สำรอง ปัดข้อหาปมฮั้วเลือกสว. สว.ทยอยให้ปากคำกกต. ครม.เคาะส่ง‘ชูศักดิ์’คุมDSI

“ภูมิใจไทย”อาการหนัก“กุสุมาลวตี”ยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ปมฮั้วเลือก สว.ซัดหลักฐานแน่นทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร-เส้นทางการเงิน และคลิปเสียงมัดตัว“ไชยชนก-อนุทิน’ ด้าน”เสี่ยหนู”ลมออกหูไม่ให้ราคา บอก โกหก-กักขฬะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บอกทีมกฎหมายถอดเทปเตรียมฟ้องย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้วสว.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลำดับสำรอง ยื่นคำร้องต่อกกต.เพื่อพิจารณาส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย โดยนางกุสุมาลวตี กล่าวว่า มีหลักฐานการกระทำความผิดทั้งอั้งยี่ซ่องโจร และพฤติกรรมทั่วไปของนายชัยชนก ชิดชอบ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรค มีหลักฐานว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวการจัดตั้งคนในบุรีรัมย์และพบเส้นทาง การเงิน มีหลักฐานการโอนเงิน ซึ่งซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จับได้หมดว่าใครโอนเงินไปให้ใครบ้าง โดยจะนำหลักฐานนี้มายื่นให้ภายหลังเพราะกลัวและเชื่อว่าในทุกองค์กรจะมีฝ่ายเขาฝ่ายเรา แต่ถ้า กกต. เรียกตนมาชี้แจงเมื่อไหร่ก็จะนำหลักฐานเหล่านั้นมามอบให้

นอกจากนี้ ในส่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีหลักฐานว่าเมื่อกระบวนการเลือกสว.เสร็จสิ้นแล้ว นายอนุทิน ได้เรียกสว.ให้ไปพบที่โรงแรมพูลแมน เพื่อให้เขียนใบลาออกเป็นหลักการว่าคนพวกนี้จะต้องอยู่ภายใต้การสั่งการของพรรคภูมิใจไทย และนางสุขสำรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีทั้งภาพขณะสว.เขียนใบลาออกและคลิปเสียงประกอบ ยืนยันว่าหลักฐานชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนตนก็คงไม่กล้ามาเปิดหน้า แต่ก็จะมีการขอคุ้มครองพยานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยบอกว่าจะฟ้องนั้นเชิญเลย

ชี้สว.ชุดนี้ต้องเป็นโมฆะ

นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ตนไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นกับบุคคลที่มาร้อง แต่เพราะเห็นกระบวนการที่เกิดขึ้น อุกอาจ ไม่เกรงกลัวฟ้าดินและกฎ หมาย วันนี้เราเห็นเราว่ากระบวน การเลือกกรรมการองค์กรอิสระ บางคนเป็นคนดี แต่ก็ต้องหลุดไปจากการที่สว.ฟังคำสั่งของบางสีบางคน แล้วต่อไปประเทศไทยจะอยู่อย่างไรหากอนาคตมีคนกระทำความผิดก็จะได้รับการยกคำร้องเพราะพวกเขาเป็นคนเลือกกรรม การเหล่านี้ อย่างคดีเขากระโดง หรือรุกที่เขาใหญ่ หรือการก่อสร้างรัฐสภา 20,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะเอาผิดใครไม่ได้ จะคิดว่าต้องช่วยกัน ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อให้สว.ชุดนี้ต้องเป็นโมฆะไป ตนเองก็พอแล้ว ไม่ต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นสว.อีก แต่จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมให้คนกลุ่มนี้รู้ว่ามีคนไทยที่ออกมายืนต่อสู้เพื่อประชาชน

ขาดคุณสมบัติยังลงสมัคร

“วุฒิสภาเป็นสภาสูง แต่ถามว่าหัวหน้าพรรคบางพรรคมีการกระทำผิดไหม กับการที่สั่งให้นายอำเภอซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอรับผู้สมัคร บางคนขายข้าวแกงก็มาเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ บางคนขับรถก็มาเป็นนักสื่อสารมวลชนได้ ซึ่งหลายคนคุณสมบัติไม่ตรง แต่ก็มีการรับสมัคร เพราะกระทรวงมหาดไทยสั่งให้นายอำเภอเซ็นรับรองคนเหล่านั้นมาก่อน ทำให้คนที่ดีไม่ได้เข้ามาเพราะถูกบีบออก กระบวนการแบบนี้มันท้าทายคนไทยและกระบวน การยุติธรรม และทำลายประชา ธิปไตย ซึ่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบางคนก็ร่วมกระทำความผิดด้วย โดยมีเส้นทางการเงินที่เรามองเห็น และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีพฤติกรรมที่ส่อแสดงรู้เห็น บงการ กระบวนการเลือกสว. เรามีหลักฐานมากมาย จึงเห็นว่าสมควรที่จะยุบพรรคนี้ มันสมควรที่จะเป็นโมฆะในการเลือกสว. ขณะที่ในอดีตจ้างพรรคเล็กลงสมัคร คูหาหันหน้าหันหลังก็เป็นโมฆะ แต่ครั้งนี้ความผิดมันมโหฬารยิ่งกว่า ดิฉันจึงคิดต่อสู้เรื่องนี้ เพราะถ้าองค์กรอิสระทั้ง 7 องค์กรอยู่ภายใต้การครอบงำของบางพรรค บางสีบางกลุ่ม มองไม่ออกว่าอนาคตประเทศเราจะเป็นไง “นางกุสุมาลวตี กล่าว

“เสี่ยหนู”ลมออกหู

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นางสาวกุสุมาลวตี ศิริโกมถท สว.สำรอง และอดีตสส.พรรคเพื่อไทย ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกล่าวหา หัวหน้าพรรคฯ และเลขาธิการพรรคฯ รวมไปถึงสส. กระทำผิดรัฐธรรมนูญกรณีฮั้วเลือกสว.ว่า เขาพูดไม่จริง เขาพูดโกหกทุกเรื่อง

เมื่อถามย้ำว่า นางสาวกุสุมาวตี มีเอกสารยืนยันหรือไม่ ว่านายอนุทิน บรรดาผู้สมัครสว. ไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งย่านรางน้ำ นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มี เขาโกหกตั้งแต่บอกว่ามาคุยกับตนที่รัฐสภา ตนรู้จักกับเขาตั้งแต่อยู่ที่พรรคชาติไทยพัฒนาแล้ว ก็เป็นอย่างนี้แหละ การที่ตนบอกปัดให้ไปคุยกับคนอื่นนั่นคือสุภาพแล้ว จริงๆ หน้าตนยังไม่อยากมอง เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เขามาดักเจอตนที่รัฐสภา เพื่อมาขอเสียงสว. ใครจะไปสนับสนุน เพราะเขาก็ไม่ได้อยู่พรรคของตน และตนก็รู้พฤติกรรมว่าเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ว่าพูดหยาบๆ รำคาญ

ไม่เคยนัดเจอกับสว.

นายอนุทิน ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่มาอ้างว่านัดเจอกับผู้สมัครสว. ที่โรงแรมย่านรางน้ำ ตนไปสัปดาห์ละ 7 วัน เพราะสะดวก และพรรคพวกตนเวลานัดอะไรก็อยู่ที่นั่นทั้งหมด ส่วนใหญ่หากใครไปที่นั่นก็จะพบกับตน ก่อนกลับบ้านก็ไปนั่งอยู่ที่นั่นทุกเย็น รวมถึงพูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ดด้วย เพราะบ้านท่านอยู่ไกลถึงลาดกระบัง ดังนั้นใครอยากเจอตนก็ให้มาที่โรงแรมดังกล่าวช่วง 4-5 โมงเย็น ก็เจอแล้ว ไป 8 ครั้งก็เจอ 10 ครั้ง

เมื่อถามว่านางสาวกุสุมาลวตี มาขอสนับสนุนสว.เรื่องอะไร นายอนุทินระบุว่า ปีที่ผ่านมา เขาไปเดินอยู่ในสภา ซึ่งมาขอพูดกับตน ตนก็ไม่พูดด้วย

“อย่างที่บอกไง บางทีเราก็เป็นคนสุภาพ ก็โดนคนที่กักขฬะทำแบบนี้”

ยันให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องกลับ

เมื่อถามว่ากังวลหรือสะทกสะท้านหรือไม่ เนื่องจากมีคนไปยื่นร้องยุบพรรคภูมิใจไทยถึง 2 รายแล้ว นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่สะทกสะท้านเพราะไม่ได้ทำผิด สื่อก็รู้นิสัย ตนเจอใครก็ทักหมด ตนไม่มีคนเกลียดคนชัง ตนเจอใครก็ทักเสมอเพราะพ่อแม่สอนมาดี มารยาทต้องทำตัวอย่างไร

เมื่อถามว่านางสาวกุสุมาลวตี ไปหา นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พรรคเพื่อไทย และระบุว่าเป็นหัวใจสีแดง ไม่จำเป็นต้องมาเจอนายอนุทินนั้น นายอนุทินถึงกับหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า ให้สื่อมวลชนฟังเสียงหัวเราะของตน

เมื่อถามว่า ขณะเดียวกันนางสาวกุสุมาลวตี อ้างว่ามีรัฐมนตรีช่วยพรรคภูมิใจไทย บอกจะให้คุยกับนายอนุทินนั้น นายอนุทิน ย้อนถามว่า “ใครจะกล้า ขอเปรียบเทียบหากน้องเป็นลูกน้องจะกล้าเอาคนที่น่ารังเกียจไปพบหัวหน้าหรือ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาเจอใครเขาก็เก็บหมด ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปพูดถึง มันเสียเวลา ผมไม่สนใจไม่ให้ราคา และผมก็พยายามจะสุภาพเต็มที่แล้ว แต่ออกมาพูดโกหกหลอกลวงประชาชนแบบนี้”

เมื่อถามว่าจะฟ้องกลับหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าถึงขนาดนี้ก็คงต้องฟ้องแล้ว ซึ่งขณะนี้มีการแกะเทปแล้ว เรื่องนี้ตนไม่ต้องทำ เพราะพรรคมีแผนก มีนักกฎหมายดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งพวกนี้มาเป็นขบวนการ ตัวเองก็มาถึง สว. สำรองถ้าผิดก็ผิดกันหมด จากรอบคัดเลือกระดับอำเภอก็มาด้วยกัน ฉะนั้นถ้าตนเกี่ยวข้องก็ต้องคุยด้วย และขอย้ำว่าตนไม่ชอบตั้งแต่อยู่พรรคชาติพัฒนากับพฤติกรรมแบบนี้ เพราะเป็นมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

ภูมิใจไทยไม่เกี่ยวเลือกสว

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ยืนยนว่าพรรคพรรคภูมิใจไทยไม่ผิด พรรคเกี่ยวอะไรกับเรื่องสว. ผู้สื่อข่าวไม่เคยพูดถึงเลยว่าในส่วนของพรรคภูมิใจไทยมี ประกาศของหัวหน้าพรรค ที่ตนลงนามเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ชัดเจน ว่าห้ามสมาชิกพรรค รวมถึงส.ส และบุคลากรในพรรคทุกคน ห้ามข้องเกี่ยว กับกระบวนการเลือก สว.อย่างเด็ดขาด ขอให้แฟร์กันหน่อย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการใส่ร้ายจากฝ่ายการเมืองที่ไม่หวังดี

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวพรรคภูมิใจไทย จำเป็นต้องออกมาปกป้องตนเอง จากการใส่ร้ายบิดเบือน จากฝ่ายการเมืองผู้ไม่หวังดี ที่ดูเหมือนว่ามีเจตนาพิเศษ จ้องจะทำลายพรรคภูมิใจไทย จึงขอใช้สิทธิ ดำเนินการทางกฎหมาย ต่อนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้ร้ายพรรคภูมิใจไทย ให้ถึงที่สุดต่อไป

สว.ทะยอยรับทราบข้อหา

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นคณะกรรมการร่วมกับ กรมสอบสวนพิเศษ (DSI)เรียกมารับทราบข้อกล่าวหาในคดีฮั้วทยอยเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง อาทินายสมชาย นุ่มพลู สมาชิกวุฒิสภา และให้สัมภาษณ์ว่าไม่กังวลและจะชี้แจงตามข้อเท็จจริง นายนิสิทธ์ ปนกลิ่น สว.ที่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา และปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อก่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยส่ายหน้าเมื่อถูกถามว่าเตรียมการมาอย่างไรบ้าง แต่พยักหน้าตอบรับว่า มั่นใจในความในความบริสุทธิ์ของตนเอง 100 %

ด้านนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับหมายเรียกกับกกต.ปมฮั้วสว.และมั่นใจในความบริสุทธิ์

ครม.เคาะ‘ชูศักดิ์’คุม‘ดีเอสไอ’

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ) ได้มีมติมอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำหน้าที่รักษาการในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี หลังปฏิบัติหน้าที่สั่งการเป็นการเฉพาะดีเอสไอ

ด้านนายชูศักดิ์ เรื่องนี้ไม่มีอะไรเขาเรียกว่ารักษาราชการแทน ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และยืนยันว่าไม่ต้องเข้าไปมอบนโยบาย เพราะเป็นเพียงการรักษาราชการแทน ดูว่าเขามีความจำเป็นว่าจะทำอะไรจะให้รัฐมนตรีสั่งการและอนุมัติ ก็ว่ากันมา ยืนยันว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร ที่จะต้องมาดูเรื่องคดีฮั้วส.ว. เพราะขณะนี้เขาทำหน้าที่ของเขาอยู่ เขาทำหน้าที่อะไรก็ให้เขาทำไปตามระบบ

บุคคลแนวหน้า : 21 พฤษภาคม 2568

บุคคลแนวหน้า : 21 พฤษภาคม 2568

บุคคลแนวหน้า : 21 พฤษภาคม 2568

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนังสือพิมพ์แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nnเหลียวมองสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ หลายคนบอกวังเวงชะมัด

…nn ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจ – การเมืองโลกมีความผันผวน แต่ประเทศไทยกลับตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่ไร้เดียงสา ไร้ประสบการณ์

…nn ในที่สุดก็ดันทุรังต่อไปไม่ไหว โครงการดิจิทัล วอลเล็ต เฟสที่ 3 ที่จะใช้งบประมาณ27,000 ล้านบาท มีอันต้องถูกระงับไว้ก่อน หรือจะพูดตรงๆ ก็คือ “ยกเลิก” นั่นแหละ เพียงแต่ ไม่กล้ายอมรับกันตรงๆ เพราะหาเสียงโม้ไว้เยอะ

…nn รัฐบาลหันมาผลักดัน “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ในกรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ตามมติของคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568

…nn ซึ่งการประชุมดังกล่าว เห็นชอบในการทบทวนค่าใช้จ่ายงบประมาณปี 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

…nn นอกจากนี้ ได้มีการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ซึ่งเมื่อรับฟังแล้วจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อสร้างรากฐานการเติบโตระยะยาวและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการปรับแผนและเปลี่ยนเงินก้อนนี้มาลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนในมนุษย์ที่เป็นการลงทุนระยะยาว

…nn รัฐบาลยกเหตุผล เรื่องสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะมาตรการเรื่องกำแพงภาษี โดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องมีการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ หน่วยงานทางเศรษฐกิจ ทั้งสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยก็เคยเสนอและเตือนมาแล้ว เมื่อครั้งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ยุคนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีจนมาถึงรัฐบาล อุ๊งอิ๊งค์ ว่าไม่ควรนำเงินงบประมาณมหาศาลไปหว่านกับโครงการประชานิยม ที่ไม่ยั่งยืน แต่ก็มิได้นำพา สุดท้ายไปต่อไม่ไหว ก็เลยต้องออกมาแถลงข้างๆ คูๆ ว่าขอชะลอไปก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแนวทางอื่นแทน

…nn ในขณะที่ชาวบ้านร้านตลาด ร้องระงมว่าเศรษฐกิจแย่ จะหมดแรงกันอยู่แล้ว พืชผลทางการเกษตรหลายตัวราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

…nn แต่นายกฯคุณหนู ยังมีพลังงานล้นเหลือ ล่าสุดมีกำหนดการบินไป สหราชอาณาจักร และราชรัฐโมนาโก ระหว่างวันที่ 21–25 พฤษภาคม รวมทั้งหมด 5 วัน ไปกันคณะใหญ่ ร่วมคณะกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมทั้งส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

…nn แต่ไปดูกำหนดการ แต่ละวันๆ มีแต่งาน เล็กๆ น้อยๆ ยิบๆ ย่อยๆ ดูงาน เปิดงาน ประชุมที่มอบหมายระดับ อธิบดี ไปทำแทนก็ยังได้ไม่มีกำหนดเจรจาความเมืองกับระดับผู้นำประเทศเลย นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังเสียงบประมาณ ซึ่งคาดกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 200 ล้านบาท แต่จะได้อะไรติดมือมาบ้างแค่ไหน ไม่มีใครรู้

…nn ส่วนร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุดครม.เห็นชอบร่าง ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจและพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารประกอบงบรวม 39 เล่ม และขอให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยจะพิจารณาวาระ 1 วันที่ 28-30 พ.ค. โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการกำหนดให้ตั้งงบปี 2569 จำนวนไม่เกิน 3.7 ล้านล้านบาท ก็ต้องมาลุ้นกันว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียวยกมือให้ผ่านสภาหรือไม่

…nn แต่ดูทิศทางลมแล้ว แม้ว่า สงคราม แดง – น้ำเงิน จะรุนแรงขยายวงจากคดีฮั้ว สว. ที่มีหมายเรียกลามไปยังสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหลายระดับแล้ว คงจะไม่น่ามีผลกระทบอะไร กับการพิจารณางบประมาณ

…nn เข้าทำนอง ไอ้ที่รบก็รบกันไป อันไหนประสานประโยชน์ได้ก็ประสานกันไปก่อน

…nn หลังพ.ร.บ.งบประมาณผ่าน สภามีผลแล้วนั่นแหละ อาจจะเข้าโค้งสุดท้ายของรัฐบาล…nn

นายพริบพรี

มีสิทธิ์ยับยั้งมติแพทยสภา ‘สมศักดิ์’ยกก.ม.อ้าง สภานายกพิเศษมีอำนาจ ยอมรับหวั่นมาตรา157

มีสิทธิ์ยับยั้งมติแพทยสภา  ‘สมศักดิ์’ยกก.ม.อ้าง  สภานายกพิเศษมีอำนาจ  ยอมรับหวั่นมาตรา157

มีสิทธิ์ยับยั้งมติแพทยสภา ‘สมศักดิ์’ยกก.ม.อ้าง สภานายกพิเศษมีอำนาจ ยอมรับหวั่นมาตรา157

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“หมอวรงค์” เตือนสติ “สมศักดิ์” ย้ำสิ่งที่รมว.สธ.ต้องรู้ถ้ายับยั้งมติแพทยสภา โดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์สนับสนุน และนำข้อมูลที่แพทย์มายื่นขอความเป็นธรรมมาเป็นเหตุผล ระวังมีคนไปร้องผิดม.157 ต่อปปช. ด้านรมว.สธ.เผยยังไม่ชัด ยับยั้งมติ‘แพทยสภา’หรือไม่ อ้างรอข้อมูลก่อนตัดสินใจ ยกกฎหมายให้อำนาจ‘สภานายกพิเศษ’ลั่นไม่อยากให้มีก็ไปแก้กม.ย้ำต้องพิจารณาให้ดี ไม่เช่นนั้นเสี่ยง‘ม.157’ผลประชุม 10 ขุนพลนัดแรก ยังขาดข้อมูลขั้นตอนกก.กลั่นกรองแพทยสภา รอช้าสุด26พ.ค.ก่อนสรุปส่ง’สมศักดิ์’

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเตือนสตินายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข โดยแสดงความเห็นต่อคณะทำงานที่นายสมศักดิ์ ตั้งขึ้นมา 10 คน ให้มาช่วยพิจารณามติแพทยสภาให้ลงโทษแพทย์ 3 คนที่อนุมัติให้นายทักษิณเข้ารักษาตัวชั้น 14 รพ.ตำรวจว่า ดูแล้วน่าจะผิดทิศผิดทาง เสี่ยงทำให้นายสมศักดิ์ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นพ.วรงค์ให้เหตุผลว่า 1.มติแพทยสภา เป็นเรื่องจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่คณะทำงานที่ตั้งขึ้น10 คน กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย 8 คน เป็นแพทย์ 2 คน จะเอานักกฎหมายมาพิจารณาจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์อย่างนั้นหรือ 2.ถ้าดูตามขั้นตอนกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี ในฐานะสภานายกพิเศษ มีอำนาจเพียง “เห็นชอบหรือยับยั้งมติแพทยสภา” นั่นคือเห็นชอบหรือไม่ ที่จะตักเตือนแพทย์ 1คน และพักใบประกอบวิชาชีพแพทย์อีก 2 คน ถ้าคุณไม่เห็นชอบ คุณมีเหตุผลทางการแพทย์อะไรมาสนับสนุน เพื่อลดหรือเพิ่มความหนักเบาของโทษทางจริยธรรม ซึ่งขณะนี้คำสั่งแพทยสภาที่เป็นทางการ ยังไม่ออกมา เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอน การที่แพทย์ 2คน อ้างข้อมูลใหม่มาร้องขอความเป็นธรรม จึงเสี่ยงที่มีการแทรกแซงการพิจารณาคดีจริยธรรมโดยฝ่ายการเมือง

นพ.วรงค์ระบุด้วยว่า การร้องขอความเป็นธรรมไม่ใช่ขั้นตอนนี้ ต้องรอให้ทุกอย่างจบมีคำสั่งแพทยสภาออกมาเป็นทางการก่อน การมาร้องระหว่างการพิจารณายังไม่เสร็จ จึงเสี่ยงแทรกแซงคดีสูงมาก

“สิ่งที่นายสมศักดิ์ต้องรู้ ถ้าคุณยับยั้งมติแพทยสภา ที่ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์สนับสนุน และไปเอาข้อมูลที่แพทย์มาร้องมาเป็นเหตุผล ผมเชื่อว่ามีคนไปร้องมาตรา157 ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)แน่ ที่สำคัญถ้าคุณยับยั้ง หากแพทยสภามีมติไม่ถึง 2/3 ของคณะกรรมการทั้งหมด ไม่ใช่ทุกอย่างจบ กฎหมายยังให้คณะกรรมการฯแพทยสภา เริ่มต้นลงมติเพื่อลงโทษใหม่ โดยใช้ชุดข้อมูลของอนุกรรมการสอบสวนชุดเดิม เพราะกฎหมายให้ความสำคัญกับความจริงที่อนุสอบสวนสอบมา คุณอย่าคิดว่า ทุกอย่างจะจบลงง่ายๆ”นพ.วรงค์ระบุ

ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแพทยสภาส่งมติมาให้พิจารณาลงโทษแพทย์3 คน กรณีส่งนายทักษิณไปรักษาที่รพ.ตำรวจว่า คณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ที่ตนตั้งขึ้น มีหน้าที่ให้คำปรึกษาตน ทั้งนี้ การพิจารณาแพทยสภาต้องผ่านคณะกรรมการ 4 ชุดคือ

คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมชุดเฉพาะกิจ เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมีมติจะส่งให้คณะกรรมการสอบสวนชุดเฉพาะกิจ เมื่อทำงานจบแล้วจะส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรอง จากนั้นนำเข้าคณะกรรมการแพทยสภาที่มีคณะกรรมการ 70 คน พิจารณาโทษ ซึ่งตนได้ข้อมูลจากคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด แต่ยังไม่ได้คำตอบ หากได้คำตอบมาแล้วจะประชุมร่วมกับคณะกรรมการที่ตนตั้งขึ้นตามมาตรา 25วันนี้ตนยังไม่สามารถบอกข้อมูลได้ว่าจะยับยั้งหรือไม่ เพราะข้อมูลยังไม่ครบ ยังมีเอกสารที่ต้องเอานำมาเสนอเพื่อให้สอดคล้องกับที่เริ่มมาตั้งแต่เรื่องจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อมูลยังไม่ครบ จะประชุมได้หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า อยู่ที่คณะกรรมการฯ เพราะตนเชิญมาเป็นที่ปรึกษา ก็ควรให้อิสระกรรมการแต่ละคน ยังมีเวลาอยู่ เอกสารมากเหลือเกิน ตนอ่านไม่ไหว ซึ่งต้องทำภายใน 15 วัน อย่างหนังสือมติแพทยสภามาวันที่ 16 พฤษภาคม ก็นับไปอีก 15 วันรวมวันเสาร์อาทิตย์ น่าจะประมาณวันที่ 31 พฤษภาคม ก็ควรต้องพิจารณาแล้วเสร็จวันที่ 28-29 พฤษภาคม

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ข้อมูลการรักษา ผลสอบของคณะกรรมการต้องออกมาจากแพทยสภาใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตนตามมาตรา 25 และจะรับฟังจากคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษฯที่ตั้งขึ้นมาเป็นหลัก

เมื่อถามว่า อดีตแพทยสภาออกมาตั้งคำถามว่า หากมีพ.ร.บ.แพทยสภาฉบับใหม่ ควรให้อำนาจสภานายกพิเศษยับยั้งมติแพทยสภาหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า “นั่นสิ กฎหมายเขียนไว้ทำไม ต้องไปเปลี่ยนกฎหมายใหม่ เพราะผมทำตามกฎหมาย ถ้าผมไม่ทำตามกฎหมายก็จะมีความผิด เหมือนแพทยสภาถ้าไปพิจารณาแล้วทำให้ผู้ที่ถูกพิจารณาโทษรู้สึกว่าไม่ผิด เขาฟ้องร้อง จะเป็นปัญหา เหมือนผมไม่ดำเนินการอะไร ปล่อยไว้เฉยๆ ก็อาจถูกฟ้องร้องได้ ถ้าคิดว่าสภานายกพิเศษไม่มีประโยชน์ กฎหมายก็ต้องเปลี่ยน แต่ตรงนี้ผมถูกบังคับด้วยกฎหมาย เลยต้องทำงาน”

ถามว่ากำหนด 15 วันที่สภานายกพิเศษต้องพิจารณามติแพทยสภาจะเริ่มนับตั้งแต่วันไหน นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าข้อมูลครบก็จะใช้เวลา 15 วันหลังได้รับหนังสือจากแพทยสภา ทั้งนี้ จากการขอข้อมูลไปครั้งที่สอง หากได้กลับมาข้อมูลก็ครบแล้ว จะพยายามไม่ขอขยายเวลา

ถามถึงกรณีแพทยสภาแนบเอกสารมาในรายงานว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤติ ตรงนี้จะขอข้อมูลเพิ่มอีกหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตนเข้าใจว่า เขาพิจารณาไปหมดแล้ว ซึ่งคณะกรรมการเหล่านี้ก็ยังไม่ได้พูดถึง และมีการเสนอความเห็นมายังสภานายกพิเศษ ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญา 157 เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในกระบวนการทั้งหมดรวมถึงตน และคนที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการแต่ละชุด ฉะนั้น เราต้องพิจารณาให้ดีตามอำนาจหน้าที่ที่เรามี

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ได้อ่านหนังสือของนายแพทย์โรงพยาบาลตำรวจที่ร้องขอความเป็นธรรมหรือยัง นายสมศักดิ์กล่าวว่า ดูแล้ว ตนจึงขอเอกสารจากแพทยสภาว่าตรงกับสิ่งที่เขาร้องเรียน ขอร้อง ขอความเป็นธรรมมาหรือไม่ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับมาตรา 157

กรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ระบุหากยับยั้งมติแพทยสภาโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ สภานายกพิเศษอาจโดนมาตรา 157 นายสมศักดิ์กล่าวว่า คนต้องถูกตรวจสอบโดยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการของแพทยสภาทุกชุด เราต้องระวังว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควร ต้องดำเนินการไม่ให้ขัดกับมาตรา 157 เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เวลา 13.30 น.ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 พิจารณาปมมติแพทยสภาลงโทษแพทย์รักษานายทักษิณ ชินวัตรที่รมว.สาธารณสุขแต่งตั้ง เพื่อพิจารณาก่อนส่งกลับคณะกรรมการแพทยสภาว่าจะเห็นด้วย หรือวีโต้ ภายใน 15 วัน โดยวันนี้คณะกรรมการเข้าประชุมนัดแรกครบทุกคน และประชุมบริเวณใกล้ห้องทำงานรมว.สาธารณสุข ที่ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ขณะที่นายสมศักดิ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย

หลังหารือนายกองตรีธนกฤตจิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข แถลงว่าการประชุมนัดแรกเป็นการพิจารณาเอกสารจากแพทยสภา ซึ่งมีหลายพันหน้า แต่คณะกรรมการเห็นว่า มีเอกสารบางส่วนยังขาดในขั้นตอนต่างๆของแพทยสภา ทำให้คณะกรรมการมีความเห็นว่า ต้องให้สภานายกพิเศษขอข้อมูลเพิ่มเติม หากแพทยสภานำส่งข้อมูลได้เร็ว ก็ะสามารถสรุปเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว และประธานที่ประชุมมีความเห็นว่า หากได้ข้อมูลแล้วให้มีความเห็นตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นหลักในการวิเคราะห์ กรรมการจะพิจารณารายบุคคลที่ถูกแพทยสภาพิจารณา โดยมี 4 คน แม้แพทยสภาจะมีมติลงโทษ 3คน แต่กรรมการจะพิจารณาทั้งหมดแบบรายบุคคล

“เราจะเร่งประชุมในสัปดาห์นี้ หากเอกสารแพทยสภาส่งมาไว แต่หากเลยสัปดาห์นี้ ก็จะประชุมสัปดาห์หน้าคือวันที่ 26 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. และเสนอต่อสภานายกพิเศษ คาดว่าต้องแล้วเสร็จส่งสภานายกพิเศษภายใน 29 พฤษภาคมซึ่งข้อมูลที่ขาดหายไปและเราต้องการคือ ของคณะกรรมการกลั่นกรอง ของแพทยสภา” นายกองตรีธนกฤต กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ขอเสนอความเห็นในเรื่องดินแดนว่า เราจำเป็นต้องแสดงอธิปไตยเหนือดินแดนให้มั่นคง เมื่อยังไม่ปักปันเขตแดน อาจมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง ดังนั้นจำเป็นต้องยืนยันการอ้างสิทธิอย่างเต็มที่ไว้ก่อน”

พล.ท.พงศกร รอดชมภู

อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ภาพจากเฟซบุ๊ค : พงศกร รอดชมภู

งบ’69ฉลุยแน่ พรรคร่วมพร้อมโหวตหนุน ครม.เคาะวงเงิน3.78ล้านล้าน

งบ’69ฉลุยแน่  พรรคร่วมพร้อมโหวตหนุน  ครม.เคาะวงเงิน3.78ล้านล้าน

งบ’69ฉลุยแน่ พรรคร่วมพร้อมโหวตหนุน ครม.เคาะวงเงิน3.78ล้านล้าน

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.ไฟเขียวงบประมาณ’69 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน“นายกฯอิ๊งค์” เรียกถกพรรคร่วมรัฐบาล ยันทุกพรรคเห็นพ้องเดินหน้าหนุนงบ’69 เผยก่อนเปิดประชุมสภาฯคุยพรรคร่วมฯเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ตีปี๊บ 2 บริษัท สนใจลงทุนคอมเพล็กซ์“อนุทิน”ยืนยันทุกพรรคพร้อมหนุนงบ ขอบคุณ “ทักษิณ” ชมทำงานดีจริงจัง สนิทสนมไว้วางใจพิเศษกับนายกฯ ยันตั้งใจทำงานทุ่มเทสุดหัวใจ ไม่มีอะไรซ่อนเร้น มีแต่แว่นตาไม่มีมีด

เมื่อเวลา12.00น.วันที่ 20 พ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ.2569ในวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้จำเป็นต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหรือไม่

‘อิ๊งค์’ยันทุกพรรคร่วมฯหนุนงบ’69

โดยนายกฯกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวได้พูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรตื่นเต้นทุกอย่างเห็นพ้องต้องกันเห็นด้วยทุกพรรค

โดยจังหวะนั้นนายกฯได้หันไปทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ยืนอยู่ด้านหลังโดยนายอนุทินตอบว่า“ครับ เห็นพ้องต้องกันสนับสนุนท่านนายกฯทุกพรรค”

เมื่อถามว่าอาจมีบางอย่างที่ต้องปรับหรือเปลี่ยนธงในเรื่องของนโยบายได้พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่นานกฯกล่าวว่าเป็นกลไกของสภาฯแต่เรื่องงบประมาณเราตกลงกันแล้วหลักการมันเคาะตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่มีอะไร

ก่อนเปิดสภาคุยเรื่องเอ็นเตอร์เม้นท์

เมื่อถามว่าเมื่อสภาเปิดสมัยประชุมจะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ด้วยหรือไม่นายกฯกล่าวว่าเราคุยเรื่องงบประมาณไปก่อนและก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯจะคุยกันในเรื่องนี้เมื่อคุยแล้วเดี๋ยวจะแจ้งสื่อให้ทราบ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ล่าสุดมีนักธุรกิจรายใหญ่2บริษัทเข้ามาพูดคุยกับประเทศไทยสะท้อนว่ามั่นใจโครงการนี้ของรัฐบาลใช่หรือไม่ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่นายกฯกล่าวว่า ความจริงเป็นเรื่องที่เขามาแสดงความสนใจว่าประเทศไทยไม่ได้ไกลจากประเทศญี่ปุ่นมากและเป็นทวีปเอเชียเหมือนกันรวมถึงเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นเริ่มแล้วมีแพลนชัดเจนแล้วว่าเมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โปที่เมืองโอซาก้าจะใช้พื้นที่ดังกล่าวทำเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์โดยจะเสร็จภายใน 5ปี ทั้งนี้เขาเห็นเราผลักดันเรื่องนี้เห็นเป็นโอกาสจึงอยากจะเข้ามาเพื่อดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ

ครม.ไฟเขียวงบ69วงเงิน3.78ล้านล้าน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารประกอบงบประมาณ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 3,780,600 ล้านบาท

เปิดสัดส่วนตาม7กลุ่ม-6ยุทธศาสตร์

โดยจำแนกตามประเภทต่าง ๆ(ล้านบาท) ได้ดังนี้ 1. จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ดังนี้ 1. รายจ่ายงบกลาง 632,968.7500 ร้อยละ 16.74 2. รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,408,060.3287 ร้อยละ 37.25 3. รายจ่ายบูรณาการ 98,767.8186 ร้อยละ 2.61 4. รายจ่ายบุคลากร 820,820.8104 ร้อยละ 21.71 5. รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 274,576.8057 ร้อยละ 7.26 6. รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 421,864.4264 ร้อยละ 11.16 7. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 123,541.0602 ร้อยละ 3.27

2. จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน (ล้านบาท) สรุปได้ ดังนี้ 1) ด้านความมั่นคง 415,327.9413 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 394,611.6456 3) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 605,927.2575 4) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 942,709.1735 5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 147,216.8998 6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 605,441.5957

สำหรับปฏิทินงบประมาณครั้งนี้ได้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญในวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569ในวาระที่1 จากนั้นจะเข้าสู่วาระที่ 2 เพื่อพิจารณารายมาตรา และวาระที่ 3 เพื่อประกาศใช้ต่อไปในเดือนตุลาคมปีนี้

นายกฯเรียกแกนนำพรรคร่วมฯ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เปิดเผยภายหลังเดินไปส่งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เสร็จสิ้นโดยนายอนุทินเปิดเผยถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมพรรคร่วมรัฐบาลว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการประสานไว้ก่อนแล้วว่าหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นจะหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เกี่ยวกับร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่จะเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระแรก ในวันที่ 28 พ.ค.นี้

ทุกพรรคยืนยันพร้อมหนุนงบ69

“ซึ่งทุกพรรคยืนยันว่าพร้อมสนับสนุน หากมีการพาดพิงขอให้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม โดยขอให้พรรคที่กำกับดูแลหน่วยงานได้ชี้แจงอย่างชัดเจน”นายอนุทิน ย้ำ

ส่วนนายกรัฐมนตรีได้มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์การเมืองในขณะนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้เป็นห่วง บรรยากาศก็ดีและท่านก็จะเดินทางไปราชการต่างประเทศประมาณ 1 สัปดาห์ ตนจึงเดินไปส่งนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ฝากไว้ว่าทำทุกอย่างให้เรียบร้อย

‘หนู’ขอบคุณ’แม้ว’ชมทำงานจริงจัง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายและนักวิจารณ์การเมืองโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีชมนายอนุทินมีความจริงจังจริงใจสนิมสนมไว้วางใจพิเศษกับนายกฯว่าตนยังไม่ได้พบกับนายทักษิณเลย พบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11เมษายนที่ผ่านมา ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือนกว่าแล้วที่ยังไม่ได้เจอ เพราะแต่ละฝ่ายมีภารกิจ และขอบคุณนายทักษิณหากพูดเช่นนั้นจริงๆ

ตั้งใจทำงานสุดหัวใจไม่มีซ่อนเร้น

“เรื่องที่สื่อฯถาม ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะตั้งใจทำงานกับนายกรัฐมนตรี ทุ่มเทสุดหัวใจ เพราะท่านตั้งใจทำงาน และเสียสละรวมไปถึงเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่พวกผมสังกัดอยู่ทุกวันนี้ ในเรื่องงานของฝ่ายบริหารผมเต็มที่ ไม่มีอะไรซ่อนเร้น มีแต่แว่นตาไม่มีมีด” นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่นายทักษิณชม เดี๋ยวนายทักษิณเหน็บ เป็นเพราะอะไรนายอนุทินกล่าวว่าส่วนใหญ่ชม สื่อมวลชนจึงถามต่อว่านายอนุทินเป็นจำเลยรักหรือไม่นายอนุทินถึงกับหัวเราะก่อนให้สื่อถามเรื่องงานดีกว่า

‘บิ๊กป้อม’ล้มซี่โครงกระแทกบันได

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐหลังประสบอุบัติเหตุลื่นล้มบริเวณบันไดทางลงซี่โครงด้านข้างกระแทกบันไดจนได้รับบาดเจ็บ ระหว่างเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์มงคลเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ประเทศชาติและประชาชน ในโอกาสดาวพระเสาร์ย้าย ตามหลักโหราศาสตร์ ที่พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร วานนี้(19พ.ค.)

‘บิ๊กตู่-บิ๊กป๊อก-บิ๊กน้อย’โทรถามวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเกิดอุบัติเหตุได้มีคนใกล้ชิดโทรไปสอบถามอาการพล.อ.ประวิตร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต รมว.มหาดไทย พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รวมถึงกลุ่มเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 พล.อ.นพดลอินทรปัญญา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด

อาการแค่ฟกช้ำไร้แตกหัก

พล.อ.วิชญ์ เปิดเผยอาการล่าสุดของพล.อ.ประวิตรว่าได้โทรศัพท์ไปสอบถาม โดย พล.อ.ประวิตรระบุว่าไม่ได้เป็นอะไรมากนัก มีเพียงรอยฟกช้ำ เจ็บบริเวณซี่โครงด้านที่โดนกระแทก ผลจากการเอกซเรย์ไม่มีแตกหัก เบื้องต้นแพทย์แนะนำให้หยุดกิจกรรมต่างๆ

ด้านพล.อ.นพดล เพื่อนสนิทพล.อ.ประวิตรยืนยันว่าได้โทรไปสอบถามเช่นกัน ได้รับการยืนยันจากเจ้าตัวว่าไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไรแตกหัก แค่มีอาการปวดระบม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ภายหลังจากพล.อ.ประวิตรตรวจและเอกซเรย์อย่างละเอียดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งแล้วแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้โดยพล.อ.ประวิตรได้เดินทางไปยังบ้านพักที่มีนบุรี แทนบ้านพักลาดพร้าว 71

พปชร.ยัน‘บิ๊กป้อม’แข็งแรงไม่บาดเจ็บ

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ประสบอุบัติเหตุเรื่องพลัดตกบันได หลังเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์มงคลเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ว่าพล.อ.ประวิตรไม่ได้ตกบันไดอย่างที่มีข่าวเผยแพร่ออกมา แค่เดินเสียหลักเล็กน้อยและไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆและยังทำงานตามปกติ ยืนยันว่าสุขภาพของพล.อ.ประวิตร ยังแข็งแรงดีทั้งร่างกายและจิตใจ

ครม.ไฟเขียวแผนขับเคลื่อนศก. อนุมัติ1.57แสนล. กระจายลง4โครงการขนาดใหญ่

ครม.ไฟเขียวแผนขับเคลื่อนศก.  อนุมัติ1.57แสนล.  กระจายลง4โครงการขนาดใหญ่

ครม.ไฟเขียวแผนขับเคลื่อนศก. อนุมัติ1.57แสนล. กระจายลง4โครงการขนาดใหญ่

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.ไฟเขียวแผนขับเคลื่อนศก. อนุมัติ1.57แสนล. กระจายลง4โครงการขนาดใหญ่ ‘น้ำ-ถนน-เกษตร-ท่องเที่ยว’ ปากแข็งแค่ชะลอแจก1หมื่น

ครม.อนุมัติงบ 1.57 แสนล้านบาท ฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กระจายไปยัง 4 โครงการขนาดใหญ่ “ลงทุนน้ำ-ทำถนน-การเกษตร-กระตุ้นท่องเที่ยว” ขณะที่“นายกฯอิ๊งค์”แจงเหตุผลชะลอแจกเงินหมื่น เพราะโดน“กำแพงภาษีทรัมป์”แทรก ขอปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ จัดลำดับความสำคัญใช้เงิน โยกทำโครงสร้างพื้นฐาน หลังรับฟังเสียงเงินดิจิทัลไม่ใช่ตัวกระตุ้นที่ดี อ้างตอนหาเสียงประเมินแล้วทำได้ โว ทำไปแล้วสองเฟสด้าน“จุลพันธ์” ยันไม่ยกเลิกแจกเงินดิจิทัล แต่ขอดำเนินการเมื่อเศรษฐกิจมีความพร้อม

เมื่อวันที่ 20พฤษภาคม2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออกและเพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆ ตั้งเป้าหมายกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาการจ้างงานและวางรากฐานโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่าย เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจโดยมีแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1.ข้อเสนอโครงการ/มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ1.1 โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ประกอบด้วย (1) ป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูฝน และกักเก็บน้ำไว้สำหรับฤดูแล้ง (2) กระจายน้ำไปยังชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ผลิตเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศและ (3) พัฒนา/ปรับปรุงระบบประปาด้านคมนาคม ประกอบด้วย (1) แก้ไขปัญหาด้านการจราจรในพื้นที่ที่เป็นคอขวดและขาดความเชื่อมโยง (2) เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง (3) แก้ไขปัญหาจุดตัดระหว่างทางรถไฟและถนนเสมอระดับ (4) ก่อสร้าง/ปรับปรุงจุดพักรถบรรทุกเพื่อให้สามารถบังคับใช้ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และ (5) ปรับปรุง/พัฒนาถนนเชื่อมโยงเมืองรอง แหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่การผลิต

1.2 การท่องเที่ยวด้านการพัฒนาภาคการท่องเที่ยว ประกอบด้วย (1) ปรับปรุง/พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวก (2) พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว (3) พัฒนาและยกระดับความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และ (4) กระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง1.3 ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร 1.4เศรษฐกิจชุมชนและอื่นๆกองทุนหมู่บ้าน (SML) 2.การกำกับติดตามผลการดำเนินงานรองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อกำกับและติดตามผลการดำเนินงานของโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ ตลอดจนรายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการฯ ทราบต่อไป 3.แหล่งเงินในการดำเนินโครงการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ วงเงินไม่เกิน 157,000ล้านบาท 4.ระยะเวลาดำเนินการ การจัดทำข้อเสนอโครงการและคำของบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำข้อเสนอโครงการตามแบบฟอร์มการพิจารณาโครงการตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2568 ที่กำหนด โดยเสนอผ่านรองนายกฯ รมต.เจ้าสังกัดหรือ รมต.ที่กำกับดูแล เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาตามที่คณะกรรมการฯ ได้มอบหมาย พร้อมทั้งเสนอโครงการดังกล่าวต่อสำนักงบประมาณในคราวเดียวกันด้วยภายในเดือน พ.ค.2568

5.การพิจารณาอนุมัติโครงการคณะกรรมการฯ รวบรวมข้อเสนอโครงการที่ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อพิจารณานำเสนอครม.พิจารณาอนุมัติ ภายในมิ.ย.2568การขอรับจัดสรรงบประมาณหน่วยรับงบประมาณนำส่งโครงการที่ครม.อนุมัติให้สำนักงบประมาณ โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณารายละเอียดโครงการและจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567 ภายใน ก.ค. 2568

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมครม.ว่า เรื่องแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในกรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ตามมติของคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.เห็นชอบในการทบทวนค่าใช้จ่ายงบประมาณปี 2568 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนี้ได้มีการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ซึ่งเมื่อรับฟังแล้วจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนเพื่อสร้างรากฐานการเติบโตระยะยาวและพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการปรับแผนและเปลี่ยนเงินก้อนนี้มาลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและลงทุนในมนุษย์ที่เป็นการลงทุนระยะยาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 1และ2 ที่ผ่านมาสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ และเฟสที่ 3 ที่มีการชะลอ ออกไปเป็นเพราะไม่มีเงินใช่หรือไม่ จะทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป้าหมายของการทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแปลว่ากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมด ซึ่งรอบแรกกับรอบที่สองเรากระตุ้นไปแล้วในกลุ่มคนเปราะบางและผู้สูงอายุ ต่อจากนี้พอเรามีเรื่องของกำแพงภาษีสหรัฐฯเข้ามา ฉะนั้นเราต้องพิจารณาทบทวน ซึ่งข้อเสนอจาก ธปท. และสศช. ให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ว่าเงินก้อนนี้จะสามารถใช้อะไรที่จำเป็นและเร่งด่วนกว่าในเรื่องแจกเงินดิจิทัล คือเปลี่ยนรูปแบบของการกระตุ้นว่าสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไรที่เรียงลำดับความสำคัญ อะไรที่จำเป็น ณ ขณะนี้จะเกิดผลต่อประเทศมากที่สุดและสูงสุด เราจึงต้องทบทวนอันนี้ใหม่

เมื่อถามว่านายกฯใช้คำว่าชะลอแปลว่าคนยังหวังดิจิทัลวอลเล็ตได้อยู่ หรือจริงๆเป็นการยกเลิกแต่รัฐบาลไม่กล้าพูดกลัวกระทบฐานเสียง นายกฯ กล่าวว่า เราต้องพูดกันให้เข้าใจก่อนว่าตอนนี้ปัญหาที่เข้ามาแทรก คิดว่าประเทศไทยก็คงไม่อยากได้ปัญหานี้ เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ทั้งก้อนแปลว่าเกิดประโยชน์ที่ตรงไหนสูงสุดเราเน้นที่ตรงนั้นมากกว่า เพราะฉะนั้นถามว่าเราไม่บอกว่ายกเลิกใช่ไหมเพราะถ้าสมมติเรากลับมาทำอีกในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจมันดีขึ้น แล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้จะได้ผลมากที่สุด เราก็มีความหวังว่าเราก็อยากจะให้อะไรที่มีประโยชน์สูงสุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมันก็ต้องได้ทำ ฉะนั้นที่คณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจฯทบทวนกันมาคือการแจกเงินหมื่นหรือดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่ใช่ตัวกระตุ้นที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องรับฟัง และถามว่าตัวกระตุ้นไหนดีที่สุดสำหรับประเทศ นั่นคือสิ่งที่เราทำอยู่ กับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีเรื่องกำแพงภาษีเข้ามา ตอนนี้ก็เป็นแบบนี้

เมื่อถามว่า ต่อไปการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในอนาคตหากสัญญาอะไรไปแล้วไม่เป็นตามนั้นจะกระทบเสียงของพรรค น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเวลาหาเสียงเราประเมินสถานการณ์ว่าเราทำได้จริง แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศไหนคาดคิด ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และสิ่งที่เป็นสถานการณ์พิเศษออกมา

“อันนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ถามว่าเราทำไม่ได้จริงไหม ไม่จริง เพราะเราได้ทำไปแล้ว ไม่ใช่ว่านโยบายนี้ทำไม่ได้เลย แต่สถานการณ์ที่แทรกมามันสุดวิสัย ไม่ใช่ว่าทำๆอยู่แล้วจู่ๆยกเลิก หรือว่าไม่ทำแล้ว ชะลอ มันก็ไม่ได้ชะลอ แต่ว่าทุกครั้งมันผ่านความคิดเห็นแล้วมันผ่านได้ ทุกครั้งที่เราทำ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นมันผ่านได้ แต่ครั้งนี้มีเหตุการณ์ใหม่คือเรื่องของภาษีเข้ามามันผ่านไม่ได้ ความจริงมันก็แค่นั้นเอง” นายกฯกล่าวและว่า จะให้สส.พรรคเพื่อไทยทำความเข้าใจกับคนที่หย่อนคะแนนให้แน่นอน

เมื่อถามว่าการเจรจาภาษีกับสหรัฐคืบหน้าไปถึงไหนแล้วเพราะเป็นผลกระทบต่อประเทศ ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักธุรกิจใหญ่ไปพบนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่แล้วเกี่ยวอะไรกับดีลลับที่เคยพูดหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า พอดี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่ได้เดินทางไป จึงไม่ทราบว่าได้คุยอะไรกัน แต่การเดินทางไปของนักธุรกิจใหญ่ไม่ได้ประสานกับรัฐบาล ก็บอกแล้วว่าเสียดายที่นายทักษิณ ไม่ได้ไป

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัตร รมช.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. ได้มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมให้หน่วยงานที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณไปทำโครงการและนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน2 สัปดาห์จากนี้ ซึ่งคณะกรรมการจะอนุมัติโครงการที่ส่งคำขอมาภายเดือนก.ค. ซึ่งโครงการที่เสนอของบประมาณเข้ามาจะต้องเป็นโครงการที่มีความพร้อม และเกิดเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชน เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริงๆ โดยคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เขียนเงื่อนไขไว้ เพื่อเป็นข้อยืนยันว่าการเบิกจ่ายเงินจะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและคอยประคับคองมรสุมทางเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า การแจกเงินดิจิทัล 10,000บาท 2เฟสที่ผ่านมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโต 3% สามไตรมาสติด ซึ่งเราไม่เห็นแบบนี้มานานแล้วใครจะไปคาดคิดว่าจะสงครามการค้าของการประกาศขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐเกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 น่าจะทรงๆ ยังไม่เจอผลกระทบ ส่วนไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้คาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รัฐบาลวางโครงการที่เสนอเข้ามาจะต้องสามารถทำสัญญาผูกพันงบประมาณให้ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2568 หรือช้าสุดภายใน 30 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่ในการผูกงบประมาณไม่ได้หมายความว่างบประมาณจะเบิกจ่ายทั้งหมดภายในเดือนก.ย. แต่รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อติดตาม

“โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000บาท จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งหากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวดีวันหนึ่งถ้าถึงความพร้อมเราจะกลับมาพิจารณากันอีกครั้ง ซึ่งต้องประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาส และผลการเจรจามาตรการภาษีศุลกากรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะออกมาเป็นอย่างไร” นายจุลพันธ์ กล่าว

‘นายกฯ’ปาฐกถาเวทีสมัชชาอนามัยโลก ชูสุขภาพคือรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

'นายกฯ'ปาฐกถาเวทีสมัชชาอนามัยโลก ชูสุขภาพคือรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

‘นายกฯ’ปาฐกถาเวทีสมัชชาอนามัยโลก ชูสุขภาพคือรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.24 น.

นายกฯ ย้ำเวทีสมัชชาอนามัยโลก ไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์สุขภาพถ้วนหน้า ชูสุขภาพคือรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข มุ่งเป้าสู่ SDGs

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2568) เวลา 16.20 น.ตามเวลาในประเทศไทย (ซึ่งตรงกับเวลา 11.20 น. นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ณ สํานักงานองค์การสหประชาชาติ (Palais des Nations) นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาผ่านวิดีทัศน์ในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 78 (the 78th World Health Assembly : WHA78) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การกระชับความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนด้านสุขภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในขณะที่โลกกำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้ายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า สุขภาพเป็นรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนา การเสริมสร้างระบบสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และไม่เพียงแต่การมุ่งบรรลุเป้าหมายที่ 3 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับความยากจน การศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย โดยประเทศไทยกำลังบูรณาการด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับนโยบายทั้งหมด เพื่อสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่น

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2545 โดยรัฐบาลได้ขยายการเข้าถึง ลดรายจ่ายได้มหาศาล และขณะนี้กำลังมุ่งหน้าสู่การพัฒนาระบบสุขภาพแบบบูรณาการ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงประชากรกลุ่มเปราะบาง และปรับปรุงความต่อเนื่องในการดูแลรักษา นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงพลังของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อการตรวจพบในระยะเริ่มต้น และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมุ่งยกระดับความพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขและภัยพิบัติธรรมชาติ พร้อมทั้งการบูรณาการสุขภาพจิตให้เข้ากับกลยุทธ์การฟื้นฟูและความสามารถในการฟื้นตัว โดยประเทศไทยยินดีต่อความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงว่าด้วยโรคระบาด ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพหุภาคีในการสร้างโลกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในด้านปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลภูมิใจที่กรุงเทพมหานคร เทศบาลเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เทศบาลเมืองบ้านสวน จังหวัดชลบุรี และเทศบาลตำบลคลองชะอุ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองสุขภาพดีขององค์การอนามัยโลก (WHO Healthy Cities Network)

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ของประเทศไทยต่อองค์การอนามัยโลก ซึ่งความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างกัน มีรากฐานมาจากความเสมอภาค ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และวิสัยทัศน์ร่วมกันว่า “สุขภาพเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก” รวมถึงพร้อมสนับสนุนการปฏิรูประบบขององค์การอนามัยโลกและแสดงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าบนเส้นทางนี้ร่วมกัน

อนึ่ง การประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 78 เป็นเวทีขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปีนี้จัดระหว่างวันที่ 19 – 27 พฤษภาคม 2568 ภายใต้หัวข้อหลัก คือ “One World for Health” โดยมีผู้แทนจาก 194 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก รวมถึงวางแนวทางการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยมุ่งหวังให้ทุกประเทศร่วมมือกันสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับประชาชนทั่วโลก

– 006

‘กุสุมาลวตี’ลั่นไม่กลัวตาย หลัง‘ภูมิใจไทย’ฟ้อง ชิงฟ้อง‘อนุทิน-สุขสมรวย’ด้อยค่าศุกร์นี้

‘กุสุมาลวตี’ลั่นไม่กลัวตาย หลัง‘ภูมิใจไทย’ฟ้อง ชิงฟ้อง‘อนุทิน-สุขสมรวย’ด้อยค่าศุกร์นี้

‘กุสุมาลวตี’ลั่นไม่กลัวตาย หลัง‘ภูมิใจไทย’ฟ้อง ชิงฟ้อง‘อนุทิน-สุขสมรวย’ด้อยค่าศุกร์นี้

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.43 น.

‘กุสุมาลวตี’ลั่นยินดีหลัง‘ภูมิใจไทย’ประกาศฟ้อง บอกเล่นใหญ่‘ยุบพรรค’ก็ต้องเตรียมตัว ขอคุ้มครองพยานแล้ว เชื่อถ้าเกิดอะไรขึ้น เป็นเพราะอีกฝั่ง พร้อมชิงฟ้อง‘อนุทิน-สุขสมรวย’ด้อยค่าศุกร์นี้

20 พ.ค.68 นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว. กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศฟ้องเนื่องจากให้สัมภาษณ์ทำให้พรรคเสียหาย ว่า ยินดี  เพราะตนได้เตรียมอยู่แล้วว่าเมื่อมายื่น และเล่นงานใหญ่ คือ ถึงขั้นยุบพรรค ดังนั้นกระบวนการยุบพรรค จะต้องมีสมาชิกที่เป็นเดือดเป็นร้อน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ตนก็เตรียมตัว ดูเอกสารตัวเองและดูข้อมูล จึงไม่กลัว

“ในเมื่อเรากล้าที่จะชน ก็กล้าที่จะเจ็บ และรู้ว่าจะเจอกับอะไร แต่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำว่าทำเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และทั้งหมดเป็นประจักษ์พยานด้วยว่ากระบวนการนี้ช็อกโลก ช็อกประชาชนคนไทย มีเส้นทางการเงินและมีจำเลยมากมายรวมถึงคนที่จะฟ้องดิฉันก็อยู่ในกระบวนการที่ได้มีการสืบสวนสอบสวนและมีข้อมูลชัดเจนแน่นหนาพอสมควร ที่ทำให้มีความกล้าที่จะมายื่นตรงนี้” นางกุสุมาลวตี กล่าว

ส่วนที่ได้บ่นว่า “จะตายไหม” นั้น นางกุสุมาลวตี กล่าวว่า ตรงนี้มีอิทธิพล มีอำนาจ มีหลายสิ่งหลายอย่างต้องเข้าใจว่า สีน้ำเงินคืออะไร และผู้มีอิทธิพลคืออะไร บางทีเป็นคนดี บางที”โหด เลว” แต่ไม่มีดี ก็มี ดังนั้นต้องเตรียมตัว และตนได้ขอคุ้มครองพยานไว้ที่ดีเอสไอแล้วด้วย และคิดว่าหากเราทำดี เราเปิดหน้าชน บางทีเขาก็ไม่กล้า แต่ถ้าเรากลัว ก็อาจจะกล้า แต่เราตายไป หรือมีอุบัติเหตุอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น ทุกคนจงเชื่อว่า มันก็เกิดจากอีกฝั่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นตนไม่กลัว ความตาย อย่างที่ตนบอกว่า ได้ทุกสาย เหลือสายสิญจน์ที่ยังไม่ได้ ดังนั้นแม้ความตายยังไม่กลัว จึงไม่กลัวเรื่องฟ้อง และคิดว่าการพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ผิด ดังนั้นตรงนี้ ตนมีความมั่นใจ และคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และกล้าที่จะทำ

นางกุสุมาลวตี กล่าวด้วยว่า ตนเตรียมฟ้องนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ที่พูดจาพาดพิงว่าตนไปรอขอให้ช่วยและพูดจาด้อยค่าตน เนื่องจากในที่ประชุม คณะกรรมาธิการป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร นางสุขสมรวยยอมรับทุกอย่าง แต่พูดกล่าวหาว่าตนไปดักรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เป็นความจริง ดังนั้นเมื่อนายอนุทินมาพูดด้อยค่าตนวันนี้ ตนก็จะฟ้องทั้ง นางสุขสมรวยและนายอนุทิน ในวันศุกร์ที่ 23 พ.ค.นี้ ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยขณะนี้ได้ส่งเอกสารหลักฐาน และให้ทนายความเขียนคำร้องเอาไว้แล้ว

“พี่ฟ้องใคร ตั้งใจจะฟ้องอยู่แล้ว ไม่ได้ชิงฟ้องก่อน นัดทนายไว้แล้ว บอกเลยเราไม่กลัวเราทำถูก คนทำถูกไม่กลัวคนทำผิดค่ะ คนทำผิดมาฟ้องคนทำถูกก็ไม่เป็นไร ฟ้องเลยค่ะ” นางกุสุมาลวตี กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ ดาบสองมาแล้ว!! ‘เจ๊แมว’บุกยื่น กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญยุบ’ภท.’โยงคดีฮั้วเลือก สว.

+ เดือดพล่าน! ‘อนุทิน’ซัด‘โกหก-กักขฬะ’ ไม่ให้ราคา‘กุสุมาลวตี’ร้องยุบ ภท.

+ ฮั้ว สว.ลามหนัก! ‘ภูมิใจไทย’ตีโต้ฟ้องกลับ‘กุสุมาลวตี’ทำเสียหาย  

‘ธนกฤต’จี้’แพทยสภา’ส่งเอกสารเพิ่ม ปม’ทักษิณ’ชั้น 14 ชี้ยังขาดขั้นตอนการพิจารณา

'ธนกฤต'จี้'แพทยสภา'ส่งเอกสารเพิ่ม ปม'ทักษิณ'ชั้น 14 ชี้ยังขาดขั้นตอนการพิจารณา

‘ธนกฤต’จี้’แพทยสภา’ส่งเอกสารเพิ่ม ปม’ทักษิณ’ชั้น 14 ชี้ยังขาดขั้นตอนการพิจารณา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

“ธนกฤต”จี้”แพทยสภา”รีบส่งเอกสารเพิ่ม ชี้ยังขาดขั้นตอนการพิจารณา โต้ปมกรรมการเป็นก๊วนช่วยเหลือ”ทักษิณ” ยันดูแค่ข้อเท็จจริงกับกฎหมาย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษ เพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มีกำหนดประชุมนัดแรก เพื่อมติแพทยสภา ที่ให้มีการลงโทษ แพทย์ 3 คน ที่ส่งต่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ มารักษาตัว ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยคณะกรรมการเข้าประชุม ครบทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ เป็นประธาน นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล นายพิทักษ์ ฉันทประยูร นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ และนายวชิระ ปากดีสี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 1 นายวิทยา พลสีลา เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 2 และ นายปิยะวัฒน์ ศิลปรัศมี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 3 โดยเริ่มการประชุมเมือเวลา 13.35 น.เสร็จสิ้นเวลา 15.20 น.

จากนั้นเวลา 15.30 น.นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย นพ.ปิยะวัฒน์ ศิลปะรัศมี ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 หนึ่งในกรรมการ ร่วมกันแถลงข่าว

โดย นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาจากข้อมูลเอกสารประกอบรวมถึงมติของแพทยสภา ซึ่งมีหลายพันหน้า แต่เมื่อพิจารณาแล้วยังมีคำถามอยู่ คณะกรรมการฯ จึงขอให้ นายสมศักดิ์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ทำหนังสือขอเอกสารเพิ่มเติม หากส่งมาเร็วทางกรรมการฯ ก็พร้อมเรียกประชุมภายในสัปดาห์นี้ เพราะบอกทุกคนแล้วว่าอย่าเพิ่งรับงานอื่น แต่หากส่งมาไม่ทันสัปดาห์นี้ ก็มีการกำหนดนัดหมายประชุมกรรมการฯ ครั้งหน้าในวันที่ 26 พ.ค.นี้ เวลา 14.00 น.ทั้งนี้ เรามีเวลาในการพิจารณาสั้นๆ ก็ขอให้แพทยสภารีบส่งมา เพราะเป็นเอกสารสำคัญ ถ้าท่านส่งเร็ว เราก็เร็ว โดยจะพยายามทำให้เสร็จและสรุปภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้ หรือไม่เกินวันที่ 30 พ.ค.

นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการฯ วันนี้ จะพิจารณาในส่วนของผู้ที่ถูกร้องเรียนทั้ง 4 คน แม้แพทยสภาจะมีมติลงโทษ 3 คน และพิจารณาทำความเป็นเป็นรายบุคคลเพื่อเสนอต่อสภานายกพิเศษเท่านั้น ส่วนจะตัดสินใจอย่างไร จะวีโต้ หรือไม่วีโต้ หรือจะวีโต้ในประเด็นใดนั้น อยู่ที่สภานายกพิเศษว่าจะตัดสินใจอย่างไร

เมื่อถามว่า เอกสารที่ขอเพิ่มจากแพทยสภานั้น เป็นเอกสารประเภทใด นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า อยู่ในกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาของแพทยสภา ในส่วนที่ขาด คือในส่วนของการพิจารณาของอนุกรรมการกลั่นกรอง เพราะดูจากเอกสารที่ส่งมานั้น แพทยสภามีความเห็นในแต่ละส่วนในการพิจารณาตั้งแต่การรับเรื่องราวร้องทุกข์ต่อเลขาธิการแพทยสภา ส่งแพทยสภาพิจารณามีมูล ก็ส่งอนุกรรมการจริยธรรมเห็นว่ามีมูล ส่งเข้าอนุกรรมการกลั่นกรองเห็นว่ามีมูลส่งให้แพทยสภาเห็นว่ามีมูลก็แต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวนฯพิจารณา มีมติเรื่องการลงโทษ ส่งเข้าอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของแพทยสภาชุดใหญ่และมีมติลงโทษแพทย์

เมื่อถามว่า เป็นเอกสารชี้ขาดว่าวีโต้ หรือไม่วีโต้ หรือจะวีโต้ในประเด็นไหนหรือไม่ นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า ตอนนี้กรรมการแต่ละคนเป็นอิสระในการแสดงความเห็น จึงยังไม่มีข้อยุติถึงแนวทางการพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะไปทางไหน ยืนยันว่า จะเอาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเป็นตัวตั้ง ถ้าข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายไปกันได้ หรือมีบางส่วนที่ขาดกัน เราก็จำเป็นต้องพิจารณาเห็นต่างกันได้ หรือถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่แพทสภาเสนอมา และข้อกฎหมายรองรับ เราก็เป็นกับแพทสภาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น ตรงนี้ยังเป็นความอิสระอยู่

เมื่อถามถึงกรณีสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าเชื่อถือ ไม่เป็นกลาง ของคณะกรรมการที่ตั้งโดยสภานายกพิเศษ ซึ่งหนึ่งในนั้น มีความเชื่อมโยง ออกมาปกป้อง นายทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการรับโทษตามกฎหมาย นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า ต้องเปิดใจให้กว้างๆ เรื่องนี้เราพิจารณาเรื่องของแพทยสภามีความเห็นลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เราพยายามไม่กล่าวถึงเรื่องการเมือง ไม่กล่าวถึงบุคคลภายนอกอื่น โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้นเป็นความเห็นส่วนตัว แล้วท่านจะแสดงความเห็นส่วนตัวอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ความเห็นของคณะกรรมการชุดนี้ เราเห็นตามแนวทางของเรา คือการพิจารณาของแพทย์เป็นหลัก

“ตามหลักการพิจารณาใน 10 ท่านทำความเห็น ส่วนจะมีความเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ดุลยพินิจของแต่ท่าน แล้วนำความเห็นของเราทั้งหมด ส่งให้สภานายกพิเศษ ท่านจะพิจารณาเอง เพราะในกฎหมายกำหนดให้ตัวท่านเป็นผู้ที่มีความเห็นอย่างไร ไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการนี้เป็นผู้ชี้นำท่า แต่เรามีความเห็นของฝ่ายกฎหมายที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเสนอไป ซึ่งท่านจะไปดำเนินการเอง แล้วเราก็ถือว่าหมดหน้าที่” นายกองตรีธนกฤต กล่าว และว่า กรรมการแต่ละคนอาจจะเห็นว่า วีโต้ ไม่วีโต้ หรือจะหนัก จะเบาอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน และยืนยันว่าเราไม่ได้มีธง

เมื่อถามว่า 10 ท่านที่เป็นคณะกรรมการ ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย มีความคิดเห็นอย่างไรที่สังคมมองว่า เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อมีเหตุผลในการวีโต้ นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งรู้จักกันวันนี้วันแรก พิจารณาเรื่องข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง แต่ในคณะกรรมการชุดนี้มีหมออยู่ด้วย เพราะบางเรื่องต้องใช้ความเห็นจากการแพทย์

“จะรู้จักใครหรือไม่ นายสมศักดิ์ คงพิจารณาจากคนที่ท่านไว้วางใจในการดูเอกสาร เพราะแต่ละคนทำความเห็นอย่างตรงไปตรงมาให้รัฐมนตรี ตนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านก็ต้องส่งตนเข้าไปดูแล อย่างน้อยต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบในทุกด้าน ตนมีความจำเป็นต้องดูแลเอกสารต่างๆ หรือข้อกฎหมายให้ชัดเจน ท่านต้องเลือกคนที่ไว้วางใจในการพิจารณา” นายกองตรีธนกฤต กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า กรรมการได้พิจารณาเอกสารของแพทย์ที่มาร้องขอความเป็นธรรมด้วยหรือไม่ นายกองตรีธนกฤต กล่าวว่า เอกสารของแพทย์ที่มาร้องเรียนนั้นตนเป็นเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะบอกว่า รมว.สาธารณสุข ท่านถือหมวกอยู่สองใบ หากเห็นตรงกันก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม แต่จะเป็นประโยชน์มาเป็นแนวทางพิจารณาต่อไปก็เป็นสิทธิ์ แต่ขณะนี้หนังสือดังกล่าวยังไม่เข้ามที่คณะกรรมการฯ

นายกองตรีธนกฤต กล่าวหลังการแถลงว่า ความเห็นส่วนตัว หากพิจารณาเอกสารทั้งหมดแล้วเห็นว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดมาตรา 157 ของกรรมการแพทยสภาหรือไม่นั้น ส่วนตัวก็จะให้ความเห็นนเรื่องมาตรา 157 นี้ด้วย ส่วนจะไปดำเนินการอย่างไรต่อกับกรรมการแพทยสภาหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของแพทย์ผู้ถูกกล่าวโทษจากมติแพทยสภา

ด้าน นายปิยะวัฒน์ ศิลปะรัศมี ผอ.กองกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อมีข้อบังคับหรือกระบวนการอะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องให้สภานายกพิเศษพิจารณานั้น ก่อนที่ท่านจะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบจะมีกระบวนการตรวจสอบข้อบังคับของกองกฎหมายว่าเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่ และข้อเท็จจริงครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ก่อนเสนอสภานายกพิเศษพิจารณา เป็นการปฏิบัติเหมือนกันทุกสภาสิชาชีพ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน

“เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการพิจารณาการสอบสวน เพราะฉะนั้น ก็ไปดูกระบวนการพิจารณาว่าครบถ้วนทุกกระบวนการหรือไม่ เพราะเป็นคำสั่งทางปกครอง ถ้าดูแล้วบกพร่องส่วนไหน ก็ขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเป็นหลักธรรมดาที่ปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะเคสนี้ ข้อเท็จจริงใดที่ยังไม่ครบถ้วนก็ขอแพทยสภาเพิ่มเติม” นายปิยะวัฒน์ กล่าว

– 006

3 ทีมใหญ่คึกคัก!!! สมัคร’นายกสภาทนายความ-กก.บริหาร’วันแรก

3 ทีมใหญ่คึกคัก!!! สมัคร'นายกสภาทนายความ-กก.บริหาร'วันแรก

3 ทีมใหญ่คึกคัก!!! สมัคร’นายกสภาทนายความ-กก.บริหาร’วันแรก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.35 น.

คึกคัก! สมัครนายกสภาทนายความและกก.บริหารวันแรก 3 ทีมใหญ่สมัคร ลงคะแนน 24 สิงหาคม “ดร.วิเชียร”นายกฯคนปัจจุบัน นำทีมลงชิงชัยเพื่อ“สานงานต่อ ก่องานเพิ่ม เริ่มงานใหม่” เน้นความซื่อสัตย์ การบริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัย การยกระดับมาตรฐานสวัสดิการแก่ทนายความทุกด้าน และการช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งสภาทนายความ ถ.พหลโยธิน ได้ เปิดรับสมัครนายกฯ และกรรมการสภาทนายความชุดใหม่ ประจำปี พ.ศ.2568 – 2571 เนื่องจากคณะกรรมการสภาทนายความชุดปัจจุบัน ซึ่ง จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี วันที่ 14 กันยายนนี้

โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20 – 26 พฤษภาคม เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาทนายความทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำและผู้แทนที่จะเข้ามาบริหารและขับเคลื่อนองค์กรต่อไป ซึ่งจะมีการลงคะเเนนเสียงเลือกตั้งวันที่ 24 สิงหาคม ที่สภาทนายความฯ ส่วนในต่างจังหวัดสมาชิกจะต้องไปเลือกตั้งตามศาลจังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้า มีผู้สมัครเป็นนายกสภาทนายความ 4 ราย ประกอบด้วย ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความคนปัจจุบัน , ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสมาคมนิติศาสตรมหาบัณฑิตรามคำแหง , ดร.ถวัลย์ รุยาพร อดีตนายกสภาทนายความ และ น.ส.เอกศจี ศรีวานิช ผู้สมัครอิสระ

ผลการจับสลากปรากฏว่า ดร.วิเชียร จับได้เบอร์ 3 ทีมกรรมการได้เบอร์ 25 – 46 , ดร.ธนพล จับได้เบอร์ 4 ทีมกรรมการได้เบอร์ 47 – 68 , ดร.ถวัลย์ จับได้เบอร์ 2 ทีมกรรมการเบอร์ 3 – 24 และ น.ส.เอกศจี จับได้เบอร์ 1

ภายหลังการรับสมัคร ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกฯ คนปัจจุบัน เปิดเผยว่า นโยบายหลักในการขับเคลื่อน 3 ปีหลังจากนี้มีด้วยกัน 3 ข้อ 1.การบริหารจัดการองค์กร 2.การบริหารให้สวัสดิการแก่ผู้ประกอบอาชีพทนายความ และ 3.ให้การช่วยเหลือประชาชนทางด้านกฎหมายในเชิงรุก ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณพี่น้องทนายความที่เคยลงคะแนนให้ตนเเละคณะสูงสุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสภาทนายความ เกือบ 1 หมื่นคะเเนน ที่ผ่านมาเราได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเสร็จสิ้นทุกอย่าง แต่ยังมีบางนโยบายที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องแนวทางหลักการของตน ที่จะประกาศชัดๆ คือ “สานงานต่อ ก่องานเพิ่ม เริ่มงานใหม่” หมายถึงต้อง ทำงานต่อไป สานงานต่อ สร้างงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคณะกรรมการที่ลงรับสมัครในคราวนี้ ล้วนเป็นผู้มีความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง มีประสบการณ์การบริหารองค์กร โดยเฉพาะปีนี้เราได้เชิญสุภาพสตรี เป็นคณะกรรมการทั้งหมด 4 คนเรียกว่าไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ เพราะมองว่าทนายความที่เป็นสุภาพสตรีมีเป็นจำนวนมาก สัดส่วนคณะกรรมการจึงจำเป็นต้องเพิ่มสุภาพสตรีซึ่งล้วนมีประสบการณ์ทั้งนั้น สองคนเเรกเป็นกรรมการชุดปัจจุบัน ส่วนอีกสองคนใหม่นั้น ก็เป็นประธานสภาทนายความ จ.เชียงใหม่ และประธานสภาทนายความ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม มีความเชื่อมั่นว่าสุภาพสตรีทั้ง 4 ท่าน สามารถช่วยเหลือขับเคลื่อน ตามวัตถุประสงค์และนโยบายที่กำหนดเอาไว้

ดร.วิเชียร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเราก็มี อุปนายกฝ่ายวิชาการ ที่เข้มแข็งมากและเป็นที่ประจักษ์ต่อทนายความและประชาชน 3 ปีที่ผ่านมา ผลงานของเราโดดเด่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการ สัญจรในต่างจังหวัด ซึ่งเราทำรวมกันแล้วน่าจะเกิน 300 ครั้ง รวมถึงโครงการทนายความพี่เลี้ยง เราทำมา 27 รุ่นซึ่งแต่ละรุ่นประมาณเกือบ 200 คน ซึ่งเป็นที่พอใจสำหรับทนายความน้องใหม่และทนายความผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ให้สามารถว่าความได้ มีอุปนายกฝ่ายต่างประเทศ ที่มีความสามารถเรื่องภาษาอังกฤษ ปริญญาโทจากต่างประเทศ ที่ผ่านมามีการทำ MOU กับหลายๆ ประเทศ และมีการอบรมเกี่ยวกับด้านภาษาอังกฤษ ส่วนคณะกรรมการท่านอื่นที่โดดเด่นมาก อย่างเช่น นายสงคราม สกุลพราหมณ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพที่เเม้เกษียณเเล้วเเต่ผู้บริหารธนาคารก็ยังขอให้ทำงานต่อ เนื่องมีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมายในส่วนของการเงิน รวมถึงอีกหลายคนที่เป็นคนคุณภาพ และที่สำคัญทุกคนมีความสุจริตเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนาองค์กรสภาทนายความ ให้เป็นที่ยอมรับให้เป็นที่ศรัทธา ให้ดำรงไว้ในเรื่องของศักดิ์ศรี เกียรติคุณสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ

“อยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่ประกอบองวิชาชีพทนายความ ขอให้ท่านช่วยพิจารณาเลือกผมและทีมกรรมการเข้ามาบริหารจัดการองค์กรให้เป็นรูปธรรม มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ที่เราต้องการเข้ามาบริหารองค์กร เพราะมีเรื่องสำคัญในส่วนของสวัสดิการของผู้ประกอบอาชีพทนายความ ใน 3 ปีที่ผ่านมา เราได้มอบสวัสดิการ ด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เจ็บป่วย ล้มตาย หรือได้รับภัยพิบัติ มาโดยตลอดและเราได้มีการจัดการกีฬาระดับประเทศและนานชาติอีกด้วย และเพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน ในด้านกฎหมายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้คำปรึกษา การว่าต่างแก้ต่างในคดีของประชาชน ที่ผ่านมาเราทำงานในเชิงรุก ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ อาชีพทนายความมองเห็นว่าพวกเรามีความจริงใจ ขับเคลื่อนองค์กรต่อไป ขอความกรุณาทุกท่านได้โปรด ไว้วางใจให้ผมกับคณะได้กลับเข้ามา บริหารองค์กรสภาทนายความ เพื่อช่วยเหลือชาติและประชาชนต่อไป” ดร.วิเชียร กล่าวตอนท้าย

– 006