‘มิลลิ’สู้ยิบตารัวแข้งรัวหมัด ก่อนแพ้คะแนนคู่ชกชาวจีน ศึก’Fairtex Fight’

'มิลลิ'สู้ยิบตารัวแข้งรัวหมัด ก่อนแพ้คะแนนคู่ชกชาวจีน ศึก'Fairtex Fight'

‘มิลลิ’สู้ยิบตารัวแข้งรัวหมัด ก่อนแพ้คะแนนคู่ชกชาวจีน ศึก’Fairtex Fight’

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.14 น.

“MILLI (มิลลิ)” สู้ยิบตาแบบไม่ได้มาเล่นๆ! รัวแข้งรัวหมัด ก่อนแพ้คะแนนคู่ชกชาวจีน ศึก “Fairtex Fight”!!!

ถึงเวลาเดบิวต์ขึ้นสังเวียนครั้งแรกในชีวิต แบบต่อยจริง เจ็บจริง! และแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นรองในเรื่องประสบการณ์การชก แต่ “อำนวยจิต สิทธิ์แลกซื้อ” หรือ “MILLI (มิลลิ)” แร็ปเปอร์สาวจากค่าย YUPP! ใจสู้แบบสุดๆ ก่อนสุดท้ายจะแพ้คะแนน “จีตัว จินสือ” คู่ชกสัญชาติจีนไปอย่างเฉียดฉิว ในศึก “Fairtex Fight มวยมันส์พันธุ์เอ็กซ์ตรีม” ณ เวทีมวยลุมพินี เมื่อช่วงเที่ยงของวันเสาร์ที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยตลอดทั้ง 3 ยก MILLI งัดเอาใจที่ไม่ยอมแพ้ และสกิลการต่อยมวยที่ไปเก็บตัวที่ Fairtex Training Center พัทยาเป็นเวลาสัปดาห์กว่าซึ่งทุกคนได้เห็นเส้นทางการฝึกซ้อมอันเข้มข้นจากรายการ “MILLI TO THE RING” มาใช้แบบเต็มอัตรา โดยเฉพาะ “แข้งขวา” ที่นักพากย์ขอมอบฉายา “แข้งขวา 8G” ให้ พร้อมเอ่ยปากชมและทึ่งว่า นี่คือแมตช์แรกของ MILLI จริงหรือ โดยคู่เอกคู่นี้ เหล่าบรรดาแฟนคลับ แฟนเพลง เพื่อนพี่น้องในวงการ และแฟนมวยต่างมาร่วมลุ้นให้กำลังใจ MILLI กันอย่างเนืองแน่น

“MILLI (มิลลิ)” เผยถึงประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตหนนี้ว่า “โห… หนูไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไงเลยตอนนี้ หนึ่งคือหนูได้ทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่างสำเร็จแล้ว คือการขึ้นไปต่อยมวยบนเวทีมวยจริงๆ ก่อนขึ้นเวทีหนูไม่รู้หรอกว่าจะชนะหรือแพ้ แต่หนูได้ทำมันแล้ว คุณจีตัว จินสือเก่งมากค่ะ โคตรเก่งเลย ดีใจที่ได้ต่อยกับเขา ถามว่าอยากขึ้นชกอีกมั้ย ตอบตรงๆ เลยว่า…​ อยากค่ะ (หัวเราะ) แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน อยากขอบคุณค่าย YUPP! ที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด ขอบคุณ Fairtex ที่มอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ให้หนู รวมถึงเบิ้บเบิ้ลทุกคนที่มาเชียร์ หรืออาจจะส่งกำลังใจมาจากทางบ้าน มันตื้นตันมากๆ หนูรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงหนู แต่หนูทำได้แล้วนะ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ หลังจากนี้รอเซอร์ไพรส์ถัดไปจากหนูได้เลย ไม่นานเกินรอค่ะ เบิ้บบู” 

‘ตูมตาม ยุทธนา’บวชเงียบ7วัน ทดแทนคุณพ่อแม่ ได้รับฉายาพระ ‘สุขจิตฺโต’

'ตูมตาม ยุทธนา'บวชเงียบ7วัน ทดแทนคุณพ่อแม่ ได้รับฉายาพระ 'สุขจิตฺโต'

‘ตูมตาม ยุทธนา’บวชเงียบ7วัน ทดแทนคุณพ่อแม่ ได้รับฉายาพระ ‘สุขจิตฺโต’

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

ตูมตาม ยุทธนา บวชแทนคุณพ่อแม่ ศึกษาพระธรรมเป็นเวลา 7 วัน ได้รับฉายาพระ ‘สุขจิตฺโต’ แปลว่า ผู้ที่มีจิตที่เป็นสุข

17 พ.ค.2568 ‘อาหลี’ ภรรยา ได้โพสต์ภาพ ‘ตูมตาม ยุทธนา’ หรือ ‘ยุทธนา เปื้องกลาง’ เข้าอุปสมบทที่วัดสว่างธรรมมาราม อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อย่างเรียบง่ายโดยตั้งใจศึกษาพระธรรมเป็นเวลา 7 วัน โดยอาหลียังระบุข้อความด้วยว่า

” ฉายาพระ “สุขจิตฺโต“ แปลว่า ผู้ที่มีจิตที่เป็นสุข

ขอให้การบวชปฏิบัติในครั้งนี้ได้พบเจอความบริสุทธิ์ สงบ ปิติ และพบเจอแสงสว่างนำทางธรรมตามที่ตั้งใจ ขอร่วมอนุโมทนาสาธุบุญกับพระด้วยนะคะ 

(ครั้งนี้พี่ตูมตามตั้งใจบวชเงียบๆ และตั้งใจที่จะบวชปฏิบัติเพื่อศึกษาพระธรรม หากไม่ได้เรียนเชิญใคร ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกันนะคะ ” 

009

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

ขอบคุณภาพจาก IG : aleelwy

่MCT จัดงาน Songwriter Thailand Showcase 2025 ปรากฏการณ์รวมพลังนักแต่งเพลงไทยจากรุ่นสู่รุ่น

่MCT จัดงาน Songwriter Thailand Showcase 2025 ปรากฏการณ์รวมพลังนักแต่งเพลงไทยจากรุ่นสู่รุ่น

่MCT จัดงาน Songwriter Thailand Showcase 2025 ปรากฏการณ์รวมพลังนักแต่งเพลงไทยจากรุ่นสู่รุ่น

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.11 น.

ก้าวสู่ปีที่สองของงานใหญ่ที่นักแต่งเพลงรอคอย ‘MCT Presents Songwriter Thailand Showcase 2025: Songs of Tomorrow’ โดยบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT ร่วมกับ The People ที่จัดขึ้นเพื่อจุดประกายความคิด สร้างพื้นที่เรียนรู้ และยกระดับวิชาชีพนักแต่งเพลงไทย ผ่านเวทีแห่งการพบปะของนักแต่งเพลง ศิลปิน โปรดิวเซอร์ และคนทำงานดนตรีจากหลากหลายรุ่น โดยในปีนี้จัดขึ้นที่ The Street Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Street Ratchada พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ให้ผู้ชมทั่วประเทศได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ

งานเริ่มต้นขึ้นอย่างอบอุ่นและมีพลังด้วยการเปิดตัว VTR ‘Songs of Tomorrow’ ก่อนที่สองพิธีกรหลักของงาน ว่าน วันวาน และ จ๊อบ พงศกร จะขึ้นกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาร่วมงาน เวทีเสวนาถูกเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดย คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT ซึ่งเน้นย้ำวัตถุประสงค์สำคัญของงาน Songwriter Thailand Showcase ว่าเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมวิชาชีพนักแต่งเพลงให้เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในประเทศไทย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานนี้จึงเป็นพื้นที่ให้ทั้งนักแต่งเพลงรุ่นใหม่และศิลปินผู้มีประสบการณ์ได้แบ่งปันองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด และสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน พร้อมเปิดโอกาสให้คนดนตรีได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับอาชีพนี้ให้ได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างแท้จริง “MCT อยากให้นักแต่งเพลงเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน มีคนที่สามารถเรียกตัวเองได้ว่ามีอาชีพนักแต่งเพลง อยู่ในเมืองไทยเยอะ ๆ”

ภายในพิธีเปิดยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการบริหาร บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด (MCT) พร้อมด้วยศิลปินจากหลากหลายค่ายเพลงและแนวดนตรีที่ให้เกียรติมาร่วมงาน ซึ่งล้วนเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนคุณภาพของเสียงเพลงไทยจากรุ่นสู่รุ่น ในลำดับต่อไปก็เริ่มต้นที่หนึ่งในหัวใจหลักของงานปีนี้ คือเวทีเสวนา “Future of Music” ที่พูดคุยถึงบทบาทของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ในวงการเพลง ซึ่งเป็นการต่อยอดอย่างเข้มข้นผ่านประสบการณ์จริงของผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ พล Boxx Music, แม็กซ์ The Darkest Romance, และ ตูน Three Man Down ทุกคนเห็นตรงกันว่า AI ไม่ใช่ศัตรู หากเป็น “เครื่องมือ” ที่เราต้องรู้จักและใช้ให้เป็น เริ่มจาก ตูน Three Man Down ที่ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง ที่ใช้ AI สร้างเสียงของเพื่อนร่วมวงที่ล้มป่วย มาช่วยทำเดโม จนสามารถพัฒนาต่อเป็นเพลงได้ ต่อด้วย แม็กซ์ The Darkest Romance ที่ยังไม่ใช้ AI จริงจัง แต่ยอมรับในโอกาสที่เทคโนโลยีนี้เปิดให้กับวงการ ปิดท้ายด้วย พล Boxx Music ตัวแทนจาก MCT ที่เล่าถึงการใช้ AI เป็นที่ปรึกษาในการเสนอไอเดีย แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทน

สิ่งที่ทั้งสามคนเน้นตรงกันคือ “การพัฒนาตัวเองให้เป็น Top Level” ที่ไม่มีใครหรือเครื่องจักรใดมาแทนที่ได้ โดยเฉพาะในด้าน “อารมณ์ จิตวิญญาณ และความรู้สึก” ที่เป็นหัวใจของดนตรี

เวทีนี้ยังพูดถึงปัญหาสำคัญอย่าง ราคากลางของอาชีพดนตรี, ลิขสิทธิ์ในยุค AI, และ บทบาทของ MCT ในการสร้างระบบนิเวศใหม่ ที่คนดนตรีสามารถดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนได้จริง ในฐานะผู้ที่จะช่วยดูแลการจัดเก็บลิขสิทธิ์ดนตรี ไปจนถึงเรื่อง “สุขภาพใจ” ของผู้สร้างสรรค์เสียงดนตรีว่าเบื้องลึกเบื้องหลังมีหน้าตาเป็นอย่างไร เพื่อให้ฉายให้เห็นความท้าทายที่คนดนตรีแทบทุกคนต้องเผชิญ แต่ก็รวมไปถึงวิธีมอง “อาชีพ” นี้ ให้นักแต่งเพลงสามารถยืนระยะกับความท้าทายนี้ต่อไป

ไฮไลต์พิเศษในช่วงนี้ยังรวมถึงการปรากฏตัวของแขกรับเชิญพิเศษ WIN[AI] รองชนะเลิศประกวดแต่งเพลงปีก่อน โดยที่ปัจจุบัน ใช้ AI ช่วยทำเพลงออกมาเป็นอัลบั้มชื่อ WIN[AI] ซึ่งคุณวินัยก็ได้หยิบกรณีศึกษาในการสร้างสรรค์ของตัวเองผ่านเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ตั้งแต่ ChatGPT, SUNO ไปจนถึง AI สัญชาติเกาหลีอย่าง SORI SORI ซึ่งคุณวินัยก็ได้นำเสนอทั้งการป้อน Prompt ไปจนถึงขั้นตอนและการส่งต่อข้อมูลต่าง ๆ ไปจนถึงเรื่องมุมมองและข้อถกเถียงที่คนอาจมีต่อการสร้างสรรค์เพลงด้วย AI 

ถัดมา ในช่วง “Inspiration Talk: Soundscape of Tomorrow – เสียงของวันพรุ่งนี้” ได้รวมศิลปินนักแต่งเพลงแถวหน้าของวงการ ได้แก่ กานต์ The Parkinson, ปอ และน้ำวน Whal & Dolph, และ เอ๊ะ ละอองฟอง มาร่วมถอดรหัส “เสียงของวันพรุ่งนี้” ผ่านเรื่องเล่าจากเพลงที่พวกเขาเขียนขึ้น และประสบการณ์จริงที่สะท้อนตัวตนของคนดนตรีในยุคเปลี่ยนผ่าน

การเสวนาจะชวนพูดคุยไปถึงการสร้างสรรค์ดนตรีในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตถึงปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ของแต่ละคน โดยคำตอบของแต่ละคนสะท้อนจุดยืนและมุมมองที่หลากหลาย ไปจนถึงวิธีการสร้างสรรค์ในรูปแบบของตัวเองตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ตลอดช่วงเวลา 45 นาทีของช่วงเสวนานี้ ผู้ชมได้ร่วมเดินทางผ่านเบื้องหลังเพลงดังอย่าง “ฉันยังเก็บไว้” “จะบอกเธอว่ารัก”, “ยิ้ม”, “คนชั่ว 2018”, และ “ดีใจหรือเปล่า” เป็นต้น ที่สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างสรรค์ถ้อยคำและเสียงดนตรีผ่านเสียงหัวเราะ น้ำตา และแรงบันดาลใจ จาก กานต์ The Parkinson, ปอ และน้ำวน Whal & Dolph, และ เอ๊ะ ละอองฟอง ที่ถูกแบ่งปันและส่งต่อไปทั่วทั้งห้อง

หลังจากนั้นก็เข้าสู่โหมดลับสมองและปลายปากกากับเวที “Songwriter Interactive Workshop” ภายใต้หัวข้อ “Sound of Tomorrow: Crafting Tomorrow’s Hits” โดยเวิร์กช็อปครั้งนี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทั้งความรู้ เทคนิค และแรงบันดาลใจ ในการแต่งเพลงให้ไม่เพียงทำงานได้จริง แต่ยังสร้างอิทธิพลและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในยุคดนตรีเปลี่ยนผ่าน

ผู้ร่วมเวิร์กช็อปประกอบด้วย 3 นักแต่งเพลงระดับแนวหน้าที่ผลงานของพวกเขาคุ้นหูพวกเราทั้งสิ้น ตั้งแต่ D Gerrard ศิลปินที่มีสไตล์เฉพาะตัว และมีผลงานฮิตไวรัลมากมายอย่าง Galaxy และ รถไฟบนฟ้า, แบงค์ รัฐวิชญ์ นักเขียนเพลงผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตในวงการเพลงลูกทุ่งและ T-Pop อย่าง ว่าว และ นะหน้าทอง และ เอก SEASON FIVE นักร้อง-นักแต่งเพลงเจ้าของเสียงร้องที่สะท้อนอารมณ์ลึกซึ้งในทุกท่อนฮุค อย่างเพลง แหลก และ Sky & Sea

ภายในเวิร์กช็อป ทั้งสามคนเปิดเผยเคล็ดลับการทำเพลงที่มาจากประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางโครงสร้างเนื้อร้อง การวิเคราะห์ “ดนตรีนำ” หรือ “เนื้อร้องนำ” การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเริ่มต้นแต่งเพลง ไปจนถึงกระบวนการคัดเลือกคำที่กระชับแต่ทรงพลัง โดยหยิบยกเอากรณีศึกษาจากผลงานของตนมากล่าวถึง พร้อมแกะรอยทีละถ้อยคำที่เรียงร้อยอยู่ในท่อนต่าง ๆ

การเวิร์กช็อปนี้จึงเปรียบเหมือนการที่ศิลปินเหล่านี้ได้มาแบ่งปันเคล็ดลับการสร้างสรรค์ และอาจทำให้ผู้ที่ได้ฟังสามารถ “ตั้งคำถาม” และ “เจียระไนตัวเอง” อีกครั้ง ทั้งด้านความคิดและทักษะ โดยเฉพาะกับนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากกระแส และความท้าทายในอุตสาหกรรมดนตรีในยุคปัจจุบัน

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอยตลอดทั้งงาน คือการประกาศผลการประกวดแต่ง “เนื้อร้อง-ทำนองเพลง” ภายใต้โจทย์ “อดีต • ปัจจุบัน • อนาคต” ที่เปิดรับผลงานจากนักแต่งเพลงหน้าใหม่ทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าร่วมกว่า 1,000 บทเพลง และคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายเพียง 10 เพลงสุดท้าย ที่เปล่งเสียงของตัวเองออกมาได้อย่างเฉียบคม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนความหมายของการเป็น “เสียงของอดีต • ปัจจุบัน • อนาคต” อย่างแท้จริง

โดยพิธีกรก็ได้ประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลตามลำดับ ตั้งแต่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เพลง “คำถามถึงพี่ ๆ วงนั่งเล่น” โดย ปรานต์ ภัทรางกุล ที่ เอก SEASON FIVE ให้ความเห็นว่าเป็นบทเพลงที่โดดเด่นในแง่ชั้นเชิงการแต่ง โครงสร้างเรื่องร้อยเรียงผ่านอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอย่างแนบเนียน เป็นงานเขียนที่สะท้อนความเข้าใจกลไกของบทเพลงอย่างลึกซึ้ง คณะกรรมการมองว่าเป็นผลงานที่มีศักยภาพทางภาษาสูง แต่ยังมีระยะให้พัฒนาในแง่ความเข้าถึงของกลุ่มผู้ฟังวงกว้างมากขึ้น

ในลำดับต่อมา สำหรับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ เพลง “ผู้ชม” โดย นพรุจ ศรีม่วง feat. Khem FREEHAND ที่ แม็กซ์ The Darkest Romance มองว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่มีเอกลักษณ์ ใช้ภาษาที่เฉียบคมและมีจังหวะในการวางคำอย่างชาญฉลาด เต็มไปด้วยการอุปมาอุปไมยที่แปลกใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ แม้ยังมีจุดที่อาจต้องปรับเพื่อลดชั้นเชิงในบางช่วง แต่ถือเป็นผลงานที่ฉายแววชัดเจนของนักแต่งเพลงคุณภาพ

สำหรับ รางวัลชนะเลิศ นั้น ตกเป็นของเพลง “10 Minutes Before…” โดย อริญชย์ หมัดนุรักษ์ ft. Tayuu โดย ตูน Three Man Down มองว่าเป็นบทเพลงที่สร้างสมดุลอย่างพอดีในหลายมิติ ทั้งเนื้อหาที่เรียบแต่มีชั้นเชิง การสื่อสารที่ร่วมสมัยและเชื่อมโยงกับผู้ฟังยุคปัจจุบันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้เนื้อหาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สามารถเล่าออกมาได้อย่างน่าสนใจ จังหวะของคำที่วางไว้ในแต่ละท่อนช่วยเสริมให้เพลงติดหูและน่าจดจำ และเห็นทิศทางที่จะสามารถต่อยอดให้เพลงนี้สมบูรณ์แบบขึ้นกว่าเดิม

หลังการประกาศผล และมอบประกาศนียบัตรให้แก่อีก 7 ท่าน ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ผู้ชมในฮอลล์และผู้ชมออนไลน์ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งแรกของการแสดงสดจากเพลงที่คว้ารางวัลทั้ง 3 เพลง ที่จะบรรเลงโดยทีมเรียบเรียงและแบ็คอัพศิลปินระดับประเทศที่ได้ทำงานให้กับ ปู Blackhead, แน็ป the nap, เอ๊ะ จิรากร, เฟย์ ฟาง แก้ว, NiceCNX, P-hot, โดม ปกรณ์ ลัม และดัง พันกร

บรรยากาศภายในฮอลล์เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ปรบมือ และเสียงเชียร์จากเพื่อนนักแต่งเพลง ศิลปินรุ่นพี่ และผู้ชมที่ซึมซับบทเพลงด้วยหัวใจ ก่อนจะไปถึงช่วงท้ายของการแข่งขัน ก็ยังมีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ กับการกลับมาแสดงของ ปืน เนติ และ สตางค์ รัฐพล ผู้เข้าประกวดจากปีที่แล้ว ที่ใช้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวสู่เส้นทางอาชีพนักแต่งเพลง โดยพวกเขานำผลงานใหม่ที่แต่งเองทั้งหมดขึ้นโชว์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าประกวดในปีนี้

‘Songwriter Thailand Showcase 2025’ อาจปิดฉากลงในช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม แต่เสียงของนักแต่งเพลงหน้าใหม่ที่เปล่งออกมาในงานนี้กลับไม่จบเพียงแค่นั้น ตรงกันข้าม บทเพลงทุกท่อน ความคิดทุกถ้อยคำ และเวทีทุกช่วงเวลาคือหนึ่งในการ “เริ่มต้น” ที่แท้จริงของการขับเคลื่อนวงการนักแต่งเพลงไทยสู่อนาคต งานนี้ คือบทพิสูจน์ว่า คนดนตรีไทยไม่ได้ขาดแคลน “ความสามารถ” หากแต่ยังต้องการ “พื้นที่” ที่เปิดรับ เปิดฟัง และเปิดโอกาสให้ได้แสดงออกอย่างแท้จริง

ในฐานะผู้จัดงาน บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT ร่วมกับ The People ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักแต่งเพลงไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะด้วยการส่งเสริมความรู้เรื่องลิขสิทธิ์ การประสานความร่วมมือกับองค์กรระดับโลกอย่าง CISAC หรือการผลักดันให้เกิดความเข้าใจเรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมดนตรี

ทุกบทสนทนา เวิร์กช็อป และการแสดงในวันนี้ ต่างสะท้อนเป้าหมายเดียวกัน—สร้างแรงบันดาลใจให้คนดนตรี สร้างเสียงของวันพรุ่งนี้ให้ดังกว่าที่เคย-และนี่คือเพียงก้าวแรกของการเดินทางที่ยังต้องการเสียงของทุกคนร่วมกันต่อไป

หนูเหนื่อยมาก! ‘เบสท์ คำสิงห์’ประกาศชัดหาก’สมรักษ์’สร้างเรื่องอีกไม่ช่วยแล้ว ขอจบที่คดีเด็ก17

หนูเหนื่อยมาก! 'เบสท์ คำสิงห์'ประกาศชัดหาก'สมรักษ์'สร้างเรื่องอีกไม่ช่วยแล้ว ขอจบที่คดีเด็ก17

หนูเหนื่อยมาก! ‘เบสท์ คำสิงห์’ประกาศชัดหาก’สมรักษ์’สร้างเรื่องอีกไม่ช่วยแล้ว ขอจบที่คดีเด็ก17

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

17 พฤษภาคม 2568 เรียกได้ว่าเป็นอภิชาตบุตรเลยก็ว่าได้สำหรับ ‘เบสท์’ รักษ์วนีย์ คำสิงห์ ที่จะเห็นว่าเธอนั้นขยันทำงานเมคมันนี่ช่วยใช้หนี้ให้คุณพ่อบาส สมรักษ์ คำสิงห์ ไม่ว่าคุณพ่อจะล้มสักกี่ครั้งเธอก็พร้อมช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ตลอด 

ล่าสุด ‘เบสท์’ มาออกรายการ แฉ ของพิธีกรชื่อดัง ‘มดดำ คชาภา’ โดยเธอได้ประกาศชัดถึงเรื่องพ่อบาส สมรักษ์ ว่าจากนี้ขอไม่ยุ่งเรื่องของพ่อแล้ว โดยเบสท์ กล่าวในรายการว่า “พ่อก็ยังคงทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ก็บอกทำเลย แต่ว่าไม่ช่วยแล้ว ให้จบทุกอย่างที่เป็นข่าว 2 อย่าง จบที่คดีลอตเตอรี่ 20 ล้าน ก็พอแล้ว ก็เคลียร์ให้จบแล้ว ก็เหลือโปรเจ็กต์น้องอายุ 17 ก็ไม่รู้คดีจะจบปีนี้หรือปีหน้า แต่ก็ให้จบแค่โปรเจ็กต์นี้ จากนี้มีโปรเจ็กต์ใหม่อีก ขอไม่ยุ่งอีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นประชาชนก็ช่วยเซฟหนูด้วย เราชัดเจนว่าเราขอจบแค่โปรเจ็กต์นี้  หนูบอกจนไม่บอกแล้ว หนูบอกว่าหนูเหนื่อย หนูก็บอกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหมด มันไม่ใช่สิ่งที่หนูทำด้วย ที่หนูทำให้อยู่ ช่วยเห็นหน่อยว่าหนูพยายามและทำอย่างเหน็ดเหนื่อยนะ ไม่ใช่ว่าหนูมีความสุข 

“บางทีหนูอาจจะยิ้มอยู่หน้ากล้อง หนูบันเทิง แต่ข้างในหนูไม่ได้มีความสุขนะกับการหาเงินได้เป็นล้านๆ แล้วต้องเสียไปโดยหนูไม่ได้ใช้เลย บางทีหนูก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่หาเงินมาก็อยากใช้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากใช้หนี้ให้พ่อ ก็อยากให้เขารู้ ก็คอยบอกทุกวันนี้ก็บอก คือเขาเหมือนจะชอบคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ มันได้เงินมาง่าย เขาก็เลยมีโปรเจ็กต์ต่างๆ นานา เกิดขึ้นได้ตลอด เพราะสุดท้ายเดี๋ยวลูกก็ไปจัดการ หนูก็จะบอกใช่แหละหนูจัดการให้ได้ ให้รู้ไว้ได้ไหมว่า ที่เห็นหนูหน้ากล้องหนูไม่ได้แฮปปี้ ข้างในหนูคือเหนื่อยจริงๆ” เบสท์กล่าว

ด้านคุณแม่ที่ไปออกรายการพร้อมกับ ‘เบสท์’  ได้เปิดใจอีกว่า จริงๆ อยากให้จบตั้งแต่โปรเจ็กต์แรกแล้ว โดยแม่เองเลิกกับพ่อแล้ว แต่อยู่บ้านหลังเดียวกัน แม่บอกด้วยว่า อยู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่พูดกันดีกว่า

ซึ่ง ‘เบสท์’ กล่าวต่ออีกว่า ขอประกาศกลางรายการแฉเลยว่า จบคดีเด็ก 17 แล้ว ถ้ามีโปรเจ็กต์เพิ่ม ขอหนูไม่เกี่ยวแล้ว ขอจบแล้ว ต่อมาน้องชายเบสท์ อย่างน้องโบ๊ท ได้เผยว่า “โปรเจ็กต์หน้าให้ตำรวจช่วยเอา แล้วแต่จะทำเลยโตๆกันแล้ว ผมก็อยู่ชีวิตของผมมีความสุขแล้ว” ‘เบสท์’ ย้ำว่า เราช่วยมาทุกโปรเจ็กต์ แล้วถ้ามันเกิดอีกแล้วเราไม่ช่วยคนะจะด่าเราหรือเปล่าว่าไม่กตัญญู ไม่รักพ่อ อันนี้เป็นสิ่งที่หนูกลัว วันนี้มีโอกาสได้พูด ขอชี้แจงเลยว่า หนูช่วยเต็มที่แล้วขอจบที่เด็ก17นะ

‘พร้อมพงศ์’มั่นใจ‘ภูมิใจไทย’ไม่ฆ่าตัวตาย งัดพ.ร.บ.งบ69 ต่อรองการเมือง

‘พร้อมพงศ์’มั่นใจ‘ภูมิใจไทย’ไม่ฆ่าตัวตาย งัดพ.ร.บ.งบ69 ต่อรองการเมือง

‘พร้อมพงศ์’มั่นใจ‘ภูมิใจไทย’ไม่ฆ่าตัวตาย งัดพ.ร.บ.งบ69 ต่อรองการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

‘พร้อมพงศ์’เผยปม‘ฮั้วสว.’เป็นเรื่องแต่ละฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเอง มั่นใจ‘ภูมิใจไทย’ไม่ฆ่าตัวตาย งัดพ.ร.บ.งบ69 ต่อรองการเมือง แนะทุกพรรคเร่งแก้สารพัดปัญหา สร้างภาพจำอันดีให้ประชาชน

18 พฤษภาคม 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเด็นการฮั้วสว. สังคม ประชาชนกำลังจับตามอง ไม่เพียงเฉพาะการทำหน้าที่ของกกต. ดีเอสไอ จะออกมาในรูปแบบใด ในทางการเมือง มีความกังวลประเด็นนี้จะนำไปสู่จุดแตกหักระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย ส่งผลต่อการปรับครม.ในตำแหน่งสำคัญๆหรือไม่ จะมีการงัดเกมการเมือง โดยเฉพาะการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณพ.ศ.2569 มาต่อรองกันหรือไม่ เป็นมุมมองของแต่ละคน เมื่อดูวาระของรัฐบาลที่ยังเหลือประมาณ 2 ปี กับปัญหาของประชาชนที่กำลังเผชิญ รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ การเตรียมรับมือภัยธรรมชาติ การเตรียมรับมือเรื่องภาษีสหรัฐ กับไทย ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสว.จะมีการฮั้วกันหรือไม่ เป็นเรื่องของบุคคลที่ถูกกล่าวหา ต้องไปพิสูจน์ตัวเองกับองค์กรอิสระ หน่วยงานที่ตรวจสอบ หากไม่ผิด ออกมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็ต้องน้อมรับผลที่ออกมา ส่วนหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปล่อยให้การเมืองแทรกแซง เรียกศรัทธาความเชื่อมั่นจากประชาชน

“ไม่เชื่อว่า ประเด็นคดีสว.จะนำไปสู่การที่บางพรรคจะไม่โหวตผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณพ.ศ.2569 วาระที่1 ที่กำลังจะมีการพิจารณาช่วงปลายเดือนพ.ค. คงไม่มีใครจะเอาเรื่องนี้ มาเป็นเกมต่อรองการเมือง หากทำเช่นนั้นเท่ากับ ฆ่าตัวตายทางการเมือง ไม่เกิดผลดี” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า หากลากเอาความขัดแย้งแล้วเอาประโยชน์ประชาชนมาต่อรอง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จ้องเล่นเกมการเมืองเกินไป ประชาชนจะจดจำ แล้วรอไปลงโทษวันข้างหน้าผ่านการเลือกตั้ง ในเวลาที่เหลืออยู่ ทุกพรรคร่วมรัฐบาล คงไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกลางคัน อยากอยู่ให้ครบเทอมของรัฐบาล ดังนั้นในสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน แต่ละพรรคควรหันไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด เอาปัญหาประชาชนที่รอการแก้ไขมาเป็นตัวตั้ง ทำให้ประชาชนจดจำในผลงานน่าจะดีกว่า การมุ่งทำลายล้างทางการเมือง ซึ่งคงไม่เป็นผลดีต่อใครเลย

‘200 สว.’สะท้าน! ‘พันธุ์ใหม่’เดินเกมล่าชื่อ ชงศาลรธน.สั่งหยุดทำหน้าที่‘เฉพาะส่วน’

‘200 สว.’สะท้าน! ‘พันธุ์ใหม่’เดินเกมล่าชื่อ ชงศาลรธน.สั่งหยุดทำหน้าที่‘เฉพาะส่วน’

‘200 สว.’สะท้าน! ‘พันธุ์ใหม่’เดินเกมล่าชื่อ ชงศาลรธน.สั่งหยุดทำหน้าที่‘เฉพาะส่วน’

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘พันธุ์ใหม่’เดินเกม นัด 19 พ.ค.ล่าชื่อ’20 สว.’ ชง‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ขอ‘200 สภาสูง’หยุดทำหน้าที่‘เฉพาะส่วน-กระบวนการเห็นชอบองค์กรอิสระ’

18 พฤษภาคม 2568 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ กล่าวถึงการเข้าชื่อ สว.เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยต่อประเด็นที่มี สว.กลุ่มหนึ่งถูกตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก สว. ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างคำร้องที่จะยื่นต่อนายมงคลสุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นคาดว่าภายในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.68) จะดำเนินการแล้วเสร็จและส่งให้สว. อิสระทั้งหลาย พิจารณาร่วมลงชื่อ 1 ใน 10 หรือ 20 คน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ยื่น‘นันทนา’ ล่า 20 ชื่อส่ง‘มงคล’ยื่นศาลรธน.ตีความสว.กลุ่มพรรคการเมืองหนุน ขัดรธน.)

สำหรับสาระสำคัญของคำร้อง คือ จะขอให้ สว.ทั้ง 200 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระทั้งกระบวนการ เช่น  การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม การลงมติ เป็นต้น โดยมีเหตุผลคือ การหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนดังกล่าวของสว.ทุกคนเพื่อให้เกิดความเสมอภาค และไม่ลักลั่น

“เหตุผลที่ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ สว.จำนวนมาก ที่ถูกตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง  และเชื่อว่าจะมีสว.เกินกึ่งหนึ่งที่น่าจะถูกยื่นข้อกล่าวหา และกระบวนการนี้ดำเนินการอยู่ แปลว่าที่มาของสว. ไม่ชัดเจนว่ามาโดยถูกต้องชอบธรรม สุจริตหรือไม่ ดังนั้นหากที่มาไม่ชัดเจน และเข้าไปทำหน้าที่เห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระนั้นจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ทันที เพราะเมื่อสว. ได้เห็นชอบองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบที่มาของสว. จึงมีลักษณะต่างตอบแทนกัน ไม่ใช่การตรวจสอบที่สุจริตโปร่งใสยุติธรรม” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นแล้วหากกระบวนการเห็นชอบองค์กรอิสระเดินหน้า อาจจะมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระที่อาจถูกร้องว่าเป็นโมฆะได้ หาก สว. ฐานะผู้ที่เห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระนั้นถูกชี้ว่าเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ดังนั้นเมื่อมีความไม่ชัดเจน อยากให้ สว. หยุดปฏิบัติเฉพาะส่วน ไม่ควรไปต่อ และขอให้หยุดจนกว่ากระบวนการตรวจสอบสิ้นสงสัย เมื่อกระบวนการตรวจสอบ สว.แล้วเสร็จ การกลับเข้าสู่การเลือกกรรมการองค์กรอิสระใหม่ ตนมองว่าไม่สายเกินไป และดีกว่าการดันทุรังให้เกิดการเห็นชอบ

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่ากระบวนการเข้าชื่อและยื่นคำร้องดังกล่าวจะทำให้เร็วที่สุด เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาก่อนที่วุฒิสภาจะนัดประชุมในช่วงการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ในวันที่ 29 พ.ค. นี้ เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีสว.ร่วมสนับสนุนเกินจำนวนที่กำหนด

เมื่อถามว่าในคำร้องดังกล่าวมีประเด็นให้วินิจฉัยการขาดสมาชิกภาพเพราะฝักใฝ่พรรคการเมืองด้วยหรือไม่น.ส.นันทนา กล่าวว่า  ยังไม่ได้ข้อสรุปเป็นมติชัดเจน

เมื่อถามว่านอกจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนจะมีในเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ด้วยหรือไม่ น.ส.นันทนากล่าวว่า ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สำคัญ เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าตามกฎหมายงบประมาณ สว.ไม่มีอำนาจมาก เพราะไม่สามารถ รัด เพิ่ม หรือแก้ไขได้ มีเพียงอย่างเดียวคือการลงมติ  ดังนั้นบทบาทสว. ในกระบวนการพิจารณางบประมาณ ไม่มากนัก อีกทั้งเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญชะลอไม่ได้

‘เรืองไกร’บี้นายกฯยกเลิกมติ ครม.อนุมัติงบเพิ่มค่าก่อสร้าง‘ตึก สตง.’แห่งใหม่

‘เรืองไกร’บี้นายกฯยกเลิกมติ ครม.อนุมัติงบเพิ่มค่าก่อสร้าง‘ตึก สตง.’แห่งใหม่

‘เรืองไกร’บี้นายกฯยกเลิกมติ ครม.อนุมัติงบเพิ่มค่าก่อสร้าง‘ตึก สตง.’แห่งใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

‘เรืองไกร’บี้นายกฯควรยกเลิกมติ ครม.อนุมัติงบเพิ่มค่าควบคุมงานก่อสร้าง‘ตึก สตง.’แห่งใหม่ จาก 76 เป็น 84 ล้านบาท ยังมีผลหรือไม่

18 พฤษภาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า หลังจากศึกษามติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับงบ สตง. ล่าสุด วันนี้จึงได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 11 ก.พ.2568 ที่อนุมัติเพิ่มวงเงินรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ จากเดิมวงเงิน 76,800,000 บาท เป็นวงเงิน 84,371,916 บาท นั้น ยังมีผลอยู่หรือไม่ หลังจากอาคาร สตง. ถล่มทั้งตึก มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ ได้ยกเลิก หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า มติ ครม.ดังกล่าว มีความเห็นของกระทรวงคลัง และสำนักงบประมาณ รวมอยู่ด้วย ล้วนเป็นตัวหนังสือที่ประกอบด้วยข้อกฎหมายและความเห็นที่มีลักษณะเหมือนกับมติ ครม.เรื่อง อื่นๆ คือ มีแต่คำแนะนำ ข้อเสนอ แต่ไม่พบการตรวจสอบข้อบกพร่องแต่อย่างใด ซึ่งคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ขาดประสบการณ์เรื่องบริหารราชการแผ่นดินก็คงยากที่จะเข้าใจกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ

นายเรืองไกร กล่าวว่า วันนี้จึงยกมติ ครม. วันที่ 11 ก.พ. 2568 เรื่อง เพิ่มวงเงินให้ สตง. มาสรุปให้นายกรัฐมนตรีได้นำไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ตามความในหนังสือที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ ดังนี้

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2567 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินโดยนายมณเฑียร เจริญผล ได้มีหนังสือที่ ตผ 0013/9610 ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเพิ่มวงเงินรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ จากเดิมวงเงิน 76,800,000 บาท เป็นวงเงิน 84,371,916 บาท

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 กระทรวงการคลังโดยนายพิชัย ชุณหวชิร มีความเห็นว่า เพื่อให้งานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ได้มีการควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม มีความถูกต้อง ครบถ้วน ตามแบบรูปรายการรายละเอียดและข้อกำหนดของสัญญา ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินับการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ. 2561 เรียบร้อยแล้ว จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติเพิ่มวงเงินรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ จากเดิมวงเงิน 76,800,000 บาท เป็นวงเงิน 84,371,916 บาท ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเสนอ

ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2568 สำนักงบประมาณโดยนายอนันต์ แก้วกำเนิด ขอเรียนว่า รายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ เป็นรายการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566 วงเงินตามสัญญา จำนวน 74,653,200 บาท และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้มีมติให้ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจาก พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566 เป็น พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2569 เนื่องจากมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้สอดคล้องกับระยะเวลาของการก่อสร้าง กรณีงานรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเดิมและแก้ไขแบบก่อสร้าง ส่งผลให้วงเงินของรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาความเหมาะสมของราคาค่าควบคุมงานรายการดังกล่าว ภายในกรอบวงเงิน 9,718,716 บาท

ดังนั้น เพื่อให้การควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการ จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพิ่มวงเงินรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ก่อหนี้ผูกพันไว้เดิมจำนวน 76,800,000 บาท เป็นวงเงิน 84,371,916 บาท ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำหรับวงเงินของรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างที่เพิ่มเติมดังกล่าว ให้ใช้จ่ายจากเงินรายได้ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินสมทบเงินงบประมาณรายจ่าย ร้อยละ 30 และใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่าย ร้อยละ 70 โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และสัญญาที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน และต่อรองราคาตามสัดส่วนผลงานที่ผู้ให้บริการได้เข้าควบคุมงานจริงจนถึงที่สุดด้วย เพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณในการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป

ต่อมา เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 ตามหนังสือที่ นร 0505/3895 สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรียน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีความสำคัญสรุปได้ว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 อนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณและให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับความเห็นของกระทรวงการคลังไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายในหนังสือว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 ต่อมาเพียงเดือนเศษ คือวันที่ 28 มีนาคม 2568 อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) ก็ได้ถล่มลงมาจนเสียหายทั้งอาคาร ดังความที่ควรทราบโดยทั่วไปแล้วนั้น

‘ธนกร’ห่วง‘ฝนตก’รถติดทำถนนอัมพาตหนัก จี้‘ผู้ว่าชัชชาติ-ตำรวจจราจร’เปิดแผนรับมือ

‘ธนกร’ห่วง‘ฝนตก’รถติดทำถนนอัมพาตหนัก จี้‘ผู้ว่าชัชชาติ-ตำรวจจราจร’เปิดแผนรับมือ

‘ธนกร’ห่วง‘ฝนตก’รถติดทำถนนอัมพาตหนัก จี้‘ผู้ว่าชัชชาติ-ตำรวจจราจร’เปิดแผนรับมือ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

‘ธนกร’ห่วง‘ฝนตก’รถติดทำถนนอัมพาตหนัก จี้‘ผู้ว่าชัชชาติ-ตำรวจจราจร’เปิดแผนรับมือแก้ปัญหา หลัง น้ำท่วมเส้นบางนา-ตราด วิกฤตยาวกว่า 31 กิโลเมตร ประชาชนอ่วม

18 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้วและพบว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา มีกลุ่มฝนตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบนถนนบางนา- ตราด ทำให้เส้นทางการจราจรมีน้ำท่วมขังนาน การระบายช้า รถสัญจรไม่คล่องตัว ติดขัดยาวกว่า 31 กิโลเมตร ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีประชาชนร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่ และสื่อจส.100 สวพ.91 จำนวนมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเดิม 1 ชั่วโมง กลายเป็น 3- 4 ชั่วโมง

ทั้งนี้ จึงขอเรียกร้องไปยังนายชัชชาติ สิทธพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดแผนเรื่องการรับมือในการรองรับปริมาณน้ำฝน ว่ามีการเตรียมการไว้อย่างไร ทั้งเรื่องการขุดลอกคูคลอง ท่อระบายน้ำ รวมถึงได้เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผันน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาและผันลงทะเลไว้อย่างไรบ้าง ฝากให้ผู้ว่ากทม.มีการประสานหน่วยงานของรัฐ ทั้งกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ให้เร่งเข้ามาแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อคลี่คลายปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

“ขอฝากผู้ว่าฯชัชชาติ เปิดแผนเตรียมการรองรับสถานการณ์น้ำท่วม รถติดวิกฤตหนัก ว่าจะมีวิธีการช่วยเหลือประชาชนอย่างไร เนื่องจากสถานการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ใช้รถใช้ถนนสัญจรบนเส้นทางต่างๆโดยเฉพาะบางนา-ตราดได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขอให้ท่านบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอุปกรณ์เครื่องหมายเครื่องมือระดมสรรพกำลังทุกหน่วย ลงมาแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ฝากให้ท่านเปิดเผยแผนการที่มีการเตรียมความพร้อมไว้รองรับช่วงหน้าฝน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนกรุงเทพฯด้วย” นายธนกร กล่าว

เบิกเนตร 3 ข้อปม‘เรือดำน้ำจีน’ ถ้าโง่ซ้ำซาก เงินก็จะเสีย เรือก็จะให้‘เขมร’ไปฟรีๆ

เบิกเนตร 3 ข้อปม‘เรือดำน้ำจีน’ ถ้าโง่ซ้ำซาก เงินก็จะเสีย เรือก็จะให้‘เขมร’ไปฟรีๆ

เบิกเนตร 3 ข้อปม‘เรือดำน้ำจีน’ ถ้าโง่ซ้ำซาก เงินก็จะเสีย เรือก็จะให้‘เขมร’ไปฟรีๆ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

เบิกเนตร 3 ข้อปม‘เรือดำน้ำจีน’ ถ้าโง่ซ้ำซาก เงินก็จะเสีย เรือก็จะให้‘เขมร’ไปฟรีๆ

18 พฤษภาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า…

เรื่องเรือดำน้ำจีนถ้าโง่ซ้ำซาก เงินก็จะเสีย เรือก็จะสูญ

นับตั้งแต่มีการคว่ำบาตร จีน ทำให้เยอรมันไม่ส่งเครื่องเรือดำน้ำให้กับประเทศจีน และเป็นเหตุให้ จีน ไม่สามารถใช้เครื่องเรือดำน้ำนั้นติดตั้งให้กับเรือดำน้ำที่ไทยสั่งซื้อได้

มาจนถึงวันนี้ หลายปีเต็มทีแล้ว ปัญหาเรื่องนี้ก็ยังคาราคาซัง จนล่าสุดทางจีนกำลังติดตามเรื่องว่าจะเอายังไง

คือ ถ้าไทยไม่ยอมรับเรือ ที่ติดตั้งเครื่องเรือดำน้ำของจีน แทนเครื่องเรือดำน้ำของเยอรมัน จีนก็จะมอบเรือลำนี้ให้กับกัมพูชาแบบให้เปล่า ในขณะที่ได้รับเงินค่าต่อเรือจากไทยไปเกือบ 7,000 ล้านบาทหรือเกือบจะครบแล้ว

ถ้าเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น ไทยก็จะเสียเงินที่ได้จ่ายไปแล้วเกือบ 7,000 ล้านบาท และเรือดังกล่าวก็จะได้แก่กัมพูชาไปฟรีๆ

ถ้าอย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าโง่บัดซบ

เราควรเข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร

1.ไทยตกลงว่าจ้างจีนต่อเรือดำน้ำ มีข้อตกลงว่าต้องใช้เครื่องเรือ ที่ผลิตจากเยอรมัน “

แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถใช้เครื่องเรือจากเยอรมันได้ จีนสามารถที่จะนำเครื่องเรืออื่น ที่มีสมรรถนะเท่ากันหรือสูงกว่ามาติดตั้งแทนได้”

 หลังจากนั้น ไทย ได้ชำระค่าเรือดำน้ำมาแล้วหลายงวด จนเกือบจะครบ 7 พันล้านบาท แล้ว

2.การที่จีนไม่สามารถหาเครื่องเรือดำน้ำจากเยอรมันได้ ไม่ใช่ความผิดของจีนเพราะเกิดจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นจีนจึงสามารถนำเครื่องเรืออื่นที่มีคุณภาพเท่ากันหรือสูงกว่ามาติดตั้งได้และจีนก็มีเครื่องเรือดำน้ำที่มีคุณภาพเท่ากันหรือเหนือกว่า คือเครื่องเรือดำน้ำแบบเดียวกับ ที่ใช้กับเรือดำน้ำชั้นหยวนของจีนจำนวนมาก ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าจีนผิดสัญญาไม่ได้

3.ไทยพยายามเกี่ยงให้จีนไปเอาเครื่องเรือดำน้ำจากเยอรมัน ซึ่งไม่สำเร็จและใช้เวลาไปหลายปีจนมาถึงบัดนี้ถึงที่สุดแล้ว จีนจึงต้องถามว่าไทยจะเอาอย่างไร

ถ้าไม่ยอมรับเรือดำน้ำจีนก็จะมอบเรือดำน้ำดังกล่าวให้แก่กัมพูชาไปฟรีๆแต่เงินที่รับชำระไปแล้วก็คงจะไม่คืนเพราะจีนไม่ได้ผิดสัญญาแต่ถือว่าไทยผิดสัญญาเอง

สาธุชนทั้งหลาย จะเอาอย่างไรกันดี

เราจะโง่ซ้ำซากเสียทั้งเงินเสียทั้งเรือดำน้ำให้เขมรไปฟรีๆอย่างนั้นหรือ

หรือจะเคารพตามข้อตกลงในสัญญา และเครื่องเรือที่ว่านี้จีนเขาก็ใช้อยู่ในเรือดำน้ำชั้นหยวนทั้งประเทศอยู่แล้วมีคุณภาพเท่ากันหรือไม่ด้อยกว่า แล้วเราจะดันทุรังต่อไปไหม

ถ้าปล่อยให้เงินถูกยึดและเรือไปได้แก่เขมรเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบแน่นอนฐานโง่ซ้ำซากทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย

แตกแบงก์พัน?! จับตาความเคลื่อนไหว‘กล้าธรรม’ บนข้อกังขา‘พรรคสาขา’เพื่อไทย

แตกแบงก์พัน?! จับตาความเคลื่อนไหว‘กล้าธรรม’ บนข้อกังขา‘พรรคสาขา’เพื่อไทย

แตกแบงก์พัน?! จับตาความเคลื่อนไหว‘กล้าธรรม’ บนข้อกังขา‘พรรคสาขา’เพื่อไทย

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.00 น.

แตกแบงก์พัน?! จับตาความเคลื่อนไหว‘กล้าธรรม’ บนข้อกังขา‘พรรคสาขา’เพื่อไทย

18 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “กล้าธรรม-เพื่อไทย เป็นอะไรกัน?” ระบุว่า…

กล้าธรรม-เพื่อไทย เป็นอะไรกัน?

ช่วงนี้มีหลายฝ่ายจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ที่กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างร้อนแรง และเป็นที่สนใจของบรรดานักการเมือง นักเลือกตั้ง มีกระแสการดูดสส. ดึงสส.เข้าพรรคอย่างคึกคัก

มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การก่อเกิดพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องการเป็นพรรคการเมือง ที่เสียบแทนหรือสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แทนบางพรรคการเมืองที่อาจจะถูกปรับออกหรือไม่ หรือเป็นพรรคสาขา พรรคนอมินี ให้กับพรรคเพื่อไทยของคุณทักษิณ ชินวัตรหรือไม่

มีแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาปฏิเสธว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแนวความคิดจัดตั้งพรรคสาขา และพรรคกล้าธรรมก็ไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย

ในขณะเดียวกันแกนนำผู้บริหารพรรคกล้าธรรมหลายคน ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส คุณนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ต่างออกมาปฏิเสธว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่พรรคสาขาของใคร พรรคกล้าธรรมให้เกียรติกับทุกคน ที่จะเข้ามาร่วมอุดมการณ์กับพรรค

แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็สงสัยการตอบคำถามสื่อมวลชน ของผู้กองธรรมนัส เมื่อถูกถามถึงกรณีการดึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กับคุณการุณ โหสกุล เข้าร่วมพรรคว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกับคุณทักษิณมาก่อนหรือไม่ ผู้กองธรรมนัส ตอบว่าได้พูดคุยกับคุณทักษิณมาก่อนแล้ว ก่อนจะเปิดตัว น.อ.อนุดิษฐ์ และคุณเก่ง การุณ ต่อสื่อมวลชน

จึงเกิดคำถามว่า ถ้าหากพรรคกล้าธรรมกับพรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน หรือพรรคกล้าธรรมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ หรือคุณทักษิณไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้กองธรรมนัส ต้องถามว่า ทำไมผู้กองธรรมนัส ต้องไปบอกคุณทักษิณก่อน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ย้อนแย้งมาก ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้จัดตั้งพรรคสาขาและพรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย

ถ้าย้อนไปในอดีตก่อนที่จะเลือกตั้งปี 2562 มีการเสนอทฤษฎีแตกแบงค์พัน หรือแตกแบงค์ย่อยของคุณทักษิณ คือ มีพรรคสาขา มีพรรคนอมินี จะเห็นในพื้นที่บางแห่ง ที่พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ไม่ได้ ไม่มีคะแนนนิยม ก็มีพรรคประชาชาติ พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง คงเหลือพรรคประชาชาติพรรคเดียว ที่ทำพื้นที่แทนพรรคเพื่อไทยใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้พรรคเพื่อไทยยังขาดพรรคมาเติมเต็มให้กับพรรคเพื่อไทยในบางพื้นที่ ที่พรรคเพื่อไทยเจาะพื้นที่ไม่ได้ ก็เป็นโอกาสของพรรคกล้าธรรม ที่สามารถไปทดแทนในพื้นที่ ที่พรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ เช่น พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ตอนบน รวมไปถึงในจังหวัดอื่นๆ ที่พรรคเพื่อไทยมีข้อจำกัดในการเอาชนะคู่แข่งขันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคภูมิใจไทย จึงจำเป็นต้องมีพรรคกล้าธรรมขึ้นมาทดแทน หรือมาเติมเต็มให้กับพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือสนามเลือกตั้งปี 2570

ใครจะปฏิเสธอย่างไรว่า พรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคเพื่อไทยไม่คิดจะตั้งพรรคสาขา ก็ปฏิเสธได้ เพราะถ้ายอมรับว่าจริง จะผิดกฎหมายพรรคการเมือง จึงจำเป็นต้องปฏิเสธไว้ก่อน แต่ว่าความจริงก็คือความจริง ประชาชนรับรู้และเข้าใจได้ว่า นี่คือการเมืองแบบไทยๆ