เข้าถึงงานบุญ งานศพ! ‘สวนดุสิตโพล’เปิดเหตุผลเลือกตั้งท้องถิ่น‘บ้านใหญ่’ยังครองพื้นที่

เข้าถึงงานบุญ งานศพ! ‘สวนดุสิตโพล’เปิดเหตุผลเลือกตั้งท้องถิ่น‘บ้านใหญ่’ยังครองพื้นที่

เข้าถึงงานบุญ งานศพ! ‘สวนดุสิตโพล’เปิดเหตุผลเลือกตั้งท้องถิ่น‘บ้านใหญ่’ยังครองพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.44 น.

เข้าถึงงานบุญ งานศพ! ‘สวนดุสิตโพล’เปิดเหตุผลเลือกตั้งท้องถิ่น‘บ้านใหญ่’ยังครองพื้นที่

18 พ.ค.68 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ เรื่อง “ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในสายตาประชาชน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,104 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนอยากให้นายกเทศมนตรีคนใหม่ดำเนินการเรื่องใดมากที่สุด

อันดับ 1 ปราบปรามอบายมุข ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ 57.25%

อันดับ 2 แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ ปัญหาฝุ่น 48.64%

อันดับ 3 พัฒนาถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปาให้ดีขึ้น 47.46%

2. จากการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาลครั้งนี้ ประชาชนคิดว่าผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่

อันดับ 1 น่าจะทำได้ 37.32%

อันดับ 2 ไม่น่าจะทำได้ 34.51%

อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 28.17%

3. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ว่า “บ้านใหญ่” หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งในพื้นที่          

อันดับ 1 เห็นด้วย 78.80%

อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 21.20%

4. ปัจจัยใดที่ประชาชนคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “บ้านใหญ่” หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นยังคงมีอิทธิพลในพื้นที่

อันดับ 1 เข้าถึงประชาชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น งานบุญ งานศพ งานประเพณี 45.13%

อันดับ 2 มีฐานเสียงที่มั่นคงและความสัมพันธ์กับชุมชนที่ยาวนาน 43.19%

อันดับ 3 มีระบบอุปถัมภ์ ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 41.89%

5. ประชาชนคิดว่าหากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองระดับชาติ จะมีผลต่อการบริหาร และพัฒนาพื้นที่หรือไม่

อันดับ 1 ส่งผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังพอบริหารจัดการภายในพื้นที่ได้ 37.50%

อันดับ 2 ส่งผลกระทบมาก เช่น โครงการหรืองบประมาณสนับสนุนจากรัฐกลางลดลง    23.82%

อันดับ 3 ไม่มีผลกระทบ เพราะสามารถพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรท้องถิ่น 19.93%

อันดับ 4 น่าจะเป็นผลดี เพราะจะได้ลดการแทรกแซงจากการเมืองระดับชาติ 18.75%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าประชาชนต้องการผู้นำท้องถิ่นที่สร้างความปลอดภัยและเป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดการยาเสพติด อบายมุข และผู้มีอิทธิพล ขณะเดียวกัน “บ้านใหญ่” ยังคงเป็นกลไกอำนาจสำคัญตั้งแต่ระดับเทศบาลถึงระดับชาติ ทำหน้าที่ทั้งเป็นเจ้าของพื้นที่และผู้กำหนดเกม การเมืองในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝังรากลึกนี้ เป็นทั้งผลดีต่อการบริหารงานและอาจเป็นทั้งอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนคาดหวังได้ด้วยเช่นกัน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ความน่าสนใจของผลโพลในครั้งนี้ คือ การเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับเทศบาลที่ผู้ชนะเลือกตั้งล้วนมาจากสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีอำนาจในการควบคุมระบบการเมืองท้องถิ่นอยู่ก่อน การชนะเลือกตั้งจึงชี้ให้เห็นว่า การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองท้องถิ่นต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองในระดับชาติเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนให้การเมืองท้องถิ่นดำเนินต่อไปได้ การได้พรรคการเมืองที่มิได้เป็นฝ่ายบริหารโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความเจริญงอกงามจะเป็นไปได้น้อยมาก อีกทั้งการผูกพันทางวัฒนธรรมการเมืองในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องความผูกพันทางปากท้องกินอยู่และบุญคุณ จึงทำให้ผู้รับสมัครเลือกตั้งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่เมื่อพิจารณาจะเห็นว่า การเมืองไทยจึงอยู่ในภาวะถดถอยโดยเฉพาะการเมืองในเขตพื้นที่เฉพาะ มิได้เปิดโอกาสให้นักการเมืองหน้าใหม่เข้ามามีโอกาสในการเป็นตัวแทนเพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาพื้นที่แบบปราศจากการแจกบุญคุณ

‘นายกฯ’เปิดทำเนียบฯ 19 พ.ค.ต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

‘นายกฯ’เปิดทำเนียบฯ 19 พ.ค.ต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

‘นายกฯ’เปิดทำเนียบฯ 19 พ.ค.ต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.22 น.

‘นายกฯ’เปิดทำเนียบฯ 19 พ.ค.ต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ประชุมหารือระดับ Leaders’ Consultation เป็นครั้งแรก พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อินโดนีเซีย เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

18 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะให้การต้อนรับนายปราโบโว ซูบียันโต (H.E. Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ในรอบ20ปี ในโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อินโดนีเซีย

สำหรับ กำหนดการพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาล มีดังนี้

เวลา 10.05 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินโดนีเซีย จะร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

หลังจากนั้น เวลา 10.20 น. ผู้นำทั้งสองจะร่วมหารือข้อราชการเต็มคณะ ภายใต้กลไก Leaders’ Consultation ครั้งแรก ณ ตึกภักดีบดินทร์ และในเวลา 11.15 น. ผู้นำทั้งสองจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยกับอินโดนีเซีย พร้อมทั้งมีการแถลงข่าวร่วม ในเวลา 11.25 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

“ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสอง จะมีการหารือครอบคลุมทั้งความมั่นคง-การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  ด้านเศรษฐกิจ การจัดตั้ง Halal Task Force เพื่อประสานมาตรฐานอาหารฮาลาลระหว่างสองประเทศ   การผลักดันการเปิดตลาดสินค้าเกษตร -ประมง รวมถึงการท่องเที่ยว และความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก” นายจิรายุ กล่าว

เตือน‘สมศักดิ์’! เจิมศักดิ์แนะยกเลิก‘10ขุนพลวีโต้’แพทยสภา ดึงดันระวังไม่มีที่ยืนในสังคม

เตือน‘สมศักดิ์’! เจิมศักดิ์แนะยกเลิก‘10ขุนพลวีโต้’แพทยสภา ดึงดันระวังไม่มีที่ยืนในสังคม

เตือน‘สมศักดิ์’! เจิมศักดิ์แนะยกเลิก‘10ขุนพลวีโต้’แพทยสภา ดึงดันระวังไม่มีที่ยืนในสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

เตือน‘สมศักดิ์’! เจิมศักดิ์แนะยกเลิก‘10ขุนพลวีโต้’แพทยสภา ดึงดันระวังไม่มีที่ยืนในสังคม

18 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

ข่าวว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ตั้งแพทย์จำนวน 10 คนกลั่นกรองและให้ความเห็นว่าคุณสมศักดิ์ควรจะใช้สิทธิ์วีโต้แพทยสภาหรือไม่ กรณีทักษิณไม่ป่วยหนักวิกฤตจริง จนต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ตำรวจ ชั้น 14 นานถึง 181 วัน

หากผมเป็นแพทย์ 10 คนที่รัฐมนตรีสมศักดิ์ตั้งให้ช่วยกลั่นกรองให้ความเห็นเรื่องนี้

พวกผมจะบอกรัฐมนตรีสมศักดิ์ ว่า

1. อย่าเสียเวลาใช้งานพวกผมเลยเพราะหากพวกผมมีความเห็นแย้งกับมติของแพทย์สภาอันประกอบไปด้วย แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ  ก็จะไม่มีใครเชื่อถือความเห็นของพวกผม 

หากจะอ้างว่าได้ข้อมูลใหม่จากรัฐมนตรีก็ฟังไม่ขึ้น เพราะทำไมจึงไม่ให้ข้อมูลกับแพทยสภาตั้งแต่เมื่อครั้งมีการพิจารณา

ตัวรัฐมนตรีสมศักดิ์  ก็จะนำความเห็นไปอ้าง เพื่อวีโต้ช่วยนักโทษทักษิณได้ยาก เพราะขาดน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือ  

คนจะเชื่อแพทย์สภามากกว่าความเห็นของพวกผม 10 คน

ทำให้ถูกสังคมเย้ยหยัน ทั้งตัวรัฐมนตรีและพวกผมไปเปล่าๆ

2. หากพวกผมมีความเห็นผมพ้องกับแพทยสภา รัฐมนตรีสมศักดิ์ก็จะยิ่งลำบากใจเพราะถ้าลงนามเห็นชอบตามข้อเสนอโดยไม่วีโต้ คุณทักษิณก็อาจจะ โกรธและด่าคุณสมศักดิ์ อยู่ดี

แต่หากคุณสมศักดิ์จะใช้สิทธิ์วีโต้แพทยสภาก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นเพราะ สังคมโดยเฉพาะศาล ก็จะยิ่งเชื่อถือมติแพทยสภา เพราะพวกผมก็เห็นพ้องต้องกับมติแพทยสภา

แพทยสภายิ่งต้องยืนยันตามมติเดิมด้วยคะแนนสองในสาม

รัฐมนตรีสมศักดิ์ยิ่งไม่มีที่ยืนในสังคม

ยกเลิกการแต่งตั้งให้พวกผมกลั่นกรองให้ความเห็น แล้วดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกนักโทษทักษิณไม่พอใจแต่ก็คุ้มค่า

ตัดสินใจครั้งนี้เหมือนแทงพนัน แม้ท่านจะคุ้นเคย แต่หากไม่ซื่อตรง ก็หมดตัวได้ในคราวนี้

ทีมงาน‘สมศักดิ์’กางแผน นัดผ่ามติแพทยสภา20พ.ค.

ทีมงาน‘สมศักดิ์’กางแผน นัดผ่ามติแพทยสภา20พ.ค.

ทีมงาน‘สมศักดิ์’กางแผน นัดผ่ามติแพทยสภา20พ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมงาน‘สมศักดิ์’กางแผน นัดผ่ามติแพทยสภา20พ.ค.

กรรมการฯพิจารณา มติ “แพทยสภา”20 พฤษภาคมนี้ ส่งเอกสาร กว่า 4 พันหน้า ถึงมือ 10 ขุนพลแล้ว มั่นใจทันกรอบ 15 วัน 

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณ สุข และคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เปิดเผยว่า หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ร่วมกันพิจารณาและเสนอความเห็นต่อสภานายกพิเศษ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข )เกี่ยวกับมติของแพทยสภาที่ให้มีการลงโทษแพทย์ 3 คน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งการพิจารณาจะมีระยะเวลา 15 วันตามกฎหมาย ขณะนี้มีเอกสารทั้งจากแพทยสภา รวมถึงแพทย์ 3 คนที่เข้ามายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม รวมๆกันมากกว่า 4,000 หน้า ที่เราต้องพิจารณา ซึ่งยืนยันว่า สามารถอ่าน พิจารณาทั้งข้อมูลและข้อกฎหมายเสร็จทันภายใน 15 วันแน่นอน

“ตอนนี้ก็ได้ส่งเอกสารให้กับคณะกรรมการทั้งหมด เพื่อไปดูในรายละเอียดก่อนที่จะมีการประชุมกันนัดแรก ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 20 พ.ค.นี้ ส่วนรมว.สาธารณสุขจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ทราบ เพราะท่านก็ได้มอบประธานกรรม การคนหนึ่งไว้อยู่แล้ว” นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าว

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะกรรมการแต่ละท่านก็ได้นำเอกสารไปดูและทำความเห็น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะแบบเดียวกันกับกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือต่างคนต่างไปดูเอกสารมาก่อน ใครมีความเห็นอย่างไรก็ค่อยเอามาคุยกัน ทั้งนี้ ในรายละเอียดไม่มีอะไร ทุกอย่างต้องดูที่กฎหมาย เพราะถึงอย่างไรตนก็จะยืนยันที่ข้อกฎหมายเป็นหลัก ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ถ้าไม่ถูกก็จะต้องแย้งกันไป เรื่องนี้มีแค่นี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องนี้ง่ายๆที่รายละเอียด อย่าไปคิดเยอะ เพราะที่ผ่านมาไปคิดเยอะกันเอง

เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสว่าแพทย์ จำนวน 3 คน ที่ถูกแพทย์สภามีมติลงโทษนั้น เป็นเพียงล็อตแรกเท่า นั้น ยังเหลือแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของแพทย์สภา ตรงนี้ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องของแพทยสภา ว่าใครร้องมาอย่างไร มีใครบ้าง แต่ไม่ว่าจะมีการพิจารณากี่ล็อตก็ต้องทำเหมือนเดิม ตอนนี้เอาล็อตนี้ให้จบก่อน

‘เท้ง’ออกโรงจี้ สอบฮั้วสว.อย่าอิงการเมือง กกต.ยันเหลือ1เดือน20วัน

‘เท้ง’ออกโรงจี้ สอบฮั้วสว.อย่าอิงการเมือง กกต.ยันเหลือ1เดือน20วัน

‘เท้ง’ออกโรงจี้ สอบฮั้วสว.อย่าอิงการเมือง กกต.ยันเหลือ1เดือน20วัน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เท้ง’ออกโรงจี้ สอบฮั้วสว.อย่าอิงการเมือง กกต.ยันเหลือ1เดือน20วัน

“เท้ง” ขอให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบกรณี สว. อย่างตรงไปตรงมา อย่าอิงแต่การเมือง เลขาฯกกต.ยันไม่ต้องแจงออกสื่อ หลังถูกร้องเรียน ยอมรับการรวบรวมพยานหลักฐานคดีฮั้วเลือกสว.ต้องใช้เวลา เหตุขั้นตอนเลือกซับซ้อน ระบุยังมีเวลา 1 เดือน 20 วัน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นประเด็นทางการเมืองระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงินว่า ตนอยากให้รัฐบาลรวมถึงผู้มีอำนาจรัฐทุกอย่างดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อย่างประเด็นของการตรวจสอบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา อยากให้เดินหน้าตามพยานหลักฐานต่างๆที่มี และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการได้มาซึ่งสว.ไม่ได้โปร่งใสตรงไปตรงมาตามเจตนารมณ์ของทางรัฐธรรมนูญ ก็อยากให้ดำเนินการไปตามกระบวนการ ไม่อยากให้มีการเร่งเครื่องหรือดำเนินการใดๆ ส่วนจะเป็นสงครามระหว่างสีเสื้อในพรรคร่วมหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าคือการแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเร็วที่สุด

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ทั้งสังคม รวมถึงตนเองก็ตั้งข้อสังเกตได้บางอย่างว่ามีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ที่ค่อนข้างพิเศษ เนื่องจากสั่งให้รัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการควบคุมเฉพาะ DSI หรือบางหน่วยงาน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเราได้ตั้งคำถามมาโดยตลอดอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราไม่อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์กรอิสระ สามารถเขียนคำวินิจฉัยใดๆเพื่อสร้างส่วนต่อขยายของรัฐธรรมนูญได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือมุมมองในภาพใหญ่ เราเองก็ต้องพยายามเดินหน้าในการออกแบบและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำยังไงให้องค์กรอิสระต่างๆใช้อำนาจที่เป็นไปตามหลักสากลมากยิ่งขึ้น สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้ ถ้าสิ่งที่เราตั้งสมมติฐานว่าเป็นเกมส์ระหว่างการเมืองที่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลใช้อำนาจรัฐในการห้ำหั่นกันเองจริง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เชื่อว่าเสถียรภาพของรัฐบาลก็อาจจะมีปัญหา

ด้านนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการฮั้วเลือกสว. ว่า เรื่องของสว. เป็นที่สนใจของประชาชนมาโดยตลอดในชั้นนี้ยังอยู่ระหว่างชั้นการทำงานซึ่งการพิจารณาเรื่องคัดค้านหรือการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องเลือกสว. เราดำเนินการตามระเบียบสืบสวนไต่สวน ซึ่งมีอยู่ 4 ขั้นตอน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนถือว่ายังอยู่ในขั้นที่ 1 ส่วนความกังวลเรื่องเวลาว่าจะเสร็จเมื่อไหร่เสร็จทันภายใน 1 ปีหรือไม่ ซึ่งเวลาตามระเบียบสืบสวนได้กำหนดไว้ว่าสำนักงานฯ ต้องส่งให้กกต. ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศผลการเลือก สว. ซึ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 67 ดังนั้นต้องส่งก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 68 ซึ่งยังมีเวลาอยู่ประมาณ 1 เดือน 20 วัน

“เวลาที่ระเบียบวางไว้เป็นมาตรการเร่งรัดในชั้นของสำนักงานเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบว่าขั้นตอนยังอยู่ในชั้นไหน แต่เวลาดังกล่าวจะไม่กระทบกับการอำนวยความยุติธรรมที่เป็นอิสระหรือกระทบกับการกระทำของบุคคลใดที่กระทำการโดยสุจริต ไม่ได้หมายถึงเป็นแค่เวลาเร่งในการทำงาน ส่วนเวลากกต.ก็เป็นอีกเวลาหนึ่ง หลังจากที่สำนักงานฯได้ส่งเรื่องมาแล้ว และตามที่ได้ตรวจสอบกับทางคณะกรรมการสืบสวน ทราบว่าทางคณะกรรมการสืบสวนมีแผนที่จะทำให้เสร็จตามเวลา ส่วนเรื่องเนื้อหาหรือการรวบรวมพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการสอบสวน ไม่มีผู้ใด ไม่ว่าจะกกต. หรือเลขาฯเข้าไปแทรกแซงการตรวจสอบเป็นอิสระไม่ว่าในชั้นใดชั้นหนึ่ง “เลขาฯกกต.กล่าว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนที่คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ทาง กกต.ไปกำหนดระยะเวลาในการทำงานนั้น ในกฎหมายว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้งสส.หรือ สว.ไม่ได้กำหนดเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จเวลาเท่าใด แต่เรากำหนดเวลาตัวเองว่าเราจะทำเสร็จภายใน 1 ปี จึงเป็นมาตรการในการเร่งรัด แต่มาตร การในการเร่งรัดจะต้องไม่กระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมที่เป็นอิสระและการกระทำของบุคคลที่กระทำโดยสุจริต นั่นหมายความว่าเราต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าน่าจะเสร็จทันกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เท่าที่ได้ดูแผนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ก็บอกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา แต่เวลาของกกต.จะเป็นอีกเวลาหนึ่ง

เมื่อถามว่ามีข้อร้องเรียนเลขาฯกกต.โดยตรงจะมีการชี้แจงอย่างไร เลขาฯกกต. กล่าวว่า คงไม่ต้องมาชี้แจงออกทางสื่อ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นคดี ไม่ว่าใครถูกร้องเรียนก็ไม่มีความซับซ้อน ขอเรียนว่าเราทำงานตามกฏหมายตามข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายก็จะบอกว่าเราทำผิดองค์ประกอบคืออะไร ข้อเท็จจริงคือไปทำอะไร แล้วเรารวบรวมได้แค่ไหน ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่การเลือกสว. อาจจะซับซ้อนเพราะมีการเลือก 3 ชั้น คือ อำเภอ, จังหวัด และประเทศ และยังมีการเลือกในสาย ในกลุ่มเลือกไขว้อีก การรวบรวมพยานหลักฐานอาจจะซับซ้อน

“ ผมยังยืนยันว่าในสำนักงานฯ ได้ดำเนินการตามระเบียบ แต่มีการเลือกสว. ตามคำพิพากษาของศาล เพราะบางครั้งกฎหมายไม่ได้เขียนให้ครบถ้วนเหมือนกับเขียนไม่สุด เมื่อผู้เกี่ยวข้องไปร้องศาล เราก็มีการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลมาตลอด ด้วยระบบแบบนี้คงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งคงจะเห็น ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของคณะกรรม การสอบสวนต้องรอว่าคณะกรรม การสอบสวนจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้เขาเร่งอยู่”นายแสวงกล่าว

ไม่วางมือทางการเมือง ‘สดารัตน์’สู้! ขอโทษที่มีงูเห่าในพรรค

ไม่วางมือทางการเมือง ‘สดารัตน์’สู้! ขอโทษที่มีงูเห่าในพรรค

ไม่วางมือทางการเมือง ‘สดารัตน์’สู้! ขอโทษที่มีงูเห่าในพรรค

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่วางมือทางการเมือง ‘สดารัตน์’สู้! ขอโทษที่มีงูเห่าในพรรค ประกาศชัดเป็นฝ่ายค้าน ลั่นขอทำการเมืองที่สุจริต อาสารับใช้ประชาชนเต็มที่
“ไทยสร้างไทย” แถลงการณ์ ขอโทษปชช.ปล่อยให้มี “งูเห่า” ในพรรค ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ปลุกทำการเมืองสุจริต ยันเดินหน้าลงโทษจริยธรรมสส.ขัดมติพรรค ‘หญิงหน่อย’ยัน‘อนุดิษฐ์-การุณ’จากกันด้วยดี ลั่นไม่วางมือทางการเมือง ปลุกปชช.ร่วมสร้างการเมืองสุจริต ย้ำไม่มีเลือดไหลลาออกเพิ่ม ปล่อย’งูเห่า’อยู่ต่อ ให้รอดูลงมติงบฯ 69 ‘ศิธา’ยันยังสังกัดเดิม ขอพักการเมือง ไม่ย้ายไปไหน ‘นฤมล’ยืนยัน‘กล้าธรรม’ไม่ใช่สาขาพรรคใคร เดินหน้าขยายพรรคให้ใหญ่-เข้มแข็ง

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 17 พฤษภาคม ที่โรงแรม Renaissance ราชประสงค์ กทม. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)กล่าวแถลงการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย กรณีที่มีสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยบางส่วน ได้ลาออกจากพรรค หรือไม่ปฏิบัติตามมติพรรคว่า ทางพรรคยอมรับว่าเกิดจากความแตกต่างทางแนวคิดตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งสมาชิกส่วนหนึ่งต้องการที่จะไปร่วมรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งต้องการรักษาจุดยืนและคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชน โดยขอทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เรามีการประชุมกันหลายครั้งซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าพรรคไทยสร้างไทยต้องรักษาจุดยืนอุดมการณ์ของพรรค ในการมุ่งสร้างการเมืองสุจริต โดยพรรคไทยสร้างไทย ขอยืนหยัดทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดถือผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

ขอโทษปชช.มี‘งูเห่า’ในพรรค

คุณหญิงสุดารัตน์ หลังจากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ อย่างที่ทุกท่านทราบว่ามี ส.ส.บางส่วนไม่ปฏิบัติตามมติพรรคแสดงตัวไปร่วมรัฐบาลซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมของพรรค ที่มีนายโภคิน พลกุล เป็นประธาน กำลังดำเนินการตามกฎหมาย ต่อการกระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงของสมาชิกที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค ทั้งที่พรรคได้ทุ่มเทให้เขาอย่างสุดกำลังจนทำให้คนเหล่านี้ได้เป็นผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติและหวังว่าเขาเหล่านั้นจะทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง ในประเด็นนี้พรรคไทยสร้างไทย ต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชนในความผิดพลาดนี้ เนื่องจากเรามีเวลาน้อยมากในการหล่อหลอมอุดมการณ์ความคิด เพราะหลังจากที่พวกเราออกจากพรรคเดิม ไม่นานก็ต้องเข้าสู่การเลือกตั้ง

ยัน“อนุดิษฐ์-การุณ”จากกันด้วยดี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่าส่วนกรณีของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล ที่ได้แสดงความจำนงไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงานของพรรคไทยสร้างไทยแต่ประการใด เราขอแสดงความยินดีที่ทั้งสองได้ตัดสินใจไปอยู่ในที่ๆคิดว่า เหมาะสมกับตนเอง โดยทั้งสองคนได้มาแจ้งต่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หลายเดือนมาแล้ว ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ก็ไม่ขัดข้อง เข้าใจในความจำเป็น เพียงแต่ก่อนหน้านี้ทั้งสองยังไม่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค

ยันฮึดสู้มุ่งทำทสท.ให้เข้มแข็ง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่าพรรคไทยสร้างไทยขอยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ได้กระทบต่อความมุ่งมั่นของพรรคไทยสร้างไทย แต่กลับจะเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงพรรคไทยสร้างไทยให้เข้มแข็งขึ้น เพราะปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่นี้มันยิ่งใหญ่กว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับพรรคไทยสร้างไทยมากนัก

“ประเทศไทยในวันนี้ กำลังยืนอยู่บนรอยร้าวลึกในหัวใจของคนไทยที่“หมดศรัทธา”กับการเมืองไทย เพราะบ้านเมืองนี้ถูกกัดกร่อนจากนักการเมืองสกปรกและระบบสีเทา เราเห็นนักการเมืองที่ไม่เคยยึดประโยชน์ประชาชน เราเห็นระบบที่เปิดทางให้ทุนสีเทาเข้ามายึดเศรษฐกิจไทย กฎหมายถูกบิดเบือน การใช้อำนาจเพื่อเอื้อพวกพ้อง การทุจริต กลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่เราชาชิน จนทำให้คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม หนี้สินท่วมหัว ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศตกต่ำ แถมด้วยยาเสพติด การพนัน ที่ผิดกฎหมาย แต่เข้าถึงคนไทยได้ง่ายยิ่งกว่าเข้าร้านสะดวกซื้อ”คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า เป็นประเทศที่เสมือนไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆได้ เราเข้าใกล้การเป็นรัฐล้มเหลวเต็มทีแล้ว ประเทศไทยไม่ควรอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยทรัพยากร เรามีคนเก่ง และคนดีมากมาย แต่กลับติดหล่ม เพราะระบบการเมืองที่เน่าเฟะใช้เงินซื้อเสียง ซื้อสส.แล้วก็เข้าไปโกง อย่างมโหฬาร ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง รื้อระบบสีเทาที่เต็มไปด้วยการทุจริตพรรคไทยสร้างไทย เราจะไม่ยอมจำนน พรรคไทยสร้างไทย ไม่ใช่พรรคของใครบางคนแต่คือพรรคของประชาชนที่ไม่ทนกับความเหลวแหลกตกต่ำที่กำลังครอบงำประเทศ

ชวนคนดีมีความรู้กล้าร่วมสู้

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า เราขอเชิญชวนคนดี คนมีความรู้ และกล้าสู้ มารวมพลังเป็นแสงสว่างฉายลงไปบนความมืดมิดของการเมืองไทย เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจทวงคืนเงินในกระเป๋าของประชาชน แก้หนี้อย่างเป็นระบบ ทุ่มกำลังฟื้นฟูการผลิต ปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรม High Tecnology ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกพลิกฟื้น SMEs ให้เข้มแข็ง ปฏิรูปการศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นทางออกที่สำคัญที่จะทำให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทย กอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อทำให้การท่องเที่ยวกลับคืนมา โดยเฉพาะ ในด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมต้องถูกฟื้นฟู สยามเมืองยิ้มต้องกลับมาเพื่อคืนความสุขให้คนไทย เป้าหมายไทยสร้างไทยคือ สร้างการเมืองสุจริต สร้างเศรษฐกิจดี สร้างไทยให้โดดเด่น กล้าผ่าโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ ส่งเสริมสถาบันหลักให้เข้มแข็ง

“พรรคไทยสร้างไทย ขอยืนยันว่าเราจะไม่มีวันยอมแพ้ ต่อระบบที่กำลังทำร้ายประเทศไทยแต่เราทำงานใหญ่นี้เพียงลำพังไม่ได้จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่ยังเชื่อใน ความถูกต้อง มาร่วมกันสร้าง การเมืองสุจริต มาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทยไปกับพรรคไทยสร้างไทย เพื่อให้ทุกคนรอดในวิกฤตนี้”คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำ

ย้ำไม่มีเลือดไหลออกเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีน.อ.อนุดิษฐ์และนายการุณ ถือว่าจากกันด้วยดีใช่หรือไม่คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เขามาหาพี่หลายครั้ง ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนเมื่อไม่นานมานี้ ก็มาพูดให้ฟังซึ่งตนก็ไม่ได้ขัดขวางใดๆเขาเป็นน้อง และเมื่อเขาเห็นว่ามีพรรคที่เหมาะสมกับเขา ตนก็ต้องสนับสนุนและยินดี และไม่มีปัญหา เพราะเรามีบุคลากรมากมายรวมถึงคนที่เข้ามาใหม่มาร่วมกันทำงาน พรรคไทยสร้างไทยก็เหมือนพรรคการเมืองอื่นๆช่วงนี้มีคนเข้าคนออก แต่เราก็จะทำงานต่อไป เพราะจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่คน แต่อยู่ที่ว่าพรรคยังรักษาอุดมการณ์หรือนโยบายดีๆหรือไม่ เมื่อถามว่านอกจาก 2คนดังกล่าวแล้วยังมีคนอื่นๆมาแจ้งว่าจะไปร่วมงานกับพรรคอื่นหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ไม่มี ก่อนจะหันไปถามแกนนำและสมาชิกพรรคที่ยืนอยู่ข้างๆว่า มีหรือไม่ ซึ่งทุกคนหัวเราะและตอบว่าไม่มี

ลั่นสู้ต่อไม่วางมือทางการเมือง

เมื่อถามว่าส่วนตัวยังเดินหน้าทำการเมืองหรือไม่ต่อไปใช่หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ทำค่ะ หลายคนบอกว่า น่าจะหยุดได้แล้ว โดยเฉพาะคนในครอบครัว แต่ขณะเดียวกันในครอบครัวเองเมื่อเห็นปัญหาของประเทศเป็นแบบนี้ก็อยากให้ตนทำพรรคนี้

เมื่อถามย้ำว่ายังไม่คิดวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ แม้ว่าจะมี สส.หลายคนทิ้งพรรค คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ต้องแยกแยะ เพราะช่วงหลังเลือกตั้ง มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันซึ่งเรามีการถกกันหลายรอบ ดังนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่คนอยากไปร่วมรัฐบาลก็ต้องพยายามหาทางไปร่วมรัฐบาลซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ทำงานให้กับพรรคและเราไม่คิดว่า จะต้องเป็นศัตรูกัน หากมีความผิดร้ายแรง เราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจริยธรรม

ยังไม่ขับ’6งูเห่า’รอดูโหวตงบ69

เมื่อถามว่าคุณหญิงสุดารัตน์เคยระบุว่าการตั้งพรรคไทยสร้างไทย เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้าย ถือว่าขาดทุนหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องขอโทษประชาชน แต่มีข้อจำกัดของเวลาในการหล่อหลอมให้คนมีอุดมการณ์เดียวกัน ถือว่าเป็นความผิดพลาด หากมีคนไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของพรรคเขาจะออกไปก็ไม่เดือดร้อนอะไรกับคนที่ยังอยู่สำหรับพรรคไทยสร้างไทย เราไม่ได้มองว่าเป็นการขาดทุนทางการเมือง เรื่องคนไม่ใช่ปัญหา จุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคคือแก่นหลักของพรรค ดังนั้น ย้ำว่าไม่มีปัญหา และพรรคไทยสร้างไทย ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งวันหนึ่งตนอาจจะเสียชีวิต หรือคนหนึ่งอาจจะไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะพรรคนี้มีไว้สำหรับคนที่ทนปัญหาของประเทศไม่ได้

เมื่อถามถึงการโหวตพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แล้วมีสมาชิกพรรคโหวตสวนมติฝ่ายค้านอีกจะมีมาตรการอย่างไรคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนได้พูดไปแล้วแต่เค้าจะโหวตอย่างไร ต้องไปถามเขา ส่วนจะมีมาตรการขับพ้นพรรคหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า ไม่ขับ ทั้ง 6 คน ก็ยังเป็นสมาชิกพรรค

‘ศิธา’ยังสังกัดเดิม/ขอพักการเมือง

ขณะที่ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต สส. กทม. พรรคไทยรักไทย(ทรท.)อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กภายหลังถูกจับตาจากกรณี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) และนายการุณ โหสกุล อดีต สส. กทม. ย้ายร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม (กธ.)ว่า แก่แล้วครับ ช่วงนี้พักผ่อน เลี่ยงการเมือง หันมาดูแลตัวเองหน่อย ออกกำลังกาย เที่ยว ตจว.ขึ้นเขาลงห้วย ฟังธรรม บินไปแข่ง Poker ต่างประเทศ ไม่ได้ย้ายไปไหน ยังยืนยันสังกัดเดิม“พักการเมือง”ครับ

‘นฤมล’ลั่นกธ.ลุยขยายพรรคใหญ่

วันเดียวกันนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)ให้สัมภาษณ์ว่าพรรคกล้าธรรมกำลังขยับขับเคลื่อนนโยบายของพรรคในเรื่องต่างๆเราไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะในภาคของการเกษตรเท่านั้น แต่ภาคการศึกษาก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ภาคกล้าธรรมให้ความสำคัญเพื่อนำไปสู่ในการพัฒนาประเทศ โดยเรามีนายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม เป็นคนขับเคลื่อนโดยร่วมกับข้าราชการครูทั่วประเทศอีกกว่า50 ท่าน ซึ่งจะนำมาสู่นโยบายที่ถูกต้องโดนใจครู นิสิต นักเรียน ถือเป็นการเตรียมพร้อมของพรรค ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราก็มีความพร้อมเสมอ

“เป้าหมายของเราไม่ได้คิดจะทำเพื่อประโยชน์ของพรรคกล้าธรรมแต่เรายึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งเราไม่ได้สร้างคำพูดสวยหรู แต่เราเป็นแบบนั้นจริงๆวันนี้ดิฉันกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯหากมีความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เราก็พร้อมที่จะลงไปช่วยแก้ไขซึ่งเป็นมาตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมที่เป็นรมว.เกษตรฯก็เป็นเช่นนี้เราพร้อมที่จะลงไปแก้ปัญหาทุกพื้นที่และเชื่อว่าถ้านักการเมืองทุกคนทำงานแบบนี้ประชาชนก็จะได้ประโยชน์”

ยืนยัน กธ.ไม่ใช่สาขาพรรคใคร

เมื่อถามว่าการที่ร.อ.ธรรมนัสระบุว่าได้มีการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถึงการย้ายพรรคของน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายการุณ โหสกุล อดีต สส. กทม พรรคเพื่อไทย จะถูกมองว่า พรรคกล้าธรรมเป็นสาขาพรรคการเมืองอื่นหรือไม่นางนฤมล กล่าวว่า ตนยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมคือ พรรคกล้าธรรม ไม่ใช่สาขาพรรคใดแน่นอน และเราก็จะสร้างบ้านและครอบครัวของเราขยายไปเรื่อย ๆ อย่างเข้มแข็ง

วาทะเด็ด : 18 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 18 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 18 พฤษภาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“ในส่วนของพรรคกล้าธรรม เราต้องให้เกียรติทุกคนที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา ในการที่พิจารณาตัดสินใจจะเข้ามา เราไม่ได้คิดจะมาเล่นเกมอะไรอย่างที่ฝ่ายค้านมอง เราพร้อมที่จะเปิดกว้างรับผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงกับเรา ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีพวกใดๆ ทั้งสิ้น”

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์

รมว.เกษตรและสหกรณ์

หัวหน้าพรรคกล้าธรรม

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ก.พ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัย กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนได้กำหนดอำนาจหน้าที่และวิธีการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการดำเนินคดีอาญาอยู่แล้วการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรอฟังผลทางคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะถึงแม้เรื่องนั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลจะมีความเห็นแตกต่างไป ผู้พิจารณาลงโทษทางวินัยก็หาต้องรับผิดชอบแต่อย่างใดไม่ ถ้าการกระทำนั้นได้ทำไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและกระทำไปโดยสุจริต มิได้มุ่งให้เกิดผลเสียหาย

(หนังสือสำนักงานก.พ.ที่สร 0904/ว4 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2509)

6.กรณีนี้สืบเนื่องมาจากความเห็นของก.พ.ตามหนังสือสำนักงานก.พ.ที่สร 0904/ว4 ลงวันที่ 18 มีนาคม 2509โดยมีส่วนราชการหารือต่อเนื่องกับว.4/2509 ข้างต้นว่าในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งไม่ลงโทษข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไปแล้วโดยเห็นว่าหลักฐานไม่พอที่จะลงโทษได้ แต่ภายหลังศาลได้พิพากษาลงโทษข้าราชการผู้นั้นในทางอาญาในกรณีที่ต้องหานั้น แต่ให้รอการลงโทษไว้เช่นนี้จะปฏิบัติอย่างไร

ก.พ.ได้พิจารณาแล้วมีมติให้เรียนกระทรวง ทบวง กรมเพิ่มเติมว่า มติก.พ.ตามหนังสือเวียนดังกล่าว (ว4/2509)ทั้งคำปรารภและเหตุผลที่ชี้แจงไปมุ่งหมายถึงกรณีที่การสอบสวนมีพยานหลักฐานฟังได้ว่า ข้าราชการพลเรือนผู้ถูกกล่าวหานั้นกระทำผิดวินัยแล้ว ก็ควรจะพิจารณาโทษทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ชักช้า แต่ถ้าสอบสวนทางวินัยยังฟังไม่ได้ว่าผู้นั้นกระทำผิดที่มีวินัยกรณีเช่นนี้ผู้นั้นก็ยังตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอาญาหรือกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญาอยู่ ซึ่งถ้าไม่ใช่คดีความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีกำหนดโทษชั้นลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาทแล้ว แม้ผู้บังคับบัญชาจะเห็นว่า กรณีมีมลทินมัวหมองไม่ปรากฏชัด มาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2499 ก็ยังให้อำนาจผู้บังคับบัญชาสั่งพักราชการเพื่อรอฟังผลทางคดีอาญาได้ ฉะนั้นในกรณีนี้จึงสมควรรอการสั่งการเด็ดขาดทางวินัยไว้ก่อนจนกว่าจะทราบผลของคดีอาญา (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่สร 0905/ว9 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2509)

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเชิงรุก 4 จังหวัดอีสานกลาง

'ประเสริฐ' ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเชิงรุก 4 จังหวัดอีสานกลาง

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเชิงรุก 4 จังหวัดอีสานกลาง

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’  ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเชิงรุก 4 จังหวัดอีสานกลาง  ‘ขอนแก่น-กาฬสินธุ์-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด’ เร่งรับมือ ‘น้ำท่วม-น้ำแล้ง-ฝนทิ้งช่วง’ กำชับทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงแหล่งน้ำ – เก็บกักน้ำไว้

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ลงพื้นที่กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 ณ จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม โดยในช่วงเช้านายประเสริฐ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 12 (จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) รายงานปัญหาที่สำคัญของจังหวัด  และนายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จากนั้นลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอำเภอโกสุมพิสัยและอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม 

นายประเสริฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อขอรับทราบปัญหาและความต้องการด้านน้ำจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า ยังมีบางพื้นที่มีความเสี่ยงที่จะประสบอุทกภัยหากมีปริมาณฝนที่ตกสะสมจำนวนมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร เขตชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจได้ อีกทั้งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่คาดว่าในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ อาจเกิดฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน จำเป็นต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำจากสภาวะฝนทิ้งช่วงด้วย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ สทนช. ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่เปราะบางที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง ตามที่ สทนช. คาดการณ์ว่าทั้ง 4 จังหวัด ในเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม จะมีพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น ในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงสูงสุดถึง 24 อำเภอ 142 ตำบล ซึ่งต้องมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบและรัดกุม พร้อมเน้นย้ำให้มีการแจ้งเตือนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และเมื่อเกิดเหตุจะต้องเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

2.ให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบริหารจัดการน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเพียงพอกับความต้องการ และให้ความสำคัญกับการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก และ 3.ให้จังหวัด กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมหรือปรับปรุงแหล่งน้ำ บ่อบาดาล รวมถึงระบบประปาหมู่บ้านที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน 4 จังหวัดเกิดความมั่นคง ยั่งยืน และเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ และจัดทำรายละเอียดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลโดยเร็ว
 
ด้าน นายไวฑิต โอชวิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์น้ำ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม อาจจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1–2 ลูก โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ  สทนช. จึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันพบว่าใน 4 จังหวัด มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กอีกจำนวน 8,543 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวมกันอยู่ที่ 1,598.07 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 32% ของความจุเก็บกัก ซึ่งน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567 ขณะเดียวกันยังได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยช่วงเดือนพฤษภาคม ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น 7 อำเภอ เช่น อ.บ้านไผ่ อ.น้ำพอง, จังหวัดกาฬสินธุ์ 16 อำเภอ เช่น อ.ดอนจาน อ.กุฉินารายณ์, จังหวัดมหาสารคาม 7 อำเภอ เช่น อ.โกสุมพิสัย อ.กุดตรัง และจังหวัดร้อยเอ็ด 17 อำเภอ เช่น อ.ทุ่งเขาหลวง อ.จังหาร เป็นต้น

“สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมแผนปฏิบัติการและดำเนินการตามภารกิจที่สอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้แล้ว เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย รวมถึงวางแผนการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย โดย สทนช. จะติดตามผลการดำเนินการของมาตรการและประเมินสถานการณ์ฝนอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างรวดเร็ว สามารถเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายไวทิต กล่าว

ถกนัดแรก! 10 อรหันต์พิจารณามติ ‘แพทยสภา’ 20 พ.ค.นี้

ถกนัดแรก! 10 อรหันต์พิจารณามติ 'แพทยสภา' 20 พ.ค.นี้

ถกนัดแรก! 10 อรหันต์พิจารณามติ ‘แพทยสภา’ 20 พ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

ถกนัดแรก! กรรมการฯพิจารณา มติ ‘แพทยสภา’ 20 พ.ค.นี้  ส่งเอกสาร กว่า 4 พันหน้า ถึงมือ 10 ขุนพลแล้ว มั่นใจทันกรอบ 15 วัน

วันที่ 17 พ.ค.68 นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณ สุข และคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เปิดเผยว่า หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ร่วมกันพิจารณาและเสนอความเห็นต่อสภานายกพิเศษ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข )เกี่ยวกับมติของแพทยสภาที่ให้มีการลงโทษแพทย์  3 คน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งต่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งการพิจารณาจะมีระยะเวลา 15 วันตามกฎหมาย ขณะนี้มีเอกสารทั้งจากแพทยสภา รวมถึงแพทย์ 3 คนที่เข้ามายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม รวมๆกันมากกว่า 4,000 หน้า ที่เราต้องพิจารณา ซึ่งยืนยันว่า สามารถอ่าน พิจารณาทั้งข้อมูลและข้อกฎหมายเสร็จทันภายใน 15 วันแน่นอน

“ตอนนี้ก็ได้ส่งเอกสารให้กับคณะกรรมการทั้งหมด เพื่อไปดูในรายละเอียดก่อนที่จะมีการประชุมกันนัดแรก ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 20 พ.ค.นี้ ส่วนรมว.สาธารณสุขจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ทราบ เพราะท่านก็ได้มอบประธานกรรม การคนหนึ่งไว้อยู่แล้ว” นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าว

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะกรรมการแต่ละท่านก็ได้นำเอกสารไปดูและทำความเห็น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะแบบเดียวกันกับกรณีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือต่างคนต่างไปดูเอกสารมาก่อน ใครมีความเห็นอย่างไรก็ค่อยเอามาคุยกัน  ทั้งนี้ ในรายละเอียดไม่มีอะไร  ทุกอย่างต้องดูที่กฎหมาย เพราะถึงอย่างไรตนก็จะยืนยันที่ข้อกฎหมายเป็นหลัก ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ถ้าไม่ถูกก็จะต้องแย้งกันไป เรื่องนี้มีแค่นี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เรื่องนี้ง่ายๆที่รายละเอียด อย่าไปคิดเยอะ เพราะที่ผ่านมาไปคิดเยอะกันเอง

เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสว่าแพทย์ จำนวน 3 คน ที่ถูกแพทย์สภามีมติลงโทษนั้น เป็นเพียงล็อตแรกเท่า นั้น ยังเหลือแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของแพทย์สภา ตรงนี้ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้น  นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องของแพทยสภา ว่าใครร้องมาอย่างไร มีใครบ้าง แต่ไม่ว่าจะมีการพิจารณากี่ล็อตก็ต้องทำเหมือนเดิม ตอนนี้เอาล็อตนี้ให้จบก่อน